ไอ… นี้มีความหมาย โดย รศ.นพ.ปารยะ อาศนะเสน

manager141112_01อาการไอ เป็นกลไกการตอบสนองของร่างกายอย่างหนึ่งต่อสิ่งผิดปกติบริเวณทางเดินหายใจและยังเป็นกลไกป้องกันที่สำคัญของร่างกายในการกำจัดเชื้อโรค เสมหะ หรือสิ่งแปลกปลอม แบ่งออกเป็น 2 ชนิด ได้แก่ ไอเฉียบพลัน จะมีระยะเวลาการไอน้อยกว่า 8 สัปดาห์ ส่วนใหญ่เกิดจากการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจส่วนบน เช่น หวัด โพรงไซนัสอักเสบเฉียบพลัน คอหรือกล่องเสียงอักเสบ การมีสิ่งแปลกปลอมอยู่ในหลอดลม หรือสัมผัสกับสารระคายเคืองในสิ่งแวดล้อม เช่น ควันบุหรี่ ควันไฟ ฯลฯ

อีกชนิดคือ ไอเรื้อรัง จะมีระยะเวลาการไอมากกว่า หรือเท่ากับ 8 สัปดาห์ ส่วนใหญ่เกิดจากโรคหลอดลมอักเสบเรื้อรัง การรับประทานยารักษาความดันโลหิตสูงชนิดหนึ่งเป็นเวลานาน โรคไซนัสอักเสบเรื้อรังและมีน้ำมูกไหลลงคอ โรคหืด โรคกรดไหลย้อน การใช้เสียงมากทำให้เกิดสายเสียงอักเสบเรื้อรัง เป็นต้น บางรายอาจมีสาเหตุมากกว่าหนึ่งชนิด ดังนั้นจึงมีความจำเป็นที่ต้องได้รับการตรวจหาสาเหตุ เพื่อการรักษาที่ถูกต้อง เหมาะสม

ซึ่งแพทย์จะซักประวัติ ตรวจร่างกายโดยเฉพาะในระบบทางเดินหายใจส่วนบนและล่าง และอาจส่งตรวจเพิ่มเติม เช่น ถ่ายภาพรังสีของโพรงไซนัสและปอด ส่องกล้องตรวจระบบทางเดินหายใจ ตรวจเสมหะ และตรวจสมรรถภาพการทำงานของปอด

การรักษาที่สำคัญที่สุด คือ หาสาเหตุและรักษาตามสาเหตุ ถ้าผู้ป่วยไอจากการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจส่วนบนหรือล่าง เช่น หวัด หรือหลอดลมอักเสบ และมีอาการไอไม่มากนัก อาจให้การรักษาเบื้องต้น เช่น ยาบรรเทาอาการไอ ถ้าไอและมีเสมหะเหนียวข้นมาก ขับออกจากหลอดลมได้ยาก ก็อาจให้ยาละลายเสมหะช่วย แต่ถ้าผู้ป่วยได้รับยาดังกล่าวแล้วอาการไม่ดีขึ้นภายใน 1 สัปดาห์ ควรปรึกษาแพทย์ หากมีอาการติดเชื้อแบคทีเรีย เช่น เสมหะมีสีเหลืองหรือเขียว แพทย์อาจให้ยาต้านจุลชีพร่วมด้วย อย่างไรก็ดี ถ้าผู้ป่วยไม่ได้รับการวินิจฉัยหาสาเหตุและการรักษาที่ถูกต้อง อาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนตามมาได้

   เพื่อหลีกเลี่ยงอาการไอ ควรถอยห่างจากสารเคมี ควันบุหรี่ ฝุ่น มลพิษทางอากาศ สารก่ออาการระคายเคือง หลีกเลี่ยงอากาศเย็นๆ โดยเฉพาะแอร์ ถ้าต้องการเปิด ให้ตั้งอุณหภูมิสูงกว่า 25 องศาเซลเซียส พัดลมไม่ควรเปิดเบอร์แรงสุด ให้ส่ายไปมาและไม่ควรจ่อเข้ากับตัวโดยตรง เนื่องจากอากาศที่เย็นสามารถกระตุ้นหลอดลมให้หดตัว ทำให้มีอาการไอมากขึ้น และไม่ควรดื่มหรืออาบน้ำเย็น กินไอศกรีม หรืออาหารที่ระคายคอ เช่น ทอดด้วยน้ำมัน นอกจากนี้ควรให้ความอบอุ่นแก่ร่างกายขณะหลับ และปิดปากจมูกเวลาไอด้วยผ้าเช็ดหน้าหรือกระดาษทิชชู เพื่อป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อโรค ยิ่งถ้าใช้มือป้องปากเวลาไอ ควรล้างมือทุกครั้ง ดื่มน้ำอุ่นมากๆ งดการสูบบุหรี่ กินอาหารที่มีประโยชน์ รวมทั้งผักและผลไม้ ออกกำลังกายสม่ำเสมอทุกวัน หรือเล่นกีฬาเป็นประจำ หลีกเลี่ยงความเครียด นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ และพยายามอยู่ห่างจากผู้ป่วย เพราะมีโอกาสเสี่ยงที่จะติดเชื้อได้

ถ้ารักสุขภาพต้องดูแลแต่เนิ่นๆ ครับ

ที่มา: ASTVผู้จัดการออนไลน์  12 พฤศจิกายน 2557

Advertisements

โรคหอบหืด

thairath140801_02aโรคหอบหืด ตอนที่ 1 : หืดป้องกันได้ ก่อนจะสายเกินแก้

พบบ่อยแค่ไหน ?  

โรคหอบหืด หรือ โรคหืด เป็นโรคภูมิแพ้ชนิดหนึ่งที่พบบ่อยในเด็กและมีแนวโน้มจะพบมากขึ้นเรื่อยๆ ข้อมูลจากการสำรวจพบว่าเด็กไทยเป็นโรคหืดถึงร้อยละ 12 หรือประมาณ 3 ล้านคน ซึ่งมีสัดส่วนเป็นร้อยละ 5 ของประชากรทั่วไป โดยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นร้อยละ 2–4 ต่อปี

สาเหตุของโรคคืออะไร ?  

โรคหืดเกิดจากการอักเสบเรื้อรังของหลอดลม ทำให้หลอดลมไวต่อสิ่งกระตุ้น เกิดการหดเกร็งของหลอดลม มีการหลั่งมูกเพิ่มขึ้น และผนังหลอดลมบวม เป็นผลให้มีอาการของหลอดลมตีบแคบ ซึ่งอาการเหล่านี้อาจทุเลาได้เองหรือโดยการใช้ยา

สาเหตุสำคัญสุดคือ สารก่อภูมิแพ้ โดยพบว่าเด็กที่เป็นหอบหืดร้อยละ 80 เกิดจากภาวะภูมิแพ้ โดยเฉพาะในเด็กที่มีพันธุกรรมของโรคภูมิแพ้ในครอบครัว โดยสารก่อภูมิแพ้ที่พบบ่อยได้แก่ ไรฝุ่น แมลงสาบ สัตว์เลี้ยง ซึ่งเป็นสารก่อภูมิแพ้ในอาคาร/บ้านที่อยู่อาศัย ส่วนสารก่อภูมิแพ้ภายนอกบ้าน ได้แก่ ละอองเกสร หญ้า วัชพืช และเชื้อรา ซึ่งเชื้อรานี้พบได้ทั้งภายในและภายนอกบ้าน

นอกจากนี้ สารระคายเคืองทางเดินหายใจและมลพิษในสิ่งแวดล้อมก็มีบทบาทเสริมการกระตุ้นให้ผู้ป่วยเป็นโรคหืดได้ง่ายขึ้น ซึ่งสารระคายเคืองที่พบบ่อยได้แก่ ควันบุหรี่ ควันท่อไอเสีย และก๊าซ

ส่วนปัจจัยอื่นที่เป็นสาเหตุเสริมให้ผู้ป่วยโรคหืดมีอาการกำเริบเฉียบพลันคือ การติดเชื้อไวรัสในระบบหายใจ หรือการติดเชื้อแบคทีเรียในทางเดินหายใจส่วนบน เช่น ไซนัสอักเสบ ทอนซิลอักเสบ นอกจากนี้ ยังมีรายงานว่าการเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์ก็มีส่วนทำให้โรคหืดกำเริบได้

โรคหืดมีอาการอย่างไร ?      

อาการสำคัญคือ ไอ หอบเหนื่อย หายใจลำบาก แน่นหน้าอก หายใจมีเสียงวี้ด อาการมักเกิดเป็นพักๆ สลับกับช่วงไม่มีอาการ (เหมือนคนปกติ) โดยอาจเกิดอาการขณะออกกำลังกายหรือ ขณะนอนหลับกลางดึกก็ได้ จึงเป็นโรคที่ทรมาน ถ้าอาการรุนแรงและเกิดบ่อยๆ จะมีผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตผู้ป่วยและผู้ดูแลเป็นอย่างมาก เมื่อสงสัยว่าจะเป็นโรคหืดจึงควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยโรค หาสาเหตุ ประเมินความรุนแรง และเข้ารับการรักษาอย่างต่อเนื่อง หากผู้ป่วยไปพบแพทย์ได้ขณะกำลังมีอาการหอบหืด แพทย์อาจให้การวินิจฉัยโรคได้ไม่ยากโดยการตรวจร่างกาย ฟังเสียงหายใจผิดปกติในปอด และตรวจวัดสมรรถภาพปอด แต่ถ้าไปตรวจขณะไม่มีอาการอาจต้องอาศัยการตรวจพิเศษเพิ่มเติมมาช่วยยืนยันการวินิจฉัยโรค

โรคหืดรุนแรงถึงตาย…แต่ป้องกันได้        

ก่อนมีอาการรุนแรงจนอาจถึงแก่ชีวิต ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะมีสัญญาณอันตรายซึ่งตัวผู้ป่วยหรือญาติพึงสังเกตได้ ดังต่อไปนี้

  • มีประวัติการเป็นโรคหืดที่มีการจับหืดอย่างรุนแรงมาก่อน เช่น เคยรักษาตัวในห้องไอซียูเพราะหอบรุนแรง ต้องใส่ท่อช่วยหายใจ หรือใช้เครื่องช่วยหายใจ เป็นต้น
  • มีประวัติการเข้าห้องฉุกเฉินเพราะมีอาการหอบมากในปีที่ผ่านมา
  • มีประวัติการเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลเนื่องจากหอบรุนแรง ต้องให้ออกซิเจนและยาขยายหลอดลม
  • เป็นผู้ป่วยที่เคยใช้ยาพ่นสูดเป็นประจำเพื่อควบคุมอาการของโรค หรือเพิ่งหยุดยาพ่นสูดมาไม่นาน
  • เป็นผู้ป่วยที่ต้องใช้ยาสเตียรอยด์ชนิดรับประทานเป็นประจำ หรือเพิ่งหยุดยารับประทานมาไม่นาน
  • เป็นผู้ป่วยที่ไม่ค่อยยอมไปพบแพทย์ ชอบใช้ยาขยายหลอดลมเป็นประจำ และต้องใช้ยามากกว่า 1 หลอดต่อเดือน
  • เป็นผู้ป่วยหืดที่มีปัญหาทางสุขภาพจิตร่วมด้วย หรือเป็นผู้ที่เสพติดยา
  • เป็นผู้ป่วยที่ไม่ปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์ ไม่ยอมใช้ยาที่แพทย์สั่งเป็นประจำ ชอบหยุดยาเองเพราะคิดว่าหายแล้ว
  • เป็นผู้ป่วยที่อยู่ในครอบครัวที่แตกแยก มีปัญหาครอบครัว ไม่มีคนดูแลเอาใจใส่

หากผู้ป่วยและคนใกล้ชิดหมั่นสังเกตปัจจัยทั้ง 9 ข้อดังกล่าว ให้ความสนใจและถามไถ่ปัญหาจากผู้ป่วย พร้อมให้คำแนะนำและช่วยเหลือให้ผู้ป่วยได้รับการรักษาอย่างถูกวิธี ผู้ป่วยก็จะสามารถใช้ชีวิตกับโรคหอบหืดได้อย่างมั่นใจ และจะได้ไม่มีใครเสียใจในภายหลัง.

รศ.นพ.สุวัฒน์ เบญจพลพิทักษ์
คณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดี

ที่มา : ไทยรัฐ 1 สิงหาคม 2557

thairath140801_02b

โรคหอบหืด ตอนที่ 2 หอบหืด…รักษาได้

หลักการรักษาที่เหมาะสม คือ การหลีกเลี่ยงสิ่งที่แพ้ และการใช้ยาควบคุมอาการ

1. หลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้และสิ่งกระตุ้นเมื่อสังเกตว่าสารก่อภูมิแพ้หรือสิ่งกระตุ้นใดทําให้เกิดอาการหอบ ควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสสิ่งนั้นๆ การทดสอบภูมิแพ้ทางผิวหนังโดยวิธีสะกิดหรือการตรวจเลือดหาระดับของ IgE อาจช่วยบอกชนิดของสารก่อภูมิแพ้ที่กระตุ้นให้ผู้ป่วยมีอาการได้

2. การรักษาด้วยยา ยาที่ใช้ในการรักษาโรคหืดปัจจุบันแบ่งเป็น 2 ประเภทคือ

-ยาช่วยบรรเทาอาการ (Reliever) ได้แก่ ยาขยายหลอดลม มีทั้งชนิดพ่นสูด ชนิดรับประทาน และชนิดฉีด ใช้เพื่อขยายหลอดลมในขณะที่มีอาการหอบหืด เนื่องจากออกฤทธิ์ได้ ยาวนาน จึงสามารถใช้ควบคุมอาการได้ โดยใช้ร่วมกับยาสเตียรอยด์

– ยาควบคุมอาการ (Controller) มีฤทธิ์ต้านการอักเสบ ใช้ลดการอักเสบของหลอดลมเพื่อ ป้องกันไม่ให้เกิดอาการหอบขึ้นอีก ยาประเภทนี้ออกฤทธิ์ช้า จึงต้องใช้ติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน ขนาดยาที่ใช้ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของโรค ภายใต้คําแนะนําของแพทย์ ยาประเภทนี้แบ่ง เป็น 3 กลุ่มด้วยกัน คือ

1. ยาที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ คือ ยา Montelukast เป็นยารับประทานสําหรับเด็กและผู้ใหญ่ ที่เป็นโรคหืด โรคเยื่อบุจมูกอักเสบ และโรคภูมิแพ้ มีผลข้างเคียงน้อยแต่ราคายาค่อนข้างสูง

2. ยาสเตียรอยด์ มีหลายรูปแบบ ทั้งยาพ่นสูด ยารับประทาน และยาฉีด โดยยารับประทานและยาฉีดออกฤทธิ์ได้ดีและเร็ว แต่มีผลข้างเคียงต่อร่างกายเมื่อต้องใช้บ่อยๆ หรือใช้ต่อเนื่องเป็นเวลานาน ได้แก่ ยับยั้งการเจริญเติบโตของเด็ก ความดันโลหิตสูง น้ําตาลในเลือดสูง ภูมิต้านทานต่ำ ติดเชื้อง่าย และกระดูกพรุน จึงแนะนําให้ใช้ในระยะสั้น (ไม่เกิน 3–7 วัน) และใช้เมื่อ มีความจําเป็นเท่านั้น เช่น หอบหืดรุนแรง หอบเหนื่อยอย่างต่อเนื่อง หอบหืดเฉียบพลันรุนแรง เป็นต้น

สําหรับการควบคุมอาการที่ต้องใช้ยาเป็นประจําและต่อเนื่อง แนะนําให้ใช้ยาสเตียรอยด์ในรูปแบบของยาพ่นสูดจะเหมาะสมที่สุด เนื่องจากมีประสิทธิภาพดีและมีผลข้างเคียงน้อยมาก รูปแบบของยาพ่นสูดที่นิยมใช้โดยทั่วไป มี 2 แบบ คือ      

– ยาพ่นสูดชนิดที่ใช้แรงดันก๊าซ (Meter-DoseInhaler,MDI) เป็นรูปแบบที่นิยมใช้กันมานาน ควรใช้ร่วมกับกระบอกพ่นยาและหน้ากากทุกครั้ง เนื่องจากการพ่นเข้าปากโดยตรง ต้องอาศัยจังหวะและความคล่องของผู้ป่วย หากสูดหายใจผิดวิธี จะมียาเข้า สู่ปอดน้อยมาก อย่างไรก็ตาม หากผู้ป่วยพ่นสูดด้วยวิธี MDI ได้ไม่ดี ก็สามารถเลือก วิธีการพ่นยาผ่านเครื่องพ่นฝอยละออง (Nebulizer) แทนได้ แต่มีข้อจํากัดคือต้องซื้อ เครื่องพ่นยา และยาชนิดที่ใช้กับเครื่องพ่นมีราคาค่อนข้างสูง

– ยาสูดแบบผง(DryPowderInhaler) เหมาะสําหรับเด็กโตอายุ 5–6 ขวบขึ้นไป เพราะต้องใช้แรงสูดที่แรงและเร็ว เพื่อดูดเอาผงยาเข้าไปในทางเดินหายใจและปอด

ข้อดีคือ เครื่องพ่นใช้ง่ายและพกพาสะดวก ไม่ต้องใช้ร่วมกับอุปกรณ์เสริมอื่นๆ แต่ ราคายาสูงกว่ายาพ่นสูดแบบ MDI

3. วัคซีนภูมิแพ้ หากผู้ป่วยโรคหืดที่มีสาเหตุจากภูมิแพ้ได้ทําการหลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้และสิ่งกระตุ้น รวมไปถึงดูแลสุขภาพเป็นอย่างดีและใช้ยาเต็มที่แล้ว ก็ยังไม่สามารถควบคุมอาการได้ อาจพิจารณาการฉีดวัคซีนภูมิแพ้ร่วมด้วย โดยการใช้สารละลายที่ผสมสารก่อภูมิแพ้ นํามาฉีดหรืออม ใต้ลิ้นทุกสัปดาห์หรือทุกเดือน เริ่มจากขนาดยาน้อยๆ แล้วปรับความเข้มข้นให้มากขึ้น จนระบบ ภูมิคุ้มกันในตัวผู้ป่วยเปลี่ยนแปลงไป สามารถทนอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่มีสารก่อภูมิแพ้ได้ ระยะเวลา ในการรักษาด้วยวัคซีนภูมิแพ้ประมาณ 3–5 ปี แต่มีข้อจํากัดคือ ในขณะที่ฉีดหรืออมใต้ลิ้นอาจก่อ ให้เกิดอาการแพ้อย่างรุนแรง (Anaphylaxis) จึงต้องพิจารณาถึงความเสี่ยงและความจําเป็นในการรักษาด้วยวิธีนี้ และต้องทําการรักษาโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคภูมิแพ้เท่านั้น

โรคหืดรักษาหายหรือไม่

โรคหืดมีธรรมชาติของโรคที่หลากหลาย ผู้ป่วยประมาณร้อยละ 25 เป็นหอบหืดในวัยเด็กเท่านั้น เมื่อโตขึ้นก็ไม่มีอาการอีกเลย ส่วนเด็กที่มีอาการหอบหืดเนื่องจากติดเชื้อในทางเดินหายใจอีกร้อยละ 25 มีอาการตั้งแต่เด็กและป่วยต่อเนื่องจนเป็นผู้ใหญ่เนื่องจากหลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้ได้ยาก ที่เหลืออีกร้อยละ 50 จะมีอาการเป็นๆ หายๆ บางคนมีอาการปกติในช่วงวัยรุ่นและวัยผู้ใหญ่ แต่พออายุมากขึ้น (ประมาณ 40 ปี) ก็กลับมามีอาการอีก

โรคหอบหืดเป็นโรคที่พบบ่อยในเด็กไทยและมีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นในอนาคต ผู้ป่วยต้องทุกข์ทรมาน และมีคุณภาพชีวิตแย่ เป็นๆ หายๆ หรือต้องเข้า-ออกโรงพยาบาลบ่อยๆ หากมีอาการรุนแรงอาจเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิต ผู้ป่วยควรได้รับการตรวจวินิจฉัยและรักษาโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ไม่ควรซื้อหรือปรับขนาดยาเอง ควรมาพบแพทย์ ตามนัดเพื่อประเมินผลการรักษา ปรับขนาดและชนิดของยาให้เหมาะสม จะทําให้ผู้ป่วยโรคหืดสามารถใช้ชีวิตได้ ตามปกติและมีคุณภาพชีวิตที่ดีเช่นเดียวกับคนทั่วไป.

รศ.นพ.สุวัฒน์ เบญจพลพิทักษ์
คณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดี

ที่มา : ไทยรัฐ 8 สิงหาคม 2557

 

 

โรคภูมิแพ้ในวัยทำงาน

thairath140117_001ในปัจจุบันหากไม่พูดถึงโรคภูมิแพ้คงจะดูเชย หลายคนสงสัยว่าโรคภูมิแพ้เกิดเฉพาะคนวัยทำงานหรือเกิดจากปัจจัยทางพันธุกรรม ทั้งนี้ ทั้งสองความเชื่อมีส่วนถูกและไม่ถูกต้อง กล่าวคือ ในอดีตเชื่อว่าโรคภูมิแพ้มีปัจจัยจากพันธุกรรมเป็นหลัก หมายถึง หากพ่อแม่เป็นภูมิแพ้ โดยเฉพาะโรคหืด ลูกจะมีโอกาสเป็นโรคภูมิแพ้มากกว่าคนอื่น อย่างไรก็ตาม พบว่าปัจจุบันสิ่งแวดล้อมก็มีส่วนสำคัญมากเช่นกัน โดยระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายที่มีการพัฒนาตั้งแต่ทารกอยู่ในครรภ์มารดา การที่มารดาสัมผัสควันบุหรี่หรือสัมผัสสารก่อภูมิแพ้บางอย่างในปริมาณมากๆ จึงอาจทำให้ลูกแพ้สิ่งนั้นๆ ได้ นอกจากนี้ สิ่งแวดล้อมในวัยเด็กโดยเฉพาะการเลี้ยงดูแบบสังคมเมือง ครอบครัวเชิงเดี่ยวและการใช้ยาปฏิชีวะอย่างแพร่หลาย ทำให้เชื้อแบคทีเรียในลำไส้ลดลง เด็กไม่ได้สัมผัสเชื้อโรคตามธรรมชาติ จึงมีผลให้การกระตุ้นภูมิคุ้มกันตามปกติลดลง รวมถึงค่านิยมการเลี้ยงสัตว์ในบ้าน เช่น แมว ซึ่งถือเป็นตัวก่อสารภูมิแพ้ที่สำคัญ มีผลให้ผู้คนเป็นโรคภูมิแพ้มากขึ้น

ประเภทของโรคภูมิแพ้และอาการของผู้ป่วย

ในช่วงสองปีแรกของเด็กที่เป็นภูมิแพ้ อาจแสดงอาการแพ้อาหารโดยเฉพาะนมวัวและไข่ รวมถึงอาการภูมิแพ้ผิวหนังอักเสบ เนื่องมาจากระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายโดยเฉพาะทางเดินอาหารยังไม่สมบูรณ์และมีการสัมผัสสิ่งแวดล้อมที่จำกัดได้แก่ อาหาร และเชื้อไวรัส ต่อมาในวัยที่เริ่มเข้าโรงเรียน มีการทำกิจกรรม ทำให้สัมผัสกับสารก่อภูมิแพ้ในชั้นบรรยากาศมากขึ้น เช่น ไรฝุ่น แมลงสาบ เกสรดอกไม้ เชื้อรา รวมถึงมลพิษต่างๆ จึงเริ่มมีอาการทางระบบหายใจได้แก่ โรคหืด โรคภูมิแพ้โพรงจมูกและเยื่อบุตาอักเสบ ซึ่งอาการเหล่านี้อาจดีขึ้นเมื่อเข้าสู่ช่วงวัยรุ่น แต่ในบางรายโรคภูมิแพ้อาจไม่ได้หายไป เมื่อผู้ป่วยต้องอยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีสารก่อภูมิแพ้มากขึ้น รวมถึงมลพิษจากควันบุหรี่ ท่อไอเสียความชื้นต่างๆ ก็อาจมีอาการกำเริบได้อีก

โรคภูมิแพ้ที่พบบ่อยในวัยทำงานได้แก่ โรคโพรงจมูกและเยื่อบุตาอักเสบจนถึงโรคหืด อาการของโรคได้แก่ อาการคันตามเยื่อบุจมูกและตา จาม น้ำมูกไหลและคัดจมูก ในรายที่มีอาการน้อยอาจมีอาการจามและน้ำมูกไหลเพียงบางครั้ง แต่เยื่อบุจมูกอาจอักเสบจนกลายเป็นอาการคัดจมูกเรื้อรัง มีผลทำให้เป็นไซนัสอักเสบได้ง่าย

นอกจากนี้ เวลาเป็นหวัดจะมีอาการปวดศีรษะ หูเอื้อง่าย หรือมีน้ำมูกจากโพรงจมูกตกลงหลังคอทำให้มีอาการไอหรือกระแอมบ่อย โดยเฉพาะตอนเช้าจนอาจจมูกตันต้องอ้าปากหายใจเป็นระยะ และอาจทำให้ริมฝีปากแห้ง ต้องเลียริมฝีปากบ่อยๆ อาการเหล่านี้แม้ไม่รุนแรงแต่หากเป็นต่อเนื่องอาจมีผลต่อการนอนหลับ ทำให้นอนไม่อิ่ม มีอาการง่วงกลางวัน สมาธิในการเรียนการทำงานลดลง บางรายที่มีอาการมากอาจทำให้เสียบุคลิกภาพ มีปัญหาในการเข้าสังคมและการทำกิจกรรมต่างๆ

หากมีอาการดังกล่าวและสันนิษฐานว่าเป็นอาการของโรคภูมิแพ้ ควรดูแลรักษาด้วยวิธีปรับเปลี่ยนสิ่งแวดล้อมเพื่อลดปริมาณสารก่อภูมิแพ้และลดการสัมผัสสารมลพิษควบคู่กับการใช้ยา สารก่อภูมิแพ้ที่เป็นสาเหตุภาวะโพรงจมูกอักเสบได้บ่อยในประเทศไทยได้แก่ ไรฝุ่น ซึ่งพบมากในหมอน ผ้าห่ม เตียง ผ้าม่าน พรม จนถึงหนังสือและของเล่นเก่าๆ ห้องที่ควรปรับเปลี่ยนเป็นอันดับแรกคือ ห้องนอน โดยควรเลือกใช้เตียงที่บุด้วยใยสังเคราะห์ หลีกเลี่ยงขนสัตว์ นำหมอนเน่าและตุ๊กตาเน่า พรมและหนังสือที่ไม่จำเป็นออกจากห้องนอน ควรซักล้างผ้าปูเตียง ปลอกหมอนและผ้าม่านอย่างสม่ำเสมอและให้อากาศภายในห้องถ่ายเท ไม่อับชื้น ส่วนมลพิษที่ควรหลีกเลี่ยงได้แก่ ควันบุหรี่ ควันจากท่อไอเสียและกลิ่นฉุน

ยารักษาที่แนะนำมีสองกลุ่มได้แก่ ยาฮีสตามีนแบบรับประทานและยาสเตียรอยด์แบบพ่นจมูก แบบแรกแนะนำให้ใช้ยารุ่นใหม่ ซึ่งไม่ทำให้ง่วง เพราะหากรับประทานยารุ่นเก่าติดต่อกันนานๆ จะมีผลต่อการรับรู้ของสมอง ทำให้สมาธิในการเรียนและการทำงานลดลง และอาจทำให้เกิดอุบัติเหตุระหว่างการขับรถหรือการทำงานได้ ส่วนยาสเตียรอยด์แบบพ่นจมูก เป็นยาหลักในการรักษาโพรงจมูกอักเสบที่มีประสิทธิภาพและความปลอดภัยสูงและสามารถลดอาการของโพรงจมูกอักเสบได้ทุกอาการ

หากปฏิบัติดังกล่าวมาแล้วอาการไม่ดีขึ้น แนะนำให้พบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุอื่นของภาวะโพรงจมูกอักเสบ เช่น การติดเชื้อไซนัสอักเสบเรื้อรัง โพรงจมูกคด ติ่งเนื้อในจมูก ภาวะจมูกตันจากฮอร์โมนและการตั้งครรภ์ เยื่อบุจมูกแห้งจนถึงจมูกอักเสบไม่ทราบสาเหตุ ซึ่งส่วนมากเกิดจากหลอดเลือดในเยื่อบุจมูกไวต่อสิ่งกระตุ้น รวมถึงอาจทดสอบหาสิ่งที่แพ้ เพื่อพิจารณาปรับเปลี่ยนสิ่งแวดล้อมให้ครอบคลุมขึ้น จนถึงพิจารณารักษาด้วยการฉีดวัคซีนภูมิแพ้ในรายที่แพ้ไรฝุ่นหรือเกสรดอกหญ้า

เมื่อทราบอย่างนี้แล้ว อย่าลืมตรวจเช็กว่าคุณมีอาการดังกล่าวหรือไม่ พร้อมทั้งสำรวจสิ่งแวดล้อมภายในบ้าน โดยเฉพาะห้องนอนและที่ทำงานว่ามีสภาพเช่นไร แม้โรคภูมิแพ้โพรงจมูกอักเสบจะไม่มีอันตรายต่อชีวิต แต่สามารถรบกวนคุณภาพชีวิตและอาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น ไซนัสอักเสบเรื้อรัง และในรายที่มีอาการรุนแรงอาจพัฒนาเป็นโรคหืดได้ ซึ่งในกรณีนั้น ควรพบแพทย์เพื่อประเมินและติดตามการรักษาอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากโรคหืดมีภาวะทุพพลภาพและมีโอกาสเสียชีวิตจากหืดกำเริบเฉียบพลันได้

พญ.ทิชา ฤกษ์พัฒนาพิพัฒน์
หน่วยภูมิแพ้ อิมมูโนวิทยาและโรคข้อ
คณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดี

ที่มา: ไทยรัฐ 17 มกราคม 2557

กินฟาสต์ฟู้ดเสี่ยงที่จะเป็นโรคสะเก็ดเงิน เพราะไขมันเข้าไปกดภูมิคุ้มกันโรคไว้

thairath130123_001นักวิจัยที่กำลังศึกษาแผนแบบโรคภัยของโลกกับอาหารการกิน พบว่า เด็กที่ชอบกินอาหารฟาสต์ฟู้ดมากถึงอาทิตย์ละไม่ต่ำกว่า 3 มื้อ อาจจะป่วยเป็นหืด และเป็นโรคผิวหนังสะเก็ดเงินได้ เพราะไขมันจะไปกดภูมิคุ้มกันโรค

การศึกษานิสัยการกินของเด็กตามชาติต่างๆ ไม่ต่ำกว่า 50 ชาติ จำนวนไม่ต่ำกว่า 500,000 คน ได้เค้าว่าการกินอาหารเลว ทำให้เจ็บป่วยด้วยโรค ที่มาจากอาการแพ้ต่างๆเหล่านี้สูงขึ้น เด็กที่กินอาหารสำเร็จรูป เช่น พวกแฮมเบอร์เกอร์ ซื้อเอาไปกินที่บ้าน จะอยู่ใต้อันตรายของการเป็นโรคหืด โรคสะเก็ดเงิน และคันเรื้อรัง ซึ่งควรหันมากินผลไม้มาก ๆ จึงจะป้องกันได้

พวกอาหารสำเร็จเหล่านี้ มักเต็มไปด้วยไขมันและกรดไขมันสูง ซึ่งกระเทือนกับภูมิคุ้มกันโรค ต่างกับผลไม้ที่อุดมด้วยสารต่อต้านอนุมูลอิสระและพวกสารประกอบที่ให้คุณ

พวกเขาได้พบในการศึกษาว่า เด็กวัยรุ่นต้น ๆ ที่กินอาหารเหล่านี้อาทิตย์ละไม่ต่ำกว่า 3 มื้อเสี่ยงที่จะเป็นโรคหืดรุนแรง สูงถึงร้อยละ 39 ในขณะที่เด็กวัย 6-7 ขวบ ก็จะเฉียดใกล้โรคมากขึ้นไปอีกร้อยละ 27 แต่ถ้าเปลี่ยนมากินผลไม้กันให้มากขึ้น อีกอาทิตย์ละไม่ต่ำกว่า 3 หน อาจช่วยลดความเสี่ยงให้น้อยลงได้ ระหว่างร้อยละ 11-14.

ที่มา :  ไทยรัฐ 23 มกราคม 2556

.

Related Article :

.

Fast Food Diet Linked to Asthma and Eczema Severity in Kids, Large Study Finds

Jan. 16, 2013 — Eating three or more weekly servings of fast food is linked to the severity of allergic asthma, eczema, and rhinitis among children in the developed world, indicates a large international study published online in the respiratory journal Thorax.

The findings prompt the authors to suggest that a fast food diet may be contributing to the rise in these conditions, and if proved causal, could have huge implications for public health, given the popularity of these foodstuffs.

The authors base their findings on data from more than 319,000 13-14 year olds from 107 centres in 51 countries, and more than181,000 six to seven year olds from 64 centres in 31 countries.

All the participants were involved in the International Study of Asthma and Allergies in Childhood (ISAAC), which is a collaborative research project involving more than 100 countries and nearly two million children, making it the largest study of its kind.

The teens and the children’s parents were formally quizzed on whether they had symptoms of asthma (wheeze); rhinoconjunctivitis (which produces a runny or blocked nose accompanied by itchy and watery eyes); and eczema; and their weekly diet.

Questions focused particularly on the severity of symptoms over the preceding 12 months — including frequency and interference with daily life and/or sleep patterns — and certain types of food already linked to protective or damaging effects on health

These included meat, fish, fruits and vegetables, pulses, cereals, bread and pasta, rice, butter, margarine, nuts, potatoes, milk, eggs, and fast food/burgers. Consumption was categorised as never; occasionally; once or twice a week; and three or more times a week.

After taking account of factors likely to influence the results, the analysis showed that fast food was the only food type to show the same associations across both age groups, prompting the authors to suggest that “such consistency adds some weight to the possible causality of the relationship.”

It was associated with current and severe symptoms of all three conditions among the teens — across all centres in the participating countries, irrespective of gender or levels of affluence.

The pattern among children was less clear-cut, but a fast food diet was still associated with symptoms across all centres — except for current eczema — and poorer countries — except for current and severe asthma.

And this difference might have to do with the fact that children have fewer options about their food choices, suggest the authors.

Three or more weekly servings were linked to a 39% increased risk of severe asthma among teens and a 27% increased risk among children, as well as to the severity of rhinitis and eczema, overall.

On the other hand, fruit seemed to be protective in both age groups across all centres for all three conditions among children — both current and severe — and for current and severe wheeze and rhinitis among the teens.

Eating three or more weekly portions was linked to a reduction in symptom severity of between 11% and 14% among teens and children, respectively.

The authors suggest that there are plausible explanations for the findings: fast food contains high levels of saturated and trans fatty acids, which are known to affect immunity, while fruit is rich in antioxidants and other beneficial compounds.

The authors emphasise that their results do not prove cause and effect, but they do warrant further investigation.

“If the associations between fast foods and the symptom prevalence of asthma, rhinoconjunctivitis and eczema is causal, then the findings have major public health significance owing to the rising consumption of fast foods globally,” they conclude.

Story Source:

The above story is reprinted from materials provided byBMJ-British Medical Journal.

Journal Reference:

  1. Philippa Ellwood, M Innes Asher, Luis García-Marcos, Hywel Williams, Ulrich Keil, Colin Robertson, Gabriele Nagel, the ISAAC Phase III Study Group. Do fast foods cause asthma, rhinoconjunctivitis and eczema? Global findings from the International Study of Asthma and Allergies in Childhood (ISAAC) Phase ThreeThorax, 2013; DOI: 10.1136/thoraxjnl-2012-202285

SOURCE : sciencedaily.com

หลักสยบโรคหืด

dailynews130122_001คนเราจะมีชีวิตอยู่ได้ต้องหายใจ ฉะนั้นใครมีปัญหาเกี่ยวกับระบบหายใจจงอย่าเพิกเฉย ควรเข้ารับการรักษาอย่างจริงจัง เช่น กรณีป่วยโรคหืดหรือหอบหืดที่เกิดจากหลอดลมตีบ เมื่อเจอสิ่งกระตุ้น หลอดลมจะหดตัวอย่ารวดเร็ว ทำให้หายใจลำบาก

รศ.นพ.วัชรา บุญสวัสดิ์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคระบบทางเดินหายใจ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น และประธานเครือข่ายคลินิกโรคหืดและปอดอุดกั้นเรื้อรังแบบง่าย เล่าว่า สมัยก่อน การตรวจวินิจฉัยผู้ป่วยโรคหืด แพทย์เพียงถามว่ามีอาการหอบหรือไม่ โดยไม่มีการวัดขนาดหลอดลมด้วยการเป่าลมผ่านเครื่องทดสอบสมรรถภาพปอด จึงทำให้การวินิจฉัยไม่ดีเท่าที่ควร ประกอบกับเน้นให้ยาขยายหลอดลมเพื่อแก้ปัญหาเมื่อมีอาการเท่านั้น

การที่ผู้ป่วยหรือผู้ที่สงสัยว่าเป็นโรคหืดได้วัดขนาดหลอดลมด้วยวิธีข้างต้น จะช่วยให้ทราบว่า หลอดลมตีบหรือไม่ ตีบมากน้อยแค่ไหน โดยค่าตัวเลขจากการเป่าลมจะทำให้แพทย์เฉพาะทางหรือผู้เชี่ยวชาญวินิจฉัยได้ว่า หลอดลมตีบไปแล้วกี่เปอร์เซ็นต์ ถ้าน้อยกว่า 50% มักจะไม่มีอาการหอบหรือมีไม่มาก ทว่าหลอดลมตีบมากกว่า 50% จะแสดงอาการชัดเจน

เมื่อ 8 ปีก่อนหน้านี้ มีจำนวนผู้ป่วยโรคหืดอาการรุนแรงจนต้องนอนรักษาตัวในโรงพยาบาลเป็นจำนวนมาก สะท้อนให้เห็นว่า ผู้ป่วยอาจยังไม่ได้รับการรักษาที่เหมาะสม โดยทางที่เหมาะควร นอกจากแพทย์จะให้ผู้ป่วยหรือผู้ที่สงสัยว่าเป็นโรคหืดทดสอบสมรรถภาพปอดแล้ว จำเป็นต้องให้ยารักษาอาการอักเสบของหลอดลม มิใช่ให้เพียงยาขยายหลอดลมเพื่อบรรเทาเมื่อเกิดอาการเพียงอย่างเดียว ซึ่งผลจากการรักษาที่แนะนำดังกล่าว ช่วยลดอาการหอบให้น้อยลง บางรายได้ผลดีจนแถบไม่มีการกำเริบ ลดโอกาสป่วยหนักจนต้องนอนโรงพยาบาล คุณภาพชีวิตก็ดีขึ้น

อย่างไรก็ตาม ผู้ที่มีความผิดปกติเกิดขึ้นกับระบบหายใจ เช่น ไอบ่อยๆ ตอนกลางคืน หอบเหนื่อยง่าย และหายใจมีเสียงวีด ควรพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบทางเดินหายใจเพื่อตรวจหาความผิดปกติ เพราะเหล่านี้เป็นสัญญาณที่อาจสันนิษฐานได้ว่า ผู้นั้นป่วยเป็นโรคหืด.

ทีมเดลินิวส์ออนไลน์
takecareDD@gmail.com

 

ที่มา : เดลินิวส์  22 มกราคม 2556

พบคนไทย เป็นภูมิแพ้มากขึ้น ส่งผลกระทบ ชีวิตการงาน

ศ.นพ.เกียรติ รักษ์รุ่งธรรม

โรคภูมิแพ้ภัยเงียบที่บั่นทอนสุขภาพคนไทย มีแนวโน้มจะมากขึ้นเรื่อยๆ โดยคาดว่ามีคนไทยป่วยเป็นโรคภูมิแพ้ ประมาณ 10-15 ล้านคน แม้ว่าโรคนี้จะไม่อันตรายถึงชีวิต แต่ส่งผลกระทบอย่างมากต่อการทำงานและชีวิตประจำวัน ทาง สมาคมโรคภูมิแพ้ โรคหืดและวิทยาคุ้มกันแห่งประเทศไทย ร่วมกับหน่วยโรคภูมิแพ้ ทั้งแผนกเด็กและผู้ใหญ่จาก 13 โรงพยาบาลชั้นนำของรัฐ อาทิ รพ.จุฬาลงกรณ์, รพ.ศิริราช, รพ.รามาธิบดี, รพ.พระมงกุฎเกล้า เป็นต้น ได้จัดกิจกรรม “สัปดาห์รณรงค์ป้องกันโรคภูมิแพ้” หรือ Allergy Expert Week 2012 ขึ้นที่ลานอีเดน 1 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์

ภายในงาน ศ.นพ.เกียรติ รักษ์รุ่งธรรม นายกสมาคมโรคภูมิแพ้ฯ กล่าวว่า โรคภูมิแพ้พบในทุกเพศทุกวัย แต่พบในเด็กมากกว่าผู้ใหญ่ โรคภูมิแพ้ที่พบบ่อยในคนไทย ได้แก่ โรคภูมิแพ้ทางจมูก รองลงมาคือ โรคหืด และโรคภูมิแพ้ทางผิวหนัง ทั้งนี้  สาเหตุเกิดจากพันธุกรรมและสารก่อภูมิแพ้ในสิ่งแวดล้อม รวมถึงปัจจัยจากมลพิษในอากาศ หากเป็นโรคภูมิแพ้เรื้อรังและเป็นมาก จะทำให้เหนื่อยง่าย หายใจไม่อิ่ม อ่อนเพลียนอนไม่มีประสิทธิภาพ ส่วนอาการโรคภูมิแพ้ที่พบบ่อยๆ ได้แก่ เป็นหวัดเรื้อรัง จาม คันจมูก ไอบ่อยเวลาอากาศเปลี่ยน มีผื่นคันตามข้อพับ แขนขาเป็นๆหายๆ หรือมีอาการปากบวม หรือเกิดลมพิษขึ้นทันทีหลังรับประทานอาหาร ฯลฯ

ดร.พญ.วิภารัตน์ มนุญากร

ดร.พญ.วิภารัตน์ มนุญากร จาก รพ.รามาธิบดี กล่าวว่า โดยทั่วไปโรคภูมิแพ้สามารถรักษาให้หาย ขาดได้ ถ้าเราปฏิบัติตัวอย่างถูกต้อง โดยหลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้และสารระคายเคืองต่าง ๆ เช่น ควันบุหรี่ ไรฝุ่น เกสรดอกไม้ ขนสัตว์ และหมั่นดูแลสุขภาพให้แข็งแรงด้วยการออกกำลังกาย และรักษาโรคนี้ด้วยการรับประทานยา ใช้ยาพ่นจมูก หรือยาสูดพ่น หรือการฉีดวัคซีนภูมิแพ้เป็นประจำ สามารถลดอาการของโรคได้ สำหรับผู้สนใจสามารถเข้าไปดูข้อมูลได้ที่ www.allergyexpert.org ซึ่งเป็นศูนย์กลางความรู้จากผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับการป้องกันและรักษาโรคภูมิแพ้อย่างถูกต้อง พร้อมทั้งมีแบบทดสอบภูมิแพ้เบื้องต้นว่า คุณเสี่ยงเป็นโรคนี้หรือไม่ด้วย.

ที่มา: ไทยรัฐ 20 พฤศจิกายน 2555

รักษาอาการหืด ไม่ยากอย่างที่คิด

ในฉบับนี้มีเรื่องราวเกี่ยวกับ “โรคหืด” มาฝากกัน ก่อนอื่นเลย โรคหืดเป็นโรคที่เกิดขึ้นกับหลอดลมในปอด ทำให้หลอดลมมีการอักเสบเรื้อรัง โรคหืดไม่ใช่โรคติดต่อแต่เป็นโรคที่สามารถถ่ายทอดทางพันธุกรรมได้ จึงมักพบผู้ป่วยเป็นโรคหืดได้หลายคนในครอบครัว

ในคนปกติ จะมีผิวหลอดลมเรียบ ลมหายใจผ่านได้ดี ไม่มีอาการผิดปกติ    แต่ในผู้ที่เป็นโรคหืดจะมีหลอดลมอักเสบบวมตีบแคบ ลมผ่านไม่สะดวก มีอาการ  ไอ เหนื่อย แน่นหน้าอก ช่วงอาการกำเริบหลอดลมจะยิ่งตีบตัน มีเสมหะอุดตัน กล้ามเนื้อหลอดลมหดรัดตัว ลมผ่านได้ยากมีอาการหายใจวี้ด ไอมาก หายใจลำบาก หอบเหนื่อย

อีกทั้งหลอด  ลมในโรคหืดจะไวต่อสิ่งกระตุ้น จึงควรสังเกตว่ามีสิ่งกระตุ้นใดที่ทำให้อาการหืดแย่ลง และสำคัญมากที่จะต้องหลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้นนั้น ๆ

สิ่งกระตุ้นอาการโรคหืด

ตัวอย่างสิ่งกระตุ้น เช่น ไรฝุ่น ซึ่งอาศัยอยู่กับขี้ไคลที่หลุดจากผิวหนังของมนุษย์ ชอบความชื้น และมักพบมากในฝุ่น ในบ้าน  ฟูก หมอน ผ้าปูที่นอน พรม รวมทั้งเฟอร์นิเจอร์ต่าง ๆ จึงแนะนำว่าควรทำความสะอาดอย่างสม่ำเสมอ หลีกเลี่ยงการใช้พรม เฟอร์นิเจอร์ที่เก็บฝุ่น หมอนที่ไม่จำเป็น และตุ๊กตา โดยเฉพาะในห้องนอน หมั่นกวาดถูบ้านหรือดูดฝุ่นบ่อย ๆ ส่วนสิ่งกระตุ้นอีกประเภทหนึ่งก็คือ สัตว์เลี้ยง เช่น สุนัข แมว หนู นก สัตว์มีขนต่าง ๆ จะมีขี้ไคล น้ำลาย ที่ผู้ป่วยอาจแพ้และกระตุ้นให้อาการหืดกำเริบจนควบคุมไม่ได้

จึงแนะนำว่า ผู้ป่วยโรคหืดไม่ควรเลี้ยงสัตว์ เนื่องจากสัตว์เลี้ยงจะทำให้อาการหืดแย่ลง ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว แต่หากไม่สามารถเลิกเลี้ยงสัตว์เลี้ยงได้ ก็ไม่ควรนำเข้าห้องนอน และหลีกเลี่ยงไม่ให้สัตว์เลี้ยงเข้าใกล้พรมหรือเฟอร์นิเจอร์ที่เก็บฝุ่น สัตว์อีกชนิดที่เป็นตัวกระตุ้นก็คือ แมลงสาบ ซึ่งซากหรือสิ่งคัดหลั่งจากแมลงสาบ จะทำให้เกิดการแพ้ได้

นอกจากนี้ ควันบุหรี่จากการสูบทั้งภายในและนอกบ้าน ก็จะเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดอาการได้เช่นกัน การติดเชื้อทางเดินหายใจ เช่น เป็นหวัด คัดจมูก น้ำมูกไหลลงคอ หรือมีไซนัสอักเสบ จะทำให้อาการแย่ลงได้ ส่วนปัจจัยอื่นๆ อย่างเช่น สภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงไปทั้งร้อนจัด เย็นจัด ความเครียด การออกกำลังกายโดยไม่อบอุ่นร่างกาย และใช้ยาแก้อาการหืดก่อนออกกำลังกายทุกครั้ง ก็อาจทำให้อาการกำเริบได้ ฉะนั้น จึงควรปรึกษาขอคำแนะนำจากแพทย์ในเรื่องนี้ด้วยเช่นกัน เพราะการออกกำลังกายจะทำให้ปอดแข็งแรง นอกจากนี้ สิ่งที่มีกลิ่นฉุนรุนแรง ละอองเกสร หญ้า เชื้อรา ควันรถยนต์ และยาบางชนิด ก็อาจเป็นปัจจัยของการกำเริบอาการหืดได้เช่นกัน

การรักษา

การรักษาในปัจจุบัน ทำได้โดยการใช้ยาสูดพ่นเป็นหลัก เนื่องจากสามารถออกฤทธิ์ได้โดยตรงที่หลอดลมและมีผลข้างเคียงน้อยกว่ายาชนิดรับประทาน ซึ่งมี 2 ชนิดคือ

1. ยาที่ใช้ระยะยาวเพื่อควบคุมและป้องกันหืด เป็นยาที่ต้องใช้ต่อเนื่องตามแพทย์แนะนำ เพื่อป้องกันและลดการอักเสบของหลอดลม เมื่อควบคุมการอักเสบได้โอกาสที่จะมีอาการหืดกำเริบจะลดน้อยลงมาก จนมีคุณภาพชีวิตที่ใกล้เคียงคนปกติ โดยมากมักเป็นยาสเตียรอยด์ชนิดสูด และจำเป็นต้องใช้ต่อเนื่องกันทุกวันระยะยาว เพื่อให้ได้ผลการควบคุมและป้องกันได้ดี

2. ยาชนิดออกฤทธิ์เร็วและสั้น เป็นยาสูดที่ออกฤทธิ์ขยายหลอดลมอย่างรวดเร็ว เมื่อมีอาการหืด เกิดขึ้นแล้วเพื่อให้หายใจสะดวกขึ้นและสามารถใช้ก่อนการออกกำลังกายเพื่อป้องกันการกำเริบขณะออกกำลังกายได้ มีข้อแนะคือ ผู้ป่วยควรพกยาชนิดนี้ติดตัวเสมอเมื่อออกจากบ้านและควรใช้ยาให้ถูกวิธี หมั่นตรวจสอบวันหมดอายุเสมอ

ในผู้ป่วยที่ควบคุมอาการได้ดีแล้ว มักจะไม่มีอาการกำเริบ จนเรียกได้ว่า มีชีวิตใกล้เคียงคนปกติ และต้องใช้ชนิดออกฤทธิ์เร็วและสั้น เพื่อบรรเทาอาการน้อยมาก

เป้าหมายในการควบคุมโรคหืด 

การรักษาโรคหืดในปัจจุบันมุ่งให้ผู้ป่วยมีอาการน้อยที่สุด ควบคุมอาการได้ดี จนใกล้เคียงคนปกติ และสามารถใช้ชีวิตได้ตามต้องการ ดังนี้

– ไม่มีอาการหอบในช่วงระหว่างวัน
– ไม่มีอาการหอบในช่วงเวลากลางคืน
– ไม่มีอาการกำเริบของโรคหืด เช่น หายใจลำบาก นอนราบไม่ได้ หรือไอ
– ไม่ต้องใช้ยาขยายหลอดลมชนิดออกฤทธิ์สั้น
– ไม่ต้องไปห้องฉุกเฉิน เนื่องจากอาการหอบ
– ค่าสมรรถภาพปอดปกติ หรือมากกว่า 80% ของค่าเป้าหมาย
– ไม่มีผลข้างเคียงจากการใช้ยารักษาโรคหืด

โรคหืดเป็นโรคที่ต้องรักษาต่อเนื่องระยะยาว ผู้ป่วยจึงควรมารับการรักษาตามนัดทุกครั้งและใช้ยาอย่างต่อเนื่อง เพื่อควบคุมและป้องกันหืดไม่ให้กำเริบและสามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ

แต่หากมีอาการกำเริบ แนะนำให้ปฏิบัติตามดังต่อไปนี้

– เมื่อมีอาการหอบ เหนื่อย ไอมากขึ้น แน่นหน้าอก ให้สูดยาขยายหลอดลมชนิดออกฤทธิ์เร็ว 1-3 ครั้ง ห่างครั้งละ 10 นาที

– สังเกตอาการ หากอาการดีขึ้น ก็ให้สูดยาขยายหลอดลมชนิดออกฤทธิ์เร็วทุก ๆ 4-6 ชั่วโมง ต่ออีกเป็นเวลา 24-48 ชั่วโมง หลังจากนั้นให้ไปพบแพทย์

– หากอาการไม่ดีขึ้น หรือแย่ลง ให้รีบไปพบแพทย์ทันที

ศ.พญ.สุมาลี เกียรติบุญศรี
หน่วยโรคระบบการหายใจและเวชบำบัดวิกฤติ ภาควิชาอายุศาสตร์
คณะแพทย์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล

 

 

ที่มา: เดลินิวส์     12 มิถุนายน 2553