เป็นหวัดกินยาแก้อักเสบดีไหม?!?

dailynews141109_01หลายคนที่เป็นหวัดหรือมีการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจส่วนบน การกินยาแก้อักเสบทันที อาจจะเป็นเรื่องไม่ถูกต้อง

รศ.นพ.ปารยะ อาศนะเสน สาขาโรคจมูกและโรคภูมิแพ้ ภาควิชาโสต นาสิก ลาริงซ์วิทยา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล อธิบายว่า การติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจส่วนบน ได้แก่

โรคจมูกอักเสบ หรือที่มักเรียกว่า หวัด ทำให้มีไข้ อ่อนเพลีย ปวดหรือมึนศีรษะ คัดจมูก น้ำมูกไหล

โรคไซนัสอักเสบ ทำให้มีไข้ คัดจมูก น้ำมูก หรือเสมหะมีสีเหลือง หรือเขียวข้นตลอด ลมหายใจมีกลิ่นเหม็น อ่อนเพลีย ไอ ปวดศีรษะ ปวดจมูก โหนกแก้ม รอบตา หรือหน้าผาก

โรคหูชั้นกลางอักเสบ ทำให้ผู้ป่วยมีไข้ ปวดหู หูอื้อ อาจมีหนองไหลออกมาจากหู มีเสียงดังในหู อาจมีอาการเวียนศีรษะ บ้านหมุนได้ในผู้ป่วยบางราย

โรคคอ หรือต่อมทอนซิลอักเสบ ทำให้มีไข้ เจ็บคอ กลืนอาหาร หรือกลืนน้ำลายแล้วเจ็บ หรือติดขัด

โรคสายเสียง หรือกล่องเสียงอักเสบ ทำให้ไอ ระคายคอ มีเสียงแหบแห้ง

โรคหลอดลมอักเสบ ทำให้ไอ มีเสมหะ เจ็บหน้าอก

และโรคปอดอักเสบ หรือปอดบวม ทำให้มีไข้ ไอ หอบ

เมื่อผู้ป่วยมีการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ มักจะซื้อยาแก้อักเสบกินเอง หรือเภสัชกรที่ร้านขายยาเป็นผู้จ่ายยาให้ แพทย์เองก็จ่ายยาแก้อักเสบให้ แม้จะไม่มีตัวเลขที่แน่นอนเกี่ยวกับการจ่ายยาแก้อักเสบให้คนไข้ที่เป็นหวัด แต่คาดว่าน่าจะเกิน 80% เพราะแพทย์หู คอ จมูก ในโรงพยาบาลก็มีการจ่ายยาตัวนี้ค่อนข้างมาก ซึ่งเป็นการเข้าใจผิดและแก้ยาก ถ้าต้องแก้ควรแก้ที่ระดับนโยบาย ไม่ควรให้ผู้ป่วยซื้อกินเอง ควรอยู่ในวิจารณญาณของแพทย์ แต่บางครั้งแพทย์จ่ายยาให้เพราะตัดความรำคาญ ส่วนคนไข้ก็ไม่ยอมคิดว่าต้องกินยาแก้อักเสบจึงจะหาย ถ้าไม่แก้ไขตรงนี้ต่อไปเวลาเจ็บป่วยกินยาคงไม่หาย เพราะเกิดภาวะดื้อยา

ความจริงสาเหตุส่วนใหญ่ของการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ มักเกิดจากเชื้อไวรัส จึงไม่มีความจำเป็นสำหรับผู้ป่วยที่ต้องกินยาแก้อักเสบ เมื่อผู้ป่วยมีการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ เป็นมาไม่เกิน 7-10 วัน ส่วนใหญ่มักจะหายได้เอง ถ้าปฏิบัติตนอย่างถูกต้อง เหมาะสม แต่ถ้ามีการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจมานานเกิน 7-10 วัน หรือมีหลักฐานที่บ่งบอกว่ามีการติดเชื้อแบคทีเรียในระบบทางเดินหายใจ การกินยาแก้อักเสบจึงสมเหตุสมผล

มีความเชื่อที่ผิดว่า ถ้าน้ำมูกหรือเสมหะมีสีเหลือง หรือสีเขียว เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียแน่นอน ต้องกินยาแก้อักเสบจึงจะหาย ความจริงแล้ว การที่น้ำมูกหรือเสมหะค้างอยู่ในจมูก หรือหลอดลมนาน ๆ ก็อาจเป็นสีเหลือง หรือเขียวได้ ดังนั้นประวัติที่ได้จากผู้ป่วยว่า น้ำมูกหรือเสมหะมีสีเหลือง หรือสีเขียวไม่ได้บ่งบอกว่าผู้ป่วยติดเชื้อแบคทีเรีย และต้องกินยาแก้อักเสบเสมอไป

การติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ จะหายหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับผู้ป่วย ปฏิบัติตัวได้เหมาะสมหรือถูกต้องหรือไม่ คือ สามารถหลีกเลี่ยงเหตุที่ทำให้ผู้ป่วยมีภูมิต้านทานต่ำลงจนไวรัสเล่นงานหรือไม่ โดยสาเหตุหลัก คือ เครียด นอนหลับพักผ่อนไม่เพียงพอ โดนอะไรเย็น แอร์ พัดลมเป่า ดื่มน้ำเย็น อาบน้ำดึก หรือไปสัมผัสกับคนไม่สบาย ดังนั้นต้องรู้ว่าอะไรเป็นสาเหตุที่ทำให้ไม่สบาย

สำหรับการรักษาส่วนใหญ่เป็นการรักษาตามอาการ เช่น ถ้าเป็นไม่มาก อาจจะไม่ต้องใช้ยาอะไรเลย ปวดศีรษะนิดหน่อยทานยาพารา มีน้ำมูกอาจล้างจมูกหรือ ทานยาแก้แพ้ เจ็บคอก็อมยาแก้เจ็บคอ หรือใช้พ่นคอ ถ้าเป็นมากค่อยมาพบแพทย์

ท้ายนี้คงต้องขึ้นอยู่กับผู้ป่วยซึ่งควรตระหนักว่าไม่ควรใช้ยาแก้อักเสบเวลาเป็นหวัด เพราะสาเหตุมักจะเกิดจากเชื้อไวรัส แต่เมื่อแนะนำไปแล้วยังคงใช้ยาแก้อักเสบพร่ำเพื่ออาจทำให้เกิดการดื้อยาแล้วจะหาว่าไม่เตือน.

นวพรรษ บุญชาญ : รายงาน

ที่มา : เดลินิวส์ 9 พฤศจิกายน 2557

Advertisements

ใครเสี่ยงเชื้อนิวโมคอคคัส ติดแล้วระวังตาย

แต่ละครอบครัวควรรู้ไว้ว่า มีเชื้อโรคร้ายอยู่ตัวหนึ่งที่เป็นอันตรายกับเด็กเล็กและคนสูงวัย นั่นคือ เชื้อแบคทีเรียชื่อ‘นิวโมคอคคัส’ ตัวการก่อโรคปอดบวม และเยื่อหุ้มสมองอักเสบ ซ้ำร้ายหากติดเชื้อดังกล่าวแล้วยังนำความเสี่ยงเสียชีวิตมาด้วย

เรื่องนี้ ศ.นพ.ธีระพงษ์ ตัณฑวิเชียร แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคติดเชื้อ และรองหัวหน้าภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ พารู้จักอันตรายของการติดเชื้อชนิดนี้ โดยระหว่างสัมมนาเชิงวิชาการโดยไฟเซอร์ หัวข้อ “ทางเลือกในการป้องกัน โรคปอดบวมจากเชื้อนิวโมคอคคัสในผู้ใหญ่” ศ.นพ.ธีระพงษ์ เล่าว่า

โรคติดเชื้อนิวโมคอคคัส เป็นการเรียกชื่อกลุ่มโรคที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย สเตรปโตคอคคัส นิวโมเนียอี ซึ่งแบ่งตามการแพร่กระจายของเชื้อ หากติดแล้วลุกลามจะถูกเรียกว่า โรคไอพีดี ทำให้เกิดการติดเชื้อในอวัยวะหลายระบบ เช่น การติดเชื้อในกระแสเลือด การติดเชื้อที่เยื่อหุ้มสมองหรือทำให้เป็นโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ แต่ถ้าติดเชื้อแบบไม่แพร่กระจาย มักทำให้เกิดโรคไซนัสอักเสบ โรคหูชั้นกลางอักเสบ และโรคปอดบวมหรือปอดอักเสบ

ในบรรดาโรคที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรียนี้ โรคปอดอักเสบจากการติดเชื้อนิวโมคอคคัสถูกพบได้ไม่ใช่น้อย แถมยังร้ายกาจเพราะคร่าชีวิตคนทั่วโลกกว่า 1.6 ล้านคนต่อปี เฉพาะในเมืองไทยก็มีการทำวิจัยโดยกองทุนประชากรแห่งสหประชาชาติ จึงได้รู้ว่า อัตราการเข้ารักษาตัวในห้องไอซียูดัวยโรคปอดอักเสบในผู้ใหญ่มีมากถึงร้อยละ 33.33 ทั้งยังมีการศึกษาจำเพาะในจังหวัดตัวอย่าง เช่น นครพนม มีอุบัติการณ์ของผู้ป่วยโรคเดียวกันถึง 1,573 คนต่อประชากร 1 แสนคน ในช่วงกันยายน พ.ศ.2546-สิงหาคม พ.ศ.2547

เหตุที่พบผู้ป่วยได้มาก ศ.นพ.ธีระพงษ์ บอกว่า เป็นเพราะเชื้อนิวโมคอคคัส มีมากกว่า 90 สายพันธุ์ แต่มี 20 สายพันธุ์เป็นสาเหตุหลักของการเกิดโรคทั้งในเด็กเล็กและผู้สูงอายุ โดยเชื้อจะอยู่ในโพรงจมูกและลำคอ เมื่อลงไปยังปอดก็จะแบ่งตัวได้ดี ทำให้เกิดอาการอักเสบในปอด

ทั้งนี้ ศ.นพ.ธีระพงษ์ ชี้ว่า หากมีสุขภาพแข็งแรง เชื้อนิวโมคอคคัสจะไม่สามารถทำอะไรได้เลย แต่หากร่างกายอ่อนแอ อาจเกิดการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ ผู้ป่วยมีอัตราการเสียชีวิตสูงถึงร้อยละ 20-30 สำหรับกลุ่มเสี่ยงที่มีโอกาสติดเชื้อมากที่สุด คือ เด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี และผู้ใหญ่วัย 50 ปีขึ้นไป เนื่องจากทั้งสองวัยมีภูมิคุ้มกันที่ต่ำกว่าวัยหนุ่มสาว ขณะที่ผู้ที่มีโรคประจำตัวเรื้อรัง อาทิ โรคเบาหวาน โรคหัวใจวาย โรคตับแข็ง ผู้ป่วยหอบหืดเรื้อรัง ผู้ที่สูบบุหรี่เป็นประจำ ผู้ป่วยที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง ภาวะภูมิคุ้มกันต่ำ และไม่มีม้าม ก็มีความเสี่ยงติดเชื้อสูงเช่นกัน

ผู้ที่เข้าข่ายกลุ่มเสี่ยง สามารถติดเชื้อได้ผ่านระบบทางเดินหายใจ จากคนสู่คน เช่น ไอ จาม สัมผัสกับละอองเสมหะของผู้ป่วย โดยเชื้อจะเข้าสู่ร่างกายทางเยื่อบุทางเดินหายใจ ฟักตัวราว 1-3 วัน แพร่เชื้อได้ตลอดเวลาที่มีเสมหะ ผู้ป่วยเด็กจะเป็นพาหะได้นานกว่าผู้ใหญ่

อาการของโรคมักประกอบด้วย ไอ มีเสมหะ เหนื่อย หายใจลำบาก หอบ มีไข้ หนาวสั่น ครั้นเชื้อลุกลามเข้าสู่กระแสเลือด สมอง ก็จะทำให้เยื่อหุ้มสมองอักเสบหรือฝีในสมอง

อย่างไรก็ตาม การรักษาแพทย์นิยมใช้ยาปฏิชีวนะ แต่ปัจจุบันพบว่าเชื้อนิวโมคอคคัสมีการดื้อยาเพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้การรักษาโดยการใช้ยาปฏิชีวนะอาจไม่ประสบความสำเร็จและอาการป่วยมีความซับซ้อนมากยิ่งขึ้น เสียค่าใช้จ่ายเยอะขึ้น ใช้เวลารักษายาวขึ้น ดังนั้นแพทย์จึงแนะนำให้ใช้วัคซีนป้องกันโรคปอดบวมจากเชื้อนิวโมคอคคัสมาเป็นทางเลือก ด้วยเหตุผลสำคัญที่ว่า ป้องกันไม่ให้เกิดโรคย่อมดีกว่าการรักษาหลังป่วยเป็นโรค สำหรับวัคซีนป้องกันมีอยู่ 2 ชนิดใหญ่ๆ คือ วัคซีนนิวโมคอคคัสแบบโพลีแซคคาไรด์ และวัคซีนนิวโมคอคคัสแบบคอนจูเกต ทั้งหมดสามารถฉีดให้กับเด็กได้ แต่สำหรับผู้ใหญ่จะให้วัคซีนแบบคอนจูเกตเท่านั้น เนื่องจากสายพันธุ์ของเชื้อที่พบในผู้ใหญ่มีเพียง 13 สายพันธุ์ จึงตรงกับคุณสมบัติการป้องกันของวัคซีนแบบคอนจูเกต

ไม่อยากเป็นปอดบวม ปอดอักเสบ ลองปรึกษาแพทย์เพื่อฉีดวัคซีนป้องกันเชื้อโรคนิวโมคอคคัสเอาไว้.

ทีมเดลินิวส์ออนไลน์
takecareDD@gmail.com

 

ที่มา: เดลินิวส์ 11 กันยายน 2555

ป้องกันภัยเงียบ…โรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบในเด็กเล็ก ก่อนสายอาจ “ตาย-พิการ”

ป้องกันภัยเงียบ…โรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบในเด็กเล็ก ก่อนสายอาจ “ตาย-พิการ”  ตอน 1

โรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ เป็นหนึ่งในโรคติดเชื้อร้ายแรงที่พ่อแม่ส่วนใหญ่มักจะมองข้าม เพราะคิดว่าเป็นโรคไกลตัว เนื่องจากอุบัติการณ์ของโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบจะไม่สูงมากเมื่อเทียบกับโรคอื่น ๆ โดยพบว่าในแต่ละปีทั่วโลกจะมีผู้เสียชีวิตด้วยโรคนี้ 170,000 ราย

อย่างไรก็ดี แม้ว่าจะพบอุบัติการณ์ของโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบน้อยกว่าโรคอื่น ๆแต่ความรุนแรงของโรคมีสูงมาก และส่งผลกระทบต่อผู้ป่วย และครอบครัวได้มากมายมหาศาล เพราะนอกจากโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบจะก่อห้เกิดความเสี่ยงสูงที่จะเสียชีวิตแล้ว ผู้รอดชีวิตจากโรคนี้จะได้รับผลกระทบและทุพพลภาพในระยะยาว เช่น สมองถูกทำลาย หูหนวก หรืออาจจะสูญเสียความสามารถในการใช้แขนขา เป็นต้น โดยโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบนี้ สามารถเกิดขึ้นได้กับคนทุกเพศทุกวัย แต่กลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงขึ้นได้แก่ ทารก เด็กเล็ก และวัยรุ่น

โรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบเป็นโรคที่เกิดจากการติดเชื้อในระบบประสาทส่วนกลาง ซึ่งอาจจะเกิดจากเชื้อไวรัส เชื้อแบคทีเรีย เชื้อรา และหนอนพยาธิ เป็นต้น โดยเชื้อโรคจะเข้าไปทำลายเซลล์สมองทำให้ไม่สามารถสั่งการและควบคุมการทำงานของอวัยวะต่าง ๆ ได้ ซึ่งการดำเนินของโรคจะเร็วมากเพียง 2-3 วัน และจะยิ่งรุนแรงหากเกิดกับทารกและเด็กเล็ก เนื่องจากภูมิคุ้มกันยังพัฒนาได้ไม่สมบูรณ์เต็มที่ และอาการแสดงมักไม่ชัดเจน ดังนั้นจึงควรป้องกันไว้ก่อนที่จะเกิดโรคดีที่สุด

โดยอาการของโรคนี้ จะไม่แสดงอาการใด ๆ ในระยะแรก จะมีแต่เพียงอาการทั่ว ๆ ไปซึ่งคล้ายกับโรคไข้หวัด เช่น มีไข้ ปวดศีรษะ ปวดต้นคอ ก้มคอลำบาก คลื่นไส้อาเจียน เบื่ออาหาร ตาไวต่อแสง เซื่องซึม แขนขาอ่อนแรง เป็นต้น ทั้งนี้เนื่องจากอาการทั่ว ๆ ไปของโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ คล้ายไข้หวัด ซึ่งคนไทยเราเป็นกันบ่อย ๆ โดยเฉพาะเด็กเล็ก ทำให้คุณพ่อคุณแม่มองข้าม จนบางครั้งเกิดอันตรายเกินแก้ไขได้ทันเวลา และอาการดังที่กล่าวมา ไม่จำเป็นต้องเหมือนกันทุกคน และไม่จำเป็นต้องมีครบทุกอาการ หากเข้าข่ายสงสัยควรรีบพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัย

แม้ว่าโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบจะเป็นโรคติดเชื้อที่มีความรุนแรง แต่พ่อแม่สามารถป้องกันลูกน้อยจากโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบได้ โดยให้ทารกกินนมแม่ รับประทานอาหารหลักครบ 5 หมู่ ดื่มน้ำมาก ๆ ออกกำลังกายและพักผ่อนอย่างพอเพียง รวมทั้งรักษาสุขอนามัยเป็นประจำสม่ำเสมอ ด้วยการล้างมือบ่อย ๆ รวมทั้งปิดปากปิดจมูกเมื่อไอหรือจาม ที่สำคัญในปัจจุบันมีการพัฒนาวัคซีนที่ช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ โรคหูชั้นกลางอักเสบ โรคติดเชื้อในกระแสเลือด และโรคปอดบวม ซึ่งเป็นโรคติดเชื้อรุนแรงในเด็กเล็กที่เกิดจากเชื้อนิวโมคอคคัส และเชื้อเอ็นทีเอชไอได้แล้ว แต่หากต้องการป้องกันโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมในวงกว้างต้องอาศัยความร่วมมือแบบ 360 องศา ระหว่างกุมารแพทย์ พ่อแม่ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องภาครัฐในการช่วยสนับสนุนและร่วมรณรงค์อย่างต่อเนื่อง


โดยเมื่อเร็ว ๆ นี้ สมาคมโรคติดเชื้อในเด็กแห่งประเทศไทยได้ ร่วมกับ ชมรมพัฒนาการและพฤติกรรมเด็กแห่งประเทศไทย จัดรณรงค์วันเยื่อหุ้มสมองอักเสบโลก 2012 ซึ่งตรงกับวันที่ 24 เมษายน 2555 เพื่อร่วมรณรงค์ให้คนไทยเกิดความตื่นตัวในการป้องกันโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ รวมทั้งโรคที่อาจจะเป็นต้นตอสู่โรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ ทั้งนี้เพื่อลดอุบัติการณ์โรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบในเด็กไทยอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งเป็นการขานรับสมาพันธ์ป้องกันโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ (The Confederation of Meningitis Organizations : CoMo) ได้กำหนดวันเยื่อหุ้มสมองอักเสบโลก (World Meningitis Day) ขึ้นเป็นปีที่ 8 ซึ่งปัจจุบันมีองค์กรสมาชิกกว่า 34 องค์กร จาก 22 ประเทศ เพื่อผนึกกำลังรณรงค์ให้เกิดการเรียนรู้เพื่อสู้กับโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบในวงกว้างในหมู่ประชาชนทั่วไป.

ข้อมูลจาก ศ.พญ.อุษา ทิสยากร นายกสมาคมโรคติดเชื้อในเด็กแห่งประเทศไทย

นายแพทย์สุรพงศ์ อำพันวงษ์

ที่มา: เดลินิวส์ 29 เมษายน 2555

 

.

ป้องกันภัยเงียบ…โรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบในเด็กเล็ก ก่อนสายอาจ ตาย-พิการ ตอน 2

 

หูอักเสบ…จุดเล็ก ๆ อาจนำสู่โรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ

นอกจากโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบจะเป็นโรคร้ายแรงที่ต้องเร่งป้องกันแล้ว ยังมีอีกหลายโรคที่เป็นภัยเงียบในเด็กเล็กที่คุณพ่อคุณแม่ไม่ควรมองข้าม เช่น โรคหูชั้นกลางอักเสบ เป็นอีกหนึ่งภัยเงียบที่กำลังคุกคามเด็กไทยอยู่ในปัจจุบัน และเป็นอีกสาเหตุสำคัญที่มีโอกาสนำไปสู่โรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ หรือฝีในสมองได้

ข้อมูลจาก พญ.ภาวินี อินทกรณ์  แพทย์โสต ศอ นาสิก สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี ระบุว่า เด็กที่มีอายุต่ำกว่า 3 ปีมากถึงร้อยละ 80 มีโอกาสเป็นโรคหูชั้นกลางอักเสบอย่างน้อย  1 ครั้ง ซึ่งเด็กที่ป่วยเป็นโรคหูชั้นกลางอักเสบนี้ จะมีโอกาสเสี่ยงต่อการเป็นโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบได้ เนื่องจากหูอยู่บริเวณฐานสมอง และมีท่อยูสเตเชี่ยนเชื่อมถึงกัน และท่อนี้มีความลาดเอียงมากในเด็กเล็ก รวมทั้งมีช่องทางเชื่อมถึงกันหมดจนถึงปอด ดังนั้นเมื่อลูกน้อยเป็นโรคหูชั้นกลางอักเสบ จึงมีโอกาสที่เชื้อจะแพร่ไปก่อโรคยังฐานสมองและอวัยวะอื่น ๆ ที่ต่อเชื่อมถึงกัน ทำให้เป็นโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ เป็นฝีในสมอง โรคติดเชื้อในกระแสเลือด และโรคปอดอักเสบ หรือปอดบวมได้ ซึ่งหากเป็นอย่างนั้นโอกาสที่เด็กจะกลับมาแข็งแรงและมีพัฒนาการที่สมบูรณ์คงเป็นเรื่องยาก

สาเหตุของโรคหูชั้นกลางอักเสบในเด็ก สาเหตุหลักเกิดจากเชื้อแบคทีเรียนิวโมคอคคัส และเชื้อเอ็นทีเอชไอ ซึ่งพบได้ในโพรงจมูกและลำคอของคนเรา แต่มักจะไม่ก่อโรค แต่หากร่างกายอ่อนแอ หรือมีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง เชื้อร้ายก็จะก่อให้เกิดโรคติดเชื้อรุนแรงต่าง ๆ ได้ พ่อแม่จึงควรสังเกตลูกน้อยอย่างใกล้ชิดว่าลูกมีไข้สูง ร้องกวน งอแง นอกจากนี้เด็กเล็กอาจจะใช้มือจับหูข้างที่ปวดหรือไม่ ซึ่งหากพ่อแม่ละเลยและไม่สนใจอาการดังกล่าว โรคหูชั้นกลางอักเสบอาจจะทวีความรุนแรงขึ้น จนทำให้เกิดแก้วหูแดงบวม และอักเสบมีน้ำและหนองคั่งในเยื่อแก้วหู รวมทั้งเยื่อแก้วหูฉีกขาด จนเกิดภาวะหูน้ำหนวก เป็นต้น ดังนั้นหากพ่อแม่พบอาการข้างต้นให้รีบพาลูกไปพบกุมารแพทย์เพื่อหาสาเหตุโดยด่วน

โรคหูชั้นกลางอักเสบ นอกจากจะมีผลต่อสุขภาพร่างกายของเด็กแล้ว หากละเลยไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกต้อง จนลุกลามเป็นหูน้ำหนวก ยังอาจส่งผลกระทบโดยตรงต่อพัฒนาการและพฤติกรรมของลูกน้อยในระยะยาวอีกด้วย โดยมี ข้อมูลจาก พญ.อดิศร์สุดา เฟื่องฟู กุมารแพทย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนา การเด็ก สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินีและกรรมการและเลขาธิการชมรมพัฒนาการและพฤติกรรมเด็กแห่งประเทศไทย ระบุว่าเด็กที่เป็นโรคหูชั้นกลางอักเสบ เด็กจะอยู่ในภาวะความบกพร่องทางการได้ยิน ซึ่งเป็นอุปสรรคที่สำคัญมากของพัฒนาการและพฤติกรรมที่สมบูรณ์ของลูกน้อย    การเรียนรู้ภาษาและเสียงต่าง ๆ รอบตัวจะหยุดชะงักหรือล่าช้า และจะส่งผลกระทบต่อพัฒนาการด้านการพูดและการออกเสียง โดยเด็กจะแสดงออกด้วยภาษากายเป็นหลัก เพราะเมื่อประสาทด้านการได้ยินบกพร่อง ทำให้ไม่สามารถเข้าใจความแตกต่างของเสียงแต่ละแบบได้ และไม่สามารถเลียนเสียงต่าง ๆ และเปล่งเสียงออกมาเป็นคำพูดได้

วิธีการสังเกตว่าเด็กมีพัฒนาการทางการได้ยินบกพร่อง เช่น เด็กจะมีพฤติกรรมไม่ค่อยใช้การสื่อสารด้วยการพูด มักใช้การแสดงท่าทางแทน ไม่สนองตอบเมื่อเรียก พูดไม่ชัด เสียงที่เปล่งออกมาดังผิดปกติ ไวต่อการสั่นสะเทือนหรือการเคลื่อนไหวรอบตัว ซนและไม่มีสมาธิ ขาดความมั่นใจ อาจจะมีปัญหาทางด้านอารมณ์และการเข้าสังคม เป็นต้น เนื่องจากการอยู่ร่วมกันในสังคมจะใช้การสื่อสารด้วยภาษาเป็นหลัก ดังนั้นเด็กที่มีความบกพร่องทางการได้ยินจะต้องปรับตัวและพฤติกรรมมากมายเพื่อใช้ชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข

นอกจากนี้ข้อมูลจาก พญ.อดิศร์สุดายังระบุว่าสมองเป็นส่วนสำคัญที่ใช้ควบคุมการปฏิบัติการของพัฒนาการและพฤติกรรมในเด็กโดยเฉพาะเด็กในช่วงอายุ 0-5 ปี ซึ่งอยู่ในช่วงปฐมวัยและเป็นช่วงเวลาสำคัญสำหรับพัฒนาการและการเจริญเติบโตของเด็ก ซึ่งมีปัจจัยหลายปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการส่งเสริมพัฒนาการที่สมบูรณ์แข็งแรงของลูกน้อย ซึ่งปัจจัยหนึ่งที่มีความสำคัญในลำดับ ต้น ๆ คือสุขภาพที่ดีของลูกน้อย จะส่งผลต่อพัฒนาการที่สมบูรณ์พร้อมในช่วงปฐมวัย และเป็นรากฐานสำคัญของการเรียนรู้ ความสำเร็จในการเรียนในระยะยาว ดังนั้น การดูแลสุขภาพลูกน้อยให้มีสุขภาพดีทำให้อวัยวะทุกส่วนมีความแข็งแรง สมองพัฒนาการได้อย่างเต็มที่ จึงมีความสำคัญมาก โดยพ่อแม่สามารถทำได้ทั้งด้านการส่งเสริม และด้านการป้องกันปัจจัยที่เป็นอุปสรรคต่อพัฒนาการที่สมบูรณ์ดังกล่าวได้โดย

1) การส่งเสริมพัฒนาการของสมองในเด็ก เกิดจากกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับการเรียนรู้และฝึกทักษะของเด็ก ได้แก่ ด้านการรับรู้ด้านสังคมและอารมณ์ ด้านการพูดและภาษา ด้านกล้ามเนื้อมัดเล็กและกล้ามเนื้อมัดใหญ่ ซึ่งพ่อแม่สามารถส่งเสริมพัฒนาการผ่านประสาทสัมผัสอย่างเป็นองค์รวม

2) การป้องกันปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ ที่เป็นอุปสรรคต่อพัฒนาการของลูกน้อย ซึ่งลูกน้อยอาจจะได้รับปัจจัยเหล่านี้ทั้งก่อนและหลังคลอด เช่น ป้องกันภาวะการติดเชื้อของสมอง การคลอดก่อนกำหนด ภาวะเด็กขาดสารอาหาร การได้รับคำปรึกษาทางพันธุกรรมการตั้งครรภ์ เป็นต้น

เชื่อว่าพ่อแม่ทุกคน อยากให้ลูกน้อยมีพัฒนาการทางร่างกาย จิตใจ และสติปัญญาที่สมบูรณ์ตามวัย ดังนั้นการเอาใจใส่ดูแลสุขภาพของลูกน้อยให้สมบูรณ์แข็งแรงปราศจากโรคภัยไข้เจ็บต่าง ๆ จึงเป็นสิ่งสำคัญ ซึ่งทางที่ดีที่สุดคือควรเน้นการป้องกัน มากกว่าการรักษาโรค เพราะ โรคบางอย่างอาจรุนแรงมากกว่าที่เราคิดหลายเท่า หากเราละเลยปล่อยให้ลุกลาม ทุกอย่างอาจจะสายเกินไปสำหรับลูกรักของท่าน

ข้อมูลจาก ศ.พญ.อุษา ทิสยากร นายกสมาคมโรคติดเชื้อในเด็กแห่งประเทศไทย.

นายแพทย์สุรพงศ์ อำพันวงษ์

 

ที่มา: เดลินิวส์  6 พฤษภาคม 2555