ความรู้ใหม่ ๆ ของโรคพาร์กินสัน รักษาไม่ทัน…บั่นทอนคุณภาพชีวิต

dailynews130623_001ปัจจุบันนี้ทั้งคนไทยและคนทั่วโลกมีอายุยืนยาวมากขึ้นเรื่อย ๆ การที่อายุยืนนี้ก็นำพามาซึ่งความเสื่อมและโรคภัยไข้เจ็บอีกมากมาย หนึ่งในนั้นก็คือ “โรคพาร์กินสัน” ซึ่งเป็นโรคเกี่ยวกับความเสื่อมของระบบประสาทของเรานั่นเอง ซึ่งคนไทยสูงอายุต้องเตรียมตัวเผชิญหน้ากับโรคนี้แล้ว

เมื่อพูดถึงโรคพาร์กินสัน หลายคนอาจจะคุ้นเคยเพราะมีญาติพี่น้องหรือคนใกล้ชิดเป็น ขณะที่อีกหลายท่านอาจจะยังไม่รู้จักว่าโรคนี้เป็นอย่างไร และบางท่านอาจมีความเข้าใจผิดเกี่ยวกับโรคพาร์กินสัน ผมจึงนำความรู้ที่ได้จากการพูดคุยกับ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญจากสถาบันประสาทวิทยา นายแพทย์อัครวุฒิ  วิริยเวชกุล มาบอกเล่าให้ท่านผู้อ่านได้รับทราบครับ

โรคพาร์กินสัน มีประวัติยาวนานมาตั้งแต่สมัยลีโอนาโด ดาวินชี แต่เพิ่งจะเป็นที่รู้จักกันมากขึ้นโดยเฉพาะในวงการแพทย์เมื่อประมาณปี ค.ศ. 1817 โดยนายแพทย์เจมส์ พาร์กินสัน ชาวอังกฤษ ได้พยายามอธิบายเกี่ยวกับโรคพาร์กินสันไว้อย่างชัดเจนในตำราเล่มหนึ่ง…และโรคพาร์กินสันก็เริ่มเป็นที่รู้จักในวงกว้างมากขึ้น ทั้งนี้เนื่องจากมีบุคคลซึ่งมีชื่อเสียงหลายต่อหลายท่านที่ป่วยเป็นโรคดังกล่าว เช่น ไมเคิล เจ.ฟ็อกซ์, มูฮัมหมัด อาลี, ยัสเซอร์ อาราฟัต รวมถึง สมเด็จพระสันตะปาปาจอห์น ปอลที่ 2

โรคพาร์กินสันเกิดจากการเสียสมดุลของสารเคมีชนิดหนึ่งในสมองที่ชื่อว่า “โดปามีน” อันเนื่องมาจากเซลล์สมองส่วนที่สร้างสารดังกล่าวเกิดการเสื่อมสลายไปกว่า 80% ซึ่งสารชนิดนี้ทำหน้าที่ควบคุมระบบการเคลื่อนไหวของร่างกาย เมื่อสมองขาดโดปามีน จึงเกิดการเคลื่อนไหวที่ผิดปกติ ซึ่งจากสถิติทั่วโลก พบผู้ป่วยโรคนี้ได้ประมาณ 1% ในกลุ่มผู้ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป และพบมากขึ้นถึง 4% ในกลุ่มอายุ 80 ปีขึ้นไป นั่นแสดงให้เห็นว่าถ้าคนมีอายุยืนมากขึ้นโอกาสที่จะพบโรคนี้ก็มากขึ้นเช่นกัน

คุณหมออัครวุฒิกล่าวว่า สาเหตุของการเสื่อมสลายของเซลล์ประสาทยังไม่สามารถสรุปได้อย่างแน่ชัด แต่มีข้อสันนิษฐานหลายอย่าง เช่น เรื่องของสารคาร์บอนมอนอกไซด์ รวมถึง สารพิษจากยาฆ่าแมลงต่าง ๆ ซึ่งจากการทดลองพบว่าสารเหล่านี้ทำให้เซลล์ที่มีหน้าที่สร้างสารโดปามีนตายไป รวมถึง โรคทางพันธุกรรมบางชนิดก็สามารถทำให้เกิดโรคพาร์กินสันได้ หรือแม้แต่สภาวะแวดล้อมต่าง ๆ ก็ยังเป็นที่สงสัยกันอยู่ว่าสามารถทำให้เกิดการเสื่อมสลายของเซลล์ประสาทชนิดนี้ได้หรือไม่อย่างไร

สำหรับอาการหลัก ๆ ของโรคพาร์กินสัน ส่วนใหญ่คนไข้จะไปพบแพทย์ด้วย อาการสั่น คนไทยจึงมักเรียกว่า “สั่นสันนิบาต หรือสันนิบาตลูกนก” โดยทั่วไปคนไข้จะมีอาการสั่นที่มือหรือที่เท้า บางคนสั่นที่ริมฝีปาก…อาการต่อมาที่พบได้บ่อยก็คือ การเคลื่อนไหวที่เชื่องช้า ไม่ว่าเป็นการเดิน การพูด การใช้แขนขาต่าง ๆ ก็จะเชื่องช้า ส่วนอาการที่ 3 ที่พบได้ก็คือ การตึงตัวของกล้ามเนื้อที่ผิดปกติ ซึ่งทั้ง 3 อาการที่ว่านี้เป็นเหตุให้คนไข้ต้องมาพบแพทย์ แต่เมื่อผ่านไประยะหนึ่งก็จะมีอาการที่ 4 ตามมา ก็คือมี อาการทรงตัวที่ผิดปกติ โดยอาการสั่นจะเกิดในสภาวะที่แขนขาอยู่ในลักษณะพัก ส่วนการเคลื่อนไหวเชื่องช้าจะเกิดขึ้นเมื่อคนไข้มีอิริยาบถ เช่น เวลาเดิน หรือทำกิจกรรมต่าง ๆ แขนขาก็จะไม่คล่องตัว

หมออัครวุฒิ อธิบายเพิ่มเติมว่า โรคพาร์กินสันนี้มีความเกี่ยวเนื่องกับโรคสมองเสื่อม ทั้งนี้เนื่องจากพาร์กินสันเป็นโรคหนึ่งซึ่งเกิดจากการเสื่อมสลายของเซลล์ประสาทเช่นเดียวกับโรคสมองเสื่อม ซึ่งผู้ที่เป็น โรคพาร์กินสันนี้ต้องใช้ชีวิตอยู่กับโรคดังกล่าวยาวนาน อย่างน้อย ๆ ก็ 5-10 ปี เพราะฉะนั้นโรคแทรกซ้อนที่เกิดตามมาเช่นโรคสมองเสื่อม ก็สามารถพบได้บ่อย

“บางคนอาจมองว่าโรคนี้ไม่ได้ร้ายแรงถึงชีวิต แต่ ในความเป็นจริงแล้วมันทำให้คุณภาพชีวิตของคนไข้ด้อยลงไปมากครับ เนื่องจากว่ากิจกรรมใดที่เขาเคยทำได้ดี ก็จะทำได้ด้อยลงไปมาก ไม่ว่าจะเป็นการเดิน การทำงาน หรือการเขียนหนังสือ รวมไปถึงการพูดคุยต่าง ๆ ก็จะทำให้เชื่องช้าลง…นอกเหนือจากนั้นการทรงตัวที่ผิดปกติ หรือความตึงตัวของกล้ามเนื้อที่ผิดปกติ ก็จะทำให้เขามีโอกาสเกิดโรคแทรกซ้อนได้ง่าย ไม่ว่าจะเป็นการล้ม หรือกรณีที่คนไข้เป็นมาหลาย ๆ ปี ก็จะทำให้การคิด การอ่าน และความจำด้อยลง และนอกเหนือจากอาการสั่นแล้ว อาการภายนอกของคนไข้พาร์กินสันที่เราสามารถสังเกตเห็นได้ก็คือ มี สีหน้าที่เฉยเมยเสมือนใส่หน้ากากไว้ตลอดเวลา ไม่ว่าจะยิ้มหรือโศกเศร้า ค่อนข้างจะไม่แสดงความรู้สึกใด ๆ ส่วนลักษณะการเดินก็จะไม่มีการแกว่งแขน เดินเหมือนหุ่นยนต์ ดังนั้นเมื่อมีใครเดินชนก็จะทำให้เสียการทรงตัวและล้มลงได้ง่าย สิ่งเหล่านี้คือความเดือดร้อนของผู้ป่วยโรคพาร์กินสันที่ไม่สามารถทำอะไรได้อย่างคล่องแคล่วคล่องตัวเหมือนดังเดิม ซึ่งอาการเหล่านี้จะเป็นมากขึ้นเรื่อย ๆ และถ้าปล่อยทิ้งไว้จะส่งผลกระทบถึงการดำเนินชีวิตและการทำงาน”

หมออัครวุฒิให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า อาการของโรคพาร์กินสันแบ่งได้เป็น 5 ระยะ คือ ระยะที่ 1 มีอาการน้อย ระยะที่ 2 อาการเกิดกับแขนขาทั้งสองข้าง ระยะที่  3 มีอาการที่แขนขาทั้งสองข้างและมีการทรงตัวที่เริ่มผิดปกติ ระยะที่ 4 ผู้ป่วยต้องนั่งรถเข็นและมีคนคอยช่วยดูแล ระยะที่ 5 เรียกว่าต้องอยู่กับรถเข็นตลอดเวลาหรืออยู่กับเตียงตลอดเวลา ซึ่งส่วนใหญ่คนไข้จะไม่ได้เสียชีวิตเนื่องจากโรคพาร์กินสัน แต่จะเสียชีวิตเนื่องจากโรคแทรกซ้อน เช่น โรคหัวใจ โรคปอดอักเสบ หรือภาวะล้มแล้วมีกระดูกหัก และมีการติดเชื้อแทรกซ้อนตามมา

ปัจจุบันคาดการณ์กันว่าในเมืองไทยมีจำนวนผู้ป่วยโรคพาร์กินสันนับแสนราย ขณะที่ผู้ป่วยบางรายอาจไม่ได้รับการวินิจฉัยที่ถูกต้อง ทั้งนี้เนื่องจากอาจมองว่าเป็นโรคของคนแก่ ไม่จำเป็นต้องได้รับการวินิจฉัยหรือรักษาก็ไม่เป็นไร ทั้งที่จริง ๆ แล้ว หากผู้ป่วยโรคพาร์กินสันได้รับการวินิจฉัยและรักษาที่ถูกต้องจะช่วยให้คุณภาพชีวิตดีขึ้นได้ อีกทั้งยังมีการศึกษาทางการแพทย์พบว่าการรักษาโรคพาร์กินสันด้วยวิธีการที่ถูกต้องตั้งแต่ระยะเริ่มแรก จะได้ผลดีกว่าการรักษาเมื่อคนไข้มีอาการมากแล้ว

“การรักษาโรคพาร์กินสันในปัจจุบันมีหลักการอยู่ว่า

1. ต้องทำให้อาการของคนไข้ดีขึ้น

2. ถ้าเป็นไปได้ต้องป้องกันไม่ให้เกิดโรคแทรกซ้อน

3. ต้องสามารถรักษาโรคแทรกซ้อนต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นได้ด้วย และ

4. ถ้าจะให้ดีที่สุดก็ต้องมีการรักษาที่จะสามารถชะลอโรคได้ ซึ่งในปัจจุบันการดูแลรักษาคนไข้ใน 3 ข้อแรกนั้นเราสามารถทำได้ แต่ในส่วนของการชะลอโรคยังไม่สามารถทำได้”

สำหรับการรักษาโรคพาร์กินสันมีหลายวิธีด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นการรับประทานยา, การฉีดยา, การผ่าตัด หรือแม้แต่การให้ยาโดยการเจาะกระเพาะอาหารก็มีการทำแล้วในปัจจุบัน นอกเหนือจากนี้ก็ยังมีการรักษาด้วยกายภาพบำบัด การทำกิจกรรมบำบัด ที่มาช่วยเสริมการรักษาวิธีอื่น ๆ

“การรักษาในเบื้องต้น แพทย์จะเริ่มโดยการให้ยารับประทานก่อน ซึ่งยารับประทานนั้นมีหลายกลุ่ม ข้อดีข้อเสียของยาแต่ละกลุ่มก็มีมากมาย จำเป็นต้องพิจารณาเป็นราย ๆ ไป ยกตัวอย่างเช่น คนไข้ที่อายุน้อยก็จะเหมาะกับยาบางประเภท แต่ในคนไข้อายุมาก ความสามารถทางสมองก็อาจจะไม่สูงนัก เพราะฉะนั้นยาบางประเภทก็ไม่สมควรให้ หรือในกรณีที่คนไข้มีอาการใดเด่น แพทย์ก็จะพิจารณาให้ยาในกลุ่มที่จะช่วยให้อาการเด่น ๆ เหล่านั้นลดลง…หลังจากการให้ยาอย่างเต็มที่แล้ว แต่การรักษายังได้ผลไม่ดีนัก แพทย์ก็อาจจะพิจารณาให้การรักษาโดยวิธีอื่น เช่น การให้ยาทางกระเพาะอาหาร หรือการผ่าตัดสมอง เพื่อใส่ตัวกระตุ้นไฟฟ้าในสมองเพื่อช่วยลดอาการพาร์กินสันลงได้”

ในส่วนของยาชนิดรับประทาน คนไข้บางคนอาจมีอาการแพ้ คัน หรือคลื่นไส้อาเจียน อีกทั้งการที่ต้องรับประทานยาวันละ 3 เวลา ทำให้ระดับยาในเลือดไม่คงที่ เพราะฉะนั้นเมื่อระดับยาในเลือดไม่คงที่ก็จะทำให้การตอบสนองต่อฤทธิ์ยาไม่คงที่เช่นเดียวกัน หมายถึง ในช่วงแรก ๆ หลังจากกินยาอาการจะดีขึ้น แต่เมื่อเวลาผ่านไปหลังยาหมดฤทธิ์ อาการต่าง ๆ เช่น สั่น ก็จะกำเริบขึ้นมา ปัจจุบันจึงมีการพัฒนายาในรูปแบบอื่น ๆ ออกมา เช่น ยาชนิดแปะ ยาชนิดนี้ส่วนใหญ่จะได้ผลดี เพราะออกฤทธิ์ได้ยาวคือหนึ่งแผ่นใช้ได้นานถึง 24 ชั่วโมง โดยกลไกการทำงานของมันคือจะค่อย ๆ ปล่อยฤทธิ์ยาออกมาผ่านทางผิวหนัง ในรอบ 24 ชั่วโมง ฤทธิ์ยาก็จะคงที่ เพราะฉะนั้นระดับยาในกระแสเลือดของเราก็จะคงที่ คนไข้มีอาการข้างเคียงต่าง ๆ รวมถึงการแพ้ยาน้อยกว่ายาชนิดรับประทาน นอกจากนี้ยังมี ยาชนิดฉีด ซึ่งมี 2 รูปแบบ คือ

1. ยาฉีดที่ใช้ฉีดผิวหนังเป็นครั้งคราว

2. ยาฉีดชนิดปั๊มเข้าทางหน้าท้องตลอดเวลา รวมถึง การให้ยาผ่านทางกระเพาะอาหาร โดยให้ทางสายยางผ่านทางกระเพาะอาหาร รูปแบบนี้มีข้อดีตรงที่ยาจะออกฤทธิ์ได้ตลอดทั้งวัน

ข้อมูลจาก นายแพทย์อัครวุฒิ วิริยเวชกุล แพทย์ผู้เชี่ยวชาญจากสถาบันประสาทวิทยา กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข.

นายแพทย์สุรพงศ์ อำพันวงษ์

ที่มา : เดลินิวส์ 23 มิถุนายน 2556

 

dailynews130630_001a

‘ความรู้ใหม่ ๆ ของโรคพาร์กินสัน – ตอนที่ 2 การรักษาโดยการผ่าตัด’

 

เพื่อความต่อเนื่องสำหรับท่านผู้อ่าน ขอทบทวนสรุปความรู้จากตอนที่ 1 ดังนี้

โรคพาร์กินสัน มีประวัติยาวนานมาตั้งแต่สมัยลีโอนาโด ดาวินชี แต่เพิ่งจะเป็นที่รู้จักกันมากขึ้นโดยเฉพาะในวงการแพทย์เมื่อประมาณปี ค.ศ. 1817 โดยนายแพทย์เจมส์ พาร์กินสัน ชาวอังกฤษ ได้เขียนตำราพยายามอธิบายโรคนี้ไว้

ปัจจุบันเป็นที่ทราบ รับรู้ทางวิชาการว่า โรคพาร์กินสันเกิดจากการเสียสมดุลของสารเคมีชนิดหนึ่งในสมองที่ชื่อว่า “โดปามีน” อันเนื่องมาจากเซลล์สมองส่วนที่สร้างสารดังกล่าวเกิดการเสื่อมสลายไปกว่า 80% ซึ่งสารชนิดนี้ทำหน้าที่ควบคุมระบบการเคลื่อนไหวของร่างกาย เมื่อสมองขาดโดปามีน จึงเกิดการเคลื่อนไหวที่ผิดปกติ ซึ่งจากสถิติทั่วโลก พบผู้ป่วยโรคนี้ได้ประมาณ 1% ในกลุ่มผู้ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป และพบมากขึ้นถึง 4% ในกลุ่มอายุ 80 ปีขึ้นไป นั่นแสดงให้เห็นว่าถ้าคนมีอายุยืนมากขึ้นโอกาสที่จะพบโรคนี้ก็มากขึ้นเช่นกัน

การรักษาหลักเป็นการรักษาทางยา ซึ่งมีวิธีบริหารยาได้หลากหลายรูปแบบและควรได้รับการรักษาโดยแพทย์เฉพาะทางด้านระบบประสาทวิทยา (Neurology)

สำหรับการรักษาโรคพาร์กินสันโดยการผ่าตัด ปัจจุบันมี 2 แบบ คือ

1. การผ่าตัดชิ้นเนื้อบางชนิดออกไป ซึ่งได้รับความนิยมน้อยลงเรื่อย ๆ

2. การผ่าตัดแล้วฝังขั้วไฟฟ้าเข้าไปในสมองส่วนลึก รู้จักกันในชื่อ  DBS (Deep Brain Stimulation) ซึ่งการผ่าตัดด้วยวิธีนี้กำลังได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อย ๆ เนื่องจากได้ผลดี ในการฝังขั้วไฟฟ้าในสมองส่วนลึกนี้จะมีการลากสายไฟฟ้าผ่านชั้นผิวหนัง มีสวิตช์ตัวเล็ก ๆ อยู่ที่บริเวณแผ่นอก และจะมีการปรับตั้งค่ากระแสไฟฟ้าเพื่อให้กระแสไฟฟ้าส่งไปที่เนื้อสมองส่วนลึกตามความจำเป็น ส่งผลให้คนไข้ซึ่งมีอาการสั่นกลับมาเคลื่อนไหวได้ดีขึ้น

“การรักษาผู้ป่วยพาร์กินสันในขั้นต้นโดยทั่วไปแพทย์ จะแนะนำให้ผู้ป่วยรับประทานยาก่อน แล้วก็ค่อย ๆ ปรับยาตามความเหมาะสม ซึ่งการรักษาโดยวิธีนี้ผู้ป่วยต้องใช้ความอดทนสักเล็กน้อยเพราะต้องทานยาและค่อย ๆ ปรับยาไปเรื่อย ๆ ไม่ใช่ว่าทานยาแล้วจะหายเลย คนไข้ต้องเข้าใจธรรมชาติของโรคด้วย เพราะฉะนั้นทั้งตัวคนไข้และแพทย์ต้องใจเย็น แนะนำว่าการรักษาโรคทุกชนิดไม่เฉพาะโรคพาร์กินสัน เราควรจะปรับยากับแพทย์ท่านเดิม ไม่ควรเปลี่ยนแพทย์บ่อย ๆ เพราะนั่นจะทำให้ขาดความต่อเนื่องในการรักษาและการปรับยาครับ…โดยธรรมชาติของโรค ผู้ป่วยในระยะ 2-5 ปีแรกจะมีการตอบสนองต่อยาชนิดรับประทานที่ดีมาก  แต่เมื่อเลย 5 ปีไปแล้ว คนไข้จะเริ่มมีโรคแทรกซ้อนขึ้นมา การตอบสนองต่อยาก็จะด้อยลง หรือเรียกว่าดื้อยา จึงมีการดัดแปลงรูปแบบการให้ยาเพื่อให้มีการออกฤทธิ์ที่ยาวขึ้น ยาในกระแสเลือดก็มีคงที่ขึ้น ทำให้การตอบสนองต่ออาการดีกว่าการรับประทานยา”

หมออัครวุฒิ ให้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับสิ่งที่ต้องคำนึงถึงในการรักษาผู้ป่วยพาร์กินสันว่า โดยส่วนใหญ่แพทย์จะให้คำแนะนำกับคนไข้ที่รักษาโดยการรับประทานยา ว่าอาหารประเภทที่มีโปรตีนและไขมันสูง จะทำให้ประสิทธิภาพการดูดซึมยาด้อยลง จึงควรรับประทานอาหารที่ย่อยง่ายแทน หรือหากจำเป็นจริง ๆ ก็จะแนะนำให้คนไข้ทานยาก่อนอาหาร…นอกจากนี้การรักษาโดยการผ่าตัดใส่ขั้วไฟฟ้าเข้าไปในสมองส่วนลึกก็ไม่สามารถใช้ได้กับผู้ป่วยโรคพาร์กินสันทุกราย ทั้งนี้เหมาะสำหรับใช้ในผู้ป่วยที่อายุไม่มากนัก และควรเป็นผู้ที่ยังมีการตอบสนองต่อการใช้ยาด้วย เพราะอย่างที่ทราบว่าเมื่ออายุมากก็จะมีโรคแทรกซ้อนอื่น ๆ เช่น โรคหัวใจและโรคเบาหวาน ซึ่งการผ่าตัดอาจส่งผลต่อโรคแทรกซ้อนต่าง ๆ ที่มีอยู่ก็เป็นได้

dailynews130630_001b

เป็นที่ทราบกันว่า โรคที่เกี่ยวกับสมองและระบบประสาทนี้ การฟื้นฟูจะมีบทบาทสำคัญมาก ในการที่จะช่วยให้ผู้ป่วยฟื้นคืนกลับมาทำหน้าที่ได้เหมือนหรือใกล้เคียงกับปกติ ซึ่งโรคพาร์กินสันก็เช่นเดียวกัน เรื่องนี้คุณหมออธิบายว่า การฟื้นฟูที่สำคัญสำหรับผู้ป่วยพาร์กินสัน เช่น การฝึกเดิน การออกกำลังกายเพื่อลดการตึงตัวของกล้ามเนื้อและข้อ สิ่งเหล่านี้จะมาช่วยเสริมกับการรักษาหลัก ๆ ที่ใช้อยู่ ถ้าหากคนไข้ได้รับการฟื้นฟูอย่างต่อเนื่อง โดยทั่วไปการรักษาจะดีกว่าผู้ที่ไม่ได้รับการฟื้นฟูเลย

“ถึงตรงนี้เชื่อว่าคงเกิดคำถามขึ้นในใจหลายคน ว่าโรคพาร์กินสันรักษาแล้วหายไหม คงต้องบอกว่าโรคนี้ก็เหมือนกับโรคทางสมองและระบบประสาทอีกหลายโรคที่เกิดจากการเสื่อมสลายของเซลล์สมอง จึงต้องบอกว่าเป็นโรคที่รักษาไม่หาย แต่เราสามารถช่วยให้โรคของคนไข้นั้นดีขึ้นได้ แม้จะไม่หายก็ช่วยให้ทุเลาได้ ที่สำคัญกว่านั้นการรักษาจะช่วยให้คุณภาพชีวิตของคนไข้นั้นดีขึ้นอย่างชัดเจนเมื่อเทียบกับการไม่รักษา”

สำหรับผู้ที่กำลังสงสัยว่าตนเองหรือคนใกล้ชิดจะมีโรคพาร์กินสันหรือไม่ ก็ให้ลองสังเกตจากอาการเบื้องต้นคือ สั่น, เคลื่อนไหวเชื่องช้า, มีภาวะตึงตัวผิดปกติของกล้ามเนื้อและมีการทรงตัวที่ผิดปกติเมื่อเดินหรือไม่ หากมีอาการข้างต้นก็ควรรีบไปพบแพทย์ ถ้าเป็นไปได้ก็ให้เลือกแพทย์ทางประสาทวิทยาเพื่อให้ได้รับการวินิจฉัยที่ถูกต้องแม่นยำมากขึ้น หากตรวจแล้วพบว่าเป็นโรคพาร์กินสันจริง ก็ควรจะปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด ทั้งเรื่องการทานยา และการเฝ้าระวังโรคแทรกซ้อนต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการล้มหรือการมีพฤติกรรมทางสมองที่เปลี่ยนไป นอกจากนั้นยังต้องมีการให้ความรู้กับญาติว่าโรคที่พึงระมัดระวังมีอะไรบ้าง เพราะบางครั้งญาติไม่เข้าใจว่าทำไมคนไข้จึงมีพฤติกรรมที่เปลี่ยนไป ซึ่งหากคนไข้ ญาติ และแพทย์ให้ความร่วมมือกัน เชื่อว่าการรักษาจะได้ผลดีที่สุด

ปัจจุบันยังไม่พบว่ามียาตัวใดที่จะสามารถช่วยป้องกันโรคพาร์กินสันหรือแม้แต่จะชะลอโรคพาร์กินสันให้ดำเนินไปให้ช้าลงได้ ดังนั้นสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับคนที่ยังไม่เป็นหรือเป็นแล้วก็คือการดูแลตัวเองให้แข็งแรง การตรวจสุขภาพเป็นระยะ การทานอาหารที่ถูกต้อง และการออกกำลังกาย ซึ่งจะให้ผลดีกว่าการเฝ้าหายาหรือเครื่องช่วยต่าง ๆ เพื่อหวังที่จะป้องกันโรคพาร์กินสันได้…จริง ๆ แล้วยังมีโรคภัยไข้เจ็บอีกจำนวนมากในโลกนี้ที่มนุษย์เรายังต้องเผชิญ และมีโรคอีกมากมายเหลือเกินที่เราไม่สามารถหาวิธีการป้องกันได้ ทุกอย่างย่อมเป็นไปตามธรรมชาติคือ มีเกิด แก่ เจ็บ และตาย ดังนั้นจึงอยู่ที่ว่าเราจะทำอย่างไรให้ร่างกายที่เสื่อมสภาพหรือเสื่อมสลายไปนั้น ได้รับการดูแลเพื่อให้กลับมามีคุณภาพชีวิตที่ดีได้ใกล้เคียงเหมือนเดิมมากที่สุด

ข้อมูลจาก นายแพทย์อัครวุฒิ  วิริยเวชกุล แพทย์ผู้เชี่ยวชาญจากสถาบันประสาทวิทยา กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข.

นายแพทย์สุรพงศ์ อำพันวงษ์

ที่มา : เดลินิวส์ 30 มิถุนายน 2556

Advertisements