‘กลิ่น’ ช่วยลดความเครียดขณะหลับ

dailynews130930_001หลายคนคงเคยได้ยินเรื่องที่ว่า กลิ่น จะช่วยทำให้เราหลับสบายมากขึ้น แต่ใครจะรู้ว่ายังสามารถลดความเครียดได้อีกด้วย

ข้อมูลจากเว็บไซต์เดลิเมล์ เปิดเผยงานวิจัย พบว่าการสูดดมกลิ่นต่างๆ ขณะนอนหลับนั้น สามารถคลายความกังวล และช่วยลดความเครียดได้

จากการศึกษาในชิคาโก พบว่าอาสาสมัครที่เข้าร่วมการทดลองในครั้งนี้มีสีหน้าสดชื่นเมื่อตื่นนอน มากกว่าตอนก่อนทำการทดลอง โดยมีวิธีการคือ จะใช้กระแสไฟฟ้าอ่อนๆ ร่วมกับการปล่อยกลิ่นเฉพาะเจาะจง เช่น ไม้, กานพลู, รองเท้าใหม่, มะนาวหรือมิ้นท์ ในขณะที่อาสาสมัครกำลังหลับลึก เพราะช่วงการหลับลึกเป็นช่วงของการรวบรวมและฟื้นฟูความทรงจำและทักษะใหม่ๆ จึงกล่าวได้ว่ายิ่งหลับลึกยิ่งส่งผลดี โดยมีการประเมินผลจากปริมาณเหงื่อบนผิวหนังและการสแกนสมอง(ถ่ายภาพด้วยคลื่นสนามแม่เหล็ก)

ทั้งนี้มิใช่เพียงลดความกลัว ความกังวลเท่านั้น ผลการวิจัยในครั้งนี้ยังเชื่อว่า กลิ่นช่วยพัฒนาการป้องกันและรักษาโรคเครียดได้อีกด้วย

ได้ยินอย่างนี้แล้ว ใครที่กำลังเครียด ลองหากลิ่นตามที่ชื่นชอบ ละทิ้งทุกสิ่งอย่าง เพื่อพักสายตานอนหลับ แล้วคุณจะพบว่าเมื่อตื่นเช้ามาความรู้สึกเครียดจะลดน้อยลง.

จิราภา ภิญญสาสน์

ที่มา: เดลินิวส์ 30 กันยายน 2556

.

Related Article :

.

dailymail130923_001

Get over your fears while you sleep: Study finds that SMELLING ‘fear’ at night could help you tackle phobias in the morning

  • Study trained people to associate images, linked to different smells, with fear
  • When exposed to smells during sleep, they woke up less afraid of the image
  • Technique could be used to treat phobias and stress-related disorders

By ELLIE ZOLFAGHARIFARD

PUBLISHED: 15:28 GMT, 23 September 2013

Smells that trigger memories could be used to calm fears while you’re asleep.

This is according to a study in Chicago which trained volunteers to associate images, linked to different smells, with fear.

When they were exposed to these smells during sleep, the test subjects woke up less afraid of the image that it was linked to.

The study, published in Nature Neuroscience, could help develop better treatment for phobias and stress-related disorders.

‘It’s a novel finding,’ said Katherina Hauner, a postdoctoral fellow in neurology at Northwestern University Feinberg School of Medicine and lead author of the study.

‘We showed a small but significant decrease in fear.’ 

Previous research has shown that memory and motor skills can be improved during sleep.

However, it wasn’t previously known that emotions could be manipulated during sleep, according to the researchers.

The study involved 15 test subjects who were each shown two different faces.

They were simultaneously subjected to a mild electric shock and a specific smell including woody, clove, new shoes, lemon or mint.

The volunteers were then monitored in a sleep lab and exposed to the same smell when they were in deep sleep for between five and 40 minutes.

When shown the faces again in the morning, they showed less fear that before they were subjected to the smell while asleep.

Deep sleep, or ‘slow wave’ sleep, is a time when we consolidate new memories and skills.

The effect was strongest for those who slept in deep sleep the longest.

Their response was measured through the amount of sweat on the skin and fMRI (functional magnetic resonance imaging) brain scans.

These revealed changes in the areas linked to memory, such as the hippocampus, and in patterns of brain activity in regions associated with emotion, such as the amygdala.

‘While this particular odorant was being presented during sleep, it was reactivating the memory of that face over and over again which is similar to the process of fear extinction during exposure therapy,’ said Dr Hauner.

‘If it can be extended to pre-existing fear, the bigger picture is that, perhaps, the treatment of phobias can be enhanced during sleep,’ she added.

SOURCE: dailymail.co.uk

Advertisements

ปรับความคิดพิชิตจิตตก

ถึงเวลาที่คนไทยจะพิสูจน์ตัวเองว่า “เจ๋ง” จริง ด้วยวิธีคิดกำราบความฟุ้งซ่านของ “จิต” พร้อมยิ้มกว้างสู้กันใหม่ในปีนี้

ปีเก่าผ่านไป ปีใหม่เวียนมาอีกครา สำหรับคนที่ต้องเจอปัญหามาตลอดปี ไม่ว่าจะตกงาน บ้านน้ำท่วม อ่านหนังสือสอบไม่ทัน ปีใหม่นี้เป็นโอกาสที่ดีสำหรับการเริ่มต้นชีวิตใหม่ ด้วยการปรับความคิดให้ยอมรับกับปัญหา แล้วอุปสรรคที่เข้ามาจะกลายเป็นเรื่องจิ๊บๆ ที่เรายิ้มรับได้ตลอดไป

นพ.โกวิทย์ นพพร จิตแพทย์ โรงพยาบาลมนารมย์ กล่าวว่า ปีที่ผ่านมา คนจำนวนมากตกอยู่ในภาวะของการสูญเสีย ทั้งทรัพย์สิน บ้านเรือน ยานพาหนะ รวมถึงตกงาน เนื่องจากเหตุการณ์น้ำท่วมครั้งใหญ่ จนทำให้หลายคนอยู่ในภาวะจิตตก หรือเครียดตามมา

ความเครียดที่เกิดจากวิกฤติและปัญหาต่าง ๆ ร่างกายและจิตใจจะเกิดปฏิกิริยาความวิตก หรืออาการเครียดมากน้อยแค่ไหน ขึ้นอยู่กับพื้นฐานของจิตใจแต่ละคนว่าเติบโตในครอบครัวแบบไหน เจ้าตัวยอมรับความเป็นจริงได้หรือเปล่า รวมถึงความสูญเสียตามความเป็นจริงที่ได้รับจากเหตุการณ์โดยตรง

ในกลุ่มคนที่มีพื้นฐานความเข้าใจปัญหาและยอมรับได้กับสิ่งที่เกิดขึ้น หรือมีบ้านเก่าที่กำลังอยู่ในช่วงขยับขยายย้ายบ้านพอดี รวมถึงมีที่พักสำรอง เหตุการณ์น้ำท่วมครั้งนี้ อาจจะไม่รู้สึกสูญเสียหรือเสียใจมากเท่าไหร่ แต่กับกลุ่มคนที่เพิ่งซื้อบ้านหลังแรก หรือเรือนหอ หรือไม่มีที่ไปอื่นนอกจากบ้านตัวเอง น้ำท่วมอาจทำให้เกิดความเครียดจากความสูญเสียที่เกิดขึ้นจริงตามมาได้

“อาการจิตตกหรือความวิตก และความเครียด สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน ถือเป็นปฏิกิริยาทางจิตใจต่อการสูญเสีย ส่งผลให้เกิดความเปลี่ยนแปลงทางจิตใจ เช่น นอนไม่หลับ เป็นกังวลกับสิ่งที่เกิดขึ้น ห่วงนั่นห่วงนี่ แต่ยังไม่ถือว่าเป็นโรค เพราะเมื่อเกิดอาการในคนทั่วไปจะหายได้เองในเวลาต่อมาหลังเหตุการณ์จบลง” จิตแพทย์ จากโรงพยาบาลมนารมย์ กล่าว

ความรู้สึกสูญเสียหรือความเครียดที่เกิดขึ้น แบ่งอาการเป็นได้ดังนี้คือ ระยะเริ่มของการเกิดเหตุการณ์ ซึ่งแรกๆ ผู้สูญเสียอาจจะมีความรู้สึกชา ๆ ยังไม่แสดงอาการ แต่เมื่อเวลาผ่านไปจิตใจเริ่มรับรู้ว่ามีการสูญเสียเกิดขึ้น จะเริ่มรู้สึก โกรธ พร้อมกับโทษสิ่งรอบตัวถึงการเป็นสาเหตุที่มาที่ทำให้เขาหรือเธอได้รับผลเช่นนี้ และเมื่อจิตใจเริ่มยอมรับว่ามีความสูญเสียได้แล้ว จะเริ่มเกิดความสิ้นหวัง ท้อแท้ ซึมเศร้า ตามมา

บุคลิกการแสดงออกหลังจากเกิดความเครียด ขึ้นอยู่กับพื้นฐานอารมณ์และจิตใจของแต่ละคน ว่าปกติเป็นคนอารมณ์แบบไหน หากเป็นคนใจร้อน คาดหวังสูง ปฏิกิริยาก็อาจออกมารุนแรง เช่น หงุดหงิด กังวล ปวดศีรษะ ปวดตามเนื้อตัว กระวนกระวาย โมโหง่าย ส่วนคนที่อารมณ์เย็น ใช้เหตุผล อาจมีอาการน้อยกว่าเนื่องจากจิตใจที่ยอมรับได้กับปัญหาที่เกิดขึ้น ทั้งนี้ทั้งนั้นขึ้นอยู่กับความคาดหวังของเจ้าตัวด้วย หากคาดหวังสูงแต่ผลออกมาน้อย เขาก็จะผิดหวังเยอะกว่าเพื่อนก็ได้

คนที่อยู่ในภาวะจิตตกย่อมรู้ตัวเองดีที่สุดว่าตัวเองกำลังจิตตกอยู่เพราะเรื่องอะไร จิตแพทย์ กล่าวและว่า เหตุผลสำคัญในการวิเคราะห์ว่าคนคนนั้นอยู่ในภาวะไหน หรือเสี่ยงจะเป็นโรคเครียดตามมาหรือไม่ ต้องดูด้วยว่า เขาสูญเสียมากน้อยแค่ไหน มีความเดือดร้อนมากกว่าคนรอบตัวเขาหรือเปล่า หรือเป็นคนที่มีนิสัยชอบคิด ชอบวิตกกังวลมากกว่าคนอื่นๆ หรือไม่ รวมถึงมีความเครียดต่อเนื่องมานานแค่ไหน

น้ำท่วมปีนี้เป็นบทเรียนที่ดีให้หลายคนรู้และเข้าใจอะไรหลายอย่าง เพราะได้เห็นแล้วว่าน้ำมามากน้อยแค่ไหน ทำเลที่ตั้งของที่อาศัยมีจุดเด่นจุดด้อยอะไร ปีหน้าหากน้ำมามากอีกจะต้องรับมืออย่างไร หรืออาจวางแผนย้ายที่อยู่เพื่อคลายความเครียดที่เกิดจากความกังวลที่ได้รับจากข่าว ที่วิเคราะห์ออกมาว่าปีหน้าน้ำอาจมามากกว่าเดิม

คนที่ถูกเลิกจ้างงาน อาจเลือกกลับไปตั้งหลักใหม่ ณ ภูมิลำเนาของตน เพื่อหาสมัครงานใหม่ หรืออาจรอฟังนโยบายความช่วยเหลือจากรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาเรื่องคนตกงาน อย่างไรก็ตาม ทุกคนควรช่วยเหลือตัวเองก่อนที่จะคาดหวังความช่วยเหลือจากคนอื่น เพราะเราไม่สามารถกำหนดได้ว่าคนอื่นจะมาช่วยเราได้มากน้อยแค่ไหน มาเมื่อไหร่

สำหรับเด็ก ความสูญเสียอาจไม่ส่งผลถึงสภาพจิตใจเขาโดยตรง โดยเฉพาะในเด็กเล็กระดับประถม เพราะยังอยู่ในวัยที่คิดว่าก็แค่ไปโรงเรียนทำการบ้านส่งครู แต่เด็กโตที่อยู่ในจุดที่ต้องสอบแข่งขัน อาจเกิดความกังวลหรือความเครียดว่าจะเรียนเพื่อไปสอบทันคนอื่นเขาไหม

“ความเครียดที่เกิดกับเด็กโต สาเหตุมาจากกฎกติกาที่ผู้ใหญ่สร้างขึ้น จัดกิจกรรมเรียนเสริมเพื่อให้สอบได้ทันจนเด็กเกิดความวิตกกลัวจะเรียนไม่ทันเพื่อนและสอบไม่ได้ ไม่มีที่เรียน ผู้ใหญ่ควรปรับความคิดใหม่เลิกสร้างบรรยากาศให้เด็กเครียด ลดหย่อนกติกา เพราะจริงๆ แล้ว ในห้องเรียนมีเด็กสามกลุ่มที่ต้องคำนึงถึงคือ ที่เรียนแล้วเข้าใจในครั้งแรก กลุ่มเข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้าง และเด็กที่หัวช้าต้องย้ำหลายรอบถึงเข้าใจ ซึ่งมีโอกาสเครียดมากกว่าเพื่อนเพราะเขาอาจเรียนไม่ทัน” จิตแพทย์จากมนารมย์เสริมว่า การเรียนจบช้าหรือไว ถ้าเขาเรียนอย่างเข้าใจอย่างไรก็จบ จะช้าเร็วก็ได้งานทำเหมือนๆ กัน

และไม่ว่าจะเกิดความเครียดขึ้นสักกี่ครั้ง สุดท้ายเมื่อหาทางออกให้กับปัญหาที่เกิดขึ้นได้อาการจะหายไปเอง แต่หากความเครียดยังคงวนเวียนอยู่อย่างนั้นนานๆ แม้เหตุการณ์จะผ่านไปแล้ว 5-6 เดือน ควรพบจิตแพทย์เพื่อรับคำแนะนำ เพราะนั่นอาจเป็นสัญญาณว่า คนคนนั้นอาจมีแนวโน้มหรือความเสี่ยงที่อาจจะป่วยทางจิตหรือโรคเครียดในเวลาต่อมาได้

“โรคเครียดไม่ได้เกิดขึ้นง่ายๆ ขึ้นอยู่กับเหตุการณ์ที่กระทบจิตใจคนคนนั้นว่ามีความรุนแรงแค่ไหน ถึงขั้นทำให้มีอาการเครียดต่อเนื่องไม่รู้จบหรือเปล่า เพราะจริงๆ แล้ว ไม่ใช่ทุกคนที่เมื่อเกิดความเครียดแล้วจะต้องป่วยเป็นโรคเครียดเหมือนกัน อาจมีเพียง 20% ของคนที่มีความเครียดเป็นทุนเดิม หรือมีแนวโน้มว่าจะป่วยเป็นโรคเครียดหรือโรคซึมเศร้าอยู่แล้ว โดยเฉพาะคนที่มีความทุกข์หรือความเครียดมาก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์สูญเสีย ยิ่งมีความเสี่ยงที่จะเกิดโรคได้มากกว่าคนอื่นและควรปรึกษาจิตแพทย์เพื่อให้รู้เท่าทันอาการและรักษาได้ทัน” คุณหมอโกวิทย์ แนะนำทิ้งท้าย

ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ 10 มกราคม 2555

รู้​กัน​สัก​ที​ ​ใคร​? ‘​เพี้ยน​’-‘​ไม่​เพี้ยน​’​

เปิดตัวอย่างเป็นทางการแล้วสำหรับ “สารพันวันละโรค” คอลัมน์ปลอดสารพิษ ที่พร้อมนำเสนอเรื่องราวน่ารู้เกี่ยวกับสุขภาพของทุกเพศทุกวัย ให้ได้รู้จัก ป้องกัน และหนีห่างจากโรคร้ายนานาชนิด เรื่องแรกเป็นโรคใกล้ตัวที่คนเป็นมักไม่ยอมรับ แต่คนรับมักไม่เป็น

เคยไหม? เวลาไม่พอใจอะไร มักทำเสียงดังตึงตัง เพื่อเรียกร้องความสนใจ พูดจากระทบกระแทกแดกดันคนใกล้ตัวเพื่อความสะใจ หรือแม้กระทั่งใช้เล็บข่วนกับคีย์บอร์ดให้เกิดเสียงดัง “แคร็ก แคร็ก” เหมือนอยากขย้ำศัตรูให้ตายต่อหน้า

หากพบว่าเคยทำอาการบางอย่าง ลองสำรวจตัวเองหรือคนใกล้ตัวดูสิว่า เข้าข่าย “เพี้ยน” หรือไม่ ?

ผศ.นพ.สเปญ อุ่นอนงค์ แพทย์ผู้รักษาอาการทางด้านจิตเวช โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ เล่าให้ทีมเดลินิวส์ออนไลน์ ฟังว่า จิตเวช เป็นกลุ่มอาการของผู้ที่มีความเจ็บป่วยทางจิตและพฤติกรรม แบ่งออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ คือ กลุ่มเพี้ยน (โรคจิตหรือบ้า) และกลุ่มไม่เพี้ยน โดยผลสำรวจจากทั่วโลกพบว่า เพศหญิงมีความเสี่ยงมากถึง 10-20 เปอร์เซ็นต์ ตั้งแต่เกิดจนตายต้องเคยเป็นโรคซึมเศร้าอย่างน้อย 1 ครั้ง ส่วนเพศชายพบน้อยกว่าคือมีเพียง 5-10 เปอร์เซ็นต์ เนื่องจาก เพศชายจะมีความเปลี่ยนแปลงของระบบฮอร์โมนเพศน้อยกว่าเพศหญิง

มาดูกลุ่มแรกกันก่อน สำหรับผู้ที่เข้าข่ายเพี้ยน จะไม่สามารถแยกแยะได้ว่าอะไรจริง-ไม่จริง มีอาการหลงเชื่อผิด ๆ แก้ด้วยเหตุผลไม่ได้ (Delusion) เช่น เชื่อว่ามีจระเข้อยู่ในท้อง แต่เมื่อตรวจดูจนทราบผลว่าไม่มีก็ยังไม่ยอมรับ และมีอาการประสาทหลอน หูแว่ว (Hallucination) เช่น ได้ยินเสียงพูดของคนที่ตายไปแล้วขณะที่กำลังรู้สึกตัว หรือเห็นภาพหลอนใกล้ตัว

ส่วนกลุ่มไม่เพี้ยน การแยกแยะว่าสิ่งไหนจริง-ไม่จริง จะยังดีอยู่ แต่มีอารมณ์แปรปรวน แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือ ไม่เพี้ยนแต่เป็นโรคซึมเศร้า ผู้ที่เข้าข่ายจะมีความรู้สึกเศร้า ไม่มีความสุข กินไม่ได้ นอนไม่หลับ ชอบร้องไห้ อาการดังกล่าวจะเป็นอยู่นาน 6-12 เดือน เมื่อหายก็จะกลับเป็นปกติ และอีกกลุ่มเรียกว่า ไม่เพี้ยนแต่เป็นไบโพลาร์ (Bipolar) บางครั้งจะมีอาการเหมือนซึมเศร้า หรือมีอาการตรงข้ามกับซึมเศร้า คือ เฮฮา คึกคัก ก้าวร้าว สร้างความเดือดร้อน อารมณ์ทางเพศสูง มีอาการที่เข้าข่ายหรือทั้งหมดรวมกันนาน 3-6 เดือน แล้วจะหายเป็นปกติ

คุณหมอสเปญ ย้ำว่า กลุ่มไม่เพี้ยน จะมีอาการเพียงระยะเวลาหนึ่ง แต่หากมีอาการรุนแรง เรื้อรัง ก็อาจทำให้เกิดภาวะตัดสินใจบกพร่อง และพัฒนาจนเข้าขั้นเพี้ยนได้ 

นอกจากนี้ โรคเครียด ยังเป็นอีกโรคที่รวมอยู่ในกลุ่มไม่เพี้ยน ผู้ที่ขาดความมั่นใจ ไม่ชอบพึ่งพาตนเอง ไม่เข้มแข็ง ไม่สามารถปรับตัวให้เข้ากับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นได้ จัดว่าเป็นกลุ่มเสี่ยงที่อาจเป็นโรคเครียดได้ง่าย

เครียดหรือไม่เครียด รู้ได้อย่างไร มาสำรวจกัน แต่บอกไว้ก่อนว่าหากมีอาการเพียง 1 ใน 3 ถือว่าเข้าข่ายโรคเครียดแล้ว เริ่มจาก รู้สึกเป็นทุกข์ทรมาน, ไม่สามารถทำงานหรือเรียนหนังสือได้, สร้างพฤติกรรมที่อาจเกิดผลเสียตามมา เช่น เครียดจนทำร้ายตนเองหรือผู้อื่น ใช้เงินเกินตัวจนเป็นหนี้ ถ้าอาการเหล่านี้ยังคงอยู่ คิดไม่ตก แก้ไม่หาย การปรึกษาจิตแพทย์เป็นทางออกที่ดี ก่อนที่โรคเครียดจะแปรเปลี่ยนเป็น “โรคซึมเศร้า

หากไม่อยากตกอยู่ในภาวะเครียด จนก่อให้เกิดอาการทางประสาท ทำได้ไม่ยากเพียงรู้ทัน “จิตใจ” ของตนเอง มองปัญหาให้ชัดเจนแล้วหาทางแก้ไข เพราะทุกปัญหามีทางออกเสมอ

ด้วยความปรารถนาดี takecareDD@gmail.com

 

 

ที่มา: เดลินิวส์  17 สิงหาคม 2552