กายภาพบำบัดฟื้นฟู ‘แผลเบาหวาน’ ลดการสูญเสีย ช่วยรักษาสมดุลร่างกาย

dailynews140309_001bปัญหาสุขภาพเป็นปัญหาหนึ่งที่บั่นทอนคุณภาพชีวิตและกลายเป็นภาระค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลในระยะยาว แต่ถ้าหากมีแนวทางในการรักษาที่ถูกวิธีก็จะช่วยทำให้คนไข้กลับมามีสุขภาพที่ดีได้ โดยโรคที่ก่อให้เกิดปัญหาดังกล่าวหนึ่งในนั้นก็คือ “โรคเบาหวาน” !

dailynews140309_001a

นพ.วรวัฒน์ เอียวสินพานิช แพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู ศูนย์ฟื้นฟูสมรรถภาพ โรงพยาบาลปิยะเวท ให้ความรู้เกี่ยวกับโรคเบาหวานว่า เกิดจากความผิดปกติของร่างกายที่มีการผลิตฮอร์โมนอินซูลินไม่เพียงพอส่งผลให้ระดับน้ำตาลในกระแสเลือดสูงเกิน คือ มากกว่า 126 มิลลิกรัมต่อเลือด 100 มิลลิลิตร โดยแบ่งออกเป็น 2 ชนิด ได้แก่ โรคเบาหวานชนิดที่ 1 ร่างกายหยุดสร้างอินซูลินหรือสร้างได้น้อยมาก มักพบในเด็กอายุ  6-8 ปีขึ้นไป มีรูปร่างซูบผอม และโรคเบาหวานชนิดที่  2 เป็นเบาหวานที่มักพบในผู้ที่มีอายุประมาณ 40 ปีขึ้นไป สาเหตุไม่ทราบชัดเจน แต่มีส่วนเกี่ยวกับพันธุกรรม น้ำหนักตัวที่มากขาดการออกกำลังกาย อีกทั้งวัยที่เพิ่มขึ้น โดยเซลล์ของผู้ป่วยยังคงมีการสร้างอินซูลินแต่ทำงานไม่เป็นปกติ

“เมื่อน้ำตาลในเลือดสูงก็จะทำ ให้เกิดน้ำตาลเพิ่มขึ้นตามหลอดเลือด หากสูงมาก ๆ จะส่งผลต่อนิ้วเท้า เท้า นิ้วมือ โดยโรคเบาหวานจะส่งผลต่อหลอดเลือดทำให้หลอดเลือดเปราะพอหลอดเลือดเปราะร่างกายจะมีการสร้างหลอดเลือดขึ้นมาใหม่ทดแทน แต่จะเป็นหลอดเลือดฝอยเล็ก ๆ ซึ่งจะมีความแข็งแรงน้อยทำให้มีโอกาสเส้น เลือดแตกมีรอยเขียวเป็นจ้ำ ๆ ขึ้นมาได้ง่าย อีกทั้งยังทำให้เม็ดเลือดโดยเฉพาะเม็ดเลือดขาวที่ทำหน้าที่ในการดักจับเชื้อ โรคหรือฆ่าเชื้อโรคที่เข้าสู่ร่างกาย และการสมานแผลทำได้แย่ลง รวมไปถึง ระบบประสาทก็ทำงานแย่ลงเช่นกัน”

dailynews140309_001c

คนไข้ที่เป็นโรคเบาหวานมานานกว่า 5 ปีขึ้นไป แม้จะควบคุมน้ำตาลได้ดี แต่โอกาสที่จะเกิดอาการชาตามนิ้วมือ นิ้วเท้า มีมากขึ้นตามลำดับ บางคนเริ่มจากมีแผลเล็ก ๆ ที่ปลายเท้าก็จะมีการลามเป็นแผลใหญ่และหายยาก ซึ่งทำให้มีโอกาสที่จะถูกตัดนิ้วมือ นิ้วเท้า หรือบางคนก็มีโอกาสที่จะถูกตัดขาได้

การกายภาพบำบัด นับเป็นการรักษาผู้ป่วยโรคเบาหวานอีกแนวทางหนึ่งที่จะช่วยฟื้นฟูแผล เพื่อลดการสูญเสียอวัยวะและมีโอกาสหายมากขึ้น ซึ่งสามารถทำได้โดยจะต้องมีการ ประเมินลักษณะรูปเท้าของคนไข้ เสียก่อน เพราะบางครั้งคนไข้มีรูปเท้าที่ผิดปกติ เช่น เท้าแบน เท้าล้ม เท้าแบะ เพื่อปรับเปลี่ยนรองเท้าให้เข้ากับรูปเท้าของคนไข้มากที่สุด

หลังจากที่มีการปรับรองเท้าหรือเพิ่มแผ่นรองรองเท้าแล้ว แพทย์จะใช้เครื่องมือทางกายภาพบำบัดบางอย่างที่จะทำให้มีการสมานของแผลได้เร็วขึ้น โดยเครื่องมือแรก คือ Anodyne เป็นการใช้แสงอินฟาเรดโดยจะใช้แผ่นติดตามตำแหน่งของชีพจร ตามตำแหน่งของเส้นประสาท จากนั้นจะปล่อยแสงอินฟาเรดเพื่อให้มีการหมุนเวียนของเลือดและกระแสประสาทที่ดีขึ้น โดยจะทำวันเว้นวัน ในส่วนของแผลประมาณ 1 สัปดาห์จะเริ่มเห็นผล ส่วนในเรื่องของอาการชาหลังจากที่แพทย์ดำเนินการไปแล้วประมาณ 1 เดือน ถึงจะเห็นผล

dailynews140309_001d

วิธีต่อมา คือ การใช้เลเซอร์ แต่เป็นเลเซอร์ของกายภาพบำบัดซึ่งจะเป็นเลเซอร์พลังงานต่ำไม่ทำให้ผิวหนังเกิดอาการไหม้ โดยจะฉายไปยังบริเวณที่เป็นแผล ห่างจากแผลประมาณ 1 เซนติเมตร โดยจะขยับเลเซอร์ไปรอบแผล จุดละประมาณ 20 นาที เมื่อครบรอบแผลจึงหยุด โดยจะทำทุกวันเช่นกัน เพื่อกระตุ้นให้เนื้อเยื่อมีการสร้างเซลล์ใหม่หรือมีการสมานแผลที่เร็วขึ้นกว่าการที่จะล้างแผลเพียงอย่างเดียว เพื่อลดโอกาสของการถูกตัดนิ้วเท้า หรือเท้าไปได้ ซึ่งคนไข้ที่มีการตอบสนองดีเมื่อทำไปได้ 2 วัน จะเห็นผลที่ดีขึ้นแล้ว แต่โดยเฉลี่ยประมาณ 1 สัปดาห์ จึงจะเห็นผล

หลังจากการทำกายภาพบำบัดในส่วนที่เป็นแผลแล้ว คนไข้ส่วนใหญ่จะมีความรู้สึกของเท้าน้อยลง เวลาเดินบางคนมีความรู้สึกว่าเหมือนเท้าลอย ๆ หรือบางคนเดินแล้วเหมือนจะล้ม เนื่องมาจากว่า การรับรู้ของข้อในฝ่าเท้ามีน้อยลง ตรงนี้จะมีวิธีการฝึกความรู้สึก การรับรู้ให้กลับคืนมาใหม่ โดยการใช้เครื่องมือที่มีชื่อว่า Sensory Re- education เป็นเทคนิคเพื่อให้การรับรู้ของข้อดีขึ้น โดยจะให้คนไข้เดินบนพื้นผิวลักษณะต่าง ๆ เช่น พื้นผิวเป็นเส้นตรง พื้นผิวเป็นปุ่ม พื้นผิวหยาบ รวมทั้งการรับรู้จากการใช้อุปกรณ์ในแบบต่าง ๆ เช่น สำลี แปรงขนนุ่ม แปรงขนแข็ง โดยให้คนไข้ได้สัมผัสกับอุปกรณ์ดังกล่าวในบริเวณที่ไม่มีความรู้สึก ทำอย่างละ 5-10 นาที

ตลอดจน การจัดโครงสร้างร่างกายให้คนไข้ เนื่องจากส่วนใหญ่คนไข้ที่เป็นเบาหวานมักจะมีน้ำหนักตัวมาก จึงมีการแนะนำในเรื่องของการออกกำลังกายเพื่อลดน้ำหนัก เพราะนอกจากจะช่วยในเรื่องของโรคเบาหวานแล้วยังช่วยในเรื่องความแข็งแรงของร่างกายด้วย เช่น ทำให้หัวใจและหลอดเลือดดีขึ้น สามารถคุมเบาหวาน คุมความดันโลหิตได้ดีขึ้น โดยจะต้องมีการตรวจเช็กร่างกายผู้ป่วยซึ่งจะเป็นอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ โดยจะวางกล้องไว้แล้วให้คนไข้ยืนติดแผ่นมาร์คเกอร์ที่หัวไหล่ ลำตัว ตะโพก ข้อเท้า เพื่อถ่ายรูปดูว่าหัวไหล่เอียงหรือไม่ ตะโพกเป็นอย่างไร ดูแนวของน้ำหนักที่ตกลงมาว่ามีความสมดุลหรือไม่

“หากมีความผิดปกติก็จะดำเนินการแก้ไขในส่วนที่ผิดปกตินั้น โดยให้คนไข้มีการออกกำลังกายที่ถูกวิธี แก้ไขส่วนที่ผิดปกติของร่างกายให้กลับมาเป็นปกติมากขึ้น เช่น คนไข้ที่หลังค่อมแพทย์จะแนะนำท่าออกกำลังกายที่จะทำให้คนไข้แอ่นหลังขึ้นมา หรือคนไข้ที่ยืนแอ่นพุงก็จะแนะนำท่าออกกำลังกายที่จะทำให้หลังแข็งแรงขึ้นเพื่อดึงพุงกลับเข้าไปทำให้กล้ามเนื้อแข็งแรงเพื่อเป็นตัวพยุงธรรมชาติให้กับผู้ป่วย ซึ่งการทำกายภาพบำบัดให้กับผู้ป่วยเบาหวานนอกจากจะลดโอกาสการสูญเสียอวัยวะและมีโอกาสหายมากขึ้น ยังได้เรียนรู้วิธีการออกกำลังกายที่เหมาะสมกับตนเองด้วย”

นพ.วรวัฒน์ กล่าวถึงข้อแนะนำในการดูแลตัวเองของผู้ป่วยโรคเบาหวานว่า หากเป็นมานานกว่า 5 ปี มีโอกาสที่แผลจะหายยาก ฉะนั้นจึงมีคำกล่าวที่ว่าคนไข้จะต้องดูแลเท้าให้มากกว่าดูแลหน้า โดยเวลาที่อาบน้ำหมั่นสังเกตตามจมูกเล็บ ซอกเล็บ ฝ่าเท้า ว่ามีแผลเกิดขึ้นหรือไม่ ถ้ามีแผลในเบื้องต้นจะสามารถรักษาได้เร็วและหายได้ เพราะคนไข้บางรายมีแผลแต่ไม่รู้สึกเจ็บจึงทำให้แผลลามกลายเป็นแผลใหญ่ขึ้นและรักษายาก.

ที่มา : เดลินิวส์  9 มีนาคม 2557

Advertisements

ทำงานกะกลางคืน ร่างกายปั่นป่วน

thairath140124_001ศูนย์วิจัยการนอนแห่งอังกฤษบอกเตือนว่า การทำงานกะกลางคืน จะเป็นเหตุให้ระบบของร่างกายรวน และก่อผลเสียหายระยะยาวขึ้นได้ ทั้งยังต้องเสี่ยงกับโรคเบาหวานชนิดที่ 2 โรคหัวใจและโรคมะเร็งด้วย

ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่า คนเรามีนาฬิกาในตัวที่คอยควบคุมให้เราหลับนอนตอนกลางคืน และทำงานตอนกลางวัน การที่ต้องอดนอนมาทำงานตอนกลางคืน ได้สร้างความเสียหายขึ้นอย่างรวดเร็วน่าประหลาด กระทบกระเทือนไปตลอดทั่วสรรพางค์กาย ส่วนต่างๆต้องรวนเรไปหมด ไม่ว่าจะเป็นระดับฮอร์โมน อุณหภูมิของร่างกาย สมรรถภาพด้านกีฬา พื้นฐานอารมณ์และการทำงานของสมอง ไปจนถึงระดับที่ลึกที่สุดของอณู

ศาสตราจารย์เดิร์กแจน ดจิก มหาวิทยาลัยเซอร์เรย์ ได้วาดภาพให้เห็นว่า “เหตุอลหม่านนี้ เทียบได้เหมือนกับอยู่ในบ้านหลังหนึ่ง ที่ทุกห้องในบ้านล้วนแต่มีนาฬิกาประจำ แต่บัดนี้นาฬิกาในห้องทุกเรือนต่างล้วนหยุดชะงักหมดแล้ว บ้านหลังนั้นจะเกิดโกลาหลสักแค่ไหน”.

ที่มา: ไทยรัฐ 24 มกราคม 2557

.

Related Article:

.

bbc140121_001

Night work ‘throws body into chaos’

By James Gallagher
Health and science reporter, BBC News
21 January 2014

Doing the night shift throws the body “into chaos” and could cause long-term damage, warn researchers.

Shift work has been linked to higher rates of type 2 diabetes, heart attacks and cancer.

Now scientists at the Sleep Research Centre in Surrey have uncovered the disruption shift work causes at the deepest molecular level.

Experts said the scale, speed and severity of damage caused by being awake at night was a surprise.

The human body has its own natural rhythm or body clock tuned to sleep at night and be active during the day.

It has profound effects on the body, altering everything from hormones and body temperature to athletic ability, mood and brain function.

The study, published in Proceedings of the National Academy of Sciences, followed 22 people as their body was shifted from a normal pattern to that of a night-shift worker.

Blood tests showed that normally 6% of genes – the instructions contained in DNA – were precisely timed to be more or less active at specific times of the day.

Once the volunteers were working through the night, that genetic fine-tuning was lost.

Chrono-chaos

“Over 97% of rhythmic genes become out of sync with mistimed sleep and this really explains why we feel so bad during jet lag, or if we have to work irregular shifts,” said Dr Simon Archer, one of the researchers at the University of Surrey.

Fellow researcher Prof Derk-Jan Dijk said every tissue in the body had its own daily rhythm, but with shifts that was lost with the heart running to a different time to the kidneys running to a different time to the brain.

He told the BBC: “It’s chrono-chaos. It’s like living in a house. There’s a clock in every room in the house and in all of those rooms those clocks are now disrupted, which of course leads to chaos in the household.”

Studies have shown that shift workers getting too little sleep at the wrong time of day may be increasing their risk of type-2 diabetes and obesity.

Others analyses suggest heart attacks are more common in night workers.

Prof Dijk added: “We of course know that shift work and jet lag is associated with negative side effects and health consequences.

“They show up after several years of shift work. We believe these changes in rhythmic patterns of gene expression are likely to be related to some of those long-term health consequences.”

Prof Hugh Piggins, a body-clock researcher from the University of Manchester, told the BBC: “The study indicated that the acute effects are quite severe.

“It is surprising how large an effect was noticed so quickly, it’s perhaps a larger disruption than might have been appreciated.”

He cautioned that it was a short-term study so any lasting changes are uncertain, but “you could imagine this would lead to a lot of health-related problems”.

SOURCE : bbc.co.uk

พบอาหารเช้า เป็นมื้อเพื่อชีวิต

thairath130919_001

ทุกวันนี้ เรามักจะได้ยินคำแนะนำว่า อาหารเช้าเป็นมื้อสำคัญที่สุดของวันบ่อยขึ้น และคงจะได้ยินกันจนหูชา ไปจนกว่าทุกคนจะกินอาหารมื้อเช้ากันหมด

จากการศึกษาที่ทำมาแล้ว พอจะพบคุณความดีของการกินอาหารเช้าประจำเหล่านี้ได้ว่าวารสาร “โภชนศาสตร์คลินิกอเมริกัน” เคยรายงานผลการศึกษาว่า สตรีที่อดอาหารเช้าเฉลี่ยสัปดาห์ตั้งแต่ 0-6 ครั้ง จะล่อแหลมกับที่จะเป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 เมื่อเทียบกับผู้ที่กินประจำกว่ากัน 6 เท่า

วารสาร “การไหลเวียนของโลหิต” ของสหรัฐฯ เปิดเผยผลการศึกษาว่า ผู้ชายวัยระหว่าง 45-82 ปีที่กินอาหารเช้าจะเสี่ยงกับโรคหัวใจน้อยกว่าผู้ที่งดอาหาร นอกจากนั้น การไม่กินอาหารเช้ายังทำให้เสี่ยงกับโรคความดันโลหิต ดื้ออินซูลินและระดับน้ำตาลในเลือดสูงด้วย

วารสารสมาคมผู้ชำนาญการกำหนดอาหารอเมริกันแจ้งว่า ในการทบทวนผลการศึกษาเกี่ยวกับอาหารเช้า 47 เรื่องด้วยกันพบว่า การกินอาหารเช้าทำให้สติปัญญาและความจำดีขึ้น หรืออาจพูดได้ว่า การกินอาหารเช้าเป็นการกระทำที่ฉลาด.

ที่มา: ไทยรัฐ 19 กันยายน 2556

.

Related Article:

.

Big Breakfast May Be Best for Diabetes Patients

Study found morning meal rich in protein, fat actually curbed hunger, helped control blood sugar levels

By Dennis Thompson
HealthDay Reporter

THURSDAY, Sept. 26 (HealthDay News) — A hearty breakfast that includes protein and fat may actually help people with type 2 diabetes better control both their hunger and their blood sugar levels.

Patients who ate a big breakfast for three months experienced lower blood sugar (glucose) levels, and nearly one-third were able to reduce the amount of diabetic medication they took, according to an Israeli study that was scheduled for presentation Wednesday at the European Association for the Study of Diabetes annual meeting in Barcelona.

“The changes were very dramatic,” said Dr. Joel Zonszein, director of the Clinical Diabetes Center at Montefiore Medical Center in New York City. “I’m impressed with these findings,” added Zonszein, who was not involved with the study. “We should see if they can be reproduced.”

The researchers based their new study on previous investigations that found that people who regularly eat breakfast tend to have a lower body mass index (BMI) than those who skip the meal. BMI is a measurement that takes into account height and weight. Breakfast eaters also enjoy lower blood sugar levels and are able to use insulin more efficiently.

The trial randomly assigned 59 people with type 2 diabetes to either a big or small breakfast group.

The big breakfast contained about one-third of the daily calories that the diabetic patients would have, while the small breakfast contained only 12.5 percent of their total daily energy intake. The big breakfast also contained a higher percentage of protein and fat.

Doctors found that after 13 weeks, blood sugar levels and blood pressure dropped dramatically in people who ate a big breakfast every day. Those who ate a big breakfast enjoyed blood sugar level reductions three times greater than those who ate a small breakfast, and blood pressure reductions that were four times greater.

About one-third of the people eating a big breakfast ended up cutting back on the daily diabetic medication they needed to take. By comparison, about 17 percent of the small breakfast group had to increase their medication prescriptions during the course of the trial.

The people eating a big breakfast also found themselves less hungry later in the day.

“As the study progressed, we found that hunger scores increased significantly in the small breakfast group while satiety scores increased in the big breakfast group,” study co-author Dr. Hadas Rabinovitz, of the Hebrew University of Jerusalem, said in a news release from the association. “In addition, the big breakfast group reported a reduced urge to eat and a less preoccupation with food, while the small breakfast group had increased preoccupation with food and a greater urge to eat over time.”

Rabinovitz speculated that a big breakfast rich in protein causes suppression of ghrelin, which is known as the “hunger hormone.”

The protein in the breakfast also likely helped control the patients’ blood sugar levels, said Vandana Sheth, a certified diabetes instructor and registered dietitian in Los Angeles and a spokeswoman for the Academy of Nutrition and Dietetics.

“We know when you eat carbohydrates, they can elevate blood sugar within 15 minutes to an hour,” Sheth said. “Protein takes longer to convert into glucose, as long as three hours, and not all of it goes to glucose. Some of it is used to repair muscle, for example. So it’s not a direct effect — 100 percent of the carbs you eat convert to glucose, while only a portion of protein you eat converts to glucose.”

Zonszein said he has concerns about the study. For example, he said both the size and the length of the trial were insufficient, and he questioned why so many participants left before its conclusion.

However, he said the results were impressive enough that he might try the dietary strategy out in his own practice.

“It’s a virtually benign manipulation of the meal pattern,” Zonszein said. “I want to give it to my nutritionist to see what she thinks, and we may end up using it with several of our patients.”

The data and conclusions of research presented at medical meetings should be viewed as preliminary until published in a peer-reviewed journal.

More information

For more information on a diabetic diet, visit the U.S. National Library of Medicine.

SOURCES: Joel Zonszein, M.D., director, Clinical Diabetes Center, Montefiore Medical Center, New York City; Vandana Sheth, certified diabetes instructor and registered dietitian, Los Angeles, and spokeswoman, Academy of Nutrition and Dietetics; Sept. 25, 2013, presentation, European Association for the Study of Diabetes annual meeting, Barcelona

Last Updated: Sept. 26, 2013

SOURCE : healthday.com

อาหารเมดิเตอร์ฯ กันชนหลายโรค

thairath130425_001วารสารวิชาการ “แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคชรา วิทยาศาสตร์ ชีวภาพ และวิทยาศาสตร์การแพทย์” รายงานว่า มีการศึกษาพบว่าอาหาร แบบของชาวเมดิเตอร์เรเนียนจะช่วยป้องกันโรคความดันโลหิต โรคเบาหวานชนิดที่ 2 โรคข้ออักเสบ และโรคหัวใจและหลอดเลือดได้บ้าง

รายงานเปิดเผยรายละเอียดว่า อาหารแบบนี้ โดยเฉพาะช่วยลดอาการเลือดมีกรดยูริกเกิน เพราะการมีกรดยูริกสูงในเลือดเป็นสาเหตุให้เป็นโรคลงพุง ความดันโลหิตสูง โรคเบาหวานชนิดที่ 2 โรคเกาต์ โรคหัวใจ และหลอดเลือด

อาหารของชาวเมดิเตอร์เรเนียนประกอบด้วย ผัก ผลไม้ น้ำมันมะกอก ถั่วและข้าวกล้อง ไม้จำพวกมีฝัก เช่น ทองหลาง กระถิน ถั่ว เหล้าไวน์เล็กน้อย นมเนย เป็ด ไก่ ห่านที่เลี้ยงไว้กินเนื้อและกินไข่ เนื้อแดงปริมาณน้อย และครีม ล้วนแต่มีคุณสมบัติของการต่อต้านอนุมูลอิสระ และต้านการอักเสบทั้งสิ้น

การศึกษาครั้งนี้มุ่งหาความสัมพันธ์ของอาหารแบบเมดิเตอร์เรเนียนกับผู้สูงอายุและความเสี่ยงกับอาการเลือดมีกรดยูริกเกินโดยตรง.

ที่มา :  ไทยรัฐ 25 เมษายน 2556

.

Related Article :

.

Experts Examine Mediterranean Diet’s Health Effects for Older Adults

Apr. 18, 2013 — According to a study published in the Journals of Gerontology Series A: Biological Sciences and Medical Sciences, a baseline adherence to a Mediterranean diet (MeDiet) is associated with a lower risk of hyperuricemia, defined as a serum uric acid (SUA) concentration higher than 7mg/dl in men and higher than 6mg/dl in women.

Hyperuricemia has been associated with metabolic syndrome, hypertension, type 2 diabetes mellitus, chronic kidney disease, gout, and cardiovascular morbidity and mortality. The MeDiet is characterized by a high consumption of fruits, vegetables, legumes, olive oil, nuts, and whole grain; a moderate consumption of wine, dairy products, and poultry, and a low consumption of red meat, sweet beverages, creams, and pastries. Due to its antioxidant and anti-inflammatory properties, the MeDiet might play a role in decreasing SUA concentrations.

Conducted by Marta Guasch-Ferré and 11 others, this study is the first to analyze the relationship between adherence to a MeDiet in older adults and the risk of hyperuricemia. The five-year study looks at 7,447 participants assigned to one of three intervention diets (two MeDiets enriched with extra virgin olive oil or mixed nuts, or a control low-fat diet). Participants were men aged 55 to 80 years and women aged 60 to 80 years who were free of cardiovascular disease but who had either type 2 diabetes mellitus or were at risk of coronary heart disease.

The findings below demonstrate the positive health effects of a MeDiet in older adults:

  • Rates of reversion were higher among hyperuricemic participants at baseline who had greater adherence to the MeDiet.
  • Consuming less than one serving a day of red meat compared with higher intake is associated with 23 percent reduced risk of hyperuricemia.
  • Consuming fish and seafood increased the prevalence of hyperuricemia.
  • Drinking more than seven glasses of wine per week increased the prevalence of hyperuricemia.
  • Consuming legumes and sofrito sauce reduced the prevalence of hyperuricemia.
  • Reversion of hyperuricemia was achieved by adherence to the MeDiet alone, without weight loss or changes to physical activity.

Story Source:

The above story is reprinted from materials provided by The Gerontological Society of America.

Journal Reference:

  1. Marta Guasch-Ferré, Mònica Bulló, Nancy Babio, Miguel A. Martínez-González, Ramon Estruch, María-Isabel Covas, Julia Wärnberg, Fernando Arós, José Lapetra, Lluís Serra-Majem, Josep Basora, And Jordi Salas-Salvadó.Mediterranean Diet and Risk of Hyperuricemia in Elderly Participants at High Cardiovascular Risk.Journals of Gerontology Series A: Biological Sciences and Medical Sciences,, 2013 DOI: 10.1093/gerona/glt028

SOURCE : www.sciencedaily.com