ออกกำลังไม่ลบ ภัยการนั่งนาน

thairath150127นักวิจัยของสถาบันพักฟื้นของแคนาดา อ้างว่า ทราบผลจากการศึกษาว่า การนั่งเป็นเวลานานหลายชั่วโมงจะยิ่งเสี่ยงกับโรคเบาหวาน หัวใจ มะเร็ง และการเสียชีวิตหนักขึ้น ถึงแม้จะเป็นผู้ออกกำลังประจำอยู่ก็ตาม ค้านกับความเชื่อที่เป็นมานานแล้วที่ว่า แค่ได้ออกกำลังนาน 1 ชั่วโมง ก็สามารถล้างโทษของการนั่งๆนอนๆนานๆออกได้หมด

นักวิจัยกล่าวว่า ได้ศึกษาด้วยการเอาผลการศึกษาที่แล้วๆมา 47 เรื่องด้วยกัน มาตรวจทบทวนดูอีกหนหนึ่ง

นักศึกษาปริญญาเอกผู้เป็นหัวหน้านักวิจัยเปิดเผยว่า “เราได้พบว่า การนั่งๆนอนๆนานๆ มีส่วนเกี่ยวพันกับโรคร้ายเหล่านี้อยู่อย่างแน่นหนา โดยชี้ให้เห็นว่า “เมื่อตอนเรายืน กล้ามเนื้อบางมัดในตัวเราจะต้องทำงานหนักมาก ในการที่จะทำให้เรายืนได้ตรง” แล้วบอกต่อไปว่า “แต่เมื่อเรานั่งนานๆการเผาผลาญอาหารให้เป็นพลังงานของเราจะหยุดชะงักลง การประพฤติเช่นนี้จะทำให้เกิดโทษหลายประการ”

เขายังได้แนะนำวิธีบรรเทาความเสียหายจากการนั่งจุมปุ๊กนานว่า หากนั่งนานทุกๆครึ่งชั่วโมงก็ควรจะลุกขึ้นพัก หรือเดินระหว่าง 1-3 นาที ถ้าหากนั่งดูทีวี ก็ควรจะลดเวลาดูให้น้อยลง ระหว่าง 15-20 นาที

ทุกวันนี้มีผู้เสียชีวิตเกือบปีละ 3.2 ล้านคน เพราะขาดการออกกำลัง องค์การอนามัยโลกได้กล่าวโทษการไม่ยอมออกกำลังเป็นมัจจุราชชั้นนำอันดับ 4 ของการเสียชีวิตทั่วโลก.

ที่มา : ไทยรัฐ  27 มกราคม 2558

Advertisements

“ข้าวไทย” ป้องกันโรค ช่วยผิวสวย

manager141008_02โรคเบาหวานเป็นหนึ่งในโรคประจำตัวที่คนไทยป่วยกันมาก สาเหตุหนึ่งมาจากพฤติกรรมการกิน โดยเฉพาะอาหารรสชาติ หวาน มัน เค็ม อย่างไรก็ตาม นางรัชนี คงคาฉุยฉาย อาจารย์สถาบันวิจัยโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล มองว่าคนไทยซึ่งบริโภคข้าวเป็นหลักนั้น “ข้าว” สามารถช่วยป้องกันโรคได้หากกินให้เป็นยา

โดยเฉพาะหากมีการปรับปรุงสายพันธุ์ข้าวไทยให้มีดัชนีน้ำตาลต่ำ จะช่วยควบคุมน้ำหนักตัว ป้องกันการเกิดโรคอ้วน เหมาะสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน

ส่วนการศึกษาคุณสมบัติข้าวสายพันธุ์พื้นเมืองของไทย นางรัชนี เปิดเผยว่า ข้าวเหลือง ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่ปลูกภาคอีสานมีปริมาณโฟเลต ซึ่งช่วยป้องกันโรคปากแหว่งเพดานโหว่ และป้องกันภาวะสมองเสื่อม หรืออัลไซเมอร์ ในผู้สูงอายุได้จำนวนสูงถึง 100 ไมโครกรัม ต่อ 100 กรัม ขณะที่คนปกติต้องการโฟเลตวันละ 400 ไมโครกรัม แต่ปัญหาคือข้าวสายพันธุ์นี้ค่อนข้างแข็งจึงต้องมีการศึกษาและพัฒนาให้ข้าวอ่อนนุ่มมากขึ้น

 ข้าวเจ้าลอย หรือ ข้าวหนีน้ำมีปริมาณโฟเลตและฟอสฟอรัสต่ำเหมาะสำหรับผู้ป่วยโรคไต ซึ่งเป็นที่ต้องการของกลุ่มแพทย์ แต่ปริมาณข้าวมีไม่เพียงพอ อย่างไรก็ตาม ขณะนี้อยู่ระหว่างการของบประมาณเพื่อศึกษา

ข้าวกล่ำ มีสารแอนโทไซยานินสูง ซึ่งช่วยเรื่องผิวพรรณ ชะลอการเหี่ยวย่น ที่น่าสนใจคือมีความคล้ายคลึงกับข้าวดำของจีนที่สกัดเอาสารสำคัญไปให้หนูทดลองกินอย่างสม่ำเสมอ แล้วเอาดวงตาหนูไปจ่อกับรังสีอัลตราไวโอเลต เพื่อเร่งให้เกิดต้อกระจบ โดยพบว่าหนูที่ได้รับสารสกัดจากข้าวดำมีดวงตาเป็นปกติ แต่หนูที่ไม่ได้รับสารพบว่าเรตินาถูกทำลายลง

“เรากำลังค้นหาพันธุ์ข้าวที่มีในประเทศไทยเพื่อศึกษาคุณสมบัติ คุณค่าทางโภชนาการ และความจำเพาะต่อโรคบางโรคว่ามีหรือไม่อย่างไร เพราะถ้าหวังให้มีการปรับปรุงสายพันธุ์นั้นค่อนข้างใช้เวลานาน ซึ่งหากพบแล้วจะเป็นสร้างความมั่นคงทางอาหารของประเทศ การสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ เกษตรกรก็จะไม่ละทิ้งที่ดินของตัวเอง” นางรัชนี กล่าว

ที่มา: ASTVผู้จัดการออนไลน์ 8 ตุลาคม 2557

พฤติกรรมเสี่ยงต่อการเกิด ’โรคหัวใจ’ ในคนไทย

dailynews140823_02โรคหัวใจ เป็นโรคที่คร่าชีวิตคนไทยมากที่สุดในลำดับต้น ๆ สาเหตุสำคัญก็เกิดขึ้นได้จากหลายปัจจัย การหาแนวทางป้องกันและกระบวนการรักษาจึงมีความสำคัญมาก เพื่อที่จะให้ผู้ป่วยโรคหัวใจหายขาดและกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างเป็นปกติเหมือนคนธรรมดาทั่วไป

ปัญหาโรคหัวใจในปัจจุบันมีหลากหลายแบบ เช่น หัวใจผิดปกติตั้งแต่กำเนิด หัวใจอุดตัน หัวใจล้มเหลว ระบบไฟฟ้าในหัวใจเต้นผิดปกติ แต่โรคหัวใจที่ทำให้คนไทยเสียชีวิตได้มาก จะเป็นกรณีหัวใจขาดเลือด และหลอดเลือดอุดตัน ที่มักจะพบอยู่เป็นประจำในผู้ใหญ่และผู้สูงอายุ

เมื่อพบว่าเป็นหัวใจขาดเลือดและหลอดเลือดอุดตัน ก็มักจะมีอาการตามมาด้วยโรคหัวใจล้มเหลว หัวใจวาย มีภาวะหัวใจเต้นผิดปกติเพราะหัวใจขาดเลือด และส่งผลให้ระบบไฟฟ้าในหัวใจรวนได้อีกด้วย ซึ่งในปัจจุบันโรคหัวใจและหลอดเลือดจะทำให้มีผู้เสียชีวิตมากถึง 6 คนต่อหนึ่งชั่วโมง ซึ่งอาจมีตัวเลขที่มากขึ้นได้หากพิจารณาตามขนาดของจำนวนประชากรที่เพิ่มสูงขึ้นทุกปี

รูปแบบพฤติกรรมที่เสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจ มีอยู่ด้วยกัน 2 รูปแบบ คือ

1) กรรมพันธุ์ ที่จะส่งผ่านมาจากทางบิดา มารดา ที่เป็นโรคหัวใจ จะส่งผลให้มีอัตราเสี่ยงที่จะเป็นมากกว่าปกติ

2) พฤติกรรมที่เกิดขึ้นจากตัวเอง เช่น เป็นไขมันสูง ความดันโลหิตสูง เป็นโรคเบาหวาน แต่ไม่ควบคุมพฤติกรรมต่าง ๆ ทั้งการกิน การออกกำลังกาย รวมไปถึงการสูบบุหรี่ ส่งผลทำให้สามารถเป็นโรคหัวใจขาดเลือด และโรคหลอดเลือดหัวใจอุดตันได้

สำหรับคำแนะนำ ในผู้สูงอายุ ต้องอธิบายว่า สิ่งเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นเมื่อเข้าสู่วัยผู้สูงอายุแล้ว แต่ได้สั่งสมมาตั้งแต่อายุน้อย ๆ เปรียบเสมือน ท่อนํ้าที่สะสมสิ่งต่าง ๆ จนท่อสกปรก ไม่ได้เกิดขึ้นจากการสะสมเพียงไม่กี่วัน หรือไม่กี่ปี แต่ใช้เวลานานถึง 10 ปี จึงจะพบปัญหาที่เกิดขึ้นนี้ได้

ดังนั้น จึงไม่ควรประมาทในการดูแลตัวเองตั้งแต่ยังวัยรุ่นและหลีกเลี่ยงอาหารที่มีคอเลสเตอรอลสูง อาทิ หนังสัตว์ หมูสามชั้น ของทอด หมั่นออกกำลังกาย และตรวจสุขภาพอยู่เสมอ

หลายคนอาจคิดว่า ออกกำลังกายทุกวันสุขภาพจะแข็งแรง ไม่น่าจะเป็นโรคอะไร แต่การที่ไม่ได้รับการตรวจสุขภาพ ตรวจวัดไขมันในเลือดว่าสูงหรือไม่ หรือมีปัจจัยเสี่ยงที่จะเป็นหรือไม่ บางคนคิดว่าร่างกายผอม ไม่คิดว่าจะเป็นโรคหัวใจ ซึ่งเป็นความเชื่อที่ผิด เพราะคนที่มีรูปร่างผอม บางทีอาจจะสูบบุหรี่จัด หรือมีกรรมพันธุ์ที่แย่มากก็สามารถเป็นโรคหัวใจได้ ไม่ต่างจากคนที่มีรูปร่างอ้วนและนํ้าหนักเกินกว่าปกติ

สิ่งสำคัญเน้นยํ้าอีกทีว่า ไม่ควรประมาทในการใช้ชีวิตทั้งการรับประทานอาหาร การออกกำลังกาย การขจัดความเครียดที่เกิดจากการทำงาน เพราะสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้อาจช่วยให้คุณหลุดพ้นจากการมีความเสี่ยงต่อโรคหัวใจได้นั่นเอง.

ผศ.นพ.ภาวิทย์ เพียรวิจิตร
ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์
โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล

 

ที่มา : เดลินิวส์ 23 สิงหาคม 2557

 

‘ไลโคปีน’ ในมะเขือเทศ ช่วยสร้างเกราะป้องกันร่างกายเสื่อม

dailynews140824_01การใช้ชีวิตที่เร่งรีบในสังคมปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นการเร่งรีบในการดำเนินชีวิต การบริโภคอย่างเร่งรีบ การใช้ชีวิตภายใต้ภาวะความกดดันจากสังคมที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วส่งผลให้เกิดความเครียดในรูปแบบต่าง ๆ สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นตัวทำลายสุขภาพและผิวพรรณ ทำให้เกิดความเสื่อมของวัยที่เร็วยิ่งขึ้น แต่ในธรรมชาติยังมีสาร ’ไลโคปีน“ ที่ช่วยลดความเสียหายและเสื่อมสภาพของเซลล์ในร่างกายได้!!

จากการศึกษาวิจัยไลโคปีนที่มีในผักและผลไม้สีแดง หนึ่งในนักวิจัยที่ศึกษาในเรื่องนี้ ดร.โคอิจิ ไอซาวา ผู้จัดการส่วนงานวิจัยและพัฒนา บริษัท คาโกเมะ จำกัด เล่าว่า มะเขือเทศในแต่ละสายพันธุ์มีความน่าสนใจแตกต่างกันไป มีทั้ง มะเขือเทศสีดำ มะเขือเทศขนาดจิ๋วเท่านิ้วก้อย มะเขือเทศที่อร่อยกว่าเชอรี่ คือ จะมีรสชาติหวาน หรือจะเป็นมะเขือเทศที่มีรูปร่างยาวและขนาดใหญ่ ก็มี

โดยได้ศึกษาค้นคว้า พัฒนาและวิจัยมะเขือเทศกว่า 7,500 สายพันธุ์ จากกว่า 10,000 สายพันธุ์จากทั่วโลกมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้ค้นพบสารอาหารสีแดงชนิดหนึ่งที่เรียกว่า ไลโคปีน (Lycopene) ซึ่งเป็นสารในกลุ่มแคโรทีนอยด์ที่พบมากในมะเขือเทศ แตงโม และพิงค์เกรปฟรุต หรือผลไม้ที่ให้สารสีแดง สีส้ม และเหลือง ซึ่งเป็นสารที่มีประโยชน์ต่อร่างกายตั้งแต่วัยเด็กจนถึงวัยชรา โดยทําหน้าที่ช่วยปกป้องการเสื่อมสภาพของเซลล์ในร่างกายจากการทําร้ายของอนุมูลอิสระ ขณะเดียวกันก็ทำหน้าที่เติมน้ำและความชุ่มชื้นเสมือนเป็นการสร้างเกราะป้องกันให้กับคอลลาเจนในชั้นผิว ช่วยป้องกันการเสื่อมสภาพของผิวพรรณได้ ส่งผลให้ผิวพรรณเนียนนุ่มขึ้น ช่วยสร้างความสดใสให้กับผิวพรรณแบบธรรมชาติ โดยช่วยเสริมให้สุขภาพโดยรวมดูดีจากภายในสู่ภายนอก

“อนุมูลอิสระในร่างกายเกิดขึ้นจากการใช้ชีวิตประจำวัน อาทิ การเผชิญแสงแดดรังสีอัลตราไวโอเลต และมลพิษ การทำงาน ความเครียด ไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตของคนรุ่นใหม่ เช่น การปาร์ตี้สังสรรค์ สูบบุหรี่ ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพื่อความสนุกสนานและผ่อนคลายความตึงเครียด การนอนดึกและการพักผ่อนไม่เพียงพอ

รวมทั้งการบริโภคอาหารที่ไม่ถูกหลักโภชนาการ เช่น อาหารฟาสต์ฟู้ด สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นสาเหตุของการเกิดอนุมูลอิสระภัยร้ายทำลายเซลล์ในร่างกายและผิวพรรณ ทำลายคอลลาเจนผิว ส่งผลทำให้เกิดริ้วรอย ความเหี่ยวย่น และความหมองคล้ำ ไปจนถึงโรคร้ายแรง เช่น มะเร็ง ได้ ซึ่งโดยปกติร่างกายของเราจะมีกระบวนการต่อต้านอนุมูลอิสระ แต่ถ้าหากมีปริมาณอนุมูลอิสระมากเกินกว่าที่ร่างกายสามารถกำจัดได้ ร่างกายก็จะอยู่ในสภาวะร่างกายเสื่อมโทรม หรือที่เรียกว่า สภาวะแก่ก่อนวัย”

ไลโคปีนยังเป็นสารช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งที่อวัยวะต่าง ๆ โดยเฉพาะ คือ มะเร็งต่อมลูกหมาก และมะเร็งปอด ได้อีกด้วย จากสถิติมีผู้ป่วยเป็นมะเร็งเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งกว่า 35 เปอร์เซ็นต์ของผู้เป็นป่วยเป็นมะเร็งที่มีสาเหตุมาจากการรับประทานอาหาร และกว่า 30 เปอร์เซ็นต์ เกิดจากการสูบบุหรี่

โรคมะเร็งที่ติดอันดับต้น ๆ ของผู้หญิงอายุตั้งแต่ 30 ปีขึ้นไป ก็คือ มะเร็งปากมดลูกและรังไข่ และสําหรับผู้ชายอายุระหว่าง 40-75 ปี มักอยู่ในภาวะเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งต่อมลูกหมาก จากการศึกษาทางคลินิกในวารสารวิจัยมะเร็งปีพ.ศ. 2542 พบว่า ผู้ชายร้อยละ 83 มีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็งต่อมลูกหมากลดลง เมื่อได้รับสารไลโคปีนในเลือดสูงถึง 0.40 ไมโครกรัมต่อลิตร หรือเปรียบเทียบเท่ากับการรับประทานผลิตภัณฑ์แปรรูปจากมะเขือเทศ อย่าง สปาเกตตีซอสมะเขือเทศ 2 ครั้งต่อสัปดาห์

ยังมีงานวิจัยจากสาขาวิชาสารอาหารและระบาดวิทยา ภาควิชาสาธารณสุขแห่งมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด พบว่า ไลโคปีนมีประสิทธิภาพในการระงับอนุมูลอิสระที่จะทําลายผนังเยื่อหุ้มเซลส์ ซึ่งเป็นสาเหตุนําไปสู่โรคไขมันอุดตันในเส้นเลือด พร้อมกันนี้ นักวิจัยชาวฟินแลนด์ ได้รายงานผลการวิจัยล่าสุดที่ตีพิมพ์ในวารสารด้านประสาทวิทยาแสดงให้เห็นถึงการเชื่อมโยงระหว่างระดับไลโคปีนในเลือด นําไปสู่การป้องกันเส้นเลือดอุดตันในสมอง โดยหลังจากการติดตามกลุ่มตัวอย่างที่เป็นชายวัยกลางคน จํานวน 1,000 คน เป็นเวลา 12 ปี พบว่า ชายที่มีระดับไลโคปีนในเลือดสูง มีส่วนสําคัญในการช่วยลดอัตราเสี่ยงของการเกิดโรคเส้นเลือดสมองตีบ โรคไขมันอุดตันในเส้นเลือดทุกประเภท และป้องกันการเกิดเส้นเลือดอุดตันและลิ่มเลือดอุดตันได้มากถึง 59 เปอร์เซ็นต์

นอกจากนี้ ยังพบว่า สารไลโคปีนมีความสำคัญกับผู้หญิงตั้งครรภ์และทารกในครรภ์อีกด้วย โดยออกซิเจนนับเป็นก๊าซธรรมชาติที่มีผลต่อการดํารงชีวิตของมนุษย์ตั้งแต่วันแรกที่ทารกลืมตาดูโลก ซึ่งในบางครั้งการได้รับปริมาณออกซิเจนมากเกินไปอาจส่งผลร้ายต่อระบบร่างกายเช่นเดียวกัน โดยเฉพาะภัยในวัยทารกที่ได้รับออกซิเจนมากเกินไปจนกลายเป็นสาเหตุให้เกิดอนุมูลอิสระในชั่ววินาทีแรกของลมหายใจหรือที่เรียกว่า ภาวะเครียดออกซิเดชั่น

’เพื่อเป็นการสร้างภูมิคุ้มกันให้กับทารก ซึ่งจะต้องเริ่มตั้งแต่คุณแม่ตั้งครรภ์ โดยจะต้องรับประทานมะเขือเทศเพื่อเพิ่มปริมาณสารไลโคปีน โดยสารดังกล่าวสามารถส่งต่อจากแม่สู่ทารกในครรภ์ผ่านทางสายสะดือ และในน้ำนมแม่หลังจากที่ทารกลืมตาดูโลกแล้ว ซึ่งจะส่งผลให้คุณแม่และลูกในครรภ์มีสุขภาพที่ดีขึ้น ช่วยลดการเกิดภาวะเครียดออกซิเดชั่นที่จะเกิดขึ้นกับทารก ในส่วนของเด็ก หากได้รับสารไลโคปีนโดยการบริโภคน้ำมะเขือเทศเป็นประจำ จะทำให้เด็กมีภูมิต้านทานมากขึ้น กล่าวคือ จะเกิดอาการของภูมิแพ้ได้ยากขึ้น“

สำหรับคนปกติโดยเฉพาะคนวัยทำงานที่นิยมรับประทานอาหารติดหวาน รวมไปถึงการบริโภคน้ำอัดลมที่เต็มไปด้วยน้ำตาล ที่จะนำไปสู่การเป็นโรคเบาหวานในอนาคตได้ โดยประเทศไทยมีความเสี่ยงที่จะป่วยเป็นโรคเบาหวานสูงถึง 6.9 เปอร์เซ็นต์ จากการวิจัยพบว่า การรับประทานมะเขือเทศที่มีไลโคปีน ช่วยในการควบคุมและลดระดับน้ำตาลในเลือด หรือป้องกันภาวะความไวต่ออินซูลิน นอกจากนี้ มะเขือเทศยังมีกรดซิตริก ที่ช่วยยับยั้งการดูดซึมน้ำตาลกลูโคสที่เกิดจากปฏิกิริยาเคมีของออกซิเจนที่เปลี่ยนแป้งให้เป็นน้ำตาลอีกด้วย

จากการศึกษาและวิจัยพบว่า ไลโคปีนยังมีผลต่อร่างกาย โดยเมื่ออายุเพิ่มมากขึ้นร่างกายก็ยิ่งสะสมสารอนุมูลอิสระที่ทำร้ายเซลล์ต่าง ๆ ในร่างกาย โดยเฉพาะเซลล์ประสาทที่หน้าที่เกี่ยวกับการเรียนรู้จดจำ ทำให้คนชราบางคนเกิดอาการหลงลืมหรือสับสนต่อเหตุการณ์ต่างๆ หากคนในวัยชรารับประทานไลโคปีนเป็นประจำก็จะช่วยยับยั้งการทำลายเซลล์ของสารอนุมูลอิสระและผลักออกจากร่างกายในเวลาต่อมา

ดร.โคอิจิ กล่าวต่อว่า สารไลโคปีนในมะเขือเทศจะพบมากในมะเขือเทศที่ผ่านความร้อนเพราะจะทำให้การยึดจับของไลโคปีนกับเนื้อเยื่อของมะเขือเทศอ่อนตัวลงทำให้ไลโคปีนถูกร่างกายนำไปใช้ได้ดีกว่ามะเขือเทศสด เช่น ซอสมะเขือเทศ น้ำมะเขือเทศ ซึ่งจะพบว่า มีไลโคปีนมากเป็น 2-3 เท่าของมะเขือเทศสด อีกทั้งความร้อนและกระบวนการต่าง ๆ ในการผลิตผลิตภัณฑ์มะเขือเทศยังทำให้ไลโคปีนเปลี่ยนรูปแบบจากไลโคปีนชนิดออลทรานส์เป็นชนิดซิสซึ่งเป็นชนิดที่ละลายได้ดีขึ้น

ร่างกายของคนเราควรได้รับปริมาณไลโคปีนอย่างน้อย 20-30 มิลลิกรัมต่อวัน แต่จากการวิจัยพบว่า มะเขือเทศที่ปลูกในประเทศไทยจะมีความแตกต่างจากมะเขือเทศที่ปลูกในญี่ปุ่นตรงที่ว่ามะเขือเทศญี่ปุ่น 1 ลูกให้สารไลโคปีนมากกว่ามะเขือเทศที่ปลูกในประเทศไทย เมื่อเป็นเช่นนี้ คนไทยจึงจะต้องบริโภคมะเขือเทศสดประมาณ 5-6 ลูกต่อวัน เป็นประจำทุกวัน โดยจะบริโภคในช่วงใดของวันก็ได้ แต่หากใน 1 วัน บริโภคมากกว่า 20-30 มิลลิกรัมก็ไม่เป็นอะไร เนื่องจากสารไลโคปีนเป็นสารปลอดภัย และยังไม่มีรายงานใดระบุว่าได้รับสารไลโคปีนเข้าไปในร่างกายปริมาณมากแล้วเกิดผลเสียต่อร่างกาย.

ทีมวาไรตี้

 

ที่มา : เดลินิวส์ 24 สิงหาคม 2557

เด็กผ่าท้องคลอด ภูมิคุ้มกันอ่อน

thairath140716_01เด็กที่เกิดจากการผ่าท้องคลอด อาจจะแพ้เปรียบเพื่อนฝูงที่คลอดตามธรรมชาติไม่ได้ ตรงที่มีปริมาณของเซลล์เสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันน้อยกว่ากัน

นักวิจัยของมหาวิทยาลัยโคเปนเฮเกน ซึ่งได้ศึกษาเปรียบเทียบลูกที่เกิดจากการคลอด 2 แบบของหนูทดลอง ได้พบว่าลูกหนูซึ่งคลอดตามธรรมชาติจะมีแรงภูมิคุ้มกันดีกว่า เพราะได้ผจญจากแบคทีเรียของแม่มา ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันของลูกหนูพวกนี้รู้จักแยกแยะอณูที่ให้คุณและอณูแปลกปลอม นอกจากนั้นยังไม่ค่อยเป็นโรคที่เกิดจากการที่ภูมิคุ้มกันต้านตนเอง อย่างโรคเบาหวานชนิดที 1 กับโรคภูมิแพ้ต่างๆอีกด้วย

ศาสตราจารย์แอกเซล คอร์เนอรัพ แฮนสัน กล่าวว่า ต่อไปเราอาจจะพบวิธีป้องกันให้กับทารกที่เกิดใหม่ คนที่ส่อท่าว่าจะเป็นโรคที่เกิดจากการแพ้ภูมิป้องกันตนเองได้.

ที่มา : ไทยรัฐ 16 กรกฎาคม 2557

พูดเกินจริง! “แบคทีเรียกินเนื้อคน” หมอแนะอย่าปล่อยแผลเน่า ป้องกันเชื้อลุกลามได้

manager140724_01กรมควบคุมโรค คาด ชายถูกเงี่ยงปลาตำ ติดเชื้อเสียชีวิต อาจเกิดจากแบคทีเรีย 2 กลุ่มที่มีฤทธิ์รุนแรง ทำให้เกิดการเน่าตายของเนื้อเยื่อ ระบุตัวที่อยู่ในน้ำเน่าและดินคือ “เนโครไทซิง ฟาสซิไอติส” ชี้ “แบคทีเรียกินเนื้อคน” พูดเกินจริง แนะอย่าปล่อยให้แผลเน่า รักษาถูกวิธีป้องกันได้

พูดเกินจริง! “แบคทีเรียกินเนื้อคน” หมอแนะอย่าปล่อยแผลเน่า ป้องกันเชื้อลุกลามได้

นพ.โสภณ เมฆธน อธิบดีกรมควบคุมโรค (คร.) กล่าวถึงกรณีข่าวชายคนหนึ่งเสียชีวิตจากการถูกเงี่ยงปลาตำ ขณะเลือกซื้อปลาทับทิมในตลาด และมีการติดเชื้อแบคทีเรียชนิดกินเนื้อมนุษย์ ว่า เชื้อแบคทีเรียดังกล่าวคาดว่า อาจมาจากเชื้อแอนแอโรบิกแบคทีเรีย (Anaerobic Bacteria) และเชื้อแอโรโมแนสแบคทีเรีย (Aeromonas Bacteria) ซึ่งเป็นเชื้อแบคทีเรียที่ออกฤทธิ์รุนแรงกว่าแบคทีเรียตัวอื่นหลายเท่า อยู่ได้โดยไม่ต้องอาศัยออกซิเจน เมื่อเข้าสู่ร่างกายจะเกิดการเน่าตายของเนื้อเยื่อ และลามไปถึงการติดเชื้อในกระแสเลือดจนช็อกเสียชีวิตในเวลา 48 ชั่วโมง ผู้ที่เสี่ยงต่อการรับเชื้อคือ คนที่มีภูมิต้านทานโรคต่ำ โดยเฉพาะคนที่ป่วยเป็นโรคเบาหวาน เพราะหากเป็นแผลเชื้อจะลามมากกว่าคนทั่วไป

นพ.โอภาส การย์กวินพงษ์ รองอธิบดี คร. กล่าวว่า แบคทีเรียกินเนื้อคนเป็นเรื่องที่พูดเกินจริง เพราะปกติแบคทีเรียในสิ่งแวดล้อมหลายชนิดก็มีการทำให้เกิดการติดเชื้อที่บาดแผล ในกล้ามเนื้อ ทำลายเนื้อเยื่อ และลุกลาม โดยเฉพาะกรณีแผลลึก ทำให้มีไข้สูง ปวดบริเวณแผล หากรักษาไม่ถูกต้องอาจเสียชีวิตได้ 5 – 7 วัน เรื่องนี้จึงไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่ก็ไม่ได้เกิดขึ้นบ่อย โดยประเทศไทยมีรายงานการเสียชีวิตจากเหตุนี้ประปราย ไม่มีการเก็บสถิติ อย่างช่วงสึนามิก็พบผู้เสียชีวิตจากเหตุนี้หลายราย อย่างไรก็ตาม แบคทีเรียที่ทำให้เกิดภาวะดังกล่าวมีหลายตัว แต่ที่พบในน้ำเน่าและดิน เรียกว่า เชื้อแบคทีเรียเนโครไทซิง ฟาสซิไอติส (Necrotizing Fasciitis) หากติดเชื้อนี้แล้วดูแลรักษาแผลอย่างดีก็ไม่เป็นอันตราย หากปล่อยให้แผลเน่าอาจลุกลามเข้ากระแสเลือดได้

“ส่วนน้ำในสระว่ายน้ำ หรือน้ำประปาไม่มีปัญหาเชื้อแบคทีเรียเหล่านี้ แต่เพื่อความมั่นใจ แม้เกิดบาดแผลเล็กน้อยระหว่างสัมผัสกับน้ำสกปรก ขอให้ไปพบแพทย์เพื่อฉีดวัคซีนป้องกันบาดทะยัก สำหรับข้อความที่ส่งกันทางไลน์บอกว่าเสียชีวิตใน 2 วัน ส่วนตัวคิดว่าไม่น่าจะเป็นไปได้ เพราะเชื้อแบคทีเรียที่ทำให้เกิดภาวะติดเชื้อที่บาดแผล ติดเชื้อในกล้ามเนื้อ ทำลายเนื้อเยื่อนั้นไม่ได้เกิดขึ้นทันทีทันใด” รองอธิบดี คร. กล่าว

ด้าน นพ.เสรี หงษ์หยก อดีตรองปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) และเพื่อนของผู้เสียชีวิต กล่าวว่า ทราบข่าวเนื่องจากเพื่อนโทรศัพท์มาปรึกษาอาการ โดยพบว่าไปเลือกซื้อปลาในวันที่ 18 ก.ค. จากนั้นมีอาการปวดในวันที่ 20 ก.ค. ไปหาแพทย์ ซึ่งก็ล้างแผลปกติ ต่อมาหกล้มตรงบริเวณบันได มีอาการขาบวม ไปพบแพทย์ก็พบว่าติดเชื้อแล้ว กระทั่งมาทราบอีกทีว่าเสียชีวิต

ที่มา ASTV : ผู้จัดการออนไลน์ 24 กรกฎาคม 2557

“โรคไต” ในผู้สูงอายุ หมั่นดูแลตนเอง ช่วยลดความเสี่ยง

dailynew140608_1ใครที่มีอาการปัสสาวะบ่อยในเวลากลางคืน มีอาการขาบวมเมื่อกดลงไปแล้วเกิดเป็นรอยบุ๋ม อีกทั้ง มีอาการความดันโลหิตสูงร่วมด้วย ยิ่งมีอายุที่เพิ่มขึ้น ไม่ควรชะล่าใจเพราะอาจเกิดความผิดปกติขึ้นที่ “ไต” ได้!!

ล่าสุด โรงพยาบาลศิริราช ปิยมหาราชการุณย์ (SiPH) จัดกิจกรรมเวิร์ก ชอปสุขภาพ ในหัวข้อ “ผู้สูงอายุกับโรคไต” ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ “อาสาสมัครใจ SiPH 2 gether Caring & Sharing” สานต่อแนวคิด ผู้รับและผู้ให้ ในการดูแลสังคมด้วยคุณธรรมและจริยธรรม ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2

อ.นพ.สมเกียรติ วสุวัฏฏกุล รองผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาคุณภาพ และอายุรแพทย์โรคไต ศูนย์โรคไต โรงพยาบาลศิริราช ปิยมหาราชการุณย์ ให้ความรู้เกี่ยวกับโรคไตว่า สมาคมโรคไตแห่งประเทศไทยระบุถึงสถานการณ์โรคไตในประเทศไทยปัจจุบันพบว่า คนไทยเป็นโรคไตมากถึง 17 เปอร์เซ็นต์หรือประมาณ 10 ล้านคน โดยในปี พ.ศ. 2554 มีผู้ป่วยไตเสื่อมเรื้อรังจำเป็นต้องฟอกเลือดหรือล้างไตผ่านช่องท้องประมาณ 47,000 คน ซึ่งมีสาเหตุมาจากโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูงมากที่สุดประมาณ 60-70 เปอร์เซ็นต์

สำหรับการวินิจฉัยโรคไตที่ง่ายและได้ผลชัดเจนที่สุด คือ การเจาะเลือดตรวจ โดยเฉพาะคนที่อายุ 40 ปีขึ้นไปทั้งผู้ชายและผู้หญิง ควรตรวจอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง เพื่อเช็กสภาพของไต และผู้ที่มีความเสี่ยงต่อโรคไตเรื้อรังที่ควรเข้ารับการตรวจคัดกรองโรค ได้แก่ ผู้ที่มีอายุมากกว่า 60 ปีขึ้นไป มีโรคประจำตัวที่เป็นสาเหตุของโรคไตเรื้อรัง ได้รับสารพิษหรือยาที่ทำลายไต มีมวลเนื้อไตลดลง ทั้งที่เป็นมาแต่กำเนิด หรือเป็นภายหลัง มีประวัติโรคไตเรื้อรังในครอบครัว

โรคไตเรื้อรัง เป็นภาวการณ์ที่ไตทำงานผิดปกติ หรือ มีการทำงานของไตที่ลดลง โดยดูจากค่าอัตราการกรองของไตที่ผิดปกติ ในระยะเวลามากกว่า 3 เดือนขึ้นไป ซึ่งในระยะเริ่มแรกมักจะไม่แสดงอาการแต่เมื่อไตทำงานเสื่อมลงจนหน่วยไตเหลือน้อยกว่าร้อยละ 10 จะมีของเสียคั่งในกระแสเลือดและมีอาการต่าง ๆ ตามมา”

โดยอาการที่สามารถสังเกตได้คือ ปัสสาวะบ่อยตอนกลางคืน ขาบวมเมื่อกดลงไปจะเกิดรอยบุ๋ม รวมทั้ง มีความดันโลหิตสูง เบื่ออาหาร คลื่นไส้อาเจียน อ่อนเพลีย โลหิตจาง เยื่อหุ้มหัวใจอักเสบ หอบเหนื่อย  และมีโอกาสชักหรือหมดสติได้ ในเพศหญิงมักมีการขาดประจำเดือนและไม่สามารถตั้งครรภ์ได้ ส่วนในเพศชายจะมีความรู้สึกทางเพศลดลง การสร้างอสุจิลดลง

’คนที่ไม่ได้เป็นโรคไตเรื้อรังมาก่อนแต่ก็มีโอกาสที่จะเป็นได้เช่นกัน โดยบางคนอาจจะเกิดจากสาเหตุอื่น เช่น เป็นนิ่วที่ไตก็สามารถเกิดโรคไตได้ หรือว่ามีการอักเสบของหลอดเลือดฝอยที่ไต อย่าง โรคเอสแอลอี ที่เป็นหลอดเลือดฝอยอักเสบ โดยผู้ที่เป็นโรคในกลุ่มนี้มักจะมีอาการบวมแล้วก็มีเลือดออก รวมไปถึง เรื่องเกี่ยวกับการรับประทานยา โดยเฉพาะยาแก้ปวดทั้งหลาย จำพวกเอ็นเสท ยาแก้ปวดพวกแอสไพรินซึ่งหากกินมาเป็นเวลานานแล้วเรื้อรังก็อาจทำให้มีเรื่องของไตวายเข้ามาได้“

นอกจากนี้ การรับประทานผลไม้บางประเภท เช่น มะเฟือง เชอรี่ ลูกเหนียง อาจจะเป็นสาเหตุของการเกิดโรคไตได้เหมือนกันหากรับประทานในปริมาณที่มาก เนื่องจากในมะเฟืองจะมีออกซาเลตสะสมอยู่มาก เป็นสาเหตุทำให้เกิดนิ่วได้ และหากเกิดการอุดตันในเนื้อไตและท่อไตอาจเกิดภาวะไตวายเฉียบพลันได้ ส่วนเชอรี่ เป็นผลไม้ที่มีโพแทสเซียมสูง ในเมล็ดมีสารไฮโดรเจนไซนาไนต์ โดยเฉพาะเวลาเคี้ยว บด จะทำให้เกิดอาการปวดศีรษะ เวียนศีรษะ สับสน วิตกกังวลและอาเจียน ทำให้มีปัญหาเรื่องหัวใจและความดันโลหิต

นพ.สมเกียรติ กล่าวต่อว่า ในผู้ป่วยบางรายถ้าตรวจเช็กดูแล้วพบว่า เป็นนิ่วและแก้ปัญหาได้ก็ไม่มีปัญหานำไปสู่การเป็นไตวายระยะสุดท้าย หรือหากเป็นไตอักเสบแล้วสามารถรักษาได้ก็ไม่มีปัญหาตามมา หรือแม้กระทั่งเป็นเบาหวาน ความดันสูง แต่ถ้าหากผู้ป่วยสามารถควบคุมอาการให้ดีขึ้นได้ ก็จะสามารถชะลอการเสื่อมของไตได้ รวมถึง สาเหตุอื่น ๆ เช่น การรับประทานยาแก้ปวด ถ้าหยุดยาแก้ปวดได้จะเป็นการช่วยลดการเกิดเรื่องโรคไตได้ เพราะหากเป็นโรคนี้ขึ้นมาแล้วค่าใช้จ่ายในการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียมไม่ว่าจะเป็นล้างทางช่องท้อง หรือว่าไต เฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 2 แสนต่อคนต่อปี

สัญญาณที่บ่งชี้ให้รีบมาพบแพทย์เพื่อเข้ารับการตรวจร่างกาย คือ มีการเปลี่ยนแปลง เกิดความผิดปกติของหลอดเลือดขึ้น เช่น ความดันสูงโดยจะมีโปรตีนรั่วออกมาซึ่งสามารถสังเกตได้จากปัสสาวะว่าเป็นฟองมากขึ้น หรือเป็นฟองนานผิดสังเกตหรือไม่ หรือเช็กอาการบวม ซึ่งจะพบได้ที่บริเวณก้นกบและหน้าแข้ง รวมทั้ง ที่บริเวณเท้า โดยอาการบวมจะนูนขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด ตึงขึ้น เมื่อกดแล้วจะบุ๋มลงไป

วิธีการดูแลตนเองของผู้ป่วยที่เป็นโรคไตจะมีวิธีการที่แตกต่างกัน บางรายต้องงดอาหารเค็มและอาหารประเภทเนื้อสัตว์  รวมถึง ทำจิตใจให้สบาย เพราะความเครียด จะส่งผลให้ความดันโลหิตสูง เลือดไปเลี้ยงไตไม่เพียงพอ จนกระทบต่อไต พักผ่อนให้เพียงพอ และควรออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เพื่อชะลอความเสื่อมของไต ที่ต้องงดเค็มเพราะเป็นตัวการที่ทำให้เกิดความดันสูงได้ง่าย

ส่วนผู้ป่วยที่มีภาวะเป็นเบาหวานถ้าเป็นแล้วให้ควบคุมน้ำตาล หรือหากอยู่ในครอบครัวที่เป็นเบาหวานถึงแม้ไม่เป็นเบาหวานก็ต้องควบคุมน้ำตาลให้ดีเช่นกัน ส่วนผู้ป่วยบางรายขับเกลือไม่ได้จะมีอาการบวมจำเป็นต้องระวังเรื่องอาหารรสเค็มด้วย

ในขณะที่ บางรายขับโพแทสเซียมเกลือแร่ไม่ได้ซึ่งจะมีอันตรายต่อหัวใจจึงจำเป็นต้องควบคุมอาหาร ผัก และผลไม้ เพราะโพแทสเซียมมีมากในผักและผลไม้ หรือในรายที่ไตเริ่มทำงานไม่ดีมากขึ้นเรื่อย ๆ จะต้องควบคุมสารฟอสเฟต มีอยู่มากในอาหารประเภทโปรตีน ถั่ว ช็อกโกแลตต่าง ๆ จะเห็นได้ว่า ผู้ป่วยโรคไตจะมีอาการไม่เหมือนกันทุกราย แต่ละคนต้องปรับสมดุลร่างกายในวิธีการที่แตกต่างกันไป

สำหรับการดูแลตัวเองในผู้ป่วยที่เป็นโรคไตเพื่อไม่ให้ไตเสื่อมมากไปกว่าเดิมสามารถทำได้โดยการควบคุมความดันสูงของตัวเอง เพราะยิ่งมีความดันสูงมากขึ้นจะส่งผลทำให้ไตเสื่อมมากขึ้น  และเมื่อใดก็ตามที่ไตมีอาการเสื่อมลงมาก ๆ จะพบว่า มีสารฟอสเฟตสูงในเลือด หากมีจำนวนมากขึ้น ๆ ก็จะไปจับกับแคลเซียมจนเกิดเป็นผลึกกลายเป็นแคลเซียมฟอสเฟตผลึก หากจับตัวกันไปผสมที่หลอดเลือดต่าง ๆ ทั้งหัวใจและไต จะทำให้ไตมีอาการแย่ลงไปอีก โดยแหล่งอาหารที่ควรหลีกเลี่ยง ได้แก่ นม ถั่วต่าง ๆ ธัญพืช เบียร์ เบเกอรี่ เค้ก พาย ช็อกโกแลต น้ำอัดลมสีเข้ม ชา กาแฟ ชา เต้าหู้ และไข่แดง.

ที่มา : เดลินิวส์ 8 มิถุนายน 2557

ไขมันพอกตับ…โรคที่มากับความอ้วน

dailynew140504_03ปัจจุบันคนส่วนใหญ่หันมาสนใจการตรวจสุขภาพด้วยวิธีต่าง ๆ มากขึ้น บางคนก็ตรวจพบมีการทำงานของตับผิดปกติโดยที่ไม่รู้ตัว แต่เมื่อมาปรึกษาแพทย์ก็พบว่าเป็นไขมันพอกตับหรือโรคตับคั่งไขมัน

โรคตับคั่งไขมัน (Nonalcoholic fatty liver disease (NAFLD) หมายถึงภาวะที่มีไขมันสะสมอยู่ในเซลล์ตับโดยที่คนนั้นไม่ได้ดื่มแอลกอฮอล์หรือดื่มในปริมาณที่น้อยมาก มักพบในผู้ที่มีภาวะอ้วนลงพุง (metabolic syndrome) โดยเป็นกลุ่มโรคที่ประกอบด้วยความผิดปกติที่มักพบร่วมกันได้แก่ โรคอ้วนลงพุง ความดันโลหิตสูง ระดับนํ้าตาลในเลือดสูงและระดับไขมันในเลือดที่ผิดปกติ ซึ่งเป็นผลมาจากความอ้วน และภาวะดื้อต่ออินซูลิน โดยเชื่อว่าโรคตับคั่งไขมันเป็นอาการแสดงทางตับของภาวะอ้วนลงพุงด้วย ผู้ป่วยโรคตับคั่งไขมันมักพบร่วมกับโรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง และโรคไขมันในเลือดสูงทำให้มีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจอุดตัน นอกจากนี้ยังเป็นสาเหตุของตับอักเสบเรื้อรัง ที่พบได้บ่อยในผู้ป่วยที่มาตรวจเรื่องตับอักเสบเรื้อรัง

โรคตับคั่งไขมันอาจดูเหมือนเป็นโรคที่ไม่รุนแรงเนื่องจากส่วนใหญ่ไม่ทำให้เกิดอาการผิดปกติที่ชัดเจน แต่ก็มีผู้ป่วยจำนวนหนึ่งที่มีการดำเนินโรคไปสู่ภาวะตับแข็งได้โดยจากการศึกษาพบว่าผู้ป่วยโรคตับคั่งไขมันร้อยละ 2 มีการดำเนินโรคไปสู่ภาวะตับแข็งภายใน 15-20 ปีแต่ถ้ามีตับอักเสบด้วยโรคก็จะดำเนินเร็วขึ้น และเป็นสาเหตุที่สำคัญของการเกิดตับแข็งและมะเร็งตับเช่นเดียวกับโรคตับจากการดื่มสุราปัจจัยเสี่ยง

อ้วนลงพุง (เส้นรอบเอวมากกว่าหรือเท่ากับ 102 ซม. หรือ 40 นิ้วในผู้ชาย หรือ มากกว่าหรือเท่ากับ 88 ซม.หรือ 35 นิ้วในผู้หญิง), มีไขมันในเลือดสูง โดยตรวจพบมีระดับไตรกลีเซอไรด์ในเลือด > 150 มก./ดล.หรือระดับ เอช-ดี-แอล โคเลสเตอรอล < 40 มก./ดล.ในผู้ชาย หรือ < 50 มก./ดล.ในผู้หญิง, เป็นโรคเบาหวาน, ความดันโลหิต > 130/85 มม.ปรอท หรือรับประทานยาลดความดันโลหิตอยู่ และใช้ยาบางชนิด เช่น amioderone, tamoxifen, ยาสเตียรอยด์การรักษา

ปัจจุบันยังไม่มียาที่รักษาได้ผลดีจริง การรักษาที่ดีที่สุด คือ การควบคุมนํ้าหนักให้เข้าสู่เกณฑ์ปกติ ถ้านํ้าหนักเกินควรลดนํ้าหนัก ให้ลดลงประมาณ 10% ของนํ้าหนักตัวปัจจุบันในอัตรา 0.5–1 กก. ใน 1-2 สัปดาห์ (ไม่ควรลดนํ้าหนักตัวลงอย่างรวดเร็ว เพราะจะทำให้โรคเป็นมากขึ้น)

หลักการรักษาโรคอ้วนหรือนํ้าหนักเกินทำได้โดยเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการบริโภคอาหารและการออกกำลังโดยให้ลดพลังงานจากอาหารที่รับประทานและเพิ่มการออกกำลังกาย การลดอาหารที่ได้ผลมากที่สุดในระยะยาวคือการลดพลังงานจากอาหารที่ควรได้รับประมาณวันละ 500-1,000 แคลอรี่โดยเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ เช่น ผัก ผลไม้ หลีกเลี่ยงอาหารไขมัน เป้าหมายที่เหมาะสมในการลดนํ้าหนักคือการลดนํ้าหนักให้ได้อย่างน้อยร้อยละ 5-10 ในช่วง 6-12 เดือน การลดนํ้าหนักในระยะยาว  ที่จะได้ผลดีนั้นจำเป็น   ที่จะต้องมีการออกกำลังกายร่วมด้วย การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมให้ได้นํ้าหนักลดลงอย่างน้อยร้อยละ 5-10 ของนํ้าหนักตัวเริ่มต้น พบว่าทำให้ปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ ของโรคหัวใจและหลอดเลือดได้แก่ระดับนํ้าตาลในเลือด ความดันโลหิต ระดับไตรกลีเซอไรด์ลดลง

การออกกำลังกายควรจะทำทุกวันอย่างน้อยวันละ 30 นาทีด้วยความแรงของการออกกำลังกายที่เหมาะสม การออกกำลังกายในระยะเวลาสั้น ๆ ครั้งละ 10-15 นาที เช่น การเดินเร็ว ๆ การทำงานบ้าน แต่ทำบ่อย ๆ วันละหลายครั้งก็พบว่ามีประโยชน์เช่นกัน

นอกจากนี้ยังต้องรักษาระดับนํ้าตาล และไขมันในเลือดให้ใกล้เคียงปกติมากที่สุด หลีกเลี่ยงการดื่มสุรา หลีกเลี่ยงการซื้อยากินเอง รวมทั้งอาหารเสริมหรือสมุนไพรที่ไม่ผ่านการรับรอง.

ผศ.พญ.อภิญญา ลีรพันธ์
หน่วยระบบทางเดินอาหาร ภาควิชาอายุรศาสตร์
คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

ที่มา : เดลินิวส์  4 พฤษภาคม 2557

เส้นเลือดหัวใจตีบ

dailynew140503_03ก่อนอื่นต้องแสดงความไว้อาลัยต่อการจากไปของคุณพีรพันธุ์ พาลุสุข รมว.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ซึ่งถึงแก่อนิจกรรมไปเมื่อเร็ว ๆ นี้ ภายหลังจากเข้ารับการรักษาเส้นเลือดหัวใจตีบ และมีภาวะแทรกซ้อนเส้นเลือดในสมองตีบ ส่งผลให้หลายคนหันมาสนใจภาวะเส้นเลือดหัวใจตีบมากขึ้น

รศ.นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ หน่วยโรคหัวใจ ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล บอกว่า ปัจจุบันอุบัติการณ์เส้นเลือดหัวใจตีบพบมากขึ้นเรื่อย ๆ และเป็นที่น่าวิตก โดยพบบ่อยในผู้ชายซึ่งมีอาการเฉียบพลันทันที ครึ่งหนึ่งของคนที่ไม่เคยมีอาการมาก่อนอาจจะแสดงอาการและต้องไปห้องฉุกเฉิน

เส้นเลือดหัวใจตีบในผู้ชายพบได้ตั้งแต่อายุ 40-45 ปีขึ้นไป ส่วนผู้หญิงจะพบในคนอายุ 55 ปี หรือวัยหมดประจำเดือนแล้ว ถ้าอายุต่ำกว่า 55 ปี ส่วนใหญ่ผู้ชายจะเป็นมากกว่า แต่ถ้าหลังอายุ 55 ปีไปแล้วอุบัติการระหว่างผู้ชายและผู้หญิงจะเท่ากัน

ที่น่าวิตกตกคือส่วนหนึ่งเป็นเฉียบพลันทันที ซึ่งปัญหาตรงนี้เกิดจากการสะสมของไขมัน ส่วนหนึ่งเพราะอายุมากขึ้น ก็มีโอกาสไขมันสะสมมากขึ้น บางครั้งมีการอักเสบ มีการปริของก้อนไขมัน ลิ่มเลือดไปอุด ทำให้ทางเดินทางเลือดตัน กล้ามเนื้อหัวใจตายและเสียชีวิต

อาการแรก ๆ คือ จุกแน่นหน้าอก หายใจไม่ออก หายใจลำบาก อึดอัด นอนราบไม่ได้ หัวใจเต้นผิดจังหวะ

ปัญหาเส้นเลือดหัวใจตีบเกิดขึ้นได้ทั้งในคนที่ตรวจสุขภาพเป็นประจำและไม่ได้ตรวจสุขภาพ ปัจจัยเสี่ยง คือ ผู้ชาย อายุมาก มีภาวะเครียด สูบบุหรี่ มีภาวะความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง เป็นโรคเบาหวาน ซึ่งอาจทำให้เกิดโรคนี้ชนิดเฉียบพลันทันทีได้ ดังนั้นถ้ามีอาการส่วนใหญ่อาการจะหนักแล้ว

ถามว่าไม่เคยมีอาการอะไรเลยเป็นโรคนี้ได้ไหม ตอบว่าได้ เพราะจู่ ๆก้อนไขมันอาจปริแตก ตรงนี้เป็นสิ่งที่แพทย์ยังไม่รู้ว่าก้อนไขมันที่อยู่ในผนังหลอดเลือดปริแตกและทำให้ลิ่มเลือดไปอุดตันได้อย่างไร แต่คิดว่าความเครียดน่าจะเป็นปัจจัยหนึ่ง

ส่วนโอกาสที่จะเกิดปัญหาเส้นเลือดหัวใจตีบ ร่วมกับเส้นเลือดในสมองตีบนั้น มีโอกาสเกิดขึ้นได้ แต่พบไม่บ่อยนัก แต่ก็เป็นไปได้ คือ เกิดภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ แล้วลิ่มเลือดหัวใจหลุดไปอุดที่สมอง และอุดที่หลอดเลือดหัวใจด้วย ทำให้เกิดภาวะหัวใจพลิ้ว โดยเฉพาะหัวใจห้องบนพลิ้ว กล้ามเนื้อหัวใจตายมาสักพักแล้ว หัวใจบีบตัวไม่ได้ มีลิ่มเลือดในหัวใจ ลิ่มเลือดก็หลุดไปที่สมอง ใน 100 คนที่เป็นโรคหัวใจ จะมีประมาณ 5 คนที่มีปัญหาเส้นเลือดสมองตามมา ซึ่งไม่บ่อยนักที่จะพบร่วมกัน แต่ก็เป็นไปได้

ท้ายนี้แนะนำว่า ถ้ามีอาการผิดปกติ หายใจอึดอัด แน่นหน้าอก ควรรีบไปพบแพทย์ทันที และต้องเฝ้าระวังอาการผิดปกติที่เกิดขึ้นกับตัวเอง สำหรับคนที่ควรไปตรวจร่างกายเป็นประจำ คือ คนที่สูบบุหรี่ เป็นโรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง.

นวพรรษ บุญชาญ : รายงาน

ที่มา : เดลินิวส์  3 พฤษภาคม 2557

อาหารว่างอาจเป็นที่มาของความอ้วน โดย ดร.ฉัตรภา หัตถโกศล

manager140308_002ทำไมอาหารว่างจึงทำให้อ้วน

ในปัจจุบันนี้เรากินอาหารกันวันละหลายมื้อทั้งมื้อหลักและมื้อว่าง โดยที่มื้ออาหารว่างนั้นอาจมีทั้งช่วงสาย ช่วงบ่าย และช่วงดึก อาหารว่างส่วนใหญ่ที่คนนิยมกินกันล้วนแล้วแต่ให้พลังงานสูงในบางครั้งอาจให้พลังงานสูงกว่าอาหารมื้อหลัก เช่น อาหารว่างในกลุ่มของหวาน ซึ่งได้แก่ คุกกี้ เค้ก พาย ไอศกรีม ลูกอม ช็อกโกแลตชนิดแท่ง ทองหยิบ ทองหยอด ฝอยทอง สังขยา มีส่วนประกอบของไขมันและน้ำตาลในปริมาณสูง พลังงานเฉลี่ยอยู่ที่ 400-500 แคลอรี่ 100 กรัม ซึ่งเทียบเท่ากับ 1 ใน 4 ของพลังงานที่ต้องการทั้งวันสำหรับผู้ชาย หรือ 1 ใน 3 ของพลังงานที่ต้องการทั้งวันสำหรับผู้หญิง

อาหารว่างในกลุ่มทอด เช่น มันฝรั่งแผ่นทอด เต้าหู้ทอด เผือกทอด ขนมปังหน้าหมู เปาะเปี๊ยะทอด ขนมเบื้อง ให้พลังงานประมาณ 400-600 แคลอรี่ 100 กรัม อาหารว่างที่เป็นของนึ่ง เช่น สาคูไส้หมู ข้าวเกรียบปากหม้อ ช่อม่วง ปั้นสิบ ให้พลังงานประมาณ 300-450 แคลอรี่ 100 กรัม

อาหารว่างที่เป็นของต้ม เช่น เกี๊ยวกุ้ง กระเพาะปลา ให้พลังงานประมาณ 200-500 แคลอรี่ 100 กรัม อาหารว่างที่เป็นของปิ้ง เช่น หมูสะเต๊ะ ข้าวเหนียวปิ้ง ไส้กรอก ให้พลังงานประมาณ 350-550 แคลอรี่ 100 กรัม อาหารว่างที่เป็นของคลุก เช่น ปลาแนม ข้าวเม่าหมี่ หมี่กรอบ หมี่กะทิ และอื่นๆ เช่น ข้าวตังหน้าตั้ง เมี่ยงลาว เมี่ยงคำ ให้พลังงานประมาณ 250-500 แคลอรี่ 100 กรัม

นอกจากนี้ ยังมีขนมไทยอีกหลากหลายประเภท ทั้งขนมประเภทนึ่ง เช่น ขนมสาลี่ ขนมน้ำดอกไม้ ขนมประเภทต้ม เช่น ขนมต้มขาว มันต้มน้ำตาล ขนมประเภทกวน เช่น ตะโก้ ซ่าหริ่ม ขนมประเภทเชื่อม เช่น กล้วยเชื่อม ขนมประเภทน้ำกะทิ เช่น ลอดช่องน้ำกะทิ ขนมประเภทน้ำเชื่อม ผลไม้ลอยแก้ว วุ้นน้ำเชื่อม   ขนมประเภทบวด เช่น กล้วยบวชชี แกงบวดเผือก ในบางครั้งในมื้อว่างยังมีเครื่องดื่มที่มีไขมันและน้ำตาลเป็นส่วนประกอบที่มักจะนิยมดื่มร่วมกับอาหารว่าง เช่น ชา กาแฟ น้ำหวาน น้ำอัดลม เครื่องดื่มสมุนไพร เช่น น้ำมะตูม น้ำตะไคร้ น้ำใบเตย

ซึ่งเมื่อร่างกายได้รับพลังงานจากอาหารว่างที่เกินสะสมไปเรื่อยๆ นานวันเข้าพลังงานที่เกินกว่าที่ร่างกายต้องการก็จะถูกเปลี่ยนไปเป็นไขมันสะสมอยู่ในร่างกายทั้งที่บริเวณใต้ผิวหนังและในอวัยวะภายในของร่างกาย ส่งผลให้เกิดความอ้วนและเกิดโรคเรื้อรังที่เป็นปัญหาต่อสุขภาพตามมาได้ เช่น โรคอ้วนลงพุง โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง ดังนั้นก่อนที่จะเลือกกินอาหารว่างควรดูถึงคุณค่าทางอาหาร พลังงานและปริมาณที่เหมาะสม

หลักการเลือกอาหารว่าง

เลือกกินอาหารที่เป็นแหล่งของใยอาหาร ได้แก่ ธัญพืชที่ไม่ขัดสี เช่น ข้าวโพดต้ม ลูกเดือย มันต้ม แครกเกอร์แบบโฮลวีต ขนมปังโฮลวีต

เลือกกินอาหารว่างที่มีการเติมน้ำตาล ไขมัน และเกลือในปริมาณน้อย (หลีกเลี่ยงอาหารหวานจัด เค็มจัด และมันจัด) หากเป็นขนมเค้กก็กินแต่เนื้อเค้กไม่กินครีมทั้งหมด ขนมหวาน เช่น กล้วยบวดชี แกงบวดต่างๆ ก็กินแต่เนื้อไม่กินน้ำทั้งหมด ผลไม้ก็งดการจิ้มพริกเกลือหรือน้ำตาล

เน้นการกินผักและผลไม้สด แทนการกินผักและผลไม้แปรรูป เช่นผลไม้แห้ง ผลไม้กระป๋อง ผัก/ผลไม้ดอง ผัก/ผลไม้แช่อิ่ม ผักและผลไม้เป็นที่มาของวิตามิน แร่ธาตุ และใยอาหาร เป็นกลุ่มอาหารที่ให้พลังงานต่ำ แถมช่วยให้รู้สึกอิ่มได้นาน

เลือกดื่มนมและผลิตภัณฑ์จากนมที่มีไขมันต่ำหรือปราศจากไขมันและหวานน้อย เช่น นมเปรี้ยวไขมันต่ำ โยเกิร์ตไขมันต่ำ ไอศครีมไขมันต่ำ

เลือกอาหารที่มีเนื้อสัตว์ไขมันต่ำ เช่น เนื้อปลา เนื้อไก่ไม่ติดหนัง เนื้อหมูมันน้อย และถั่วต่างๆ เช่น ถั่วเหลือง ถั่วดำ ถั่วแดง ถั่วเขียว เลือกวิธีการทำให้สุกโดยการนึ่ง ย่าง ต้ม ตุ๋นแทนการทอด

ควบคุมปริมาณอาหารและเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลสูง เช่น ทองหยิบ ทองหยอด ฝอยทอง สังขยา ลูกอม เค้ก คุกกี้ พาย โดนัท ของหวาน ไอศกรีม น้ำผลไม้ สามารถกินได้แต่ในปริมาณเล็กน้อย

นอกจากที่จะเลือกอาหารว่างที่ดีแล้ว อาหารมื้อหลักก็ควรคำนึงถึงปริมาณและคุณค่าทางโภชนาการเช่นกัน อย่าลืมออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ การออกกำลังกายจะช่วยให้กินอาหารที่อยากกินได้มากขึ้น หรือหากเป็นคนชอบกินอาหารว่างก็ควรที่จะไปลดปริมาณอาหารมื้อหลักลง ก็จะช่วยให้สุขภาพดีและไม่อ้วน

ที่มา :ASTVผู้จัดการออนไลน์ 8 มีนาคม 2557