“โรคเรื้อนกวาง” หรือ “โรคสะเก็ดเงิน”

เกริ่นชื่อเรื่องขึ้นมาแบบนี้ แฟนคอลัมน์หลายท่านอย่าเพิ่งตกใจไป เพราะโรคเรื้อนกวาง ก็คือโรคสะเก็ดเงินนั่นเอง โรคสะเก็ดเงิน เป็นโรคผิวหนังอักเสบเรื้อรังชนิดหนึ่ง พบได้ประมาณร้อยละ 1-3 ของประชากร มีลักษณะเป็นผื่นปื้นแดง มีสะเก็ดขุยหนา มักเป็นสีเงินวาว จึงเป็นที่มาทำให้เรียกว่า “สะเก็ดเงิน” โดยผื่นมักอยู่บริเวณข้อศอก เข่า หลัง หรือกระจายบริเวณตามลำตัวของร่างกาย แขน ขา นอกจากนี้ยังพบผื่นขุยหนาบริเวณหนังศีรษะ และอาจพบความผิดปกติของเล็บร่วมด้วยได้

โรคสะเก็ดเงินเกิดขึ้นได้อย่างไรนั้น ในปัจจุบันเองก็ยังไม่ทราบสาเหตุการเกิดโรคที่แน่ชัด แต่เชื่อว่าเกิดจากหลายปัจจัย ทั้งปัจจัยทางพันธุกรรม หรือการติดเชื้อบางอย่างที่ไปกระตุ้นให้เซลล์ผิวหนังแบ่งตัวเร็วกว่าปกติ ทำให้มีผื่นผิวหนังหนา ลอกเป็นสะเก็ด และมีขุยเกิดขึ้นได้

โดยทั่วไปผู้ป่วยโรคสะเก็ดเงินจะมีผื่นตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกายเพียงอย่างเดียว จะมีเพียงร้อยละ 10-30 ของผู้ป่วยที่มีอาการทางข้อสะเก็ดเงินร่วมด้วยได้ กล่าวคือมีการปวดตามข้อนิ้วมือ ปวดตามแนวกระดูกสันหลัง หรือปวดข้อตะโพกได้ นอกจากนี้ยังพบว่าผู้ป่วยสะเก็ดเงินมักมีโรคอ้วนลงพุงร่วมด้วยโดยโรคนี้สามารถวินิจฉัยจากการพบความผิดปกติ มากกว่า 3 ใน 5 ข้อดังต่อไปนี้

1) มีเส้นรอบเอวมากกว่า 90 เซนติเมตรในผู้ชาย และมากกว่า 80 เซนติเมตรในผู้หญิง

2) มีความดันโลหิตมากกว่า 130/85 มิลลิเมตรปรอท หรือได้รับยารักษาความดันโลหิต

3)  มีระดับไตรกลีเซอไรด์มากกว่า150 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร หรือเป็นผู้ที่มีไขมันในเลือดสูงและได้รับยาลดไขมัน

4) มีระดับไขมันชนิดดีน้อยกว่า 40 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตรในผู้ชาย และน้อยกว่า 50 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตรในผู้หญิง หรือเป็นผู้ที่มีไขมันในเลือดสูงและได้รับยาลดไขมัน

5) มีระดับน้ำตาลในเลือดสูงกว่า100 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร หรือเป็นผู้ที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นเบาหวานชนิดที่ 2

ส่วนคำถามที่ว่า เมื่อเป็นโรคสะเก็ดเงินแล้ว มีโอกาสเสียชีวิตหรือไม่นั้น อธิบายได้ว่าโดยทั่วไปผื่นสะเก็ดเงินไม่ทำให้เสียชีวิต ยกเว้นในกรณีที่เป็นรุนแรง มีผื่นกระจายมากกว่าร้อยละ 90 ของพื้นที่ผิวของร่างกาย ก็อาจทำให้มีโอกาสเสียชีวิตได้

โรคสะเก็ดเงินไม่ใช่โรคติดต่อ ผู้ป่วยสามารถใช้ชีวิตร่วมกับผู้อื่นได้ตามปกติ แต่ในกรณีที่มีผื่นมาก อาจมีขุยร่วงตามเก้าอี้ ที่นอน และรบกวนการดำเนินชีวิตของผู้ป่วยได้ และจากการศึกษาพบว่า มียีนหลายตัวที่เกี่ยวข้องกับการเกิดโรคสามารถถ่ายทอดไปยังลูกได้ และการศึกษาทางระบาดวิทยาพบว่า ถ้าพ่อหรือแม่คนใดคนหนึ่งเป็นโรคสะเก็ดเงิน เมื่อมีลูกโอกาสที่ลูกจะเกิดโรคได้มีประมาณร้อยละ 14 แต่ถ้าทั้งพ่อและแม่เป็นโรคสะเก็ดเงิน ลูกมีโอกาสเกิดโรคได้ถึงร้อยละ 40

เนื่องจากโรคสะเก็ดเงินเป็นโรคผื่นผิวหนังอักเสบเรื้อรังที่ไม่ทราบสาเหตุแน่ชัด จึงยังไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่การรักษาจะช่วยควบคุมโรค และช่วยให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นได้ ฉะนั้นเพื่อเป็นการป้องกัน จึงมีคำแนะนำเรื่องการรับประทานอาหารของผู้ป่วยโรคสะเก็ดเงินว่า ควรงดเหล้า ไวน์ และอาหารหมักดองเพราะจะสามารถกระตุ้นให้ผื่นกำเริบได้ และยาบางชนิด เช่น ยาลิเทียม ยาต้านมาลาเรีย ยาลดความดันกลุ่มเบต้าบล๊อกเกอร์ รวมทั้งยาลดต้านอักเสบชนิดไม่ใช่สเตียรอยด์ ก็สามารถกระตุ้นให้โรคกำเริบได้

แนวทางการรักษาขึ้นอยู่กับความรุนแรงของโรคเป็นหลัก กรณีที่ผู้ป่วยมีอาการไม่รุนแรง การใช้ยาทาก็เพียงพอสำหรับการควบคุมโรคได้ แต่ในกรณีที่ผู้ป่วยมีอาการของโรคปานกลางถึงรุนแรง อาจมีความจำเป็นต้องใช้การรักษาอื่นร่วมด้วย เช่น การรับประทานยา การฉายแสงอัลตราไวโอเลตเทียม การฉีดยากลุ่มชีวภาพ เป็นต้น ทั้งนี้แพทย์จะเป็นผู้ประเมินความเหมาะสมในการรักษาแต่ละประเภทสำหรับผู้ป่วยแต่ละคน

ผู้ป่วยสะเก็ดเงินควรดูแลตัวเองมากเป็นพิเศษ เนื่องจากความเครียด การอดนอน การติดเชื้อ การเจ็บป่วย การเกา จะกระตุ้นให้โรคกำเริบได้ ดังนั้นการพักผ่อนให้เพียงพอ การออกกำลังกายอย่างเหมาะสมและเมื่อมีการเจ็บป่วย ติดเชื้อ ควรรีบดูแลรักษาโดยเร็ว นอกจากนี้ควรดูแลผิวหนังให้ชุ่มชื้นอยู่เสมอ ด้วยการหลีกเลี่ยงการอาบน้ำอุ่น เลือกใช้สบู่ที่มีค่า pH 5-7 หลีกเลี่ยงสบู่ที่มีน้ำหอม และทาครีม โลชั่นหรือน้ำมันให้ความชุ่มชื้นแก่ผิวหลังอาบน้ำทันที ซึ่งโดยทั่วไปแนะนำให้ทาครีมหลังอาบน้ำภายใน 3 นาที

โรคสะเก็ดเงินเป็นโรคผิวหนังเรื้อรังชนิดหนึ่ง ไม่ใช่โรคติดต่อ การมีความรู้ความเข้าใจ รวมถึงการดูแลสุขภาพที่ถูกต้องของผู้ป่วยและบุคคลข้างเคียง จะสามารถควบคุมโรคได้ และทำให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น.

พญ.เปรมจิต ไวยาวัจมัย
หน่วยโรคผิวหนัง ภาควิชาอายุรศาสตร์
คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล

ที่มา: เดลินิวส์  13 ตุลาคม 2555

Advertisements

สะเก็ดเงินโรคกรรมพันธุ์ที่คนไทยไม่อยากเป็น

สำหรับผู้คนในสังคมทุกวันนี้ หลายๆ คนอาจหลงลืม โรคสะเก็ดเงิน หรือที่เรียกว่า โรคเรื้อนกวาง กันไปแล้ว ทั้งๆ ที่อุบัติการณ์ของโรคนี้ ส่งผลกระทบต่อจิตใจของผู้ป่วยและผู้คนในสังคมรอบข้างโดยตรง เรียกได้ว่าหากใครที่เป็นโรคนี้แล้ว สังคมอาจรังเกียจไม่อยากเข้าใกล้ ทั้งๆ ที่ไม่ใช่เป็นโรคติดต่อ แต่เป็นโรคที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรมได้ และเชื่อหรือไม่ว่าในประเทศไทย มีผู้ป่วยโรคนี้เทียบต่อประชากรจำนวน 100 คนจะมีผู้ป่วยเป็นโรคนี้ถึง 2 คน หรือเท่ากับคนไทยมีผู้ป่วยเป็นโรคนี้ประมาณ 1 ล้านคนเลยทีเดียว

โรคสะเก็ดเงิน เป็นโรคของการเรียนรู้และผู้ป่วยควรจะต้องได้รับความรู้เกี่ยวกับโรคนี้อย่างยิ่ง โดยผู้ป่วยส่วนใหญ่จะเริ่มปรากฏอาการผื่นขึ้น ใน 2 ช่วงอายุ ที่เริ่มเป็นคือ อายุประมาณ 22 ปี และ 55 ปี ในวัยผู้ใหญ่พบที่ช่วงอายุ 27-60 ปี ทั้งในเพศชายและเพศหญิง ส่วนในเด็กอายุเฉลี่ยที่พบ คือ 8 ปี และไม่น้อยกว่า 15 ปี

สำหรับความผิดปกติที่เกิดขึ้นผู้ป่วยจะเริ่มรู้สึกว่า มีผื่นหรือรอยแดงอยู่บนร่างกายของเขา ตามหนังศีรษะ ใบหน้า แขน นิ้ว มือ หลัง และบริเวณฝ่าเท้า จะทำให้ผู้ป่วยเริ่มวิตกจริต ไม่อยากที่จะเปิดเผยตัวเอง มีผลต่อจิตใจและอาชีพ หน้าที่การงาน ที่สำคัญผู้ป่วยโรคนี้ที่เป็นผู้ใหญ่ จะไม่แสดงอาการใดๆ ปรากฏในวัยเด็กหรือวัยรุ่นเลย โรคสะเก็ดเงินนี้ถือเป็นโรคที่เกี่ยวกับการทำงานที่ผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกัน ซึ่งส่งผลอย่างมากต่อผิวหนังของผู้ป่วย โดยสิ่งที่เกิดขึ้นก็คือระบบภูมิคุ้มกันนั้น สร้างเซลล์ผิวหนังเร็วเกินไป ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้ผิวหนังต้องถูกแทนที่วันเว้นวันเลยทีเดียว เมื่อมันเร็วกว่าปกติมาก ก็ส่งผลทำให้ผิวหนังเป็นเกล็ดหรือมีจุดสีแดงๆ ซึ่งจะทำให้เกิดอาการคัน และหงุดหงิดเป็นอย่างมาก ผู้ป่วยโรคสะเก็ดเงินนั้น จะต้องจัดการกับความหงุดหงิดและความคันที่เกิดขึ้นบ่อยๆ ซึ่งเป็นภาระทางใจและก่อให้เกิดความเสียหายต่างๆ ตามมามากมาย

โรคสะเก็ดเงินนั้นมีรากฐานมาจากพันธุกรรมและเป็นโรคที่เกิดตามกรรมพันธุ์ ซึ่งนั่นก็หมายความว่าคนไข้นั้น จำเป็นที่จะต้องรู้ว่าใครในครอบครัวของเขาที่เป็นโรคนี้มาก่อน ในทางกลับกันมันมีการส่งต่อผ่านสายโลหิต เมื่อคนไข้นั้นรู้ว่าตนเองเป็นโรคสะเก็ดเงินแล้ว เขามักจะได้รับกำลังใจในการใช้ชีวิตให้เป็นปกติและเข้าหาแนวทางใหม่ของชีวิต ซึ่งหมายถึงการทำความเข้าใจในโรค การใส่ใจกับการออกแดดในปริมาณมากเกินไป การเริ่มกินอาหารที่มีประโยชน์และหลีกเลี่ยงอาหารบางชนิดเพื่อที่จะลดความเสี่ยงของโรคให้เป็นอันตรายน้อยลง และที่สำคัญควรเข้ารับการตรวจวินิจฉัยและรักษาจากแพทย์อย่างสม่ำเสมอ ผู้ป่วยโรคสะเก็ดเงินส่วนใหญ่นั้น ต้องการความช่วยเหลือเพิ่มเติม ส่วนใหญ่แล้วเขาต้องการยา โรคสะเก็ดเงินเป็นโรคผิวหนังอักเสบเรื้อรังที่พบบ่อยชนิดหนึ่งมีชื่อภาษาอังกฤษว่า “Psoriasis”

โรคนี้เกิดจากเหตุปัจจัยหลายปัจจัยประกอบกัน ไม่ได้เกิดจากสาเหตุใดสาเหตุหนึ่งเพียงสาเหตุเดียว ไม่ได้เกิดจากเชื้อโรค สารเคมีหรือสภาวะทางฟิสิกส์ที่เป็นพิษต่อผิวหนังโดยตรงแต่เพียงอย่างเดียว แต่เป็นผลจากพันธุกรรมหรือยีนที่ผิดปกติหลายชนิด ร่วมกับปัจจัยทางสิ่งแวดล้อมทั้งภายในและภายนอกร่างกายที่ไม่เหมาะสม มากระตุ้นให้โรคปรากฏขึ้น อาการผื่นผิวหนังเป็นได้หลายรูปแบบ ที่พบบ่อย คือ ผิวหนังอักเสบเป็นปื้นแดง (Erythematous plaque) ลอกเป็นขุย เป็นๆ หายๆ ผู้ป่วยบางรายเป็นเฉียบพลันแล้วผื่นก็หายไป บางรายเป็นผื่นผิวหนังอักเสบเรื้อรัง ความผิดปกติอื่นๆ ที่อาจพบได้ คือ ความผิดปกติที่เล็บ ข้ออักเสบ เป็นต้น ผู้ป่วยอาจมีอาการผิดปกติของเล็บหรือปวดข้อนำมาก่อน หรือเกิดขึ้นพร้อมๆ กับอาการผื่นผิวหนังอักเสบ

ผื่นสะเก็ดเงินที่พบ จะมีลักษณะเป็นตุ่มหรือปื้นสีแดงจัด ขอบเขตผื่นชัดเจน มีขุยหรือสะเก็ดเงินปกคลุม ขุยผื่นมีลักษณะเหมือนแผ่นกระจกแตกร้าว ขุยสีขาวคล้ายเงิน (silvery-white scales) ปิดบนรอยผื่นสีแดงและเมื่อลอกขุยออกจะมีจุดเลือดออก (Auspitz sign) ผื่นบางชนิดมีหลายรูปแบบ อาจเป็นตุ่มกลมขนาดเล็กเท่าหยดน้ำ หรือผื่นกลมเท่าขนาดเหรียญหรือปื้นขนาดใหญ่กว่าฝ่ามือ ขอบปื้นอาจหยักโค้ง บางรายเป็นปื้นขนาดใหญ่จากแผ่นหลังจดตะโพก หรือบางรายผื่นเป็นทั่วตัวจนไม่เหลือผิวหนังปกติ ส่วนลักษณะการกระจายของผื่นที่พบบ่อยมี 2 แบบ แบบแรก เป็นผื่นนูนขนาดหยดน้ำหรือเหรียญ กระจายทั่วตัว (guttate psoriasis) มักเกิดในระยะเวลาสั้นๆ พบบ่อยในเด็กหลังทุเลาจากการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ ผื่นชนิดนี้จะค่อยๆ จางหายได้เอง หากได้รับการรักษาการติดเชื้อให้หายไป แต่มีโอกาสกลับเป็นซ้ำอีก ส่วนแบบที่สอง เป็นผื่นเรื้อรังเฉพาะที่ (psoriasis vulgaris หรือ plague type psoriasis) บริเวณซึ่งมีการเสียดสี เช่น ข้อศอก ข้อเข่า หลัง ตะโพก หนังศีรษะ เป็นผื่นขนาดใหญ่ ผื่นจะขยายค่อยเป็นค่อยไป และอาจหายได้เองแต่ช้าอาจต้องได้รับการรักษาที่เหมาะสม ผื่นสะเก็ดเงินเมื่อหายจะไม่เหลือรอย ในบางรายเมื่อผื่นหายจะเป็นรอยดำ และค่อยปรับเป็นผิวปกติภายหลัง ร้อยละ 80 ของผู้ป่วยผื่นสะเก็ดเงินเป็นผื่นแบบเรื้อรังเฉพาะที่ ผื่นสะเก็ดเงินอาจมีหลายแบบ เช่น ผื่นในซอกพับ (psoriasis inversus) ผื่นสะเก็ดเงินแบบตุ่มหนอง (pustular psoriasis) ผื่นสะเก็ดเงินทั่วตัว (psoriasis erythroderma) ฯลฯ

นอกจากนี้ โรคสะเก็ดเงินยังมีลักษณะแทรกซ้อน ซึ่งพบว่าโรคนี้มีการอักเสบของข้อ ทำให้มีผลต่อคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย โดยเฉพาะโรคที่เกี่ยวกับระบบเมตะบอลิซึม อาทิ โรคความดันโลหิตสูง ระดับน้ำตาลในเลือดสูง ส่งผลกระทบอาจเป็นโรคเบาหวานหรือโรคหลอดเลือดหัวใจตีบตัน

ในปัจจุบันมีคณะแพทยผิวหนังจากสถาบันและโรงพยาบาลต่างๆ หลายแห่งทั่วประเทศ อาทิ สถาบันโรคผิวหนัง กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข , คณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล , คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี , คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ , คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า , คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ , คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ,โรงพยาบาลศูนย์และโรงพยาบาลทั่วไปทั่วภูมิภาค ฯลฯ ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญดังกล่าว โดยสมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทยเห็นว่า โรคนี้ควรมีการเผยแพร่ในวงกว้าง เพื่อให้บุคคลทั่วไป ญาติคนไข้ได้รับรู้ลักษณะ ภาวะของโรค โดยเฉพาะอย่างยิ่งการตระหนักรู้ว่า สะเก็ดเงินไม่ติดต่อ ซึ่งแนวทางในการรักษา ทางเลือกต่างๆ ทางสมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทยโดยการสนับสนุนของลีโอฟาร์มา จะได้มีการประชาสัมพันธ์ในลำดับต่อๆ ไป เพื่อให้เกิดการดูแลรักษาผู้ป่วยโรคสะเก็ดเงินแบบองค์รวม ซึ่งหากว่าแพทย์วินิจฉัยว่าคุณเป็นโรคสะเก็ดเงิน จะเกิดคำถามข้อข้องใจหลายอย่างเช่น โรคอะไรชื่อแปลก โรคจะลุกลามไปทั้งตัวหรือไม่ ทำอย่างไรจะหาย เป็นโรคติดต่อหรือเปล่า และเมื่อได้รับคำชี้แจงว่าโรคไม่หาย ก็เกิดปัญหาทางใจซ้ำเติม มีความวิตกกังวล ซึมเศร้าแยกตัวจากสังคม เพราะเกรงว่าจะเป็นที่รังเกียจ ดังนั้น ถ้าผู้ป่วยเข้าใจเรื่องโรคนี้ดีขึ้น ก็จะช่วยให้สามารถปรับตัวอยู่กับโรคสะเก็ดเงินได้อย่างมีความสุข มีคุณภาพ มีสุขภาพผิวที่ดีขึ้น

ข้อมูล : รศ.นพ.นภดล นพคุณ อดีตนายกสมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทยและหัวหน้าสาขาตจวิทยา คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ที่มา: ไทยรัฐ 21 เมษายน 2555

.

Related Link:

..

เรื่องเล่า สะเก็ดเงิน..โรคไม่ติดต่อ

หลายๆ คนอาจลืม โรคสะเก็ดเงิน หรือโรคเรื้อนกวาง กันไปแล้ว  ทั้งๆ ที่อุบัติการณ์ของโรคนี้ ส่งผลต่อจิตใจของผู้ป่วยและคนรอบข้าง เรียกได้ว่า หากใครที่เป็นโรคนี้ สังคมอาจรังเกียจ ไม่อยากเข้าใกล้ แม้ในความเป็นจริง ไม่ใช่โรคติดต่อ แต่เป็นโรคที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรมได้

รศ.นพ.นภดล นพคุณ อดีตนายกสมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทยและหัวหน้าสาขาจิตวิทยา คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เล่าถึงโรคสะเก็ดเงินว่า ในประเทศไทย มีผู้ป่วยโรคนี้เทียบต่อประชากรจำนวน 100  คน จะมีผู้ป่วยเป็นโรคนี้ถึง 2 คน หรือเท่ากับคนไทยมีผู้ป่วยเป็นโรคนี้ประมาณ 1 ล้านคน

ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะเริ่มปรากฏอาการผื่นขึ้น ใน 2 ช่วงอายุ ในเด็กอายุเฉลี่ยที่พบ คือ 8 ปี และไม่น้อยกว่า 15 ปี ส่วนในวัยผู้ใหญ่พบที่ช่วงอายุ 27-60 ปี ทั้งในเพศชายและเพศหญิง

ความผิดปกติที่เกิดขึ้นผู้ป่วยจะเริ่มรู้สึกว่า  มีผื่นหรือรอยแดงอยู่บนร่างกายของเขา ตามหนังศีรษะ ใบหน้า แขน นิ้ว มือ หลัง และบริเวณฝ่าเท้า  จะทำให้ผู้ป่วยเริ่มวิตกจริต ไม่อยากที่จะเปิดเผยตัวเอง มีผลต่อจิตใจ ที่สำคัญผู้ป่วยโรคนี้ที่เป็นในผู้ใหญ่ จะไม่แสดงอาการใดๆ ปรากฏในวัยเด็กหรือวัยรุ่นเลย

โรคสะเก็ดเงิน ถือเป็นโรคเกี่ยวกับการทำงานที่ผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกัน ซึ่งส่งผลอย่างมากต่อผิวหนังของผู้ป่วย สิ่งที่เกิดขึ้น คือ ระบบภูมิคุ้มกันสร้างเซลล์ผิวหนังเร็วเกินไป ผิวหนังต้องถูกแทนที่วันเว้นวัน เมื่อเร็วกว่าปกติมาก ก็ส่งให้ผิวหนังเป็นเกล็ดหรือมีจุดสีแดงๆ เกิดอาการคัน และหงุดหงิดเป็นอย่างมาก

ส่วนที่ระบุว่า โรคดังกล่าวมีรากฐานมาจากพันธุกรรมและเป็นโรคที่เกิดตามกรรมพันธุ์ รศ.นพ.นภดล อธิบายว่า คนไข้นั้น จำเป็นที่จะต้องรู้ว่าใครในครอบครัวของเขาที่เป็นโรคนี้มาก่อน และมีการส่งต่อผ่านสายโลหิต

อย่างไรก็ตาม โรคนี้เกิดจากหลายปัจจัยประกอบกัน ไม่ได้เกิดจากเชื้อโรค สารเคมีหรือสภาวะทางฟิสิกส์ที่เป็นพิษต่อผิวหนังโดยตรงแต่เพียงอย่างเดียว แต่เป็นผลจากพันธุกรรมหรือยีนที่ผิดปกติหลายชนิด ร่วมกับปัจจัยทางสิ่งแวดล้อมทั้งภายในและภายนอกร่างกายที่ไม่เหมาะสม มากระตุ้นให้โรคปรากฏขึ้น

อาการผื่นผิวหนังเป็นได้หลายรูปแบบ ที่พบบ่อย คือ ผิวหนังอักเสบเป็นปื้นแดง ลอกเป็นขุย เป็นๆ หายๆ ผู้ป่วยบางรายเป็นเฉียบพลันแล้วผื่นก็หายไป บางรายเป็นผื่นผิวหนังอักเสบเรื้อรัง ทั้งยังมีความผิดปกติอื่นๆ ที่อาจพบได้ คือ อาการผิดปกติของเล็บหรือปวดข้อนำมาก่อน หรือเกิดขึ้นพร้อมๆ กับอาการผื่นผิวหนังอักเสบ

ผื่นสะเก็ดเงินที่พบ จะมีลักษณะเป็นตุ่มหรือปื้นสีแดงจัด ขอบเขตผื่นชัดเจน มีขุยหรือสะเก็ดเงินปกคลุม ขุยผื่นมีลักษณะเหมือนแผ่นกระจกแตกร้าว ขุยสีขาวคล้ายเงิน ปิดบนรอยผื่นสีแดงและเมื่อลอกขุยออกจะมีจุดเลือดออก

ผื่นที่ขึ้นยังมีหลายรูปแบบ อาจเป็นตุ่มกลมขนาดเล็กเท่าหยดน้ำ หรือผื่นกลมเท่าขนาดเหรียญหรือปื้นขนาดใหญ่กว่าฝ่ามือ ขอบปื้นอาจหยักโค้ง บางรายเป็นปื้นขนาดใหญ่จากแผ่นหลังจรดสะโพก หรือบางรายผื่นเป็นทั่วตัวจนไม่เหลือผิวหนังปกติ

ลักษณะการกระจายของผื่นที่พบบ่อยมี 2 แบบ  แบบแรก เป็นผื่นนูนขนาดหยดน้ำหรือเหรียญ กระจายทั่วตัวมักเกิดในระยะเวลาสั้นๆ พบบ่อยในเด็กหลังทุเลาจากการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ ผื่นชนิดนี้จะค่อยๆจางหายได้เองหากได้รับการรักษาการติดเชื้อให้หายไป แต่มีโอกาสกลับเป็นซ้ำอีก

แบบที่สอง เป็นผื่นเรื้อรังเฉพาะที่ บริเวณซึ่งมีการเสียดสี เช่น ข้อศอก ข้อเข่า หลัง สะโพก หนังศีรษะ เป็นผื่นขนาดใหญ่ ผื่นจะขยายค่อยเป็นค่อยไปและอาจหายได้เองแต่ช้าอาจต้องได้รับการรักษาที่เหมาะสม ผื่นสะเก็ดเงินเมื่อหายจะไม่เหลือรอย ในบางรายเมื่อผื่นหายจะเป็นรอยดำ และค่อยปรับเป็นผิวปกติภายหลัง

ร้อยละ 80 ของผู้ป่วยผื่นสะเก็ดเงินเป็นผื่นแบบเรื้อรังเฉพาะที่ โดยผื่นสะเก็ดเงินอาจมีหลายแบบ เช่น ผื่นในซอกพับ ผื่นสะเก็ดเงินแบบตุ่มหนอง ผื่นสะเก็ดเงินทั่วตัว  สำหรับผู้ที่เป็นโรคสะเก็ดเงิน อย่าออกแดดมากเกินไป และควรเข้ารับการตรวจวินิจฉัย-รักษาจากแพทย์อย่างสม่ำเสมอ.

ทีมเดลินิวส์ออนไลน์
takecareDD@gmail.com

ที่มา: เดลินิวส์ 23 เมษายน 2555

สะเก็ดเงิน โรคกรรมพันธุ์ที่คนไทยไม่อยากเป็น

โรคสะเก็ดเงิน แม้รักษาไม่หาย แต่ควรรู้วิธีรับมือ เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดี

สำหรับผู้คนในสังคมทุกวันนี้ หลาย ๆ คนอาจหลงลืม โรคสะเก็ดเงิน หรือที่เรียกว่าโรคเรื้อนกวาง กันไปแล้ว ทั้งๆ ที่อุบัติการณ์ของโรคนี้ ส่งผลกระทบต่อจิตใจของผู้ป่วยและผู้คนในสังคมรอบข้างโดยตรง เรียกได้ว่าหากใครที่เป็นโรคนี้แล้ว สังคมอาจรังเกียจไม่อยากเข้าใกล้ ทั้ง ๆ ที่ไม่ใช่เป็นโรคติดต่อ แต่เป็นโรคที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรมได้ และเชื่อหรือไม่ว่าในประเทศไทย มีผู้ป่วยโรคนี้เทียบต่อประชากรจำนวน 100 คนจะมีผู้ป่วยเป็นโรคนี้ถึง 2 คน หรือเท่ากับคนไทยมีผู้ป่วยเป็นโรคนี้ประมาณ 1 ล้านคนเลยทีเดียว

โรคสะเก็ดเงิน เป็นโรคของการเรียนรู้และผู้ป่วยควรจะต้องได้รับความรู้เกี่ยวกับโรคนี้อย่างยิ่ง โดยผู้ป่วยส่วนใหญ่จะเริ่มปรากฏอาการผื่นขึ้น ใน 2 ช่วงอายุ ที่เริ่มเป็นคือ อายุประมาณ 22 ปี และ 55 ปี ในวัยผู้ใหญ่พบที่ช่วงอายุ 27-60 ปี ทั้งในเพศชายและเพศหญิง ส่วนในเด็กอายุเฉลี่ยที่พบ คือ 8 ปี และไม่น้อยกว่า 15 ปี

สำหรับความผิดปกติที่เกิดขึ้น ผู้ป่วยจะเริ่มรู้สึกว่า มีผื่นหรือรอยแดงอยู่บนร่างกายของเขา ตามหนังศีรษะ ใบหน้า แขน นิ้ว มือ หลัง และบริเวณฝ่าเท้า จะทำให้ผู้ป่วยเริ่มวิตกจริต ไม่อยากที่จะเปิดเผยตัวเอง มีผลต่อจิตใจและอาชีพ หน้าที่ การงาน ที่สำคัญผู้ป่วยโรคนี้ที่เป็นผู้ใหญ่ จะไม่แสดงอาการใดๆ ปรากฏในวัยเด็กหรือวัยรุ่นเลย

โรคสะเก็ดเงินนี้ถือเป็นโรคที่เกี่ยวกับการทำงานที่ผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกัน ซึ่งส่งผลอย่างมากต่อผิวหนังของผู้ป่วย โดยสิ่งที่เกิดขึ้นก็คือระบบภูมิคุ้มกันนั้น สร้างเซลล์ผิวหนังเร็วเกินไป ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้ผิวหนังต้องถูกแทนที่วันเว้นวันเลยทีเดียว เมื่อมันเร็วกว่าปกติมาก ก็ส่งผลทำให้ผิวหนังเป็นเกล็ดหรือมีจุดสีแดงๆ ซึ่งจะทำให้เกิดอาการคัน และหงุดหงิดเป็นอย่างมาก ผู้ป่วยโรคสะเก็ดเงินนั้น จะต้องจัดการกับความหงุดหงิดและความคันที่เกิดขึ้นบ่อยๆ ซึ่งเป็นภาระทางใจและก่อให้เกิดความเสียหายต่างๆ ตามมามากมาย

โรคสะเก็ดเงินนั้นมีรากฐานมาจากพันธุกรรมและเป็นโรคที่เกิดตามกรรมพันธุ์ ซึ่งนั่นก็หมายความว่าคนไข้นั้น จำเป็นที่จะต้องรู้ว่าใครในครอบครัวของเขาที่เป็นโรคนี้มาก่อน ในทางกลับกันมันมีการส่งต่อผ่านสายโลหิต เมื่อคนไข้นั้นรู้ว่าตนเองเป็นโรคสะเก็ดเงินแล้ว เขามักจะได้รับกำลังใจในการใช้ชีวิตให้เป็นปกติและเข้าหาแนวทางใหม่ของชีวิต

หมายถึงการทำความเข้าใจในโรค การใส่ใจกับการออกแดดในปริมาณมากเกินไป การเริ่มกินอาหารที่มีประโยชน์และหลีกเลี่ยงอาหารบางชนิดเพื่อที่จะลดความเสี่ยงของโรคให้เป็นอันตรายน้อยลง และที่สำคัญควรเข้ารับการตรวจวินิจฉัยและรักษาจากแพทย์อย่างสม่ำเสมอ ผู้ป่วยโรคสะเก็ดเงินส่วนใหญ่นั้น ต้องการความช่วยเหลือเพิ่มเติม ส่วนใหญ่แล้วเขาต้องการยา

โรคสะเก็ดเงินเป็นโรคผิวหนังอักเสบเรื้อรังที่พบบ่อยชนิดหนึ่งมีชื่อภาษาอังกฤษว่า “Psoriasis” โรคนี้เกิดจากเหตุปัจจัยหลายอย่างประกอบกัน ไม่ได้เกิดจากสาเหตุใดสาเหตุหนึ่งเพียงสาเหตุเดียว ไม่ได้เกิดจากเชื้อโรค สารเคมีหรือสภาวะทางฟิสิกส์ที่เป็นพิษต่อผิวหนังโดยตรงแต่เพียงอย่างเดียว แต่เป็นผลจากพันธุกรรมหรือยีนที่ผิดปกติหลายชนิด ร่วมกับปัจจัยทางสิ่งแวดล้อมทั้งภายในและภายนอกร่างกายที่ไม่เหมาะสมมากระตุ้นให้โรคปรากฏขึ้น

อาการผื่นผิวหนังเป็นได้หลายรูปแบบ ที่พบบ่อย คือ ผิวหนังอักเสบเป็นปื้นแดง (Erythematous plaque) ลอกเป็นขุย เป็นๆ หายๆ ผู้ป่วยบางรายเป็นเฉียบพลันแล้วผื่นก็หายไป บางรายเป็นผื่นผิวหนังอักเสบเรื้อรัง ความผิดปกติอื่นๆ ที่อาจพบได้ คือ ความผิดปกติที่เล็บ ข้ออักเสบ เป็นต้น ผู้ป่วยอาจมีอาการผิดปกติของเล็บหรือปวดข้อนำมาก่อน หรือเกิดขึ้นพร้อมๆกับอาการผื่นผิวหนังอักเสบ

ผื่นสะเก็ดเงินที่พบ จะมีลักษณะเป็นตุ่มหรือปื้นสีแดงจัด ขอบเขตผื่นชัดเจน มีขุยหรือสะเก็ดเงินปกคลุม ขุยผื่นมีลักษณะเหมือนแผ่นกระจกแตกร้าว ขุยสีขาวคล้ายเงิน (silvery-white scales) ปิดบนรอยผื่นสีแดงและเมื่อลอกขุยออกจะมีจุดเลือดออก (Auspitz sign) ผื่นบางชนิดมีหลายรูปแบบ อาจเป็นตุ่มกลมขนาดเล็กเท่าหยดน้ำ หรือผื่นกลมเท่าขนาดเหรียญหรือปื้นขนาดใหญ่กว่าฝ่ามือ ขอบปื้นอาจหยักโค้ง บางรายเป็นปื้นขนาดใหญ่จากแผ่นหลังจรดสะโพก หรือบางรายผื่นเป็นทั่วตัวจนไม่เหลือผิวหนังปกติ

ส่วนลักษณะการกระจายของผื่นที่พบบ่อยมี 2 แบบ

แบบแรก เป็นผื่นนูนขนาดหยดน้ำหรือเหรียญ กระจายทั่วตัว (guttate psoriasis) มักเกิดในระยะเวลาสั้นๆ พบบ่อยในเด็กหลังทุเลาจากการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ ผื่นชนิดนี้จะค่อยๆ จางหายได้เองหากได้รับการรักษาการติดเชื้อให้หายไป แต่มีโอกาสกลับเป็นซ้ำอีก

ส่วนแบบที่สอง เป็นผื่นเรื้อรังเฉพาะที่ (psoriasis vulgaris หรือ plague type psoriasis) บริเวณซึ่งมีการเสียดสี เช่น ข้อศอก ข้อเข่า หลัง สะโพก หนังศีรษะ เป็นผื่นขนาดใหญ่ ผื่นจะขยายค่อยเป็นค่อยไปและอาจหายได้เองแต่ช้าอาจต้องได้รับการรักษาที่เหมาะสม ผื่นสะเก็ดเงินเมื่อหายจะไม่เหลือรอย ในบางรายเมื่อผื่นหายจะเป็นรอยดำ และค่อยปรับเป็นผิวปกติภายหลัง ร้อยละ 80 ของผู้ป่วยผื่นสะเก็ดเงินเป็นผื่นแบบเรื้อรังเฉพาะที่ ผื่นสะเก็ดเงินอาจมีหลายแบบ เช่น ผื่นในซอกพับ (psoriasis inversus) ผื่นสะเก็ดเงินแบบตุ่มหนอง (pustular psoriasis) ผื่นสะเก็ดเงินทั่วตัว (psoriasis erythroderma) ฯลฯ

นอกจากนี้ โรคสะเก็ดเงินยังมีลักษณะแทรกซ้อน ซึ่งพบว่าโรคนี้มีการอักเสบของข้อ ทำให้มีผลต่อคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย โดยเฉพาะโรคที่เกี่ยวกับระบบเมตะบอลิซึม อาทิ โรคความดันโลหิตสูง ระดับน้ำตาลในเลือดสูง ส่งผลกระทบอาจเป็นโรคเบาหวานหรือโรคหอดเลือดหัวใจตีบตัน

ปัจจุบันยังไม่มีวิธีที่รักษาโรคสะเก็ดเงินให้หายขาดได้ แต่เมื่อเป็นควรพบแพทย์ รักษาตามอาการที่เกิดขึ้นเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดี

ข้อมูลโดย : รศ.นพ.นภดล นพคุณ อดีตนายกสมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทยและหัวหน้าสาขาตจวิทยา คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ 31 มีนาคม 2555

เป็นโรคสะเก็ดเงินทำไมปวดข้อ โดย นายแพทย์กิตติ โตเต็มโชคชัยการ

Psoriasis of the back.

Image via Wikipedia

ไร้โรคาพาร่ำรวย

นายแพทย์กิตติ โตเต็มโชคชัยการ

เป็นโรคสะเก็ดเงินทำไมปวดข้อ

คำถามนี้ เป็นคำถามที่ผู้ป่วยโรคสะเก็ดเงิน มักจะถามบ่อย ก่อนอื่นคงต้องขอกล่าวถึงโรคสะเก็ดเงิน (psoriasis) ก่อนว่า เป็นโรคผิวหนังเรื้อรังชนิดหนึ่งที่มีคนเป็นกันไม่น้อย 

เป็นโรคที่เกิดจากภูมิคุ้มกันผิดปกติโรคหนึ่ง คือมีการอักเสบของผิวหนังที่เกิดจากแพ้ภูมิตนเอง การอักเสบนี้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง อักเสบมากบ้าง น้อยบ้าง บริเวณของผิวหนังที่เป็นก็มักจะเป็นบริเวณแขน ขา ลำตัว แต่ถ้าเป็นมากๆ หรือบางครั้งก็อาจจะเป็นในที่ซ่อนเร้น เช่น สะดือ ร่องก้น นอกจากนี้ ยังอาจเป็นที่หนังศีรษะ บริเวณไรผม หรือทั้งหนังศีรษะ

ผิวหนังบริเวณที่อักเสบจะเป็นผื่นแดง คันไม่มาก แต่ที่สำคัญผิวหนังจะเป็นขุยสีขาวๆ คล้ายสะเก็ดเงิน ขุยสีขาวนี้เป็นลักษณะเฉพาะของโรคสะเก็ดเงิน ซึ่งในสมัยก่อนโรคสะเก็ดเงินนี้มีอีกชื่อหนึ่งว่าโรคเรื้อนกวาง เพราะลักษณะรอยโรคที่ผิวหนังคล้ายโรคเรื้อน แต่ไม่ทราบทำไมถึงเป็นเรื้อนกวาง อาจจะเหมือนโรคเรื้อนในสัตว์จำพวกกวางก็เป็นได้

An arm covered with plaque psoriasis

Image via Wikipedia

โรคสะเก็ดเงินในผู้ป่วยบางรายเป็นไม่มาก หรืออยู่ในร่มผ้าก็ไม่เป็นที่สังเกตเห็น ในผู้ป่วยบางรายที่มีอาการรุนแรงก็อาจจะเป็นทั้งตัว เป็นผื่นแดงเป็นปื้นใหญ่ ทำความลำบากใจหรือเป็นทุกข์ให้ผู้ป่วยไม่น้อย แต่โรคนี้ส่วนมากมีแต่รอยโรคที่ผิวหนัง ไม่ถึงกับเป็นอันตรายหรือเกิดโรคแทรกซ้อนที่รุนแรง และไม่ถึงกับเสียชีวิต

การรักษาก็แล้วแต่ว่ามีรอยโรคมากน้อย มีความรุนแรงขนาดไหน ซึ่งจะแตกต่างกันในผู้ป่วยแต่ละราย บางรายก็รักษาง่าย บางรายก็รักษายาก บางรายแค่ยาทาก็ดีขึ้น บางรายต้องทั้งรับประทานยา หรือต้องได้รับการฉายแสงร่วมด้วยก็มี บางรายตัวโรคดื้อต่อการรักษามาก ก็อาจจะต้องได้รับการรักษาด้วยยาชีวภาพซึ่งมีราคาแพงมาก จึงจะควบคุมรอยโรคที่ผิวหนังได้

ส่วนมากแล้วผู้ป่วยที่เป็นโรคสะเก็ดเงินจะต้องได้รับการรักษาต่อเนื่องกันเป็นเวลาหลายปีจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางโรคผิวหนัง เคยมีการจัดอันดับโรคที่มีผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตของผู้ป่วย โรคไหนมีผลกระทบเพียงใด ปรากฏว่าโรคสะเก็ดเงินมีผลกระทบต่อผู้ป่วยมากเป็นอันดับ 2 รองจากโรคหัวใจล้มเหลว แต่มากกว่าโรคเบาหวาน โรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด หรือมากกว่าโรคมะเร็งมาก

ปัญหาที่ถามว่า โรคสะเก็ดเงินมีข้ออักเสบได้หรือไม่ คำตอบคือมีได้ เนื่องจากโรคสะเก็ดเงินเป็นโรคที่เกิดจากภูมิคุ้มกันที่ผิดปกติโรคหนึ่ง เป็นโรคที่เกิดจากภูมิคุ้มกันของผู้ป่วยเอง มีการต่อต้านเซลล์ผิวหนังของผู้ป่วยทำให้เกิดการอักเสบเรื้อรัง เซลล์ผิวหนังมีการตายไป หลุดลอกออกมาเป็นขุยๆ ทำให้ต้องมีการแบ่งตัวของเซลล์เพื่อสร้างเซลล์ใหม่ขึ้นมาทดแทนเกือบตลอดเวลา ในอัตราที่เร็วกว่าปกติมาก ความที่ภูมิคุ้มกันของผู้ป่วยเกิดต่อต้านเซลล์ของตัวเองก็ทำให้มีโอกาสที่จะเกิดการต่อต้านอวัยวะอื่นนอกจากผิวหนังได้

ข้อ ก็เป็นอวัยวะหนึ่งที่มักจะถูกต่อต้านเมื่อเกิดภาวะภูมิคุ้มกันผิดปกติ ดังที่เกิดขึ้นในผู้ป่วยโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ หรือผู้ป่วยโรคเอสแอลอี หรือโรคพุ่มพวง ที่คนไทยเราเริ่มรู้จักกัน นอกจากนี้ ลักษณะของอาการข้ออักเสบในผู้ป่วยโรคสะเก็ดเงินยังมีตำแหน่งของข้อที่อักเสบ และลักษณะทางคลินิกที่คล้ายกับอาการข้ออักเสบในผู้ป่วยกลุ่มโรคข้อและข้อสันหลังอักเสบ (spondyloarthropathy) ดังนั้น โรคข้ออักเสบที่เกิดในผู้ป่วยโรคสะเก็ดเงินที่เราเรียกว่าโรคข้ออักเสบสะเก็ดเงิน (psoriatic arthritis) จึงจัดเป็นโรคหนึ่งในกลุ่มของโรคข้อและข้อสันหลังอักเสบ โดยผู้ป่วยที่เป็นโรคในกลุ่มนี้ จะมีอาการปวดข้อ ข้อบวมบริเวณข้อ เข่าหรือข้อเท้า เป็นๆ หายๆ มีการอักเสบของเส้นเอ็นบริเวณเอ็นร้อยหวาย หรือเอ็นฝ่าเท้า มีอาการปวดหลังโดยเฉพาะหลังส่วนล่าง มีนิ้วมือหรือนิ้วเท้าอักเสบบวมทั้งนิ้ว เป็นต้น นอกจากนี้ ผู้ป่วยในกลุ่มโรคข้อและข้อสันหลังอักเสบส่วนมากจะตรวจเลือดไม่พบรูมาตอยด์แฟคเตอร์ (rheumatoid factor) จึงไม่ใช่โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์

โรคข้ออักเสบสะเก็ดเงินนี้ ผู้ชายและผู้หญิงมีโอกาสเป็นพอๆ กัน อายุที่เป็นจะอยู่ในช่วง 30-55 ปี ในคนทั่วไป 100 คน จะมีคนที่มีโอกาสเป็นประมาณ 1-2 คน แต่สำหรับผู้ป่วยที่เป็นโรคสะเก็ดเงินอยู่แล้ว 100 คน จะมีประมาณ 25 คนที่จะเป็นโรคข้ออักเสบด้วย โดยในจำนวนคนที่เป็นโรคข้ออักเสบสะเก็ดเงิน 100 คน 75 คนจะเป็นโรคสะเก็ดเงินที่ผิวหนังมาก่อนที่จะมีอาการทางข้อ จะมีประมาณ 15 คนที่มีอาการข้ออักเสบก่อนแล้วค่อยพบว่ามีรอยโรคสะเก็ดเงินที่ผิวหนังตามมา ที่เหลือร้อยละ 10 อาการทางผิวหนังและข้ออักเสบเกิดขึ้นพร้อมๆ กัน ผู้ป่วยที่มีอาการทางข้อรุนแรงจนมีข้อพิการจะมีอาการทางผิวหนังรุนแรง แต่ผู้ป่วยที่มีอาการผิวหนังรุนแรงอาการทางข้ออาจไม่รุนแรงก็ได้

ลักษณะอาการทางข้อส่วนมากจะมีการอักเสบอย่างช้าๆ มีเพียงส่วนน้อยที่มีอาการรุนแรงอย่างรวดเร็ว ส่วนมากจะมีอาการปวดข้อ มีข้อฝืด แต่ข้อบวมไม่มาก คล้ายกับที่เกิดในโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ แต่รุนแรงน้อยกว่า ข้อที่มักจะมีการอักเสบจะเป็นบริเวณข้อปลายนิ้ว ทั้งนิ้วมือและนิ้วเท้า ซึ่งแตกต่างกับโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ที่มักเป็นบริเวณข้อโคนนิ้ว หรือข้อกลางนิ้วมากกว่า ที่สำคัญคือ บริเวณเล็บของผู้ป่วยโรคข้ออักเสบสะเก็ดเงิน มักจะมีการเปลี่ยนแปลงของเล็บแบบที่เกิดในโรคสะเก็ดเงินเกิดขึ้นที่เล็บของนิ้วที่จะมีข้อปลายนิ้วอักเสบ การเปลี่ยนแปลงของเล็บในผู้ป่วยโรคข้ออักเสบสะเก็ดเงินมักเป็นรุนแรง การอักเสบของข้อปลายนิ้วนี้สามารถทำให้เกิดการกัดกร่อนกระดูกและข้อบริเวณปลายนิ้ว จนทำให้เกิดความพิการของข้อนิ้วได้ ทำให้เกิดความพิการผิดรูปผิดร่างได้ ผู้ป่วยร้อยละ 40-50 จะมีอาการปวดหลังและตรวจพบความผิดปกติบริเวณกระดูกสันหลัง ซึ่งส่วนมากจะมีการอักเสบของข้อต่อของกระดูกก้นกบกับกระดูกเชิงกราน ซึ่งอาจจะเป็นข้างเดียวหรือ 2 ข้างก็ได้

นอกจากนี้ อาจมีอาการเยื่อบุตาอักเสบ ม่านตาอักเสบได้ พบได้ประมาณร้อยละ 7-33 สำหรับผู้ป่วยที่มีเชื้อโรคเอดส์ในตัว หรือเป็นโรคเอดส์จะมีอาการของโรคข้ออักเสบสะเก็ดเงินเกิดขึ้นได้ หรือผู้ป่วยโรคสะเก็ดเงินหรือโรคข้ออักเสบสะเก็ดเงิน เกิดไปได้รับเชื้อโรคเอดส์มา จะมีอาการของโรคสะเก็ดเงินหรือโรคข้ออักเสบสะเก็ดเงินที่รุนแรง และมีการดำเนินโรคอย่างรวดเร็วได้

การรักษาโรคข้ออักเสบสะเก็ดเงิน ทำได้โดยพยายามควบคุมการอักเสบทั้งผื่นผิวหนังและข้อให้ได้ ถึงแม้จะไม่มีความสัมพันธ์อย่างแน่นอนระหว่างอาการทางข้อและผื่นผิวหนังก็ตาม การรักษาเบื้องต้นจึงมีการใช้ยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ เพื่อบรรเทาอาการปวดและอาการอักเสบของข้อ ร่วมกับการใช้ยาทาบริเวณผิวหนังเพื่อลดการอักเสบของผิวหนัง

สำหรับผู้ป่วยบางรายที่มีอาการข้ออักเสบรุนแรงและมีแนวโน้มว่าจะมีการทำลายข้อสูง เช่น ตรวจพบว่ามีข้ออักเสบเกิน 5 ข้อ มีสารน้ำในข้อทำให้ข้อบวมเสมอๆ มีประวัติการใช้ยาหลายชนิดในการควบคุมโรคแล้วไม่ได้ผล มีการตรวจเลือดพบว่ามีการอักเสบในร่างกายมาก มีประวัติทางพันธุกรรมว่ามีญาติที่เป็นโรคชนิดนี้ที่มีอาการรุนแรง อาจจะต้องพิจารณาใช้ยาในกลุ่มยาปรับเปลี่ยนการดำเนินโรค (disease-modifying drug) เพื่อควบคุมการอักเสบและป้องกันการทำลายข้อ ป้องกันการเกิดความพิการหรือผิดรูปร่างของข้อที่จะเกิดตามมาตั้งแต่ระยะแรกๆ เช่น ยาเมโธเทร็กเซท (methotexate) ยาต้านมาลาเรีย ยาซัลฟาซาลาซีน (sulfasalazine) ยาอะซาไธโอพรีน (azathioprine) ยาเลฟลูโนไมด์ (leflunomide) เป็นต้น ซึ่งในระหว่างที่ผู้ป่วยได้รับยาเหล่านี้ต้องมีการติดตามผลของยาและผลข้างเคียงของยาแต่ละชนิดที่อาจเกิดขึ้นอย่างใกล้ชิด

สำหรับผู้ป่วยโรคข้ออักเสบสะเก็ดเงินที่มีอาการรุนแรงมาก ทั้งอาการทางข้อหรืออาการทางผิวหนัง และไม่ตอบสนองต่อยาปรับการดำเนินโรคที่ให้มาเป็นระยะเวลาหนึ่งแล้ว ในปัจจุบันยังมียาอีกกลุ่มหนึ่งที่อาจจะพิจารณานำมารักษาโรคสะเก็ดเงินหรือโรคข้ออักเสบสะเก็ดเงินที่รุนแรงได้ คือยาในกลุ่มยาชีวภาพ (biologic agent) ซึ่งได้แก่ ยาที่ต่อต้านสาร tumor necrosis factor (TNF) ซึ่งเป็นสารตัวกลางสำคัญที่ทำให้เกิดการอักเสบและการทำลายข้อหรือผิวหนัง เช่น ยาเอ็นเบล (Enbrel) หรือยาเรมีเคต (Remicade) ที่มีการนำมาใช้รักษาโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์หรือโรคในกลุ่มโรคข้อและข้อสันหลังอักเสบอื่นๆ เช่น โรคข้อสันหลังอักเสบติดยึด (ankylosing spondylitis) หรือแม้กระทั่งโรคลำไส้อักเสบเรื้อรัง (Crohn”s disease) มาเป็นระยะเวลาหนึ่ง โดยมีรายงานประสิทธิภาพของยาในผู้ป่วยโรคข้ออักเสบสะเก็ดเงิน พบว่าได้ผลดีทั้งอาการทางข้อและผิวหนัง ทำให้สามารถลดการใช้ยาปรับเปลี่ยนตัวโรคอื่นๆ เช่น ลดขนาดการใช้ยาเมโธเทร็กเซตที่ใช้ร่วมด้วยลงได้ ทำให้ผู้ป่วยได้รับผลข้างเคียงจากยาปรับเปลี่ยนตัวโรคน้อยลง แต่ยาชีวภาพเองก็มีผลข้างเคียง ซึ่งส่วนมากจะเป็นปฏิกิริยาบริเวณที่ฉีดยา เนื่องจากยาชีวภาพเป็นยาที่ให้โดยการฉีดใต้ผิวหนังหรือทางเส้นเลือด แต่ที่สำคัญคือ มีโอกาสเกิดการติดเชื้อสูงขึ้นหรือพบการกำเริบของเชื้อวัณโรคเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ ยาชีวภาพเป็นยาที่มีราคาแพงมาก การใช้จึงจำเป็นต้องเลือกใช้ให้เหมาะสม

โรคข้ออักเสบสะเก็ดเงิน เป็นโรคที่มีอาการของผื่นสะเก็ดเงินที่ผิวหนังร่วมกับอาการทางข้อ ผู้ป่วยจำเป็นต้องได้รับการดูแลโดยแพทย์ผิวหนัง ร่วมกับแพทย์ทางด้านโรคข้อ การรักษาในปัจจุบันมีวิธีการที่ได้ผลดี ถ้าได้รับการรักษาที่ถูกต้องตั้งแต่ระยะแรกจะสามารถป้องกันความพิการที่จะเกิดขึ้นได้ และทำให้ผู้ที่เป็นโรคสะเก็ดเงินหรือข้ออักเสบสะเก็ดเงิน มีคุณภาพชีวิตที่ดีต่อไป

สะเก็ดเงิน เกินเลย ไม่เฉยนิ่ง

ข้อปวดจริง อิงปวดหลัง พังทั้งสอง

รีบรักษา พากันไว้ ให้สมปอง

มีเงินทอง ก็ไม่ไซร้ ไร้โรคา

ข้อมูลจาก มติชน 01 พฤษภาคม 2551