อาหารไฟแรง เผาสมองเสื่อม

thairath150206-1นักวิจัยของวิทยาลัยแพทย์เมาท์ ไซนาย รัฐนิวยอร์กของสหรัฐอเมริกา ค้นพบด้วยความห่วงใยผู้คนว่า การกินอาหารที่ประกอบอาหารด้วยไฟแรงๆ จะทำให้ล่อแหลมต่อการเป็นโรคสมองเสื่อมหนักขึ้น

เมื่อเราปรุงอาหารด้วยไฟแรงๆ หรือแม้แต่เก็บเนื้อสัตว์ไว้ในอุณหภูมิ 26-28 องศาเซลเซียสเป็นเวลานานๆ อย่างเช่น พวกเนยแข็ง มันจะทำให้เกิดสารผสม ซึ่งประกอบด้วยน้ำตาล โปรตีนและสารที่มีอณูขนาดใหญ่อื่นๆ สารผสมนี้จะทำให้เป็นโรคเรื้อรังต่างๆขึ้นโดยง่าย ด้วยการก่อให้เกิดการอักเสบ หรือการที่เซลล์ถูกทำลายโดยอนุมูลอิสระ อันเป็นสาเหตุของความเสื่อมโรคเรื้อรังมากกว่า 70 ชนิด

นักวิจัยกล่าวว่า เราพบว่าหนูที่เลี้ยงด้วยอาหารที่มีสารผสมนี้สูง จะเกิดโรคเหมือนกับกินอาหารแบบตะวันตกขึ้นในสมอง ซึ่งเป็นสารประกอบของคราบที่ทำให้เกิดเป็นโรคสมองเสื่อม การปรุงอาหารด้วยไฟแรงๆ มากเท่าไรยิ่งก่อให้เกิดสารนี้มากขึ้น.

ที่มา : ไทยรัฐ  6  กุมภาพันธ์ 2558

Advertisements

NCD โรคไม่ติดต่อ โดย ผศ.ดร.พญ.มยุรี หอมสนิท

manager140625_01“องค์การอนามัยโลกระบุว่า โรคที่เกิดจากการใช้ชีวิตของคนในปัจจุบันทั่วโลก เกิดจากกลุ่มโรคเรื้อรัง NCD มากถึง 68%”
NCD ย่อมาจาก Non Communicable Disease หรือกลุ่มโรคไม่ติดต่อ โรคกลุ่มนี้เกิดได้จากหลายสาเหตุ แต่ที่สำคัญและก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพในคนส่วนใหญ่ ได้แก่ โรคที่เกิดจากการใช้ชีวิตอย่างไม่เหมาะสม ทั้งในการบริโภคอาหาร การออกกำลังกาย ร่วมกับความเสื่อมของร่างกายตามอายุ ซึ่งทำให้เกิดโรคเรื้อรัง เช่น โรคเบาหวาน โรคไขมันในเลือดสูง โรคความดันโลหิตสูง กระดูกพรุน มะเร็ง โรคเหล่านี้อาจนำไปสู่โรคที่รุนแรงยิ่งขึ้น เช่น โรคหลอดเลือดหัวใจ โรคไตเรื้อรัง และโรคสมองเสื่อมจากสาเหตุต่างๆ ทำให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตแย่ลง มีความพิการ หรือแม้แต่เป็นสาเหตุของการเสียชีวิตได้

จากรายงานขององค์การอนามัยโลก พ.ศ.2551 (ไม่แตกต่างจากสถานการณ์ปัจจุบันมากนัก) มียอดผู้เสียชีวิต 57 ล้านคน ปรากฏว่า 36 ล้านคน หรือ 63% เกิดจากโรคที่ไม่ติดต่อ อันดับ 1 คือ โรคหลอดเลือดหัวใจ (48% หรือ 17.28 ล้านคน) โรคมะเร็ง (21% หรือ 7.6 ล้านคน) โรคระบบหายใจเรื้อรัง (12% หรือ 4.2 ล้านคน) และโรคเบาหวาน (ที่เป็นสาเหตุโดยตรง 3.5% หรือ 1.3 ล้านคน) ซึ่งทั้งหมดนี้เกิดมาจากพฤติกรรมการสูบบุหรี่ การไม่ออกกำลังกาย การรับประทานอาหารที่ไม่เหมาะสม รวมทั้งการดื่มแอลกอฮอล์มากไป

และจากพฤติกรรมยังเป็นที่มาของโรคความดันโลหิตสูง ทำให้เป็นสาเหตุของการเสียชีวิตถึง 16.5% ของทั่วโลกจากการสูบบุหรี่ และจากน้ำตาลในเลือดสูง 9% การไม่ออกกำลังกาย 6% และน้ำหนักเกิน 6% หรือภาวะอ้วนเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตถึง 5% อีกด้วย

จากสถิติจะเห็นได้ว่า คนทุกวัยมีสิทธิ์ที่จะเป็น แต่โรคเรื้อรังกลุ่มนี้มักพบในผู้สูงอายุ ที่มีการใช้ชีวิตที่ไม่ดีต่อสุขภาพ การสูบบุหรี่ทำให้มีผู้เสียชีวิต 6 ล้านคนทุกปี รวมถึงผู้ที่เสียชีวิตจากการสูดควันบุหรี่จากผู้อื่น และคาดการณ์ว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 8 ล้าน นอกจากนี้ยังมีผู้เสียชีวิต 3.2 ล้านคน จากการที่ออกกำลังกายไม่เพียงพอ มีผู้เสียชีวิต 2.5 ล้านคน จากการดื่มแอลกอฮอล์ 1.7 ล้านคน เสียชีวิตจากการรับประทานผลไม้และผักน้อยไป

ปัจจุบันแนวโน้มผู้ป่วยกลุ่มโรค NCD ได้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งมีอายุน้อยลงเรื่อยๆ ซึ่งเราพิจารณาจากน้ำหนักตัวของประชากร ที่อยู่ในเกณฑ์เกินมาตรฐานมีจำนวนเพิ่มขึ้น ทำให้เกิดปัจจัยเสี่ยงที่จะเกิดกลุ่มโรค NCD

ที่มา : ASTVผู้จัดการออนไลน์ 25 มิถุนายน 2557

 

manager140702_01

ปรับพฤติกรรม ปลอดภัยจาก NCD
“ในเรื่องของกลุ่มโรคเรื้อรัง NCD ที่มาพร้อมกับการใช้ชีวิตประจำวันของเรา เป็นเรื่องที่ควรรู้ รวมถึงการปรับพฤติกรรม เพื่อให้ห่างไกลจากลุ่มโรคเรื้อรังเหล่านี้”
ปัจจุบันแนวโน้มผู้ป่วยกลุ่มโรค NCD จะเริ่มจากภาวะเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ซึ่งหากเกิดขึ้นแล้วมักจะเป็นเรื้อรังโดยตามมาด้วยโรคแทรกซ้อนต่างๆ เช่น ถ้าเป็นโรคเบาหวาน อาจจะเป็นอัมพฤกษ์ อัมพาตได้ ซึ่งสาเหตุของการเกิดโรคเรื้อรังเหล่านี้ มาจากพฤติกรรมที่ไม่สมดุลกัน ทั้งเรื่องการรับประทานอาหาร การพักผ่อน การออกกำลังกาย และการทำงานที่สะสม จนเกิดผลเสียต่อสุขภาพได้ทั้งสิ้น

เริ่มแรกเราต้องตระหนักว่า โรคเรื้อรังต่างๆ ส่งผลเสียต่อสุขภาพของตนเอง และส่งผลกระทบกับคนในครอบครัว เมื่อตระหนักแล้วก็ต้องรู้จักปรับรูปแบบการดำเนินชีวิตที่เราเคยปฏิบัติกันมาจนเคยชิน ซึ่งทำได้ไม่ยาก โดยเริ่มต้นจากปัจจัยสำคัญที่สุดคือ อาหารที่เรารับประทาน ไม่ควรเป็นอาหารที่หวานจัด อาหารที่มีความมัน และอาหารรสเค็ม เครื่องดื่มก็เช่นกัน น้ำหวานน้ำอัดลม รวมทั้งเครื่องดื่มที่หวานมัน เช่น กาแฟปั่น กาแฟเย็นก็ควรหลีกเลี่ยง เพราะอาหารและเครื่องดื่มเหล่านี้ นำมาซึ่งโรคเบาหวาน ไขมันในเลือดสูง ความดันโลหิตสูง และโรคอ้วน ซึ่งไม่ใช่โรคติดต่อ แต่เป็นโรคที่เกิดจากพฤติกรรมของตนเอง
นอกจากการหลีกเลี่ยงอาหารหวาน มัน เค็ม ก็ควรรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ รับประทานผักมากๆ ผลไม้สด ที่ไม่หวานจัดในปริมาณที่พอดี เพื่อให้ได้สารอาหารครบถ้วนและช่วยการขับถ่าย ลดความเสี่ยงต่อโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง รวมทั้งโรคมะเร็งด้วย
นอกจากนี้ เรื่องของการทำงาน พักผ่อนน้อย ไม่ออกกำลังกาย 3 อย่างนี้มักจะมาด้วยกัน เนื่องจากการทำงานเป็นเวลานาน จนแทบไม่มีเวลาพักผ่อน รวมถึงการออกกำลังกาย ซึ่งถ้าไม่ปรับพฤติกรรมเหล่านี้ ก็จะเกิดปัญหาต่อสุขภาพ ดังนั้น ควรให้เวลาในการทำกิจกรรมที่ดีต่อสุขภาพ เช่น การออกกำลังกายอย่างน้อย 30 นาทีต่อวันใน 1 สัปดาห์ ทำให้ได้ประมาณ 5 ครั้ง ก็จะเป็นการสร้างเสริมสุขภาพที่ดี ที่สำคัญต้องงดบุหรี่และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อย่างเด็ดขาด หากทำได้ โอกาสการเกิดโรคในกลุ่ม NCD ก็ลดลงตามไปด้วย

 

ที่มา : ASTVผู้จัดการออนไลน์ 3 กรกฎาคม 2557

อย่าคิดสั้นเมื่อโรครุม

dailynews130825_001ข่าวคนคิดสั้นฆ่าตัวตาย โดยมีสาเหตุมาจากโรคทางกายรุมเร้าปรากฏให้เห็นอยู่เป็นระยะ  ดังนั้นเพื่อป้องกันปัญหาดังกล่าวไม่ให้เกิดซ้ำรอยเดิมอีก  พญ.พรรณพิมล วิปุลากร รองอธิบดีกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข มีคำแนะนำดี ๆ มาบอกกล่าวกัน

พญ.พรรณพิมล กล่าวว่า ร่างกายของคนเราเปลี่ยนแปลงไปตามอายุ คนที่มีโรคมักจะรู้สึกว่าไม่เหมือนเดิม ส่งผลต่อความรู้สึกของตัวเองว่า เมื่อก่อนทำโน่น นี่ นั่นได้ กินอาหารแบบนั้นได้ แบบนี้ได้ แต่มาวันหนึ่งต้องเปลี่ยนแปลงการใช้ชีวิตความเป็นอยู่ของตัวเอง บางคนรับได้ แต่บางคนก็รับไม่ได้กับการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว

จากข้อมูลพบว่า คนที่เป็นโรคทางกาย โดยเฉพาะโรคเรื้อรังต่าง ๆ มีปัญหาซึมเศร้าเพิ่มขึ้น  เช่น คนที่เป็นโรคหัวใจหลายคนมีปัญหาซึมเศร้า แต่ไม่ได้หมายความว่าคนที่เป็นโรคเรื้อรังและมีปัญหาซึมเศร้าจะตัดสินใจฆ่าตัวตายทุกคน มีเพียงส่วนน้อยเท่านั้น

การเจ็บป่วยอาจจะส่งผลข้างเคียง เช่น ทำให้ลางานบ่อยขึ้น ทำงานได้ไม่เต็มที่ ต้องให้คนอื่นทำแทน แม้เพื่อนร่วมงานจะเต็มใจ แต่บางคนอดคิดไม่ได้ ในครอบครัวก็เหมือนกัน คนในครอบครัวอาจเต็มใจดูแลทุกอย่าง แต่บางทีคนป่วยอาจรู้สึกว่าตัวเองด้อยค่าลงจากเดิม จนอดคิดไม่ได้ว่า ทำให้คนอื่นต้องมายุ่งยากลำบากด้วย ตรงนี้เป็นความคิดทางลบที่เกิดขึ้นในคนป่วย

พอเกิดความคิดทางลบเมื่อถึงจุดหนึ่งจะทำให้เกิดอารมณ์เศร้า ถึงขั้นที่เรียกว่า “กู่ไม่กลับ” ยิ่งเศร้าก็ยิ่งคิดในมุมลบมากขึ้น ยิ่งคิดในมุมลบก็ยิ่งเศร้ามาก และรู้สึกหมดหวัง ไม่รู้สึกต่ออนาคตที่จะดำเนินต่อไป จนไปถึงจุดที่ว่าเมื่อไม่มีอะไรดีขึ้น คนป่วยอาจคิดยุติชีวิตตัวเอง

ปกติการฆ่าตัวตายมักจะมีสัญญาณเตือน แต่บุคลิกของคนเราไม่เหมือนกัน บางคนอาจส่งสัญญาณด้วยการพูด บางคนไม่ได้พูดแต่ทำอะไรบางอย่างแตกต่างไปจากเดิม ในขณะที่บางคนไม่ส่งสัญญาณอะไรเลย เก็บอารมณ์ ความรู้สึกไว้ข้างใน ตรงนี้ก็ต้องเห็นใจคนอยู่ใกล้ชิดเหมือนกันที่ไม่สามารถช่วยได้เพราะคนป่วยไม่แสดงอาการอะไร ยกตัวอย่างเช่น กลุ่มผู้บริหาร เวลามีปัญหามักจะไม่แสดงออก เพราะ โดยบุคลิกพื้นฐานไม่ต้อง การความช่วยเหลือจากใคร

หนทางที่ดีที่สุด ซึ่งคนในครอบครัว คนใกล้ชิดสามารถช่วยได้ คือ การพูดคุยกับคนป่วยอย่างเข้าใจ เพราะยังไงคนในครอบครัวก็เป็นหน่วยสำคัญที่อยู่ใกล้ชิดกับคนที่มีปัญหาสุขภาพมากที่สุด แต่เวลาพูดคุยอาจจะต้องกลับไปดูบุคลิกเดิมของคนป่วยด้วย เพราะมันไม่เหมือนเรายื่นมือเข้าไปช่วยเหลือเขา แต่มันเหมือนเราอยู่เป็นเพื่อนข้าง ๆ อย่าให้เขารู้สึกว่าเขาต้องรอคอยความช่วยเหลือจากเรา เช่น สามีป่วย ภรรยามักจะพูดว่า แม่ช่วยทำนี่ให้ไหม ทำโน่นให้ไหม ในความเป็นจริงคนป่วยเขาอาจจะไม่ได้อยากได้ยินคำช่วยเหลือ ให้คนมาช่วยทำโน่นทำนี่ให้ก็ได้

สำหรับผู้ป่วยที่มีโรครุมเร้าอยู่ ต้องทำความเข้าใจกับภาวะโรคที่ตัวเองเป็น ในช่วงแรกพอหมอบอกว่าป่วย คนไข้อาจไม่เข้าใจ ไม่รู้จะปฏิบัติตัวอย่างไร ซึ่งในทางการแพทย์ขณะนี้มีการสนับสนุนให้คนป่วยดูแลตัวเองมากขึ้น ไม่ได้พึ่งระบบเพียงอย่างเดียว เป็นการเพิ่มพลังให้กับคนป่วย ทำให้เขารู้สึกว่าไม่จำเป็นต้องรอความช่วยเหลืออย่างเดียว สามารถทำอะไรด้วยตัวเองได้หลายอย่าง

คนป่วยต้องกลับมาอยู่กับปัจจุบัน เพราะส่วนใหญ่มักกังวลไปล่วงหน้าว่าจะเกิดอย่างนั้นจะเป็นอย่างนี้ จะเป็นโน่น เป็นนี่ ตรงนี้เป็นความกังวลที่มากดดัน ดังนั้นคนป่วยควรทำวันนี้ให้ดีที่สุด ไม่ต้องไปคิดว่าวันพรุ่งนี้จะแย่ลงหรือจะเกิดอะไรขึ้น ในแต่ละวันเราสามารถปฏิบัติหน้าที่ ทำอะไรด้วยตัวเองได้ อยากให้ทุกท่านที่เจ็บป่วยด้วยโรคต่าง ๆ อยู่ ไม่ให้โรคมารบกวนศักยภาพของเราในการทำกิจกรรมในแต่ละวัน

นอกจากนี้คนป่วยควรคงกิจกรรมอะไรบางอย่างเอาไว้ เพื่อให้มีกิจกรรมเชื่อมโยงกับคนอื่น เมื่อไหร่ก็ตามที่คนป่วยเริ่มปิดตัวเอง คิดแต่อยู่กับตัวเอง ความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ แต่ถ้าเอาเวลาไปทำกิจกรรมที่เพลิดเพลินและมีคุณค่า เช่น ไปเป็นอาสาสมัครทำประโยชน์ช่วยเหลือคนอื่น ป่วยแล้วยังออกไปช่วยคนอื่นได้  ก็จะทำให้เกิดความรู้สึกว่าป่วยแล้วไม่จำเป็นต้องอ่อนแอ สิ่งเหล่านี้ช่วยทำให้คนป่วยเข้มแข็งขึ้น.

นวพรรษ บุญชาญ : รายงาน

ที่มา : เดลินิวส์ 25 สิงหาคม 2556

ธรรมะกับสุขภาพ : “สมาธิ” บำบัดโรคเรื้อรัง

manager130103_001aท่านผู้อ่านครับ สาเหตุการตายของคนในโลกนี้ร้อยละ 80 มาจากโรคเรื้อรัง โดยเฉพาะในประเทศที่พัฒนาแล้ว โรคเหล่านี้ต้องรักษากันตลอดชีวิต เป็นโรคที่รักษาไม่หายขาด ต้องกินยาตลอด จึงทำให้เสียค่าใช้จ่ายดูแลรักษามาก

โรคเหล่านี้เป็นในผู้สูงอายุ ได้แก่ โรคความดัน โรคหัวใจ โรคเบาหวาน โรคอัมพฤกษ์อัมพาต โรคมะเร็ง โรควิตกกังวลเรื้อรัง โรคซึมเศร้า โรคนอนไม่หลับ เป็นต้น โรคเหล่านี้ทำให้คุณภาพชีวิตเลวลง สร้างความทุกข์ทรมานต่อผู้ป่วยอย่างมาก โรคในกลุ่มนี้จึงมีความสำคัญมากในแง่ของการวางแผนระบบสุขภาพในประเทศต่างๆทั่วโลก เนื่องจากในอนาคตจะมีผู้สูงอายุมากขึ้น จะต้องใช้งบประมาณจำนวนมากในการดูแล ถ้าวางระบบไม่ดีก็จะเป็นปัญหาอย่างมาก

นายบัน คีมุน เลขาธิการองค์การสหประชาชาติ ได้กล่าวไว้ในการประชุม World Economic Forum 2011(www. Youtube.com/Davos AnnualMeeting 2011-combating chronic disease) ว่า ทั่วโลกมีผู้เสียชีวิตจากโรคเรื้อรังปีละ 35ล้านคน และต้องใช้งบประมาณดูแลโรคเหล่านี้อย่างมาก โรคนี้กำลังคุกคามชีวิตของคนในปัจจุบัน ดังนั้น สหประชาชาติจึงถือว่าเป็นปัญญาเร่งด่วนที่ต้องร่วมกันแก้ปัญหานี้ให้ได้ (www.youtube.com/2011UN NCDs summit:the uropean story)

ในประเทศไทย ตัวเลขของกระทรวงสาธารณสุข พบว่าในปี 2553มีผู้ป่วยโรคเรื้อรังประมาณ 1.7ล้านคน และใช้งบประมาณดูแลมากถึง 52,000ล้านบาท ในสหรัฐอเมริกาก็เหมือนกัน ในปี 2002 คนอเมริกันร้อยละ 44 มีโรคเรื้อรังอย่างน้อย 1 โรค(ประมาณ 157ล้านคน) ร้อยละ 13 มีโรคเรื้อรัง 3 โรคหรือมากกว่า ค่ารักษาพยาบาลคิดเป็นร้อยละ 75 ของค่าใช้จ่ายในระบบสุขภาพ รวมแล้วราว 2.5 แสนล้านดอลลาร์ ดังนั้น รัฐบาลของประเทศต่างๆจึงพยายามเตรียมรับมือกับปัญหานี้ โดยมีสหประชาชาติเป็นตัวกลางสร้างเครือข่ายความร่วมมือกัน

manager130103_001b

ผู้ที่ศึกษาในเรื่องนี้มากคือ ดร.เฮอร์เบิร์ต เบนสัน (Herbert Benson) ศาสตราจารย์ด้านอายุรศาสตร์โรคหัวใจ มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ผู้บุกเบิกงานด้านเวชศาสตร์ทางกายและจิต โดยจัดตั้งสถาบันเวชศาสตร์ทางกายและจิต (Mind Body Medical Institute)ในปี 1988 เพื่อศึกษาวิจัยในด้านนี้

ในระยะแรกท่านพบว่า คนไข้ที่มารอตรวจที่โรงพยาบาลในแผนกผู้ป่วยนอก ร้อยละ 60-90 มาจากโรคเรื้อรัง และโรคเหล่านี้เกิดจากความเครียดเป็นสาเหตุสำคัญอันหนึ่ง ท่านเห็นว่าการรักษาโรคเหล่านี้ให้ได้ผล ต้องแก้ไขเรื่องความเครียด ด้วยการสร้างความผ่อนคลาย การใช้ยารักษาอย่างเดียวจะได้ผลไม่ดีเท่าที่ควร

ท่านจึงได้นำเอาศาสตร์ตะวันออกหลายประการมาใช้บำบัดรักษา เช่น การฝึกความผ่อนคลายกล้ามเนื้อ การสวดมนต์ การทำสมาธิ โยคะ ชี่กง ฝึกการเจริญสติในเวลาออกกำลังกาย และอิริยาบถในชีวิตประจำวัน ซึ่งศาสตร์เหล่านี้ช่วยให้เกิดความผ่อนคลาย ลดความเครียดลงได้

ในระยะแรกท่านทดลองให้พระทิเบตทำสมาธิ เป็นเวลา 1ชั่วโมง แล้ววัดดูการทำงานของร่างกายในขณะเป็นสมาธิ พบว่าสมาธิทำให้ทำให้ความดันลดลง ชีพจรเต้นช้าลง หายใจช้าลง อุณหภูมิกายลดลง การเผาผลาญสารอาหารในร่างกายลดลง คลื่นสมองช้าลงและเป็นระเบียบมากขึ้น ท่านเรียกปรากฏการณ์ นี้ว่า ผลของความผ่อนคลาย (Ralaxation Response) ซึ่งเป็นผลตรงข้ามกับผลของความเครียด

ต่อมาจึงเริ่มรักษาผู้ป่วยโรคเรื้อรังโดยการฝึกสมาธิร่วมกับการใช้ยา ก็พบว่าได้ผลดีในโรคต่างๆ คือ โรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจเต้นไม่เป็นจังหวะ โรควิตกกังวล โรคนอนไม่หลับเรื้อรัง โรคลำไส้แปรปรวน ผู้ป่วยมีบุตรยาก อาการปวดเรื้อรังที่เกิดจากโรคต่างๆ เป็นต้น พบว่า ผลของความผ่อนคลายช่วยให้การรักษาโรคได้ผลดีขึ้น ใช้ยาลดลง บางรายเป็นไม่มากก็ไม่ต้องใช้ยา โดยเฉพาะพวกที่นอนไม่หลับ จะช่วยให้นอนหลับดี และฝึกระยะยาวก็ไม่ต้องใช้ยานอนหลับอีกเลย คุณภาพชีวิตผู้ป่วยดีขึ้น ท่านผู้อ่านสามารถเข้าไปดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ใน http://www.massgeneral.edu/bhi/clinical_finding

ศ.เบนสันเป็นนักวิจัยเกี่ยวกับความเครียดที่มีชื่อเสียงคนหนึ่งของโลก เป็นคนแรกที่นำเอาการฝึกสมาธิมาใช้บำบัดโรคซึ่งมีสาเหตุมาจากความเครียด ซึ่งในสมัยนั้นไม่มีใครสนใจเรื่องนี้เลย ท่านทำงานทางด้านนี้ไม่ต่ำกว่า 40 ปี มีผลงานวิจัยตีพิมพ์ 180เรื่อง เขียนหนังสือไว้ 12 เล่ม เช่น Relaxation response, Timeless Healing, The Wellness Book, Relaxation Revolution เป็นต้น ท่านผู้อ่านอาจจะเข้าไปดูได้ในAmazon.com/Herbert Benson และเข้าไปฟังคำบรรยายของท่านที่ Youtube.com/Herbert Benson ก็จะมีให้ฟังมากมาย เรื่องที่น่าสนใจเช่น meditation- universal antidote,Legacy Wisdom-Dr. Herbert Benson ,2011 Mind Body Week keynote Dr Herbert Benson, MD.เป็นต้น ก็จะได้ความรู้มากมาย

เมื่อท่านเกษียณอายุแล้ว ได้มาตั้งสถาบันเวชศาสตร์ด้านกายและจิต ที่โรงพยาบาลทั่วไปแห่งแมสซาชูเซตส์ เมื่อปี 2006 สถาบันแห่งนี้มีผลงานวิจัยที่น่าสนใจออกมาเป็นจำนวนมาก ท่านผู้อ่านอาจจะเข้าไปดูข้อมูลได้ในwww.massgeneral.org/bhi/research/published

การที่ ศ.เบนสันทำงานด้านเวชศาสตร์ทางกายและจิตเป็นเวลายาวนาน ได้นำเอาศาสตร์ตะวันออกหลายประการ โดยเฉพาะเรื่องสมาธิ เข้ามาใช้ในวงการแพทย์แผนปัจจุบัน และได้วางรากฐานวิชาการทางเวชศาสตร์ด้านกายและจิตไว้อย่างมั่นคง กระทั่งปัจจุบันวิชาการด้านนี้ถือเป็นการแพทย์ทางเลือกที่ได้รับการยอมรับและนำมาใช้บำบัดโรคกันมากที่สุดแขนงหนึ่ง ท่านจึงได้รับการยกย่องว่าเป็น บิดาแห่งเวชศาสตร์ทางกายและจิต

ศ.เบนสันได้แสดงให้เห็นแล้วว่า โรคเรื้อรังสามารถป้องกันและรักษาให้ได้ผลดีโดยการควบคุมอาหาร การออกกำลังกายเป็นประจำ และโดยการฝึกจิตให้เกิดความผ่อนคลาย ฝึกสมาธิ เจริญสติ ซึ่งถ้าเราทุกคนตระหนักถึงผลร้ายของโรคเรื้อรังแล้วปฏิบัติตามหลักการดูแลสุขภาพด้วยตนเอง เราก็จะไม่เป็นโรคเหล่านี้ ไม่ต้องไปโรงพยาบาลตลอดช่วงชีวิตของเรา จะช่วยประหยัดงบประมาณให้รัฐเป็นอย่างมาก

(จาก นิตยสารธรรมลีลา ฉบับที่ 145 มกราคม 2556 โดย น.พ.แพทย์พงษ์ วรพงศ์พิเชษฐ)

ที่มา :   ASTVผู้จัดการออนไลน์ 3 มกราคม 2556