คาถาป้องกันเส้นเลือดแตกในสมองให้กินกล้วยหอมประจำวันละ 3 มื้อ

หมอเมืองผู้ดีอังกฤษและเมืองมะกะโรนี บอกแนะนำให้กินกล้วยหอมมื้อละ 1 ลูก วันละ 3 มื้อ จะช่วยป้องกันโรคเลือดออกในสมอง อันเป็นโรคที่อันตราย ทำให้เกิดความพิการ หรือเสียชีวิตได้ถึงร้อยละ 21

วารสารวิชาการ“วิทยาลัยแพทย์โรคหัวใจอเมริกัน” รายงานว่า แพทย์มหาวิทยาลัยวอร์วิคของอังกฤษ และมหาวิทยาลัยเนเปิล แห่งอิตาลี ได้ร่วมกันศึกษา ทราบว่า หากกินกล้วยหอมวันละ 3 ลูก จะทำให้ร่างกายได้รับโปแตสเซียม วันละ 1,600 มิลลิกรัม จะลดโอกาสที่จะเกิดเลือดออกในสมอง ลงได้มากกว่า 1 ใน 5

กล้วยหอมแต่ละลูกจะมีโปแตสเซียม 500 มิลลิกรัม ซึ่งมีสรรพคุณลดความดันโลหิต และรักษาดุลของของเหลวในตัว หากร่างกายขาดโปแตสเซียมจะทำให้หัวใจเต้นผิดปกติ กระวนกระวาย คลื่นเหียนอาเจียนและท้องร่วง

นักวิจัยกล่าวว่า หากคนเรากินอาหารที่อุดมด้วยโปแตสเซียม เช่น ถั่ว ถั่วแขกชนิดเม็ดแดงและเหลือง นม ปลา และผักโขม ลดการกินเกลือให้น้อยลง จะป้องกันไม่ให้เป็นโรคเลือดออกในสมองกันได้ ปีหนึ่งๆ ไม่ต่ำกว่า 1 ล้านคน.

 

ที่มา: ไทยรัฐ  3 พฤษภาคม 2555

.

Related link:

.

Eating three bananas a day could ‘slash the risk of a stroke’

By DAILY MAIL REPORTER
UPDATED: 08:18 GMT, 6 April 2011

Eating three bananas cuts your risk of a stroke, scientists say.

A banana for breakfast, one for lunch and one in the evening would provide enough potassium to reduce the chances of suffering a blood clot on the brain by around 21 per cent.

The findings, by British and Italian researchers, suggest thousands of strokes could be prevented by the consumption of other potassium-rich foods such as spinach, nuts, milk, fish and lentils.

Although some previous studies have suggested bananas could be important for controlling blood pressure and preventing strokes, results have not always been consistent.

In the latest research, published in the Journal of the American College of Cardiology, scientists analysed data from eleven different studies – dating back to the mid-Sixties – and pooled the results to get an overall outcome.

They found a daily potassium intake of around 1,600 milligrammes, less than half the UK recommended daily amount for an adult of 3,500mg, was enough to lower stroke risk by more than a fifth.

The average banana contains around 500 milligrammes of potassium, which helps to lower blood pressure and controls the balance of fluids in the body.

Too little potassium can lead to an irregular heartbeat, irritability, nausea and diarrhoea.

Researchers from the University of Warwick and the University of Naples said potassium intake in most countries is well below the recommended daily amount.

But if consumers ate more potassium-rich foods and also reduced their salt intake, the annual global death toll from strokes could be cut by more than a million a year.

Researchers said in their report: ‘It would translate into a reduction of as many as 1,155,000 stroke deaths a year on a worldwide scale.’

Strokes, which are usually caused when a clot forms and blocks the blood supply to the brain, kill around 200 people every day in the UK.

Many more are left disabled and in danger of a second or even third attack which could kill them.

Treating and looking after the 100,000 people affected by strokes each year in the UK costs the NHS an estimated £2.3 billion. Only cancer and heart disease kill more people.

A spokesman for the Stroke Association said: ‘This research suggests eating lots of potassium-rich foods, such as bananas, dates and spinach, could reduce your risk of having a stroke.

‘High blood pressure is the single biggest risk factor for stroke and past research has indicated that potassium could help to lower blood pressure.

‘This could go some way to explain the positive effects of potassium demonstrated in this study.’

 
Data from: dailymail.co.uk

Advertisements

โรคเลือดออกในสมอง

คุณคะ ฉันเป็นอะไรก็ไม่รู้ ทำไมมือมันชา ๆ” เสียงเรียกจากภรรยาที่แฝงเร้นไปด้วยความกังวลใจซึ่งสามีสามารถรับรู้ได้ในทันทีที่ได้ยิน ในขณะที่ทั้งสองกำลังรับประทานอาหารเย็นอย่างมีความสุข แต่ความสับสนและความกังวลใจกำลังเข้ามาแทน สามีสังเกตเห็นว่านอกจากภรรยากำลังกังวลกับมือขวาที่ชาอยู่นั้น บริเวณริมฝีปากด้านขวาก็ผิดรูป เบี้ยวไป ในทันใดนั้นขณะที่ภรรยาพยายามดื่มน้ำจากแก้วน้ำซึ่งตามปกติแล้วไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไร ก็ปรากฏว่าเธอรับรู้ถึงความยากลำบากในการยกแก้วน้ำขึ้นดื่ม และขณะเดียวกันก็มีน้ำไหลเลอะออกทางริมฝีปากด้านขวาจนเปียกไปที่เสื้อของเธอจนทำให้เธอรู้สึกเขินอาย

จากเหตุการณ์ข้างต้นเป็นเหตุการณ์จริงที่เรา ๆ ท่าน ๆ ได้รับทราบจากหน้าหนังสือพิมพ์ เพราะเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับดารานักแสดงผู้มีชื่อเสียงโด่งดังระดับประเทศ เธอได้เข้ารับการรักษาอย่างทันท่วงทีและได้รับการวินิจฉัยว่าเป็น “โรคเลือดออกในสมอง” ในที่สุดอาการของเธอผู้นี้กลับสู่ปกติ และขออวยพรให้เธอมีสุขภาพที่ดีกลับมาดังเดิม

โรคเลือดออกในสมอง เป็นโรคที่มีเลือดออกในเนื้อสมองเกิดจากการฉีกขาดของเส้นเลือดแดงในสมอง ซึ่งส่วนใหญ่เกิดจากการฉีกขาดของหลอดเลือดฝอย โดยอุบัติการณ์จะพบได้ประมาณร้อยละ 10-15 ของโรคลมปัจจุบัน หรือสโตร์ค เส้นเลือดฝอยในสมองเป็นโครงสร้างที่อ่อนแอในสมองมนุษย์ทุกคน ที่ต้องกล่าวดังนี้เพราะจากการศึกษาโครงสร้างกายวิภาคของสมองมนุษย์ พบว่า ในธรรมชาติแล้วเส้นเลือดฝอยในสมองเป็นเส้นเลือดขนาดเล็กขนาดเท่าเส้นผมมนุษย์ แยกตัวออกทันทีทันใดจากเส้นเลือดขนาดใหญ่ที่ลดขนาดมาเรื่อย ๆ เข้ามาเลี้ยงในสมอง การมีความแตกต่างของขนาดของหลอดเลือดนี้ ที่จริงแล้วเป็นความชาญฉลาดของธรรมชาติที่ต้องการจะนำเลือดที่มีคุณภาพจากหัวใจนำไปเลี้ยงสมอง แต่อย่างไรก็ตามก็ทำให้เกิดโครงสร้างที่เป็นจุดอ่อน เนื่องจากขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางของเส้นเลือดฝอยที่เล็กมาก ๆ เมื่อเทียบกับขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางของเส้นเลือดหลักทำให้เมื่อมีความแตกต่างของความดันโลหิต ประกอบกับการสูญเสียความยืดหยุ่นของเส้นเลือดฝอยเล็ก ๆ จากภาวะสูงอายุ หรือการมีไขมันในเลือดสูง จึงทำให้มีโอกาสในการแตกของเส้นเลือดฝอยในสมองบริเวณนี้ เลือดที่ออกมาจะกระจายตัวอัดแน่นในเนื้อสมอง ทำให้เกิดการฉีกขาดของเนื้อสมอง การฉีกขาดของเนื้อสมองทำให้เส้นทางการเดินทางของกระแสประสาทสั่งการของสมองเสียหาย ไม่สามารถเดินทางต่อเนื่องไปยังจุดหมายปลายทางได้ ทำให้สมองไม่สามารถสั่งการได้ เกิดภาวะอ่อนแรงของกล้ามเนื้อใบหน้า ทำให้ปากเบี้ยว เกิดภาวะอ่อนแรงของกล้ามเนื้อการกลืน ทำให้สำลัก เกิดภาวะอ่อนแรงของกล้ามเนื้อแขนและขา ทำให้เป็นอัมพฤกษ์ หรืออัมพาต ภาวะอ่อนแรงของกล้ามเนื้อทั้งหมดที่กล่าวมาทั้งหมดนี้จะเกิดด้านตรงข้ามกับด้านของสมองที่มีเลือดออก เช่น ถ้ามีเลือดออกในสมองด้านซ้ายจะเกิดภาวะอ่อนแรงของกล้ามเนื้อด้านขวา เป็นต้น

การถ่ายภาพสมองด้วยเอกซเรย์คอมพิวเตอร์จะช่วยยืนยันการวินิจฉัยโรคเลือดออกในสมอง โดยจากภาพที่ยกมาประกอบนี้เป็นภาพตัดขวางของสมองผู้ป่วยสองรายที่มีเลือดออกในสมองปริมาณน้อย

ผู้ป่วยรายที่หนึ่งมีเลือดออกในสมองด้านขวาปริมาณน้อยจากภาพถ่ายเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (ภาพที่ 001) สมองเป็นจุดสีขาว ด้านขวาของสมองจะอยู่ตรงด้านซ้ายมือของผู้อ่าน  ผู้ป่วยจะมีอาการอ่อนแรงของแขนและขาด้านซ้าย

ผู้ป่วยรายที่สองมีเลือดออกในสมองด้านซ้ายปริมาณน้อยจากภาพถ่ายเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (ภาพที่ 002) สมองเป็นจุดสีขาว ด้านซ้ายของสมองจะอยู่ตรงด้านขวามือของผู้อ่าน  ผู้ป่วยจะมีอาการอ่อนแรงของแขนและขาด้านขวา

ในกรณีที่มีเลือดออกในสมองในปริมาณไม่มาก การใช้ยาควบคุมความดันโลหิตไม่ให้สูงเกินไป ร่วมกับรักษาภาวะผิดปกติจากโรคประจำตัวอื่น ๆ และให้ผู้ป่วยได้พัก โดยไม่จำเป็นต้องทำการผ่าตัดสมอง ในที่สุดผู้ป่วยก็สามารถกลับมาเป็นปกติได้เอง ซึ่งร่างกายจะดูดซึมเลือดที่ออกได้เอง ดังภาพถ่ายเอกซเรย์คอมพิวเตอร์สมองของผู้ป่วยรายที่สองที่ได้รับการรักษาด้วยยา และไม่จำเป็นต้องผ่าตัดสมอง เมื่อเวลาผ่านไปประมาณสองสัปดาห์ภายหลังการรักษานั้นผู้ป่วยอาจยังมีอาการอ่อนแรงของแขนขา เนื่องจากการเสียหายของเนื้อสมอง การออกกำลังกาย ทำกายภาพบำบัดจะช่วยลดการเสื่อมสลายของกล้ามเนื้อ และเป็นการกระตุ้นให้แขนและขากลับมาใช้งานได้ใกล้เคียงดังเดิม

ภาพถ่ายเอกซเรย์คอมพิว เตอร์สมองของผู้ป่วยรายที่สอง ด้านซ้ายมือ (ภาพที่ 003) จะพบจุดเลือดออกสีขาวในสมองด้านซ้ายเมื่อเวลาผ่านไปประมาณสองสัปดาห์ จุดเลือดออกสีขาวในสมองด้านซ้ายหายไปโดยไม่ต้องผ่าตัด (ภาพที่ 004)

ในกรณีที่มีเลือดออกในสมองในปริมาณมาก การรักษาโดยการใช้ยาควบคุมความดันโลหิตไม่ให้สูงเกินไป ร่วมกับรักษาภาวะผิดปกติจากโรคประจำตัวอื่น ๆ ยังมีความจำเป็น อีกทั้งการผ่าตัดสมองอาจเป็นการช่วยผู้ป่วยไม่ให้เสียชีวิต แต่มิได้แก้ไขความพิการที่เกิดจากการเสียหายในเนื้อสมองจากการที่ก้อนเลือดฉีกขาดเนื้อสมอง ดังภาพถ่ายเอกซเรย์คอมพิวเตอร์สมองของผู้ป่วยรายที่สามที่จำเป็นต้องได้รับการรักษาด้วยการผ่าตัดสมอง จะพบว่ามีเลือดออกที่เห็นจากภาพเป็นสีขาวขนาดใหญ่แตกต่างจากผู้ป่วยสองรายข้างต้น

กล่าวโดยสรุปแล้ว โรคเลือดออกในสมองเป็นโรคที่อันตรายทำให้เกิดความพิการ หรือเสียชีวิตได้ ลักษณะธรรมชาติของโรคนี้จะเกิดขึ้นฉับพลันทันทีทันใด ผู้ป่วยและคนใกล้ชิดจะไม่มีโอกาสทราบล่วงหน้า ผู้ป่วยจะมีอาการผิดปกติทางระบบประสาท มีแขนและขาอ่อนแรงข้างใดข้างหนึ่ง มุมปากเบี้ยว ลิ้นแข็ง พูดไม่ชัด มักมีอาการปวดศีรษะร่วมด้วย ความดันโลหิตมักสูงผิดปกติ การดื่มเหล้าและสูบบุหรี่จะช่วยเสริมความรุนแรงของโรค หากมีเลือดออกในสมองในปริมาณไม่มาก ไม่จำเป็นต้องทำการผ่าตัดสมอง การผ่าตัดสมองอาจช่วยผู้ป่วยไม่ให้เสียชีวิตหากมีเลือดออกในสมองปริมาณมาก ๆ.

 

ที่มา: เดลินิวส์ 28 เมษายน 2555

โรคเลือดออกในสมอง

โรคเลือดออกในสมอง

รศ.นพ.ประจักษ์ ศรีรพีพัฒน์
ภาควิชาศัลยศาสตร์

โรคเลือดออกในสมอง เป็นโรคที่พบได้บ่อยในปัจจุบัน พบมากในผู้ที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไป และผู้ชายมีโอกาสเป็นมากกว่าผู้หญิงประมาณ 2-3 เท่า จากตัวเลขที่มีการศึกษากันในหลายประเทศพบว่า ในประชากร 1 แสนคน จะมีผู้ป่วยโรคเลือดออกในสมองประมาณ 10-20 รายต่อปี หมายถึง ในประเทศไทยจะมีผู้ป่วยเพิ่มขึ้น 6,000-12,000 รายต่อปีเลยทีเดียว เพราะเหตุใดและจะป้องกันอย่างไร มีคำแนะนำมาฝากค่ะ

โรคเลือดออกในสมอง จัดเป็นกลุ่มหนึ่งของโรคหลอดเลือดสมอง ร่วมกับโรคสมองขาดเลือด สาเหตุหลักมาจากภาวะความเสื่อมของหลอดเลือดสมองจากอายุที่มากขึ้นร่วมกับโรคประจำตัว ที่สำคัญคือ โรคความดันโลหิตสูง การสูบบุหรี่เป็นเวลานาน ภาวะแข็งตัวของเลือดบกพร่อง รวมถึงการใช้ยาป้องกันเลือดแข็งตัวบางชนิด แต่ในปัจจัยทั้งหลาย อายุที่มากขึ้นร่วมด้วยโรคความดันโลหิตสูงเป็นเวลานาน ยังคงเป็นตัวการสำคัญที่ก่อให้เกิดโรคนี้

อาการของโรคเลือดออกในสมอง จะมีลักษณะสำคัญ คือ เฉียบพลันและรุนแรง อาการเฉียบพลันที่สังเกตได้ เช่น

1.ปวดศีรษะรุนแรง เฉียบพลัน มักมีอาการร่วมคือ คลื่นไส้ อาเจียน ชัก หรือกระทั่งหมดสติ
2.อ่อนแรง อัมพาต หรือปากเบี้ยวเฉียบพลัน
3.ชาเฉียบพลัน
4.พูดลำบากฉับพลัน
5.ตามัวมองไม่เห็นเฉียบพลัน
6.เสียการทรงตัว และบ้านหมุน วิงเวียนเฉียบพลัน

หากสงสัยว่าตนเองหรือคนใกล้ตัวมีอาการข้างต้น ให้พบแพทย์ด่วน เพราะก้อนเลือดในสมองอาจทำให้แรงดันในโพรงกะโหลกศีรษะสูง เลือดไปเลี้ยงสมองไม่พอ ผู้ป่วยจะซึมลงจนหมดสติ หรือก้อนเลือดกดเบียดบริเวณสำคัญ เช่น ก้านสมอง ทำให้อาการทรุดลงรวดเร็ว นอกจากนี้ก้อนเลือดอาจทำลายเนื้อสมองที่สำคัญโดยตรง ทำให้ผู้ป่วยมีอาการมากขึ้นได้ ดังนั้นการรักษาผู้ป่วยอย่างเร่งด่วนจึงเป็นสิ่งจำเป็น อาจต้องใช้การผ่าตัดเพื่อเอาก้อนเลือดออก หรือใช้ยาลดแรงดันในโพรงกะโหลกศีรษะ ลดสมองบวม ทั้งนี้ขึ้นกับขนาด ตำแหน่ง และความรุนแรงของโรคที่ผู้ป่วยเป็นอยู่

โรคเลือดออกในสมอง ไม่มีวิธีการรักษาใดจะดีกว่าการป้องกัน กล่าวคือ เมื่อเข้าสู่วัยสูงอายุ ต้องระวังควบคุมรักษาโรคความดันโลหิตสูงให้เคร่งครัด ลดปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ เช่น หยุดสูบบุหรี่ โรคนี้นับเป็นภัยเงียบที่ก่อให้เกิดอันตราย การมีความรู้ความเข้าใจจึงมีความสำคัญครับ

ประชาสัมพันธ์แนบท้ายบทความ

โรคหูที่พบบ่อย 16 มี.ค.2555 เวลา 10.00-12.00 น. ขอเชิญร่วมฟังการบรรยายความรู้สู่ประชาชน เรื่อง “โรคหูที่พบบ่อย” โดย ผศ.พญ.สุวัจนา อธิภาส ที่ตึกสยามินทร์ ชั้น 7 รพ.ศิริราช โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย

ที่มา : ASTVผู้จัดการออนไลน์ 14 มีนาคม 2555

โรคเลือดออกในสมอง

“คุณคะ ฉันเป็นอะไรก็ไม่รู้ ทำไมมือมันชา ๆ” เสียงเรียกจากภรรยาที่แฝงเร้นไปด้วยความกังวลใจ ซึ่งสามีสามารถรับรู้ได้ในทันทีที่ได้ยิน ในขณะที่ทั้งสองกำลังรับประทานอาหารเย็นอย่างมีความสุข แต่ความสับสนและความกังวลใจกำลังเข้ามาแทน สามีสังเกตเห็นว่านอกจากภรรยากำลังกังวลกับมือขวาที่ชาอยู่นั้น บริเวณริมฝีปากด้านขวาก็ผิดรูป เบี้ยวไป ในขณะที่ภรรยาพยายามดื่มน้ำจากแก้วน้ำ ซึ่งโดยปกติแล้วไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไร ก็ปรากฏว่าเธอรับรู้ถึงความยากลำบากในการยกแก้วน้ำขึ้นดื่ม และขณะเดียวกันก็มีน้ำไหลเลอะออกทางริมฝีปากด้านขวาจนเปียกไปที่เสื้อของเธอ

นี่เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับดารานักแสดงผู้มีชื่อเสียงโด่งดังระดับประเทศ เธอได้เข้ารับการรักษาอย่างทันท่วงทีและได้รับการวินิจฉัยว่าเป็น “โรคเลือดออกในสมอง” ในที่สุดอาการของเธอผู้นี้กลับสู่ปกติ และขออวยพรให้เธอมีสุขภาพที่ดีกลับมาดังเดิม

โรคเลือดออกในสมอง เป็นโรคที่มีเลือดออกในเนื้อสมองเกิดจากการฉีกขาดของเส้นเลือดแดงในสมอง ส่วนใหญ่เกิดจากการฉีกขาดของหลอดเลือดฝอย พบได้ร้อยละ 10-15 ของโรคลม ซึ่งเส้นเลือดฝอยในสมองเป็นโครงสร้างที่อ่อนแอในสมองมนุษย์ จากการศึกษาโครงสร้างกายวิภาคของสมองมนุษย์พบว่า เส้นเลือดฝอยในสมองเป็นเส้นเลือดขนาดเล็กเท่าเส้นผมมนุษย์ แยกตัวออกจากเส้นเลือดขนาดใหญ่ที่ลดขนาดมาเรื่อย ๆ เข้ามาเลี้ยงในสมอง ความแตกต่างของขนาดหลอดเลือดนี้ แท้จริงแล้วเป็นความชาญฉลาดของธรรมชาติที่ต้องการจะนำเลือดที่มีคุณภาพจากหัวใจนำไปเลี้ยงสมอง แต่อย่างไรก็ตามก็ทำให้เกิดโครงสร้างที่เป็นจุดอ่อน เนื่องจากขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางของเส้นเลือดฝอยที่เล็กมาก ๆ เมื่อเทียบกับขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางของเส้นเลือดหลักทำให้เมื่อมีความแตกต่างของความดันโลหิต ประกอบกับการสูญเสียความยืดหยุ่นของเส้นเลือดฝอยเล็ก ๆ จากภาวะสูงอายุ หรือมีไขมันในเลือดสูง จึงทำให้มีโอกาสในการแตกของเส้นเลือดฝอยในสมองบริเวณนี้ เลือดที่ออกมาจะกระจายตัวอัดแน่นในเนื้อสมอง ทำให้เกิดการฉีกขาดของเนื้อสมอง การฉีกขาดของเนื้อสมองทำให้เส้นทางการเดินทางของกระแสประสาทสั่งการของสมองเสียหาย ไม่สามารถเดินทางต่อเนื่องไปยังจุดหมายปลายทาง ทำให้สมองไม่สามารถสั่งการได้ เกิดภาวะอ่อนแรงของกล้ามเนื้อใบหน้า  กล้ามเนื้อการกลืน ปากเบี้ยว ทำให้สำลัก กล้ามเนื้อแขนและขาอ่อนแรง ทำให้เป็นอัมพฤกษ์ หรืออัมพาต ภาวะอ่อนแรงจะเกิดด้านตรงข้ามกับด้านของสมองที่มีเลือดออก เช่น ถ้ามีเลือดออกในสมองด้านซ้ายจะเกิดภาวะอ่อนแรงของกล้ามเนื้อด้านขวา เป็นต้น

การถ่ายภาพสมองด้วยเครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์จะช่วยยืนยันการวินิจฉัยโรคเลือดออกในสมอง โดยจากภาพที่ยกมาประกอบนี้เป็นภาพตัดขวางของสมองผู้ป่วยสองรายที่มีเลือดออกในสมองปริมาณน้อย

กรณีที่มีเลือดออกในสมองในปริมาณไม่มาก การใช้ยาควบคุมความดันโลหิตไม่ให้สูงเกินไป ร่วมกับรักษาภาวะผิดปกติจากโรคประจำตัวอื่น ๆ และให้ผู้ป่วยได้พัก โดยไม่ต้องทำการผ่าตัดสมอง ผู้ป่วยจะสามารถกลับมาเป็นปกติได้เอง

หลังการรักษาผู้ป่วยอาจยังมีอาการอ่อนแรงของแขนขา เนื่องจากการเสียหายของเนื้อสมอง การออกกำลังกาย ทำกายภาพบำบัดจะช่วยลดการเสื่อมสลายของกล้ามเนื้อ และเป็นการกระตุ้นให้แขนและขากลับมาใช้งานได้ใกล้เคียงดังเดิม

ในกรณีที่มีเลือดออกในสมองปริมาณมาก การรักษาโดยการใช้ยาควบคุมความดันโลหิตไม่ให้สูงเกินไป ร่วมกับรักษาภาวะผิดปกติจากโรคประจำตัวอื่น ๆ ยังมีความจำเป็น อีกทั้งการผ่าตัดสมองอาจเป็นการช่วยผู้ป่วยไม่ให้เสียชีวิต แต่มิได้แก้ไขความพิการที่เกิดจากการเสียหายในเนื้อสมองจากการที่ก้อนเลือดฉีกขาดเนื้อสมอง ดังภาพถ่ายเอกซเรย์คอมพิวเตอร์สมองของผู้ป่วยรายที่สามที่จำเป็นต้องได้รับการรักษาด้วยการผ่าตัดสมอง จะพบว่ามีเลือดออกที่เห็นจากภาพเป็นสีขาวขนาดใหญ่แตกต่างจากผู้ป่วยสองรายข้างต้น.

นพ.สรยุทธ  ชำนาญเวช
สาขาวิชาประสาทศัลย์ศาสตร์ ภาควิชาศัลยศาสตร์
คณะแพทย์ศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี  มหาวิทยาลัยมหิดล

ที่มา: เดลินิวส์ 15 ตุลาคม 2554

การรักษาโรคเลือดออกในสมอง

โรคเลือดออกในสมอง หรือ Spontaneous Intracerebral Hemorrhage เป็นโรคที่มีเลือดออกในเนื้อสมองเกิดจากการฉีกขาดของเส้นเลือดแดงในสมอง ซึ่งส่วนใหญ่เกิดจากการฉีกขาดของหลอดเลือดฝอย โดยอุบัติการณ์จะพบได้ประมาณร้อยละ 10-15 ของโรคลมปัจจุบัน หรือ Stroke

 

โรคเลือดออกในสมอง

 

การฉีกขาดของเนื้อสมองทำให้เส้นทางการเดินทางของกระแสประสาทสั่งการของสมองเสียหาย ไม่สามารถเดินทางต่อเนื่องไปยังจุดหมายปลายทางได้ ทำให้สมองไม่สามารถสั่งการได้ เกิดภาวะอ่อนแรงของกล้ามเนื้อใบหน้า ทำให้ปากเบี้ยว เกิดภาวะอ่อนแรงของกล้ามเนื้อ การกลืน ทำให้สำลัก เกิดภาวะอ่อนแรงของกล้ามเนื้อแขนและขา ทำให้เป็นอัมพฤกษ์หรืออัมพาต ภาวะอ่อนแรงของกล้ามเนื้อทั้งหมดที่กล่าวมาทั้งหมดนี้จะเกิดด้านตรงข้ามกับด้านของสมองที่มีเลือดออก เช่น ถ้ามีเลือดออกในสมองด้านซ้ายจะเกิดภาวะอ่อนแรงของกล้ามเนื้อด้านขวา เป็นต้น

 

การถ่ายภาพสมองด้วยเอกซเรย์คอมพิวเตอร์จะช่วยยืนยันการวินิจฉัยโรคเลือดออกในสมอง ในกรณีที่มีเลือดออกในสมองในปริมาณไม่มาก การใช้ยาควบคุมความดันโลหิตไม่ให้สูงเกินไป ร่วมกับรักษาภาวะผิดปกติจากโรคประจำตัวอื่นๆ และให้ผู้ป่วยได้พัก โดยไม่จำเป็นต้องทำการผ่าตัดสมอง ในที่สุดผู้ป่วยก็สามารถกลับมาเป็นปกติได้เองซึ่งร่างกายจะดูดซึมเลือดที่ออกได้เอง

 

ภายหลังการรักษานั้นผู้ป่วยอาจยังมีอาการอ่อนแรงของแขนขา เนื่องจากการเสียหายของเนื้อสมองการออกกำลังกาย ทำกายภาพบำบัดจะช่วยลดการเสื่อมสลายของกล้ามเนื้อ และเป็นการกระตุ้นให้แขนและขากลับมาใช้งานได้ใกล้เคียงเดิม

 

ในกรณีที่มีเลือดออกในสมองในปริมาณมาก การรักษาโดยการใช้ยาควบคุมความดันโลหิตไม่ให้สูงเกินไป ร่วมกับรักษาภาวะผิดปกติจากโรคประจำตัวอื่น ๆ ยังมีความจำเป็น อีกทั้งการผ่าตัดสมองอาจเป็นการช่วยผู้ป่วยไม่ให้เสียชีวิต แต่มิได้แก้ไขความพิการที่เกิดจากการเสียหายในเนื้อสมองจากการที่ก้อนเลือดฉีกขาดเนื้อสมอง

 

ที่มา : หนังสือพิมพ์มติชน โดย นพ.สรยุทธ ชำนาญเวช สาขาวิชาประสาทศัลยศาสตร์ ภาควิชาศัลยศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล