‘โรคเลือดข้น’ มฤตยูเงียบ โดย กานต์ดา บุญเถื่อน

bangkokbiznews140114_001ภาวะซีด เหนื่อยง่าย คันตามร่างกายโดยหาสาเหตุไม่ได้ เหงื่อออกมากเวลานอนจนต้องเปลี่ยนผ้าปูที่นอน อย่าชะล่าใจกับสัญญาณเตือนว่า ‘มะเร็งโรคเลือด’ อาจกำลังมาเยือน

มะเร็งโรคเลือด หรือโรคเอ็มพีเอ็น ( Myeloproliferative neoplasm) ไม่ใช่โรคที่แปลกใหม่ วงการแพทย์พยายามสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับโรคนี้ให้กับประชาชน โดยเน้นให้ทราบถึงอาการผิดปกติเบื้องต้น เพื่อรับการรักษาได้ทันการณ์

ก่อนที่จะรู้ว่าโรคเอ็มพีเอ็นคืออะไร พอ.นพ.อภิชัย ลีละสิริ ผู้อำนวยการกองอายุรกรรม โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า กล่าวว่า ต้องเข้าใจเกี่ยวกับระบบการทำงานของเลือดในร่างกาย ซึ่งประกอบด้วย เม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาวและเกล็ดเลือด เพื่อให้ทราบว่าโรคนี้เกิดขึ้นที่ส่วนไหนของร่างกายได้บ้าง แล้วเมื่อเกิดขึ้นกับร่างกายของเราแล้วจะส่งผลร้ายอย่างไร

ความผิดปกติของระบบผลิตเม็ดเลือด ทราบได้จากการตรวจเลือดดูความสมบูรณ์และปริมาณเม็ดเลือดแดง กรณีที่มีมากเกินไปจะมีผลให้เลือดข้นไหลเวียนได้ช้า เสี่ยงที่จะเกิดอาการเส้นเลือดอุดตันตามมา ขณะเดียวกันหากร่างกายผลิตน้อยก็เสี่ยงที่จะอยู่ในภาวะโลหิตจาง ตัวซีดและเหนื่อยง่าย

เม็ดเลือดขาวก็เช่นเดียวกันถ้ามีปริมาณมากเกินไป ก็จะทำให้เลือดข้น ไหลเวียนช้า แต่หากร่างกายผลิตได้น้อยจะทำให้ร่างกายมีโอกาสที่จะติดเชื้อโรคง่ายกว่าปกติ และในคนที่มีปัญหาเรื่องเกล็ดเลือด หากร่างกายผลิตเกล็ดเลือดมากเกินไปก็เพิ่มความเสี่ยงในการอุดตันได้เช่นกัน แต่หากน้อยเกินพอดีก็เสี่ยงที่จะทำให้เลือดออกง่าย แต่หยุดยาก

ความผิดปกติของระบบเลือดในร่างกาย สังเกตจากอาการที่ปรากฏคือ ภาวะซีด เหนื่อยง่าย คันตามร่างกายโดยหาสาเหตุไม่ได้ เหงื่อออกมากเวลากลางคืน กินอาหารได้น้อยลง รวมถึงมีอาการเจ็บแถวบริเวณใต้ชายโครง ซึ่งเป็นตำแหน่งของตับและม้าม เพราะตับหรือม้ามอาจมีขนาดที่โตกว่าปกติอยู่ อ่อนเพลียง่าย เป็นต้น

ส่วนสาเหตุความผิดปกติมาจาก 2 สาเหตุคือ พันธุกรรมและเกิดขึ้นในภายหลังเพราะร่างกายทำงานผิดปกติ โดยกลุ่มเสี่ยงที่น่าเป็นห่วงคือ ผู้สูงอายุ ผู้ที่มีประวัติเม็ดเลือดขาว เม็ดเลือดแดงและเกล็ดเลือดผิดปกติ

สำหรับวิธีการรักษามะเร็งโรคเลือดด้วยการเปลี่ยนถ่ายไขกระดูก ซึ่งสร้างความหวังสูงสุดให้กับคนไข้ว่าจะต้องหายแน่นอน แต่แท้จริงแล้วเป็นวิธีที่เกิดขึ้นได้ยากมากๆ ในทางการแพทย์ เพราะต้องอาศัยปัจจัยที่เอื้อต่อการรักษาอีกหลายประการร่วมด้วย หรือกรณีคนไข้ม้ามโต แพทย์อาจให้กินยาลดขนาดม้าม แต่ก็มีผลข้างเคียงทำให้ร่างกายผลิตเม็ดเลือดขาวได้น้อยลง หรือหากฉายแสงทำให้ม้ามยุบได้ 2 เดือนก็กลับมาโตใหม่และทำซ้ำไม่ได้แล้ว

“โรคเอ็มพีเอ็นเป็นโรคเรื้อรังที่เป็นแล้วรักษาไม่หายขาด แต่เป้าหมายของการรักษาก็เพื่อบรรเทาอาการและลดภาวะแทรกซ้อนจากโรค รวมถึงทำให้ผู้ป่วยมีชีวิตที่ยืนยาวขึ้น และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น หากปฏิบัติตนตามที่แพทย์แนะนำอย่างถูกวิธี กินยาสม่ำเสมอไปตลอดไม่มีดื้อ รู้ควบคุมไขมันในเลือดและงดสูบบุหรี่ซึ่งเป็นตัวการทำให้ภาวะลิ่มเลือดอุดตันมากขึ้น คนไข้ก็สามารถที่จะมีชีวิตยืนยาวไม่ต่างจากคนปกติ” พอ.นพ.อภิชัย กล่าว

 

///// ล้อมกรอบ ///

ทำความรู้จักโรคเอ็มพีเอ็น

โรคเอ็มพีเอ็นเป็นกลุ่มของโรคเลือด ที่เกิดจากความผิดปกติของเซลล์ต้นกำเนิดที่ทำหน้าที่ผลิตเม็ดเลือดและเกล็ดเลือด โดยเฉพาะ 3 โรคที่พบบ่อยคือ

1. โรคเลือดข้น เนื่องจากร่างกายผลิตเม็ดเลือดแดงมากกว่าปกติ ส่งผลให้เกิดภาวะหลอดเลือดอุดตันบริเวณขาข้างใดข้างหนึ่ง และบริเวณปลายนิ้ว และทำให้ผู้ป่วยมีอาการเวียนศีรษะ การรักษาจะให้ยาต้านเลือด

2. โรคเกล็ดเลือดสูง จะมีการอาการเวียนศีรษะ ปวดศีรษะ วูบบ่อยๆ หลอดเลือดอุดตัน ปวดบริเวณปลายนิ้ว บางกรณีกลายเป็นอัมพฤกษ์-อัมพาตครึ่งซีก ขาบวมและปวดข้างเดียว รักษาได้ด้วยการรับประทานยา

3. โรคผังผืดในกระดูก ไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด โดยผู้ป่วยที่อยู่ในระยะแรกจะไม่แสดงอาการ แต่ต่อมาจะมีอาการม้ามโต แน่นท้อง อิ่มง่าย กินอาหารได้น้อย ปวดท้องบริเวณใต้ชายโครงด้านซ้าย อ่อนเพลียง่าย ตับอาจจะโตขึ้นทำให้แน่นท้องใต้ชายโครงขวา ต่อมาจะมีอาการคัน และเหงื่อออกตอนกลางคืน หากโรคอยู่ในระยะสุดท้ายอาจจะมีไข้ อ่อนเพลียมาก ผอมแห้ง ปวดกระดูก ปวดตามเส้นประสาท

การรักษาจะทำได้ด้วยการรับประทานยา การรับเลือดและการเปลี่ยนถ่ายไขกระดูก ในกรณีที่ผู้ป่วยได้รับเลือดบ่อยๆ อาจจะเกิดภาวะเหล็กในร่างกายสูงและสะสมอยู่ตามอวัยวะต่างๆ ส่งผลให้ประสิทธิภาพในการทำงานลดลง ในกรณีที่ม้ามโตจะต้องรักษาด้วยการรับประทานยาลดขนาดม้าม หรือฉายรังสี และตัดม้าม

ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ 14 มกราคม 2557

.

Related Article:

.

What Are Myeloproliferative Disorders?

Myeloproliferative neoplasms (MPN)

Advertisements

ตรวจก่อนแต่งสุดสำคัญ ลดป่วยโรคเลือด

dailynews130507_001ที่ผ่านมา หนุ่มสาวเมื่อคบหาดูใจปลูกต้นรักจนบนฉ่ำ ขั้นต่อไปก็แต่งงาน และมีบุตรผลิตทายาท แต่คู่รักมักมองข้ามการตรวจสุขภาพก่อนแต่งหรือก่อนมีบุตร โดยหารู้ไม่ว่า ลูกอาจเกิดมาพร้อมอาการป่วยโรคธาลัสซีเมีย!

ผศ.พญ.ปราณี สุจริตจันทร์ สาขาวิชาโลหิตวิทยา ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย และกรรมการมูลนิธิโรคโลหิตจางธาลัสซีเมียแห่งประเทศไทยในพระอุปถัมภ์ฯ เล่าว่า โรคโลหิตจางธาลัสซีเมีย พบมากในคนไทย ซึ่งราวร้อยละ 30 ของประชากรไทย มีพันธุกรรมของโรคนี้แฝงอยู่โดยไม่มีอาการ(หรือเรียกว่า พาหะ)เมื่อผู้ที่มีพันธุกรรมแฝงมาแต่งงานกัน อาจมีลูกที่ได้รับพันธุกรรมแฝงจากทั้งพ่อและแม่ไป ทำให้ทารกนั้นแสดงอาการของโรค ก็คือ ป่วยเป็นโรคโลหิตจางธาลัสซีเมีย ปัจจุบันในไทยจึงมีผู้ป่วยที่เป็นโรคประมาณร้อยละ 1 ของประชากร (ประมาณ 600,000 คน)

ธาลัสซีเมียเกิดจากความผิดปกติของการสร้างฮีโมโกลบิลผิดปกติ ทำให้เม็ดเลือดมีลักษณะผิดปกติ และมีอายุสั้น ผู้ป่วยจะมีอาการรุนแรงแตกต่างกันไป ขึ้นกับชนิดและความผิดปกติของพันธุกรรม มีตั้งแต่ เลือดจางเล็กน้อย ซีด เลือดจางมาก และเรื้อรัง ไปจนถึงอาการรุนแรงมากจนเสียชีวิตตั้งแต่อยู่ในครรภ์ หรือหลังคลอดไม่นาน

สำหรับการรักษา ผศ.พญ.ปราณี บอกว่า ส่วนใหญ่เป็นการรักษาตามอาการ และความรุนแรงของโรค สำหรับผู้ที่ต้องให้เลือดเป็นประจำ หรือเรียกว่า “โรคธาลัสซีเมียชนิดพึ่งพาเลือด” นั้น ผู้ป่วยมักจะมีภาวะเหล็กเกิน จึงต้องใช้ยาขับเหล็กควบคู่ไปด้วย แต่ผู้ป่วย “โรคธาลัสซีเมียแบบไม่พึ่งพาเลือด” คือไม่ต้องรับการให้เลือดนั้น ก็อาจมีภาวะเหล็กเกินจากกระบวนการดูดซึมธาตุเหล็กจากอาหารทางลำไส้ได้เช่นกัน

อย่างไรก็ตาม แนวทางการรักษา ผศ.พญ.ปราณี สรุปได้ 3 ทางหลัก คือ ทางแรกเป็นการรักษาให้หายขาดจากอาการของโรค ด้วยการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิด หลักการคือผู้ป่วยจะมีเซลล์ต้นกำเนิดของเม็ดเลือดแดงในไขกระดูกผิดปกติ แพทย์จะให้เซลล์ต้นกำเนิดที่ได้จากไขกระดูก หรือเลือดสายสะดือที่ปกติเข้าไปแทน ทำให้มีการสร้างเม็ดเลือดที่ปกติขึ้นมาใหม่ได้ ทั้งนี้ส่วนใหญ่แพทย์จะเลือกทำการรักษาโดยวิธีนี้ในผู้ป่วยรายที่รุนแรง สำหรับในบ้านเรานั้น การปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดเลือดได้ทำไปแล้วประมาณ 135 ราย

แนวทางการรักษาทางที่สอง คือ ให้ยาขับธาตุเหล็กและให้เลือดอย่างสม่ำเสมอกับผู้ป่วยที่ไม่ได้รับการปลูกถ่ายไขกระดูก ส่วนการรักษาแนวทางสุดท้าย จะเป็นการรักษาอื่นๆ เช่นการให้วิตามิน บำรุง ให้ยาโฟลิก การใช้ยาต้านอนุมูลอิสระ เป็นต้น

ธาลัสซีเมีย ขึ้นชื่อว่าเป็นความเจ็บป่วยเรื้อรัง ที่ต้องเข้ารับการรักษาพยาบาล ผู้ป่วยส่วนใหญ่ต้องรับเลือดอยู่เป็นประจำ ย่อมส่งผลต่อสุขภาพกายและสุขภาพจิตของตนเองและครอบครัว ทั้งยังนับเป็นปัญหาสำคัญอย่างยิ่งทางสาธารณสุข ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจสังคมและการพัฒนาประเทศ

ทางที่ดีที่สุด ต้องป้องกันโรคนี้ไม่ให้ถ่ายทอดไปสู่ลูกหลาน ทำได้โดยวิธีง่ายๆ คือ เข้ารับการตรวจเลือดเพื่อวินิจฉัยธาลัสซีเมียทางห้องปฏิบัติการ จะทราบว่า ตนเองและคนรัก เสี่ยงมีบุตรแล้วเป็นโรคนี้หรือไม่  หากเป็นคู่สมรสมียีนธาลัสซีเมียทั้งคู่ แสดงว่าเป็นคู่เสี่ยงในการมีบุตรเป็นโรคธาลัสซีเมีย เมื่อเป็นเช่นนี้จะต้องได้รับคำแนะนำจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อหาทางเลือกในการหลีกเลี่ยงการมีบุตรเป็นโรค

ใครอยากเติมความรู้ที่ถูกต้องเกี่ยวกับโรคธาลัสซีเมีย รับทราบกันไว้ว่า ทางคณะแพทย์ศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ประกาศเป็นเจ้าภาพร่วมกับโรงพยาบาลชลบุรี โดยการสนับสนุนจากมูลนิธิโรคโลหิตจางธาลัสซีเมียแห่งประเทศไทย เตรียมจัดกิจกรรมรณรงค์ให้ความรู้ประชาชนอย่างใกล้ชิด ในลักษณะขบวนประชาสัมพันธ์ เดินให้ความรู้ในพื้นที่ย่านต่างๆ ของกรุงเทพฯ ได้แก่ พื้นที่ในบริเวณถนนสีลม และย่านสยามสแควร์ ในวันที่ 8 พฤษภาคม 2556 ส่วน 12 พ.ค. นี้ จะจัดงานวันธาลัสซีเมียโลก ณ ห้องประชุมเฉลิมราชสมบัติชั้น 9 อาคารเฉลิมราชสมบัติ โรงพยาบาลชลบุรี.

ทีมเดลินิวส์ออนไลน์
takecareDD@gmail.com

ที่มา : เดลินิวส์ 7 พฤษภาคม 2556