จ่ายยาต้านไวรัสเอดส์ฟรีเมื่อเลือดบวก

dailynews141011_01เป็นเรื่องที่น่ายินดีเมื่อรัฐบาลอนุมัติให้เดินหน้าจ่ายยาต้านไวรัสเอชไอวีให้กับผู้ติดเชื้อทุกคน ทุกสิทธิการรักษาพยาบาลหลังจากที่ตรวจพบเชื้อในร่างกายทันทีโดยไม่ต้องรอให้ระดับภูมิคุ้มกันของร่างกายลดต่ำลงตามเกณฑ์เดิมที่กำหนด คือ จะให้ยาต้านไวรัสเมื่อระดับภูมิคุ้มกันของร่างกายอยู่ที่ 350 เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.ที่ผ่านมา

แต่ได้ให้สิทธิผู้ติดเชื้อตัดสินใจเองว่าจะรับยาต้านหรือไม่

พญ.นิตยา ภานุภาค พึ่งพาพงศ์ หัวหน้าแผนกป้องกันการติดเชื้อเอชไอวี ศูนย์วิจัยโรคเอดส์ สภากาชาดไทย บอกว่า ประเทศไทยได้ตั้งเป้าหมายในการลดจำนวนผู้ติดเชื้อเอชไอวีรายใหม่ลงให้มากจนถึงขั้นไม่มีผู้ติดเชื้ออีกเลยภายในปี 2573 และจากการคำนวณทางสถิติต่าง ๆ แล้วเห็นพ้องต้องกันว่าวิธีเดียวที่จะทำให้เห็นผลเป็นประจักษ์คือการรณรงค์ให้ประชาชนมาตรวจเลือดให้มากเพื่อที่จะได้ทราบสถานะของตัวเองว่ามีเชื้อเอชไอวีหรือไม่ หากพบผู้ติดเชื้อก็ให้รักษาทันทีทุกคน เพราะจากการศึกษาวิจัยพบว่าการให้ยาต้านเชื้อไวรัสเอชไอวีเร็วจะสามารถลดการแพร่เชื้อสู่ผู้อื่นได้สูงถึง 96%

เพราะฉะนั้นประเทศไทยถือว่าโชคดีที่ทั้งฝ่ายวิชาการและฝ่ายนโยบายสนับสนุนการให้ยาต้านเชื้อไวรัสเอชไอวีแก่ผู้ป่วยทุกคนโดยไม่จำกัดว่ามีระดับภูมิคุ้มกันของร่างกายเท่าไหร่ และเป็นไปในทิศทางเดียวกับทั่วโลก

การให้ยาต้านเชื้อไวรัสเอชไอวีต้องคำนึงถึงความพร้อมของผู้ป่วยด้วยเช่นกัน ซึ่งแน่นอนว่าสำหรับผู้ที่มีระดับภูมิคุ้มกันของร่างกายต่ำกว่า 500 นั้นควรได้รับยาโดยไม่มีข้อกังขา แต่กับผู้ที่เพิ่งได้รับเชื้อเข้าสู่ร่างกาย และระดับภูมิคุ้มกันร่างกายสูงกว่า 500 นั้น ต้องพิจารณาเป็นรายบุคคลเพราะหลายคนยังมีความเชื่อว่าการรับประทานยาต้านไวรัสเร็วจะทำให้เกิดการดื้อยา กินเร็วก็ดื้อเร็ว ซึ่งเป็นสิ่งที่พูดออกมาโดยไม่มีหลักฐานยืนยันทั้งสิ้น เป็นเพียงการพูดกันไปเอง พูดเอาสนุก เพราะว่าการที่คนคนหนึ่งดื้อยาไม่ได้เกี่ยวข้องกับการกินยาช้าหรือเร็ว แต่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการรับประทานยาอย่างสม่ำเสมอตรงเวลา หากไม่ลืม ไม่คลาดเคลื่อน โอกาสดื้อยาก็ไม่มี

นอกจากนี้ยังมีประชาชนบางส่วนคิดว่าหากยังไม่ถึงเวลาที่ต้องรับประทานยาต้านไวรัสก็ไม่ควรต้องรับประทาน เพราะทำให้คุณภาพชีวิตแย่ลง ไหนจะเรื่องความเครียดที่ต้องรับประทานยาอย่างสม่ำเสมอไปตลอดชีวิต ไปจนถึงผลข้างเคียงจากการใช้ยาตามมาอีก เช่น ผิวคล้ำดำ ผอม แก้มตอบ แต่อยากจะบอกว่าเรื่องความยุ่งยากไม่ได้เกิดกับทุกคน

ยาต้านไวรัสเอชไอวีที่ใช้ในปัจจุบันเป็นยาที่มีคุณภาพและแตกต่างจากยาสมัยก่อนมาก รับประทานไม่ยุ่งยาก วันละครั้ง ครั้งละ 2-3 เม็ดและไม่มีผลข้างเคียงใด ๆ

สิ่งที่ยังเป็นข้อโต้แย้งกันอยู่คือ ไม่ว่าผู้ติดเชื้อจะมีระดับภูมิคุ้มกันเกิน 500 ไปมากแค่ไหนก็ตาม แต่เมื่อมีเชื้อไวรัสเอชไอวีในร่างกายแล้วจะใช้เวลาเฉลี่ยเพียง 1 ปี ถึง 1 ปีครึ่ง ระดับภูมิคุ้มกันจะตกลงมาต่ำกว่า 500 อยู่แล้ว ที่สำคัญคือไม่ว่าภูมิคุ้มกันจะอยู่ที่เท่าไหร่ก็มีโอกาสทำให้เกิดโรคแทรกซ้อนได้ ดังนั้นการให้ยาเร็วจึงเป็นสิ่งที่ดี

1. คือช่วยป้องกันการแพร่เชื้อสู่ผู้อื่น
2. ทำให้สามารถติดตามผู้ป่วยได้อย่างต่อเนื่อง เพราะจากข้อมูลของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พบว่าในจำนวนผู้ติดเชื้อที่ระดับภูมิคุ้มกันสูง ๆ ไม่จำเป็นต้องรับยาต้านที่มีอยู่ประมาณ 20% นั้น ในจำนวนนี้หายไปจากระบบการติดตามกว่า 80% พอกลับมาอีกทีก็พบว่าป่วยหนักแล้ว

กลุ่มคนที่ควรจะรับยาต้านเชื้อไวรัสเอชไอวีทันทีเลยคือ
1. กลุ่มที่มีโรคประจำตัวอยู่แล้ว เช่น เบาหวาน หลอดเลือดหัวใจ ไขมันในเลือดสูง และความดัน เพราะเชื้อไวรัสตัวนี้จะเข้าไปเพิ่มความเสี่ยงให้โรคแทรกซ้อนมีความรุนแรงขึ้น
2. กลุ่มผู้ป่วยที่เป็นโรคเกี่ยวกับความเสื่อมของอวัยวะ เช่น โรคไต โรคตับ ตัวเชื้อไวรัสเอชไอวีจะเข้าไปซ้ำเติมทำให้อวัยวะเสื่อมเร็วมากขึ้น
3. กลุ่มผู้ที่อายุเกิน 50 ปีขึ้นไปซึ่งเป็นกลุ่มคนที่อวัยวะเริ่มเสื่อมตามธรรมชาติอยู่แล้ว และ
4. กลุ่มคู่รักที่มีผลเลือดต่าง คือคนหนึ่งผลเลือดเป็นบวก และอีกคนหนึ่งผลเลือดเป็นลบ เพราะจะช่วยป้องกันให้อยู่ร่วมกันได้อย่างเป็นสุขโดยไม่ไปแพร่เชื้อให้กับคู่ของตัวเอง

การรับประทานยาต้านไวรัสเร็วและต่อเนื่องนาน 6 เดือนจะทำให้ปริมาณเชื้อไวรัสเอชไอวีถูกกดให้ต่ำจนไม่สามารถแพร่เชื้อสู่ผู้อื่นได้ ถือว่าเป็นประโยชน์ในการวางแผนมีลูกต่อไป เช่น ถ้าฝ่ายชายมีเชื้อแล้วรับประทานยาต้านไวรัส กดเชื้อเอาไว้ให้ต่ำที่สุดจนไม่สามารถถ่ายทอดเชื้อไปสู่ภรรยาได้ เมื่อภรรยาไม่ติดเชื้อไวรัสเอชไอวี ลูกในครรภ์ก็ไม่ติดเชื้อไวรัสดังกล่าวเช่นเดียวกัน หรือในกรณีฝ่ายหญิงมีเชื้อไวรัสเอชไอวี หากรับประทานยาต้านก่อนจะตั้งครรภ์ หรือรีบมาฝากครรภ์เพื่อให้ได้รับยาต้านไวรัสเร็วก็จะป้องกันการแพร่เชื้อเอชไอวีสู่ลูกได้เกือบ 100% ซึ่งที่ผ่านมาในประเทศไทยแทบจะไม่พบเด็กติดเชื้อจากแม่เลย พบน้อยกว่า 1-2% เท่านั้น

ขณะนี้ระบบสาธารณสุขของประเทศไทยพร้อมรับมือกับปัญหาโรคเอดส์ทั้งเรื่องของการป้องกันและการรักษา โดยมีบริการตรวจเลือดฟรีปีละ 2 ครั้ง ถ้าพบมีเชื้อก็ได้รับยาต้านไวรัสฟรี ดังนั้นหากมีพฤติกรรมเสี่ยง เช่น การมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ได้ป้องกันแม้เพียงครั้งเดียวก็ขอให้มาตรวจเลือดอย่างน้อย 1 ครั้งในชีวิต และให้มาตรวจเลือดสม่ำเสมอเหมือนการตรวจสุขภาพประจำปี.

ที่มา : เดลินิวส์ 11 ตุลาคม 2557

Advertisements

รู้จักรัก รู้จักป้องกัน โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์

thairath140214_001สัปดาห์แห่งความรัก หรือเทศกาลวาเลนไทน์ เป็นช่วงที่อารมณ์ หรือฮอร์โมนพลุ่งพล่าน หลายคู่รักมักวางแผนทำกิจกรรมมากมาย ตั้งแต่ไปทานข้าวสังสรรค์ จนถึงขั้นมีกิจกรรมเพศสัมพันธ์ ซึ่งเป็นธรรมชาติอย่างหนึ่งของคนเรา แต่จะเป็นกิจกรรมประเภทไหน ก็พึงกระทำอย่างมีสติ วันนี้ทีมคณะแพทย์ศาสตร์จากโรงพยาบาลรามาธิบดี จึงมีเรื่องน่ารู้เกี่ยวกับโรคทางเพศสัมพันธ์มาฝาก แม้จะดูน่ากลัว แต่เป็นสิ่งที่เกิดบ่อยครั้ง หากนึกสนุกมีความสัมพันธ์โดยไม่ดูแลตัวเองให้ดี ฉะนั้น เรื่องน่ารู้และคำแนะนำเหล่านี้จึงเป็นเรื่องจำเป็นที่คุณๆ ทั้งหลายควรรู้ไว้ โดยในวันนี้จะนำเสนอเป็นตอนแรก และนำเสนอตอนจบในสัปดาห์ถัดไป

โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ หรือ “กามโรค” เกิดจากการร่วมเพศกับผู้ที่เป็นโรคนี้ ไม่ได้เกิดจากการใช้สิ่งของเครื่องใช้ในชีวิตประจำวันร่วมกัน การใช้ห้องสุขา หรือสระว่ายน้ำร่วมกัน ยกเว้นอุปกรณ์ที่ใช้ในกิจกรรมทางเพศ เช่น อวัยวะเพศชายเทียมที่ใช้ในการร่วมเพศครั้งเดียวกัน

กิจกรรมทางเพศมีหลายรูปแบบ มีความเสี่ยงต่อการติดโรคมากน้อย ขึ้นกับลักษณะของกิจกรรม กิจกรรมทางเพศที่มีความเสี่ยงต่อการติดโรคต่ำ ได้แก่ การกอดจูบลูบคลำภายนอก การสำเร็จความใคร่ให้กันและกัน กิจกรรมทางเพศที่มีความเสี่ยงสูง ได้แก่ การร่วมเพศทางปาก ทางช่องคลอด และทางทวารหนัก โดยเฉพาะการร่วมเพศทางทวารหนักนั้น มีการเสี่ยงต่อการติดโรคมากที่สุด เพราะมักมีการถลอกของอวัยวะเพศชายและผิวทวารหนัก ซึ่งเป็นช่องทางให้เชื้อกามโรคเข้าสู่ร่างกายได้ง่าย

การใช้ถุงยางอนามัยสามารถป้องกันกามโรคได้ดี โดยมีเงื่อนไขว่าต้องใช้สม่ำเสมอทุกครั้งที่ร่วมเพศ สวมใส่ด้วยเทคนิคที่ถูกต้อง มีการหล่อลื่นดีเพื่อป้องกันถุงฉีกขาด แต่สิ่งที่ควรรู้ คือ ถุงยางอนามัยป้องกันกามโรคบางชนิดได้ไม่ดีนัก เช่น หูดหงอนไก่ โรคเริม เพราะอาจติดต่อโดยบริเวณถุงยางคลุมไม่ถึง ถุงยางอนามัยสตรีป้องกันกามโรคได้ดีกว่าถุงยางชาย เพราะมีบริเวณครอบคลุมมากกว่าและฉีกขาดยากกว่า การใส่ถุงยางชายหลายชั้นอาจทำให้การแตกรั่วฉีกขาดยากขึ้น แต่ทำให้ความรู้สึกในการร่วมเพศลดลง

โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ทำให้เกิดอาการได้หลายระดับ มีความรุนแรงตั้งแต่น้อยถึงมาก จนทำให้เสียชีวิต โดยสามารถแบ่งประเภทตามอาการได้ดังนี้

ประเภทแรกคือ “ไม่มีอาการ” ได้แก่ โรคเอดส์ระยะแรก หรือที่เรียกว่า เอชไอวี โรคตับอักเสบจากไวรัสบีและโรคซิฟิลิส ทั้งสามโรคตรวจพบได้จากการเจาะเลือด ถ้าเลือดบวกแสดงว่ามีการติดเชื้อ และอาจอยู่ในระยะแฝง หรือฟักตัว

“โรคเอดส์” อาจใช้เวลาถึงสามเดือนจึงจะทำให้เลือดเป็นผลบวก ในกรณีที่สงสัยจึงต้องเจาะเลือดตรวจซ้ำหลายครั้ง โรคเอดส์และโรคตับอักเสบจากไวรัสบีในระยะสุดท้าย จะทำให้มีอาการต่อระบบต่างๆ ในร่างกายมาก และผู้ป่วยมักจะเสียชีวิตในที่สุด ทั้งสองโรคเกิดจากเชื้อไวรัส ในปัจจุบันยังไม่มียารักษาให้หายขาด ยาปฏิชีวนะที่มีอยู่ในปัจจุบันก็ไม่สามารถกำจัดเชื้อดังกล่าวได้ อย่างไรก็ตาม หากผู้ป่วยสามารถดูแลร่างกายให้แข็งแรงและไม่รับเชื้อเพิ่ม ก็อาจมีสุขภาพเป็นปกติเหมือนคนทั่วไปได้ ในปัจจุบันมียาต้านไวรัสที่ใช้ร่วมกันหลายขนาน สามารถควบคุมการติดเชื้อไม่ให้กำเริบจนมีอาการได้ แต่ยังไม่สามารถกำจัดเชื้อไวรัสให้หายขาด

ซิฟิลิส” เป็นกามโรคที่สำคัญในอดีต ก่อนจะมีโรคเอดส์ แต่ในปัจจุบันมียาปฏิชีวนะสามารถรักษาให้หายขาดได้ หรืออย่างน้อยก็ควบคุมยับยั้งการกำเริบของโรคนี้ได้ จึงไม่แสดงอาการรุนแรงเหมือนในอดีต และมักตรวจพบในสตรีที่มาเจาะเลือดขณะฝากครรภ์ หรือผู้ป่วยที่เจาะเลือดก่อนรับการผ่าตัดกลุ่มที่มีติ่งเนื้อ หรือตุ่มนูนที่อวัยวะเพศ โรคที่สำคัญ คือ หูดหงอนไก่และหูดข้าวสุก

กลุ่มต่อมา ได้แก่ “หนองแท้และหนองในเทียม” กลุ่มนี้มีอาการเด่น คือ มีหนองไหลจากอวัยวะเพศ หรือช่องทางร่วมเพศ ในเพศหญิงพบว่าไหลออกจากช่องคลอด หรือช่องปัสสาวะและมีอาการแสบเวลาปัสสาวะ ในเพศชายจะมีอาการหนองไหลจากท่อปัสสาวะและมีปัสสาวะแสบขัดลำกล้องมากกว่าในฝ่ายหญิง เนื่องจากท่อปัสสาวะยาวกว่า ในรายที่ร่วมเพศทางปากอาจพบมีการอักเสบและมีหนองในช่องปากและต่อมทอนซิล ในรายที่มีการร่วมเพศทางทวารหนักอาจพบมีหนองปนกับอุจจาระ โดยทั่วไปมักเกิดอาการเหล่านี้ภายใน 1 สัปดาห์ หลังการร่วมเพศที่ติดเชื้อ ทั้งสองโรคเกิดจากเชื้อแบคทีเรียที่สามารถรักษาให้หายขาดได้โดยการให้ยาปฏิชีวนะ

หูดหงอนไก่” เป็นกามโรคที่พบบ่อยในปัจจุบันและมีความสัมพันธ์กับการเกิดมะเร็งปากมดลูก เพราะเกิดจากเชื้อไวรัสตัวเดียวกัน ในปัจจุบันมีวัคซีนป้องได้ แต่วัคซีนมีราคาแพงและควรฉีดก่อนการร่วมเพศครั้งแรกเพื่อให้ได้ผลดีที่สุด ทั้งสองโรคจะมีอาการคล้ายกัน คือ มีตุ่มนูนบริเวณอวัยวะเพศ มักมีหลายตุ่ม ขนาดเล็กๆ ส่วนใหญ่ไม่เกิน 1 เซนติเมตร ไม่เจ็บ ยกเว้นจะมีการอักเสบจากการเกา หูดหงอนไก่มีผิวขรุขระเป็นหนาม คล้ายกับหงอนไก่ หรือดอกกะหล่ำ

หูดข้าวสุก” มีผิวเรียบ แต่ละตุ่มมีรูตรงกลาง ซึ่งเมื่อสุกดีจะบีบของเหลวข้นๆ ออกจากรูได้คล้ายข้าวสุก ในบางรายติ่งเนื้อ หรือตุ่มมีขนาดเล็ก สามารถหายเองภายในไม่กี่สัปดาห์ แต่ถ้าติ่งเนื้อมีขนาดใหญ่ มีจำนวนมาก หรือกระจายเป็นวงกว้าง การใช้ยารักษาหูดจี้สัปดาห์ละหนึ่ง หรือสองครั้งจะได้ผลดี ถ้าใช้ยาเกินหนึ่งเดือนแล้วไม่ดีขึ้น แพทย์อาจใช้วิธีทางศัลยกรรม เช่น การตัดออก การจี้ด้วยไฟฟ้า การจี้ด้วยความเย็น

จะเห็นได้ว่าอาการของกลุ่มกามโรคที่กล่าวมานี้มีอาการค่อนข้างรุนแรงและต้องใช้เวลาในการรักษา แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ทุกโรคมีวิธีป้องกันหลายวิธี ซึ่งสามารถทำได้ง่ายๆ ในสัปดาห์หน้า เราจะนำเสนออาการในกลุ่มกามโรคอื่นๆ อีก สำหรับสัปดาห์นี้ ก็ขอให้ทุกท่านมีความสุขในช่วงเทศกาลแห่งความรัก ที่สำคัญนอกเหนือไปกว่าส่งความรักให้คนอื่น ก็อย่าลืมรักตัวเอง ป้องกันตัวเอง และคนที่เรารักจากโรคทางเพศสัมพันธ์ให้ดีด้วย.

นพ.สัญญา ภัทราชัย
คณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดี

ที่มา : ไทยรัฐ 14 กุมภาพันธ์ 2557

thairath140221_001

รู้จักรัก รู้จักป้องกัน โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ (2)

เมื่อสัปดาห์ที่แล้วทีมแพทย์จากโรงพยาบาลรามาธิบดี ได้นำเสนอเกี่ยวกับกลุ่มอาการของกามโรคไปแล้วบางส่วน ในสัปดาห์นี้จะขอเพิ่มเติมกลุ่มอาการอื่นๆ เพื่อเป็นความรู้และข้อเสนอแนะสำหรับดูแลตัวเองและคนที่เรารักต่อไป

กลุ่มถัดมาคืออาการ “มีแผลที่อวัยวะเพศ” โรคสำคัญคือเริมและแผลริมอ่อน ทั้งสองโรคมักเกิดแผลที่บริเวณอวัยวะเพศประมาณ 1-2 สัปดาห์ หลังร่วมเพศกับผู้ติดเชื้อ

โรคเริม” มักมีอาการเป็นกลุ่มของตุ่มน้ำใสๆ ประมาณกลุ่มละ 4-6 ตุ่ม กระจายตามบริเวณผิวหนังที่สัมผัสเชื้อในการร่วมเพศ มีอาการเจ็บและแสบร้อนมากภายใน 1 สัปดาห์ ตุ่มน้ำจะแตกและกลายเป็นแผลตื้นๆ ซึ่งแสบร้อนมาก ในบางรายอาจทำให้อวัยวะเพศบวม บางรายปัสสาวะไม่ออก ในรายที่มีอาการครั้งแรกมักมีไข้ต่ำๆ ร่วมด้วย พร้อมกันนั้นก็มีต่อมน้ำเหลืองบริเวณขาหนีบโต กรณีที่มีอาการอ่อนเพลียมากหรือปัสสาวะไม่ออก ควรนอนรักษาในโรงพยาบาลพร้อมให้ยาและน้ำเกลือทางหลอดเลือดดำ โดยอาการมักหายเป็นปกติภายในสองสามสัปดาห์ แผลหายสนิทโดยไม่มีแผลเป็น (ถ้าไม่มีการอักเสบติดเชื้อจากแบคทีเรียซ้ำเติม) โรคเริมอาจกลับมาเป็นซ้ำได้หลายครั้ง โดยเฉพาะในช่วงที่ร่างกายอ่อนแอ เช่น ขณะมีประจำเดือน เครียดจัด นอนไม่หลับ ตุ่มน้ำของเริมมักขึ้นบริเวณเดิม โดยอาการจะไม่รุนแรงเหมือนครั้งแรก โรคเริมเกิดจากเชื้อไวรัสและยังไม่มียารักษาให้หายขาด มีแต่ยาที่ทำให้อาการทุเลาและหายเร็วขึ้น

แผลริมอ่อน” ต่างจากเริมเพราะเป็นแผลเดี่ยวขนาดใหญ่ แผลมีก้นลึกและมีหนองที่ก้นแผล ขอบแผลดูเว้าแหว่งเหมือนถูกสัตว์กัดแทะ มีอาการเจ็บมาก ถ้าไม่ได้รับการรักษามักหายเองภายในสองสามสัปดาห์ โรคนี้เกิดจากเชื้อแบคทีเรียและสามารถรักษาให้หายได้ด้วยการฉีดยาครั้งเดียว

กลุ่มอาการ “ฝีมะม่วง” คือการอักเสบของกลุ่มต่อมน้ำเหลืองที่ขาหนีบ ต่อมน้ำเหลืองมีขนาดโตและเจ็บ บางรายมีร่องตรงกลางดูคล้ายผลมะม่วงอกร่อง จึงเรียกว่าฝีมะม่วง ในกรณีที่ฝีสุกและมีหนองภายในมาก ฝีอาจแตกได้ ซึ่งภายหลังฝีแตก แผลมักหายช้า บางรายอาจกินเวลาเป็นเดือน ฉะนั้นจึงควรรักษาก่อนฝีจะแตกและไม่ควรผ่าฝี การรักษาที่ถูกต้องคือ แพทย์จะใช้เข็มแทงผ่านผิวหนังปกติเข้าไปในฝีและดูดหนองออกเพื่อให้ฝียุบตัวลง หลังจากนั้นจึงให้ยาปฏิชีวนะต่ออีกสองสัปดาห์ ฝีมะม่วงเกิดจากเชื้อตัวเดียวกับโรคหนองในเทียมและใช้ยารักษาในกลุ่มยาเดียวกัน

กลุ่มอาการ “ตกขาวกลิ่นเหม็นคาวปลา” ซึ่งมีอาการคันหรือตกขาวเป็นก้อน กลุ่มนี้ประกอบด้วยโรคสามโรคคือ การติดเชื้อแบคทีเรีย ซึ่งทำให้เกิดกลิ่นคาวปลา การติดเชื้อราในช่องคลอดและการติดเชื้อพยาธิในช่องคลอด ทั้งสามโรคเป็นโรคที่ไม่รุนแรง ไม่ทำอันตรายร้ายแรงต่อผู้ติดเชื้อ แต่สร้างความรำคาญโดยเฉพาะในการร่วมเพศ ทั้งสามโรคเกิดจากการเสียสมดุลของสภาวะในช่องคลอด ซึ่งโดยปกติจะมีความสามารถในการป้องกันการติดเชื้อต่างๆ ได้ระดับหนึ่ง ซึ่งอาจเกิดจากหลายปัจจัย เช่น การสวนล้างช่องคลอด การใช้สิ่งแปลกปลอมสอดใส่ในช่องคลอด การเจ็บป่วยเรื้อรัง หรือการติดเชื้อกามโรค

การติดเชื้อแบคทีเรียชนิดทำให้เกิดกลิ่นคาวปลา” เกิดจากภาวะในช่องคลอดเป็นกรดน้อยลง ทำให้แบคทีเรียที่ทำให้เกิดกลิ่นเจริญผิดปกติ กลิ่นจะรุนแรงในขณะที่มีการหลั่งน้ำอสุจิในการร่วมเพศ ทำให้เกิดความรู้สึกอันไม่พึงประสงค์ โรคนี้สามารถรักษาได้โดยการให้ยาปฏิชีวนะ อาจใช้ร่วมกับยาเหน็บช่องคลอด และงดการสวนล้างช่องคลอด โรคนี้อาจเป็นซ้ำได้บ่อย และเพื่อให้เกิดผลดีทางการรักษาฝ่ายสามีจึงต้องมีการรักษาควบคู่กันไปด้วย

เชื้อราในช่องคลอด” พบได้บ่อยในคนปกติ บางรายพบจากการตรวจเช็กมะเร็งปากมดลูกประจำปี โดยทั่วไปมักไม่มีอาการ ยกเว้นในรายที่เป็นมากอาจมีตกขาวปริมาณมากและมีอาการคัน ตกขาวมีลักษณะเป็นก้อนๆ เหมือนนมบูดหรือนมแหวะออกมาของทารก อาการอาจมากขึ้นในระหว่างตั้งครรภ์เพราะมีเลือดมาเลี้ยงมดลูกและอวัยวะในช่องเชิงกรานมากขึ้น การรักษามียารับประทานทางปากหรือเหน็บทางช่องคลอด

เชื้อพยาธิในช่องคลอด” พบได้น้อยกว่าสองโรคข้างต้น พบได้บ้างในคนปกติ ในรายที่เป็นมากจะมีตกขาวคล้ายหนองเป็นฟองจำนวนมากและมีกลิ่นเหม็นคันช่องคลอด นำตกขาวมาส่องขยายด้วยกล้องจุลทรรศน์จะพบตัวพยาธิรูปร่างเหมือนใบโพธิ์วิ่งไปมาจำนวนมาก สามีมักมีเชื้อพยาธิอยู่ด้วยแต่ไม่มีอาการ การรักษาต้องรักษาทั้งคู่จึงจะหายขาด การรักษาโดยให้ยาครั้งเดียวรับประทานจะให้ผลดีมาก

thairath140221_001a

นอกจากนี้ยังมีคำแนะนำสำหรับการปฏิบัติตัวในกรณีเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์

– ลด ละ เลิก พฤติกรรมทางเพศที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อกามโรค เช่น มีคู่เพศสัมพันธ์หลายคน การสำส่อนทางเพศ การใช้วิธีร่วมเพศที่ไม่ปลอดภัย เช่น ใช้อุปกรณ์ในการร่วมเพศร่วมกัน

– หากสงสัยว่าจะเป็นกามโรคให้มาพบแพทย์ ไม่ควรซื้อยารับประทานเอง

– ใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งในการร่วมเพศกับผู้ที่ไม่ทราบว่าปลอดภัยหรือไม่ วิธีดีที่สุดคือพึงพอใจเฉพาะคู่ของตน เพราะหากร่วมเพศกับผู้ที่ปลอดภัยก็ไม่จำเป็นต้องใช้ถุงยางอนามัยเพื่อป้องกัน

– ผู้ป่วยกามโรคควรพาคู่สมรสหรือคู่เพศสัมพันธ์มาพบแพทย์ เพื่อตรวจหาเชื้อที่อาจแฝงอยู่ ในผู้ป่วยกามโรคบางรายอาจมีโรคมากกว่าหนึ่ง ดังนั้น คลินิกโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์จึงมีบริการเจาะเลือด ตรวจหาเลือดบวกและเพาะเชื้อจากหนองหรือตกขาวเพื่อค้นหาการติดเชื้อกามโรคในระยะแฝง การรักษาต้องให้การรักษาทั้งคู่จนหายจึงจะมีความปลอดภัยในการร่วมเพศ

นพ.สัญญา ภัทราชัย

คณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดี

ที่มา : ไทยรัฐ 21 กุมภาพันธ์ 2557

ตรวจเอซไอวีรู้ผลใน 1 ชม.

ปัจจุบันเทคโนโลยีและเครื่องมือในการตรวจหาการติดเชื้อเอชไอวีมีประสิทธิภาพมาก ผู้รับบริการสามารถรู้ผลตรวจภายใน 1 ชม. จึงอยากให้ผู้ที่มีพฤติกรรมเสี่ยงไปตรวจเลือด เพราะยิ่งรู้ผลเร็วจะยิ่งเป็นประโยชน์ต่อการรักษาและวางแผนดูแลสุขภาพ

พญ.นิตยา ภานุภาค พึ่งพาพงศ์ ศูนย์วิจัยโรคเอดส์ สภากาชาดไทย กล่าวว่า การตรวจเลือดหาการติดเชื้อเอชไอวีรู้ผลใน 1 ชม. ไม่ได้ขึ้นกับว่าใช้เทคนิคใดเป็นพิเศษ และไม่ได้หมายความว่ามีเทคโนโลยีใหม่ เพียงแต่เรากำลังอยู่ในยุคที่ต้องการให้คนมาตรวจเลือดมากขึ้น เพราะข้อกังวลเดิมของคนที่ไม่มาตรวจเลือดคือตรวจแล้วต้องรอฟังผล หรือกลับมาฟังผลในอีก 3 วัน 5 วัน 7 วัน ดังนั้นทุกภาคส่วนทั่วประเทศจึงตกลงร่วมกันว่า ด้วยเทคโนโลยีที่มีอยู่ในปัจจุบันนั้นสามารถที่จะปรับเปลี่ยนกระบวนการตรวจให้ออกผลการตรวจให้ได้ภายในวันเดียว พอพูดกันไปพูดกันมาบางแห่งก็ตรวจเลือดในตอนเช้าให้กลับมาฟังผลตอนบ่าย ซึ่งก็ยังไม่ตรงกับวัตถุประสงค์ของคนที่ตัดสินใจก้าวเข้ามาตรวจเลือด เราก็เลยบอกว่าตรวจและรู้ผลใน 1 ชม. ซึ่งเทคโนโลยีทำได้อยู่แล้ว ซึ่งเรื่องนี้เพิ่งพูดกันเมื่อ 2-3 ปีมานี้เอง

คลินิกนิรนามเมื่อ 5 ปีที่แล้ว ถ้ารอผลยืนยันจะนัดอีก 3 วัน เราเพิ่งมาเปลี่ยนช่วง 5 ปีมานี้ว่าถ้าตรวจยืนยันจะตรวจคอนเฟิร์มให้ใน 1 ชม. ถึง 1 ชม.ครึ่ง ขณะเดียวกันเราก็เริ่มตรวจเลือดในเชิงรุก โดยออกไปในที่ที่คิดว่าคนมีพฤติกรรมเสี่ยง อยู่กันเยอะ แล้วเขาไม่ได้คิดที่จะตรวจเลือด หรือขี้เกียจเดินทางมาตรวจเลือด เราก็ไปตรวจให้ถึงที่เป็นคลินิกเคลื่อนที่ หรือ โมบาย คลินิก สามารถทำการตรวจและรู้ผลใน 1 ชม.

ไม่ว่าจะตรวจรู้ผลใน 1 วัน หรือ 1 ชม. ตรวจในคลินิกนิรนามหรือคลินิกเคลื่อนที่ เรายึดตามเกณฑ์ประเทศไทยเสมอ คือถ้าจะบอกว่าใครตรวจแล้วผลเลือดเป็นบวก ต้องมีการตรวจยืนยัน 3 วิธี แล้วให้ผลบวกทั้ง 3 วิธีจึงจะแจ้งผลบวกวิธีการ คือ ใช้ “แรบบิท เทสต์” ทั้ง 3 วิธีแต่ “แรบบิท เทสต์” 3 ชนิดใช้แอนติเจนคนละอย่างกัน

ปีที่ผ่านมา เราออกไปตรวจที่สปาหรือเซาน่า ในกลุ่มชายที่มีเพศสัมพันธ์กับชาย เพราะ 40% ของผู้ติดเชื้อเอชไอวีรายใหม่ เกิดขึ้นในกลุ่มนี้และ กทม.มีความชุกมากที่สุด ตรวจคืนละ 10 คน เจอผลบวกประมาณ 2-3 คน โดยการใช้ชุดทดสอบอันแรกผลจะออกมาไม่เกิน 30 นาที ถ้าผลครั้งแรกเป็นบวกก็เอาเลือดหลอดเดิม
ไปตรวจต่ออีก 2 วิธีพร้อมกัน ถ้าผลออกมา เป็นบวกทั้ง 3 วิธีก็สามารถแจ้งผลได้ภายใน 1 ชม.

สำหรับเลือดที่นำมาตรวจนั้นใช้เพียงนิดเดียว ใช้เลือดจากปลายนิ้วก็ได้ เพียงแต่เวลาไปออกคลินิกเคลื่อนที่ตามเซาน่า สปา จะเจาะจากเส้นเลือดดำ เพราะต้องเอาเลือดกลับมาตรวจต่อที่คลินิกนิรนามอีก ถึงแม้มีการยืนยันว่าตรวจด้วยชุดทดสอบ 3 ชนิดแล้ว พอมายืนยันที่คลินิกนิรนามตามมาตรฐานผลก็ไปด้วยกัน

ถ้าผลเลือดเป็นบวก สมัยก่อนเรากังวลมาก หากไม่ได้ให้คำปรึกษาก่อนตรวจเลือด หรือหลังตรวจเลือด คนไข้จะรับไม่ได้ ฆ่าตัวตาย ทำให้โรงพยาบาลบางแห่งไม่กล้าบอกผลคนไข้ทันที แม้ผลจะออกมาแล้วก็ตาม อาจแจ้งภายใน 3 วันเพื่อให้คนไข้ได้ทำใจ แต่ในความเป็นจริงสถานการณ์เปลี่ยนไป พอรู้ว่าผลเลือดบวก เราสามารถเชื่อมเข้าสู่ระบบการรักษาได้เลย อย่างกรณีไปตรวจที่เซาน่า หรือสปา พอผลเลือดบวกเราจะให้ข้อมูลว่าต่อไปคุณต้องรู้ผลเม็ดเลือดขาวซีดีโฟร์ จะได้ดูต่อว่าต้องเข้าสู่ระบบการรักษาอย่างไร ก็ให้คำแนะนำไปตรวจซีดีโฟร์และการใช้สิทธิ วันรุ่งขึ้นก็โทรศัพท์ติดตามจนเขาแน่ใจที่จะมาเข้าสู่ระบบการรักษา เช่น ตรวจซีดีโฟร์แล้วไปตามสิทธิ 30 บาทหรือประกันสังคม ถือว่าเราจบเคสนี้แล้ว เพราะเราวินิจฉัยและเชื่อมต่อเข้าสู่ระบบบริการสาธารณสุข

หลังจากคลินิกเคลื่อนที่ไปตรวจที่สปา หรือ เซาน่าแล้ว ได้ลองขยายไปผับ บาร์ แต่ไม่ค่อยดี ตอนนี้กำลังจะลองทำ คือ โรงพยาบาลเอกชน เพราะกลุ่มชายที่มีเพศสัมพันธ์กับชายกำลังซื้อดีและเข้าถึงบริการสุขภาพดีกว่ากลุ่ม    อื่น อีกทั้งกลุ่มชายรักชายจะมีโรงพยาบาลเฉพาะที่เขาชอบไป หรืออาจเป็นศูนย์ที่รวมกลุ่มชายรักชาย กำลังประสานงานกับทางเอ็นจีโอว่ามีที่ไหนติดตลาดแล้วและมีกลุ่มชายรักชายไปใช้บริการมาก

ส่วนกรณีองค์การอาหารและยาสหรัฐรับรองชุดตรวจเชื้อเอชไอวีที่สามารถนำไปตรวจที่บ้านได้ โดยจะวางขายตามร้านขายยา ร้านสะดวกซื้อที่สหรัฐ ก็เป็นวิธีการหนึ่งที่ส่งเสริมการเข้าถึงการตรวจเชื้อเอชไอวี โดยใช้น้ำในช่องปาก ซึ่งชุดตรวจเอชไอวีที่ใช้น้ำในช่องปาก หรือ ชุดตรวจที่ใช้เลือด มีมานานแล้ว และโรงงานผลิตอยู่ในประเทศไทยด้วยซ้ำ หลายคนก็เริ่มคิดว่า เมื่อสหรัฐรับรองชุดตรวจดังกล่าว ก็คงมีความพยายามทำการตลาดในหลายประเทศ และประเทศไทยก็คงหนีไม่พ้น แม้จะยังไม่มีการนำเข้ามาในประเทศไทย แต่ก็มีการขายทางอินเทอร์เน็ตแล้ว.

นวพรรษ บุญชาญ

 

ที่มา: เดลินิวส์ 12 มกราคม 2556

.

Related Article:

.

 

วิจัยวัคซีนเอดส์

dailynews121201_001วันที่ 1 ธ.ค.ของทุกปีเป็นวันเอดส์โลก จุดมุ่งหมายเพื่อให้ประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกได้ตระหนักถึงการแพร่ระบาดของโรคเอดส์ ตลอดจนพยายามหามาตรการป้องกันและหยุดยั้งโรคเอดส์ให้เป็นผลสำเร็จ

ศ.พญ.พรรณี ปิติสุทธิธรรม หัวหน้าภาควิชาอายุรศาสตร์เขตร้อน หัวหน้าศูนย์ความเป็นเลิศด้านการทดสอบวัคซีนทางคลินิก คณะเวชศาสตร์เขตร้อน มหาวิทยาลัยมหิดล บอกว่า โรคเอดส์เกิดจากเชื้อไวรัสเอชไอวี จะเข้าไปทำลายเซลล์เม็ดเลือดขาวที่ทำหน้าที่สร้างภูมิคุ้มกันโรคต่าง ๆ ของร่างกาย จนเป็นโรคเอดส์ เชื้อเอชไอวีสามารถเข้าสู่ร่างกายด้วยการรับเลือด น้ำอสุจิ สารคัดหลั่งจากช่องคลอด หรือการใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน

ผู้ป่วยเอดส์รายแรกในประเทศไทยเป็นชายอายุ 28 ปี มีพฤติกรรรมรักร่วมเพศ เดินทางไปศึกษาต่อที่อเมริกา เริ่มมีอาการในปี พ.ศ. 2526 ได้รับการตรวจรักษาที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่งในอเมริกา แพทย์ลงความเห็นว่าเป็นโรคเอดส์ จึงกลับมารักษาตัวที่ประเทศไทยในปี พ.ศ. 2527 และเสียชีวิตในเวลาต่อมา

ขณะนี้มีผู้เสียชีวิตด้วยโรคเอดส์ถึง 25 ล้านคนทั่วโลก  จากข้อมูลเมื่อปลายปี 2554 ประเทศไทยมีจำนวนผู้ติดเชื้อเอชไอวีประมาณ  532,461 ราย

ผลงานการวิจัยทางด้านการรักษาและการป้องกันโรคเอดส์ช่วง 20 ปี ที่ผ่านมา ในปี พ.ศ. 2530 เริ่มมีการใช้ยาต้านไวรัสตัวแรก คือ เอแซดที  ซึ่งมีความหวังริบหรี่ เชื้อไวรัสลดลงเล็กน้อย มีการดื้อยา ต่อมาเริ่มใช้สูตรยา 2 ตัว เชื้อไวรัสลดลงมากกว่าเดิมเล็กน้อย ปี พ.ศ. 2539 เริ่มใช้สูตรยา 3 ตัว สามารถลดจำนวนเชื้อไวรัสได้จนถึงระดับที่ตรวจไม่พบปัจจุบันมียาต้านไวรัสที่ได้รับอนุมัติมากถึง 30 ชนิด แต่เนื่องจากยังคงมีผู้ป่วยที่ไม่ตอบสนองต่อยาเหล่านี้ และเรายังต้องการยาที่ออกฤทธิ์ได้นาน หากผู้ป่วยอายุ 25 ปี เข้าถึงยาและรับประทานยาสม่ำเสมอจะมีชีวิตอยู่ต่อได้ถึง 50 ปี

2-3 ปีที่ผ่านมา การป้องกันโรคเอดส์โดยการใช้ยาต้านไวรัสได้ผลดี เนื่องจากมียาต้านไวรัสแบบสูตรรวมใน 1 เม็ด รับประทานง่าย สะดวกกว่าแบบเดิม  และราคาถูกลง  กว่า 90% ของผู้ติดเชื้อได้รับการรักษาด้วยยาต้านไวรัสเอดส์เกิน 6 เดือน ทำให้ปริมาณไวรัสในกระแสเลือดลดลง ภูมิคุ้มกันสูงขึ้น ไม่สามารถแพร่เชื้อให้กับคู่นอน ส่งผลให้ผู้ติดเชื้อรายใหม่ลดลง และเกิดแนวคิดที่ว่าการรักษาเป็นการป้องกันที่ดี

จากคุณประโยชน์และประสิทธิภาพที่ดีของกลุ่มยาต้านไวรัส ประเทศไทยจึงกำหนดเป้าหมายการเกิดอุบัติการณ์โรคเอดส์อยู่ที่ศูนย์ภายในปี 2559 ตามคำประกาศขององค์การอนามัยโลก และองค์การเอดส์แห่งสหประชาชาติ ศูนย์ตัวที่ 1 ไม่มีผู้ติดเชื้อเอชไอวีรายใหม่ ศูนย์ตัวที่ 2  ไม่มีการตายเนื่องจากเอดส์ และศูนย์ตัวที่ 3  ไม่มีการตีตราและเลือกปฏิบัติ

นอกจากนี้ยังมีการคิดค้นการใช้สารเคมี หรือยาต้านไวรัสใช้ใส่ในช่องคลอด  ทวารหนักเพื่อลดความเสี่ยงในการถ่ายทอดเชื้อระหว่างการมีเพศสัมพันธ์ โดยทำออกมาในรูปแบบต่าง ๆ เช่น ครีม โฟม เจล ห่วงอนามัย ซึ่งมีความก้าวหน้าไปมาก

มาตรการอีกอย่างหนึ่งที่มีความสำคัญในการลดและควบคุมการระบาดของโรคเอดส์ คือ การใช้วัคซีนป้องกัน ซึ่งนักวิทยาศาสตร์ทางการแพทย์ได้ให้ความสำคัญและมีการศึกษาวิจัยมากว่า 20 ปี

ประเทศไทยได้มีการทดสอบวัคซีนป้องกันโรคเอดส์มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2536 โดยเริ่มทำการทดสอบระยะที่ 1 และระยะที่ 2 ในผู้ติดยาเสพติดที่ไม่ติดเชื้อเอชไอวี โดยใช้วัคซีนอาร์จีพี 120 จากสายพันธุ์บีและอีตั้งแต่ปี พ.ศ. 2537-2541  ผลสำเร็จของงานวิจัยครั้งนั้นได้นำไปสู่การพัฒนาศึกษาประสิทธิผลของวัคซีนระยะที่ 3 ในกลุ่มผู้ติดยาเสพติด ซึ่งนำมาสู่การพัฒนาวัคซีนรุ่นที่ 2 โดยมุ่งเน้นไปที่ระบบภูมิคุ้มกันแบบพึ่งพาเซลล์

วัคซีนที่ป้องกันการติดเชื้อเอชไอวีน่าจะเป็นวัคซีนที่สามารถกระตุ้นให้เกิดภูมิคุ้มกันในน้ำเลือด และภูมิคุ้มกันแบบพึ่งพาเซลล์ นำไปสู่ผลการทดสอบระยะที่ 1 โดยใช้วัคซีนปูพื้นที่เรียกว่า “อัลแว็กซ์-เอชไอวี”(วีซีพี 1521) แล้วฉีดกระตุ้นด้วยวัคซีน จีพี 120 หรือ จีพี 160 ในกลุ่มผู้ใหญ่ชาวไทยหรือเรียกว่าการฉีดวัคซีนแบบ “ปูพื้น-กระตุ้น” ซึ่งใช้วัคซีน 2 ชนิด จากผลการทดสอบระยะที่ 1 และ 2 ในปี พ.ศ. 2542-2545 พบว่า วัคซีนมีความปลอดภัยและสามารถกระตุ้นการตอบสนองภูมิคุ้มกันทั้งในเลือดและในเซลล์ในระดับที่ยอมรับได้

จากผลดังกล่าวนำไปสู่การวิจัยในมนุษย์ระยะที่ 3 ในปี พ.ศ. 2546 คือ โครงการศึกษาวัคซีนเอดส์ทดลองระยะที่ 3  หรือที่เรียกว่า อาร์วี 144 ในกลุ่มผู้ใหญ่ไทย ที่ไม่ติดเชื้อเอชไอวีกว่า 1.6 หมื่นคน ใน จ.ชลบุรี และระยอง และแจ้งผลวิเคราะห์สุดท้ายสู่สาธารณชนเมื่อปลายปี 2552 สรุปว่า วัคซีนมีประสิทธิผลสามารถลดการติดเชื้อได้ 31.2% นับเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาวัคซีน เพราะเป็นครั้งแรกของโลกที่พบว่าวัคซีนเอดส์มีประสิทธิภาพในการป้องกัน

นอกจากนี้ยังค้นพบความสัมพันธ์ระหว่างภูมิคุ้มกันกับแอนติบอดีที่มีต่อตำแหน่งวี 1 และ วี 2 หรือ ส่วนแปรเปลี่ยนของส่วนเปลือกของเชื้อไวรัสเอชไอวี โดยพบว่า ระดับแอนติบอดีต่อตำแหน่งวี 1 และวี 2 สูงในผู้ที่ไม่ติดเชื้อ และระดับแอนติบอดีนี้ลดลงหลัง 1 ปี อย่างรวดเร็ว ทำให้เกิดผลในเชิงป้องกันได้ จึงนำไปสู่โครงการศึกษาต่อเนื่อง 2 โครงการ เรียกว่า อาร์วี 305 และอาร์วี 306

โครงการอาร์วี 305 เป็นการทดสอบระยะที่ 2 โดยการให้วัคซีน 2 ครั้งห่างกัน 6 เดือน กระตุ้นอาสาสมัครกลุ่มเดิมจากโครงการศึกษาวัคซีนเอดส์ทดลองระยะที่ 3 ที่ได้รับวัคซีนครบและไม่ติดเชื้อ 165 คน  ส่วนโครงการอาร์วี 306 เป็นการทดลองในระยะที่ 2 เพื่อประเมินความแตกต่างของการฉีดวัคซีนกระตุ้นที่ 1 ปีในกลุ่มตัวอย่าง 460 คน  หลังจากได้รับการฉีดวัคซีนปูพื้นและกระตุ้นซ้ำเหมือนที่ให้ในโครงการอาร์วี 144 ซึ่งเป็นการศึกษาการตอบสนองของภูมิคุ้มกันดั้งเดิมและภูมิคุ้มกันจำเพาะในสารคัดหลั่งหลายชนิด ได้แก่ เยื่อบุปากมดลูก น้ำอสุจิ สถานที่ศึกษาทางคลินิกมี 3 แห่ง คือ ศูนย์ทดสอบวัคซีน คณะเวชศาสตร์เขตร้อน ศูนย์วิจัยทางคลินิก สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์การแพทย์ทหารฝ่ายไทย และสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สุขภาพ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โดยได้รับการสนับสนุนจากกองทัพบกสหรัฐอเมริกา ขณะนี้โครงการได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการวิจัยในคนแล้ว คาดว่าจะเริ่มดำเนินโครงการได้ตามกำหนดวันที่ 28 ม.ค. 2556.

นวพรรษ บุญชาญ รายงาน

 

ที่มา: เดลินิวส์ 1 ธันวาคม 2555

ตรวจเพื่อก้าวต่อ

“เอดส์” กลายเป็นโรคเรื้อรังโรคหนึ่งที่รักษาได้ ต้องกินยาไปตลอดชีวิต แม้จะยังไม่สามารถรักษาให้หายขาด แต่ผู้ป่วยก็สามารถมีอายุยืนยาวเหมือนคน
ทั่วไป

ศ.กิตติคุณ นพ.ประพันธ์ ภานุภาค ผอ.ศูนย์วิจัยโรคเอดส์ สภากาชาดไทย บอกว่า ไม่เพียงแต่มียารักษา คนไทยทุกคนไม่ว่าจะรวยหรือจนก็สามารถเข้าถึงการรักษา เพราะรัฐบาลให้คนไทยทุกคนที่ติดเชื้อรักษาฟรี นายจ้างไม่ต้องจ่ายเงินสมทบเพิ่ม จึงไม่ต้องกลัวว่าใครจะรู้ แล้วจะถูกไล่ออกจากงาน เกณฑ์การเริ่มการรักษาด้วยยาต้านไวรัสเอดส์ก็ถูกปรับให้เร็วขึ้น โดยไม่ต้องรอให้คนไข้ป่วย หรือรอให้ภูมิต้านทานลดลงจนต่ำมาก เพราะการเริ่มการรักษาเร็วมีประโยชน์ทั้งต่อสุขภาพตัวเองและสังคมภายนอก ทั้งการลดการส่งต่อเชื้อเอชไอวีให้ผู้อื่น และลดการแพร่กระจายของเชื้อวัณโรคจากผู้ป่วยไปสู่คนอื่น

อุปสรรคที่สำคัญที่สุดต่อความก้าวหน้าในด้านการรักษา คือ การที่ไม่ค่อยมีผู้ติดเชื้อมาให้รักษาในขณะที่ยังไม่ป่วย หรือในขณะที่ภูมิต้านทานยังดีอยู่ เพราะไม่รู้ตัวว่าติดเชื้อ เนื่องจากไม่เคยไปตรวจ ในสหรัฐอเมริกา 20% ของคนที่ติดเชื้อไม่รู้ตัวว่าติดเชื้อ ในขณะที่เกือบครึ่งของคนไทยที่ติดเชื้อยังไม่รู้ตัว ดังนั้น การรณรงค์ให้ประชาชนทั่วไป ไม่เฉพาะกลุ่มเสี่ยงไปรับการตรวจเลือดจึงเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด เพราะถ้าบอกว่าอยู่ในกลุ่มเสี่ยงควรไปตรวจ ก็จะไม่มีใครไปตรวจ เพราะทุกคนมักเข้าข้างตัวเองว่าไม่เสี่ยง ดังนั้น ทุกคนที่มีหรือเคยมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ได้ป้องกันแม้กับสามีหรือภรรยาของตนเองควรจะไปตรวจหมด

ผู้ที่ไม่ต้องไปตรวจ คือ ผู้ที่ไม่เคยมีเพศสัมพันธ์เลยในชีวิต หรือเคยมีเพศสัมพันธ์แต่ใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้ง คนที่ไม่เคยใช้ยาเสพติดชนิดฉีด และคู่สามีภรรยาที่เคยไปตรวจพร้อม ๆ กัน และตรวจไม่เจอ หลังจากนั้นไม่มีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไปมีพฤติกรรมเสี่ยงอีก

“ตรวจเพื่อก้าวต่อ” เป็นโครงการรณรงค์ให้คนไทยตรวจเอดส์เป็นปกติวิสัย ซึ่งสภากาชาดไทยได้ร่วมกับภาครัฐและเอกชนตลอดจนภาคีเครือข่ายจัดทำขึ้น ซึ่งทุกฝ่ายจะร่วมรณรงค์ต่อไปในอีก 4 ปีข้างหน้าอันเป็นส่วนหนึ่งของการรณรงค์ทั่วโลกที่เรารู้จักกันมาระยะหนึ่งแล้ว คือ “เก็ตติ้ง ทู ซีโร่” (Getting to Zero) หรือ “เอดส์ลดลงให้เหลือศูนย์ได้”

อยากให้คนไทยมองเห็นว่าการตรวจเอดส์เป็นเรื่องธรรมดา และเป็นสิ่งจำเป็นอย่างหนึ่ง คล้ายกับการตรวจสุขภาพประจำปีไม่จำเป็นต้องลึกลับหรือนิรนามอีกต่อไป หลังจากตรวจแล้ว ชีวิตจะได้ก้าวต่อไปอย่างมั่นคง ไม่ว่าจะเป็นชีวิตเดี่ยว หรือชีวิตคู่ที่จะไม่ติดเชื้อตลอดไป หรือติดเชื้อก็มีสุขภาพที่ดีและอายุยืนยาวเหมือนคนอื่นทั่วไป

สาเหตุที่คนไทยส่วนใหญ่ไม่ไปตรวจเอดส์ มีหลายอย่าง จะยกมาทีละอย่าง พร้อมเสนอทางออกดังนี้

1. ไม่คิดว่ามีพฤติกรรมเสี่ยง เช่น มีสามีหรือภรรยาเพียงคนเดียว ตัวเองก็ไม่เคยมีเพศสัมพันธ์กับคนอื่นเลยก่อนแต่งงาน แต่เราไม่สามารถมั่นใจว่า “เขา” จะมีคนอื่นนอกจากเราหรือไม่ ดังนั้น ไปตรวจพร้อมกันสักครั้ง แล้วพูดคุยกันให้รู้เรื่อง หลังจากนั้นถ้าพลั้งเผลอก็บอกกันตรง ๆ ใส่ถุงยางป้องกันจนกว่าจะไปตรวจใหม่อีกรอบ

2. ไม่รู้ว่าตรวจไปจะมีประโยชน์อะไร ถ้าจะติดก็ติดไปแล้ว รู้เร็วก็กลุ้มใจเร็วขึ้น สู้ไม่รู้ดีกว่า รอให้มีอาการก่อนค่อยตรวจจะได้ไม่กลุ้มนาน จริง ๆ แล้ว ถึงจะมีพฤติกรรมเสี่ยง แต่ก็อาจจะยังไม่ติดเอดส์ก็ได้ ถ้ากล้าไปตรวจ ตรวจไม่เจอจะได้ป้องกันตัวเองดีขึ้น และแม้ตรวจเจอ คู่เราที่อยู่กันมา 10-20 ปี อาจจะยังไม่ติดจากเราก็ได้ จึงเป็นโอกาสที่จะป้องกันคู่ของเราไม่ให้ติดเชื้อ และการที่ตรวจเจอขณะที่ยังไม่ป่วย การดูแลรักษาแต่เนิ่น ๆ จะทำให้เราไม่ป่วยหรือเสียชีวิตจากเอดส์

3. กลัวว่าถ้ามีคนรู้ว่าไปตรวจเอดส์ เขาจะมองในแง่ไม่ดี จะกลัวไปทำไม มันเป็นชีวิตของเรา และการตรวจเอดส์เป็นหน้าที่ของทุกคน

4. กลัวจะตรวจเจอ เพราะเคยแต่รับรู้มาว่า เอดส์ไม่มีทางรักษา เอดส์เป็นแล้วตายอย่างเดียว แต่ปัจจุบัน เอดส์รักษาได้ รักษาแล้วไม่ป่วย ไม่ตาย

5. กลัวว่าตรวจเจอแล้ว จะมีคนรู้ จะถูกคนรังเกียจ และอาจถูกไล่ออกจากงาน จริง ๆ แล้ว ผู้ที่รู้ผลการตรวจก็คือเราคนเดียว คนอื่นไม่มีสิทธิรู้ การรักษาก็ไม่ต้องให้นายจ้างออกค่าใช้จ่ายเพิ่ม นายจ้างจึงไม่รู้

6. ไม่รู้ว่าไปตรวจเอดส์ได้ที่ไหน สามารถไปตรวจได้ทุกโรงพยาบาล ไม่จำเป็นต้องไปที่คลินิกนิรนามของสภากาชาดไทยแห่งเดียว

7. ไม่รู้ว่ามีสิทธิตรวจฟรี ความจริงค่าตรวจก็ไม่แพง แต่ถ้ารู้ว่ามีสิทธิตรวจฟรีได้ปีละ 2 ครั้ง ก็คงมีคนอยากใช้สิทธิกันมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นข้าราชการ สิทธิประกันสังคม สิทธิหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ไปโรงพยาบาลใดก็ได้ เพียงแต่แสดงบัตรประจำตัวประชาชนก็สามารถตรวจฟรีได้ ตัวเลข 13 หลักในบัตรประจำตัวประชาชนที่โรงพยาบาลคีย์เข้าไปจะถูกเปลี่ยนเป็นรหัสใหม่ทันที ไม่มีใครสามารถย้อนกลับมาดูว่าเป็นใครได้ ความลับของเราได้รับการปกปิดด้วยวิธีที่ดีที่สุดในโลก

8. หลายคนที่เคยไปตรวจมาแล้ว ไม่ค่อยอยากกลับไปตรวจซ้ำอีก เพราะ ใช้เวลานาน ในการรอคิว ในการรับคำปรึกษาก่อนตรวจทั้ง ๆ ที่รู้หมดแล้ว และเสียเวลาในการฟังผลเลือด สิ่งที่น่าเบื่อเหล่านี้เป็นเรื่องจริง หลายฝ่ายกำลังปรับปรุงให้สะดวกขึ้น เช่น เพิ่มเจ้าหน้าที่ให้บริการ เพิ่มสถานบริการที่สามารถไปใช้บริการได้มากแห่งขึ้น เพิ่มเวลาให้บริการช่วงเย็น และวันหยุดราชการ และการมีคลินิกเคลื่อนที่ไปให้บริการถึงที่ทำงานหรือในชุมชน พยายามย่นย่อการให้คำปรึกษาแนะนำทั้งก่อนและหลังตรวจ เพราะคนส่วนใหญ่พอมีความรู้อยู่บ้างแล้ว หรือการใช้เอกสารให้อ่าน วิดีโอให้ดู หรือการให้โทรศัพท์คุยทางสายด่วนปรึกษาเอดส์แห่งชาติ 1663 เพื่อทดแทนหรือย่นย่อการให้คำปรึกษาแบบตัวต่อตัว เป็นต้น นอกจากนี้ ได้มีความพยายามในการนำชุดทดสอบแบบรู้ผลเร็วมาใช้เพื่อให้ได้ผลการทดสอบภายใน 1 ชั่วโมง ล้วนเป็นวิธีการที่ทุกฝ่ายพยายามปรับปรุงบริการให้รวดเร็ว และสะดวกสบายมากขึ้น

9. หมอไม่เห็นแนะนำ ก็เป็นอุปสรรคที่สำคัญอย่างหนึ่ง เพราะคนไข้มักเชื่อฟังหมอ แต่หมอส่วนใหญ่เองก็ยังไม่เห็นความสำคัญของการแนะนำให้คนไข้ตรวจเอดส์เป็นปกติวิสัย บางคนก็ไม่รู้จะแนะนำอย่างไร เพราะเห็นเป็นสาวโสดหรือเห็นว่ามีอายุมากแล้ว เรื่องนี้ต้องแก้ด้วยการทำความเข้าใจและให้ความรู้กับหมอในทุกสาขาวิชาชีพ ว่าการตรวจเอดส์มีประโยชน์อย่างไร และเขามีอิทธิพลมากเพียงใดในการแนะนำคนไข้แต่ละคนให้เห็นถึงความสำคัญในการตรวจเอดส์ ถูกหมอพูดกรอกหูบ่อย ๆ ก็อาจยอมไปตรวจก็ได้

อย่างไรก็ตามอาจมีเหตุผลอื่นอีกมากมายที่ทำให้คนไม่อยากหรือไม่กล้าไปตรวจเอดส์ หวังว่าบทความนี้จะทำให้ผู้อ่านมีความเข้าใจมากขึ้นถึงประโยชน์ของการตรวจเอดส์ ซึ่งความกังวลหลายอย่างก็เป็นเรื่องจริง บางอย่างก็กลัวไปเอง หวังว่าผู้อ่านจะสามารถประเมินระดับความเสี่ยงของตัวเองแบบที่ไม่เข้าข้างตนเองมากไป รวมทั้งสามารถชั่งน้ำหนักระหว่างข้อดีกับข้อเสียของการไปตรวจเอดส์ ถ้าเห็นข้อดีมากกว่า จะได้ก้าวข้ามความกลัว ความไม่รู้ ตัดสินใจไปตรวจเอดส์โดยสมัครใจสักครั้งหนึ่ง ตรวจเพื่อก้าวต่อกันเถอะ.

นวพรรษ บุญชาญ

 

ที่มา: เดลินิวส์  24 พฤศจิกายน 2555

.

Related Articles:

.

คลีนิคนิรนาม ศูนย์วิจัยโรคเอดส์ สภากาชาดไทย มีบริการให้คำปรึกษา ให้ความรู้ และการบริการตรวจหาเชื้อเอดส์ โดยการบริการดังกล่าวท่านสามารถใช้บริการได้ฟรี ปีละ 2 ครั้ง เพียงยื่นบัตรประจำตัวประชาชน ณ โรงพยาบาลของรัฐ หรือศูนย์บริการสาธารณสุข ท่านสามารถสอบถามเพิ่มเติมที่คลีนิคนิรนาม โทร.0-22564107-9 ต่อ 200 ในวันเวลาราชการ

การตรวจเลือดหาเชื้อเอดส์ 

คลินิกให้คำปรึกษาแนะนำและตรวจเอดส์ คลีนิคนิรนาม ศูนย์วิจัยโรคเอดส์ สภากาชาดไทย วันเวลาทำการ  จ-ศ. 7.30-18.00น./ ส. 7.30-15.00น.
-ตรวจแบบทราบผล ทันที 200 บาท
-ตรวจด้วยวิธี PCR 1,500 บาท (รู้ผล 1 สัปดาห์)

“ชายเหนือชาย”ติดเอดส์พุ่ง

ตรวจหาเชื้อเอดส์ได้เองที่บ้าน

วาเลนไทน์! มาลดปัญหาเอดส์

ทีมนักวิจัยชี้ว่าการติดเชื้อแบคทีเรียบีวีในผู้หญิงเพิ่มโอกาสแพร่เชื้อเอชไอวีแก่คู่นอนมากขึ้น

โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ในปัจจุบัน

บ่าวสาว…อุ่นใจก่อนวิวาห์

คิดห่วงใส่ป้องกันโรคเอดส์ได้แล้ว ทดลองกับลิงใช้ได้เป็นผลสำเร็จ

นักวิทยาศาสตร์ค้นคิดทำห่วงสำหรับสตรี ใช้ป้องกันโรคเอดส์ขึ้นได้ ทดลองกับลิงตัวเมียแล้วได้รับความสำเร็จ

พวกเขาได้ประดิษฐ์เป็นห่วงพลาสติกบรรจุยา ใส่ในช่องคลอดของลิง แล้วได้ใช้เชื้อไวรัสโรคเอดส์ฉีดให้ ปรากฏผลว่า มันช่วยป้องกันโรคเอดส์ รวมทั้งกามโรคอื่นๆ เช่น เริม และเชื้อไวรัสแพ็บพิมาของคนได้อีกด้วย

นักวิจัยได้ชี้แจงว่า พวกยากินและเจลยาฆ่าเชื้อจุลซึ่งเคยแสดงว่าป้องกันการติดเชื้อโรคเอดส์ได้ มีข้อเสียจะต้องกินประจำทุกวัน เช่นเดียวกับเจลฆ่าเชื้อ ที่ต้องหมั่นใช้ประจำ จึงคิดทำห่วงสำหรับสอดใส่อยู่ได้นาน อย่างต่ำไม่น้อยกว่า 3 เดือน

นักวิทยาศาสตร์อาวุโสทอม ไซดาวสกี้ กล่าวว่า ครั้งนี้เป็นก้าวแรก ของการทำห่วงเพื่อป้องกันโรคเอดส์สำหรับสตรี แม้ว่าจะทดลองได้ผลกับสัตว์ แต่ก็ยังไม่มั่นใจว่า เมื่อใช้กับคนจะเป็นผลอย่างใด แต่นักวิจัยได้เตรียมยาสูตรใหม่ ที่สามารถจะป้องกันทั้งโรคเอดส์ และไวรัสเริมเอาไว้แล้ว โดยหวังจะได้ทดลองใช้กับมนุษย์ ภายในเวลา 2 ปีข้างหน้านี้.

 

ที่มา: ไทยรัฐ 10 กันยายน 2555

.

Related Articles:

.

Animal Study Finds Anti-HIV Vaginal Ring Can Prevent Virus Transmission

ScienceDaily (Sep. 5, 2012) — In a study published September 5 in Science Translational Medicine, Population Council scientists found that a vaginal ring releasing an anti-HIV drug can prevent the transmission of SHIV in macaques. This study provides the first efficacy data on the delivery of a microbicide from a vaginal ring, and indicates strong potential for the success of such rings in women. Microbicides are compounds that can be applied inside the vagina or rectum to protect against sexually transmitted infections (STIs), including HIV.

“This proof-of-concept study confirms that the investment in vaginal rings as a delivery system for HIV prevention is paying off,” said Naomi Rutenberg, vice president and director of the Population Council’s HIV and AIDS program. “Our findings show that rings can deliver an anti-HIV drug to prevent infection.”

In this study, Council scientists examined whether vaginal rings containing MIV-150, a proprietary non-nucleoside reverse transcriptase inhibitor, could prevent the transmission of immunodeficiency virus. Macaques received either MIV-150 vaginal rings or placebo vaginal rings and then were exposed to a single dose of SHIV, a virus combining genes from HIV and SIV (the monkey version of HIV). Testing drugs in animals is important to ensure the highest level of safety and build the evidence base for potential efficacy in humans.

The macaques received MIV-150 vaginal rings made from ethylene vinyl acetate (EVA) either two weeks or 24 hours before exposure to SHIV. The rings were removed either immediately before or two weeks after exposure to SHIV. The timing of ring insertion relative to virus exposure was varied in order to test which would provide better protection: continued presence of drug in the tissue over time or a high rate of drug release that occurs immediately after ring insertion.

MIV-150 EVA rings provided highly significant protection whether inserted two weeks or 24 hours before virus exposure. Two of 17 macaques with MIV-150 EVA rings became infected, compared to 11 of 16 with placebo rings, representing 83% protection from the virus (p=0.0013). However, the protection was lost when rings were removed just prior to virus exposure: In that scenario, 4 of 7 monkeys were infected, representing 16% protection.

“We were surprised that the rings had to remain in place after exposure to be effective,” said Tom Zydowsky, lead scientist and senior co-author on the study. “In previous studies of a Population Council gel containing MIV-150 and another drug, we found that the gel provided protection when applied 24 hours before virus challenge, but was less effective when applied only after virus challenge. We thought that the ring used in this study might only need to be present before virus challenge. We found that it is critical for the ring to also be present after exposure to the virus.”

The vaginal ring delivery system may address one hurdle that has hindered some candidate microbicides in gel form: ensuring that users adhere to the recommended dosing regimen. With a ring, women would not have to remember to use the product on a daily or coitally-dependent basis. Ultimately, the Population Council is working towards a ring that women can insert and leave in place for up to three months, which may be preferable and easier for some women to use and more effective in actual use than a gel.

“This study not only provides proof-of-concept for rings but it also expands potential microbicide options by giving us exciting new data on the efficacy of the anti-retroviral MIV-150. As we learned here, MIV-150 is highly effective at preventing infection when released from a ring,” added Melissa Robbiani, Population Council director of biomedical HIV research and a lead researcher and senior co-author on the study.

In previous research, Population Council scientists found that adding zinc acetate, a broad-spectrum antiviral agent, to a MIV-150 vaginal gel significantly broadened its protection to combat STIs like HSV-2 in addition to exhibiting increased activity against HIV. These findings also suggest that when used in combination with zinc acetate, the dose of MIV-150 can be lowered and still provide effective HIV protection for women. The Council is already testing rings that combine lower doses of MIV-150 with zinc acetate. Loading vaginal rings with additional compounds could eventually lead to an affordable vaginal ring that prevents multiple STIs — such as HIV, HPV, and HSV-2 — as well as unplanned pregnancy.

This study was supported by the United States Agency for International Development, the Swedish Ministry of Foreign Affairs, the Swedish International Development Cooperation Agency, and the National Institutes of Health.

Story Source:
The above story is reprinted from materials provided by Population Council.

Journal Reference:

  1. R. Singer, P. Mawson, N. Derby, A. Rodriguez, L. Kizima, R. Menon, D. Goldman, J. Kenney, M. Aravantinou, S. Seidor, A. Gettie, J. Blanchard, M. Piatak, J. D. Lifson, J. A. Fernandez-Romero, M. Robbiani, T. M. Zydowsky. An Intravaginal Ring That Releases the NNRTI MIV-150 Reduces SHIV Transmission in MacaquesScience Translational Medicine, 2012; 4 (150): 150ra123 DOI:10.1126/scitranslmed.3003936

SOURCES: sciencedaily.com

โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ในปัจจุบัน

โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์หรือเดิมเรียกว่า “กามโรค” เป็นโรคที่เกิดจากการร่วมเพศกับผู้ที่มีโรคนี้อยู่ ไม่ได้เกิดขึ้นเองหรือเกิดขึ้นจากใช้สิ่งของเครื่องใช้ในชีวิตประจำวันร่วมกันหรือใช้ห้องสุขา สระว่ายน้ำร่วมกัน (ยกเว้นอุปกรณ์ที่ใช้ในกิจกรรมทางเพศ เช่น อวัยวะเพศชายเทียมที่ใช้ในการร่วมเพศครั้งเดียวกัน)

กิจกรรมทางเพศมีหลายรูปแบบ มีความเสี่ยงต่อการติดกามโรคมากน้อยขึ้นอยู่กับลักษณะของกิจกรรม กิจกรรมทางเพศที่มีความเสี่ยงต่อการติดโรคต่ำได้แก่ การกอดจูบลูบคลำภายนอก การสำเร็จความใคร่ให้กันและกัน กิจกรรมทางเพศที่มีความเสี่ยงสูงได้แก่ การร่วมเพศทางปาก ทางช่องคลอดและทางทวารหนัก โดยที่การร่วมเพศทางทวารหนักมีการเสี่ยงต่อการติดโรคมากที่สุดเพราะมักมีการถลอกของอวัยวะเพศชายและผิวทวารหนักเป็นช่องทางให้เชื้อกามโรคเข้าสู่ร่างกายได้ง่าย

การใช้ถุงยางอนามัยสามารถป้องกันกามโรคได้ดีโดยมีเงื่อนไขที่ว่า ต้องมีการใช้อย่างสม่ำเสมอทุกครั้งที่ร่วมเพศ ต้องสวมใส่ด้วยเทคนิคที่ถูกต้อง มีการหล่อลื่นที่ดีเพื่อป้องกันถุงฉีกขาด ถุงยางอนามัยป้องกันกามโรคบางชนิดได้ไม่ดีนัก เช่น หูดหงอนไก่ โรคเริม เพราะอาจติดต่อบริเวณที่สัมผัสได้ โดยเฉพาะส่วนที่ถุงยางคลุมไม่ถึง ถุงยางอนามัยสตรีป้องกันกามโรคได้ดีกว่าถุงยางชาย เพราะมีบริเวณครอบคลุมมากกว่าและฉีกขาดยากกว่า การใส่ถุงยางชายหลายชั้นอาจทำให้การแตกรั่วฉีกขาดยากขึ้น แต่ทำให้ความรู้สึกในการร่วมเพศลดลง

โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ทำให้เกิดอาการได้หลายระดับ มีความรุนแรงตั้งแต่น้อยไปจนถึงอาการรุนแรงจนทำให้เสียชีวิตได้แบ่งได้ดังนี้

1) ไม่มีอาการ ได้แก่ โรคเอดส์ระยะแรก โรคตับอักเสบจากไวรัสบีและโรคซิฟิลิส ซึ่งทั้งสามโรคตรวจได้จากการเจาะเลือด ถ้าพบว่าเลือดบวกหมายถึงมีการติดเชื้อ ถ้าได้ผลบวกไม่ได้หมายความว่าไม่ติดเชื้อแต่อาจจะยังอยู่ในระยะแฝงหรือระยะฟักตัว

โรคเอดส์อาจใช้เวลาถึงสามเดือนจึงจะทำให้เลือดเป็นผลบวกได้ ในกรณีที่สงสัยจึงต้องเจาะเลือดตรวจซ้ำหลายครั้ง โรคเอดส์และโรคตับอักเสบจากไวรัสบีในระยะสุดท้ายจะทำให้มีอาการต่อระบบต่าง ๆ ในร่างกายมาก และผู้ป่วยมักจะเสียชีวิตในที่สุด ทั้งสองโรคเกิดจากเชื้อไวรัส ในปัจจุบันยังไม่มียารักษาให้หายขาด ยาปฏิชีวนะที่มีอยู่ในปัจจุบันไม่สามารถกำจัดเชื้อไวรัสได้ อย่างไรก็ตาม ในกรณีที่เลือดบวก หากผู้ป่วยสามารถดูแลร่างกายให้แข็งแรงและไม่รับเชื้อเพิ่มก็อาจมีสุขภาพเป็นปกติเหมือนคนทั่วไปได้เป็นเวลานาน ๆ ในปัจจุบันมียาต้านไวรัสที่ใช้ร่วมกันหลายขนานสามารถควบคุมการติดเชื้อไม่ให้กำเริบไปจนมีอาการได้ แต่ยังไม่สามารถกำจัดเชื้อไวรัสได้หายขาด

ซิฟิลิสเป็นกามโรคที่สำคัญในอดีตก่อนที่จะมีโรคเอดส์ แต่ในปัจจุบันยาปฏิชีวนะ สามารถรักษาให้หายขาดได้ หรืออย่างน้อยควบคุมยับยั้งการกำเริบของโรคนี้ได้ ในปัจจุบันจึงไม่แสดงอาการรุนแรงเหมือนในอดีต มักตรวจพบในสตรีที่มาเจาะเลือดขณะฝากครรภ์หรือผู้ป่วยที่เจาะเลือดตรวจก่อนรับการผ่าตัด

2) กลุ่มหนองแท้และหนองในเทียม กลุ่มนี้มีอาการเด่นคือ มีหนองไหลออกจากอวัยวะเพศหรือช่องทางที่ร่วมเพศ ในเพศหญิงพบว่ามีหนองไหลออกจากช่องคลอดหรือช่องปัสสาวะและมีอาการแสบเวลาปัสสาวะ ในเพศชายจะมีอาการหนองไหลจากท่อปัสสาวะและมีปัสสาวะแสบขัดลำกล้องมากกว่าในฝ่ายหญิงเนื่องจากท่อปัสสาวะยาวกว่า ในรายที่ร่วมเพศทางปากอาจพบมีการอักเสบและมีหนองในช่องปากและต่อมทอนซิล ในรายที่มีการร่วมเพศทางทวารหนักอาจพบมีหนองปนกับอุจจาระ โดยทั่วไปมักเกิดอาการเหล่านี้ภายในหนึ่งสัปดาห์หลังการร่วมเพศที่ติดเชื้อ ทั้งสองโรคเกิดจากเชื้อแบคทีเรียที่สามารถรักษาให้หายขาดได้โดยการให้ยาปฏิชีวนะ

3)  กลุ่มที่มีติ่งเนื้อหรือตุ่มนูนที่อวัยวะเพศ โรคที่สำคัญคือ หูดหงอนไก่และหูดข้าวสุก

หูดหงอนไก่เป็นกามโรคที่พบบ่อยในปัจจุบันและมีความสัมพันธ์กับการเกิดมะเร็งปากมดลูกเพราะเกิดจากเชื้อไวรัสตัวเดียวกัน ในปัจจุบันมีวัคซีนป้องกันได้ แต่วัคซีนยังมีราคาแพงและควรฉีดก่อนมีการร่วมเพศครั้งแรกเพื่อให้ได้ผลดีที่สุด ทั้งสองโรคจะมีอาการคล้ายกันคือมีตุ่มนูนบริเวณอวัยวะเพศ มักมีหลายตุ่ม ขนาดเล็ก ๆ ส่วนใหญ่ไม่เกิน 1 เซนติเมตร ไม่เจ็บ ยกเว้นจะมีการอักเสบจากการเกา หูดหงอนไก่มีผิวขรุขระเป็นหนาม คล้ายกับหงอนไก่หรือดอกกะหล่ำ

หูดข้าวสุกมีผิวเรียบแต่ละตุ่มมีรูตรงกลางซึ่งเมื่อสุกดีจะบีบของเหลวข้น ๆ ออกจากรูได้คล้ายข้าวสุก ในบางรายติ่งเนื้อหรือตุ่มขนาดเล็กหายได้เองภายในไม่กี่สัปดาห์ แต่ถ้าติ่งเนื้อมีขนาดใหญ่หรือมีจำนวนมาก หรือกระจายเป็นวงกว้างการใช้ยารักษาหูดจี้สัปดาห์ละหนึ่งหรือสองครั้งจะได้ผลดี ถ้าใช้ยาเกินหนึ่งเดือนแล้วไม่ดีขึ้น แพทย์อาจใช้วิธีทางศัลยกรรม เช่น การตัดออก การจี้ด้วยไฟฟ้า การจี้ด้วยความเย็น

กลุ่มอาการของโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ยังมีอีกหลายประการ ติดตามต่อกันสัปดาห์หน้า.

ผู้ช่วยศาตราจารย์นายแพทย์สัญญา ภัทราชัย
ภาควิชาสูติศาสตร์-นรีเวชวิทยา
คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล

ที่มา: เดลินิวส์ 28 กรกฎาคม 2555

.

กลุ่มอาการและวิธีปฏิบัติตัว ในโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์

กลุ่มอาการที่แบ่งออกตามโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ยังมีอีก 3 กลุ่มอาการ ซึ่งต่อจากฉบับที่แล้ว มาติดตามกันต่อเลย

1. กลุ่มอาการที่มีแผลบริเวณอวัยวะเพศ โรคที่สำคัญคือเริมและแผลริมอ่อน ทั้งสองโรคมักเกิดมีแผลที่บริเวณอวัยวะเพศประมาณ 1-2 สัปดาห์หลังร่วมเพศกับผู้ติดเชื้อ

โรคเริมมักเริ่มมีอาการเป็นกลุ่มของตุ่มน้ำใส ๆ ประมาณกลุ่มละ 4–6 ตุ่มจะกระจายอยู่ตามบริเวณผิวหนังที่สัมผัสเชื้อในการร่วมเพศ มีอาการเจ็บและแสบร้อนมากภายใน 1 สัปดาห์ ตุ่มน้ำจะแตกและกลายเป็นแผลตื้น ๆ มีอาการแสบร้อนมาก ในบางรายอาจทำให้อวัยวะเพศบวม บางรายปัสสาวะไม่ออก ในรายที่มีอาการเป็นครั้งแรกมักมีไข้ต่ำ ๆ ร่วมด้วย พร้อมกับมีต่อมน้ำเหลืองบริเวณขาหนีบโต กรณีที่มีอาการอ่อนเพลียมากหรือปัสสาวะไม่ออก ควรนอนรักษาในโรงพยาบาลพร้อมให้ยาและน้ำเกลือทางหลอดเลือดดำ อาการมักหายเป็นปกติภายในสองสามสัปดาห์ แผลหายสนิทโดยไม่มีแผลเป็น (ถ้าไม่มีการอักเสบติดเชื้อจากแบคทีเรียซ้ำเติม) โรคเริมอาจกลับมาเป็นซ้ำได้หลายครั้ง โดยเฉพาะในช่วงที่ร่างกายอ่อนแอ เช่น ขณะมีประจำเดือน เครียดจัด นอนไม่หลับ ตุ่มน้ำของเริมมักขึ้นบริเวณที่เดิม ในรายที่กลับเป็นซ้ำจะมีอาการไม่รุนแรงเหมือนครั้งแรก โรคเริมเกิดจากเชื้อไวรัสและยังไม่มียารักษาให้หายขาด มีแต่ยาที่ทำให้อาการทุเลาและหายเร็วขึ้น ในรายที่เป็นซ้ำหลายครั้งในหนึ่งปีอาจต้องใช้ยาต้านไวรัสต่อเนื่องเป็นเวลานาน ๆ เชื้อไวรัสเริมติดต่อได้มากในช่วงเวลาที่เริ่มเกิดตุ่มน้ำไปจนถึงแผลหายดีหนึ่งสัปดาห์ ผู้ป่วยจึงควรงดร่วมเพศหรือใช้ถุงยางอนามัยป้องกันในช่วงเวลาดังกล่าว

แผลริมอ่อนต่างจากเริม โดยมักเป็นแผลเดี่ยวขนาดใหญ่ แผลมีก้นลึกและมีหนองที่ก้นแผล ขอบแผลดูเว้าแหว่งเหมือนถูกสัตว์กัดแทะ แผลมีอาการเจ็บมาก ถ้าไม่ได้รับการรักษาแผลมักหายเองภายในสองสามสัปดาห์ โรคนี้เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย สามารถรักษาให้หายได้ด้วยการฉีดยาครั้งเดียว

2. กลุ่มอาการฝีมะม่วง ฝีมะม่วงคือการอักเสบของกลุ่มต่อมน้ำเหลืองที่ขาหนีบ ต่อมน้ำเหลืองมีขนาดโตขึ้นและเจ็บ บางรายมีร่องตรงกลางดูคล้ายผลมะม่วงอกร่อง จึงเรียกว่าฝีมะม่วง ในกรณีที่ฝีสุกและมีหนองภายในมาก ฝีอาจแตกเองได้ ภายหลังฝีแตก แผลมักหายช้า บางรายอาจกินเวลาเป็นเดือน ควรรักษาก่อนที่ฝีจะแตก ไม่ควรผ่าฝี การรักษาที่ถูกต้องคือ แพทย์จะใช้เข็มแทงผ่านผิวหนังที่ปกติเข้าไปในฝีและดูดหนองออกเพื่อให้ฝียุบตัวลง หลังจากนั้นให้ยาปฏิชีวนะต่ออีกสองสัปดาห์ ฝีมะม่วงเกิดจากเชื้อตัวเดียวกับโรคหนองในเทียมและใช้ยารักษาในกลุ่มยาเดียวกัน

3. กลุ่มอาการตกขาวกลิ่นเหม็นคาวปลา คันหรือตกขาวเป็นก้อน กลุ่มนี้ประกอบด้วยโรคสามโรคคือ การติดเชื้อแบคทีเรียชนิดทำให้เกิดกลิ่นคาวปลา การติดเชื้อราในช่องคลอดและการติดเชื้อพยาธิในช่องคลอด ทั้งสามโรคเป็นโรคที่ไม่รุนแรง ไม่ทำอันตรายร้ายแรงต่อผู้ติดเชื้อ แต่สร้างความรำคาญโดยเฉพาะในการร่วมเพศ ทั้งสามโรคเกิดจากการเสียความสมดุลของสภาวะในช่องคลอดซึ่งโดยปกติจะมีความสามารถในการป้องกันการติดเชื้อต่าง ๆ ได้ระดับหนึ่ง สภาวะในช่องคลอดอาจเสียความสมดุลจากหลายปัจจัย เช่น การสวนล้างช่องคลอดบ่อย ๆ การใช้สิ่งแปลกปลอมสอดใส่ในช่องคลอดบ่อย ๆ การเจ็บป่วยเรื้อรัง การติดเชื้อกามโรค

การติดเชื้อแบคทีเรียชนิดทำให้เกิดกลิ่นคาวปลาเกิดจากภาวะในช่องคลอดเป็นกรดน้อยลง ทำให้แบคทีเรียที่ทำให้เกิดกลิ่นเจริญผิดปกติ กลิ่นจะรุนแรงในขณะที่มีการหลั่งน้ำอสุจิในการร่วมเพศ ทำให้เกิดความรู้สึกอันไม่พึงประสงค์ โรคนี้สามารถรักษาได้โดยการให้ยาปฏิชีวนะนาน 2 สัปดาห์ อาจใช้ร่วมกับยาเหน็บช่องคลอด งดการสวนล้างช่องคลอด โรคนี้อาจเป็นซ้ำได้บ่อย ควรรักษาสามีด้วย

เชื้อราในช่องคลอดพบได้บ่อยในคนปกติ บางรายพบจากการตรวจเช็กมะเร็งปากมดลูกประจำปี โดยทั่วไปมักไม่มีอาการยกเว้นในรายที่เป็นมากอาจมีตกขาวปริมาณมากและมีอาการคัน ตกขาวมีลักษณะเป็นก้อน ๆ เหมือนนมบูดหรือนมแหวะออกมาของทารก อาการอาจมากขึ้นในระหว่างตั้งครรภ์เพราะมีเลือดมาเลี้ยงมดลูกและอวัยวะในช่องเชิงกรานมากขึ้น การรักษามียารับประทานทางปากหรือเหน็บทางช่องคลอด

เชื้อพยาธิในช่องคลอดพบได้น้อยกว่าโรค 2 โรคข้างต้น พบได้บ้างในคนปกติ ในรายที่เป็นมากจะมีตกขาวคล้ายหนองเป็นฟองจำนวนมากและมีกลิ่นเหม็น คันช่องคลอด นำตกขาวมาส่องขยายด้วยกล้องจุลทรรศน์จะพบตัวพยาธิรูปร่างเหมือนใบโพธิ์วิ่งไปมาจำนวนมาก สามีมักมีเชื้อพยาธิอยู่ด้วยแต่ไม่มีอาการ การรักษาต้องรักษาทั้งคู่จึงจะหายขาด การรักษาโดยให้ยาครั้งเดียวรับประทานทางปากให้ผลดีมาก

คำแนะนำการปฏิบัติตัวในกรณีเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ให้ลด ละ เลิก พฤติกรรมทางเพศที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อกามโรค เช่น มีคู่เพศสัมพันธ์หลาย ๆ คน วิธีการร่วมเพศที่ไม่ปลอดภัย เช่น ใช้อุปกรณ์ในการร่วมเพศร่วมกัน ถ้าสงสัยว่าเป็นกามโรคให้มาพบแพทย์ ไม่ควรซื้อยารับประทานเอง ควรใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งในการร่วมเพศกับผู้ที่ไม่ทราบว่าปลอดภัยหรือไม่ หนทางที่ดีที่สุดคือพึงพอใจเฉพาะในคู่ของตน ซึ่งจะเป็นการป้องกันการแพร่ของกามโรคที่ดีที่สุด กรณีที่ผู้ป่วยเป็นกามโรคควรพาคู่สมรสหรือคู่เพศสัมพันธ์มาพบแพทย์ เพื่อตรวจหาเชื้อที่อาจแฝงอยู่ ในผู้ป่วยกามโรคบางรายอาจมีโรคมากกว่าหนึ่งโรค ดังนั้นคลินิกโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์จึงมีบริการเจาะเลือด ตรวจหาเลือดบวกและเพาะเชื้อจากหนองหรือตกขาวเพื่อค้นหาการติดเชื้อกามโรคในระยะแฝง การรักษาต้องให้การรักษาทั้งคู่จนหายจึงจะมีความปลอดภัยในการร่วมเพศ.

ผศ.นพ สัญญา ภัทราชัย

 

ที่มา: เดลินิวส์  4 สิงหาคม 2555

.

Related Link:

.

โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์

ตรวจหาเชื้อเอดส์ได้เองที่บ้าน

บริษัท  OraSure ในสหรัฐ คิดค้นเครื่องมือที่มีชื่อว่า OraQuick In ที่เอาไว้ใช้สำหรับการตรวจหาเชื้อเอชไอวีโดยเฉพาะ ซึ่งเครื่องมือดังกล่าว มีความแม่นยำเป็นอย่างมากผู้ใช้สามารถทำได้เองที่บ้าน ใช้เวลาเพียง 20 นาทีเท่านั้นก็จะรู้ผลได้ทันที โดยทางบริษัทยืนยันว่า เครื่องมือดังกล่าว จะช่วยป้องกันผลการตรวจที่ผิดพลาด และช่วยให้การแพร่กระจายของเชื้อลดน้อยลง อย่างไรก็ตาม หน่วยงานด้านอาหารและยาของสหรัฐ ยังไม่ได้ประกาศรับรองผลิตภัณฑ์ดังกล่าวอย่างเป็นทางการ เพราะต้องรอผลการทดสอบอย่างละเอียดอีกครั้ง หากว่า ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวผ่านการรับรองแล้ว ทางบริษัท OraSure  คาดว่า จะนำออกวางจำหน่ายในราคาที่ต่ำกว่า 60 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 1,800 บาท

 

ที่มา: แนวหน้า 8 กรกฎาคม  2555

วาเลนไทน์! มาลดปัญหาเอดส์

วาเลนไทน์! มาลดปัญหาเอดส์

ผศ.นพ.ถนอมศักดิ์ อเนกธนานนท์
ภาควิชาเวชศาสตร์ป้องกันและสังคม

ใกล้วันวาเลนไทน์แล้ว โรคเอดส์ยังครองสถิติสูงสุดในบรรดาโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ และนับวันจะยิ่งเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะในหมู่วัยรุ่น กลุ่มชายรักชาย ที่น่าวิตก คือ ผู้ติดเชื้อรายใหม่ส่วนใหญ่พบในกลุ่มที่มีอายุน้อยกว่าผู้ติดเชื้อในอดีต ที่สำคัญ ถ้ามีคนใกล้ตัวเป็นโรคเอดส์จะช่วยอย่างไรดี

สำหรับผู้ที่สงสัยว่าอาจจะติดเชื้อ HIV ในระยะที่เริ่มมีอาการบ้างแล้ว จะพบฝ้าขาวที่ลิ้น กระพุ้งแก้ม และเพดานปาก เนื่องจากเป็นเชื้อราในปาก หรือมีน้ำหนักลดผิดปกติ ท้องเสียเรื้อรัง ไข้ไม่ทราบสาเหตุ ต่อมน้ำเหลืองโต มีตุ่มคันจำนวนมากคล้ายกับตุ่มที่เกิดจากการเกาหลังถูกยุงกัดที่บริเวณแขนขา ถ้ามีอาการเหล่านี้ควรมาปรึกษาแพทย์ การที่จะรู้ว่า ติดเชื้อ HIV หรือไม่นั้น ต้องมีการตรวจเลือด ซึ่งผู้ที่มาพบแพทย์ควรได้รับการให้คำแนะนำถึงผลดีและผลเสียของการตรวจรวมทั้งผลที่จะเกิดขึ้นจากการตรวจ โดยทั่วไปถ้าตรวจพบว่าผู้นั้นติดเชื้อ HIV จากผลการตรวจเลือดแล้ว แพทย์จะให้ตรวจเม็ดเลือดขาวที่เรียกว่า CD4 ดูว่า ภูมิต้านทานของร่างกายอยู่ในระดับใด เพื่อจะได้วางแผนการรักษาที่ถูกต้อง เหมาะสมต่อไป

• ระดับภูมิต้านทานยังดีอยู่ หมายถึง มีเม็ดเลือดขาว CD4 มากกว่า 350 เซลล์ต่อ ลบ.มม.แพทย์จะแนะนำให้ผู้ติดเชื้อปฏิบัติตัวตามปกติ หลีกเลี่ยงการรับเชื้อเพิ่ม เช่น ไปมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ใส่ถุงยาง หรือใช้เข็มฉีดยาเสพติดร่วมกับผู้อื่น ส่วนเรื่องอาหารและน้ำดื่มจะต้องสะอาด ไม่ควรรับประทานอาหารที่สุกๆ ดิบๆ เช่น ไข่ดาวไม่สุก หรือตอกไข่ใส่โจ๊ก หรือเครื่องดื่มบางชนิด ถ้าจะรับประทานผักสดผลไม้ ควรล้างให้สะอาด ผลไม้ควรปอกเปลือกทุกครั้ง

• ระดับภูมิต้านทานต่ำ หมายถึงมีเม็ดเลือดขาว CD4 เหลือน้อยกว่า 350 เซลล์ต่อ ลบ.มม.
แพทย์จะแนะนำผู้ป่วยก่อนตัดสินใจให้ยาต้านไวรัส HIV (เดิมพิจารณาเริ่มยาต้าน HIV เมื่อเม็ดเลือดขาว CD4 ต่ำกว่า 200 เซลล์/ลบ.มม.) ถ้าผู้ติดเชื้อเกิดโรคติดเชื้อฉวยโอกาส หรือมีระดับเม็ดเลือดขาว CD4 ต่ำกว่า 200 เซลล์ต่อ ลบ.มม.จะถือว่าผู้ติดเชื้อนั้นเข้าสู่ระยะที่เป็นโรคเอดส์แล้ว

ในปัจจุบันมียาต้านไวรัสที่มีประสิทธิภาพดี ราคาถูก สามารถรับการรักษาด้วยยาต้านไวรัสได้ตามสิทธิประกันสุขภาพถ้วนหน้า หรือสิทธิประกันสังคม ถ้าเม็ดเลือดขาว CD4 ต่ำกว่า 200 เซลล์ต่อ ลบ.มม.แพทย์จะให้ยาป้องกันการติดเชื้อจากโรคฉวยโอกาสด้วย เช่น โรคปอดอักเสบจากเชื้อ Pneumocystis (PCP) ซึ่งเป็นโรคติดเชื้อฉวยโอกาสที่พบมากในผู้ป่วยเอดส์เป็นอันดับ 2 รองจากวัณโรค

ปัญหาที่พบบ่อยหลังจากผู้ป่วยรับประทานยาต้านไวรัสไปสักระยะหนึ่ง คือ ผู้ป่วยบางรายอาจจะหยุดยาเอง เนื่องจากเห็นว่าอาการดีขึ้น หรือผู้ป่วยย้ายที่อยู่ ซึ่งผลเสียของการหยุดยาอาจทำให้เชื้อที่อยู่ในตัวเกิดดื้อยา เมื่อกลับไปรับประทานยาเดิมอาจไม่ได้ผล ทำให้การรักษาต่อไปยุ่งยากซับซ้อนขึ้น อีกทั้งยากลุ่มอื่นๆ ที่จะใช้ต่อไป นอกจากมีผลข้างเคียงมากขึ้นแล้ว ราคายายังแพงกว่าเดิม แต่ประสิทธิภาพการรักษาอาจลดลง ปัจจุบันประมาณว่าผู้ป่วยเกือบหนึ่งแสนคน ที่เกิดเชื้อดื้อยาขึ้นหลังได้รับการรักษาด้วยยาต้านไวรัสแล้ว อีกปัญหาหนึ่งที่พบบ่อย คือ ผู้ป่วยรับประทานสมุนไพรบางอย่าง หรือยาที่ไม่รู้สรรพคุณ ซึ่งอาจทำให้เกิดตับอักเสบ หรือทำปฏิกิริยากับยาต้านไวรัสได้

แม้ว่าโรคเอดส์จะยังไม่สามารถรักษาหายขาดได้ก็จริง หากแต่การรักษาจะช่วยให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดี รวมทั้งด้านการป้องกันภาวะแทรกซ้อน การติดเชื้อซ้ำเติม ตลอดจนป้องกันการแพร่เชื้อไปยังบุคคลอื่นอีก ดังนั้น ผู้ป่วยจึงต้องรับประทานยาอย่างสม่ำเสมอตลอดชีวิต

สำหรับผู้ติดเชื้อ HIV ไม่ว่าจะเป็นการติดเชื้อจากชายสู่ชาย หรือ ชายสู่หญิง หรือหญิงสู่ชาย สิ่งสำคัญคือ การป้องกันอย่าไปรับเชื้อใหม่เพิ่มมาอีก ไม่ควรมีคู่นอนหลายคน งดการมีเพศสัมพันธ์ ถ้าจะมีเพศสัมพันธ์ รวมถึงการมีเพศสัมพันธ์ทางปากด้วย (oral sex) ด้วย ให้ใช้ถุงยางอนามัยเสมอ เพราะอาจจะมีโอกาสติดเชื้ออื่นๆ เพิ่มขึ้นจากเพศสัมพันธ์ได้ และถ้าได้รับเชื้อ HIV ที่ดื้อยามา อาจทำให้เกิดปัญหาในการรักษาเชื้อเอชไอวีดื้อยาได้

หลายท่านอาจคิดว่าเป็นโรคเอดส์แล้วต้องตายอย่างรวดเร็วทุกราย ที่จริงแล้วถ้าผู้ป่วยดูแลตัวเองดีๆ รับประทานยาตรงเวลา และครบถ้วน จะสามารถมีชีวิตอยู่ได้นานใกล้เคียงกับผู้ที่ไม่ติดเชื้อ นอกจากนี้ ควรรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ ออกกำลังกาย พักผ่อนให้เพียงพอ เลิกสิ่งเสพติดและของมึนเมาทุกชนิด เช่น สุรา บุหรี่ และลดความวิตกกังวล เป็นต้น

———————————————————————–

กิจกรรมดีๆ จากศิริราช

• ภาควิชาจิตเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ม.มหิดล ร่วมกับ ศูนย์ปฏิบัติการสื่อ
ปลอดภัยและสร้างสรรค์แห่งชาติ ก.วัฒนธรรม เชิญชวนเยาวชนอายุไม่เกิน 25 ปี ร่วมประกวดออกแบบ สัญลักษณ์ประจำเว็บไซต์ healthygamer.net ภายใต้คอนเซ็ปต์ “เกมสมดุล…ชีวิตสมดุล” ชิงรางวัลทุนการศึกษา 10,000 บาท และประกาศนียบัตร ดูรายละเอียด/ส่งผลงานได้จนถึงวันที่ 15 ก.พ.นี้ ที่เว็บไซต์ดังกล่าว สอบถาม โทร.0 2419 4275 (ในวันเวลาราชการ)

• ภาควิชาศัลยศาสตร์ออรโธปิดิคส์ฯ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ม.มหิดล ขอเชิญเข้าร่วมประชุมวิชาการ Siriraj Basic Hip & Knee course 2012 เรื่อง “Prerequisite knowledge for primary TKA”ณ ตึกสยามินทร์ ชั้น 7 สมัคร/สอบถาม โทร.0 2419 7968-9 ต่อ 139

ที่มา: ASTVผู้จัดการออนไลน์ 8 กุมภาพันธ์ 2555

แผลร้อนในหรือแผลในปาก

แผลร้อนในหรือแผลในปาก  

 
               แผลร้อนในหรือแผลในปาก มักเกิดในช่วงวัยรุ่นและสามารถเกิดได้บ่อยในเพศหญิงมากกว่าเพศชาย ซึ่งอาจเกิดได้หลายสาเหตุ มีหลายประเภทดังนี้ 

              1. แผลขนาดเล็ก ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 1-10 มิลลิเมตร พบได้บ่อยที่สุดและหายได้ภายใน 7-10 วัน

              2. แผลขนาดใหญ่ ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง มากกว่า 10 มิลลิเมตร พบได้น้อยกว่าแผลขนาดเล็ก และอาจใช้เวลานาน 10-30 วัน แผลจึงจะหายได้ เมื่อหายแล้วอาจกลายเป็นแผลเป็นได้

              3. แผลเฮอร์ปิติฟอร์ม เป็นแผลขนาดเล็กหลายแผลรวมกัน (ไม่เกี่ยวข้องกับแผลเริมในปาก) และหายได้เองใน 7-10 วัน

              อาการ

              ของแผลร้อนในหรือแผลในปากมักพบแผลตามลิ้น เยื่อบุด้านในของริมฝีปาก หรือตามเหงือก อาจเกิดได้ 1-2 ครั้งต่อปีหรือมากกว่านั้น มักมีอาการปวดแสบร้อนที่แผล แผลในปากไม่ได้เป็นโรคติดต่อและไม่สามารถแพร่ไปสู่ผู้อื่นได้

              สาเหตุ

              ของแผลร้อนในหรือแผลในปาก อาจเกิดจากการแพ้อาหาร หรือมีภาวะภูมิคุ้มกันผิดปกติ บางรายเกิดจากการขาดสารอาหาร เช่น วิตามินบี 12 ขาดธาตุเหล็ก ขาดวิตามินซี นอกจากนี้ก็อาจเกิดจากโรคลำไส้อักเสบ ความเครียด กัดโดนเยื่อบุปาก เคี้ยวของแข็ง แปรงฟันผิดวิธี   รับประทานอาหารเผ็ดร้อน สูบบุหรี่หรือฟันปลอมที่สวมไม่พอดี ยาสีฟันที่มีส่วนผสมของโซเดียมลอรีลซัลเฟต ก็อาจทำให้เกิดแผลในปากได้

              ระบบภูมิคุ้มกันที่ผิดปกติสามารถทำให้เกิดการอักเสบของร่างกาย เช่น โรคเอสแอลอี โรคโครห์น หรือ โรคเบเซ็ท ซึ่งก็อาจทำให้เกิดแผลอักเสบในปากได้ ในผู้หญิงบางคนอาจเกิดแผลในปากได้ในขณะมีประจำเดือน บางรายก็อาการดีขึ้นเมื่อตั้งครรภ์

              วิธีการรักษาและข้อแนะนำ

              1. ควรหลีกเลี่ยงการทานมันฝรั่งทอดหรือของแข็งที่อาจทิ่มแทงเยื่อบุปากได้ และควรหลีกเลี่ยงอาหารเผ็ดร้อน

              2. แนะนำให้ใช้น้ำยาล้างปาก หรือน้ำเกลือบ้วนปาก

              3. ทายาที่แผลในปาก ได้แก่ ครีมยาชา หรือครีมสเตียรอยด์

              4. รับประทานยาแก้ปวด หรือให้อมน้ำแข็งก้อนเล็ก ๆ และดื่มน้ำเย็น ๆ

              5. รับประทานวิตามินบีและซี

              6. ถ้าเกิดจากโรคอื่น เช่น โรคเอสแอลอี โรคโครห์น หรือ โรคเบเซ็ท ควรพบแพทย์เพื่อรักษาตามอาการของโรคนั้น

              ส่วนใหญ่แผลในปากจะค่อย ๆ หายได้เองตามธรรมชาติ โดยไม่ต้องใช้ยาอื่นๆ นอกจากยาบรรเทาปวดเป็นครั้งคราว ลักษณะของโรคอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับแผลในปาก

              1. โรคเอสแอลอี เป็นโรคภูมิคุ้มกันทำลายเนื้อเยื่อของตนเอง อาจพบความผิดปกติตามอวัยวะต่าง ๆ ของร่างกาย เช่น มีผื่นขึ้นตามแก้ม ปลายนิ้วมือซีดและเขียว เมื่อสัมผัสอากาศเย็น ผมร่วง มีภาวะไตอักเสบ บวมทั้งตัว หรือสมองอักเสบ เป็นต้น

              2. โรคโครห์น  เป็นโรคภูมิคุ้มกันที่ก่อให้เกิดลำไส้อักเสบ การอักเสบส่วนใหญ่นั้นมักจะเกิดขึ้นที่ลำไส้เล็กส่วนปลายที่ต่อกับลำไส้ใหญ่ การอักเสบจะทำให้ผนังลำไส้หนาตัวมากขึ้น อาจคลำก้อนในท้องได้ หรือมีจุดกดเจ็บที่ท้อง มีผื่น ปวดข้อ และแผลในปาก

              3. โรคเบเซ็ท จะพบแผลในปากเป็น ๆ หาย ๆ มีแผลที่อวัยวะเพศ ตาอักเสบ นอกจากนี้อาจมีอาการข้ออักเสบร่วมด้วย

              4. แผลเริมในปากเป็นการติดเชื้อเริมที่ริมฝีปากเกิดจากเชื้อเฮอร์ปีส์โดยมีลักษณะเป็นตุ่มใสเล็ก ๆ บริเวณริมฝีปากเหงือกและมีอาการปวด จะติดต่อจากการสัมผัสโดยตรง เช่น การจูบ หรือการใช้ของร่วมกัน เช่น การใช้ใบมีดโกน การใช้ผ้าเช็ดหน้าร่วมกัน หลังจากได้รับเชื้อ 7-10 วันจะเริ่มเกิดอาการแสบร้อนและตามด้วยตุ่มใสเล็ก ๆ ตุ่มใสนี้จะอยู่เป็นเวลา 7-10 วันแล้วจึงเริ่มหาย

              5. มะเร็งในช่องปาก ลักษณะเป็นปื้นแผลสีขาว หรือเป็นก้อนที่แตกออกเป็นแผลเรื้อรังที่ไม่หายขาด

              6. โรคเอดส์มักเกิดโดยไม่ทราบสาเหตุ แผลมักหายได้เองภายในเวลาไม่กี่วัน ควรให้การรักษาตามอาการเพื่อทุเลาปวดเช่น ป้ายยาสเตียรอยด์หรืออมน้ำแข็ง ถ้าเรื้อรังเป็น ๆ หาย ๆ และไม่หายขาดอาจเกี่ยวข้องกับโรคเอสแอลอี โรคโครห์น โรคเบเซ็ท แผลเริมในปาก มะเร็งช่องปาก หรือโรคเอดส์ได้
 
 
 
 
ข้อมูลจาก :: เดลินิวส์ วันอังคาร ที่ 30 สิงหาคม 2554