7 โรคร้ายที่มาพร้อมหน้าหนาว

dailynews141029_01เริ่มเข้าสู่ฤดูหนาว ร่างกายก็ต้องสร้างภูมิคุ้มกันเตรียมพร้อมกับสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงไป เพราะอากาศที่เย็นสบายเป็นตัวการชั้นดีในการกระจายของไวรัสจึงต้องระวังโรคที่มากับฤดูหนาว

วันนี้ “เดลินิวส์ออนไลน์” จะพามารู้จัก 7 โรคที่จะทำให้คุณป่วยได้ในฤดูหนาว

1. โรคไข้หวัดใหญ่ (Influenza) เป็นโรคที่เกิดจากการติดเชื้อของระบบทางเดินหายใจอย่างเฉียบพลัน เชื้อต้นเหตุเป็นไวรัสอินฟลูเอ็นซาไวรัส (influenza virus) มีอาการหนาวสะท้าน มีไข้ คัดจมูก เจ็บคอ ปวดกล้ามเนื้อและปวดศีรษะรุนแรง การป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ ควรดื่มน้ำให้มาก รับประทานยาหรือฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ ไม่ใช้สิ่งของร่วมกับผู้อื่น หยุดพักผ่อน ใช้หน้ากากอนามัยป้องกันการแพร่เชื้อ และใช้ยาที่ถูกต้องจากแพทย์

2. โรคไข้หวัด(Common cold) เป็นโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัสที่ทำให้เกิดโรคในระบบทางเดินหายใจ มีลักษณะอาการใกล้เคียงกับโรคไข้หวัดใหญ่ มีอาการคัดจมูก น้ำมูกไหล ไอจาม คันคอเป็นอาการเด่น การป้องกันโรคไข้หวัดยังไม่มีวัคซีนป้องกันเนื่องจากมีเชื้อไวรัสหลายชนิด แต่เบื้องต้นควรพักผ่อนให้เพียงพอ รับประทานอาหารที่มีคุณค่าให้ครบ 5 หมู่ ดื่มน้ำให้มาก และรับประทานยาตามอาการ เช่น หากมีอาการเจ็บคอ เลือกรับประทานยาแก้ไอขับเสมหะ

3. โรคปอดบวม(Pneumonia) หรือภาวะการอักเสบของปอด สาเหตุมักจะอยู่ในน้ำลายและเสมหะของผู้ป่วยและสามารถแพร่กระจายออกมาเวลาไอ จาม นอกจากนี้ยังเกิดจากการดมสารเคมี เช่น แอมโมเนีย ไนโตรเจน ไดออกไซด์ หรือการสำลักน้ำลายเศษอาหารและน้ำย่อย เบื้องต้นจะมีอาการไอ คัดจมูกก่อนและจะเริ่มด้วยไข้สูง มีอาการหนาวสั่น หายใจหอบ มีการเจ็บหน้าอกบริเวณที่อักเสบ การป้องกันโรคปอดบวมทำได้โดยหลีกเหลี่ยงจากคนปอดบวม ดื่มน้ำมากๆ และฉีดวัคซีนป้องกันเชื้อโรคที่ทำให้เกิดปอดบวม

4. โรคหัด (Measles) เป็นโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัสที่เรียกว่ารูบีโอราไวรัส (rubeola virus) เกิดจากการไอ จามรดกันโดยตรงหรือหายใจเอาละอองเสมหะ น้ำมูก น้ำลาย ของผู้ป่วยที่ลอยอยู่ในอากาศเข้าไป มีอาการไข้ มักไอแห้งตลอดเวลา มีน้ำมูกมาก ปากและจมูกแดง เด็กอาจจะมีไข้สูงประมาณ 3-4 วัน จึงเริ่มมีผื่นจากหลังหูลามไปยังหน้าและร่างกาย โรคหัดสามารถป้องกันได้ด้วยการฉีดวัคซีนป้องกันโรคเพียงครั้งเดียวในช่วงที่เด็กมีอายุ 9-12 เดือน

5. โรคหัดเยอรมัน (Rubella) เป็นโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัสรูเบลลาไวรัส (Rubella virus) ซึ่งมีอยู่ในน้ำมูก น้ำลายของผู้ป่วย ติดต่อโดยการ ไอ จาม หรือหายใจรดกัน เช่นเดียวกับไข้หวัดหรือหัด ที่พบทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ มีอาการไข้และออกผื่นคล้ายหัด แต่มีความรุนแรงและโรคแทรกซ้อนน้อยกว่าหัด มีลักษณะเฉพาะคือผื่นเป็นเม็ดละเอียดสีแดง กระจัดกระจาย ทั่วร่างกายอย่างรวดเร็วภายใน 24 ชั่วโมงเท่านั้น และจะหายไปภายใน 3 วัน ซึ่งโรคนี้สามารถป้องกันได้ด้วยการฉีดวัคซีนป้องกันโรคหัดตามช่วงอายุที่กระทรวงสาธารณสุขกำหนด

6. โรคไข้สุกใส (Chickenpox/Varicella) เป็นโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัสวาริเซลลาไวรัส (Varicella virus) หรือ Human herpesvirus type 3 ติดต่อโดยการสัมผัสถูกตุ่มน้ำโดยตรงหรือสัมผัสถูกของใช้ที่เปื้อนตุ่มน้ำของคนที่เป็นสุกใส หรือสูดหายใจเอาละอองของตุ่มน้ำ จะมีผื่นขึ้นทั่วร่างกายเป็นผื่นแดงราบ บางที่เป็นตุ่มใส บางที่เป็นตุ่มกลัดหนอง และบางที่เริ่มตกสะเก็ด โดยปกติโรคไข้สุกใสสามารถหายได้เอง หลีกเลี่ยงการแกะเกา ดื่มน้ำให้มาก รับประทานอาหารตามปกติและพักผ่อนให้เพียงพอหรือฉีดวัคซีนป้องกันโรคสุกใสสามารถเริ่มฉีดได้ตั้งแต่อายุ 1 ปี

7. โรคอุจจาระร่วงเฉียบพลัน (Acute Gastroenteritis) เป็นโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัสโรตาไวรัส (Rota virus)มักพบในเด็กทำให้เกิดอาการท้องเสียอย่างรุนแรง และมักมีอาการไข้ และอาเจียน การป้องกันเบื้องต้นทำได้โดยรับประทานอาหารที่สุก ล้างมือให้สะอาด จะช่วยป้องกันไม่ให้เชื้อแพร่กระจายได้

การดูแลรักษาสุขภาพให้แข็งแรงอยู่สม่ำเสมอ ด้วยการรับประทานอาหารที่มีคุณค่า สะอาด ถูกหลักสุขอนามัย รวมทั้งออกกำลังกายและพักผ่อนให้เพียงพอก็จะเป็นตัวช่วย เบื้องต้นในการป้องกันโรคร้ายที่จะทำให้ร่างกายเราอ่อนแอ ร่างกายเราเองหากเราไม่ดูแลแล้วใครจะดูแล

ชนัดดา บุญครอง

ขอบคุณข้อมูลบางส่วนจาก สำนักงานป้องกันควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข

ที่มา : เดลินิวส์ 29 ตุลาคม 2557

Advertisements

รู้ทันโรคสุกใส ก่อนลมหนาวพัดมา

dailynews141031_01เมื่อเข้าสู่หน้าหนาวอากาศจะเริ่มเย็น หากร่างกายปรับสภาพไม่ทัน อาจทำให้เกิดโรคต่างๆ ตามมา ทั้งโรคไข้หวัด โรคปอดบวม โรคหัด โรคอุจจาระร่วง และโรคสุกใส ที่ระบาดหนักมากในหน้าหนาว

จากข้อมูลของสำนักระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค เปิดเผยว่า สถานการณ์ผู้ป่วยโรคสุกใส ตั้งแต่เดือนมกราคม–กันยายน พ.ศ. 2557 พบผู้ป่วยโรคสุกใส จำนวน 74,299 ราย เสียชีวิต 1 ราย ซึ่งผู้ป่วยโรคสุกใสในปี พ.ศ. 2557 มีมากขึ้นถึง 1.87 เท่า เมื่อเทียบกับปี พ.ศ. 2556 ในช่วงเวลาเดียวกัน โดยภาคที่มีอัตราการป่วยสูงสุดคือ ภาคเหนือ รองลงมาคือ ภาคกลาง ภาคใต้ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ตามลำดับ ส่วนกลุ่มอายุที่พบสัดส่วนผู้ป่วยสูงสุด คือผู้มีอายุระหว่าง 5-9 ปีรองลงมาคือ กลุ่มผู้มีอายุ 0-4 ปี คาดว่าช่วงปลายปี พ.ศ. 2557 จะมีจำนวนผู้ป่วยเพิ่มขึ้นในเดือนพฤศจิกายน ประมาณ 3,143 ราย และเดือนธันวาคมอีกประมาณ 3,944 ราย

โรคสุกใสหรือที่เรียกกันติดปากทั่วไปว่า “อีสุกอีใส” เป็นโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัสวาริเซลลา สามารถเกิดได้กับคนทุกเพศทุกวัย โดยเฉพาะในกลุ่มคนที่มีภูมิต้านทานโรคต่ำ ซึ่งผู้ที่ติดเชื้อไวรัสวาริเซลลาครั้งแรก ส่วนใหญ่จะเป็นไข้สุกใส พบมากในเด็กอายุระหว่าง 5-9 ปี หากได้รับเชื้ออีก อาจเกิดการติดเชื้อแฝงและเป็นโรคงูสวัดได้

ลักษณะอาการทั่วไปของคนที่เป็นโรคสุกใส จะมีผื่นแดงราบขึ้นตามตัว และจะกลายเป็นตุ่มใส ตุ่มหนอง และเป็นสะเก็ดกระจายตามใบหน้า ลำตัว แผ่นหลัง มีไข้ มีอาการคัน และอาจมีอาการปวดศีรษะ หรือปวดเมื่อยตามร่างกาย ทั้งยังเบื่ออาหารด้วย

โรคสุกใส เป็นโรคติดต่อที่ติดต่อกันได้ทั้งทางตรงและทางอ้อม โดยการติดต่อทางตรงผ่านการหายใจเอาละอองเสมหะ น้ำมูก หรือน้ำลายของผู้ป่วยเข้าไป เช่นเดียวกับการติดต่อของไข้หวัด นอกจากนี้ยังสามารถติดต่อผ่านการสัมผัสน้ำเลือด น้ำหนองจากตุ่มพองใสที่ผิวหนังของผู้ป่วย ส่วนการติดต่อทางอ้อมเป็นการติดต่อโดยการได้รับเชื้อที่กระจายอยู่ในอากาศ หรือการใช้สิ่งของร่วมกับผู้ป่วย เช่น ผ้าเช็ดหน้า แก้วนํ้า ช้อนส้อม เป็นต้น

ทั้งนี้ โรคสุกใสจะมีระยะฟักตัว 2-3 สัปดาห์ หรือประมาณ 13-17 วัน

การรับมือกับโรคสุกใสทำได้โดยการหลีกเลี่ยงการสัมผัสหรือใช้สิ่งของร่วมกันกับผู้ป่วย หากจำเป็นต้องอยู่ใกล้ควรใส่ผ้าปิดปากและจมูก เพื่อป้องกันการติดเชื้อ สำหรับผู้ที่ได้รับเชื้อในระยะต้นจะเริ่มมีไข้ คันตามผิวหนัง และมีตุ่มผื่นขึ้นโรคไข้สุกใสไม่มียารักษาโดยตรง จึงต้องรักษาตามอาการ หากไม่มีโรคแทรกซ้อนก็จะสามารถหายได้เองในระยะเวลาประมาณ 1-3 สัปดาห์ โดยผู้ใหญ่ที่เป็นโรคสุกใสจะมีอาการรุนแรงมากกว่าเด็ก

สำหรับยาที่ใช้รักษาตามอาการ หากมีอาการคันสามารถทาแป้งคาลาไมน์แก้คัน และกินยาแก้แพ้คลอเฟนิรามีน หากมีไข้สูงควรกินยาลดไข้พาราเซตามอล แต่ห้ามกินยาแอสไพรินเด็ดขาด โดยเฉพาะกับเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 12 ปี เพราะอาจทำให้กลายเป็นโรคสมองอักเสบร้ายแรงได้ นอกจากนี้ยังมีการใช้วัคซีนป้องกันโรค เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันในร่างกายด้วย

แม้ว่าโรคสุกใสจะไม่ก่อให้เกิดอันตรายรุนแรงแก่คนทั่วไป แต่สำหรับคนบางกลุ่มอาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อน อาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ โดยกลุ่มเสี่ยงดังกล่าว ได้แก่ ทารกแรกเกิด สตรีมีครรภ์ ผู้สูงอายุที่ป่วยเป็นโรคเบาหวาน ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่องแต่กำเนิด ผู้ที่กินยากดภูมิต้านทาน ผู้ป่วยโรคมะเร็ง ผู้ป่วยที่อยู่ระหว่างการรักษาด้วยเคมีบำบัดหรือรังสีรักษา ผู้ป่วยโรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง ซึ่งกลุ่มเสี่ยงเหล่านี้ควรได้รับการดูแลเป็นพิเศษ ทั้งก่อนและหลังการติดเชื้อ

จอมสุดา
@chom_dn
เดลินิวส์ออนไลน์

ขอบคุณข้อมูลประกอบบางส่วนจากกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข

ที่มา : เดลินิวส์ 31 ตุลาคม 2557