เป็นหวัดกินยาแก้อักเสบดีไหม?!?

dailynews141109_01หลายคนที่เป็นหวัดหรือมีการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจส่วนบน การกินยาแก้อักเสบทันที อาจจะเป็นเรื่องไม่ถูกต้อง

รศ.นพ.ปารยะ อาศนะเสน สาขาโรคจมูกและโรคภูมิแพ้ ภาควิชาโสต นาสิก ลาริงซ์วิทยา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล อธิบายว่า การติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจส่วนบน ได้แก่

โรคจมูกอักเสบ หรือที่มักเรียกว่า หวัด ทำให้มีไข้ อ่อนเพลีย ปวดหรือมึนศีรษะ คัดจมูก น้ำมูกไหล

โรคไซนัสอักเสบ ทำให้มีไข้ คัดจมูก น้ำมูก หรือเสมหะมีสีเหลือง หรือเขียวข้นตลอด ลมหายใจมีกลิ่นเหม็น อ่อนเพลีย ไอ ปวดศีรษะ ปวดจมูก โหนกแก้ม รอบตา หรือหน้าผาก

โรคหูชั้นกลางอักเสบ ทำให้ผู้ป่วยมีไข้ ปวดหู หูอื้อ อาจมีหนองไหลออกมาจากหู มีเสียงดังในหู อาจมีอาการเวียนศีรษะ บ้านหมุนได้ในผู้ป่วยบางราย

โรคคอ หรือต่อมทอนซิลอักเสบ ทำให้มีไข้ เจ็บคอ กลืนอาหาร หรือกลืนน้ำลายแล้วเจ็บ หรือติดขัด

โรคสายเสียง หรือกล่องเสียงอักเสบ ทำให้ไอ ระคายคอ มีเสียงแหบแห้ง

โรคหลอดลมอักเสบ ทำให้ไอ มีเสมหะ เจ็บหน้าอก

และโรคปอดอักเสบ หรือปอดบวม ทำให้มีไข้ ไอ หอบ

เมื่อผู้ป่วยมีการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ มักจะซื้อยาแก้อักเสบกินเอง หรือเภสัชกรที่ร้านขายยาเป็นผู้จ่ายยาให้ แพทย์เองก็จ่ายยาแก้อักเสบให้ แม้จะไม่มีตัวเลขที่แน่นอนเกี่ยวกับการจ่ายยาแก้อักเสบให้คนไข้ที่เป็นหวัด แต่คาดว่าน่าจะเกิน 80% เพราะแพทย์หู คอ จมูก ในโรงพยาบาลก็มีการจ่ายยาตัวนี้ค่อนข้างมาก ซึ่งเป็นการเข้าใจผิดและแก้ยาก ถ้าต้องแก้ควรแก้ที่ระดับนโยบาย ไม่ควรให้ผู้ป่วยซื้อกินเอง ควรอยู่ในวิจารณญาณของแพทย์ แต่บางครั้งแพทย์จ่ายยาให้เพราะตัดความรำคาญ ส่วนคนไข้ก็ไม่ยอมคิดว่าต้องกินยาแก้อักเสบจึงจะหาย ถ้าไม่แก้ไขตรงนี้ต่อไปเวลาเจ็บป่วยกินยาคงไม่หาย เพราะเกิดภาวะดื้อยา

ความจริงสาเหตุส่วนใหญ่ของการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ มักเกิดจากเชื้อไวรัส จึงไม่มีความจำเป็นสำหรับผู้ป่วยที่ต้องกินยาแก้อักเสบ เมื่อผู้ป่วยมีการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ เป็นมาไม่เกิน 7-10 วัน ส่วนใหญ่มักจะหายได้เอง ถ้าปฏิบัติตนอย่างถูกต้อง เหมาะสม แต่ถ้ามีการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจมานานเกิน 7-10 วัน หรือมีหลักฐานที่บ่งบอกว่ามีการติดเชื้อแบคทีเรียในระบบทางเดินหายใจ การกินยาแก้อักเสบจึงสมเหตุสมผล

มีความเชื่อที่ผิดว่า ถ้าน้ำมูกหรือเสมหะมีสีเหลือง หรือสีเขียว เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียแน่นอน ต้องกินยาแก้อักเสบจึงจะหาย ความจริงแล้ว การที่น้ำมูกหรือเสมหะค้างอยู่ในจมูก หรือหลอดลมนาน ๆ ก็อาจเป็นสีเหลือง หรือเขียวได้ ดังนั้นประวัติที่ได้จากผู้ป่วยว่า น้ำมูกหรือเสมหะมีสีเหลือง หรือสีเขียวไม่ได้บ่งบอกว่าผู้ป่วยติดเชื้อแบคทีเรีย และต้องกินยาแก้อักเสบเสมอไป

การติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ จะหายหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับผู้ป่วย ปฏิบัติตัวได้เหมาะสมหรือถูกต้องหรือไม่ คือ สามารถหลีกเลี่ยงเหตุที่ทำให้ผู้ป่วยมีภูมิต้านทานต่ำลงจนไวรัสเล่นงานหรือไม่ โดยสาเหตุหลัก คือ เครียด นอนหลับพักผ่อนไม่เพียงพอ โดนอะไรเย็น แอร์ พัดลมเป่า ดื่มน้ำเย็น อาบน้ำดึก หรือไปสัมผัสกับคนไม่สบาย ดังนั้นต้องรู้ว่าอะไรเป็นสาเหตุที่ทำให้ไม่สบาย

สำหรับการรักษาส่วนใหญ่เป็นการรักษาตามอาการ เช่น ถ้าเป็นไม่มาก อาจจะไม่ต้องใช้ยาอะไรเลย ปวดศีรษะนิดหน่อยทานยาพารา มีน้ำมูกอาจล้างจมูกหรือ ทานยาแก้แพ้ เจ็บคอก็อมยาแก้เจ็บคอ หรือใช้พ่นคอ ถ้าเป็นมากค่อยมาพบแพทย์

ท้ายนี้คงต้องขึ้นอยู่กับผู้ป่วยซึ่งควรตระหนักว่าไม่ควรใช้ยาแก้อักเสบเวลาเป็นหวัด เพราะสาเหตุมักจะเกิดจากเชื้อไวรัส แต่เมื่อแนะนำไปแล้วยังคงใช้ยาแก้อักเสบพร่ำเพื่ออาจทำให้เกิดการดื้อยาแล้วจะหาว่าไม่เตือน.

นวพรรษ บุญชาญ : รายงาน

ที่มา : เดลินิวส์ 9 พฤศจิกายน 2557

Advertisements

ไซนัสอักเสบ เทคนิคใหม่ ๆ ในการผ่าตัดผ่านกล้อง

dailynews140817_01ไซนัสอักเสบคืออะไร

โรคไซนัสอักเสบหมายถึง การอักเสบในโพรงไซนัสที่อยู่รอบข้างโพรงจมูกซึ่งมีอยู่ด้วยกันสี่คู่ ทำให้ผู้ป่วยเกิดการบวมคัดแน่นจมูก มีมูกเหนียวในจมูกหรือไหลลงคอ การได้กลิ่นลดลง และมีอาการปวดตามใบหน้า

ไซนัสอักเสบเรื้อรังเกิดจากอะไร

เป็นที่เชื่อกันมากว่าสามสิบปีแล้วว่า ไซนัสอักเสบเกิดจากการอุดตันของรูระบายไซนัส ทำให้เกิดการอักเสบติดเชื้อ สารคัดหลั่งและหนองภายในไซนัสไม่สามารถระบายออกมาได้ หากไซนัสอักเสบมีอาการเป็นอยู่นานกว่าสามเดือนก็จะเป็นไซนัสอักเสบเรื้อรัง แต่ปัจจุบันแนวคิดนี้กำลังจะถูกเปลี่ยนไปแล้วว่า ไซนัสอักเสบเรื้อรังคือการอักเสบเรื้อรัง (Chronic inflammation) ไม่ใช่การติดเชื้อเรื้อรัง (Chronic infection) มีงานวิจัยตีพิมพ์ออกมามากขึ้นเรื่อย ๆ ว่า แนวคิดที่ว่าไซนัสอักเสบเกิดจากการอุดตันของรูระบายไซนัสนั้นไม่ได้เป็นความจริงเสมอไป เพราะการอักเสบเกิดขึ้นจากเยื่อบุไซนัสเอง โดยอาจเป็นผลมาจากหลายสาเหตุ เช่น การแพ้เชื้อราในอากาศ ทอกซินจากแบคทีเรีย (staphylococcus enterotoxin B) หรือปฏิกิริยาผิดปกติต่อแอสไพริน ส่วนการอุดตันของรูระบายไซนัสอาจเป็นสาเหตุของไซนัสอักเสบชนิดอื่นได้

เทคนิคใหม่ในการผ่าตัดไซนัสผ่านกล้องเป็นอย่างไร

เทคนิคการผ่าตัดไซนัสในอดีตมักจะเปิดผ่าตัดโดยมีแผลผ่าตัด เช่น หากผ่าตัดไซนัสที่แก้มแพทย์ก็จะเปิดแผลใต้เหงือกแล้วกรอกระดูกใบหน้าบริเวณแก้มเพื่อเข้าไปในไซนัส หรือถ้าผ่าตัดไซนัสที่หน้าผากแพทย์ก็จะเปิดแผลบริเวณข้างจมูกขึ้นไปสูงถึงระดับหัวคิ้ว เป็นต้น ส่วนการผ่าตัดด้วยกล้องส่องนั้น แพทย์จะไม่ลงมีดเปิดแผลแต่จะใช้กล้องเอนโดสโคปส่องเข้าไปในรูจมูกเพื่อเข้าไปสู่ไซนัสต่าง ๆ โดยใช้กล้องเอนโดสโคปที่มีมุมต่าง ๆ เช่น 0 องศา 30 องศา 45 องศา และ 70 องศา ภาพที่เห็นจากกล้องเอนโดสโคปจะต่อมาที่จอโทรทัศน์ซึ่งมีความคมชัดสูงให้แพทย์มองเห็น การต่อภาพมาที่จอโทรทัศน์นี้อาจต่อมาที่โทรทัศน์หลาย ๆ เครื่องให้แพทย์ผู้ช่วยผ่าตัด วิสัญญีแพทย์และพยาบาลมองเห็นได้พร้อม ๆ กันด้วย ภาพจะถูกขยายให้มองเห็นได้เด่นชัดยิ่งกว่าการมองด้วยสายตาโดยตรงอย่างการเปิดแผลในสมัยก่อน

ขั้นตอนการผ่าตัด

เมื่อวิสัญญีแพทย์ให้ยาสลบแล้ว แพทย์จะให้ยาเฉพาะที่เพื่อให้หลอดเลือดหดตัวและเยื่อจมูกไม่บวม โดยมักผสมกับยาชาเพื่อลดอาการปวด จากนั้นแพทย์จะใช้กล้องเอนโดสโคปส่องไปที่รูระบายไซนัสและขยายรูระบายไซนัสให้กว้างขึ้น เพื่อนำริดสีดวงจมูก ก้อนเชื้อราและโรคใด ๆ ที่ขัดขวางการระบายของไซนัสออก โดยใช้อุปกรณ์พิเศษได้แก่ Microdebrider และ thru-cutting forceps เพื่อไม่ให้กระทบกระเทือนต่อเยื่อจมูกและเยื่อไซนัสที่ปกติ จากนั้นแพทย์จะเชื่อมต่อไซนัสต่าง ๆ ให้ถึงกันหมด ทั้งไซนัสบริเวณแก้ม บริเวณข้าง ๆ ลูกตา บริเวณหน้าผากและบริเวณฐานสมอง การเปิดไซนัสต่าง ๆ ให้เชื่อมโยงถึงกันนี้จะทำให้การให้ยาเฉพาะที่หลังผ่าตัดสามารถเข้าถึงเยื่อไซนัสต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ข้อดีของการผ่าตัดไซนัสผ่านกล้อง

การผ่าตัดโดยเปิดแผลอย่างในสมัยก่อนนั้น นอกจากจะมีข้อเสียเรื่องการมีแผลทำให้ไม่สวยงามแล้ว การเปิดแผลและกรอ กระดูกยังทำให้ปลายประสาทบาดเจ็บ และมักมีอาการชาใบหน้าหรือชาบริเวณริมฝีปากบนได้ นอกจากนี้การกรอกระดูกยังทำให้กระดูกอักเสบ และหากต้องการผ่าตัดไซนัสหลาย ๆ ที่ ก็อาจจะต้องเปิดแผลหลายแผล ทั้งนี้ข้อดีของการผ่าตัดด้วยกล้องส่องคือ การที่แพทย์ใช้กล้องที่มีมุมต่าง ๆ กัน ทำให้มองเห็นโรคที่มีอยู่ในไซนัสได้ทุกมุมและเข้าไปแก้ไขได้ทุก ๆ ไซนัส การไม่เปิดแผลไม่กรอกระดูกก็ทำให้ผู้ป่วยไม่เจ็บหลังผ่าตัด ไม่มีอาการบวม ไม่ชาใบหน้า และฟื้นตัวเร็ว แพทย์สามารถเห็นภาพที่มีความคมชัด และขยายให้เห็นได้ชัดเจนกว่าเดิม แพทย์ผู้ช่วยสามารถช่วยผ่าตัดได้ดีเนื่อง จากมองเห็นภาพการผ่าตัดได้ไม่แตกต่างจากแพทย์ผู้ผ่าตัด พยาบาลสามารถเตรียมเครื่องมือได้ถูกต้องทันท่วงที วิสัญญีแพทย์สามารถปรับยาได้อย่างมีประสิทธิภาพเมื่อสามารถมองเห็นการผ่าตัดพร้อม ๆ กับแพทย์ผ่าตัดจึงทราบว่าแพทย์กำลังทำอะไร เลือดออกหรือไม่ เลือดออกมากน้อยเพียงใด

ภาวะแทรกซ้อน

ไซนัสต่าง ๆ มีตำแหน่งใกล้เคียงกับลูกตาและสมอง ดังนั้นหากการผ่าตัดไซนัสใช้เทคนิคไม่ดี ไม่สามารถมองเห็นไซนัสได้ชัดเจนและไม่สามารถเห็นได้ทุก ๆ มุมแล้ว ก็อาจเกิดภาวะแทรกซ้อนต่ออวัยวะสำคัญเหล่านี้ได้ การใช้เทคนิคการผ่าตัดด้วยกล้องจึงเป็นเทคนิคที่ช่วยลดอัตราการเกิดภาวะแทรกซ้อนได้เป็นอย่างดี

การปฏิบัติตนหลังผ่าตัด

หลังผ่าตัด 24 ชั่วโมงแรกให้ผู้ป่วยประคบจมูกด้วยความเย็น ปรับเตียงให้ศีรษะอยู่สูงขึ้นมาเล็กน้อย การผ่าตัดด้วยเทคนิคใหม่จะไม่ใส่ผ้าก๊อซอัดแน่นจนหายใจได้ไม่สะดวกอย่างสมัยก่อน หลังผ่าตัดระยะแรกอาจมีน้ำมูกปนเลือดจาง ๆ ไหลออกทางจมูกได้ซึ่งเป็นเรื่องปกติ หลังผ่าตัดวันรุ่งขึ้นให้ผู้ป่วยใช้น้ำเกลือล้างจมูกวันละสองครั้งเพื่อชะล้างคราบเลือดและมูกเหนียว ๆ ออกไป การที่เยื่อจมูกชุ่มชื้นจะทำให้เซลพัดโบกในจมูกและไซนัสทำงานได้ดีขึ้น และฟื้นสภาพเร็วขึ้น แพทย์อาจแนะนำให้ผสมยาลงไปในน้ำเกลือล้างจมูกด้วยแล้วแต่กรณี

ข้อมูลจาก ผศ.ดร.นพ.ม.ล.กรเกียรติ์  สนิทวงศ์ ศัลยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการผ่าตัดไซนัสผ่านกล้องและโรคภูมิแพ้ โรงพยาบาลพญาไท 1 / http://www.phyathai.com

นายแพทย์สุรพงศ์ อำพันวงษ์

 

ที่มา : เดลินิวส์ 17 สิงหาคม 2557

ใครเสี่ยงเชื้อนิวโมคอคคัส ติดแล้วระวังตาย

แต่ละครอบครัวควรรู้ไว้ว่า มีเชื้อโรคร้ายอยู่ตัวหนึ่งที่เป็นอันตรายกับเด็กเล็กและคนสูงวัย นั่นคือ เชื้อแบคทีเรียชื่อ‘นิวโมคอคคัส’ ตัวการก่อโรคปอดบวม และเยื่อหุ้มสมองอักเสบ ซ้ำร้ายหากติดเชื้อดังกล่าวแล้วยังนำความเสี่ยงเสียชีวิตมาด้วย

เรื่องนี้ ศ.นพ.ธีระพงษ์ ตัณฑวิเชียร แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคติดเชื้อ และรองหัวหน้าภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ พารู้จักอันตรายของการติดเชื้อชนิดนี้ โดยระหว่างสัมมนาเชิงวิชาการโดยไฟเซอร์ หัวข้อ “ทางเลือกในการป้องกัน โรคปอดบวมจากเชื้อนิวโมคอคคัสในผู้ใหญ่” ศ.นพ.ธีระพงษ์ เล่าว่า

โรคติดเชื้อนิวโมคอคคัส เป็นการเรียกชื่อกลุ่มโรคที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย สเตรปโตคอคคัส นิวโมเนียอี ซึ่งแบ่งตามการแพร่กระจายของเชื้อ หากติดแล้วลุกลามจะถูกเรียกว่า โรคไอพีดี ทำให้เกิดการติดเชื้อในอวัยวะหลายระบบ เช่น การติดเชื้อในกระแสเลือด การติดเชื้อที่เยื่อหุ้มสมองหรือทำให้เป็นโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ แต่ถ้าติดเชื้อแบบไม่แพร่กระจาย มักทำให้เกิดโรคไซนัสอักเสบ โรคหูชั้นกลางอักเสบ และโรคปอดบวมหรือปอดอักเสบ

ในบรรดาโรคที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรียนี้ โรคปอดอักเสบจากการติดเชื้อนิวโมคอคคัสถูกพบได้ไม่ใช่น้อย แถมยังร้ายกาจเพราะคร่าชีวิตคนทั่วโลกกว่า 1.6 ล้านคนต่อปี เฉพาะในเมืองไทยก็มีการทำวิจัยโดยกองทุนประชากรแห่งสหประชาชาติ จึงได้รู้ว่า อัตราการเข้ารักษาตัวในห้องไอซียูดัวยโรคปอดอักเสบในผู้ใหญ่มีมากถึงร้อยละ 33.33 ทั้งยังมีการศึกษาจำเพาะในจังหวัดตัวอย่าง เช่น นครพนม มีอุบัติการณ์ของผู้ป่วยโรคเดียวกันถึง 1,573 คนต่อประชากร 1 แสนคน ในช่วงกันยายน พ.ศ.2546-สิงหาคม พ.ศ.2547

เหตุที่พบผู้ป่วยได้มาก ศ.นพ.ธีระพงษ์ บอกว่า เป็นเพราะเชื้อนิวโมคอคคัส มีมากกว่า 90 สายพันธุ์ แต่มี 20 สายพันธุ์เป็นสาเหตุหลักของการเกิดโรคทั้งในเด็กเล็กและผู้สูงอายุ โดยเชื้อจะอยู่ในโพรงจมูกและลำคอ เมื่อลงไปยังปอดก็จะแบ่งตัวได้ดี ทำให้เกิดอาการอักเสบในปอด

ทั้งนี้ ศ.นพ.ธีระพงษ์ ชี้ว่า หากมีสุขภาพแข็งแรง เชื้อนิวโมคอคคัสจะไม่สามารถทำอะไรได้เลย แต่หากร่างกายอ่อนแอ อาจเกิดการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ ผู้ป่วยมีอัตราการเสียชีวิตสูงถึงร้อยละ 20-30 สำหรับกลุ่มเสี่ยงที่มีโอกาสติดเชื้อมากที่สุด คือ เด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี และผู้ใหญ่วัย 50 ปีขึ้นไป เนื่องจากทั้งสองวัยมีภูมิคุ้มกันที่ต่ำกว่าวัยหนุ่มสาว ขณะที่ผู้ที่มีโรคประจำตัวเรื้อรัง อาทิ โรคเบาหวาน โรคหัวใจวาย โรคตับแข็ง ผู้ป่วยหอบหืดเรื้อรัง ผู้ที่สูบบุหรี่เป็นประจำ ผู้ป่วยที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง ภาวะภูมิคุ้มกันต่ำ และไม่มีม้าม ก็มีความเสี่ยงติดเชื้อสูงเช่นกัน

ผู้ที่เข้าข่ายกลุ่มเสี่ยง สามารถติดเชื้อได้ผ่านระบบทางเดินหายใจ จากคนสู่คน เช่น ไอ จาม สัมผัสกับละอองเสมหะของผู้ป่วย โดยเชื้อจะเข้าสู่ร่างกายทางเยื่อบุทางเดินหายใจ ฟักตัวราว 1-3 วัน แพร่เชื้อได้ตลอดเวลาที่มีเสมหะ ผู้ป่วยเด็กจะเป็นพาหะได้นานกว่าผู้ใหญ่

อาการของโรคมักประกอบด้วย ไอ มีเสมหะ เหนื่อย หายใจลำบาก หอบ มีไข้ หนาวสั่น ครั้นเชื้อลุกลามเข้าสู่กระแสเลือด สมอง ก็จะทำให้เยื่อหุ้มสมองอักเสบหรือฝีในสมอง

อย่างไรก็ตาม การรักษาแพทย์นิยมใช้ยาปฏิชีวนะ แต่ปัจจุบันพบว่าเชื้อนิวโมคอคคัสมีการดื้อยาเพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้การรักษาโดยการใช้ยาปฏิชีวนะอาจไม่ประสบความสำเร็จและอาการป่วยมีความซับซ้อนมากยิ่งขึ้น เสียค่าใช้จ่ายเยอะขึ้น ใช้เวลารักษายาวขึ้น ดังนั้นแพทย์จึงแนะนำให้ใช้วัคซีนป้องกันโรคปอดบวมจากเชื้อนิวโมคอคคัสมาเป็นทางเลือก ด้วยเหตุผลสำคัญที่ว่า ป้องกันไม่ให้เกิดโรคย่อมดีกว่าการรักษาหลังป่วยเป็นโรค สำหรับวัคซีนป้องกันมีอยู่ 2 ชนิดใหญ่ๆ คือ วัคซีนนิวโมคอคคัสแบบโพลีแซคคาไรด์ และวัคซีนนิวโมคอคคัสแบบคอนจูเกต ทั้งหมดสามารถฉีดให้กับเด็กได้ แต่สำหรับผู้ใหญ่จะให้วัคซีนแบบคอนจูเกตเท่านั้น เนื่องจากสายพันธุ์ของเชื้อที่พบในผู้ใหญ่มีเพียง 13 สายพันธุ์ จึงตรงกับคุณสมบัติการป้องกันของวัคซีนแบบคอนจูเกต

ไม่อยากเป็นปอดบวม ปอดอักเสบ ลองปรึกษาแพทย์เพื่อฉีดวัคซีนป้องกันเชื้อโรคนิวโมคอคคัสเอาไว้.

ทีมเดลินิวส์ออนไลน์
takecareDD@gmail.com

 

ที่มา: เดลินิวส์ 11 กันยายน 2555