กิน-อยู่อย่างไร…ให้ไตอยู่ดี

dailynews130331_001ปัจจุบันพบว่า การกินอาหารส่งผลต่อสุขภาพร่างกายของมนุษย์โดยตรง เรียกว่า กินอย่างไรก็จะได้อย่างนั้น หากเราเลือกรับประทานอาหารให้เหมาะสมกับน้ำหนักตัว กิจวัตรประจำวัน รวมทั้งเลือกกินอาหารที่ดีและมีประโยชน์ต่อร่างกาย นอกจากจะมีสุขภาพที่ดีแล้วยังเป็นแนวทางป้องกันโรคที่ดีด้วยและถึงแม้นว่าจะเป็นโรค เราก็ยังต้องเลือกกินให้ถูกกับโรคที่เป็น เพื่อป้องกันโรคแทรกซ้อนและอยู่อย่างมีคุณภาพชีวิต

กินแบบไหน…ช่วยป้องกันโรคไต

หนึ่งในโรคที่มีส่วนสัมพันธ์โดยตรงกับพฤติกรรมการบริโภคอาหารและพบบ่อยในคนไทยคือ โรคไตวายเรื้อรัง โดยผู้ที่เป็นโรคไตส่วนหนึ่งมาจากอาหารที่รับประทาน เช่น อาหารที่มีรสเค็มจัด และอาหารที่ไม่สะอาด ซึ่งการรับประทานอาหารให้ห่างไกลโรคไตนั้น ควรเริ่มจากตัวเราก่อน โดยการปรับพฤติกรรมการรับประทานอาหาร จากที่เคยรับประทานอาหารในปริมาณที่เกินความต้องการของร่างกาย (ดูได้ง่าย ๆ คือน้ำหนักตัวจะเริ่มเพิ่มขึ้น เสื้อผ้าคับ) ก็ควรลดปริมาณอาหารให้น้อยลง หลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันจากสัตว์ และคอเลสเตอรอลสูง รวมถึงควรหลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารที่มีรสจัดเกินไป เช่น หวานจัด เค็มจัด และอาหารที่มีกะทิ เพื่อป้องกันโรคอ้วน ซึ่งจะเป็นสาเหตุสู่โรคอื่นๆ ตามมา เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูงและไขมันอุดตันในเส้นเลือด ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของการเป็นโรคไตเรื้อรังที่ตามมา นอกจากนี้ ควรดื่มน้ำสะอาด อย่างน้อยวันละ 6-8 แก้ว จะช่วยให้เราห่างไกลจากโรคไตได้

เมื่อเป็นโรคไต…ควรกินอยู่อย่างไร ชะลอไตพัง

สำหรับผู้ที่ป่วยเป็นโรคไตเรื้อรังแล้ว ก็ควรระมัดระวังไม่ให้โรครุนแรงไปมากกว่าเดิม นอกจากการทานยาตามที่แพทย์สั่ง และการบำบัดทดแทนไตด้วยวิธีการล้างไตทางช่องท้อง หรือการฟอกเลือดอย่างสม่ำเสมอแล้ว อาหารก็มีส่วนช่วยบำบัดอาการของโรคไตได้ หากเลือกรับประทานอาหารให้เหมาะสม จะช่วยป้องกันภาวะทุพโภชนาการและเพิ่มคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังได้

ผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังที่ล้างไตด้วยการฟอกเลือด หรือการล้างไตทางช่องท้อง อาจเกิดภาวะขาดสารอาหารได้ เนื่องจากผู้ป่วยอาจมีอาการเบื่ออาหาร ทานอาหารได้น้อยลงรวมทั้งมีการสูญเสียสารอาหาร ระหว่างฟอกเลือด และการล้างไตทางช่องท้อง อาทิ โปรตีนซึ่งเป็นสารอาหารที่จำเป็นต่อการซ่อมแซมร่างกาย และสร้างภูมิคุ้มกัน ดังนั้น ผู้ป่วยแต่ละคนควรมีความรู้ความเข้าใจในการเลือกกินอาหาร เพื่อให้ได้รับสารอาหารโปรตีนและพลังงานที่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย

โดยผู้ป่วยโรคไตจะต้องรับการประเมินภาวะโภชนาการ ซึ่งได้แก่ น้ำหนักตัว ผลทางชีวเคมีของเลือด เช่น อัลบูมิน (วัดโปรตีนในเลือด) การประเมินอาการทางคลินิกและการประเมินการบริโภค และนำข้อมูลเหล่านี้ไปปรึกษานักกำหนดอาหาร/นักโภชนาการ เพื่อจะได้กำหนดปริมาณและรับประทานอาหารให้ถูกต้องเหมาะสมกับภาวะที่ร่างกายต้องการของแต่ละบุคคล ผู้ป่วยควรรับประทานอาหารให้ครบทั้ง 5 หมู่ ทั้งเนื้อสัตว์ ข้าว แป้ง ไขมันที่ดี รวมทั้งผักและผลไม้แต่ต้องกินในปริมาณที่แนะนำ เช่น ผลไม้อาจกินเงาะได้ไม่เกินวันละ 8 ผล แต่ควรงดเมื่อผลทางชีวเคมีของโพแทสเซียมในเลือดเกินกว่าเกณฑ์ที่กำหนด ในขณะเดียวกันสารอาหารโปรตีนที่พบมากในเนื้อสัตว์ต้องรับประทานให้เพียงพอ โดยเน้นบริโภคปลา เพราะเป็นแหล่งอาหารโปรตีนที่ดี ย่อยง่าย มีไขมันต่ำ ในผู้ที่ล้างไตทางช่องท้องควรกินให้ได้ 4-6 ช้อนโต๊ะต่อมื้อหรือเท่ากับ 3 กล่องไม้ขีดไฟกล่องเล็ก หรือ ไพ่ 1 สำรับ และกินไข่ขาววันละ 2 ฟอง การจัดอาหารให้น่ารับประทาน และดัดแปลงเมนูให้หลากหลาย จะช่วยให้ผู้ป่วยรู้สึกอยากรับประทานอาหารมากยิ่งขึ้น เช่น ใช้ “ไข่ขาว” ดัดแปลงเป็นอาหารหลากเมนู ไม่ว่าจะเป็น ซูชิไข่ขาว ฮ่อยจ๊อไข่ขาว หรือ ไส้กรอกอีสานไข่ขาว และอื่น ๆ นอกจากนี้การใช้วุ้นเส้น มาใช้ในตำรับจะช่วยให้ท้องอิ่ม น้ำตาลขึ้นได้อย่างช้า ๆ และเพื่อให้ได้พลังงานตามที่กำหนด

ควรกินอาหารที่ปรุงด้วยวิธีการต้ม นึ่ง ย่าง หากหลีกเลี่ยงไม่ได้ น้ำมันในการปรุงอาหาร ประเภทผัด จะต้องเป็นน้ำมันที่ดีคือ มีไขมันไม่อิ่มตัว เนื่องจากเรากินน้ำมันด้วย ควรใช้น้ำมันถั่วเหลืองผสมกับน้ำมันรำข้าวในสัดส่วน 1 : 1 สำรับ เพื่อลดการอุดตันของไขมันในเส้นเลือดที่จะนำไปสู่โรคหัวใจ ส่วนน้ำมันปาล์ม ใช้สำหรับอาหารประเภททอด โดยหลังทอดเสร็จแล้วควรใช้กระดาษซับเอาน้ำมันออก ก็จะช่วยให้สุขภาพร่างกายแข็งแรง ที่สำคัญช่วยยืดอายุให้ยืนยาวมากยิ่งขึ้น

ผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังควรหลีกเลี่ยงเนื้อสัตว์ที่มีไขมัน และคอเลสเตอรอลสูง เช่น อาหารทะเล หมูสามชั้น หนังเป็ด หนังไก่ เครื่องในสัตว์ อีกทั้งเนื้อสัตว์แปรรูปและอาหารสำเร็จรูป ได้แก่ ไส้กรอก แฮม ปลาส้ม กุนเชียง รวมถึงเนื้อสัตว์ที่มีรสเค็ม เช่น เนื้อเค็ม ไข่เค็ม ปลาเค็ม รวมทั้งอาหารทะเลแช่แข็งด้วย เพราะอาหารเหล่านี้มีเกลือแร่ที่ชื่อโซเดียม ซึ่งมีงานวิจัยพบว่าการกินโซเดียมเกินกว่าที่กำหนดมีผลต่อความดันโลหิตสูงส่งผลให้หลอดเลือดต่าง ๆ เสื่อมได้ง่ายขึ้น ที่สำคัญควรระวังโซเดียม จากเครื่องปรุงที่ใช้ในการปรุงรสอาหาร อาทิ เกลือ น้ำปลา น้ำตาล ซึ่งจริง ๆ แล้วเราเติมลงในอาหารเพื่อเพิ่มรสชาติตามที่เราต้องการ แต่ร่างกายไม่ได้มีความต้องการ จึงต้องจำกัดปริมาณให้อยู่ในความเหมาะสม มิฉะนั้นการปรุงรสอาหารตามใจปากอาจเป็นส่วนที่ทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนที่เป็นอันตรายต่อ ความดันเลือด ระบบหัวใจ และระดับแคลเซียมในเลือด ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังหรืออาจทำให้เสียชีวิตได้

แต่ทั้งนี้ ผู้ป่วยสามารถเพิ่มรสชาติได้โดยการใช้สมุนไพรช่วยในการปรุงรส เช่น หอมแดง ใบมะกรูด กระเทียม ข่า ตะไคร้ กระชาย ผักชี ขิง ใบแมงลัก เป็นต้น นอกจากนี้ควรลดการกินขนมเบเกอรี่ ขนมปัง ซึ่งใช้ผงฟูซึ่งมีโซเดียมแฝงอยู่ นอกจากนี้ผงฟูยังมีเกลือแร่ชื่อฟอสฟอรัสซึ่งมีผลต่อกระดูกเปราะในผู้ป่วยไตเรื้อรังถ้ากินมากเกินไป ควรลดน้ำตาลทรายและอาหารที่มีกะทิ เช่น แกงกะทิ ฉู่ฉี่ ก๋วยเตี๋ยวแขก ข้าวซอย ของหวานที่มีกะทิข้น เช่น ขนมปลากริมไข่เต่า ผลไม้เชื่อมซึ่งมีผลต่อไขมันในเลือดชื่อ ไตรกลีเซอร์ไรด์ ซึ่งนำไปสู่โรคหัวใจ หลีกเลี่ยงอาหารหมักดองและอาหารที่ย่อยยากและชิ้นใหญ่ ไม่ควรกินอาหารมื้อใหญ่ ควรแบ่งเป็นมื้อเล็ก ๆ หลายมื้อ กินให้พอเหมาะกับกิจกรรม

นอกจากนี้ ควรจำกัดน้ำดื่มเมื่อมีอาการบวม โดยดื่มน้ำปริมาณเท่ากับปริมาณปัสสาวะต่อวันที่ขับออกมา บวกกับน้ำ 500 ซีซี หลีกเลี่ยงการดื่ม ชา กาแฟ ช็อกโกแลต น้ำอัดลม เพราะเครื่องดื่มเหล่านี้มีทั้งโพแทสเซียมและฟอสฟอรัสในปริมาณค่อนข้างสูง งดการดื่มสุราและสูบบุหรี่ ทั้งนี้ผู้ป่วยควรออกกำลังกายเบา ๆ ซึ่งจะช่วยให้ร่างกายกระปรี้กระเปร่า กล้ามเนื้อแข็งแรง และควบคุมความดันโลหิตได้ดีขึ้น พักผ่อนให้เพียงพอ และเลี่ยงภาวะตึงเครียดต่าง ๆ ที่จะทำให้สุขภาพจิตเสื่อมลง ถ้าผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังสามารถปฏิบัติตัวได้ดังกล่าวก็สามารถอยู่อย่างมีคุณภาพชีวิตที่ดีได้แม้นเป็นโรคไตเรื้อรัง

ข้อมูลจาก ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ชนิดา ปโชติการ นายกสมาคมนักกำหนดอาหารแห่งประเทศไทย.

นายแพทย์สุรพงศ์ อำพันวงษ์

ที่มา : เดลินิวส์  31 มีนาคม 2556

Advertisements

ลดเค็มครึ่งหนึ่ง

dailynews130310_001ใครที่กินอาหารรสชาติเค็มจัด อาจเสี่ยงเป็น โรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ โรคไต และอัมพฤกษ์ อัมพาต ด้วยเหตุนี้กระทรวงสาธารณสุขจึงได้ร่วมกับสมาคมโรคไตแห่งประเทศไทย ราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งประเทศไทย จัดกิจกรรมรณรงค์เนื่องในวันไตโลก ซึ่งปีนี้ตรงกับวันที่ 14 มี.ค. โดยจัด “สัปดาห์วันไตโลก ลดเค็มครึ่งหนึ่ง” ในโรงพยาบาลทั่วประเทศ ระหว่างวันที่ 11-17 มี.ค.นี้ เพื่อให้ความรู้ความเข้าใจแก่ประชาชนในการถนอมไตไม่ให้เสียเร็ว ลดการเติมเครื่องปรุงรสเค็มในอาหารให้น้อยลงกว่าที่เคยใช้

นพ.โสภณ เมฆธน รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า คนไทยมีแนวโน้มป่วยเป็นโรคไตเพิ่มขึ้น สาเหตุสำคัญของโรคไตเกิดจากเบาหวานและความดันโลหิตสูง นอกจากนี้อาจมีสาเหตุจากโรคนิ่วในไต ติดเชื้อที่ไต การกินยาแก้ปวดเป็นเวลานาน ๆ จากข้อมูลล่าสุดพบคนไทยป่วยเป็นโรคไตประมาณ 8 ล้านคน หากไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้อง อาจเกิดโรคแทรกซ้อนถึงขั้นเสียชีวิต ต้องฟอกไตยืดชีวิต รอการเปลี่ยนไตใหม่

หน้าที่สำคัญของไตคือ ควบคุมระดับโซเดียมในร่างกาย โซเดียมจะช่วยรักษาสมดุลของเหลวในร่างกาย ทำให้การทำงานของเส้นประสาทและกล้ามเนื้อเป็นปกติ โซเดียมที่ร่างกายได้รับส่วนใหญ่มาจากอาหารที่บริโภค เช่น น้ำปลา ซอสปรุงรส ผงชูรส ผงปรุงรส  ใน  1 วัน ร่างกายต้องการไม่เกิน 2,000 มิลลิกรัม หรือเท่ากับเกลือ 1 ช้อนชา แต่จากข้อมูลพบว่า คนไทยบริโภคเกลือหรือโซเดียมเกินกว่ามาตรฐานที่กำหนดถึง 2 เท่า

การกินเค็มจัดทำให้ไตทำงานหนักในการขับโซเดียมส่วนเกินออกทางปัสสาวะ เพื่อรักษาสมดุลของร่างกาย หากขับออกได้ไม่หมดโซเดียมก็จะคั่งและเป็นตัวดึงน้ำไว้ในร่างกาย ทำให้มีปริมาณของเหลวไหลเวียนในร่างกายมากผิดปกติ เพิ่มแรงดันในหลอดเลือดให้สูงขึ้น ส่งผลให้หัวใจทำงานหนักขึ้น เกิดปัญหาหลอดเลือดทั้งขนาดใหญ่และเล็กที่ไปเลี้ยงทั่วร่างกายปรับตัวหนาและแข็งตามมา โดยเฉพาะที่ไตมีผลกระทบมาก เนื่องจากมีเส้นเลือดฝอยเล็ก ๆ จำนวนมากทำหน้าที่กรองของเสียออกจากเลือด ไม่สามารถขับของเสียออกได้หมด เกิดการอักเสบของเส้นเลือด เร่งให้เกิดการเสื่อมสภาพเร็วขึ้นกว่าปกติ หากยังกินเค็มต่อเนื่อง ภายใน 5–10 ปี หลอดเลือดในไตจะเสื่อมสภาพอย่างถาวรทำให้เป็นไตวายเรื้อรัง รักษาให้กลับมาเหมือนเดิมไม่ได้ ต้องเปลี่ยนไตใหม่ จึงต้องเร่งรณรงค์ให้ประชาชนลดการกินเค็มลงกว่าเดิมครึ่งหนึ่ง เป็นการถนอมไต ป้องกันอันตรายที่จะเกิดขึ้นกับไตในระยะยาว

ผศ.นพ.สุรศักดิ์ กันตชูเวสศิริ ประธานเครือข่ายลดบริโภคเค็ม  กล่าวว่า การกินอาหารเค็มเป็นครั้งคราวคงไม่เป็นอะไร แต่การกินอาหารเค็มจัด ทำให้เกิดการคั่งของน้ำและเกลือ ส่งผลให้ไตทำงานหนักขึ้น เพื่อกรองเกลือและน้ำส่วนเกิน ผลที่ตามมาคือ ทำให้เป็นโรคไตวายเรื้อรัง การกินอาหารเค็มจัดทำให้ความดันโลหิตสูงมีโอกาสเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือด หากไม่ได้รับการรักษาอาจนำไปสู่ภาวะหัวใจขาดเลือด หัวใจวาย เสียชีวิต เป็นอัมพฤกษ์อัมพาต

หลายคนติดรสชาติเค็ม และไม่รู้ว่าตัวเองกินเค็ม ดังนั้นควรลดเค็มลงครึ่งหนึ่ง เคยปรุงรสอาหารด้วยน้ำปลา 2 ช้อน ก็ลดลงเหลือ 1 ช้อน ใน 1 วันไม่ควรกินน้ำปลาเกิน 3 ช้อนชา หรือมื้อละ 1 ช้อนชา  กินเหลือไม่เกินวันละ 5 กรัม ควรเปลี่ยนนิสัยในการกินด้วยการชิมก่อนปรุง ไม่ใช่ว่าปรุงก่อนชิม หลีกเลี่ยงอาหารรสชาติเค็มจัด เช่น อาหารหมักดอง อาหารที่ใช้เกลือในการถนอมอาหาร เช่น ปลาเค็ม ปลาร้า  กะปิ

จากข้อมูลของสหรัฐพบว่า หากลดบริโภคเกลือลง 30% ต่อวันจะลดความดันโลหิตได้ 5-10 มิลลิเมตรปรอท เท่ากับลดโอกาสเสี่ยงในการเกิดโรคแทรกซ้อนต่าง ๆ และถ้าประชากรทั้งประเทศลดการบริโภคเกลือลง 30% จะลดจำนวนผู้ป่วยได้มาก เช่น ลดจำนวนผู้ป่วยโรคหัวใจและหลอดเลือดเหลือ 60,000-100,000 คนต่อปี ลดจำนวนผู้ป่วยอัมพฤกษ์ อัมพาตเหลือ 30,000-60,000 คนต่อปี  และลดอัตราการตาย 40,000-90,000 คนต่อปี และยังสามารถลดค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาผู้ป่วยกลุ่มนี้ได้นับหมื่นล้านดอลลาร์ต่อปี  ดังนั้นคนไทยควรลดการบริโภคอาหารเค็มจัด โดยเฉพาะซีอิ๊ว น้ำปลา กะปิ ผงชูรส

นพ.อนุตตร จิตตินันทน์ นายกสมาคมโรคไตแห่งประเทศไทย แนะนำวิธีป้องกันโรคไต คือ
1. ผู้ป่วยโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูงควรไปพบแพทย์อย่างสม่ำเสมอ
2. พยายามควบคุมเบาหวานและความดันให้ดี
3. หลีกเลี่ยงการกินอาหารรสชาติเค็มจัด โดยลดเค็มลงครึ่งหนึ่ง
4. หลีกเลี่ยงการกินยาแก้ปวดโดยไม่จำเป็น ไม่ควรซื้อยากินเอง ไม่ว่ายาชุด ยาหม้อ การกินยาติดต่อกันเป็นเวลานานมีผลต่อไตโดยตรง และ
5. คนที่เป็นโรคอ้วน มีโอกาสเป็นโรคไตมากขึ้น ดังนั้นควรควบคุมน้ำหนักให้เหมาะสม

ด้าน ดร.ทิพย์วรรณ ปริญญาศิริ ผอ.สำนักอาหาร สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กล่าวว่า อย.บังคับให้อาหารกรุบกรอบ 5 ชนิด คือ มันฝรั่งทอดหรืออบกรอบ ข้าวโพดคั่วทอดหรืออบกรอบ ข้าวเกรียบหรืออาหารขบเคี้ยวชนิดอบพอง ขนมปังกรอบ แครกเกอร์หรือบิสกิต และเวเฟอร์สอดไส้  ต้องแสดงฉลากโภชนาการแบบจีดีเอด้านหน้าซองมองเห็นได้ชัดเจน  โดยแสดงค่าพลังงาน น้ำตาล ไขมัน และโซเดียม  หลังจากบังคับใช้มา 1 ปี ตอนนี้ขยายไปยังขนมกรุบกรอบทุกชนิด รวมถึงบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ซุปต่าง ๆ จากเดิมมีผู้ประกอบการอยู่ในข่ายกว่า 1,000 ราย ตอนนี้คาดว่าจะกระทบผู้ประกอบการประมาณ 4,000-5,000 ราย อย่างไรก็ตามได้ขอความร่วมมือผู้ประกอบการปรับสูตรอาหารทางเลือก เช่น อาหารเค็มน้อย หวานน้อย สำหรับผู้บริโภคด้วย.

นวพรรษ บุญชาญ : รายงาน

ที่มา:  เดลินิวส์ 10 มีนาคม 2556

เปลี่ยนไต

การผ่าตัดเปลี่ยนไต หรือการปลูกถ่ายไต เป็นวิธีการที่ดีที่สุดในการบำบัดรักษาผู้ป่วย “โรคไตวายเรื้อรังระยะสุดท้าย”  ซึ่งเป็นที่ยอมรับทั่วโลกว่าดีกว่าการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม หรือการล้างช่องท้องด้วยน้ำยา

ศ.นพ.โสภณ จิรสิริธรรม ประธานโครงการปลูกถ่ายไต คณะแพทยศาสตร์  รพ.รามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล บอกว่า   สาเหตุของโรคไตวายเรื้อรังระยะสุดท้ายในประเทศไทย คือ โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง และไตอักเสบเรื้อรัง สะท้อนว่าบ้านเราควบคุมเบาหวานและความดันไม่ดี ทำให้ไตพังไปด้วย

การเปลี่ยนไต ต้องมีข้อบ่งชี้คือเป็นโรคไตวายเรื้อรังระยะสุดท้าย หมายความว่า ไตทำงานต่ำกว่า 10% หรือเริ่มมีอาการของโรคไต เช่น กินไม่ได้ นอนไม่หลับ อึดอัด กระสับกระส่าย คนไข้กลุ่มนี้เปลี่ยนไตจบเลย

คนที่เป็นโรคไตวายเรื้อรังระยะสุดท้ายที่มาเปลี่ยนไต อายุเฉลี่ยประมาณ 40 ปี  กำลังเป็นกำลังสำคัญของสังคม บางคนกว่าจะรู้ตัวว่าเป็นโรคไตมันไม่ได้เตือนล่วงหน้า วันดีคืนดีไปตรวจร่างกายพบไตพังหมดแล้ว

การเปลี่ยนไตจึงเป็นเหมือนปาฏิหาริย์ที่นำเอาไตออกจากร่างคนหนึ่ง ไปใส่ให้กับอีกคนหนึ่งแล้วไตทำงานได้

รพ.รามาธิบดีผ่าตัดเปลี่ยนไตปีละ 70-100 ราย เป็น รพ.แห่งเดียวในประเทศไทยที่สามารถเปลี่ยนไตเกิน 100 รายต่อปี เพราะมีทีมงานที่เข้มแข็งเกือบ 50 คน ทั้งศัลยแพทย์ ศัลยแพทย์ทางเดินปัสสาวะ อายุรแพทย์ อายุรแพทย์โรคไต อายุรแพทย์โรคไตเด็ก  พยาธิแพทย์ และพยาบาล ทุกคนทำงานโดยไม่ได้หวังชื่อเสียง เงินทอง โดย รพ.รามาธิบดีทำการผ่าตัดเปลี่ยนไตให้ผู้ป่วยรายแรกอายุ 26 ปี 6 เดือน เมื่อวันที่ 19 ก.พ. 2519 นำทีมโดย ศ.นพ.ไพฑูรย์ คชเสนี ตอนนี้คนไข้ยังมีชีวิตอยู่ และแข็งแรงดี

ผลสำเร็จในการเปลี่ยนไตของ รพ.รามาธิบดีเทียบได้กับมาตรฐานสากล ในกรณีที่ได้ไตจากผู้บริจาคเสียชีวิตความสำเร็จอยู่ประมาณ 96% แต่ถ้าเป็นไตที่บริจาคจากญาติความสำเร็จอยู่ที่ประมาณ 99% โครงการเปลี่ยนไต รพ.รามาธิบดีทำมา 26 ปีสามารถเปลี่ยนไตให้คนไข้ไปแล้ว 1,522 คน โดยไม่ได้เลือกชั้นวรรณะ หรือฐานะ คนไทยทุกคนมีสิทธิเข้ารับบริการปลูกถ่ายไต โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใด ๆ ตลอดจนค่ายาตลอดชีวิต

ปัจจุบันประเทศไทยมีคนไข้โรคไตวายเรื้อรังระยะสุดท้ายประมาณ 4 หมื่นคน ในจำนวนนี้มาขึ้นทะเบียนรอเปลี่ยนไตประมาณ 4,000 คน โดยในจำนวน 4,000 คน ได้รับการผ่าตัดเปลี่ยนไตแล้ว 400 คนอีกกว่า 3.9 หมื่นคนยังคงทนทุกข์ทรมานรอการเปลี่ยนไตอยู่ เฉพาะที่ รพ.รามาธิบดีมีคนไข้รอคิวกว่า 700 คน

ขั้นตอนการเปลี่ยนไต มีดังนี้

1. ขอให้ผู้ที่ต้องการจะเปลี่ยนไต มีความตั้งใจ เข้าใจ การเปลี่ยนไต
2. ปรึกษาขอใบส่งตัว จากอายุรแพทย์โรคไตประจำตัว
3. พอมาถึง รพ.รามาธิบดี จะให้พบกับแพทย์โรคไต และศัลยแพทย์เพื่อกลั่นกรองว่าเหมาะจะรับการผ่าตัดเปลี่ยนไตหรือไม่ ถ้าไม่เหมาะก็ปฏิเสธไป เช่น เป็นมะเร็ง เป็นเอดส์ อายุมากแล้ว
4. ตรวจเลือด ตรวจปัสสาวะ เอกซเรย์ ตรวจคลื่นหัวใจ อย่างละเอียด
5. ติดต่อพยาบาลประสานงานชั้น 3 ตึกฉุกเฉินเก่า 0-2201-1661-2
6. ดำเนินการด้านเอกสารตามสิทธิต้นสังกัด โดยการเดินเอกสารต่าง ๆ ต้องแล้วเสร็จภายใน 2 สัปดาห์
7. เจาะเลือด ตรวจเนื้อเยื่อ ถ้ารอไตจากผู้บริจาคที่เสียชีวิตก็ต้องขึ้นทะเบียนรอ แต่ถ้าเป็นไตที่ได้จากญาติหรือสามีภรรยาสามารถนัดวันเปลี่ยนไตได้เลย ตอนนี้คิวจองถึงเดือน ต.ค.
8. เตรียมร่างกาย จิตใจ ความพร้อม เพื่อเปลี่ยนไต (ส่งเลือดทุกเดือน)
9. ผ่าตัดเปลี่ยนไต
10. หลังการผ่าตัดประมาณ 2 สัปดาห์คนไข้ออกจาก รพ.พร้อมไตใหม่ ชีวิตใหม่ อย่างมีความสุข
การรอเปลี่ยนไตจากผู้บริจาคที่เสียชีวิตไม่มีคิวขึ้นอยู่กับเลือดและดีเอ็นเอของผู้เสียชีวิตกับคนไข้ว่าตรงกันหรือไม่ ทุกวันนี้มีผู้บริจาคไตปีละประมาณ 100 คน 200 ไต

สามีภรรยาก็สามารถให้ไตกันได้ แม้เนื้อเยื่อไม่เหมือนกันแต่ยาดีสามารถผ่าตัดเปลี่ยนไตสำเร็จทุกราย และคนให้ไตยังสามารถมีชีวิตอยู่เหมือนคนปกติ

การซื้อขายไตมีจริงหรือไม่? ศ.นพ.โสภณ ยืนยันว่า เมืองไทยไม่มีการซื้อขายไตอย่างแน่นอน เพราะขั้นตอนการเปลี่ยนไตสลับซับซ้อน ต้องใช้ทีมแพทย์หลายคน  ผมเชื่อมั่นระบบการแพทย์ไทยว่ามีจริยธรรมที่ดีพอและหมอที่สามารถเปลี่ยนไตในประเทศไทยมีไม่ถึง 20 คน ทุกคนคงไม่กล้าเอาชื่อเสียงและอนาคตตัวเองมาเสี่ยงกับเรื่องนี้

อยากให้อธิบายการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม การล้างช่องท้องด้วยน้ำยา? ศ.นพ.โสภณ กล่าวว่า เนื่องจากหมอโรคไตมีจำนวนจำกัด การฟอกเลือดต้องมาพบหมอ ดังนั้นหมอ 1 คนอาจดูแลคนไข้ได้เพียงไม่กี่คน แต่ถ้าล้างช่องท้อง คนไข้ดูแลตัวเองที่บ้านได้  อีก 1-2 เดือนจึงมาหาหมอ  แต่ต้องคำนึงถึงความสะอาดเพราะอาจติดเชื้อได้ วิธีดังกล่าวถ้าเป็นหนุ่มสาวคงไม่เป็นไร แต่คุณลุงคุณป้าคนแก่คงลำบากหน่อย ส่วนการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียมดีในแง่ไม่ต้องมาพะวงกับการล้างช่องท้อง ทำสัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง แต่ระยะยาวสู้เปลี่ยนไตไม่ได้.

นวพรรษ บุญชาญ รายงาน

 

ที่มา: เดลินิวส์  1 กันยายน 2555

3 รู้…สู้โรคไต โดย : พญ.ปิยะธิดา จึงสมาน ศูนย์ล้างไตทางช่องท้องโรงพยาบาลบ้านแพ้ว

โรคไต ไม่ใช่มัจจุราช หากเรารู้ทันอายุก็ยืนนาน

อุบัติการณ์ของผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรัง สูงถึงร้อยละ 4.5 จากประชากรที่มีอายุมากกว่า 20 ปี ส่วนใหญ่เป็นผลมาจากโรคเบาหวาน และโรคความดันโลหิตสูง ทั้งที่ไม่ทราบมาก่อน หรือทราบแต่ไม่สามารถควบคุมได้ จนกระทั่งเป็นโรคไตวายเรื้อรังในที่สุด และยังมีโรคเกาต์ นิ่วในไต หน่วยไตอักเสบ รวมถึงอาจเกิดจากผลข้างเคียงจากการใช้ยา และสารเคมีต่างๆ ได้แก่ ยาแก้ปวดกลุ่ม “เอ็นเสด (NSAIDs)” และยาปฏิชีวนะบางตัว รวมถึงภาวะขาดเลือดไปเลี้ยงที่ไต และการเป็นมาแต่กำเนิด

กุญแจสำคัญอันจะนำไปสู่ความสำเร็จของการป้องกันโรคไตวายเรื้อรัง คือ การกระตุ้นให้ทุกคนเรียนรู้เกี่ยวกับความสำคัญของไตและโรคไต ได้แก่
1. การรู้โรค ต้องรู้ว่าโรคไตคืออะไร มีอันตรายมากน้อยแค่ไหน เมื่อเป็นแล้วมีผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยและญาติอย่างไรบ้าง เพื่อกระตุ้นจิตสำนึกและให้ความสำคัญของการป้องกันโรคไต

2. การรู้จักป้องกัน โดยต้องรู้จักวิธีการดูแลตนเอง และนำมาเป็นแนวทางปฏิบัติ โดยหลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยงต่างๆ เช่น การใช้ยาที่ไม่ทราบแหล่งที่มา โดยเฉพาะยาสมุนไพร ยาหม้อ หรือยาเม็ดลูกกลอน รวมถึงยาแผนปัจจุบันบางชนิดที่รับประทานต่อเนื่องกันเป็นเวลานาน และดูแลสุขภาพ ด้วยการดื่มน้ำสะอาดให้เพียงพอ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และบุหรี่ เลือกรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่

ที่สำคัญต้องรักษาโรคประจำตัว โดยเฉพาะผู้ที่เป็นเบาหวาน ความดันโลหิตสูง และโรคเกาต์ ผู้ป่วยกลุ่มนี้ รวมถึงผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 35 ปีขึ้นไป หรือผู้ที่มีประวัติครอบครัวเป็นโรคไต ควรได้รับการตรวจเลือดและปัสสาวะ เพื่อคัดกรองโรคไตวายเรื้อรังอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง

พร้อมกันนี้ ผู้ป่วยต้องรู้จักสังเกตสัญญาณอันตรายบ่งบอกโรคไต เพื่อยืดอายุการทำงานของไตให้ยาวนาน และยืดอายุคุณให้ยืนยาวขึ้น ดังนี้

• การเปลี่ยนแปลงของการขับถ่ายปัสสาวะ เช่น ปัสสาวะบ่อยตอนกลางคืนมากกว่าปกติโดยไม่ทราบสาเหตุ ปริมาณปัสสาวะออกน้อยลง
• มีอาการแสบร้อนเวลาถ่ายปัสสาวะ ปัสสาวะสะดุดหรือมีเศษนิ่วปนออกมา
• ปัสสาวะมีเลือดปน ปัสสาวะมีสีน้ำล้างเนื้อ หรือปัสสาวะเป็นฟอง
• การบวมของใบหน้า รอบดวงตา เท้า และท้อง กดแล้วเป็นรอยบุ๋ม
• อาการปวดเอวหรือหลังด้านข้าง (ไม่ต่ำกว่าเอวหรือไม่อยู่กลางหลัง)
• ความดันโลหิตสูง
แต่ก็มีบางคนที่เป็นไตวาย แต่ไม่แสดงอาการเหล่านี้ จึงต้องอาศัยการตรวจร่างกายและการตรวจทางห้องปฏิบัติการเพื่อวินิจฉัย

3. รู้บำบัด เมื่อป่วยเป็นโรคไตวายเรื้อรัง ผู้ป่วยต้องได้รับการบำบัดทดแทนไตเป็นประจำและต่อเนื่อง เนื่องจากโรคไตวายเรื้อรัง เป็นโรคที่มีการทำลายเนื้อไตทั้งสองข้างอย่างถาวรและต่อเนื่อง ทำให้การทำงานของไตบกพร่องมากขึ้นเรื่อยๆ โดยที่ยังไม่สามารถรักษาให้หายขาด

ในที่สุดผู้ป่วยจะเข้าสู่ภาวะ ไตวายเรื้อรังระยะสุดท้าย ผู้ป่วยจะทนทุกข์ทรมานจากอาการต่างๆ ที่เกิดจากของเสียคั่งในเลือด ซึ่งถ้าไม่รักษาโดยการบำบัดทดแทนไต ผู้ป่วยจะเสียชีวิตในระยะเวลาไม่นานนัก

อย่างไรก็ตาม ในกรณีผู้ป่วยไตวายที่ยังสูญเสียสภาพไตไม่มาก ยังไม่จำเป็นต้องบำบัดทดแทนไต แต่ต้องพยายามชะลอการเสื่อมของไตให้มากที่สุด ด้วยการปฏิบัติตัว ดังนี้

• จำกัดอาหารที่มีรสจัด เช่น เค็มจัด เปรี้ยวจัด หรือหวานจัด รวมถึง เนื้อสัตว์ต่างๆ เครื่องในสัตว์ ไข่ นม พวกผัก หัวผักกาดสีแสด ผักชี ผักที่มีใบสีเขียวเข้ม ถั่ว ผลไม้แห้งทุกชนิด เช่น ลูกเกด ลูกพรุน และกากน้ำตาล ช็อกโกแลต มะพร้าวขูด (ให้กินแต่น้อย ประมาณ 20-25 กรัมต่อวัน)

• จำกัดปริมาณน้ำดื่มในแต่ละวัน ให้เหมาะสมตามวิธีการคำนวณง่ายๆ คือ ปริมาณน้ำดื่มแต่ละวัน = ปริมาณปัสสาวะของเมื่อวาน + 500 มิลลิลิตร

• รักษาด้วยยา เช่น ยาลดความดัน ยาจับฟอสฟอรัส หรือยารักษาความเป็นกรดในเลือด

• ไม่ทำงานหนัก หรือเล่นกีฬาหักโหม อาบน้ำทุกวันโดยใช้สบู่อ่อน ทาผิวหนังด้วยน้ำมันหรือครีม เพื่อลดอาการผิวแห้งและคัน ตัดเล็บให้สั้น ทำความสะอาดปากและฟันบ่อยๆ เพื่อลดการติดเชื้อ

• หากผู้ป่วยมีอาการถึงระยะสุดท้าย ต้องบำบัดทดแทนไต ซึ่งมีอยู่ 3 วิธี คือ 1. การปลูกถ่ายไต 2. การฟอกเลือด ผู้ป่วยต้องเดินทางไปยังศูนย์ไตเทียมเพื่อฟอกเลือดทุกสัปดาห์ๆ ละ 2-3 ครั้งตลอดชีวิต และ 3. การล้างไตทางช่องท้อง ซึ่งทำได้เองที่บ้าน ลดข้อจำกัดเรื่องเวลาในการเดินทางไปพบแพทย์ และลดภาระค่าใช้จ่ายในการรักษาที่ได้รับตามสิทธิอีกด้วย โดยบรรจุอยู่ในระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า

ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ 25 พฤษภาคม 2555

การดูแลเส้นเลือดใช้ฟอกไตมิให้ตีบตัน

โรคไตวายเรื้อรังเป็นระยะสุดท้ายของความเสื่อมของไตที่ได้ถูกคุกคามจากสาเหตุต่าง ๆ ทำให้ค่อย ๆ เสื่อมเสียหน้าที่ลง การทำหน้าที่ของไตจะพลอยลดลงไปด้วย และจะค่อยเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ถ้าสาเหตุยังรุมเร้ามากขึ้น จนสุดท้ายไตจะสูญเสียหน้าที่ไปหมด ไม่สามารถขับของเสียออกจากร่างกายได้ จำเป็นต้องหาเครื่องไตเทียมมาช่วยเพื่อดึงของเสียออกจากร่างกายให้ชีวิตคงอยู่รอดปลอดภัยต่อไป

สาเหตุที่ทำให้ไตเสื่อมหน้าที่ลง ที่พบกันบ่อยคือโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง หลอดเลือดไปเลี้ยงตีบตันลง เลือดไปเลี้ยงได้ไม่เต็มที่ ทางเดินปัสสาวะอุดตันจากนิ่วไปขวางอยู่ จากยาบางชนิดที่ไตต้องทำงานมากขึ้นเพื่อขับออก และอีกหลายอย่างที่มีผลเสียต่อไต

การฟอกเลือดด้วยไตเทียม ไตเทียมจะทำหน้าที่ขับของเสียแทนไต ปี ค.ศ. 1960 ได้มีรายงานการเตรียมเส้นเลือดขึ้น AVF (Ateriovenous fistula) จะต้องหาทางนำเลือดจากร่างกายเข้าสู่เครื่องไตเทียมเพื่อฟอกเลือด แล้วนำเลือดที่ฟอกแล้วกลับเข้าสู่ร่างกายดังเดิม จึงต้องมีการเตรียมทำเส้นเลือดให้เลือดไหลเข้าร่างกายในอัตราตามต้องการ และให้ได้จำนวนพอเพียงในแต่ละครั้งด้วย

การเตรียมเส้นเลือด ต้องใช้เวลาราว 3 เดือน เพื่อให้เส้นเลือดที่เตรียมมีความพร้อมสมบูรณ์ที่สุด มีอายุใช้งานได้นานที่สุด การเลือกจะเลือกแขนข้างที่ไม่ถนัดก่อน เช่น ถนัดแขนขวาก็เอาแขนซ้าย แขนขวาไว้ใช้วัดความดันหรือเจาะเลือด เลือกเส้นเลือดบริเวณข้อมือก่อน หากไม่พอใจค่อยเลื่อนไปบริเวณข้อพับ ใช้เพียงฉีดยาชาที่แขนไม่ต้องดมยาสลบ กรีดมีดลงไปนิดเดียวหาเส้นเลือดแดงไปต่อเชื่อมเส้นเลือดดำ เลือดจะไหลจากเส้นเลือดแดงไปสู่หลอดเลือดดำจำนวนมาก ทำให้เกิดการโป่งพอง เหมาะที่จะแทงเข็มเข้าและออกได้สะดวก

ปัญหาเส้นเลือดตีบตัน เส้นเลือดถูกใช้งานถูกเข็มแทงอาทิตย์ละ 3 ครั้ง ครั้งหนึ่งเลือดต้องไหลเวียนเข้าออกราว 3 ชม. นานวันเข้าเส้นเลือดอาจตีบตัน หรือมีก้อนเลือดขวาง ทำให้ตีบตันเลือดไหลเวียนไม่สะดวก มีสถิติต่าง ๆ กันว่าจะอยู่ได้นานเท่าใด บางตำราว่า 1 ปีจะอยู่ได้ราว 70% 2 ปี 60% 3 ปี 50% บางท่านฟอกไตไป 5 ปี 10 ปี นานสุดเห็นมี 25 ปี จนกว่าจะได้เปลี่ยนไตหรือฟอกไปเรื่อย ๆ โอกาสที่เส้นเลือดตีบตันจึงมีได้ตลอด

นพ.กำธร ลีลามะลิ อายุรแพทย์ทางโรคไต รพ.ราชวิถี กรมการแพทย์ มีประสบการณ์ทางการประเมินและแก้ไข การตีบตันของเส้นเลือดที่ได้ทำการต่อกันไว้ระดับชาติ ผมได้มีโอกาสไปดูทั้งการตรวจและการแก้ไข การตรวจจะตรวจที่ห้องตรวจโรค ส่วนแก้ไขเส้นเลือดตีบตันต้องอาศัยเครื่องเอกซเรย์เข้าช่วย

คนไข้มาจากสถานที่ต่าง ๆ กันทั่วประเทศ ฟอกไตกันมายาวนาน บางท่านฟอกเพื่อรอเปลี่ยนไต บางท่านอายุมากฟอกไปเรื่อย ๆ ถูกส่งมาให้ตรวจเพราะเลือดเดินไม่ค่อยสะดวก จากเส้นเลือดดำไม่ตรงเป็นมุมหักหรือผนังหลอดเลือดยุบตัวแคบลง คล้ายเส้นเลือดแดงไปเลี้ยงหัวใจตีบเช่นกัน

ภายในห้องเอกซเรย์ คุณหมอจะแก้ไขเรื่องเส้นเลือดดำตีบ คล้ายหลอดเลือดแดงตีบเช่นกัน โดยใช้บอลลูนเข้าไปขยาย ขยายเสร็จก็เสร็จกันไม่ต้องคาขดเลือดไว้เหมือนเรื่องหัวใจ ใช้เวลานานเหมือนกันอาจถึง 2-3 ชม. คนไข้เพียงฉีดยาชาไม่เจ็บ ใจของคนไข้คงเครียดกังวลเหมือนกันอยากให้ขยายเรียบร้อยและเสร็จเร็ว ๆ

คณะทำงานของคุณหมอกำธรที่ผมได้ไปดูเมื่ออาทิตย์ที่แล้วมี พญ.ธิติยา พัววิไล, พณิญา ภังคานนท์ และ วัชรี ชลารัตน์ ฯลฯ จะทำกันทุกวันพุธ ร่วม 10 ราย ทำกันทั้งวัน ทำไปแล้วเป็นใหม่ก็มาแก้ไขกันอีก ทำกันไปเรื่อย ๆ

เส้นเลือดเทียม บางครั้งหลอดเลือดดำเกิดขัดข้อง อาจใช้การทำกราฟหรือใช้หลอดเลือดเทียมช่วย ราคาค่อนข้างสูง และโอกาสจะตันมากกว่า จะใช้เมื่อจำเป็นเท่านั้น การแก้ไขหลอดเลือดดำตีบตันเป็นเรื่องละเอียดอ่อน แม้จะรู้ว่าไม่หายขาด แต่ทุกชีวิตก็มีคุณค่า ยังเป็นประโยชน์และเป็นร่มโพธิ์ร่มไทรของครอบครัว ยิ่งอยู่นานเท่าใดครอบครัวก็มีความสุข ทีมงานนี้นับว่าเสียสละอย่างมาก

การดูแลและแก้ไขเส้นเลือดดำที่ใช้สำหรับฟอกไตเทียมตีบตัน เป็นกิจกรรมที่สำคัญมากอย่างหนึ่งที่จะช่วยให้การฟอกไตดำเนินไปด้วยความราบรื่น แม้จะรู้ว่าโรคไม่หายขาด การได้มีชีวิตอยู่กับครอบครัวได้ยาวนาน มีความสุข ทีมงานก็มีความสุขไปด้วย.

 

ที่มา: เดลินิวส์ 22 มกราคม 2555

ทุกข์ของคนเป็นโรคไตวายเรื้อรัง

ไตเป็นอวัยวะสำคัญส่วนหนึ่งของร่างกาย มีรูปร่างคล้ายเมล็ดถั่ว อยู่บริเวณหลังทั้งสองข้าง ขนาดเท่ากำปั้นมือ เวลาเกิดเป็นโรคขึ้นมา มักเป็นพร้อมกันทั้งสองข้าง ทำให้เกิดอาการเห็นเด่นชัดทันที หากไม่ได้คอยดูแลให้ดีจะทำให้อายุไม่ยืนยาว

หน้าที่ของไต คอยขับของเสียจากการเผาผลาญ มักเป็นอาหารประเภทโปรตีน คอยควบคุมปริมาณของน้ำ เกลือแร่ โดยขับออกมาทางปัสสาวะ ผลิตและควบคุมการทำงานของฮอร์โมน เช่น ฮอร์โมนควบคุมปริมาณของธาตุแคลเซียม และฮอร์โมนที่กระตุ้นการสร้างเม็ดเลือดแดง

ไตวาย เป็นอาการสุดท้ายของโรคไต เริ่มแรกจะค่อยเสียหน้าที่ก่อน การทำงานเสื่อมลง และค่อยเพิ่มมากขึ้น ระยะนานขึ้นจนเรียกไตวายเรื้อรัง มีหลายสาเหตุ อาทิ จากโรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง หลอดเลือดไปเลี้ยงไตตีบลง ทางเดินปัสสาวะอุดตันจากนิ่ว ยาบางชนิด ฯลฯ

การควบคุมดูแล ผู้ที่เป็นโรคไตวายเรื้อรัง จะต้องได้รับการดูแลทั้งชีวิตประจำวัน ความเป็นอยู่ และอาหารการกินพร้อม ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่มากในการควบคุมดูแล เช่น อาหารจะต้องเป็นพวกโปรตีนต่ำ ปลาและไข่ขาวเป็นหลัก เลี่ยงเครื่องในสัตว์ ไขมันสัตว์ กะทิ จะทำให้ไขมันสูง งดอาหารรสเค็มเพราะจะทำให้บวมขึ้น จำกัดเรื่องน้ำ ให้จำนวนลดน้อยลง เพราะไตเสื่อมขับน้ำออกได้ยาก งดพวกผลไม้ นมสด เนย และไข่แดง ฯลฯ

การรักษา เป็นการรักษาประคับประคองด้วยการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม อาทิตย์ละ 2-3 ครั้ง หรือให้ผ่านน้ำล้างทางหน้าท้อง ซึ่งสามารถฝึกทำเองที่บ้านได้ และต้องทำวันละหลายครั้ง

บังเอิญผมได้พบคนไข้ที่เป็นไตวายเรื้อรังมาเล่าทุกข์ให้ฟัง ได้ผ่านอุปสรรคต่าง ๆ มามาก เห็นว่าน่าจะเป็นประโยชน์ จึงขอถ่ายทอดมาแก่ท่านผู้อ่าน

คุณฉันทนา อายุ 60 ปี เมื่อประมาณ 20 ปีมาแล้ว เริ่มสังเกตเห็นว่าสุขภาพตัวเองเปลี่ยนไป เหนื่อยง่าย ปัสสาวะบ่อย ปัสสาวะเป็นฟอง กลางคืนที่เคยนอนหลับดีกลับไม่ค่อยหลับ ไปปรึกษาแพทย์ ตรวจพบปัสสาวะมีเม็ดเลือดแดง หน้าที่ของไตเสื่อมลง creatinine ปกติไม่เกิน 1.2 ขึ้นมา 3.3 เริ่มรู้แล้วว่าเป็นโรคไตมานานและค่อย ๆ เพิ่มขึ้นมาเรื่อย ๆ

อาการที่ค่อยเด่นชัด คือบวมที่เท้าเกิดตะคริวบ่อย ซีดลงเห็นได้ชัด จากฮอร์โมนกระตุ้นสร้างเม็ดเลือดแดงลดน้อยลง ผิวจะเป็นสีคล้ำดำจากของเสียคั่งไตขับไม่ออก แพทย์ได้จำกัดน้ำกิน กินวันละ 500 ซีซี กินปลา ไข่ขาวเป็นหลัก ผักสดสีเขียวแก่, ยอดผักงด เริ่มไปจองเตียงเพื่อฟอกเลือด และเตรียมไปทำการต่อเส้นเลือด เพื่อแทงเข็มเวลาฟอกเลือดล่วงหน้าไว้ 3 เดือน

ทุกข์ของคนไข้ ในช่วงนี้ที่เปลี่ยนจากปกติไป อาหารต้องควบคุมให้โปรตีนต่ำ ยอดผักสดงดกลัวยูริกสูง เดินทางไปไหนลำบาก เพลีย เท้าบวม เหนื่อยง่ายไม่แข็งแรง ผิวหนังสีดำคล้ำขึ้น คล้ายของเสียมาติดแถวผิวหนังถูกขับออกไม่ได้ จำกัดน้ำกิน กระหายมาก แม้จะกินยาต้องกินน้ำน้อย ๆ กลางคืนนอนไม่ค่อยหลับทำให้เพลีย ความดันขึ้นสูงตลอด และความจำช้ามาก จำอะไรไม่ค่อยได้

ฟอกเลือดด้วยไตเทียม ต้องมารับการฟอกเลือดอาทิตย์ละ 3 ครั้ง ปัสสาวะไม่ค่อยออกเลยระยะนี้ เพราะน้ำถูกฟอกออกไปหมด ได้จองคิวเพื่อเปลี่ยนไตไว้ ระลึกถึงพระคุณผู้ที่ยอมสละไตให้ ได้แก่ คุณแม่ พี่ชาย และลูกทั้งสองคน เตรียมจองเตียงนัดเข้าอยู่โรงพยาบาลเพื่อเปลี่ยนไตไว้เรียบร้อย พอใกล้วันทำไปบอกเลิก เพราะคิดว่าทุกคนก็รักชีวิต ไม่ควรไปเอาเปรียบเขา รอฟอกเลือดไปก่อน ราว 4 ปี จึงได้ไตจากทางกาชาด และได้เปลี่ยนไตเป็นที่เรียบร้อย บางท่านฟอกนานถึง 25 ปี

ชีวิตหลังเปลี่ยนไต ได้เปลี่ยนมา 10 ปี ทุกอย่างเข้าที่เหมือนเดิม ต้องนึกไว้เสมอว่าภูมิต้านทานต่ำ ติดเชื้อโรคง่าย เพราะต้องกินยากดภูมิต้านทานไว้ด้วยไตเป็นของคนอื่น ได้ใช้ชีวิตใกล้เคียงปกติ เคยชอบเที่ยวชอบเดินทางก็ไปกับกลุ่มเพื่อนฝูงได้สมใจด้วยความระมัดระวังตลอด

คนไข้โรคไตวายเรื้อรัง ชีวิตต้องทุกข์ระหว่างรอฟอกเลือดเพื่อเปลี่ยนไต จึงต้องระวังดูแลสุขภาพให้ดี หากรู้สึกร่างกายผิดปกติต้องรีบปรึกษาแพทย์เพื่อให้ชีวิตได้มีสุขภาพดียืนยาว.

 

ที่มา: เดลินิวส์ 8 มกราคม 2555