รณรงค์คนไทยตื่นตัวรับมือโรคไตวาย

bangkokbiznews130425_001ไต (Kidney) เป็นอวัยวะในร่างกายอยู่ด้านข้างของกระดูกสันหลัง บริเวณบั้นเอว มีอยู่สองข้าง รูปร่างคล้ายเมล็ดถั่ว ทำหน้าที่ กำจัดของเสียออกจากร่างกาย , ควบคุมสมดุล น้ำ เกลือ และแร่ธาตุอื่นๆ , สร้างฮอร์โมนและเอนไซม์ที่มีความสำคัญต่อร่างกาย เช่น ในขบวนการสังเคราะห์วิตามินดี ช่วยในการควบคุมแคลเซียมและฟอสฟอรัส, Erythropoietin ซึ่งมีส่วนช่วยในการสร้างเม็ดเลือดแดงและ renin ในการควบคุมความดันโลหิต ไตจะทำหน้าที่กรองของเสียจากร่างกาย ในหนึ่งวันไตต้องกรองเลือดมากถึง 180 ลิตร หรือ เลือดในร่างกายเราต้องกรองผ่านไตถึงวันละ 50 ครั้ง และช่วยควบคุมระดับน้ำในร่างกาย โดยการขับน้ำส่วนเกินออกมาเป็นปัสสาวะ คอยควบคุมระดับเกลือแร่ต่าง ๆ ในร่างกาย ถ้าเกลือแร่เสียสมดุล เซลล์หรืออวัยวะต่าง ๆ จะไม่สามารถทำงานได้ หากผิดปกติมาก ๆ อาจทำให้เสียชีวิตได้ ช่วยร่างกายควบคุมความดันโลหิต ผู้ป่วยโรคไตมักมีความดันโลหิตสูงยากต่อการควบคุม นอกจากนี้ไตยังช่วยร่างกายในการเสริมสร้างกระดูกให้แข็งแรง โดยมีส่วนร่วมในการสังเคราะห์ วิตามินดี และช่วยร่างกายในการสร้างเลือดโดยการผลิตฮอร์โมนที่จำเป็นต่อการสร้างเม็ดเลือดแดง อีกด้วย

โรคไตชนิดเรื้อรัง คือ ภาวะที่มีการทำงานของไตค่อย ๆ ลดลงอย่างช้า ๆ ในเวลาหลายเดือนหรือเป็นปี จนกระทั่งสูญเสียหน้าที่อย่างถาวร โดยมีสาเหตุมาจากการเสื่อมตามอายุหรือมีสาเหตุอื่นที่พบได้บ่อย เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคแพ้ภูมิตัวเอง ถุงน้ำในไต เป็นต้น

ปัจจุบันมีการแบ่งระยะของโรคไตเรื้อรังออกเป็น 5 ระยะ(ตารางที่ 1) ตามอัตราการกรองของไต ซึ่งวิธีการคำนวนมีหลายวิธี ปัจจุบันนิยมใช้ CKD EPI Creatinine เนื่องจากมีความถูกต้องแม่นยำสูง ในปีหนึ่งมีผู้ป่วยเป็นจำนวนนับล้าน ทั่วโลกที่เสียชีวิตก่อนวัยอันควรเนื่องจากภาวะแทรกซ้อนจากโรคไตเรื้อรัง ร้อยละ 8-10 ของกลุ่มประชากรผู้ใหญ่ มักจะมีความผิดปกติอย่างใดอย่างหนึ่งของไต ซึ่งส่วนใหญ่มีสาเหตุเกิดจากโรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดโรคไตเรื้อรัง โดยเฉพาะในผู้สูงอายุทั่วโลก

โดยผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังระยะแรก ๆ มักจะไม่มีอาการผิดปกติใด ๆ ทำให้สูญเสียโอกาสสำคัญในการรักษาโรค ดังนั้น การตรวจหาโรคไตจึงเป็นสิ่งสำคัญ เราสามารถตรวจโดยการตรวจเลือด เพื่อดูค่า ครีเอตินีน(Creatinine) ซึ่งเป็นของเสียที่ไตขับออกมาในปัสสาวะ เพื่อคำนวณค่าการทำงานของไต (estimated Glomerular Filtration Rate) และ ตรวจวิเคราะห์ปัสสาวะ (Urinalysis) และตรวจปัสสาวะเพื่อวัดปริมาณโปรตีน/ไข่ขาวปัสสาวะ (Urine microalbumin to creatinine ratio) โดยกลุ่มเสี่ยงที่ควรได้รับการตรวจหาโรคไต ได้แก่ ผู้ป่วยโรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง ผู้ที่เป็นโรคอ้วน ผู้ที่สูบบุหรี่ ผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไป ผู้ที่มีประวัติครอบครัวที่มี โรคไต โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง

การวินิจฉัยโรคไตเรื้อรัง แพทย์จำเป็นต้องได้ประวัติครบถ้วนเนื่องจากการวินิจฉัยต้องอาศัยระยะเวลาที่ป่วย อย่างน้อยสามเดือน ร่วมกับอัตราการกรองของไตลดน้อยกว่า 60 มล/นาที/1.73 ตารางเมตร หรือมีหลักฐานอื่นที่แสดงว่าไตมีการถูกทำลาย เช่น ผลชิ้นเนื้อของไต หรือ โปรตีนรั่วในปัสสาวะมากกว่าเกณฑ์มาตรฐาน หรือ ตรวจปัสสาวะพบเม็ดเลือดที่มากกว่าเกณฑ์มาตรฐาน หรือ มีภาพถ่ายทางรังสีพบว่า ไตมีขนาดเล็ก มีถุงน้ำ เล้นเลือดที่ไปเลี้ยงไตตีบ เป็นต้น ดังนั้นผู้ป่วยจำเป็นต้องให้ความร่วมมือกับแพทย์ เพื่อให้ได้การวินิจฉัยที่ถูกต้องแม่นยำ

อาการของโรคไตเรื้อรัง โดยส่วนใหญ่ถ้าเป็นโรคไตเรื้อรังระยะ 1 , 2 และ 3 มักมีอาการแสดงเล็กน้อย ซึ่งเราสามารถสังเกตได้เบื้องต้นดังนี้

1. บวม มักจะบวมทั้งตัว ระยะแรกอาจมีเพียงการบวมที่หนังตา และใบหน้า อาจจะรู้สึกว่าแหวนหรือรองเท้าคับขึ้น ต่อมาจะมีการบวมที่ขาและเท้าทั้งสองข้าง ถ้าบวมไม่มากอาจสังเกตไม่เห็น ลองใช้นิ้วกดที่หน้าแข้งสักพักแล้วปล่อยจะมีรอยบุ๋มอยู่แสดงว่า บวม

2. ปัสสาวะเป็นฟอง เกิดจากมีโปรตีนรั่วออกมาในปัสสาวะ

3. ปัสสาวะเป็นเลือด ปัสสาวะคนเราจะมีสีเหลืองใส อาจมีสีเข้มขึ้นเล็กน้อยถ้าดื่มน้ำน้อย ถ้าปัสสาวะที่ออกมามีสีออกแดงหรือเป็นแบบสีน้ำส้างเนื้อแสดงว่ามีเลือดออกจากทางเดินปัสสาวะ คนปกติไม่ควรมีปัสสาวะเป็นเลือด ในผู้ป่วยหญิงการเก็บปัสสาวะต้องเก็บหลังหมดประจำเดือน 5 – 7 วัน

4. ปัสสาวะบ่อย คนเราแต่ละคนจะมีความถี่บ่อยของการปัสสาวะแตกต่างกัน ขึ้นกับการฝึกหรือนิสัยส่วนตัว รวมทั้งปริมาณน้ำที่ดื่มและน้ำที่เสียไปทางเหงื่อกับอุจจาระ การที่มีปัสสาวะบ่อยกว่าที่เคยเป็นอยู่ ในระยะเริ่มต้นอาจสังเกตได้ไม่ชัดเจน อาการที่ต้องนึกถึงว่ามีปัสสาวะบ่อยผิดปกติก็คือ การตื่นขึ้นมาปัสสาวะตอนกลางคืน

5. ปัสสาวะน้อยลง เมื่อคนเราดื่มน้ำมากปริมาณปัสสาวะมักจะมากขึ้น เมื่อดื่มน้ำน้อยปัสสาวะก็มักจะน้อยลงเช่นกัน แต่หากดื่มน้ำมากแต่ปัสสาวะไม่ออกมากตามหรือปัสสาวะไม่ออกเลย มักเกิดจากการทำงานของไตเสียไป ดังนั้นเมื่อสังเกตว่าปัสสาวะน้อยลงให้ลองรับประทานน้ำเพิ่มขึ้นและสังเกตว่ามีปัสสาวะมากขึ้นหรือไม่ หากยังคงมีปัสสาวะออกน้อยถึงแม้จะดื่มน้ำมากขึ้นแล้วควรรีบมาปรึกษาแพทย์เพื่อให้การรักษาโดยทันที

อาการดังกล่าวจะรุนแรงขึ้นในระยะที่ 4 และ 5 ร่วมกับมีอาการอื่นๆ เช่น คลื่นไส้อาเจียน ซีด อ่อนเพลีย คัน เสื่อมสมรรถภาพทางเพศ มีภาวะน้ำเกิน สับสน เป็นต้น

แนวทางการรักษาโรคไต จะใช้ยากลุ่มที่ block Renin-Angiotensin System เช่น ยากลุ่ม ACE Inhibitors, ARBs ที่มีการใช้มากกว่า 10 ปี ในการรักษา โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ โรคไต อย่างมีประสิทธิภาพ ส่วนการที่จะชะลอโรคไตให้เสื่อมช้าลง สามารถทำได้โดย ควบคุมความดันโลหิต โดยให้ ความดันโลหิตลดลงมาอยู่ในเกณฑ์ปกติในระดับ 130/80 มม. ปรอท ลดโปรตีนในปัสสาวะให้น้อยกว่า 0.5 กรัมต่อวัน โดยใช้ยาลดความดันโลหิตกลุ่ม ACEI, ARB ถ้าเป็นเบาหวานให้ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้น้อยกว่า 130 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร ควบคุมระดับไขมันในเลือด ควบคุมความเข้มข้นของเลือดไม่ให้จางจนเกินไป ควบคุมน้ำหนักตัวให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม ควบคุมอาหาร โดยเฉพาะ เกลือ หรือ ความเค็มของอาหาร อาหารไขมันสูง ออกกำลังกายสม่ำเสมอ หยุดสูบบุหรี่ ดื่มน้ำอย่างน้อย 1.5-2 ลิตร ต่อวัน หลีกเลี่ยงการใช้ยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs, COX-2 Inhibitorsหลีกเลี่ยงการใช้ยาสมุนไพรและถ้าไม่สามารถชะลอโรคไตเรื้อรังได้ ควรเตรียมการรักษาด้วยวิธี การฟอกเลือด การล้างไตทางช่องท้อง หรือการปลูกถ่ายไตตามความเหมาะสม

ที่มา : กรุงเทพธุรกิจ 25 เมษายน 2556

Advertisements

เปลี่ยนไต

การผ่าตัดเปลี่ยนไต หรือการปลูกถ่ายไต เป็นวิธีการที่ดีที่สุดในการบำบัดรักษาผู้ป่วย “โรคไตวายเรื้อรังระยะสุดท้าย”  ซึ่งเป็นที่ยอมรับทั่วโลกว่าดีกว่าการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม หรือการล้างช่องท้องด้วยน้ำยา

ศ.นพ.โสภณ จิรสิริธรรม ประธานโครงการปลูกถ่ายไต คณะแพทยศาสตร์  รพ.รามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล บอกว่า   สาเหตุของโรคไตวายเรื้อรังระยะสุดท้ายในประเทศไทย คือ โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง และไตอักเสบเรื้อรัง สะท้อนว่าบ้านเราควบคุมเบาหวานและความดันไม่ดี ทำให้ไตพังไปด้วย

การเปลี่ยนไต ต้องมีข้อบ่งชี้คือเป็นโรคไตวายเรื้อรังระยะสุดท้าย หมายความว่า ไตทำงานต่ำกว่า 10% หรือเริ่มมีอาการของโรคไต เช่น กินไม่ได้ นอนไม่หลับ อึดอัด กระสับกระส่าย คนไข้กลุ่มนี้เปลี่ยนไตจบเลย

คนที่เป็นโรคไตวายเรื้อรังระยะสุดท้ายที่มาเปลี่ยนไต อายุเฉลี่ยประมาณ 40 ปี  กำลังเป็นกำลังสำคัญของสังคม บางคนกว่าจะรู้ตัวว่าเป็นโรคไตมันไม่ได้เตือนล่วงหน้า วันดีคืนดีไปตรวจร่างกายพบไตพังหมดแล้ว

การเปลี่ยนไตจึงเป็นเหมือนปาฏิหาริย์ที่นำเอาไตออกจากร่างคนหนึ่ง ไปใส่ให้กับอีกคนหนึ่งแล้วไตทำงานได้

รพ.รามาธิบดีผ่าตัดเปลี่ยนไตปีละ 70-100 ราย เป็น รพ.แห่งเดียวในประเทศไทยที่สามารถเปลี่ยนไตเกิน 100 รายต่อปี เพราะมีทีมงานที่เข้มแข็งเกือบ 50 คน ทั้งศัลยแพทย์ ศัลยแพทย์ทางเดินปัสสาวะ อายุรแพทย์ อายุรแพทย์โรคไต อายุรแพทย์โรคไตเด็ก  พยาธิแพทย์ และพยาบาล ทุกคนทำงานโดยไม่ได้หวังชื่อเสียง เงินทอง โดย รพ.รามาธิบดีทำการผ่าตัดเปลี่ยนไตให้ผู้ป่วยรายแรกอายุ 26 ปี 6 เดือน เมื่อวันที่ 19 ก.พ. 2519 นำทีมโดย ศ.นพ.ไพฑูรย์ คชเสนี ตอนนี้คนไข้ยังมีชีวิตอยู่ และแข็งแรงดี

ผลสำเร็จในการเปลี่ยนไตของ รพ.รามาธิบดีเทียบได้กับมาตรฐานสากล ในกรณีที่ได้ไตจากผู้บริจาคเสียชีวิตความสำเร็จอยู่ประมาณ 96% แต่ถ้าเป็นไตที่บริจาคจากญาติความสำเร็จอยู่ที่ประมาณ 99% โครงการเปลี่ยนไต รพ.รามาธิบดีทำมา 26 ปีสามารถเปลี่ยนไตให้คนไข้ไปแล้ว 1,522 คน โดยไม่ได้เลือกชั้นวรรณะ หรือฐานะ คนไทยทุกคนมีสิทธิเข้ารับบริการปลูกถ่ายไต โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใด ๆ ตลอดจนค่ายาตลอดชีวิต

ปัจจุบันประเทศไทยมีคนไข้โรคไตวายเรื้อรังระยะสุดท้ายประมาณ 4 หมื่นคน ในจำนวนนี้มาขึ้นทะเบียนรอเปลี่ยนไตประมาณ 4,000 คน โดยในจำนวน 4,000 คน ได้รับการผ่าตัดเปลี่ยนไตแล้ว 400 คนอีกกว่า 3.9 หมื่นคนยังคงทนทุกข์ทรมานรอการเปลี่ยนไตอยู่ เฉพาะที่ รพ.รามาธิบดีมีคนไข้รอคิวกว่า 700 คน

ขั้นตอนการเปลี่ยนไต มีดังนี้

1. ขอให้ผู้ที่ต้องการจะเปลี่ยนไต มีความตั้งใจ เข้าใจ การเปลี่ยนไต
2. ปรึกษาขอใบส่งตัว จากอายุรแพทย์โรคไตประจำตัว
3. พอมาถึง รพ.รามาธิบดี จะให้พบกับแพทย์โรคไต และศัลยแพทย์เพื่อกลั่นกรองว่าเหมาะจะรับการผ่าตัดเปลี่ยนไตหรือไม่ ถ้าไม่เหมาะก็ปฏิเสธไป เช่น เป็นมะเร็ง เป็นเอดส์ อายุมากแล้ว
4. ตรวจเลือด ตรวจปัสสาวะ เอกซเรย์ ตรวจคลื่นหัวใจ อย่างละเอียด
5. ติดต่อพยาบาลประสานงานชั้น 3 ตึกฉุกเฉินเก่า 0-2201-1661-2
6. ดำเนินการด้านเอกสารตามสิทธิต้นสังกัด โดยการเดินเอกสารต่าง ๆ ต้องแล้วเสร็จภายใน 2 สัปดาห์
7. เจาะเลือด ตรวจเนื้อเยื่อ ถ้ารอไตจากผู้บริจาคที่เสียชีวิตก็ต้องขึ้นทะเบียนรอ แต่ถ้าเป็นไตที่ได้จากญาติหรือสามีภรรยาสามารถนัดวันเปลี่ยนไตได้เลย ตอนนี้คิวจองถึงเดือน ต.ค.
8. เตรียมร่างกาย จิตใจ ความพร้อม เพื่อเปลี่ยนไต (ส่งเลือดทุกเดือน)
9. ผ่าตัดเปลี่ยนไต
10. หลังการผ่าตัดประมาณ 2 สัปดาห์คนไข้ออกจาก รพ.พร้อมไตใหม่ ชีวิตใหม่ อย่างมีความสุข
การรอเปลี่ยนไตจากผู้บริจาคที่เสียชีวิตไม่มีคิวขึ้นอยู่กับเลือดและดีเอ็นเอของผู้เสียชีวิตกับคนไข้ว่าตรงกันหรือไม่ ทุกวันนี้มีผู้บริจาคไตปีละประมาณ 100 คน 200 ไต

สามีภรรยาก็สามารถให้ไตกันได้ แม้เนื้อเยื่อไม่เหมือนกันแต่ยาดีสามารถผ่าตัดเปลี่ยนไตสำเร็จทุกราย และคนให้ไตยังสามารถมีชีวิตอยู่เหมือนคนปกติ

การซื้อขายไตมีจริงหรือไม่? ศ.นพ.โสภณ ยืนยันว่า เมืองไทยไม่มีการซื้อขายไตอย่างแน่นอน เพราะขั้นตอนการเปลี่ยนไตสลับซับซ้อน ต้องใช้ทีมแพทย์หลายคน  ผมเชื่อมั่นระบบการแพทย์ไทยว่ามีจริยธรรมที่ดีพอและหมอที่สามารถเปลี่ยนไตในประเทศไทยมีไม่ถึง 20 คน ทุกคนคงไม่กล้าเอาชื่อเสียงและอนาคตตัวเองมาเสี่ยงกับเรื่องนี้

อยากให้อธิบายการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม การล้างช่องท้องด้วยน้ำยา? ศ.นพ.โสภณ กล่าวว่า เนื่องจากหมอโรคไตมีจำนวนจำกัด การฟอกเลือดต้องมาพบหมอ ดังนั้นหมอ 1 คนอาจดูแลคนไข้ได้เพียงไม่กี่คน แต่ถ้าล้างช่องท้อง คนไข้ดูแลตัวเองที่บ้านได้  อีก 1-2 เดือนจึงมาหาหมอ  แต่ต้องคำนึงถึงความสะอาดเพราะอาจติดเชื้อได้ วิธีดังกล่าวถ้าเป็นหนุ่มสาวคงไม่เป็นไร แต่คุณลุงคุณป้าคนแก่คงลำบากหน่อย ส่วนการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียมดีในแง่ไม่ต้องมาพะวงกับการล้างช่องท้อง ทำสัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง แต่ระยะยาวสู้เปลี่ยนไตไม่ได้.

นวพรรษ บุญชาญ รายงาน

 

ที่มา: เดลินิวส์  1 กันยายน 2555

3 สาเหตุ ไตป่วย

คนส่วนใหญ่มักรู้และเข้าใจว่า การกินอาหารรสจัด โดยเฉพาะรสเค็ม และพฤติกรรมดื่มน้ำน้อยเกินไป เป็นปัจจัยเสี่ยงให้เกิดโรคไต ส่วนผู้ที่ป่วยด้วยโรคไตแล้ว ก็จะต้องดูแลเรื่องอาหารการกิน ต้องหลีกเลี่ยงอาหารที่มีโซเดียมสูง แต่น้อยคนที่จะรู้ถึงสาเหตุภายในที่ทำให้เกิดโรคไต

เมื่อไม่นานมานี้ ที่งาน “รักไต ใส่ใจสุขภาพ” ผศ.พญ.เสาวลักษณ์ ชูศิลป์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคไต โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ เผยว่า สาเหตุของโรคไตที่พบบ่อย มี 3 สาเหตุหลัก ๆ คือ เส้นเลือดที่มาหล่อเลี้ยงไตเกิดตีบตัน ทำให้เลือดมาเลี้ยงไม่สะดวก เรียกว่า ไตขาดเลือด

สาเหตุต่อมา ตัวเนื้อไตเกิดการอักเสบ เนื่องจากเส้นเลือดฝอยในไตอักเสบติดเชื้อ หรือแพ้ยาบางชนิด และสาเหตุสุดท้าย ปัญหาจากท่อส่งปัสสาวะ หรือกระเพาะปัสสาวะ เช่น เกิดการตีบตันจากนิ่วหรือต่อมลูกหมากโต ส่งผลให้เกิดความดันไปยังไต

ทั้งนี้ ผศ.พญ.เสาวลักษณ์ ระบุถึงอาการเตือนโรคไต ที่คนทั่วไปสามารถสังเกตได้นั้น มีทั้งการปัสสาวะขัด รู้สึกปวดแสบต้องเบ่งนาน ปัสสาวะน้อย มีสีขุ่นหรือเป็นเลือด ตัวบวม ซีด ความดันโลหิตสูง ปวดหลัง มีไข้ คลื่นไส้ อาเจียน กินไม่ได้ อ่อนเพลีย ดังนั้น ผู้ที่พบว่า ตนเองมีอาการดังกล่าว ควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจดูว่า ไตมีความผิดปกติหรือไม่

อย่างไรก็ตาม การตรวจสุขภาพประจำปี เป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยให้รู้ทันโรคไต รู้ว่าไตมีความบกพร่องหรือไม่ ซึ่ง ผศ.พญ.เสาวลักษณ์ บอกว่า โดยเฉพาะการเก็บตัวอย่างปัสสาวะ สามารถนำไปตรวจให้รู้ว่ามีเลือดปนออกมาด้วยหรือไม่ และการตรวจเลือด เพื่อดูค่า BUN (Blood Urea Nitrogen : บลัด ยูเรีย ไนโตรเจน) เป็นการประเมินประสิทธิภาพไตในการล้างของเสียหากผิดปกติ จะพบว่า ในเลือดมีของเสียปน

ด้านงาน “วันไตโลก ปี 2555” สมาคมโรคไตแห่งประเทศไทยร่วมกับหน่วยงานต่างๆ ผศ.นพ.สุรศักดิ์ กันตชูเวสศิริประธานอนุกรรมการป้องกันโรคไตเรื้อรัง สมาคมโรคไตฯ เล่าสถานการณ์โรคไตว่า ปัญหาโรคไตเรื้อรังรวมทั้งโรคไตวายระยะสุดท้ายเป็นปัญหาทางสาธารณสุขที่สำคัญของประเทศ เนื่องจากมีอัตราการเสียชีวิตที่สูงมาก โดยเฉพาะในปัจจุบันมีผู้ป่วยไตวายเรื้อรังระยะสุดท้ายมากกว่า 30,000 รายในประเทศไทย ทว่าในแต่ละปีมีผู้บริจาคอวัยวะเพียงปีละไม่ถึง 200 รายเท่านั้น ทำให้ผู้ป่วยจำนวนมากยังรอรับการบริจาคไตและมีไม่น้อยที่เสียชีวิตไประหว่างการรอรับอวัยวะบริจาค

ผศ.นพ.สุรศักดิ์ จึงอยากรณรงค์และเชิญชวนให้ประชาชนร่วมบริจาคไต เพราะการบริจาคไต ช่วยได้ 2 ชีวิต ซึ่งไตทั้ง 2 ข้างของผู้บริจาคจะถูกนำไปให้กับผู้รับบริจาคข้างละคน ทั้งนี้การปลูกถ่ายไตเป็นวิธีการรักษาที่ดีที่สุดในการช่วยผู้ป่วยโรคไตระยะสุดท้าย

ผู้ที่มีความประสงค์บริจาคไต แสดงความจำนงด้วยตัวเอง ณ ศูนย์รับบริจาคอวัยวะ สภากาชาดไทย กรุงเทพฯ กรณีอยู่ต่างจังหวัดสามารถสมัครได้ที่กาชาดจังหวัดหรือดาวน์โหลดแบบฟอร์มจากเว็บไซต์ของศูนย์รับบริจาคอวัยวะ สภากาชาดไทย http://www.organdonate.in.th ทั้งนี้ ศูนย์รับบริจาคอวัยวะ สภากาชาดไทยจะเป็นผู้ทำหน้าที่จัดสรรไตไปยังผู้ป่วยที่รอไต โดยพิจารณาจากลักษณะเนื้อเยื่อที่มีความใกล้เคียงหรือตรงกับผู้ที่รอรับบริจาคอวัยวะมากที่สุด

สำหรับระบบการดำเนินการแจกจ่ายอวัยวะในประเทศไทยเป็นระบบที่โปร่งใส มีการวินิจฉัยการตายก่อนนำอวัยวะออกจากผู้บริจาคตามหลักกฎหมายและวิชาการซึ่งได้รับการยอมรับในระดับสากล ดำเนินการและควบคุมโดยสภากาชาดไทย ภายใต้ข้อบังคับแพทย์สภาซึ่งเป็นองค์กรที่ไม่มีส่วนได้เสียหรือหวังผลกำไร.

ทีมเดลินิวส์ออนไลน์
takecareDD@gmail.com

 

ที่มา: เดลินิวส์ 19 มีนาคม 2555

การดูแลและรักษาโรคไตวาย…กับบริบทของคนไทย

ทุกวันพฤหัสบดีที่ 2 ของเดือนมีนาคมของทุกปี สมาคมโรคไตนานาชาติได้กำหนดให้เป็น “วันไตโลก” เพื่อรณรงค์ให้คนทั่วโลกตระหนักถึงอันตราย และร่วมหาแนวทางป้องกันการเกิดโรคไตวายเรื้อรัง โดยในปี 2555 นี้ ตรงกับวันพฤหัสบดีที่ 8 มีนาคม จะมุ่งรณรงค์ภายใต้แนวคิด “Donate Kidneys for Life Receive” ให้มีการส่งเสริมการบริจาคไตให้มากขึ้น เพื่อให้ชีวิตใหม่แก่ผู้ป่วยโรคไตวายระยะสุดท้าย ซึ่งการปลูกถ่ายไตนับเป็นการรักษาโรคไตวายเรื้อรังที่ดีที่สุด ช่วยให้ผู้ป่วยแข็งแรงขึ้นและสามารถกลับไปใช้ชีวิตที่ดีขึ้นได้ แต่ในประเทศไทยเรายังมีข้อจำกัดเรื่องผู้บริจาคไต ในแต่ละปีมีผู้บริจาคอวัยวะเพียงปีละไม่ถึง 200 รายเท่านั้น ทำให้มีผู้ป่วยรอรับบริจาคไตอีกเป็นจำนวนมาก และมีผู้เสียชีวิตระหว่างการรอรับอวัยวะบริจาคไตอีกจำนวนไม่น้อย ดังนั้น ระหว่างรอรับบริจาคไต ผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรังระยะสุดท้าย ควรได้รับการดูแลบำบัดทดแทนไตอย่างเหมาะสม เพื่อการมีคุณภาพชีวิตที่ดีมีชีวิตที่ยืนยาว ไม่เป็นภาระกับครอบครัวและคนรอบข้าง

ควรบำบัดทดแทนไตด้วยวิธีไหน?

ข้อมูลจาก รศ.พญ.สิริภา ช้างศิริกุลชัย หัวหน้าโครงการ PD Service and Training Center ศูนย์การแพทย์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ระบุว่าสำหรับการบำบัดทดแทนไตมี 3 วิธี คือ

1. การฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม (Hemodialysis หรือ HD)
2. การล้างไตทางช่องท้อง (Peritoneal Dialysis หรือ PD)
3. การปลูกถ่ายไตใหม่ (Kidney transplantation หรือ KT)

ซึ่งแต่ละวิธีจะมีผลดีผลเสียแตกต่างกัน ถ้าผู้ป่วยไม่มีปัญหาโรคประจำตัวอะไรเลย สามารถรักษาได้ทั้ง 3 วิธี ส่วนผู้ป่วยที่มีปัญหาเรื่องโรคหัวใจและหลอดเลือด หรือในผู้สูงอายุ การล้างไตทางช่องท้องจะเหมาะสมกว่าการฟอกเลือด เพราะการฟอกเลือดจะต้องมีการต่อสายเข้ากับเส้นเลือด ซึ่งในผู้สูงอายุส่วนใหญ่จะมีปัญหาเรื่องของหลอดเลือด และผู้ป่วยที่มีความดันโลหิตสูงหรือโรคเบาหวานนั้น จะหาเส้นเลือดได้ค่อนข้างยาก ส่วนข้อจำกัดของการล้างไตทางช่องท้องคือ ผู้ป่วยที่มีการผ่าตัดแล้วเกิดพังผืดในหน้าท้องอย่างมาก หรือผู้ที่เคยมีประวัติการผ่าตัดลำไส้ทะลุ จะไม่สามารถล้างไตทางช่องท้องได้ สำหรับการปลูกถ่ายไตนั้น เหมาะสำหรับคนที่มีอายุไม่มากนักเพราะต้องมีไตที่บริจาคให้โดยญาติพี่น้องที่เป็นสายตรง ถึงจะสามารถรับการรักษาได้ ล้างไตทางช่องท้อง vs ฟอกเลือด

ในระหว่างที่ยังไม่ได้รับการปลูกถ่ายไตใหม่นั้น ผู้ป่วยต้องบำบัดทดแทนไตไปตลอดชีวิต ซึ่งทำได้ 2 วิธีคือ การฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียมและการล้างไตทางช่องท้อง ทั้งสองวิธีไม่ทำให้หายจากโรคไตวาย แต่เป็นการทำงานแทนไต คือ ล้างเอาน้ำและของเสียออกจากร่างกาย เมื่อหยุดล้างไต ของเสียในเลือดก็จะสะสมขึ้นมาอีก เพราะฉะนั้น ผู้ป่วยไตวายเรื้อรัง จึงต้องล้างไตเป็นประจำ เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีและให้มีชีวิตอยู่ได้เช่นคนทั่วไป ซึ่งการล้างไตทางช่องท้อง (PD) นั้น ภาครัฐได้กำหนดให้เป็นนโยบาย “PD first policy” ภายใต้สิทธิหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้ามาตั้งแต่ต้นปี พ.ศ. 2551 โดยผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรังระยะสุดท้ายจะได้รับบำบัดทดแทนไตด้วยการล้างไตทางช่องท้องเป็นอันดับแรก และเบิกค่ารักษาได้เต็มจำนวน ซึ่งพบว่าภายหลังมีนโยบายนี้ ช่วยให้ผู้ป่วยโรคไตเข้าถึงการรักษาได้มากขึ้น มีคุณภาพชีวิตที่ดีและมีชีวิตยืนยาวขึ้น

ข้อมูลจากสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ในการเสวนา “4 ปีกับทิศทางและนโยบายการล้างไตทางช่องท้อง เพื่อชีวิตอิสระผู้ป่วยไตวายในระยะสุดท้าย” ณ  ม.ศรีนครินทรวิโรฒประสานมิตร เมื่อเร็ว ๆ นี้ ระบุว่าปัจจุบันคนไทยส่วนใหญ่ยังคุ้นเคยกับการฟอกเลือดและมีความเชื่อว่าการฟอกเลือด (HD) ดีกว่าการล้างไตทางช่องท้อง (PD) และเจ้าหน้าที่บางท่านก็ยังมีความนิยมที่จะทำ HD มากกว่า PD อยู่ แต่ในความเป็นจริงแล้ว ข้อมูลทางด้านทางการแพทย์จะให้ผลการรักษาไม่แตกต่างกัน แต่การทำ PD จะช่วยให้ผู้ป่วยมีความสะดวกมากกว่า และสอดคล้องกับบริบทของสังคมไทยที่ส่วนใหญ่เป็นสังคมชนบท เพราะวิธีนี้ผู้ป่วยสามารถทำได้เองที่บ้าน ทำให้ประหยัดค่าเดินทางและค่ารักษาทางการแพทย์ ทำให้ผู้ป่วยสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้ใกล้เคียงปกติ และบางคนสามารถทำงานได้เป็นปกติสามารถหารายได้เลี้ยงครอบครัวได้ อีกทั้ง PD ยังเหมาะสมกับสภาพเศรษฐกิจ และระบบสาธารณสุขของไทยในปัจจุบันที่ขาดแคลนบุคลากรด้านการแพทย์

นอกจากนี้ในกรณีเกิดภัยพิบัติ การล้างไตทางช่องท้องก็จะมีความคล่องตัวมากกว่า เพราะการฟอกเลือดต้องอาศัยบุคลากรการแพทย์และเครื่องไตเทียมและต้องมีไฟฟ้าเป็นหลักในการที่จะให้เครื่องนั้นทำงานได้ แต่การล้างไตทางช่องท้อง แม้จะไม่มีไฟฟ้า ยังมีพยาบาลที่สามารถทำงานได้ และมีน้ำยาอยู่ผู้ป่วยก็สามารถช่วยเหลือตนเองได้ แม้จะอยู่ในสภาวะฉุกเฉินต่าง ๆ ซึ่งในช่วงมหาอุทกภัยในปีที่ผ่านมา จะเห็นว่า HD มีอุปสรรคมากกว่า บางคนต้องขึ้นรถเมล์ นั่งเรือไปโรงพยาบาล พอไปถึงโรงพยาบาลปิด แต่ผู้ป่วยโรคไตที่ทำ PD หากมีน้ำยาล้างไตที่บ้านผู้ป่วยก็จะสามารถล้างไตได้ด้วยตนเอง

ดร.อภิสิทธิ์  ฉัตรทนานนท์ ประธานมูลนิธิคุณแม่คุณภาพ.

ที่มา: เดลินิวส์ 4 มีนาคม 2555

 

การดูแลและรักษาโรคไตวาย…กับบริบทของคนไทย ตอน 2 

 

ล้างไตทางช่องท้อง…กับความเชื่อเรื่องการติดเชื้อ?

ข้อมูลจาก แพทย์หญิงปิยะธิดา จึงสมาน แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคไตและการบำบัดทดแทนไต ศูนย์ล้างไตทางช่องท้อง โรงพยาบาลบ้านแพ้ว (องค์การมหาชน) สาขาพร้อมมิตรและสาขาธนบุรี ระบุว่า การล้างไตทางช่องท้องนั้น เป็นการถ่ายเทของเสียออกจากร่ายกาย โดยการใส่น้ำเกลือลงในช่องท้องเพื่อชำระของเสียออก โดยทำวันละ 4 ครั้ง ผู้ป่วยก็จะรู้สึกสบายตัวเพราะสามารถถ่ายของเสียออกได้ทุกวัน โดยผ่านการอบรมไม่เกิน 1 สัปดาห์ ผู้ป่วยก็จะสามารถทำได้เอง ซึ่งจะมีการสอบก่อนที่ผู้ป่วยจะออกจากโรงพยาบาลด้วย หรือในบางรายที่ผู้ป่วยไม่สามารถทำด้วยตนเองได้ ก็จะให้ญาติเป็น ผู้ทำให้ จะมีการนัดมาตรวจ ประมาณ 1-2 เดือนต่อครั้ง และมีการติดตามผู้ป่วยเป็นระยะ ๆ สำหรับผู้ป่วยบางรายที่กังวลเรื่องการติดเชื้อจากการล้างไตทางช่องท้อง จริง ๆ แล้วไม่ว่าจะบำบัดด้วยวิธีใดก็มีโอกาสติดเชื้อได้เช่นกัน  สำหรับผู้ป่วยที่ทำ PD นั้น แม้จะมีสายอยู่ที่หน้าท้อง แต่เชื้อโรคไม่สามารถเข้าท้องเราได้ เพราะเราปิดจุกอยู่ตลอดเวลา ผู้ป่วยบางคนมีอาชีพเก็บของเก่า เก็บขยะขาย ในช่วงที่เขาทำงาน เชื้อโรคจากภายนอก   ก็ไม่สามารถกระโดดเข้าท้องเขาได้ เชื้อโรคจะมีโอกาสเข้าได้ตอนขณะเปลี่ยนถ่ายน้ำยาเท่านั้น ที่เราเปิดจุกนี้ออก ดังนั้นหากผู้ป่วยได้รับการฝึกอบรมและปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัดในการรักษาความสะอาดขณะเปลี่ยนถ่ายน้ำยา ก็จะช่วยแก้ปัญหานี้ได้

ล้างไตทางช่องท้อง…ทางเลือกเพื่อชีวิตอิสระ

ข้อมูลจาก นางนงลักษณ์ ไชยศรีสวัสดิ์ อายุ 46 ปี ผู้ป่วยโรคไตวายระยะสุดท้าย จากจังหวัดเชียงราย ที่ฟอกไตด้วยเครื่องไตเทียมตั้งแต่ปี 2542 ผ่านไป 10 ปี จึงเปลี่ยนมารักษาด้วยการล้างไตทางช่องท้อง ปัจจุบันได้ล้างไตทางช่องท้องมา 2 ปีกว่าแล้ว นางนงลักษณ์ เล่าว่า “สาเหตุที่ข้าพเจ้าเปลี่ยนจากการฟอกไตด้วยเครื่องไตเทียมมาเป็นการล้างไตทางช่องท้อง เพราะว่าการฟอกไตต้องใช้เงินในการรักษาเดือนละหมื่นกว่าบาท และในสภาพของผู้ป่วยโรคไตที่ต้องฟอกไต 3 วันต่อสัปดาห์จึงไม่สามารถประกอบอาชีพที่ต้องใช้แรงงานได้เลย อีกทั้งบ้านห่างจากโรงพยาบาลร้อยกว่ากิโลเมตร ต้องเสียเวลาทั้งวันทำให้สภาพอารมณ์แปรปรวน กังวลทั้งเรื่องค่าใช้จ่าย การจำกัดน้ำดื่ม และจำกัดอาหาร”

“การล้างไตทางช่องท้อง ช่วยให้ปัญหาเรื่องค่าใช้จ่ายหมดไป เพราะรัฐบาลจ่ายให้ ผ่านการใช้บัตรประกันสุขภาพ ก่อนหน้าที่จะมีโครงการนี้ผู้ป่วยโรคไตทุกคนต้องต่อสู้กับค่าใช้จ่ายที่สูงมาก ๆ มาโดยตลอดและสิ่งที่ดีอีกเรื่องหนึ่งคือ ผู้ป่วย ไม่ต้องเดินทางไปโรงพยาบาลบ่อย ๆ สามารถล้างไตเองได้ที่บ้าน เพียงวันละ 4 รอบ ช่วยให้ขับของเสียในร่างกายออกไปได้ทุกวัน การล้างไตทางช่องท้องทำให้ร่างกายของข้าพเจ้าดีขึ้น แข็งแรง สามารถทำงานและร่วมกิจกรรมต่าง ๆ เหมือนคนปกติได้ เพราะที่ผ่านมาแค่การเดินขึ้น-ลงบันไดก็หอบเหนื่อยแล้ว ทุกวันนี้ข้าพเจ้าแข็งแรงดี นอนหลับสบาย ทานอาหารได้ดี สามารถไปต่างจังหวัดหลาย ๆ วันได้ และสามารถเดินทางไปต่างประเทศได้ เพราะที่ผ่านมาข้าพเจ้าห่างโรงพยาบาลที่มีเครื่องฟอกไตเทียมไม่ได้เลย”

สำหรับผู้ป่วยไตวายเรื้อรังระยะสุดท้าย หากอยู่ภายใต้สิทธิหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ซึ่งรัฐบาลเป็นผู้รับภาระค่าใช้จ่ายทั้งหมดผ่านบัตรประกันสุขภาพ อีกทั้งยังมีระบบการส่งจ่ายน้ำยาล้างไตให้กับผู้ป่วยที่ต้องล้างไตทางช่องท้องฟรีถึงบ้าน โดยผู้ป่วยไม่ต้องกังวล   ในเรื่องค่าใช้จ่ายในการเดินทางมาล้างไตที่โรงพยาบาล สามารถสอบถามรายละเอียดได้ที่ สายด่วน สปสช. 1330

อย่างไรก็ตาม อยากให้ทุกคนดูแลสุขภาพเพื่อหลีกเลี่ยงโรคไตวายเรื้อรัง ด้วยการดื่มน้ำสะอาดให้เพียงพอ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ รักษาโรคประจำตัว โดยเฉพาะผู้ที่เป็นเบาหวาน ความดันโลหิตสูง และโรคเกาต์และหลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยง เช่น การใช้ยาที่ไม่ทราบแหล่งที่มา โดยเฉพาะยาสมุนไพร ยาหม้อ หรือยาเม็ดลูกกลอน รวมถึงยาแผนปัจจุบันบางชนิดที่รับประทานต่อเนื่องกันเป็นเวลานาน เพื่อยืดอายุการทำงานของไตให้ยาวนาน และยืดอายุท่านให้ยืนยาวขึ้น

ดร.อภิสิทธิ์  ฉัตรทนานนท์ ประธานมูลนิธิคุณแม่คุณภาพ.

ที่มา: เดลินิวส์ 11 มีนาคม 2555

ความน่ากลัวของโรคเกาต์ โดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นายแพทย์กิตติ โตเต็มโชคชัยการ

ความน่ากลัวของโรคเกาต์

 
          โรคเกาต์ถือเป็นโรคข้ออักเสบที่มีคนรู้จักมากที่สุด รู้จักมากจนบางคนถึงกับเหมาเอาว่าถ้าใครป่วยเป็นโรคข้อ หรือมีอาการปวดข้อก็เป็นโรคเกาต์ แล้วมักจะมีคำแนะนำให้ผู้ที่มีอาการปวดข้อหรือเป็นโรคข้ออักเสบว่า ห้ามรับประทานเป็ด รับประทานไก่ หรือรับประทานเครื่องในสัตว์ จริง ๆ แล้วโรคเกาต์ไม่ใช่โรคข้อที่พบมากที่สุด เพราะมีคนเป็นน้อยกว่าโรคข้อเสื่อม และผู้ที่ป่วยเป็นโรคข้ออักเสบต่าง ๆ ซึ่งมีโรคข้ออักเสบอยู่หลายสิบโรค เช่น โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ ก็ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการรับประทานเป็ด ไก่ หรือเครื่องในสัตว์ อย่างไรก็ตามถึงแม้โรคเกาต์เป็นโรคเก่าแก่ที่เป็นที่รู้จักกันมานาน มีการรักษากันมานาน แต่คนเราเพิ่งตระหนักถึงความน่ากลัวจริง ๆ ของโรคเกาต์ เมื่อไม่นานมานี้
 
         โรคเกาต์เป็นโรคที่มีการกล่าวถึงมาตั้งแต่สมัยกรีก โรมัน หรือในประวัติศาสตร์จีนตั้งแต่เมื่อ 5 พันปีก่อน ทั้งนี้เนื่องมาจากโรคเกาต์ได้ชื่อว่าเป็นโรคของพระจักรพรรดิ (disease of the Emperor) เนื่องจากในสมัยอดีตมีแต่พระจักรพรรดิหรือเศรษฐีผู้มีอันจะกินเท่านั้นที่จะได้กินเป็ด กินไก่ กินเหล้า ได้บ่อย ๆ จนเป็นโรคเกาต์ ประกอบกับจะมีแต่เรื่องราวของพระจักรพรรดิที่จะได้รับการบันทึกลงในประวัติศาสตร์ โรคเกาต์จึงเป็นที่รู้จักกันมาตั้งแต่ครั้งโบราณ นอกจากนี้ความที่เวลาเป็นข้ออักเสบจากโรคเกาต์อาการจะเกิดขึ้นอย่างเฉียบพลันทันทีขนาดที่ตอนกลางวันยังไปทำงานปกติ ตอนเย็นไปทานเลี้ยง ทานเป็ด ทานไก่ หรือทานอาหารมากหน่อย หรืออาจทานเหล้าเบียร์ด้วย พอกลับถึงบ้าน ข้อเท้าก็บวมแดงปวดมากขึ้นมาทันที อาการข้ออักเสบจะทำให้ข้อบวมแดงและปวดมากขนาดแตะไม่ได้ ขยับไม่ได้เลยทีเดียว คนจึงมักจะรู้จักโรคเกาต์ดี ข้อที่อักเสบมักจะเป็นข้อโคนนิ้วหัวแม่โป้งเท้า หรือข้อเท้า จะเป็นข้อเดียวเท่านั้น นี่เป็นตัวอย่างเหตุการณ์ของการเกิดโรคเกาต์ครั้งแรก ๆ ที่เกิดขึ้นกับผู้ป่วยโรคเกาต์
 
         ข้อที่อักเสบนี้ถึงแม้มีการอักเสบรุนแรง ปวดมากแต่จะดีขึ้นและหายไปเองภายใน 1-3   วัน จะโดยการรักษา รับประทานยาคอลไชซิน (colchicine) หรือยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์หรือไม่ได้กินยาอะไร (ถ้าทนไหว) ก็ตาม แล้วอาการจะหายไปเป็นปลิดทิ้ง กลับมาเหมือนคนปกติ นานจนบางคนลืมว่าเคยเป็นข้ออักเสบจากโรคเกาต์  บางคนอาจจะหายไป 1-2 ปี บางคน 6 เดือน เมื่อไม่ได้ระวังตัว ไม่ได้คุมอาหารก็เกิดข้ออักเสบแบบเฉียบพลันอีก ข้อนิ้วเท้าหรือข้อเท้าปวดบวมอักเสบมากเป็นอยู่ 2-3 วันแล้วหายเป็นปกติ อาการปวดข้อและข้ออักเสบที่รุนแรงทำให้โรคเกาต์เป็นโรคที่น่ากลัว แต่ความน่ากลัวจริง ๆ ของโรคเกาต์เพิ่งเริ่มต้นเท่านั้น ความน่ากลัวของโรคเกาต์อยู่ที่ถ้าปล่อยให้เกิดข้ออักเสบจากเกาต์เกิดขึ้นซ้ำ ๆ โดยไม่ได้ป้องกันหรือรักษาไม่ให้เกิดข้ออักเสบขึ้นอีก  อาการข้ออักเสบที่เกิดขึ้นอย่างเฉียบพลันและรุนแรงนี้จะเกิดถี่ขึ้น เช่น ก่อนหน้านี้กว่าจะเป็นอีกก็ 1-2 ปี ต่อมากลายเป็น 6 เดือน ก็เกิดขึ้นซ้ำ ต่อมาเกิดขึ้นแล้วเกิดขึ้นอีกห่างกันแค่ 3 เดือน ต่อมาเกิดขึ้นเกือบทุกเดือน ที่สำคัญทีแรกมีอาการอยู่ 1-2 วัน ครั้งต่อ ๆ มามีข้ออักเสบ 3-4 วันต่อมากลายเป็น 5-7 วัน หมายความว่าถ้าปล่อยให้เป็นโรคเกาต์โดยไม่ได้ป้องกันหรือรักษาให้ถูกต้อง จะมีข้ออักเสบ รุนแรงถี่ขึ้นเรื่อย ๆ และอาการจะเป็นอยู่นานขึ้นเรื่อย ๆ จนในที่สุดบางรายมีข้ออักเสบปวดบวมทรมานเป็นเดือนไม่ลดลง และอาการปวดก็รุนแรงขึ้น ปวดมากขึ้น จะรักษากินยา ฉีดยาก็ไม่ค่อยหาย เพราะดูเหมือนโรคจะดื้อต่อการรักษามากขึ้นด้วย เนื่องจากโรคเกาต์เฉียบพลันหรือที่ภาษาแพทย์ เรียกว่า acute gout กลายเป็นโรคเกาต์เรื้อรัง (chronic gout) ซึ่งการเปลี่ยนแปลงนี้อาจเกิดขึ้นในช่วงเวลา 3-5 ปี ถ้าไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้อง นอกจากจะกลายเป็นโรคข้ออักเสบเรื้อรังที่รักษายากแล้ว การเป็นโรคเกาต์ที่เกิดขึ้นเนื่องจากการมีสารที่เรียกว่ากรดยูริกในร่างกายมากเกินระดับปกติเป็นเวลานาน แล้วทำให้เกิดข้ออักเสบซ้ำ ๆ สารกรดยูริก ที่มีเกินระดับปกตินาน ๆ นี้จะไปสะสมอยู่ตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย เมื่อไปสะสมอยู่ใต้ผิวหนังจะเกิดเป็นก้อนที่โตขึ้นเรื่อย ๆ เรียกว่าก้อนโทฟัส (tophus) ก้อนนี้มักจะเกิดขึ้นบริเวณข้อเท้า ข้อนิ้วเท้า ข้อนิ้วมือ ข้อศอก ก้อนโทฟัสที่เกิดขึ้นบริเวณข้อนี้บางครั้งก็ทำให้เกิดการทำลายข้อจนข้อพิการผิดรูปผิดร่างได้
 
        กรดยูริกที่มีในร่างกายนี้ไม่ใช่สารแปลกปลอมอะไร เป็นสารที่เกิดขึ้นจากขบวนการทำงานต่าง ๆ ในร่างกายที่รวมเรียกว่า ขบวนการเมตาโบลิซั่ม (metabolism) ที่สำคัญคือการแบ่งตัวของเซลล์ต่าง ๆ ในร่างกายเพื่อซ่อมแซมส่วนต่าง ๆ ของร่างกายที่สึกหรอ ผลพลอยได้จากการแบ่งเซลล์จะได้กรดยูริกออกมา ถ้าร่างกายมีภาวะที่ ต้องมีการแบ่งเซลล์มากขึ้น เช่น เป็นโรคมะเร็ง  ที่มีเซลล์แบ่งตัวมาก ๆ จนควบคุมไม่ได้ ก็มักจะมีกรดยูริกในร่างกายมากขึ้นมากจนเกินระดับปกติ ซึ่ง ระดับปกติของกรดยูริกในผู้ชายคือ 7 มิลลิกรัม/ เดซิลิตร ส่วนในผู้หญิงจะเท่ากับ 6 มิลลิกรัม/ เดซิลิตร ส่วนมากแล้วระดับกรดยูริกที่สูงเกิดจากการสร้างขึ้นมาในร่างกายมากกว่าระดับปกติ ส่วนที่มาจากอาหารไม่ได้มากนัก แต่ส่วนที่มาจากอาหารประเภทเนื้อสัตว์ปีกหรือเครื่องในสัตว์ หรือยอดผักต่าง ๆ มักจะเป็นส่วนที่เติมเข้าไปแล้วทำให้เกิดข้ออักเสบขึ้น
 
 
          ความน่ากลัวของโรคเกาต์นอกจากจะกลายเป็นโรคข้ออักเสบรุนแรงที่เรื้อรัง เป็นต่อเนื่อง และรักษาหายยากถ้าไม่ได้ป้องกันแล้ว การเป็นโรคเกาต์ยังนำไปสู่โรคความดันโลหิตสูง โรคไตวาย โรคหัวใจ และโรคอัมพาตได้อีกด้วย 

          ผู้ที่เป็นโรคเกาต์ไม่มีสักรายเดียวที่เสียชีวิต จากโรคเกาต์ ไม่มีใครปวดข้อหรือมีข้ออักเสบจนเสียชีวิต ผู้ที่เป็นโรคเกาต์ส่วนมากเสียชีวิตจากโรคไตวาย ผู้ที่มีกรดยูริกในเลือดอยู่ในระดับสูง นอกจากจะทำให้เป็นโรคเกาต์แล้ว กรดยูริกที่มีมากในเลือดจะไปสะสมอยู่ในไตทำให้ไตเสื่อม การทำงานของไตในการขับของเสียออกจากร่างกายลดลง มีของเสียคั่งในร่างกาย หรือกรดยูริกที่มีมากในร่างกายถูกขับออกมาทางปัสสาวะมาก แล้วมาค้างอยู่ในทางเดินปัสสาวะทำให้เป็นนิ่วในไตหรือในท่อปัสสาวะได้ ดังนั้นในการรักษาโรคเกาต์จึงต้องติดตามดูการทำงานของไตด้วยว่ายังทำงานได้ปกติหรือไม่ ถ้าตรวจพบว่ามีไตเสื่อมลงก็ต้องรีบแก้ไขโดยการพยายามดื่มน้ำเปล่าให้มากพอในแต่ละวันจนมีปัสสาวะออกมาอย่างน้อยวันละ 2 ลิตร นั่นหมายความว่าควรจะดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ 3 ลิตร ซึ่งถ้าคิดเป็นแก้วน้ำก็ต้องดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ 10-12 แก้ว เพื่อให้มีปัสสาวะออกมามากพอที่จะล้างหรือพากรดยูริกออกไปจากร่างกาย ถ้ารับประทานน้ำน้อยโอกาสมีไตเสื่อมหรือไตวายก็ยิ่งมากขึ้น

         ผู้ที่เป็นโรคเกาต์จำนวนไม่น้อยพบว่ามีภาวะความดันโลหิตสูงร่วมด้วย ซึ่งอาจจะเป็นภาวะที่พบร่วมกัน หรือเป็นจากการที่มีไตเสื่อมทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้น อย่างไรก็ตามพบว่าถ้ารักษาโรคเกาต์โดยสามารถลดระดับกรดยูริกในเลือดหรือควบคุมระดับกรดยูริกในเลือดให้ต่ำลงกว่า 5-6 มิลลิกรัม/เดซิลิตร จะสามารถลดระดับความดันโลหิตที่สูงลงได้ระดับหนึ่ง ดังนั้นการรักษาโรคเกาต์จึงเป็นการรักษาหรือป้องกันโรคความดันโลหิตสูงด้วย การที่เป็นโรคเกาต์และอาจจะมีความดันโลหิตสูงหรือไตเสื่อมไตวายร่วมด้วยเป็นระยะเวลานานพบว่า มีโอกาสเกิดโรคเส้นเลือดหัวใจอุดตันทำให้กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดไปเลี้ยงเกิดเป็นกล้ามเนื้อหัวใจตายและหัวใจวายหรือหัวใจล้มเหลวตามมาได้ นอกจากเส้นเลือดหัวใจแล้ว เส้นเลือดที่ไปเลี้ยงสมองก็มีโอกาสอุดตันได้ ทำให้เป็นอัมพาตเนื่องจากสมองบางส่วนขาดเลือดไปเลี้ยง ดังนี้จะเห็นว่าโรคเกาต์ไม่ได้มีแต่ข้ออักเสบ เจ็บปวดและทรมาน แต่ความน่ากลัวของโรคเกาต์อยู่ที่การเป็นโรคเกาต์เรื้อรังที่มีข้ออักเสบไม่หายและเกิดภาวะแทรกซ้อนอื่น ๆ เช่น ไตวาย ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ และโรคอัมพาต ตามมานั่นเอง

       ความน่ากลัวของโรคเกาต์ที่กล่าวถึงนี้จะไม่น่ากลัวถ้าผู้ที่เป็นโรคเกาต์ได้รับการรักษาและมีการปฏิบัติตัวอย่างถูกต้อง การรักษาโรคเกาต์โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่เริ่มเป็นในระยะ 1-2 ปีแรกไม่ค่อยเป็นปัญหายุ่งยาก ในขณะที่มีข้ออักเสบเฉียบพลันเกิดขึ้นก็ให้การรักษาอาการอักเสบของข้อด้วยยาคอลไชซิน (colchicine) หรือยาต้านการอักเสบชนิดที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ พอข้อหายอักเสบแล้วก็ตรวจเลือดดูว่าระดับกรดยูริกในเลือดสูงมากน้อยเพียงใด ถ้าพบว่ามีกรดยูริกในเลือดสูงเกิน 7 มิลลิกรัม/เดซิลิตร ก็ควรรับประทานยาลดกรดยูริกซึ่งมีทั้งยาที่ช่วยลดระดับกรดยูริกในเลือดโดยเพิ่มการขับกรดยูริกออกทางปัสสาวะ เช่น ยาซัลฟินไพราโซน (sulfinpyra zone) ยาเบนซ์โบรมาโรน (benzbromarone) หรือยาโปรเบนนาซิด (probenecid) และยาลดการสร้างกรดยูริกในร่างกาย เช่น ยาอัลโลพูรินอล (allopurinol) ทั้งนี้เพื่อลดระดับกรดยูริกในเลือดให้ลดลงต่ำกว่าระดับ 5-6 มิลลิกรัม/เดซิลิตร ถ้าสามารถควบคุมระดับกรดยูริกในเลือดให้ได้ต่ำกว่า 5 มิลลิกรัม/เดซิลิตรตลอด โอกาสที่จะมีข้ออักเสบจากโรคเกาต์อีกมีน้อยมาก หมายความว่าจะไม่เป็นโรคเกาต์อีกเลยตลอดชีวิต ซึ่งการที่ จะควบคุมระดับกรดยูริกในเลือดให้ต่ำกว่า 5 มิลลิกรัม/เดซิลิตร นอกจากการรับประทานยาแล้วยังต้องอาศัยการปฏิบัติตัวที่ถูกต้อง ที่สำคัญคือการหลีกเลี่ยงอาหารที่มีปริมาณกรดยูริกสูง เช่น เป็ด ไก่ เครื่องในสัตว์ มีการออกกำลังกายสม่ำเสมอ ควบคุมน้ำหนักตัวไม่ให้อ้วนขึ้นและดื่มน้ำเปล่าวันละ 10-12 แก้ว

       ในกรณีที่เป็นโรคเกาต์มานานจนกลายเป็นโรคเกาต์เรื้อรังหรือมีก้อนโทฟัสขึ้นตามตัว การรักษาจะยากยิ่งขึ้น เพราะนอกจากจะต้องพยายามควบคุมระดับกรดยูริกในเลือดต่ำกว่า 5 มิลลิกรัม/เดซิลิตรแล้ว ยังต้องคอยตรวจการทำงานของไตว่ายังทำงานได้ดีอยู่ ถ้าเริ่มมีผลการตรวจเลือดที่ส่อไปในทางที่เริ่มมีความเสื่อมของ ไตเกิดขึ้นต้องรีบให้การรักษาหรือป้องกันไม่ให้ ไตเสียการทำงานไปเรื่อย ๆ จนไตวาย การที่สามารถรักษาระดับกรดยูริกในเลือดให้ต่ำกว่า 5 มิลลิกรัม/เดซิลิตรตลอด นอกจากจะไม่เกิดข้ออักเสบจากโรคเกาต์แล้ว ก้อนโทฟัสที่มีขนาดเล็กหรือใหญ่จะยุบลงได้จนหายไปหมด ในกรณีผู้ป่วยมีภาวะความดันโลหิตสูงร่วมด้วยก็ต้องพยายามรักษาและควบคุมระดับความดันโลหิตให้เป็นปกติ เพราะความดันโลหิตสูงก็ทำให้ไตเสื่อมหรือไตวายได้ นอกจากนี้ยังทำให้เกิดโรคหัวใจหรือโรคอัมพาตตามมาได้

       โรคเกาต์ถึงแม้เป็นโรคที่มีความน่ากลัว แต่รักษาไม่ยาก ในปัจจุบันนี้มีการศึกษาในประเทศสหรัฐอเมริกา ตีพิมพ์ลงในวารสารการแพทย์ของประเทศสหรัฐอเมริกาว่า ควรให้การรักษาโรคเกาต์เหมือนโรคเบาหวานหรือโรคความดันโลหิตสูงที่ให้มีการรักษาต่อเนื่อง มีการติดตามผู้ป่วยเป็นระยะโดยติดตามดูระดับกรดยูริกในเลือดและการทำงานของไต และให้พยายามควบคุมระดับกรดยูริกในเลือดให้ต่ำกว่า 5 มิลลิกรัม/ เดซิลิตรไว้ตลอดก็จะสามารถป้องกันภาวะแทรกซ้อนต่าง ๆ ของโรคเกาต์ที่จะเกิดตามมาอีกมากมายได้

ข้อมูลจาก ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นายแพทย์กิตติ โตเต็มโชคชัยการ ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี. 

ข้อมูลจาก :  เดลินิวส์ วันอาทิตย์ที่ 8 มีนาคม 2552 ปีที่ 21 ฉบับที่ 698  
                     เดลินิวส์ วันอาทิตย์ที่ 15 มีนาคม 2552 ปีที่ 21 ฉบับที่ 703