กินเค็ม…มหันตภัยร้ายโรคไต

thairath141031_01b

กินเค็ม…มหันตภัยร้ายโรคไต ตอนที่ 1

โรคความดันโลหิตสูงและโรคไตเรื้อรังเป็นปัญหาทางสาธารณสุขที่สำคัญของคนไทย จากการศึกษาความชุกของโรค พบว่ามีประชากรไทยเป็นความดันโลหิตสูงถึง 1 ใน 4 ของผู้ใหญ่ หรือกว่า 10 ล้านคน และพบว่ามีประชากรไทยเป็นโรคไตเรื้อรังประมาณ 7 ล้านคน โดยส่วนมากเป็นโรคไตระยะเริ่มต้น ซึ่งหากผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกต้องจะทำให้เกิดโรคแทรกซ้อนตามมา เช่น โรคหัวใจวาย อัมพาต และความเสื่อมจากการทำงานของไตนำไปสู่ภาวะไตวาย หลักสำคัญในการดูแลรักษาผู้ป่วยโรคเหล่านี้ คือ ควบคุมความดันโลหิต รักษาเบาหวาน รวมทั้งป้องกันภาวะแทรกซ้อนจากหัวใจและหลอดเลือด

อุปสรรคสำคัญที่ทำให้การควบคุมความดันโลหิตไม่เป็นไปตามเป้าหมาย คือ การบริโภคเกลือในปริมาณมาก มีการเติมเกลือหรือน้ำปลาในการปรุงรสชาติอาหาร โดยเฉพาะคนไทย มีพฤติกรรมการบริโภคเกลือสูงถึง 2 เท่าของปริมาณที่ร่างกายต้องการ ซึ่งผลเสียที่ตามมาจากการบริโภคอาหารเค็ม คือ โซเดียมสูง ซึ่งส่งผลเสียให้มีความดันโลหิตสูง เพิ่มการรั่วของโปรตีนในปัสสาวะ และส่งผลเสียต่อไตโดยตรง

โซเดียมคืออะไร?

โซเดียมเป็นหนึ่งในเกลือแร่สำคัญของร่างกาย ทำหน้าที่ควบคุมความสมดุลของเกลือแร่ การกระจายตัวของน้ำในส่วนต่างๆ ของร่างกาย ควบคุมสมดุลของกรด-ด่าง ควบคุมการเต้นของหัวใจและชีพจร มีผลต่อความดันโลหิตและการทำงานของเส้นประสาทและกล้ามเนื้อ ร่างกายของเราได้รับโซเดียมจากอาหารซึ่งมักอยู่ในรูปของเกลือโซเดียมคลอไรด์ซึ่งมีรสชาติเค็ม มักใช้ปรุงรสหรือถนอมอาหาร เช่น น้ำปลา กะปิ นอกจากนี้ โซเดียมแอบแฝงอยู่ในอาหารรูปแบบอื่นแต่ไม่มีรสชาติเค็ม เช่น ผงชูรส ผงฟู เป็นต้น

โซเดียมสูงส่งผลต่อร่างกายอย่างไร?

การรับประทานโซเดียมในปริมาณที่มากหรือน้อยเกินไป ล้วนส่งผลเสียต่อร่างกายทั้งสิ้น จากการสำรวจของกรมอนามัยร่วมกับสถาบันโภชนศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล พบว่าคนไทยส่วนใหญ่รับประทานโซเดียมมากถึง 2 เท่าของปริมาณที่แนะนำ ซึ่งผลเสียของการรับประทานอาหารที่มีโซเดียมสูงมี ดังนี้

1. เกิดการคั่งของเกลือและน้ำในอวัยวะต่างๆ แม้ว่าโซเดียมจะมีความจำเป็นต่อร่างกาย แต่หากมีมากเกินไปก็จะทำให้เกิดการคั่งของเกลือและน้ำในร่างกาย ในผู้ที่มีสุขภาพแข็งแรง ไตยังสามารถกำจัดเกลือและน้ำส่วนเกินได้ทัน แต่ในผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง มักจะไม่สามารถกำจัดเกลือและน้ำส่วนเกินในร่างกายได้ ทำให้เกิดภาวะคั่งของเกลือและน้ำในอวัยวะต่างๆ เช่น แขน ขา หัวใจ และปอด ทำให้แขน ขา บวม เหนื่อยง่าย แน่นหน้าอก นอนราบไม่ได้ ในผู้ป่วยโรคหัวใจ น้ำที่คั่งในร่างกายจะทำให้เกิดภาวะหัวใจวายได้ง่ายขึ้น

2. ทำให้ความดันโลหิตสูง การรับประทานโซเดียมมากเกินไปทำให้ความดันโลหิตเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มผู้สูงอายุ ผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง คนอ้วน และผู้ป่วยโรคเบาหวาน โดยภาวะความดันโลหิตสูงทำให้เกิดผลเสียต่อหลอดเลือดในอวัยวะต่างๆ เช่น หัวใจ และสมอง เกิดโรคหลอดเลือดหัวใจตีบตัน โรคอัมพฤกษ์ อัมพาต ตามมา นอกจากนี้ ยังพบว่าในผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง หากรับประทานโซเดียมในปริมาณที่เหมาะสมควบคู่กับยาลดความดันโลหิต สามารถลดความดันโลหิตได้ดีกว่าผู้ที่รับประทานยาลดความดันโลหิตแต่ได้รับโซเดียมเกินกำหนด

3. เกิดผลเสียต่อไตจากการที่มีการคั่งของน้ำและความดันโลหิตสูง ทำให้ไตทำงานหนักขึ้น เพื่อเพิ่มการกรองโซเดียมและน้ำส่วนเกินของร่างกาย ผลที่ตามมาคือการเกิดความดันในหน่วยไตสูงขึ้น และเกิดการรั่วของโปรตีนในปัสสาวะมากขึ้น นอกจากนี้ ยังกระตุ้นให้ร่างกายสร้างสารบางอย่างซึ่งมีผลทำให้ไตเสื่อมเร็วขึ้น.

พญ.อติพร อิงค์สาธิต
พญ.กชรัตน์ วิภาสธวัช
นพ.สุรศักดิ์ กันตชูเวสศิริ
คณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดี

ที่มา : ไทยรัฐ 31 ตุลาคม 2557

thairath141007_01

กินเค็ม…มหันตภัยร้ายโรคไต ตอนที่ 2

ศุกร์สุขภาพที่ผ่านมาได้ให้ความรู้ท่านผู้อ่านเกี่ยวกับการรับประทานอาหารรสเค็มจัด ว่าส่งผลต่อ สุขภาพร่างกายของเราอย่างไร สําหรับวันนี้จะนําเสนอเกี่ยวกับโซเดียมในอาหาร เพื่อให้คุณผู้อ่านเลือกรับประทานอาหารได้อย่างเหมาะสม

โซเดียมอยู่ในอาหารประเภทใดบ้าง?

อาหารที่มีปริมาณโซเดียมสูงมักมีรสเค็ม ดังนั้น จึงควรหลีกเลี่ยงอาหารทุกชนิดที่มีรสเค็ม แต่อาหารที่มีโซเดียมสูงบางชนิดอาจไม่มีรสเค็ม ซึ่งเรียกว่า มีโซเดียมแฝง ทําให้ร่างกายรับโซเดียมโดยไม่รู้ตัว ดังนั้น จึงควรทําความรู้จักอาหารประเภทนี้ไว้ด้วย จากการสํารวจพบว่าปริมาณโซเดียมที่ได้รับส่วนใหญ่มาจาก ขั้นตอนการปรุงอาหารมากกว่าการเติมน้ําปลาหรือเกลือหลังปรุงเสร็จแล้ว โดยเราสามารถแบ่งอาหารที่มี โซเดียมเป็นส่วนประกอบได้ ดังนี้

1. อาหารแปรรูปและอาหารหมักดอง ได้แก่ อาหารกระป๋อง อาหารเค็ม อาหารตากแห้ง เนื้อเค็ม ปลาเค็ม ปลาร้า ผักดอง และผลไม้ดอง เป็นต้น

2. เครื่องปรุงรสชนิดต่างๆ ได้แก่ เกลือ (ทั้งเกลือเม็ดและเกลือป่น) น้ําปลา ซึ่งมีปริมาณโซเดียม สูง สําหรับคนที่ต้องจํากัดโซเดียมควรงดซอสปรุงรสต่างๆ เช่น ซีอิ๊วขาว เต้าเจี้ยว น้ําบูดู กะปิ ปลาร้า ปลาเจ่า เต้าหู้ยี้ ซอสหอยนางรม ซอสมะเขือเทศ ซอสพริก น้ําจิ้มต่างๆ ที่มีรสเปรี้ยวๆ หวานๆ เพราะซอสเหล่านี้แม้จะมีปริมาณโซเดียมไม่มากเท่าน้ําปลา แต่คนที่จํากัดโซเดียมก็ไม่ ควรบริโภคให้มากเกินไป

3. ผงชูรส แม้เป็นสารปรุงรสที่ไม่มีรสเค็มแต่ก็มีโซเดียมเป็นส่วนประกอบ ประมาณ 15%

4. ขนมกรุบกรอบต่างๆ เพราะอาหารเหล่านี้มีการเติมเกลือหรือสารกันบูด มีโซเดียมในปริมาณที่สูงมาก

5. อาหารกึ่งสําเร็จรูป เช่น บะหมี่ โจ๊ก ข้าวต้ม ซุปต่างๆ ทั้งชนิดก้อนและชนิดซอง

6. ขนมต่างๆ ที่มีการเติมผงฟู ( Banking Powder หรือ Banking Soda) เช่น ขนมเค้ก คุกกี้ 
แพนเค้ก ขนมปัง เพราะผงฟูที่ใช้ในการทําขนมเหล่านี้มีโซเดียมเป็นส่วนประกอบ (โซเดียมไบ 
คาร์บอเนต) รวมถึงแป้งสําเร็จรูปที่ใช้ทําขนมก็มีโซเดียมด้วยเพราะได้ผสมผงฟูไว้แล้ว

7. น้ําและเครื่องดื่ม น้ําฝนเป็นน้ําที่ปราศจากโซเดียม ส่วนน้ําบาดาลและน้ําประปามีโซเดียม 
ปะปนแต่ในจํานวนไม่มากนัก ส่วนเครื่องดื่มเกลือแร่มีการเติมสารประกอบของโซเดียมลงไปด้วย เพื่อให้เป็นเครื่องดื่มสําหรับนักกีฬาหรือผู้ที่สูญเสียเหงื่อมาก ไม่ใช่ประชาชนทั่วไป ส่วนน้ําผลไม้บรรจุกล่อง ขวด หรือกระป๋อง ก็มักมีการเติมสารกันบูด (โซเดียมเบนโซเอต) ลงไป ทําให้น้ําผลไม้ เหล่านี้มีโซเดียมสูง ดังนั้น หากต้องการดื่มน้ําผลไม้ควรดื่มน้ําผลไม้สดจะดีกว่า.

พญ.อติพร อิงค์สาธิต
พญ.กชรัตน์ วิภาสธวัช
นพ.สุรศักดิ์ กันตชูเวสศิริ
คณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดี

ที่มา : ไทยรัฐ 7 พฤศจิกายน 2557

thairath141007_02

 

ที่มา : ไทยรัฐ 7 พฤศจิกายน 2557

 

thairath141124_01

กินเค็ม….มหันตภัยร้ายโรคไต ตอนที่ 3

ศุกร์สุขภาพได้เสนออันตรายจากการรับประทานอาหารรสเค็มซึ่งเป็นผลเสียต่อสุขภาพรวมทั้งแนะนําการปรับพฤติกรรมการรับประทานอาหารที่มีรสเค็ม สําหรับวันนี้จะนําเสนอเกี่ยวกับโซเดียมในอาหาร การลดปริมาณโซเดียม ในร่างกาย รวมไปถึงปริมาณโซเดียมที่ร่างกายต้องการ เพื่อควบคุมให้พอเหมาะกับร่างกายของเรา ไม่ให้มากหรือน้อยจนเกินไป คุณผู้อ่านสามารถนําไปปฏิบัติเพื่อให้ไม่เกิดภาวะแทรกซ้อนในอนาคตได้

เราจะลดปริมาณโซเดียมในอาหารได้อย่างไร ?

ปริมาณโซเดียมที่เหมาะสมในการบริโภคไม่ควรเกิน 2,400 มิลลิกรัมต่อวัน หรือเทียบเป็นปริมาณเกลือโซเดียมคลอไรด์หรือเกลือแกงได้ 1 ช้อนชา หรือเทียบเป็นปริมาณโซเดียมในเครื่องปรุงอื่นๆ ได้ดังตัวอย่าง คือ ผงปรุงชูรส 1 ช้อนชา โซเดียม 950 มิลลิกรัม ผงชูรส 1 ช้อนชา โซเดียม 600 มิลลิกรัม ซอสหอยนางรม 1 ช้อนโต๊ะ โซเดียม 420-490 มิลลิกรัม น้ำปลา ซีอิ๊ว ซอสปรุงรส 1 ช้อนชา โซเดียม 400 มิลลิกรัม ผงฟู 1 ช้อนชา โซเดียม 340 มิลลิกรัม และซอสพริก น้ำจิ้มไก่ 1 ช้อนโต๊ะ โซเดียม 220 มิลลิกรัม เป็นต้น

หากรับประทานอาหารที่มีปริมาณโซเดียมเหล่านี้ 3 มื้อต่อวัน จะทําให้ได้รับโซเดียมมากเกินความต้องการของร่างกาย นอกจากนี้หากเราเติมน้ําปลาเพิ่ม ก็จะเพิ่มปริมาณโซเดียมอีกถึงช้อนชาละ 500 มิลลิกรัม ส่งผลให้ร่างกายได้รับโซเดียมในปริมาณสูงขึ้นไปอีก ดังนั้น จึงควรปฏิบัติตัวตามหลักการดังต่อไปนี้เพื่อให้การควบคุมปริมาณโซเดียมได้ประสิทธิภาพสูงสุด

1. หลีกเลี่ยงการใช้เกลือปรุงอาหาร เลือกเติมเครื่องปรุงที่ให้โซเดียมไม่เกินปริมาณที่กําหนด และควรเลือกรับประทานอาหารที่มีหลายรสชาติ เช่น แกงส้ม ต้มยํา ที่ให้รสหวาน เปรี้ยว และเผ็ด เพื่อช่วยเพิ่มรสชาติ

2. หลีกเลี่ยงอาหารประเภทดองเค็ม เช่น ไข่เค็ม ปลาแดดเดียว อาหารหมักดอง ปลาส้ม แหนม และอาหาร แปรรูปจําพวกไส้กรอก กุนเชียง หมูหย็อง

3. ไม่เติมผงชูรส

4.น้ําซุปต่างๆ เช่น ก๋วยเตี๋ยวมักมีปริมาณโซเดียมสูงควรรับประทานแต่น้อยหรือเทน้ําซุปออกบางส่วนแล้วเติมน้ําเพื่อเจือจาง

5. ตรวจดูปริมาณโซเดียมต่อหน่วยบริโภคบนฉลากของอาหารสําเร็จรูปและขนมถุง เพื่อหลีกเลี่ยงอาหารที่มีปริมาณโซเดียมสูงได้ถูกต้อง

อาหารเค็มและอาหารที่มีโซเดียมสูงถือเป็นมหันตภัยเงียบที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพความเคยชินในการรับประทานอาหารรสเค็มจัดของคนไทยนั้นปรับเปลี่ยนได้ยาก เพราะเมื่อเกิดความเคยชินแล้ว ลิ้นของเราก็จะโหยหารสเค็มต่อไปเรื่อยๆ ถึงเวลาที่เราควรใส่ใจเรื่องอาหารกันมากขึ้น โดยการสร้างนิสัยการกินอาหารรสจืดอย่างถูกวิธีเพื่อลดการเกิดโรคแทรกซ้อนต่างๆ และเพื่อสุขภาพที่ดีในอนาคต.

พญ.อติพร อิงค์สาธิต
พญ.กชรัตน์ วิภาสธวัช
นพ.สุรศักดิ์ กันตชูเวสศิริ
คณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดี

ที่มา : ไทยรัฐ 24 พฤศจิกายน 2557

NCD โรคไม่ติดต่อ โดย ผศ.ดร.พญ.มยุรี หอมสนิท

manager140625_01“องค์การอนามัยโลกระบุว่า โรคที่เกิดจากการใช้ชีวิตของคนในปัจจุบันทั่วโลก เกิดจากกลุ่มโรคเรื้อรัง NCD มากถึง 68%”
NCD ย่อมาจาก Non Communicable Disease หรือกลุ่มโรคไม่ติดต่อ โรคกลุ่มนี้เกิดได้จากหลายสาเหตุ แต่ที่สำคัญและก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพในคนส่วนใหญ่ ได้แก่ โรคที่เกิดจากการใช้ชีวิตอย่างไม่เหมาะสม ทั้งในการบริโภคอาหาร การออกกำลังกาย ร่วมกับความเสื่อมของร่างกายตามอายุ ซึ่งทำให้เกิดโรคเรื้อรัง เช่น โรคเบาหวาน โรคไขมันในเลือดสูง โรคความดันโลหิตสูง กระดูกพรุน มะเร็ง โรคเหล่านี้อาจนำไปสู่โรคที่รุนแรงยิ่งขึ้น เช่น โรคหลอดเลือดหัวใจ โรคไตเรื้อรัง และโรคสมองเสื่อมจากสาเหตุต่างๆ ทำให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตแย่ลง มีความพิการ หรือแม้แต่เป็นสาเหตุของการเสียชีวิตได้

จากรายงานขององค์การอนามัยโลก พ.ศ.2551 (ไม่แตกต่างจากสถานการณ์ปัจจุบันมากนัก) มียอดผู้เสียชีวิต 57 ล้านคน ปรากฏว่า 36 ล้านคน หรือ 63% เกิดจากโรคที่ไม่ติดต่อ อันดับ 1 คือ โรคหลอดเลือดหัวใจ (48% หรือ 17.28 ล้านคน) โรคมะเร็ง (21% หรือ 7.6 ล้านคน) โรคระบบหายใจเรื้อรัง (12% หรือ 4.2 ล้านคน) และโรคเบาหวาน (ที่เป็นสาเหตุโดยตรง 3.5% หรือ 1.3 ล้านคน) ซึ่งทั้งหมดนี้เกิดมาจากพฤติกรรมการสูบบุหรี่ การไม่ออกกำลังกาย การรับประทานอาหารที่ไม่เหมาะสม รวมทั้งการดื่มแอลกอฮอล์มากไป

และจากพฤติกรรมยังเป็นที่มาของโรคความดันโลหิตสูง ทำให้เป็นสาเหตุของการเสียชีวิตถึง 16.5% ของทั่วโลกจากการสูบบุหรี่ และจากน้ำตาลในเลือดสูง 9% การไม่ออกกำลังกาย 6% และน้ำหนักเกิน 6% หรือภาวะอ้วนเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตถึง 5% อีกด้วย

จากสถิติจะเห็นได้ว่า คนทุกวัยมีสิทธิ์ที่จะเป็น แต่โรคเรื้อรังกลุ่มนี้มักพบในผู้สูงอายุ ที่มีการใช้ชีวิตที่ไม่ดีต่อสุขภาพ การสูบบุหรี่ทำให้มีผู้เสียชีวิต 6 ล้านคนทุกปี รวมถึงผู้ที่เสียชีวิตจากการสูดควันบุหรี่จากผู้อื่น และคาดการณ์ว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 8 ล้าน นอกจากนี้ยังมีผู้เสียชีวิต 3.2 ล้านคน จากการที่ออกกำลังกายไม่เพียงพอ มีผู้เสียชีวิต 2.5 ล้านคน จากการดื่มแอลกอฮอล์ 1.7 ล้านคน เสียชีวิตจากการรับประทานผลไม้และผักน้อยไป

ปัจจุบันแนวโน้มผู้ป่วยกลุ่มโรค NCD ได้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งมีอายุน้อยลงเรื่อยๆ ซึ่งเราพิจารณาจากน้ำหนักตัวของประชากร ที่อยู่ในเกณฑ์เกินมาตรฐานมีจำนวนเพิ่มขึ้น ทำให้เกิดปัจจัยเสี่ยงที่จะเกิดกลุ่มโรค NCD

ที่มา : ASTVผู้จัดการออนไลน์ 25 มิถุนายน 2557

 

manager140702_01

ปรับพฤติกรรม ปลอดภัยจาก NCD
“ในเรื่องของกลุ่มโรคเรื้อรัง NCD ที่มาพร้อมกับการใช้ชีวิตประจำวันของเรา เป็นเรื่องที่ควรรู้ รวมถึงการปรับพฤติกรรม เพื่อให้ห่างไกลจากลุ่มโรคเรื้อรังเหล่านี้”
ปัจจุบันแนวโน้มผู้ป่วยกลุ่มโรค NCD จะเริ่มจากภาวะเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ซึ่งหากเกิดขึ้นแล้วมักจะเป็นเรื้อรังโดยตามมาด้วยโรคแทรกซ้อนต่างๆ เช่น ถ้าเป็นโรคเบาหวาน อาจจะเป็นอัมพฤกษ์ อัมพาตได้ ซึ่งสาเหตุของการเกิดโรคเรื้อรังเหล่านี้ มาจากพฤติกรรมที่ไม่สมดุลกัน ทั้งเรื่องการรับประทานอาหาร การพักผ่อน การออกกำลังกาย และการทำงานที่สะสม จนเกิดผลเสียต่อสุขภาพได้ทั้งสิ้น

เริ่มแรกเราต้องตระหนักว่า โรคเรื้อรังต่างๆ ส่งผลเสียต่อสุขภาพของตนเอง และส่งผลกระทบกับคนในครอบครัว เมื่อตระหนักแล้วก็ต้องรู้จักปรับรูปแบบการดำเนินชีวิตที่เราเคยปฏิบัติกันมาจนเคยชิน ซึ่งทำได้ไม่ยาก โดยเริ่มต้นจากปัจจัยสำคัญที่สุดคือ อาหารที่เรารับประทาน ไม่ควรเป็นอาหารที่หวานจัด อาหารที่มีความมัน และอาหารรสเค็ม เครื่องดื่มก็เช่นกัน น้ำหวานน้ำอัดลม รวมทั้งเครื่องดื่มที่หวานมัน เช่น กาแฟปั่น กาแฟเย็นก็ควรหลีกเลี่ยง เพราะอาหารและเครื่องดื่มเหล่านี้ นำมาซึ่งโรคเบาหวาน ไขมันในเลือดสูง ความดันโลหิตสูง และโรคอ้วน ซึ่งไม่ใช่โรคติดต่อ แต่เป็นโรคที่เกิดจากพฤติกรรมของตนเอง
นอกจากการหลีกเลี่ยงอาหารหวาน มัน เค็ม ก็ควรรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ รับประทานผักมากๆ ผลไม้สด ที่ไม่หวานจัดในปริมาณที่พอดี เพื่อให้ได้สารอาหารครบถ้วนและช่วยการขับถ่าย ลดความเสี่ยงต่อโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง รวมทั้งโรคมะเร็งด้วย
นอกจากนี้ เรื่องของการทำงาน พักผ่อนน้อย ไม่ออกกำลังกาย 3 อย่างนี้มักจะมาด้วยกัน เนื่องจากการทำงานเป็นเวลานาน จนแทบไม่มีเวลาพักผ่อน รวมถึงการออกกำลังกาย ซึ่งถ้าไม่ปรับพฤติกรรมเหล่านี้ ก็จะเกิดปัญหาต่อสุขภาพ ดังนั้น ควรให้เวลาในการทำกิจกรรมที่ดีต่อสุขภาพ เช่น การออกกำลังกายอย่างน้อย 30 นาทีต่อวันใน 1 สัปดาห์ ทำให้ได้ประมาณ 5 ครั้ง ก็จะเป็นการสร้างเสริมสุขภาพที่ดี ที่สำคัญต้องงดบุหรี่และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อย่างเด็ดขาด หากทำได้ โอกาสการเกิดโรคในกลุ่ม NCD ก็ลดลงตามไปด้วย

 

ที่มา : ASTVผู้จัดการออนไลน์ 3 กรกฎาคม 2557

“โรคไต” ในผู้สูงอายุ หมั่นดูแลตนเอง ช่วยลดความเสี่ยง

dailynew140608_1ใครที่มีอาการปัสสาวะบ่อยในเวลากลางคืน มีอาการขาบวมเมื่อกดลงไปแล้วเกิดเป็นรอยบุ๋ม อีกทั้ง มีอาการความดันโลหิตสูงร่วมด้วย ยิ่งมีอายุที่เพิ่มขึ้น ไม่ควรชะล่าใจเพราะอาจเกิดความผิดปกติขึ้นที่ “ไต” ได้!!

ล่าสุด โรงพยาบาลศิริราช ปิยมหาราชการุณย์ (SiPH) จัดกิจกรรมเวิร์ก ชอปสุขภาพ ในหัวข้อ “ผู้สูงอายุกับโรคไต” ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ “อาสาสมัครใจ SiPH 2 gether Caring & Sharing” สานต่อแนวคิด ผู้รับและผู้ให้ ในการดูแลสังคมด้วยคุณธรรมและจริยธรรม ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2

อ.นพ.สมเกียรติ วสุวัฏฏกุล รองผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาคุณภาพ และอายุรแพทย์โรคไต ศูนย์โรคไต โรงพยาบาลศิริราช ปิยมหาราชการุณย์ ให้ความรู้เกี่ยวกับโรคไตว่า สมาคมโรคไตแห่งประเทศไทยระบุถึงสถานการณ์โรคไตในประเทศไทยปัจจุบันพบว่า คนไทยเป็นโรคไตมากถึง 17 เปอร์เซ็นต์หรือประมาณ 10 ล้านคน โดยในปี พ.ศ. 2554 มีผู้ป่วยไตเสื่อมเรื้อรังจำเป็นต้องฟอกเลือดหรือล้างไตผ่านช่องท้องประมาณ 47,000 คน ซึ่งมีสาเหตุมาจากโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูงมากที่สุดประมาณ 60-70 เปอร์เซ็นต์

สำหรับการวินิจฉัยโรคไตที่ง่ายและได้ผลชัดเจนที่สุด คือ การเจาะเลือดตรวจ โดยเฉพาะคนที่อายุ 40 ปีขึ้นไปทั้งผู้ชายและผู้หญิง ควรตรวจอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง เพื่อเช็กสภาพของไต และผู้ที่มีความเสี่ยงต่อโรคไตเรื้อรังที่ควรเข้ารับการตรวจคัดกรองโรค ได้แก่ ผู้ที่มีอายุมากกว่า 60 ปีขึ้นไป มีโรคประจำตัวที่เป็นสาเหตุของโรคไตเรื้อรัง ได้รับสารพิษหรือยาที่ทำลายไต มีมวลเนื้อไตลดลง ทั้งที่เป็นมาแต่กำเนิด หรือเป็นภายหลัง มีประวัติโรคไตเรื้อรังในครอบครัว

โรคไตเรื้อรัง เป็นภาวการณ์ที่ไตทำงานผิดปกติ หรือ มีการทำงานของไตที่ลดลง โดยดูจากค่าอัตราการกรองของไตที่ผิดปกติ ในระยะเวลามากกว่า 3 เดือนขึ้นไป ซึ่งในระยะเริ่มแรกมักจะไม่แสดงอาการแต่เมื่อไตทำงานเสื่อมลงจนหน่วยไตเหลือน้อยกว่าร้อยละ 10 จะมีของเสียคั่งในกระแสเลือดและมีอาการต่าง ๆ ตามมา”

โดยอาการที่สามารถสังเกตได้คือ ปัสสาวะบ่อยตอนกลางคืน ขาบวมเมื่อกดลงไปจะเกิดรอยบุ๋ม รวมทั้ง มีความดันโลหิตสูง เบื่ออาหาร คลื่นไส้อาเจียน อ่อนเพลีย โลหิตจาง เยื่อหุ้มหัวใจอักเสบ หอบเหนื่อย  และมีโอกาสชักหรือหมดสติได้ ในเพศหญิงมักมีการขาดประจำเดือนและไม่สามารถตั้งครรภ์ได้ ส่วนในเพศชายจะมีความรู้สึกทางเพศลดลง การสร้างอสุจิลดลง

’คนที่ไม่ได้เป็นโรคไตเรื้อรังมาก่อนแต่ก็มีโอกาสที่จะเป็นได้เช่นกัน โดยบางคนอาจจะเกิดจากสาเหตุอื่น เช่น เป็นนิ่วที่ไตก็สามารถเกิดโรคไตได้ หรือว่ามีการอักเสบของหลอดเลือดฝอยที่ไต อย่าง โรคเอสแอลอี ที่เป็นหลอดเลือดฝอยอักเสบ โดยผู้ที่เป็นโรคในกลุ่มนี้มักจะมีอาการบวมแล้วก็มีเลือดออก รวมไปถึง เรื่องเกี่ยวกับการรับประทานยา โดยเฉพาะยาแก้ปวดทั้งหลาย จำพวกเอ็นเสท ยาแก้ปวดพวกแอสไพรินซึ่งหากกินมาเป็นเวลานานแล้วเรื้อรังก็อาจทำให้มีเรื่องของไตวายเข้ามาได้“

นอกจากนี้ การรับประทานผลไม้บางประเภท เช่น มะเฟือง เชอรี่ ลูกเหนียง อาจจะเป็นสาเหตุของการเกิดโรคไตได้เหมือนกันหากรับประทานในปริมาณที่มาก เนื่องจากในมะเฟืองจะมีออกซาเลตสะสมอยู่มาก เป็นสาเหตุทำให้เกิดนิ่วได้ และหากเกิดการอุดตันในเนื้อไตและท่อไตอาจเกิดภาวะไตวายเฉียบพลันได้ ส่วนเชอรี่ เป็นผลไม้ที่มีโพแทสเซียมสูง ในเมล็ดมีสารไฮโดรเจนไซนาไนต์ โดยเฉพาะเวลาเคี้ยว บด จะทำให้เกิดอาการปวดศีรษะ เวียนศีรษะ สับสน วิตกกังวลและอาเจียน ทำให้มีปัญหาเรื่องหัวใจและความดันโลหิต

นพ.สมเกียรติ กล่าวต่อว่า ในผู้ป่วยบางรายถ้าตรวจเช็กดูแล้วพบว่า เป็นนิ่วและแก้ปัญหาได้ก็ไม่มีปัญหานำไปสู่การเป็นไตวายระยะสุดท้าย หรือหากเป็นไตอักเสบแล้วสามารถรักษาได้ก็ไม่มีปัญหาตามมา หรือแม้กระทั่งเป็นเบาหวาน ความดันสูง แต่ถ้าหากผู้ป่วยสามารถควบคุมอาการให้ดีขึ้นได้ ก็จะสามารถชะลอการเสื่อมของไตได้ รวมถึง สาเหตุอื่น ๆ เช่น การรับประทานยาแก้ปวด ถ้าหยุดยาแก้ปวดได้จะเป็นการช่วยลดการเกิดเรื่องโรคไตได้ เพราะหากเป็นโรคนี้ขึ้นมาแล้วค่าใช้จ่ายในการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียมไม่ว่าจะเป็นล้างทางช่องท้อง หรือว่าไต เฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 2 แสนต่อคนต่อปี

สัญญาณที่บ่งชี้ให้รีบมาพบแพทย์เพื่อเข้ารับการตรวจร่างกาย คือ มีการเปลี่ยนแปลง เกิดความผิดปกติของหลอดเลือดขึ้น เช่น ความดันสูงโดยจะมีโปรตีนรั่วออกมาซึ่งสามารถสังเกตได้จากปัสสาวะว่าเป็นฟองมากขึ้น หรือเป็นฟองนานผิดสังเกตหรือไม่ หรือเช็กอาการบวม ซึ่งจะพบได้ที่บริเวณก้นกบและหน้าแข้ง รวมทั้ง ที่บริเวณเท้า โดยอาการบวมจะนูนขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด ตึงขึ้น เมื่อกดแล้วจะบุ๋มลงไป

วิธีการดูแลตนเองของผู้ป่วยที่เป็นโรคไตจะมีวิธีการที่แตกต่างกัน บางรายต้องงดอาหารเค็มและอาหารประเภทเนื้อสัตว์  รวมถึง ทำจิตใจให้สบาย เพราะความเครียด จะส่งผลให้ความดันโลหิตสูง เลือดไปเลี้ยงไตไม่เพียงพอ จนกระทบต่อไต พักผ่อนให้เพียงพอ และควรออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เพื่อชะลอความเสื่อมของไต ที่ต้องงดเค็มเพราะเป็นตัวการที่ทำให้เกิดความดันสูงได้ง่าย

ส่วนผู้ป่วยที่มีภาวะเป็นเบาหวานถ้าเป็นแล้วให้ควบคุมน้ำตาล หรือหากอยู่ในครอบครัวที่เป็นเบาหวานถึงแม้ไม่เป็นเบาหวานก็ต้องควบคุมน้ำตาลให้ดีเช่นกัน ส่วนผู้ป่วยบางรายขับเกลือไม่ได้จะมีอาการบวมจำเป็นต้องระวังเรื่องอาหารรสเค็มด้วย

ในขณะที่ บางรายขับโพแทสเซียมเกลือแร่ไม่ได้ซึ่งจะมีอันตรายต่อหัวใจจึงจำเป็นต้องควบคุมอาหาร ผัก และผลไม้ เพราะโพแทสเซียมมีมากในผักและผลไม้ หรือในรายที่ไตเริ่มทำงานไม่ดีมากขึ้นเรื่อย ๆ จะต้องควบคุมสารฟอสเฟต มีอยู่มากในอาหารประเภทโปรตีน ถั่ว ช็อกโกแลตต่าง ๆ จะเห็นได้ว่า ผู้ป่วยโรคไตจะมีอาการไม่เหมือนกันทุกราย แต่ละคนต้องปรับสมดุลร่างกายในวิธีการที่แตกต่างกันไป

สำหรับการดูแลตัวเองในผู้ป่วยที่เป็นโรคไตเพื่อไม่ให้ไตเสื่อมมากไปกว่าเดิมสามารถทำได้โดยการควบคุมความดันสูงของตัวเอง เพราะยิ่งมีความดันสูงมากขึ้นจะส่งผลทำให้ไตเสื่อมมากขึ้น  และเมื่อใดก็ตามที่ไตมีอาการเสื่อมลงมาก ๆ จะพบว่า มีสารฟอสเฟตสูงในเลือด หากมีจำนวนมากขึ้น ๆ ก็จะไปจับกับแคลเซียมจนเกิดเป็นผลึกกลายเป็นแคลเซียมฟอสเฟตผลึก หากจับตัวกันไปผสมที่หลอดเลือดต่าง ๆ ทั้งหัวใจและไต จะทำให้ไตมีอาการแย่ลงไปอีก โดยแหล่งอาหารที่ควรหลีกเลี่ยง ได้แก่ นม ถั่วต่าง ๆ ธัญพืช เบียร์ เบเกอรี่ เค้ก พาย ช็อกโกแลต น้ำอัดลมสีเข้ม ชา กาแฟ ชา เต้าหู้ และไข่แดง.

ที่มา : เดลินิวส์ 8 มิถุนายน 2557

บทบาทของอาหารเค็มต่อการเกิดโรคไต – หมอรามาฯไขปัญหาสุขภาพ

dailynews130427_001โรคความดันโลหิตสูงและโรคไตเรื้อรังเป็นปัญหาทางสาธารณสุขที่สำคัญของคนไทย จากการศึกษาความชุกของโรค พบว่ามีประชากรไทยที่เป็นความดันโลหิตสูงได้ถึง 1 ใน 4 ของผู้ใหญ่ หรือกว่า 10 ล้านคน และพบว่า มีประชากรไทยเป็นโรคไตเรื้อรังประมาณ 7 ล้านคน โดยส่วนมากเป็นโรคไตระยะเริ่มต้น ซึ่งถ้าความดันโลหิตสูงไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้อง จะทำให้เกิดโรคแทรกซ้อนตามมา เช่น หัวใจวาย อัมพาต และความเสื่อมจากการทำงานของไต นำไปสู่ภาวะไตวาย หลักสำคัญในการดูแลรักษาผู้ป่วยโรคเหล่านี้คือ ควบคุมความดันโลหิต รักษาเบาหวาน รวมทั้งป้องกันภาวะแทรกซ้อนทางหัวใจและหลอดเลือด

อุปสรรคที่สำคัญที่ทำให้การควบคุมความดันโลหิตไม่ได้ตามเป้าหมายคือ การบริโภคเกลือปริมาณมาก มีการเติมเกลือหรือน้ำปลาในการปรุงรสชาติอาหารให้มีรสเค็ม โดยเฉพาะคนไทยมีพฤติกรรมการบริโภคเกลือสูงถึง 2 เท่าของปริมาณที่ร่างกายต้องการ และผลเสียที่ติดตามมากับอาหารเค็มก็คือ “โซเดียม”สูง ซึ่งการรับประทานอาหารที่มีโซเดียมสูง ส่งผลเสียทั้งทำให้ความดันโลหิตสูง เพิ่มการรั่วของโปรตีนในปัสสาวะ และยังส่งผลเสียต่อไตโดยตรง

จากการศึกษาพบว่าคนที่รับประทานอาหารที่มีโซเดียมสูงเป็นประจำ มีโอกาสเป็นโรคหัวใจและเสียชีวิตสูงกว่าคนที่รับประทานอาหารที่มีโซเดียมในปริมาณที่เหมาะสม ดังนั้น เราจึงควรมาทำความรู้จักสิ่งที่เรียกว่าโซเดียม เพื่อให้ทราบถึงบทบาทต่อร่างกาย และวิธีการลดปริมาณโซเดียมในอาหารได้อย่างถูกต้อง

โซเดียมเป็นหนึ่งในเกลือแร่ที่สำคัญในร่างกาย ทำหน้าที่ควบคุมสมดุลของเกลือแร่ การกระจายตัวของน้ำในส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย ควบคุมสมดุลของกรดด่าง ควบคุมการเต้นของหัวใจและชีพจร มีผลต่อความดันโลหิตและการทำงานของเส้นประสาทและกล้ามเนื้อ ร่างกายของเราได้รับโซเดียมจากอาหารซึ่งมักอยู่ในรูปของเกลือโซเดียมคลอไรด์ ทำให้มีรสชาติเค็ม มักใช้เพื่อปรุงรสหรือถนอมอาหาร เช่น น้ำปลา กะปิ นอกจากนี้โซเดียมยังแอบแฝงในอาหารรูปอื่นแต่ไม่มีรสชาติเค็ม เช่น ผงชูรส ผงฟู เป็นต้น

การรับประทานโซเดียมในปริมาณที่มากหรือน้อยเกินไป ล้วนส่งผลเสียต่อร่างกาย จากการสำรวจของกรมอนามัยร่วมกับสถาบันโภชนศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล พบว่าคนไทยส่วนใหญ่รับประทานโซเดียมมากถึง 2 เท่าของปริมาณที่แนะนำ ซึ่งผลเสียของการรับประทานอาหารที่มีโซเดียมสูง มีดังนี้

1) เกิดการคั่งของเกลือและน้ำในอวัยวะต่าง ๆ

แม้ว่าโซเดียมมีความจำเป็นต่อร่างกาย แต่หากมีโซเดียมมากเกินไปทำให้เกิดการคั่งของเกลือและน้ำในร่างกาย ในผู้ที่สุขภาพแข็งแรงไตยังสามารถกำจัดเกลือและน้ำส่วนเกินได้ทัน แต่ในผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง ซึ่งมักจะไม่สามารถกำจัดเกลือและน้ำส่วนเกินในร่างกายได้ ทำให้เกิดภาวะคั่งของเกลือและน้ำในอวัยวะต่าง ๆ เช่น แขน ขา หัวใจ และปอด ผลคือทำให้แขนขาบวม เหนื่อยง่าย แน่นหน้าอก นอนราบไม่ได้ ในผู้ป่วยโรคหัวใจน้ำที่คั่งในร่างกายจะทำให้เกิดภาวะหัวใจวายมากขึ้น

2) ทำให้ความดันโลหิตสูง

การรับประทานโซเดียมมากเกินไป ทำให้ความดันโลหิตเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มผู้สูงอายุ ผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง คนอ้วน และผู้ป่วยโรคเบาหวาน ภาวะความดันโลหิตสูงทำให้เกิดผลเสียต่อหลอดเลือดในอวัยวะต่าง ๆ เช่น หัวใจ และสมอง เกิดโรคหลอดเลือดหัวใจตีบตัน โรคอัมพฤกษ์ อัมพาต ตามมา นอกจากนี้ยังพบว่าในผู้ที่เป็นโรคความดันโลหิตสูงอยู่แล้ว หากรับประทานโซเดียมในปริมาณที่เหมาะสมควบคู่กับยาลดความดันโลหิต สามารถลดความดันโลหิตได้ดีกว่าผู้ที่รับประทานยาลดความดันโลหิต แต่ได้รับโซเดียมเกินกำหนด

3) เกิดผลเสียต่อไต

จากการที่มีการคั่งของน้ำและความดันโลหิตสูง ทำให้ไตทำงานหนักขึ้น เพื่อเพิ่มการกรองโซเดียมและน้ำส่วนเกินของร่างกาย ผลที่ตามมาคือเกิดความดันในหน่วยไตสูงขึ้น และเกิดการรั่วของโปรตีนในปัสสาวะมากขึ้น นอกจากนี้ยังกระตุ้นให้ร่างกายสร้างสารบางอย่างเหล่านี้ ทำให้ไตเสื่อมเร็วขึ้น

โซเดียมอยู่ในอาหารประเภทใดบ้าง

อาหารที่มีปริมาณโซเดียมสูง ส่วนใหญ่มักมีรสชาติเค็ม ดังนั้นจึงควรหลีกเลี่ยงอาหารทุกชนิดที่มีรสชาติเค็ม นอกจากนี้ยังมีอาหารที่มีโซเดียมสูงแต่ไม่เค็ม ซึ่งเรียกว่ามีโซเดียมแฝง ทำให้เรารับโซเดียมโดยไม่รู้ตัว ดังนั้น จึงควรทำความรู้จักอาหารประเภทนี้ไว้ด้วย จากการสำรวจพบว่าปริมาณโซเดียมที่ได้รับส่วนใหญ่มาจากขั้นตอนการปรุงอาหารมากกว่าการเติมน้ำปลาหรือเกลือเมื่ออาหารถูกปรุงเสร็จแล้ว เราสามารถแบ่งอาหารที่มีโซเดียมเป็นส่วนประกอบได้ดังนี้

1) อาหารแปรรูปหรือการถนอมอาหาร ได้แก่ อาหารกระป๋องทุกชนิด อาหารหมักดอง อาหารเค็ม อาหารตากแห้ง เนื้อเค็ม ปลาเค็ม ปลาร้า ผักดอง และผลไม้ดอง เป็นต้น

2) เครื่องปรุงรสชนิดต่าง ๆ ได้แก่ เกลือ (ทั้งเกลือเม็ดและเกลือป่น) น้ำปลา มีปริมาณโซเดียมสูง คนที่ต้องจำกัดโซเดียมไม่ควรทานซอสปรุงรสต่าง ๆ เช่น ซีอิ๊วขาว เต้าเจี้ยว น้ำบูดู กะปิ ปลาร้า ปลาเจ่า เต้าหู้ยี้ ซอสหอยนางรม ซอสมะเขือเทศ ซอสพริก น้ำจิ้มต่าง ๆ ที่มีรสเปรี้ยว ๆ หวาน ๆ ซอสเหล่านี้แม้จะมีปริมาณโซเดียมไม่มากเท่ากับน้ำปลา แต่คนที่ต้องจำกัดโซเดียมก็ต้องระวังไม่ให้กินมากเกินไปด้วย

3) ผงชูรส แม้เป็นสารปรุงรสที่ไม่มีรสเค็ม แต่ก็มีโซเดียมเป็นส่วนประกอบอยู่ด้วยประมาณร้อยละ15 ของส่วนประกอบ

4) อาหารกระป๋องต่าง ๆ เช่น ผลไม้กระป๋อง ปลากระป๋อง และอาหารสำเร็จรูปต่าง ๆ ขนมกรุบกรอบ เป็นต้น ซึ่งอาหารเหล่านี้มีการเติมเกลือหรือสารกันบูด ซึ่งมีโซเดียมในปริมาณที่สูงมาก

5) อาหารกึ่งสำเร็จรูป เช่น บะหมี่ โจ๊ก ข้าวต้ม ซุปต่าง ๆ ทั้งชนิดก้อนและชนิดซอง

6) ขนมต่าง ๆ ที่มีการเติมผงฟู (Baking Powder หรือ Baking Soda) เช่น ขนมเค้ก คุกกี้ แพนเค้ก ขนมปัง ซึ่งผงฟูที่ใช้ในการทำขนมเหล่านี้มีโซเดียมเป็นส่วนประกอบ (โซเดียมไบคาร์บอเนต) รวมถึงแป้งสำเร็จรูป ที่ใช้ทำขนมเองก็มีโซเดียมอยู่ด้วย เพราะได้ผสมผงฟูไว้แล้ว

7) น้ำและเครื่องดื่ม น้ำฝนเป็นน้ำที่ปราศจากโซเดียม แต่น้ำบาดาลและน้ำประปามีโซเดียมปนอยู่บ้างในจำนวนไม่มากนัก ส่วนเครื่องดื่มเกลือแร่ยี่ห้อต่าง ๆ มีการเติมสารประกอบของโซเดียมลงไปด้วย เพราะมีจุดประสงค์ให้เป็นเครื่องดื่มสำหรับนักกีฬาหรือผู้ที่สูญเสียเหงื่อมากไม่ใช่ประชาชนทั่วไป ส่วนน้ำผลไม้บรรจุกล่อง ขวด หรือกระป๋อง ก็มักมีการเติมสารกันบูด (โซเดียมเบนโซเอต) ลงไปด้วย ทำให้น้ำผลไม้เหล่านี้มีโซเดียมสูง ดังนั้นหากต้องการดื่มน้ำผลไม้ ควรดื่มน้ำผลไม้สดจะดีกว่า

ปริมาณโซเดียมที่เหมาะสมในการบริโภคไม่ควรเกิน 2,400 มิลลิกรัมต่อวัน ซึ่งเครื่องปรุงรสต่าง ๆ ดังนี้ ในปริมาณ 1 ช้อนชา จะมีโซเดียมแตกต่างกัน อาทิ ผงปรุงรส มีโซเดียม 950 มิลลิกรัม ตอ 1 ช้อนชา ผงชูรส มีโซเดียม 600 มิลลิกรัม ตอ 1 ช้อนชา น้ำปลา ซีอิ๊ว และซอสปรุงรส มีโซเดียม 400 มิลลิกรัมตอ 1 ช้อนชา เป็นต้น

หากรับประทานอาหารจานเดียวเหล่านี้ 3 มื้อต่อวัน จะได้รับโซเดียมมากเกินความต้องการของร่างกายถึง 2 เท่าเลยทีเดียว นอกจากนี้หากเราเติมน้ำปลาเพิ่มเข้าไปอีก ก็จะเป็นการเพิ่มปริมาณโซเดียมอีกถึงช้อนชาละ 500 มิลลิกรัม ส่งผลให้ร่างกายได้รับโซเดียมปริมาณสูงขึ้นไปอีก

ดังนั้นหลักการที่สำคัญในการลดปริมาณโซเดียมที่รับประทานได้แก่ หลีกเลี่ยงการใช้เกลือในการปรุงอาหาร และเลือกเติมเครื่องปรุงให้โซเดียมไม่เกินปริมาณที่กำหนด การเลือกรับประทานอาหารที่มีหลายรสชาติ เช่น แกงส้ม ต้มยำ ให้รสหวาน เปรี้ยว หรือเผ็ด เพื่อช่วยเพิ่มรสชาติ หลีกเลี่ยงอาหารประเภทดองเค็ม ไม่เติมผงชูรส รับประทานน้ำซุปต่าง ๆ แต่น้อย ตรวจดูปริมาณโซเดียมต่อหน่วยบริโภคบนฉลากของอาหารสำเร็จรูป

อาหารเค็มและอาหารที่มีโซเดียมสูงถือเป็นมหันตภัยเงียบที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ ความเคยชินในการรับประทานอาหารรสเค็มจัดของคนไทย นั้นปรับเปลี่ยนได้ยาก แต่ไม่ใช่ว่าเป็นไปไม่ได้ เพราะเมื่อเกิดความเคยชินแล้ว ลิ้นของเราก็จะไม่โหยหารสเค็มอีกต่อไป เราจึงมาสร้างนิสัยกินจืดอย่างถูกวิธีกันตั้งแต่วันนี้ เพื่อลดการเกิดโรคแทรกซ้อนต่าง ๆ และเพื่อสุขภาพที่ดีตามมาด้วย.

ผศ.ดร.พญ.อติพร อิงค์สาธิต พญ.กชรัตน์ วิภาสธวัช
ผศ.นพ.สุรศักดิ์ กันตชูเวสศิริ
ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์
โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล

ที่มา : เดลินิวส์ 27 เมษายน 2556

รณรงค์คนไทยตื่นตัวรับมือโรคไตวาย

bangkokbiznews130425_001ไต (Kidney) เป็นอวัยวะในร่างกายอยู่ด้านข้างของกระดูกสันหลัง บริเวณบั้นเอว มีอยู่สองข้าง รูปร่างคล้ายเมล็ดถั่ว ทำหน้าที่ กำจัดของเสียออกจากร่างกาย , ควบคุมสมดุล น้ำ เกลือ และแร่ธาตุอื่นๆ , สร้างฮอร์โมนและเอนไซม์ที่มีความสำคัญต่อร่างกาย เช่น ในขบวนการสังเคราะห์วิตามินดี ช่วยในการควบคุมแคลเซียมและฟอสฟอรัส, Erythropoietin ซึ่งมีส่วนช่วยในการสร้างเม็ดเลือดแดงและ renin ในการควบคุมความดันโลหิต ไตจะทำหน้าที่กรองของเสียจากร่างกาย ในหนึ่งวันไตต้องกรองเลือดมากถึง 180 ลิตร หรือ เลือดในร่างกายเราต้องกรองผ่านไตถึงวันละ 50 ครั้ง และช่วยควบคุมระดับน้ำในร่างกาย โดยการขับน้ำส่วนเกินออกมาเป็นปัสสาวะ คอยควบคุมระดับเกลือแร่ต่าง ๆ ในร่างกาย ถ้าเกลือแร่เสียสมดุล เซลล์หรืออวัยวะต่าง ๆ จะไม่สามารถทำงานได้ หากผิดปกติมาก ๆ อาจทำให้เสียชีวิตได้ ช่วยร่างกายควบคุมความดันโลหิต ผู้ป่วยโรคไตมักมีความดันโลหิตสูงยากต่อการควบคุม นอกจากนี้ไตยังช่วยร่างกายในการเสริมสร้างกระดูกให้แข็งแรง โดยมีส่วนร่วมในการสังเคราะห์ วิตามินดี และช่วยร่างกายในการสร้างเลือดโดยการผลิตฮอร์โมนที่จำเป็นต่อการสร้างเม็ดเลือดแดง อีกด้วย

โรคไตชนิดเรื้อรัง คือ ภาวะที่มีการทำงานของไตค่อย ๆ ลดลงอย่างช้า ๆ ในเวลาหลายเดือนหรือเป็นปี จนกระทั่งสูญเสียหน้าที่อย่างถาวร โดยมีสาเหตุมาจากการเสื่อมตามอายุหรือมีสาเหตุอื่นที่พบได้บ่อย เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคแพ้ภูมิตัวเอง ถุงน้ำในไต เป็นต้น

ปัจจุบันมีการแบ่งระยะของโรคไตเรื้อรังออกเป็น 5 ระยะ(ตารางที่ 1) ตามอัตราการกรองของไต ซึ่งวิธีการคำนวนมีหลายวิธี ปัจจุบันนิยมใช้ CKD EPI Creatinine เนื่องจากมีความถูกต้องแม่นยำสูง ในปีหนึ่งมีผู้ป่วยเป็นจำนวนนับล้าน ทั่วโลกที่เสียชีวิตก่อนวัยอันควรเนื่องจากภาวะแทรกซ้อนจากโรคไตเรื้อรัง ร้อยละ 8-10 ของกลุ่มประชากรผู้ใหญ่ มักจะมีความผิดปกติอย่างใดอย่างหนึ่งของไต ซึ่งส่วนใหญ่มีสาเหตุเกิดจากโรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดโรคไตเรื้อรัง โดยเฉพาะในผู้สูงอายุทั่วโลก

โดยผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังระยะแรก ๆ มักจะไม่มีอาการผิดปกติใด ๆ ทำให้สูญเสียโอกาสสำคัญในการรักษาโรค ดังนั้น การตรวจหาโรคไตจึงเป็นสิ่งสำคัญ เราสามารถตรวจโดยการตรวจเลือด เพื่อดูค่า ครีเอตินีน(Creatinine) ซึ่งเป็นของเสียที่ไตขับออกมาในปัสสาวะ เพื่อคำนวณค่าการทำงานของไต (estimated Glomerular Filtration Rate) และ ตรวจวิเคราะห์ปัสสาวะ (Urinalysis) และตรวจปัสสาวะเพื่อวัดปริมาณโปรตีน/ไข่ขาวปัสสาวะ (Urine microalbumin to creatinine ratio) โดยกลุ่มเสี่ยงที่ควรได้รับการตรวจหาโรคไต ได้แก่ ผู้ป่วยโรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง ผู้ที่เป็นโรคอ้วน ผู้ที่สูบบุหรี่ ผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไป ผู้ที่มีประวัติครอบครัวที่มี โรคไต โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง

การวินิจฉัยโรคไตเรื้อรัง แพทย์จำเป็นต้องได้ประวัติครบถ้วนเนื่องจากการวินิจฉัยต้องอาศัยระยะเวลาที่ป่วย อย่างน้อยสามเดือน ร่วมกับอัตราการกรองของไตลดน้อยกว่า 60 มล/นาที/1.73 ตารางเมตร หรือมีหลักฐานอื่นที่แสดงว่าไตมีการถูกทำลาย เช่น ผลชิ้นเนื้อของไต หรือ โปรตีนรั่วในปัสสาวะมากกว่าเกณฑ์มาตรฐาน หรือ ตรวจปัสสาวะพบเม็ดเลือดที่มากกว่าเกณฑ์มาตรฐาน หรือ มีภาพถ่ายทางรังสีพบว่า ไตมีขนาดเล็ก มีถุงน้ำ เล้นเลือดที่ไปเลี้ยงไตตีบ เป็นต้น ดังนั้นผู้ป่วยจำเป็นต้องให้ความร่วมมือกับแพทย์ เพื่อให้ได้การวินิจฉัยที่ถูกต้องแม่นยำ

อาการของโรคไตเรื้อรัง โดยส่วนใหญ่ถ้าเป็นโรคไตเรื้อรังระยะ 1 , 2 และ 3 มักมีอาการแสดงเล็กน้อย ซึ่งเราสามารถสังเกตได้เบื้องต้นดังนี้

1. บวม มักจะบวมทั้งตัว ระยะแรกอาจมีเพียงการบวมที่หนังตา และใบหน้า อาจจะรู้สึกว่าแหวนหรือรองเท้าคับขึ้น ต่อมาจะมีการบวมที่ขาและเท้าทั้งสองข้าง ถ้าบวมไม่มากอาจสังเกตไม่เห็น ลองใช้นิ้วกดที่หน้าแข้งสักพักแล้วปล่อยจะมีรอยบุ๋มอยู่แสดงว่า บวม

2. ปัสสาวะเป็นฟอง เกิดจากมีโปรตีนรั่วออกมาในปัสสาวะ

3. ปัสสาวะเป็นเลือด ปัสสาวะคนเราจะมีสีเหลืองใส อาจมีสีเข้มขึ้นเล็กน้อยถ้าดื่มน้ำน้อย ถ้าปัสสาวะที่ออกมามีสีออกแดงหรือเป็นแบบสีน้ำส้างเนื้อแสดงว่ามีเลือดออกจากทางเดินปัสสาวะ คนปกติไม่ควรมีปัสสาวะเป็นเลือด ในผู้ป่วยหญิงการเก็บปัสสาวะต้องเก็บหลังหมดประจำเดือน 5 – 7 วัน

4. ปัสสาวะบ่อย คนเราแต่ละคนจะมีความถี่บ่อยของการปัสสาวะแตกต่างกัน ขึ้นกับการฝึกหรือนิสัยส่วนตัว รวมทั้งปริมาณน้ำที่ดื่มและน้ำที่เสียไปทางเหงื่อกับอุจจาระ การที่มีปัสสาวะบ่อยกว่าที่เคยเป็นอยู่ ในระยะเริ่มต้นอาจสังเกตได้ไม่ชัดเจน อาการที่ต้องนึกถึงว่ามีปัสสาวะบ่อยผิดปกติก็คือ การตื่นขึ้นมาปัสสาวะตอนกลางคืน

5. ปัสสาวะน้อยลง เมื่อคนเราดื่มน้ำมากปริมาณปัสสาวะมักจะมากขึ้น เมื่อดื่มน้ำน้อยปัสสาวะก็มักจะน้อยลงเช่นกัน แต่หากดื่มน้ำมากแต่ปัสสาวะไม่ออกมากตามหรือปัสสาวะไม่ออกเลย มักเกิดจากการทำงานของไตเสียไป ดังนั้นเมื่อสังเกตว่าปัสสาวะน้อยลงให้ลองรับประทานน้ำเพิ่มขึ้นและสังเกตว่ามีปัสสาวะมากขึ้นหรือไม่ หากยังคงมีปัสสาวะออกน้อยถึงแม้จะดื่มน้ำมากขึ้นแล้วควรรีบมาปรึกษาแพทย์เพื่อให้การรักษาโดยทันที

อาการดังกล่าวจะรุนแรงขึ้นในระยะที่ 4 และ 5 ร่วมกับมีอาการอื่นๆ เช่น คลื่นไส้อาเจียน ซีด อ่อนเพลีย คัน เสื่อมสมรรถภาพทางเพศ มีภาวะน้ำเกิน สับสน เป็นต้น

แนวทางการรักษาโรคไต จะใช้ยากลุ่มที่ block Renin-Angiotensin System เช่น ยากลุ่ม ACE Inhibitors, ARBs ที่มีการใช้มากกว่า 10 ปี ในการรักษา โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ โรคไต อย่างมีประสิทธิภาพ ส่วนการที่จะชะลอโรคไตให้เสื่อมช้าลง สามารถทำได้โดย ควบคุมความดันโลหิต โดยให้ ความดันโลหิตลดลงมาอยู่ในเกณฑ์ปกติในระดับ 130/80 มม. ปรอท ลดโปรตีนในปัสสาวะให้น้อยกว่า 0.5 กรัมต่อวัน โดยใช้ยาลดความดันโลหิตกลุ่ม ACEI, ARB ถ้าเป็นเบาหวานให้ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้น้อยกว่า 130 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร ควบคุมระดับไขมันในเลือด ควบคุมความเข้มข้นของเลือดไม่ให้จางจนเกินไป ควบคุมน้ำหนักตัวให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม ควบคุมอาหาร โดยเฉพาะ เกลือ หรือ ความเค็มของอาหาร อาหารไขมันสูง ออกกำลังกายสม่ำเสมอ หยุดสูบบุหรี่ ดื่มน้ำอย่างน้อย 1.5-2 ลิตร ต่อวัน หลีกเลี่ยงการใช้ยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs, COX-2 Inhibitorsหลีกเลี่ยงการใช้ยาสมุนไพรและถ้าไม่สามารถชะลอโรคไตเรื้อรังได้ ควรเตรียมการรักษาด้วยวิธี การฟอกเลือด การล้างไตทางช่องท้อง หรือการปลูกถ่ายไตตามความเหมาะสม

ที่มา : กรุงเทพธุรกิจ 25 เมษายน 2556

กิน-อยู่อย่างไร…ให้ไตอยู่ดี

dailynews130331_001ปัจจุบันพบว่า การกินอาหารส่งผลต่อสุขภาพร่างกายของมนุษย์โดยตรง เรียกว่า กินอย่างไรก็จะได้อย่างนั้น หากเราเลือกรับประทานอาหารให้เหมาะสมกับน้ำหนักตัว กิจวัตรประจำวัน รวมทั้งเลือกกินอาหารที่ดีและมีประโยชน์ต่อร่างกาย นอกจากจะมีสุขภาพที่ดีแล้วยังเป็นแนวทางป้องกันโรคที่ดีด้วยและถึงแม้นว่าจะเป็นโรค เราก็ยังต้องเลือกกินให้ถูกกับโรคที่เป็น เพื่อป้องกันโรคแทรกซ้อนและอยู่อย่างมีคุณภาพชีวิต

กินแบบไหน…ช่วยป้องกันโรคไต

หนึ่งในโรคที่มีส่วนสัมพันธ์โดยตรงกับพฤติกรรมการบริโภคอาหารและพบบ่อยในคนไทยคือ โรคไตวายเรื้อรัง โดยผู้ที่เป็นโรคไตส่วนหนึ่งมาจากอาหารที่รับประทาน เช่น อาหารที่มีรสเค็มจัด และอาหารที่ไม่สะอาด ซึ่งการรับประทานอาหารให้ห่างไกลโรคไตนั้น ควรเริ่มจากตัวเราก่อน โดยการปรับพฤติกรรมการรับประทานอาหาร จากที่เคยรับประทานอาหารในปริมาณที่เกินความต้องการของร่างกาย (ดูได้ง่าย ๆ คือน้ำหนักตัวจะเริ่มเพิ่มขึ้น เสื้อผ้าคับ) ก็ควรลดปริมาณอาหารให้น้อยลง หลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันจากสัตว์ และคอเลสเตอรอลสูง รวมถึงควรหลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารที่มีรสจัดเกินไป เช่น หวานจัด เค็มจัด และอาหารที่มีกะทิ เพื่อป้องกันโรคอ้วน ซึ่งจะเป็นสาเหตุสู่โรคอื่นๆ ตามมา เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูงและไขมันอุดตันในเส้นเลือด ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของการเป็นโรคไตเรื้อรังที่ตามมา นอกจากนี้ ควรดื่มน้ำสะอาด อย่างน้อยวันละ 6-8 แก้ว จะช่วยให้เราห่างไกลจากโรคไตได้

เมื่อเป็นโรคไต…ควรกินอยู่อย่างไร ชะลอไตพัง

สำหรับผู้ที่ป่วยเป็นโรคไตเรื้อรังแล้ว ก็ควรระมัดระวังไม่ให้โรครุนแรงไปมากกว่าเดิม นอกจากการทานยาตามที่แพทย์สั่ง และการบำบัดทดแทนไตด้วยวิธีการล้างไตทางช่องท้อง หรือการฟอกเลือดอย่างสม่ำเสมอแล้ว อาหารก็มีส่วนช่วยบำบัดอาการของโรคไตได้ หากเลือกรับประทานอาหารให้เหมาะสม จะช่วยป้องกันภาวะทุพโภชนาการและเพิ่มคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังได้

ผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังที่ล้างไตด้วยการฟอกเลือด หรือการล้างไตทางช่องท้อง อาจเกิดภาวะขาดสารอาหารได้ เนื่องจากผู้ป่วยอาจมีอาการเบื่ออาหาร ทานอาหารได้น้อยลงรวมทั้งมีการสูญเสียสารอาหาร ระหว่างฟอกเลือด และการล้างไตทางช่องท้อง อาทิ โปรตีนซึ่งเป็นสารอาหารที่จำเป็นต่อการซ่อมแซมร่างกาย และสร้างภูมิคุ้มกัน ดังนั้น ผู้ป่วยแต่ละคนควรมีความรู้ความเข้าใจในการเลือกกินอาหาร เพื่อให้ได้รับสารอาหารโปรตีนและพลังงานที่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย

โดยผู้ป่วยโรคไตจะต้องรับการประเมินภาวะโภชนาการ ซึ่งได้แก่ น้ำหนักตัว ผลทางชีวเคมีของเลือด เช่น อัลบูมิน (วัดโปรตีนในเลือด) การประเมินอาการทางคลินิกและการประเมินการบริโภค และนำข้อมูลเหล่านี้ไปปรึกษานักกำหนดอาหาร/นักโภชนาการ เพื่อจะได้กำหนดปริมาณและรับประทานอาหารให้ถูกต้องเหมาะสมกับภาวะที่ร่างกายต้องการของแต่ละบุคคล ผู้ป่วยควรรับประทานอาหารให้ครบทั้ง 5 หมู่ ทั้งเนื้อสัตว์ ข้าว แป้ง ไขมันที่ดี รวมทั้งผักและผลไม้แต่ต้องกินในปริมาณที่แนะนำ เช่น ผลไม้อาจกินเงาะได้ไม่เกินวันละ 8 ผล แต่ควรงดเมื่อผลทางชีวเคมีของโพแทสเซียมในเลือดเกินกว่าเกณฑ์ที่กำหนด ในขณะเดียวกันสารอาหารโปรตีนที่พบมากในเนื้อสัตว์ต้องรับประทานให้เพียงพอ โดยเน้นบริโภคปลา เพราะเป็นแหล่งอาหารโปรตีนที่ดี ย่อยง่าย มีไขมันต่ำ ในผู้ที่ล้างไตทางช่องท้องควรกินให้ได้ 4-6 ช้อนโต๊ะต่อมื้อหรือเท่ากับ 3 กล่องไม้ขีดไฟกล่องเล็ก หรือ ไพ่ 1 สำรับ และกินไข่ขาววันละ 2 ฟอง การจัดอาหารให้น่ารับประทาน และดัดแปลงเมนูให้หลากหลาย จะช่วยให้ผู้ป่วยรู้สึกอยากรับประทานอาหารมากยิ่งขึ้น เช่น ใช้ “ไข่ขาว” ดัดแปลงเป็นอาหารหลากเมนู ไม่ว่าจะเป็น ซูชิไข่ขาว ฮ่อยจ๊อไข่ขาว หรือ ไส้กรอกอีสานไข่ขาว และอื่น ๆ นอกจากนี้การใช้วุ้นเส้น มาใช้ในตำรับจะช่วยให้ท้องอิ่ม น้ำตาลขึ้นได้อย่างช้า ๆ และเพื่อให้ได้พลังงานตามที่กำหนด

ควรกินอาหารที่ปรุงด้วยวิธีการต้ม นึ่ง ย่าง หากหลีกเลี่ยงไม่ได้ น้ำมันในการปรุงอาหาร ประเภทผัด จะต้องเป็นน้ำมันที่ดีคือ มีไขมันไม่อิ่มตัว เนื่องจากเรากินน้ำมันด้วย ควรใช้น้ำมันถั่วเหลืองผสมกับน้ำมันรำข้าวในสัดส่วน 1 : 1 สำรับ เพื่อลดการอุดตันของไขมันในเส้นเลือดที่จะนำไปสู่โรคหัวใจ ส่วนน้ำมันปาล์ม ใช้สำหรับอาหารประเภททอด โดยหลังทอดเสร็จแล้วควรใช้กระดาษซับเอาน้ำมันออก ก็จะช่วยให้สุขภาพร่างกายแข็งแรง ที่สำคัญช่วยยืดอายุให้ยืนยาวมากยิ่งขึ้น

ผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังควรหลีกเลี่ยงเนื้อสัตว์ที่มีไขมัน และคอเลสเตอรอลสูง เช่น อาหารทะเล หมูสามชั้น หนังเป็ด หนังไก่ เครื่องในสัตว์ อีกทั้งเนื้อสัตว์แปรรูปและอาหารสำเร็จรูป ได้แก่ ไส้กรอก แฮม ปลาส้ม กุนเชียง รวมถึงเนื้อสัตว์ที่มีรสเค็ม เช่น เนื้อเค็ม ไข่เค็ม ปลาเค็ม รวมทั้งอาหารทะเลแช่แข็งด้วย เพราะอาหารเหล่านี้มีเกลือแร่ที่ชื่อโซเดียม ซึ่งมีงานวิจัยพบว่าการกินโซเดียมเกินกว่าที่กำหนดมีผลต่อความดันโลหิตสูงส่งผลให้หลอดเลือดต่าง ๆ เสื่อมได้ง่ายขึ้น ที่สำคัญควรระวังโซเดียม จากเครื่องปรุงที่ใช้ในการปรุงรสอาหาร อาทิ เกลือ น้ำปลา น้ำตาล ซึ่งจริง ๆ แล้วเราเติมลงในอาหารเพื่อเพิ่มรสชาติตามที่เราต้องการ แต่ร่างกายไม่ได้มีความต้องการ จึงต้องจำกัดปริมาณให้อยู่ในความเหมาะสม มิฉะนั้นการปรุงรสอาหารตามใจปากอาจเป็นส่วนที่ทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนที่เป็นอันตรายต่อ ความดันเลือด ระบบหัวใจ และระดับแคลเซียมในเลือด ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังหรืออาจทำให้เสียชีวิตได้

แต่ทั้งนี้ ผู้ป่วยสามารถเพิ่มรสชาติได้โดยการใช้สมุนไพรช่วยในการปรุงรส เช่น หอมแดง ใบมะกรูด กระเทียม ข่า ตะไคร้ กระชาย ผักชี ขิง ใบแมงลัก เป็นต้น นอกจากนี้ควรลดการกินขนมเบเกอรี่ ขนมปัง ซึ่งใช้ผงฟูซึ่งมีโซเดียมแฝงอยู่ นอกจากนี้ผงฟูยังมีเกลือแร่ชื่อฟอสฟอรัสซึ่งมีผลต่อกระดูกเปราะในผู้ป่วยไตเรื้อรังถ้ากินมากเกินไป ควรลดน้ำตาลทรายและอาหารที่มีกะทิ เช่น แกงกะทิ ฉู่ฉี่ ก๋วยเตี๋ยวแขก ข้าวซอย ของหวานที่มีกะทิข้น เช่น ขนมปลากริมไข่เต่า ผลไม้เชื่อมซึ่งมีผลต่อไขมันในเลือดชื่อ ไตรกลีเซอร์ไรด์ ซึ่งนำไปสู่โรคหัวใจ หลีกเลี่ยงอาหารหมักดองและอาหารที่ย่อยยากและชิ้นใหญ่ ไม่ควรกินอาหารมื้อใหญ่ ควรแบ่งเป็นมื้อเล็ก ๆ หลายมื้อ กินให้พอเหมาะกับกิจกรรม

นอกจากนี้ ควรจำกัดน้ำดื่มเมื่อมีอาการบวม โดยดื่มน้ำปริมาณเท่ากับปริมาณปัสสาวะต่อวันที่ขับออกมา บวกกับน้ำ 500 ซีซี หลีกเลี่ยงการดื่ม ชา กาแฟ ช็อกโกแลต น้ำอัดลม เพราะเครื่องดื่มเหล่านี้มีทั้งโพแทสเซียมและฟอสฟอรัสในปริมาณค่อนข้างสูง งดการดื่มสุราและสูบบุหรี่ ทั้งนี้ผู้ป่วยควรออกกำลังกายเบา ๆ ซึ่งจะช่วยให้ร่างกายกระปรี้กระเปร่า กล้ามเนื้อแข็งแรง และควบคุมความดันโลหิตได้ดีขึ้น พักผ่อนให้เพียงพอ และเลี่ยงภาวะตึงเครียดต่าง ๆ ที่จะทำให้สุขภาพจิตเสื่อมลง ถ้าผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังสามารถปฏิบัติตัวได้ดังกล่าวก็สามารถอยู่อย่างมีคุณภาพชีวิตที่ดีได้แม้นเป็นโรคไตเรื้อรัง

ข้อมูลจาก ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ชนิดา ปโชติการ นายกสมาคมนักกำหนดอาหารแห่งประเทศไทย.

นายแพทย์สุรพงศ์ อำพันวงษ์

ที่มา : เดลินิวส์  31 มีนาคม 2556

หมั่นตรวจการทำงานของไตลดภาวะเสี่ยง “โรคไตเรื้อรัง”

ปัจจุบันมีผู้ป่วยจำนวนมากไม่รู้ตัวว่าตนเองกำลังตกอยู่ในภาวะโรคไตเรื้อรังที่อาจพัฒนาไปเป็นโรคไตเรื้อรังระยะสุดท้ายได้ แถมยังมีบางโรคที่เอื้อต่อการนำพาไปสู่โรคไตอีกด้วย!!

จากการสำรวจของสมาคมโรคไตพบว่า ประเทศไทยมีประชากรที่มีปัญหาโรคไตสูงถึง 5 ล้านคน และพบว่า 17 เปอร์เซ็นต์ของประชากรทั้งประเทศเป็นผู้ป่วยโรคไตในระยะต้นๆ โดยไม่รู้ตัว ก่อนที่จะต้องได้รับการรักษาโดยวิธีทดแทนไต อันได้แก่ การฟอกเลือด ล้างช่องท้อง หรือเปลี่ยนไต ในเวลาต่อมา โรคไตจึงนับเป็นปัญหาหนึ่งที่ทางสาธารณสุขของประเทศกำลังหาแนวทางแก้ไข

เนื่องในโอกาสพระราชพิธีฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี มิถุนายน พ.ศ. 2549 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานชื่อมูลนิธิที่จะจัดตั้งโรงพยาบาลสำหรับดูแลรักษาผู้ป่วยโรคไต ตลอดจนทำการวิจัยเพื่อหาแนวทางเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับการป้องกันโรคไตว่า “สถาบันโรคไตภูมิราชนครินทร์” โดยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงเป็นองค์ประธานมูลนิธิสถาบันโรคไตภูมิราชนครินทร์  ซึ่งมีสร้อยพระนามของสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอเจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์รวมอยู่ด้วย ทั้งนี้นายเจริญ – คุณหญิงวรรณา สิริวัฒนภักดี และครอบครัวสิริวัฒนภักดี ได้บริจาคเงินเพื่อใช้ในการก่อสร้าง

โรงพยาบาลสถาบันโรคไตภูมิราชนครินทร์ ตั้งอยู่บนถนนพญาไท ซึ่งกองทัพบกได้มอบที่ดินราชพัสดุ กรมธนารักษ์ จำนวน 13 ไร่ ของกรมแพทย์ทหารบก บริเวณโรงเรียนเสนารักษ์ ถนนพญาไท เพื่อร่วมเฉลิมพระเกียรติในครั้งนี้ โดยตัวอาคารโรงพยาบาลมีลักษณะเป็นอาคาร  9  ชั้น มีเจ้าหน้าที่ให้บริการผู้ป่วยที่ต้องฟอกไตทางเส้นเลือดด้วยเครื่องไตเทียม  50 เครื่อง เปิดบริการทุกวันยกเว้นวันจันทร์  มีห้องฉุกเฉินเปิดตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งในอนาคตจะเปิดให้บริการผ่าตัดปลูกถ่ายไต ตลอดจน การผ่าตัดทำเส้นเลือดเทียม หรือแก้ปัญหาเส้นเลือดอุดตันในผู้ป่วยที่เคยล้างไตทางเส้นเลือดมาแล้วร่วมด้วย

ทั้งนี้ โรงพยาบาลมีการเตรียมความพร้อมด้วยการจัดซื้อเครื่องอุปกรณ์การแพทย์ ตลอดจน ส่งพยาบาลไปศึกษาโรคเฉพาะทาง ณ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์  โรงพยาบาลศิริราช  และโรงพยาบาลรามาธิบดี พร้อมทั้งส่งเสริมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญสาขาอายุรศาสตร์โรคไตเพื่อเตรียมการปฏิบัติงาน อีกทั้ง ยังมีการวิจัยหาวิธีป้องกันและรักษาผู้ป่วยโรคไต เพื่อมิให้กลายเป็นโรคไตเรื้อรังอีกด้วย

โรงพยาบาลสถาบันโรคไตภูมิราชนครินทร์ มีเตียงผู้ป่วย 128 เตียง แบ่งเป็น ห้องพิเศษ ห้องเดี่ยว ห้องคู่ และห้องไอซียู สำหรับผู้ป่วยนอกมีทั้งหมด 12 เตียง หากผู้ป่วยที่เข้ารับบริการเป็นข้าราชการสามารถเบิกค่ารักษาพยาบาลได้ตามระเบียบของกรมบัญชีกลาง ขณะนี้ได้เปิดบริการตลอด 24 ชั่วโมง สำหรับผู้ป่วยที่เป็นโรคไตแล้ว นับตั้งแต่วันที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2555 ที่ผ่านมา

ศ.เกียรติคุณ นพ.ธีรชัย ฉันทโรจน์ศิริ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลสถาบันโรคไตภูมิราชนครินทร์ ให้ความรู้เกี่ยวกับโรคไตว่า ปัจจุบันพบผู้ป่วยที่เป็นโรคไตเพิ่มมากขึ้น สิ่งหนึ่งที่ทำให้การอุบัติของโรคไตเพิ่มขึ้นไม่ได้เกิดจากโรคไตเอง แต่เป็นผลที่เกิดมาจากโรคชนิดอื่นๆ เช่น พบผู้ป่วยเป็นโรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง ผู้ป่วยโรคหัวใจและหลอดเลือดเพิ่มมากขึ้น ซึ่งกลุ่มโรคเหล่านี้ส่งผลให้เกิดปัญหาขึ้นที่ไตตามมาได้ทั้งสิ้น

เนื่องจากผู้ป่วยโรคไตในระยะแรกโดยส่วนใหญ่มักจะไม่มีอาการแสดง มีเพียงบางรายเท่านั้นที่อาจมีอาการบวมหรือมีความดันโลหิตสูงขึ้น ผู้ป่วยจึงมักไม่รู้ตัวว่ามีอาการผิดปกติ แต่เมื่อถึงจุดๆ หนึ่ง ร่างกายจะเริ่มไม่สามารถที่จะปรับตัวได้ทำให้มีของเสียค้างอยู่ในร่างกาย ส่งผลให้มีภาวะไตวายเฉียบพลัน  น้ำท่วมปอด  หรือหัวใจทำงานไม่เป็นปกติได้ เมื่อมาพบแพทย์ก็พบว่าอยู่ในสภาวะไตเรื้อรังระยะที่ 3 – 4 แล้ว สำหรับอาการของโรคไตเรื้อรังที่สังเกตได้ คือ จะมีอาการแขนขาบวม ความดันโลหิตสูง ปัสสาวะเป็นสีแดงหรือขุ่น ปัสสาวะแสบขัด ปวดเอว ซีด และอ่อนเพลีย

นพ.ธีรชัย  กล่าวต่อว่า ผู้ป่วยที่เป็นโรคไตถ้าอยู่ในระยะ 1 -2  หากควบคุมโรคได้ดีก็จะสามารถกลับเข้าสู่สภาวะร่างกายปกติได้ ส่วนผู้ป่วยที่อยู่ในระยะที่ 3 ถ้ารู้ตัวแล้วต้องหาทางชะลอควบคุมโรคไม่ให้กลายเป็นระยะที่ 4 – 5 เพราะมีผู้ป่วยหลายรายที่อยู่ในระยะนี้ได้ไปตลอดชีวิต ฉะนั้น ไม่ว่าจะเป็นอยู่ในภาวะไตเรื้อรังระยะใดก็ตามสามารถชะลออาการของโรคได้ทั้งสิ้น ขึ้นอยู่กับวิธีการดำเนินชีวิต หากมีการดูแลตัวเองที่ดี มีการตรวจร่างกายอย่างสม่ำเสมอ ก็จะชลออาการของโรคได้

ผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงต่อการเป็นโรคไตเรื้อรัง คือ ผู้ที่เป็นโรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคแพ้ภูมิตนเองที่อาจก่อให้เกิดไตผิดปกติ เช่น โรค เอส แอล อี โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคเกาต์ โรคติดเชื้อระบบทางเดินปัสสาวะซ้ำหลายครั้ง ผู้ที่ได้รับสารพิษหรือยาที่ทำลายไต ผู้ที่มีอายุมากว่า 60 ปีขึ้นไป รวมทั้ง ผู้ที่มีประวัติเป็นโรคไตเรื้อรังในครอบครัว  ผู้ที่กินยาบางชนิด เช่น เฟนาซิติน เฟนิลบิวทาโซน ลิเทียมไซโคสปอรีน หรือได้รับการสัมผัสสารเคมีบางชนิด เช่น สารตะกั่ว แคดเมียม ติดต่อกันเป็นเวลานาน รวมถึง ผู้ที่ตรวจพบนิ่วในไต และผู้มีมวลเนื้อไตลดลงทั้งที่เป็นมาตั้งแต่กำเนิดหรือเป็นภายหลัง โดยผู้ที่มีข้อบ่งชี้ข้อใดข้อหนึ่งจากที่กล่าวมาควรได้รับการตรวจการทำงานของไต โดยการตรวจเลือดและปัสสาวะ เพื่อตรวจวินิจฉัยและติดตามโรคที่เกี่ยวข้องกับไต

ปัจจุบันมีผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังซึ่งจำเป็นต้องรักษาโดยวิธีทดแทนไตอยู่ด้วยกันประมาณ 32,000 ราย ซึ่งในแต่ละปีจะพบผู้ป่วยรายใหม่อีกกว่า 10,000 ราย ซึ่งคนไข้เหล่านี้จะมีค่าใช้จ่ายในการรักษาสูงถึงประมาณ 200,000 บาทต่อคนต่อปี ทั้งนี้ ผู้มีจิตศรัทธาสามารถบริจาคอวัยวะและทุนทรัพย์ เพื่อสร้างชีวิตใหม่ให้กับผู้ป่วยโรคไตได้ สอบถามรายละเอียดได้ที่โรงพยาบาลสถาบันโรคไตภูมิราชนครินทร์ โทร. 0-2684-5000

การดูแลตนเองทำได้โดยการรักษาสุขภาพให้แข็งแรง รับประทานอาหารที่เหมาะสม ระวังอย่าให้น้ำหนักมากจนเกิดภาวะอ้วน โดยผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 35 ปีขึ้นไปควรตรวจคัดกรองโรคไตประจำปี โดยเฉพาะผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงหรือคนในบ้านมีประวัติเป็นโรคไต  เพราะถ้ารู้ตั้งแต่เนิ่นๆ จะได้รักษาได้ทันท่วงที โอกาสที่จะเป็นโรคไตเรื้อรังระยะสุดท้ายจะได้น้อยลง ในผู้ป่วยโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูงจำต้องควบคุมระดับน้ำตาลและระดับความดันโลหิตให้ดี ลดอาหารเค็ม งดบุหรี่ และหากมีปัจจัยเสี่ยงต่างๆ ควรไปพบแพทย์ตรวจการทำงานของไตเป็นระยะๆ เพื่อความปลอดภัยจากโรคไตนั่นเอง.

.

สรรหามาบอก

-คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ขอเชิญผู้สนใจฟังบรรยายเรื่อง“โรคเลือดของคนไทย : เลือดจางธาลัสซีเมีย” ในวันพุธที่ 26 กันยายน 2555 เวลา 08.00-12.00 น. ณ ห้องประชุมอรรถสิทธิ์ เวชชาชีวะ ศูนย์การแพทย์สิริกิติ์ ชั้น 5 โรงพยาบาลรามาธิบดี สำรองที่นั่งโทร.0-2201-2521 และ 0-2201-1091-3 (ฟรีตลอดงาน)

-โรงพยาบาลสมิติเวช สุขุมวิท ขอเชิญผู้สนใจร่วมงาน Workshop ผลิตสารแห่งความสุขผ่านกระบวนการหัวเราะบำบัดพร้อมคำแนะนำดีๆ ในการดูแลสุขภาพ หัวข้อ“อารมณ์ดี สุขภาพใจกายดี” ในวันเสาร์ 29 กันยายน 2555 เวลา 09.30 – 12.00 น. ณ ห้องบัญชาล่ำซำ โรงพยาบาลสมิติเวช สุขุมวิท สำรองที่นั่งโทร. 0-2711-8181

-ไลฟ์เซ็นเตอร์ ขอเชิญชวนผู้สนใจดูแลสุขภาพสวยจากภายในสู่ภายนอก ร่วมงานสัมมนาหัวข้อ “อาหารสุขภาพ…อาหารแบบ Raw Food” และ “โบราณทำไมถึงสวย ตอนครบสูตรความสวยเรื่องผิวหน้า” พร้อมแนะนำเคล็ดลับในการทานอาหารเจให้อิ่มบุญ อิ่มสุขภาพแบบไม่อ้วน ในวันเสาร์ที่ 29 กันยายน 2555 เวลา 10.30-15.30 น. ณ ห้องประชุม ชั้น 4 อาคารคิวเฮ้าส์ ลุมพินี (LH Bank) สนใจสำรองที่นั่งได้ฟรีที่โทร.08-9228-8766 (จำนวนจำกัด)

-นิตยสารรักลูกและบริษัท เรกคิทท์ เบนคีเซอร์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์สุขภาพเพื่อรักษาโรคกรดไหลย้อนร่วมกับโรงพยาบาลกรุงเทพพัทยา ขอเชิญ Smart Parents ทุกท่านร่วมงาน “รักลูก@hospitals 2012” ในวันเสาร์ที่ 29 กันยายน 2555 เวลา 09.00-12.00 น. ณ ห้องประชุม D 1 อาคาร D โรงพยาบาลกรุงเทพพัทยา ลงทะเบียนพร้อมรับของที่ระลึกหน้างานฟรี สนใจสำรองที่นั่งได้ที่โทร.1719 หรือนิตยสารรักลูก โทร.0-2913-7555 ต่อ 3531(ไม่เสียค่าใช้จ่าย)

ทีมวาไรตี้

 

ที่มา: เดลินิวส์ 23 กันยายน 2555

สถาบันโรคไตภูมิราชนครินทร์รักษาโรคไตครบวงจร

โรคไตเป็นโรคเรื้อรังโรคหนึ่งที่เป็นปัญหาต่อสุขภาพอย่างมาก การดูแลต้องใช้ระยะเวลายาวนานหรือรักษากันไปตลอดชีวิต ค่าใช้จ่ายก็สูง ในกรณีที่เป็นโรคไตเรื้อรังระยะสุดท้าย การรักษาจะต้องหาเครื่องมือช่วยบำบัดแทนไต ได้แก่ การล้างช่องท้องด้วยน้ำยาพิเศษ หรือฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียมเข้าช่วย

ตั้งแต่ปี 2549 โรคไตเรื้อรังระยะสุดท้ายในบ้านเราพบราว 302 รายต่อประชากรหนึ่งล้านคน และได้เพิ่มเป็น 420 รายในปี 2550 กระจายอยู่ทั่วทุกภาคของประเทศ และคาดว่าคงจะค่อยเพิ่มขึ้นมาเรื่อย ๆ ด้วยมีปัจจัยเสี่ยงหลายอย่างเป็นตัวกระตุ้นให้มีโอกาสให้ไตเสื่อมเร็วขึ้น ได้แก่ โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน คนอ้วน ยาซึ่งเป็นสารเคมีสำคัญ การรับประทานอาหารที่ไม่ถูกต้อง ไปจนถึงอายุที่เพิ่มขึ้น จะทำให้ไตเสื่อมลงตามธรรมชาติทุกปี

จากสาเหตุดังกล่าวและความทุกข์ยากของประชาชนที่เดือดร้อนจากโรคไต ได้มีหลายหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน นำโดย คุณหญิงวรรณาและคุณเจริญ สิริวัฒนภักดี ในนามของมูลนิธิสิริวัฒนภักดี พร้อมคณะแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจากหลายสถาบัน ได้ร่วมกันหาแนวทางแก้ไข จนจวบวาระในโอกาสพระราชพิธีฉลองสิริราชสมบัติของพระองค์ท่านครบ 60 ปี มิถุนายน 2549 ถือเป็นกำเนิดโครงการจัดตั้งโรงพยาบาลสำหรับดูแลรักษาผู้ป่วยโรคไตขึ้นมา

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม พระราชทานชื่อมูลนิธิที่จะจัดตั้งโรงพยาบาลสำหรับดูแลรักษาผู้ป่วยโรคไต ตลอดจนทำการวิจัยเพื่อหาแนวทางเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับการป้องกันโรคไตว่า สถาบันโรคไตภูมิราชนครินทร์ ซึ่งเป็นพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นแก่ คุณเจริญ-คุณหญิงวรรณา สิริวัฒนภักดี และครอบครัวสิริวัฒนภักดี ด้วยเป็นกำลังใจที่ได้ก่อสร้างโรงพยาบาลสำเร็จเรียบร้อย

สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงเป็นประธานมูลนิธิสถาบันโรคไตภูมิราชนครินทร์ ที่มีสร้อยพระนามของสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ อยู่ด้วย

โรงพยาบาลสถาบันโรคไตภูมิราชนครินทร์ เนื้อที่ 13 ไร่ ถนนพญาไท ใช้เวลาก่อสร้าง 2 ปีเศษ ได้มีการจัดซื้อเครื่องอุปกรณ์การแพทย์ ตลอดจนส่งพยาบาลไปศึกษาโรคเฉพาะทาง ณ รพ.จุฬาลงกรณ์, รพ.ศิริราช และ รพ.รามาธิบดี พร้อมทั้งส่งเสริมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญสาขาอายุรศาสตร์โรคไตเพื่ือเตรียมการปฏิบัติงานไว้เพียบพร้อม

อาคารโรงพยาบาลฯ เป็นตึก 9 ชั้น มีห้องฉุกเฉินเปิดตลอด 24 ชั่วโมง มีเจ้าหน้าที่บริการผู้ป่วยที่ต้องฟอกไตทางเส้นเลือดด้วยเครื่องไตเทียม 50 เครื่อง ให้บริการทุกวันยกเว้นวันจันทร์ อนาคตสามารถบริการผ่าตัดปลูกถ่ายไต ตลอดจนการผ่าตัดทำเส้นเลือดเทียม หรือแก้ปัญหาเส้นเลือดอุดตันในผู้ป่วยที่เคยล้างไตทางเส้นเลือดมาแล้ว และยังมีการวิจัยหาวิธีป้องกันและรักษาผู้ป่วยโรคไต เพื่อมิให้กลายเป็นโรคไตเรื้อรังด้วย

โรงพยาบาลมีเตียงผู้ป่วย 128 เตียง มีทั้งห้องพิเศษ ห้องเดี่ยว ห้องคู่ มีห้องไอซียูสำหรับผู้ป่วยนอก 12 เตียง ข้าราชการสามารถเบิกค่ารักษาพยาบาลได้ตามระเบียบของกรมบัญชีกลาง ขณะนี้ได้เปิดบริการตลอด 24 ชั่วโมง สำหรับผู้ป่วยที่เป็นโรคไตแล้ว

ผอ.ศ.เกียรติคุณ นพ.ธีรชัย ฉันทโรจน์ศิริ ได้พาคณะหน่วยไตเทียม รพ.ราชวิถี พรพิศ เมฆสวัสดิ์, พรพรรณ ชคัถธาดา, พนิดา โอภากวินกูล และ พิจิตรา ทูลมาลา นำชมโรงพยาบาล สถานที่ทำงานกว้างขวาง ทุกอย่างใหม่และทันสมัย โดยเฉพาะเครื่องฟอกไตเทียมมีสัญญาณบอกให้รู้หากคนไข้จะมีอะไรผิดปกติ ระบบน้ำสำรองหัวใจการฟอกเลือดสมบูรณ์มาก เครื่องกรองที่ใช้แล้วมีที่เก็บอย่างเป็นระเบียบ คณะที่มารู้สึกตื่นตาประทับใจ บอกว่าเป็นบุญตาที่ได้มาเห็น บรรยากาศแบบนี้น่าทำงานมาก

โรงพยาบาลสถาบันโรคไตภูมิราชนครินทร์อยู่ถนนพญาไท ระหว่างเขตราชเทวีและกรมแพทย์ทหารบก เริ่มให้บริการกับคนไข้โรคไตครบวงจร ตลอด 24 ชั่วโมงทุกวันเว้นวันจันทร์.

นพ.สุวิทย์ เกียรติเสวี
suvit.kiatisevi@gmail.com

 

ที่มา: เดลินิวส์ 16 กันยายน 2555

ความรู้เรื่องไตเรื้อรัง CKD – Chronic Kidney Disease

ท่านทราบไหมว่า ข้อมูล 6 ประการนี้เกี่ยวข้องกับโรคไตเรื้อรัง

การรู้ตัวว่าเป็นโรคไตแต่เนิ่น ช่วยชะลอโรคไม่ให้ก้าวหน้าไปเป็นโรคไตเรื้อรัง จึงควรตรวจสุขภาพอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง

ผู้ป่วยไตวายเรื้อรังส่วนใหญ่เสียชีวิตด้วยโรคหัวใจและหลอดเลือด

อัตราไหลเวียนของเลือดผ่านตัวกรองไต (GFR) เป็นตัวประเมินการทำงานของไตที่ดีที่สุด

ความดันเลือดสูงเป็นต้นเหตุให้เป็นโรคไตเรื้อรัง และโรคไตเองก็เป็นเหตุให้ความดันเลือดสูงเช่นกัน

การมีโปรตีนออกมาในปัสสาวะต่อเนื่องแสดงว่าเป็นโรคไตเรื้อรัง

ผู้มีความเสี่ยงเป็นโรคไตเรื้อรังได้แก่ ผู้เป็นเบาหวาน ความดันสูง และมีประวัติครอบครัวเป็นโรคไตวาย

โรคไตเรื้อรังเกิดจากอะไร

ในบรรดาผู้เป็นโรคไตเรื้อรังทั้งหมด สองในสามส่วนเกิดจากโรคเบาหวานกับความดันเลือดสูง ส่วนสาเหตุอื่น ๆ ได้แก่ ไตอักเสบ (glomerulonephritis) กรรมพันธุ์ โรคเอสแอลอี (SLE) นิ่ว และการติดเชื้อซ้ำซาก ยา และสารพิษจีเอฟอาร์ (GFR) คืออะไร

จีเอฟอาร์ (GFR หรือ glomerular filtration rate) คือปริมาณเลือดที่ไหลผ่านตัวกรองของไตในหนึ่งนาที เป็นตัวบอกการทำงานของไตที่ดีที่สุด ค่านี้แพทย์คำนวณมาจากค่าครีอาตินิน (Cr หรือ creatinine) ซึ่งได้จากการเจาะเลือดโดยเอาไปคำนวณร่วมกับอายุ เพศ และเผ่าพันธุ์ ของแต่ละคน บางทีจึงเรียกว่า eGFR โดยที่ตัว e ย่อมาจาก estimated หมายถึงว่าได้มาจากการคำนวณ ค่าจีเอฟอาร์ทำให้แพทย์บอกได้ว่าโรคไตเรื้อรังของท่านอยู่ในระยะใดระยะ (Stage) ของโรคไตเรื้อรัง

ระยะที่ 1 ตรวจพบพยาธิสภาพที่ไตแล้ว แต่ไตยังทำงานปกติ  (จีเอฟอาร์ 90 มล./นาทีขึ้นไป)

ระยะที่ 2 ตรวจพบพยาธิสภาพที่ไตแล้ว และไตเริ่มทำงานผิดปกติเล็กน้อย (จีเอฟอาร์ 60-89 มล./นาที)

ระยะที่ 3 ไตทำงานผิดปกติปานกลาง ไม่ว่าจะตรวจพบพยาธิสภาพที่ไตหรือไม่ก็ตาม (จีเอฟอาร์ 30-59 มล./นาที)

ระยะที่ 4 ไตทำงานผิดปกติมาก (จีเอฟอาร์ 15-29 มล./นาที)

ระยะที่ 5 ระยะสุดท้าย (จีเอฟอาร์ต่ำกว่า 15 หรือต้องล้างไต)

การติดตามและรักษาโรคไตเรื้อรัง

การติดตามโรคไตเรื้อรังด้วยการเจาะเลือดดูค่าจีเอฟอาร์ และการตรวจดูโปรตีนในปัสสาวะแล้วให้การรักษาที่เหมาะสม มีความสำคัญต่อการป้องกันไม่ให้ไตเสื่อมเร็ว เมื่อเป็นโรคไตเรื้อรังระยะที่ 1-2 ควรได้รับการตรวจติดตามทุก 12 เดือน เมื่อเป็นระยะที่ 3 ควรได้รับการตรวจติดตามอย่างน้อยทุก 6 เดือน เมื่อเป็นระยะที่ 4 ควรได้รับการตรวจติดตามทุก 3 เดือน (หรือทุก 6 เดือนถ้าระดับการทำงานของไตคงที่) เมื่อเป็นระยะที่ 5 ควรได้รับการตรวจติดตามอย่างน้อยทุก 3 เดือน

สมาคมโรคไตแห่งประเทศไทยแนะนำว่า ผู้ที่เป็นโรคไตเรื้อรังระยะที่ 3 ขึ้นไปที่จีเอฟอาร์เสื่อมเร็วกว่าปีละ 7 มล./นาที ควรได้รับการตรวจประเมินและคำแนะนำจากอายุรแพทย์โรคไต

เป้าหมายตัวชี้วัดสุขภาพของผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรัง

การรักษาโรคไตวายเรื้อรัง มีเป้าหมายให้ดัชนีวัดต่าง ๆ มีค่าอยู่ในเกณฑ์ดังต่อไปนี้

1.ความดันเลือดต้องไม่เกิน 130/80 mmHg

2.ไขมันเลว (LDL) ในเลือดต้องต่ำกว่า 100 มก./ดล. ถ้าไม่มีโรคหัวใจหลอดเลือดร่วม หรือต่ำกว่า 70 มก./ดล. ถ้ามีโรคหัวใจหลอดเลือดร่วมด้วย

3.ควรรักษาน้ำหนัก ให้ดัชนีมวลกายอยู่ระหว่าง 18.5-23 กก./ตรม. (สามารถคำนวณหาดัชนีมวลกายได้เองจากการเอาน้ำหนักเป็นกก.ตั้งแล้วหารด้วยส่วนสูงเป็นเมตรสองครั้ง)

4.กรณีเป็นเบาหวาน ระดับน้ำตาลในเลือดก่อนอาหาร (FBS) ควรอยู่ระหว่าง 90-130 หรือระดับน้ำตาลสะสม (HbA1C) น้อยกว่า 7.0%

5. ระดับอัลบูมินในเลือด (ซึ่งบ่งบอกภาวะทุกโภชนา การ) ไม่ควรต่ำกว่า 3.5 ก./ดล.

6. ระดับฮีโมโกลบิน (ซึ่งบ่งบอกภาวะโลหิตจาง) ไม่ควรต่ำกว่า 10%

การหลีกเลี่ยงยาหรือสารพิษที่ทำลายไตผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังทุกคนควรหลีกเลี่ยงการได้รับสารที่เป็นพิษต่อไตต่อไปนี้ คือ

(1) ยาแก้ปวดแก้อักเสบในกลุ่ม Non Steroidal Anti-Inflammatory Drugs (NSAID) และกลุ่ม COX2 inhibitors
(2) ยาปฏิชีวนะในกลุ่ม aminoglycosides ซึ่งเป็นพิษต่อไต
(3) การฉีดสารทึบรังสี (radiocontrast agents) เพื่อการวินิจฉัยโรค
(4) สมุนไพรต่าง ๆ เพราะสมุนไพรหลายชนิดเป็นพิษต่อไตการฉีดวัคซีนในผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง

ผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังทุกคนควรได้รับการตรวจคัดกรองว่า มีเชื้อไวรัสตับอักเสบบีหรือมีภูมิคุ้มกันตับอักเสบบีหรือไม่ หากไม่มีเชื้อและไม่มีภูมิคุ้มกัน ควรได้รับการฉีดวัคซีนไวรัสตับอักเสบบีจนมีภูมิคุ้มกัน

ผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังระยะที่ 4 ขึ้นไป ควรได้รับวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ประจำปีทุกปี

ต้องการทราบสภาพการทำงานของไต ตรวจกรองได้ โดยการตรวจสุขภาพประจำปี ขอให้แจ้งแพทย์ใกล้ตัวท่านดูแลให้

ข้อมูลจาก ศูนย์โรคไต โรงพยาบาลพญาไท 2 / http://www.phyathai.com

นายแพทย์สุรพงศ์ อำพันวงษ์

 

ที่มา: เดลินิวส์  2 กันยายน 2555

รักไต หลีกไกลอาหารเค็ม

หลายคนคงเคยได้ยินคำกล่าวที่ว่า “กินเค็มจัด ระวังไตวาย” มาก่อน ซึ่งคนส่วนใหญ่ก็คงจะเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง เนื่องจากไม่ทราบว่า การกินเค็มจะทำให้ไตวายได้อย่างไร ซึ่งในความเป็นจริงแล้วคำกล่าวนี้เป็นสิ่งที่ถูกต้อง เพราะอาหารเค็มจัดจะนำไปสู่โรคความดันโลหิตสูง และในระยะยาวก็จะกลายเป็นโรคไตเรื้อรังได้

สิ่งที่ทำให้เกิดรสชาติเค็มในอาหารส่วนใหญ่ก็คือ เกลือโซเดียม ดังนั้นเราจึงควรมาทำความรู้จักกับสิ่งที่เรียกว่าโซเดียม เพื่อให้ทราบถึงบทบาทที่มีต่อร่างกายและวิธีการลดปริมาณโซเดียมในอาหารต่อไป

โซเดียม คืออะไร

โซเดียม เป็นหนึ่งในเกลือแร่ที่สำคัญในร่างกาย ทำหน้าที่ควบคุมการกระจายตัวของน้ำในส่วนต่างๆ ของร่างกาย และมีผลอย่างมากต่อความดันโลหิต นอกจากนี้ ยังมีผลกับการทำงานของเส้นประสาทและกล้ามเนื้อ และควบคุมการเต้นของหัวใจและชีพจรอีกด้วย

ผลของการรับประทานโซเดียมสูงต่อร่างกาย

การรับประทานโซเดียมในปริมาณที่มากหรือน้อยเกินไป ล้วนเป็นผลเสียต่อร่างกาย จากการสำรวจของกรมอนามัยพบว่า คนไทยส่วนใหญ่รับประทานโซเดียมมากถึงสองเท่าของปริมาณที่แนะนำ ซึ่งจะมีผลเสียดังนี้

•    เกิดการคั่งของเกลือและน้ำในอวัยวะต่าง ๆ โดยเฉพาะในผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังและโรคหัวใจ ซึ่งจะทำให้เกิดอาการแขนขาบวม เหนื่อยง่าย แน่นหน้าอก นอนราบไม่ได้และเกิดภาวะหัวใจวายตามมา
•    ความดันโลหิตสูงขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มผู้สูงอายุ คนอ้วน ผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังและผู้ป่วยเบาหวาน ส่วนผู้ที่มีโรคความดันโลหิตสูงอยู่แล้ว การกินเค็มก็จะทำให้ควบคุมความดันได้ยากขึ้น
•    เกิดผลเสียต่อไต โดยจะทำให้ไตต้องทำงานหนักขึ้น เพื่อเพิ่มการกรองโซเดียมและน้ำส่วนเกินออกจากร่างกาย ผลที่ตามมาคือ ความดันในหน่วยไตสูงขึ้นและเกิดการรั่วของโปรตีนในปัสสาวะมากขึ้น ทำให้ไตเสื่อมเร็วขึ้นในที่สุด

โซเดียมพบในอาหารประเภทใดบ้าง

อาหารที่มีปริมาณโซเดียมสูงส่วนใหญ่มักมีรสเค็ม ดังนั้น จึงควรหลีกเลี่ยงอาหารเค็มทุกชนิด นอกจากนี้ยังมีอาหารที่มีโซเดียมสูงแต่ไม่เค็ม ซึ่งเรียกว่ามี “โซเดียมแฝง” ทำให้เราอาจได้รับโซเดียมเข้าไปโดยไม่รู้ตัว ดังนั้น จึงควรมาทำความรู้จักอาหารประเภทนี้ไว้ด้วย โดยสามารถแบ่งอาหารที่มีโซเดียมเป็นส่วนประกอบได้ดังนี้

•    อาหารแปรรูปหรือการถนอมอาหาร ได้แก่ อาหารหมักดอง อาหารตากแห้ง เนื้อเค็ม ปลาเค็ม ปลาร้า ผักผลไม้ดอง เป็นต้น

•     เครื่องปรุงรสชนิดต่างๆ ได้แก่ เกลือ น้ำปลา ซึ่งมีโซเดียมมากที่สุด ซอสปรุงรสต่างๆ เช่น ซีอิ๊วขาว เต้าเจี้ยว กะปิ น้ำบูดู ปลาเจ่า เต้าหู้ยี้ ซอสหอยนางรม ซอสมะเขือเทศ ซอสพริก น้ำจิ้มต่าง ๆ ที่มีรสเปรี้ยว ๆ หวาน ๆ ซอสเหล่านี้แม้จะมีโซเดียมไม่มากเท่าน้ำปลา แต่คนที่ต้องจำกัดโซเดียมก็ต้องระวังไม่กินมากเกินไปด้วย

•    ผงชูรส แม้จะไม่มีรสเค็ม แต่ก็มีโซเดียมเป็นส่วนประกอบอยู่ประมาณร้อยละ 15

•    อาหารกระป๋องต่างๆ เช่น ผลไม้กระป๋อง ปลากระป๋อง รวมทั้งขนมกรุบกรอบต่างๆ ซึ่งอาหารเหล่านี้มีการเติมเกลือหรือสารกันบูด ซึ่งมีโซเดียมในปริมาณที่สูงมาก

•    อาหารกึ่งสำเร็จรูป เช่น บะหมี่ โจ๊ก ข้าวต้ม ซุปต่าง ๆ ทั้งชนิดก้อนและซอง

•    ขนมต่างๆ ที่มีการเติมผงฟู เช่น ขนมเค้ก แพนเค้ก ขนมปัง ซึ่งผงฟูมีโซเดียมเป็นส่วนประกอบ (โซเดียมไบคาร์บอเนต)

•    น้ำและเครื่องดื่ม ได้แก่ เครื่องดื่มเกลือแร่ยี่ห้อต่างๆ น้ำผลไม้บรรจุกล่อง ซึ่งมักมีการเติมสารกันบูดลงไปด้วย ดังนั้น หากต้องการดื่มน้ำผลไม้ ควรดื่มน้ำผลไม้สดจะดีกว่า

หลักการที่สำคัญในการลดปริมาณโซเดียมที่รับประทาน ได้แก่

•    หลีกเลี่ยงการใช้เกลือในการปรุงอาหาร และเลือกเติมเครื่องปรุงให้โซเดียมไม่เกินปริมาณที่กำหนด นอกจากนี้ อาจเลือกรับประทานอาหารที่มีหลายรสชาตินอกเหนือจากเค็ม เช่น แกงส้ม ต้มยำ ในรสหวาน เปรี้ยวหรือเผ็ด เพื่อช่วยเพิ่มรสชาติอีกทางหนึ่ง
•     หลีกเลี่ยงอาหารประเภทดองเค็ม เช่น ไข่เค็ม ปลาเค็ม ปลาแดดเดียว อาหารหมักดองและอาหารแปรรูป เช่น ไส้กรอก กุนเชียง หมูหยอง
•    ไม่เติมผงชูรส
•    น้ำซุปต่างๆ เช่น ก๋วยเตี๋ยว มักมีปริมาณโซเดียมสูง ควรรับประทานแต่น้อย หรือเทน้ำซุปออกบางส่วนแล้วเติมน้ำเพื่อเจือจางลง
•    ตรวจดูปริมาณโซเดียมต่อหน่วยบริโภคบนฉลากของอาหารสำเร็จรูป ขนมถุง เพื่อจะได้หลีกเลี่ยงอาหารที่มีโซเดียมสูงได้อย่างถูกต้อง

บทสรุป
อาหารเค็มและอาหารที่มีโซเดียมสูง ถือเป็นมหันตภัยเงียบที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ ความเคยชินในการบริโภคอาหารรสเค็มของคนไทยอาจปรับเปลี่ยนได้ยาก แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้เพราะเมื่อควบคุมอาหารเค็มจนเคยชินแล้ว ลิ้นของเราก็จะไม่โหยหารสเค็มอีกต่อไป เราจึงควรสร้างนิสัยกินจืดอย่างถูกวิธีกันตั้งแต่วันนี้ เพื่อลดการเกิดโรคแทรกซ้อนต่าง ๆ โดยเฉพาะโรคไตเรื้อรังในอนาคต.
คลินิกโรคไต โรงพยาบาลเวชธานี

 

ที่มา: ไทยรัฐ 27 กรกฎาคม 2555