อย่าให้ ‘ความเค็ม’ เรียกพี่

bangkokbiznews130226_001คนไทยกินเกลือมากกว่าที่ร่างกายควรได้รับถึง 2 เท่า จากสารพัดเมนูแฝงโจ๊กซอง อาหารถุง อาหารไมโครเวฟและขนมกรุบกรอบ
จากการสำรวจของกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข พบว่า คนไทยบริโภคเกลือและโซเดียมสูงเกินกว่าที่แนะนำ 2 เท่า หรือ 10.8 กรัม (โซเดียม 5,000 มิลลิกรัม) สูงเป็น 2 เท่าของที่ร่างกายควรได้รับต่อวัน หรือไม่เกิน 5 กรัมต่อวัน (โซเดียม 2,400 มิลลิกรัม) โดย 71 % มาจากการเติมเครื่องปรุงรสระหว่างการประกอบอาหาร ที่นิยมใช้มาก 5 ลำดับแรก คือ น้ำปลา ซีอิ๊วขาว เกลือ กะปิ และซอสหอยนางรม

เมื่อเปรียบเทียบจะพบว่าเกลือ 1 ช้อนโต๊ะ มีปริมาณโซเดียม 6,000 มิลลิกรัม น้ำปลา 1 ช้อนโต๊ะ มีปริมาณโซเดียม 1,160-1,420 มิลลิกรัม ซีอิ๊ว 1 ช้อนโต๊ะ มีปริมาณโซเดียม 960-1,420 มิลลิกรัม ซอสปรุงรส 1 ช้อนโต๊ะมีปริมาณโซเดียม 1,150 มิลลิกรัม กะปิ 1 ช้อนโต๊ะ มีปริมาณโซเดียม 1,430-1,490 มิลลิกรัม ซอสหอยนางรม1 ช้อนโต๊ะ มีปริมาณโซเดียม 420-490 มิลลิกรัม

นอกจากนี้ยังพบว่าอาหารถุงปรุงสำเร็จ มีปริมาณโซเดียมเฉลี่ยต่อถุง 815 – 3,527 มิลลิกรัม เช่น ไข่พะโล้ แกงไตปลา คั่วกลิ้ง ส่วนอาหารจานเดียว มีปริมาณโซเดียม 1,000-2,000 มิลลิกรัมต่อ 1จาน อาทิ ข้าวหน้าเป็ด ข้าวมันไก่ ข้าวขาหมู และข้าวคลุกกะปิ เป็นต้น

“อาหารรสเค็มจัดจะส่งผลให้ความดันโลหิตสูง เพิ่มการรั่วของโปรตีนในปัสสาวะ และยังมีผลเสียต่อไตโดยตรง ทำให้หัวใจทำงานหนักก่อให้เกิดภาวะหัวใจวาย และความดันโลหิตสูง ความดันในสมองเพิ่มขึ้น มีโอกาสเป็นโรคอัมพฤกษ์อัมพาต จึงควรสร้างนิสัยการรับประทานอาหารอ่อนเค็ม เริ่มจากการการลดเค็มลงครึ่งหนึ่ง จะช่วยคนไทยห่างไกลโรค” ผศ.นพ.สุรศักดิ์ กันตชูเวสศิริ ประธานเครือข่ายลดบริโภคเค็ม ราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งประเทศไทย กล่าว

การลดปริมาณเกลือโซเดียมทำได้โดย หลีกเลี่ยงการใช้เกลือ น้ำปลา ซอสปรุงรสต่างๆ และผงชูรส (แม้ไม่เค็มแต่มีโซเดียมสูง) ในการปรุงอาหาร หลีกเลี่ยงการเติมเครื่องปรุง เช่น ปรุงรสเพิ่มในก๋วยเตี๋ยว เติมพริกน้ำปลาในข้าวแกง หลีกเลี่ยงอาหารประเภทดองเค็ม อาหารแปรรูป เช่น ไข่เค็ม ปลาเค็ม ปลาแดดเดียว ปลาส้มแหนม ไส้กรอก กุนเชียง หมูหยอง เป็นต้น

เลือกรับประทานอาหารที่มีหลายรสชาติ เช่น แกงส้ม ต้มยำ เพื่อทดแทนรสชาติเค็ม,น้ำซุปต่างๆ เช่น ก๋วยเตี๋ยวมักมีปริมาณโซเดียมสูง ควรรับประทานแต่น้อยหรือเทน้ำซุปออกบางส่วนแล้วเติมน้ำเพื่อเจือจาง และตรวจดูปริมาณโซเดียมต่อหน่วยบริโภคบนฉลากของซอสปรุงรส อาหารสำเร็จรูป และขนมถุง เพื่อหลีกเลี่ยงอาหารที่มีปริมาณโซเดียมสูง

ด้านนาวาอากาศเอก นพ.อนุตตร จิตตินันทน์ นายกสมาคมโรคไตแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ในเดือนมีนาคมของทุกปี จะมีการจัดกิจกรรมวันไตโลก ซึ่งการจัดงานสัปดาห์วันไตโลก ลดเค็มครึ่งหนึ่ง ปี 2556 จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 11-17 มีนาคมนี้ ส่วนภูมิภาคจัดที่โรงพยาบาลภาครัฐทุกแห่งทั่วประเทศ และส่วนกลางจัดงานวันไตโลก ในวันอาทิตย์ที่ 17 มีนาคม ภายในศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ เพื่อให้เกิดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับโรคต่างๆ และการป้องกันโรคอย่างเหมาะสม

กิจกรรมภายในงาน อาทิ การให้ความรู้เรื่องโรคทั่วไป การสาธิตโภชนาการและผลิตภัณฑ์ทางด้านอาหารลดเค็มเพื่อผู้บริโภค การเปิดรับบริจาคไต การตรวจสุขภาพ การเสวนาทางการแพทย์ และการแสดงบนเวที โดยกลุ่มศิลปินนักแสดงมากมาย สามารถดูรายละเอียดได้ที่เว็บไซต์ www.nephrothai.org หรือเว็บไซต์ www.lowsaltthailand.org ไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น

ทั้งนี้ การจัดงานสัปดาห์วันไตโลก ลดเค็มครึ่งหนึ่งและงานวันไตโลก ถือเป็นความสำคัญที่ราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งประเทศไทยให้การสนับสนุนในเรื่องการรณรงค์ลดเค็มอย่างต่อเนื่อง เพื่อไม่ให้คนไทยเป็นโรคต่างๆ สูงขึ้น โดยเฉพาะโรคความดันโลหิตสูง ที่มีผู้ป่วยถึง 11.5 ล้านคน โรคไต 7.6 ล้านคน โรคหัวใจขาดเลือด 7.5 แสนคน และโรคหลอดเลือดสมอง โรคอัมพฤกษ์ อัมพาต 5 แสนคน โรคกลุ่มนี้เกิดจากพฤติกรรมการบริโภคที่ไม่ถูกต้อง ซึ่งชื่นชอบอาหารรสชาติเค็ม ซึ่งถือเป็นภัยเงียบที่ส่งผลร้ายต่อสุขภาพอย่างคาดไม่ถึง

 

ที่มา :  กรุงเทพธุรกิจ 26 กุมภาพันธ์ 2556

Advertisements

เตือนผู้ป่วยไตกิน”แห้ม”เสี่ยงทรุด สธ.ชี้ไม่มีผล แต่อาจหายใจขัดได้

ประธานเครือข่ายลดบริโภคเค็มเตือนผู้ป่วยไตบริโภค “แห้ม” สมุนไพรลาว อาจทำไตวายเฉียบพลัน ด้านกรมพัฒนาการแพทย์ฯ ยันผลศึกษาไม่พบมีพิษ แต่หากทานนานอาจส่งผลหัวใจ

เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม ผศ.นพ.สุรศักดิ์ กันตชูเวสศิริ ประธานเครือข่ายลดบริโภคเค็ม กล่าวว่า ปัจจุบันทั่วประเทศพบคนไทยเป็นโรคไตประมาณ 7.6 ล้านคน ซึ่งในจำนวนนี้ประมาณ 1.4 ล้านคนจะเป็นโรคไตวายจากความดันโลหิตสูง ซึ่งสาเหตุส่วนหนึ่งมาจากการบริโภคเค็มจนเกินไป จึงควรเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคเพื่อลดเค็ม โดยยึดหลักง่ายๆ คือ

1.หลีกเลี่ยงการใช้เกลือ น้ำปลา ซอสปรุงรสต่างๆ และผงชูรส
2.หลีกเลี่ยงการเติมเครื่องปรุงในอาหารจานเดียว
3.หลีกเลี่ยงอาหารประเภทดองเค็ม อาหารแปรรูป
4.เลือกรับประทานอาหารที่มีหลายรสชาติ เช่น แกงส้ม ต้มยำ เพื่อทดแทนรสชาติเค็ม
5.น้ำซุปต่าง ๆ เช่น ก๋วยเตี๋ยว ควรรับประทานแต่น้อยหรือเทน้ำซุปออกบางส่วนแล้วเติมน้ำเพื่อเจือจางลง และ
6.สังเกตปริมาณโซเดียมที่ฉลากผลิตภัณฑ์ต่างๆ ทั้งอาหารสำเร็จรูป และขนมถุง ก่อนรับประทาน

ส่วนกรณีการรับประทานยาสมุนไพรเพื่อรักษาโรคไต ยังไม่มีรายงานที่แน่ชัดว่า มีผู้ป่วยจำนวนเท่าไหร่ที่ใช้วิธีการดังกล่าวรักษา คาดว่ามีประมาณร้อยละ 5-10 ของผู้ป่วยทั้งหมด แต่มีรายงานว่าผู้ป่วยโรคไตที่รับประทานสมุนไพรชนิดหนึ่ง ที่เรียกว่า “แห้ม” ได้เกิดอาการไตวายเฉียบพลันประมาณ 5-10 คน และยังมีรายงานด้วยว่าผู้ป่วยที่หยุดรับประทานแห้ม หลายคนอาการไตวายดีขึ้น จึงมีการตั้งข้อสงสัยว่าแห้มส่งผลต่อไตอย่างไร แต่ขณะนี้ยังไม่ได้มีการศึกษาเกี่ยวกับเรื่องนี้
“สมุนไพรจีนก็น่าสงสัยว่าจะส่งผลต่อไต เพราะมีองค์ประกอบเป็นสารเคมีอยู่ด้วย และยังมีรายงานว่าเฟืองหรือมะเฟืองคั้นน้ำมีสารออกซาเลต (oxalate) เป็นสารที่มีฤทธิ์ในการยับยั้งการดูดซึมของแคลเซียมและแร่ธาตุสำคัญ ซึ่งจะเกาะตัวเป็นก้อนไปอุดท่อไตทำให้ไตวายเฉียบพลันได้” ผศ.นพ.สุรศักดิ์กล่าว

นพ.ปราโมทย์ เสถียรรัตน์ ผู้อำนวยการสถาบันการแพทย์แผนไทย กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กล่าวถึงกรณีดังกล่าว ว่า จากการศึกษาวิจัยยังไม่พบข้อมูลว่า แห้มส่งผลร้ายต่อไตหรือทำให้ไตวายได้ แม้การศึกษาวิจัยจะยังมีไม่มากก็ตาม เนื่องจากแห้มเป็นสมุนไพรที่ไม่มีการปลูกในประเทศไทย ต้องนำเข้ามาจากลาวเท่านั้น แต่จากการศึกษาเรื่องพิษวิทยาในสัตว์ทดลอง ทั้งการสกัดสมุนไพรด้วยแอลกอฮอล์หรือน้ำ ก็ไม่ปรากฏว่ามีพิษต่อไตเช่นกัน ยกตัวอย่าง ชาวลาวจะใช้สมุนไพรแห้มเพื่อรักษาอาการท้องเสียเพียงอย่างเดียวเท่านั้น ซึ่งตรงนี้ลาวมีผลการวิจัยชี้ชัดจำนวนมาก แต่สำหรับไทยนิยมนำมาใช้ในการลดน้ำตาลในกระแสโลหิต เพราะแห้มมีฤทธิ์ช่วยในการลดน้ำตาลในเลือดได้ แต่เนื่องจากไทยต้องนำแห้มเข้ามาจากลาว จึงขอแนะนำให้ใช้มะระขี้นกแทนในการลดปริมาณน้ำตาลในเลือด ทั้งนี้ หากต้องระวังเกี่ยวกับสมุนไพรแห้ม เพราะมีสารเบอเบอรีน ซึ่งมีผลข้างเคียงต่อหัวใจ จึงควรระมัดระวังในการกินอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน เพราะอาจทำให้เกิดอาการหายใจขัดได้ 

ภญ.สุภาภรณ์ ปิติพร หัวหน้ากลุ่มงานเภสัชกรรม โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร กล่าวว่า แห้มสามารถช่วยลดน้ำตาลในเลือดและบรรเทาอาการปวดได้ ซึ่งจากการศึกษาไม่พบว่ามีผลร้ายต่อไตแต่อย่างใด แต่จะส่งผลต่อตับมากกว่า เนื่องจากการรับประทานแห้มเป็นจำนวนมากจะส่งผลให้ตับอักเสบได้ อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้ป่วยโรคไตนั้นโดยปกติต้องระมัดระวังในการรับประทานทุกอย่างอยู่แล้ว แม้แต่น้ำส้มหรือน้ำมะเขือเทศก็ต้องรับประทานอย่างจำกัด เนื่องจากมีปริมาณเกลือแร่สูง

ที่มา: มติชน 22 ตุลาคม 2555

เตือนผู้ป่วยไตกิน “มะเขือเทศ-แครอท” มาก เสี่ยงหัวใจวายตาย

นักกำหนดอาหารเตือน ผู้ป่วยโรคไตกินเจให้ระวังรสเค็ม เผย กินผักผลไม้ที่มีโพแทสเซียมไม่มากช่วยปรับสมดุลร่างกายได้ เว้นผักสีสันสดใส อาทิ มะเขือเทศ แครอท คะน้า กินมากเสี่ยงหัวใจวายตาย

วันนี้ (16 ต.ค.) น.ส.จุฑามาส อ่อนน้อม นักกำหนดอาหาร คลินิกโรคไต โรงพยาบาลภูมิพลอดุลยเดช กล่าวว่า ช่วงเทศกาลกินเจระหว่างวันที่ 15-23 ต.ค.นี้ เมนูอาหารเจหลายอย่างได้เปลี่ยนการปรุงรสอาหารจากน้ำปลามาเป็นเกลือ หรือซีอิ๊วขาว ที่ทำจากถั่วเหลือง ซึ่งมีความเค็มและปริมาณโซเดียมใกล้เคียงกัน หากบริโภคอาหารเจที่มีโซเดียมมากเกินกว่าที่ร่างกายต้องการ หรือประมาณ 2,400 มิลลิกรัมต่อวัน อาจเสี่ยงเป็นโรคความดันโลหิตสูง โรคไต โรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง อัมพฤกษ์ และ อัมพาต ได้ โดยเฉพาะอาหารเจที่มีการอุ่นตลอดเวลาหรือบ่อยครั้ง จะทำให้น้ำระเหยเหลือแต่ความเค็ม

“ผู้ที่ซื้ออาหารเจมาจากตลาด ซึ่งผู้ค้ามีการอุ่นกับข้าวตลอดเวลา ควรรับประทานแต่ส่วนที่เป็นเนื้อเท่านั้น ส่วนกลุ่มที่นิยมซื้ออาหารเจสำเร็จรูปมารับประทาน ควรที่จะอ่านฉลากโภชนาการก่อนทุกครั้งว่ามีปริมาณโซเดียมมากน้อยเท่าใด ซึ่งปริมาณโซเดียมในอาหารสำเร็จรูปเจที่เหมาะสมคือประมาณ 1,000 มิลลิกรัม โดยแต่ละยี่ห้อจะมีโซเดียมเป็นส่วนประกอบแตกต่างกันไป” น.ส.จุฑามาส กล่าว

น.ส.จุฑามาส กล่าวอีกว่า ช่วงเทศกาลกินเจขอแนะนำให้รับประทานผักและผลไม้ในปริมาณที่เหมาะสม เนื่องจากมีแร่ธาตุโพแทสเซียม ซึ่งสามารถช่วยปรับสมดุลความเค็มในร่างกายได้ อาทิ แอปเปิลลูกเล็ก ๆ หรือสับปะรด ยกเว้นกลุ่มคนที่ป่วยเป็นโรคไต ช่วงเทศกาลกินเจไม่ควรรับประทานผักและผลไม้ที่ให้โพแทสเซียมปริมาณมาก อาทิ แก้วมังกร ลองกอง ทุเรียน มะละกอ และ กล้วย หรือผักที่มีสีสันสดใส เช่น มะเขือเทศ ฟักทอง แครอท ใบคะน้า หรือ บรอกโคลี นอกจากนี้ ยังต้องระวังกลุ่มผลไม้แห้ง เช่น ลูกเกด ลูกพรุน กล้วยตาก เนื่องจากจะส่งผลระบบกล้ามเนื้อ โดยเฉพาะกล้ามเนื้อหัวใจ อาจทำให้หัวใจหยุดเต้นและเสียชีวิตได้

ที่มา:ASTVผู้จัดการออนไลน์ 16 ตุลาคม 2555

ต้นตอปัญหาไตเริ่มที่ฉี่

หลายคนกลั้นปัสสาวะเพราะกำลังติดพลันหน้าที่การงาน หรือกำลังเดินทาง จึงไม่สามารถปลดทุกข์เบาที่รู้สึกปวดขึ้นมาได้ แต่รู้กันหรือไม่ว่า การกลั้นปัสสาวะบ่อย ๆ ทุกข์เบาอาจก่อปัญหาสุขภาพบานปลายกลายเป็นกระเพาะปัสสาวะอักเสบติดเชื้อ นำเชื้อโรคเข้าไปในร่างกาย หากรุนแรงก็จะทำให้ป่วยเป็นกรวยไตอักเสบ ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นของปัญหาโรคไต

เรื่องนี้ แผนกควบคุมและป้องกันการติดเชื้อของโรงพยาบาลพญาไท ย้ำว่า กรวยไตอักเสบ เป็นโรคที่เกิดจากการติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ หรือกรวยไต ซึ่งเป็นท่อที่รวบรวมน้ำและของเสียที่ไตกรองออกมา แล้วส่งต่อไปยังท่อไตและไปถึงกระเพาะปัสสาวะ โรคนี้มักพบในผู้หญิงมากกว่าชายถึง 4 เท่า ส่วนใหญ่พบในเด็กผู้หญิง หญิงตั้งครรภ์ มีประวัติป่วยกระเพาะปัสสาวะอักเสบ เป็นผู้ป่วยเบาหวาน กินยาสเตียรอยด์นาน ๆ เคยสวนปัสสาวะมาก่อน เป็นเนื้องอกหรือมะเร็งกระเพาะปัสสาวะ หรือผู้ป่วยต่อมลูกหมากโต

สำหรับเชื้อโรคที่เข้าไปติดเชื้อมักเป็นแบคทีเรียกลุ่มแกรมลบ ได้แก่ อีโคไล, เคลบซิลลา, สูโดโมแนส ซึ่งสามารถแพร่กระจายไปยังส่วนอื่น ๆ ของร่างกายไปตามกระแสเลือด

หากกรวยไตอักเสบ อาจมีอาการไข้สูง หนาวสั่น แต่การจับไข้จะไม่เป็นเวลาและรู้สึกหนาวสั่นได้วันละหลายครั้ง ทั้งยังรู้สึกปวดสีข้างหรือเอวด้านใดด้านหนึ่ง บางรายปวดท้องน้อยหรือหัวหน่าว ปัสสาวะลำบากแถมยังบ่อย มีสีขุ่น และรู้สึกแสบขัด บ้างก็ปวดท้อง คลื่นไส้ อาเจียน เบื่ออาหาร และอ่อนเพลียร่วมด้วย

การวินิจฉัยโรคนี้ ต้องเพาะเชื้อจากตัวอย่างปัสสาวะเพื่อหาเชื้อแบคทีเรียสาเหตุ และอาจต้องเอ็กซเรย์ ตรวจเลือด หรือตรวจพิเศษอื่นๆ กรณีที่แพทย์ชี้ว่าป่วยกรวยไตอักเสบ เบื้องต้นจะให้ยาปฏิชีวนะเพื่อฆ่าเชื้อโรคชนิดที่พบ ถ้ามีไข้ก็จะได้รับยาแก้ปวดลดไข้กินรักษาอาการด้วย ขณะที่กำลังใช้ยารักษา อาการจะดีขึ้นภายใน 2-3 วัน แต่ถ้านานกว่านั้นแล้วยังไม่ทุเลา ร่วมกับมีอาการแทรกซ้อน เช่น ปัสสาวะออกน้อย ซีด เหลือง หมดสติ ความดันสูง ควรกลับไปพบแพทย์ให้เร็วที่สุด

ถ้าสงสัยว่าเข้าข่ายป่วยกรวยไตอักเสบแล้วไม่เข้ารับการตรวจรักษา การปล่อยโรคทิ้งไว้จะนำเชื้อโรคเข้ากระแสเลือดเกิดภาวะโลหิตเป็นพิษ เป็นกรวยไตอักเสบเรื้อรังซึ่งมักอักเสบแบบไม่ปรากฏอาการ นานวันเข้าจะเป็นไตวายหรือไตพิการได้

ชนวนเหตุของกรวยไตอักเสบอาจไม่ไกลตัว แต่ก็มีหลักการง่าย ๆ ช่วยป้องกันโรคนี้ได้ เพียงดื่มน้ำอย่าให้ขาด หรือดื่มเฉลี่ยชั่วโมงละแก้ว แนะจิบทีละนิด จะช่วยขับเชื้อโรคออกมาจากกระเพาะปัสสาวะ ที่สำคัญพยายามอย่ากลั้นปัสสาวะ  ฝึกถ่ายปัสสาวะทุกครั้งที่ปวดจนเป็นนิสัย และเวลาเดินทางไกลต้องฝึกเข้าห้องน้ำนอกบ้านให้ชิน

นอกจากนี้หลังขับถ่ายอุจจาระ ต้องชำระล้างให้สะอาดหมดจด การใช้กระดาษชำระซับน้ำควรเช็ดจากด้านหน้าไปด้านหลัง เพื่อป้องกันการนำเชื้อโรคจากปากทวารหนักไปติดที่ท่อปัสสาวะ และแม้จะมีอาการเพียงแค่ปัสสาวะแสบขัดแต่ไม่มีไข้ก็ควรปรึกษาแพทย์ เพราะนั่นเป็นอาการเบื้องต้นที่สามารถพัฒนากลายเป็นกรวยไตอักเสบได้.

ทีมเดลินิวส์ออนไลน์
takecareDD@gmail.com

ที่มา: เดลินิวส์ 9 ตุลาคม 2555

หมั่นตรวจการทำงานของไตลดภาวะเสี่ยง “โรคไตเรื้อรัง”

ปัจจุบันมีผู้ป่วยจำนวนมากไม่รู้ตัวว่าตนเองกำลังตกอยู่ในภาวะโรคไตเรื้อรังที่อาจพัฒนาไปเป็นโรคไตเรื้อรังระยะสุดท้ายได้ แถมยังมีบางโรคที่เอื้อต่อการนำพาไปสู่โรคไตอีกด้วย!!

จากการสำรวจของสมาคมโรคไตพบว่า ประเทศไทยมีประชากรที่มีปัญหาโรคไตสูงถึง 5 ล้านคน และพบว่า 17 เปอร์เซ็นต์ของประชากรทั้งประเทศเป็นผู้ป่วยโรคไตในระยะต้นๆ โดยไม่รู้ตัว ก่อนที่จะต้องได้รับการรักษาโดยวิธีทดแทนไต อันได้แก่ การฟอกเลือด ล้างช่องท้อง หรือเปลี่ยนไต ในเวลาต่อมา โรคไตจึงนับเป็นปัญหาหนึ่งที่ทางสาธารณสุขของประเทศกำลังหาแนวทางแก้ไข

เนื่องในโอกาสพระราชพิธีฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี มิถุนายน พ.ศ. 2549 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานชื่อมูลนิธิที่จะจัดตั้งโรงพยาบาลสำหรับดูแลรักษาผู้ป่วยโรคไต ตลอดจนทำการวิจัยเพื่อหาแนวทางเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับการป้องกันโรคไตว่า “สถาบันโรคไตภูมิราชนครินทร์” โดยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงเป็นองค์ประธานมูลนิธิสถาบันโรคไตภูมิราชนครินทร์  ซึ่งมีสร้อยพระนามของสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอเจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์รวมอยู่ด้วย ทั้งนี้นายเจริญ – คุณหญิงวรรณา สิริวัฒนภักดี และครอบครัวสิริวัฒนภักดี ได้บริจาคเงินเพื่อใช้ในการก่อสร้าง

โรงพยาบาลสถาบันโรคไตภูมิราชนครินทร์ ตั้งอยู่บนถนนพญาไท ซึ่งกองทัพบกได้มอบที่ดินราชพัสดุ กรมธนารักษ์ จำนวน 13 ไร่ ของกรมแพทย์ทหารบก บริเวณโรงเรียนเสนารักษ์ ถนนพญาไท เพื่อร่วมเฉลิมพระเกียรติในครั้งนี้ โดยตัวอาคารโรงพยาบาลมีลักษณะเป็นอาคาร  9  ชั้น มีเจ้าหน้าที่ให้บริการผู้ป่วยที่ต้องฟอกไตทางเส้นเลือดด้วยเครื่องไตเทียม  50 เครื่อง เปิดบริการทุกวันยกเว้นวันจันทร์  มีห้องฉุกเฉินเปิดตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งในอนาคตจะเปิดให้บริการผ่าตัดปลูกถ่ายไต ตลอดจน การผ่าตัดทำเส้นเลือดเทียม หรือแก้ปัญหาเส้นเลือดอุดตันในผู้ป่วยที่เคยล้างไตทางเส้นเลือดมาแล้วร่วมด้วย

ทั้งนี้ โรงพยาบาลมีการเตรียมความพร้อมด้วยการจัดซื้อเครื่องอุปกรณ์การแพทย์ ตลอดจน ส่งพยาบาลไปศึกษาโรคเฉพาะทาง ณ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์  โรงพยาบาลศิริราช  และโรงพยาบาลรามาธิบดี พร้อมทั้งส่งเสริมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญสาขาอายุรศาสตร์โรคไตเพื่อเตรียมการปฏิบัติงาน อีกทั้ง ยังมีการวิจัยหาวิธีป้องกันและรักษาผู้ป่วยโรคไต เพื่อมิให้กลายเป็นโรคไตเรื้อรังอีกด้วย

โรงพยาบาลสถาบันโรคไตภูมิราชนครินทร์ มีเตียงผู้ป่วย 128 เตียง แบ่งเป็น ห้องพิเศษ ห้องเดี่ยว ห้องคู่ และห้องไอซียู สำหรับผู้ป่วยนอกมีทั้งหมด 12 เตียง หากผู้ป่วยที่เข้ารับบริการเป็นข้าราชการสามารถเบิกค่ารักษาพยาบาลได้ตามระเบียบของกรมบัญชีกลาง ขณะนี้ได้เปิดบริการตลอด 24 ชั่วโมง สำหรับผู้ป่วยที่เป็นโรคไตแล้ว นับตั้งแต่วันที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2555 ที่ผ่านมา

ศ.เกียรติคุณ นพ.ธีรชัย ฉันทโรจน์ศิริ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลสถาบันโรคไตภูมิราชนครินทร์ ให้ความรู้เกี่ยวกับโรคไตว่า ปัจจุบันพบผู้ป่วยที่เป็นโรคไตเพิ่มมากขึ้น สิ่งหนึ่งที่ทำให้การอุบัติของโรคไตเพิ่มขึ้นไม่ได้เกิดจากโรคไตเอง แต่เป็นผลที่เกิดมาจากโรคชนิดอื่นๆ เช่น พบผู้ป่วยเป็นโรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง ผู้ป่วยโรคหัวใจและหลอดเลือดเพิ่มมากขึ้น ซึ่งกลุ่มโรคเหล่านี้ส่งผลให้เกิดปัญหาขึ้นที่ไตตามมาได้ทั้งสิ้น

เนื่องจากผู้ป่วยโรคไตในระยะแรกโดยส่วนใหญ่มักจะไม่มีอาการแสดง มีเพียงบางรายเท่านั้นที่อาจมีอาการบวมหรือมีความดันโลหิตสูงขึ้น ผู้ป่วยจึงมักไม่รู้ตัวว่ามีอาการผิดปกติ แต่เมื่อถึงจุดๆ หนึ่ง ร่างกายจะเริ่มไม่สามารถที่จะปรับตัวได้ทำให้มีของเสียค้างอยู่ในร่างกาย ส่งผลให้มีภาวะไตวายเฉียบพลัน  น้ำท่วมปอด  หรือหัวใจทำงานไม่เป็นปกติได้ เมื่อมาพบแพทย์ก็พบว่าอยู่ในสภาวะไตเรื้อรังระยะที่ 3 – 4 แล้ว สำหรับอาการของโรคไตเรื้อรังที่สังเกตได้ คือ จะมีอาการแขนขาบวม ความดันโลหิตสูง ปัสสาวะเป็นสีแดงหรือขุ่น ปัสสาวะแสบขัด ปวดเอว ซีด และอ่อนเพลีย

นพ.ธีรชัย  กล่าวต่อว่า ผู้ป่วยที่เป็นโรคไตถ้าอยู่ในระยะ 1 -2  หากควบคุมโรคได้ดีก็จะสามารถกลับเข้าสู่สภาวะร่างกายปกติได้ ส่วนผู้ป่วยที่อยู่ในระยะที่ 3 ถ้ารู้ตัวแล้วต้องหาทางชะลอควบคุมโรคไม่ให้กลายเป็นระยะที่ 4 – 5 เพราะมีผู้ป่วยหลายรายที่อยู่ในระยะนี้ได้ไปตลอดชีวิต ฉะนั้น ไม่ว่าจะเป็นอยู่ในภาวะไตเรื้อรังระยะใดก็ตามสามารถชะลออาการของโรคได้ทั้งสิ้น ขึ้นอยู่กับวิธีการดำเนินชีวิต หากมีการดูแลตัวเองที่ดี มีการตรวจร่างกายอย่างสม่ำเสมอ ก็จะชลออาการของโรคได้

ผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงต่อการเป็นโรคไตเรื้อรัง คือ ผู้ที่เป็นโรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคแพ้ภูมิตนเองที่อาจก่อให้เกิดไตผิดปกติ เช่น โรค เอส แอล อี โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคเกาต์ โรคติดเชื้อระบบทางเดินปัสสาวะซ้ำหลายครั้ง ผู้ที่ได้รับสารพิษหรือยาที่ทำลายไต ผู้ที่มีอายุมากว่า 60 ปีขึ้นไป รวมทั้ง ผู้ที่มีประวัติเป็นโรคไตเรื้อรังในครอบครัว  ผู้ที่กินยาบางชนิด เช่น เฟนาซิติน เฟนิลบิวทาโซน ลิเทียมไซโคสปอรีน หรือได้รับการสัมผัสสารเคมีบางชนิด เช่น สารตะกั่ว แคดเมียม ติดต่อกันเป็นเวลานาน รวมถึง ผู้ที่ตรวจพบนิ่วในไต และผู้มีมวลเนื้อไตลดลงทั้งที่เป็นมาตั้งแต่กำเนิดหรือเป็นภายหลัง โดยผู้ที่มีข้อบ่งชี้ข้อใดข้อหนึ่งจากที่กล่าวมาควรได้รับการตรวจการทำงานของไต โดยการตรวจเลือดและปัสสาวะ เพื่อตรวจวินิจฉัยและติดตามโรคที่เกี่ยวข้องกับไต

ปัจจุบันมีผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังซึ่งจำเป็นต้องรักษาโดยวิธีทดแทนไตอยู่ด้วยกันประมาณ 32,000 ราย ซึ่งในแต่ละปีจะพบผู้ป่วยรายใหม่อีกกว่า 10,000 ราย ซึ่งคนไข้เหล่านี้จะมีค่าใช้จ่ายในการรักษาสูงถึงประมาณ 200,000 บาทต่อคนต่อปี ทั้งนี้ ผู้มีจิตศรัทธาสามารถบริจาคอวัยวะและทุนทรัพย์ เพื่อสร้างชีวิตใหม่ให้กับผู้ป่วยโรคไตได้ สอบถามรายละเอียดได้ที่โรงพยาบาลสถาบันโรคไตภูมิราชนครินทร์ โทร. 0-2684-5000

การดูแลตนเองทำได้โดยการรักษาสุขภาพให้แข็งแรง รับประทานอาหารที่เหมาะสม ระวังอย่าให้น้ำหนักมากจนเกิดภาวะอ้วน โดยผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 35 ปีขึ้นไปควรตรวจคัดกรองโรคไตประจำปี โดยเฉพาะผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงหรือคนในบ้านมีประวัติเป็นโรคไต  เพราะถ้ารู้ตั้งแต่เนิ่นๆ จะได้รักษาได้ทันท่วงที โอกาสที่จะเป็นโรคไตเรื้อรังระยะสุดท้ายจะได้น้อยลง ในผู้ป่วยโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูงจำต้องควบคุมระดับน้ำตาลและระดับความดันโลหิตให้ดี ลดอาหารเค็ม งดบุหรี่ และหากมีปัจจัยเสี่ยงต่างๆ ควรไปพบแพทย์ตรวจการทำงานของไตเป็นระยะๆ เพื่อความปลอดภัยจากโรคไตนั่นเอง.

.

สรรหามาบอก

-คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ขอเชิญผู้สนใจฟังบรรยายเรื่อง“โรคเลือดของคนไทย : เลือดจางธาลัสซีเมีย” ในวันพุธที่ 26 กันยายน 2555 เวลา 08.00-12.00 น. ณ ห้องประชุมอรรถสิทธิ์ เวชชาชีวะ ศูนย์การแพทย์สิริกิติ์ ชั้น 5 โรงพยาบาลรามาธิบดี สำรองที่นั่งโทร.0-2201-2521 และ 0-2201-1091-3 (ฟรีตลอดงาน)

-โรงพยาบาลสมิติเวช สุขุมวิท ขอเชิญผู้สนใจร่วมงาน Workshop ผลิตสารแห่งความสุขผ่านกระบวนการหัวเราะบำบัดพร้อมคำแนะนำดีๆ ในการดูแลสุขภาพ หัวข้อ“อารมณ์ดี สุขภาพใจกายดี” ในวันเสาร์ 29 กันยายน 2555 เวลา 09.30 – 12.00 น. ณ ห้องบัญชาล่ำซำ โรงพยาบาลสมิติเวช สุขุมวิท สำรองที่นั่งโทร. 0-2711-8181

-ไลฟ์เซ็นเตอร์ ขอเชิญชวนผู้สนใจดูแลสุขภาพสวยจากภายในสู่ภายนอก ร่วมงานสัมมนาหัวข้อ “อาหารสุขภาพ…อาหารแบบ Raw Food” และ “โบราณทำไมถึงสวย ตอนครบสูตรความสวยเรื่องผิวหน้า” พร้อมแนะนำเคล็ดลับในการทานอาหารเจให้อิ่มบุญ อิ่มสุขภาพแบบไม่อ้วน ในวันเสาร์ที่ 29 กันยายน 2555 เวลา 10.30-15.30 น. ณ ห้องประชุม ชั้น 4 อาคารคิวเฮ้าส์ ลุมพินี (LH Bank) สนใจสำรองที่นั่งได้ฟรีที่โทร.08-9228-8766 (จำนวนจำกัด)

-นิตยสารรักลูกและบริษัท เรกคิทท์ เบนคีเซอร์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์สุขภาพเพื่อรักษาโรคกรดไหลย้อนร่วมกับโรงพยาบาลกรุงเทพพัทยา ขอเชิญ Smart Parents ทุกท่านร่วมงาน “รักลูก@hospitals 2012” ในวันเสาร์ที่ 29 กันยายน 2555 เวลา 09.00-12.00 น. ณ ห้องประชุม D 1 อาคาร D โรงพยาบาลกรุงเทพพัทยา ลงทะเบียนพร้อมรับของที่ระลึกหน้างานฟรี สนใจสำรองที่นั่งได้ที่โทร.1719 หรือนิตยสารรักลูก โทร.0-2913-7555 ต่อ 3531(ไม่เสียค่าใช้จ่าย)

ทีมวาไรตี้

 

ที่มา: เดลินิวส์ 23 กันยายน 2555

สถาบันโรคไตภูมิราชนครินทร์รักษาโรคไตครบวงจร

โรคไตเป็นโรคเรื้อรังโรคหนึ่งที่เป็นปัญหาต่อสุขภาพอย่างมาก การดูแลต้องใช้ระยะเวลายาวนานหรือรักษากันไปตลอดชีวิต ค่าใช้จ่ายก็สูง ในกรณีที่เป็นโรคไตเรื้อรังระยะสุดท้าย การรักษาจะต้องหาเครื่องมือช่วยบำบัดแทนไต ได้แก่ การล้างช่องท้องด้วยน้ำยาพิเศษ หรือฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียมเข้าช่วย

ตั้งแต่ปี 2549 โรคไตเรื้อรังระยะสุดท้ายในบ้านเราพบราว 302 รายต่อประชากรหนึ่งล้านคน และได้เพิ่มเป็น 420 รายในปี 2550 กระจายอยู่ทั่วทุกภาคของประเทศ และคาดว่าคงจะค่อยเพิ่มขึ้นมาเรื่อย ๆ ด้วยมีปัจจัยเสี่ยงหลายอย่างเป็นตัวกระตุ้นให้มีโอกาสให้ไตเสื่อมเร็วขึ้น ได้แก่ โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน คนอ้วน ยาซึ่งเป็นสารเคมีสำคัญ การรับประทานอาหารที่ไม่ถูกต้อง ไปจนถึงอายุที่เพิ่มขึ้น จะทำให้ไตเสื่อมลงตามธรรมชาติทุกปี

จากสาเหตุดังกล่าวและความทุกข์ยากของประชาชนที่เดือดร้อนจากโรคไต ได้มีหลายหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน นำโดย คุณหญิงวรรณาและคุณเจริญ สิริวัฒนภักดี ในนามของมูลนิธิสิริวัฒนภักดี พร้อมคณะแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจากหลายสถาบัน ได้ร่วมกันหาแนวทางแก้ไข จนจวบวาระในโอกาสพระราชพิธีฉลองสิริราชสมบัติของพระองค์ท่านครบ 60 ปี มิถุนายน 2549 ถือเป็นกำเนิดโครงการจัดตั้งโรงพยาบาลสำหรับดูแลรักษาผู้ป่วยโรคไตขึ้นมา

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม พระราชทานชื่อมูลนิธิที่จะจัดตั้งโรงพยาบาลสำหรับดูแลรักษาผู้ป่วยโรคไต ตลอดจนทำการวิจัยเพื่อหาแนวทางเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับการป้องกันโรคไตว่า สถาบันโรคไตภูมิราชนครินทร์ ซึ่งเป็นพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นแก่ คุณเจริญ-คุณหญิงวรรณา สิริวัฒนภักดี และครอบครัวสิริวัฒนภักดี ด้วยเป็นกำลังใจที่ได้ก่อสร้างโรงพยาบาลสำเร็จเรียบร้อย

สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงเป็นประธานมูลนิธิสถาบันโรคไตภูมิราชนครินทร์ ที่มีสร้อยพระนามของสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ อยู่ด้วย

โรงพยาบาลสถาบันโรคไตภูมิราชนครินทร์ เนื้อที่ 13 ไร่ ถนนพญาไท ใช้เวลาก่อสร้าง 2 ปีเศษ ได้มีการจัดซื้อเครื่องอุปกรณ์การแพทย์ ตลอดจนส่งพยาบาลไปศึกษาโรคเฉพาะทาง ณ รพ.จุฬาลงกรณ์, รพ.ศิริราช และ รพ.รามาธิบดี พร้อมทั้งส่งเสริมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญสาขาอายุรศาสตร์โรคไตเพื่ือเตรียมการปฏิบัติงานไว้เพียบพร้อม

อาคารโรงพยาบาลฯ เป็นตึก 9 ชั้น มีห้องฉุกเฉินเปิดตลอด 24 ชั่วโมง มีเจ้าหน้าที่บริการผู้ป่วยที่ต้องฟอกไตทางเส้นเลือดด้วยเครื่องไตเทียม 50 เครื่อง ให้บริการทุกวันยกเว้นวันจันทร์ อนาคตสามารถบริการผ่าตัดปลูกถ่ายไต ตลอดจนการผ่าตัดทำเส้นเลือดเทียม หรือแก้ปัญหาเส้นเลือดอุดตันในผู้ป่วยที่เคยล้างไตทางเส้นเลือดมาแล้ว และยังมีการวิจัยหาวิธีป้องกันและรักษาผู้ป่วยโรคไต เพื่อมิให้กลายเป็นโรคไตเรื้อรังด้วย

โรงพยาบาลมีเตียงผู้ป่วย 128 เตียง มีทั้งห้องพิเศษ ห้องเดี่ยว ห้องคู่ มีห้องไอซียูสำหรับผู้ป่วยนอก 12 เตียง ข้าราชการสามารถเบิกค่ารักษาพยาบาลได้ตามระเบียบของกรมบัญชีกลาง ขณะนี้ได้เปิดบริการตลอด 24 ชั่วโมง สำหรับผู้ป่วยที่เป็นโรคไตแล้ว

ผอ.ศ.เกียรติคุณ นพ.ธีรชัย ฉันทโรจน์ศิริ ได้พาคณะหน่วยไตเทียม รพ.ราชวิถี พรพิศ เมฆสวัสดิ์, พรพรรณ ชคัถธาดา, พนิดา โอภากวินกูล และ พิจิตรา ทูลมาลา นำชมโรงพยาบาล สถานที่ทำงานกว้างขวาง ทุกอย่างใหม่และทันสมัย โดยเฉพาะเครื่องฟอกไตเทียมมีสัญญาณบอกให้รู้หากคนไข้จะมีอะไรผิดปกติ ระบบน้ำสำรองหัวใจการฟอกเลือดสมบูรณ์มาก เครื่องกรองที่ใช้แล้วมีที่เก็บอย่างเป็นระเบียบ คณะที่มารู้สึกตื่นตาประทับใจ บอกว่าเป็นบุญตาที่ได้มาเห็น บรรยากาศแบบนี้น่าทำงานมาก

โรงพยาบาลสถาบันโรคไตภูมิราชนครินทร์อยู่ถนนพญาไท ระหว่างเขตราชเทวีและกรมแพทย์ทหารบก เริ่มให้บริการกับคนไข้โรคไตครบวงจร ตลอด 24 ชั่วโมงทุกวันเว้นวันจันทร์.

นพ.สุวิทย์ เกียรติเสวี
suvit.kiatisevi@gmail.com

 

ที่มา: เดลินิวส์ 16 กันยายน 2555

ความรู้เรื่องไตเรื้อรัง CKD – Chronic Kidney Disease

ท่านทราบไหมว่า ข้อมูล 6 ประการนี้เกี่ยวข้องกับโรคไตเรื้อรัง

การรู้ตัวว่าเป็นโรคไตแต่เนิ่น ช่วยชะลอโรคไม่ให้ก้าวหน้าไปเป็นโรคไตเรื้อรัง จึงควรตรวจสุขภาพอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง

ผู้ป่วยไตวายเรื้อรังส่วนใหญ่เสียชีวิตด้วยโรคหัวใจและหลอดเลือด

อัตราไหลเวียนของเลือดผ่านตัวกรองไต (GFR) เป็นตัวประเมินการทำงานของไตที่ดีที่สุด

ความดันเลือดสูงเป็นต้นเหตุให้เป็นโรคไตเรื้อรัง และโรคไตเองก็เป็นเหตุให้ความดันเลือดสูงเช่นกัน

การมีโปรตีนออกมาในปัสสาวะต่อเนื่องแสดงว่าเป็นโรคไตเรื้อรัง

ผู้มีความเสี่ยงเป็นโรคไตเรื้อรังได้แก่ ผู้เป็นเบาหวาน ความดันสูง และมีประวัติครอบครัวเป็นโรคไตวาย

โรคไตเรื้อรังเกิดจากอะไร

ในบรรดาผู้เป็นโรคไตเรื้อรังทั้งหมด สองในสามส่วนเกิดจากโรคเบาหวานกับความดันเลือดสูง ส่วนสาเหตุอื่น ๆ ได้แก่ ไตอักเสบ (glomerulonephritis) กรรมพันธุ์ โรคเอสแอลอี (SLE) นิ่ว และการติดเชื้อซ้ำซาก ยา และสารพิษจีเอฟอาร์ (GFR) คืออะไร

จีเอฟอาร์ (GFR หรือ glomerular filtration rate) คือปริมาณเลือดที่ไหลผ่านตัวกรองของไตในหนึ่งนาที เป็นตัวบอกการทำงานของไตที่ดีที่สุด ค่านี้แพทย์คำนวณมาจากค่าครีอาตินิน (Cr หรือ creatinine) ซึ่งได้จากการเจาะเลือดโดยเอาไปคำนวณร่วมกับอายุ เพศ และเผ่าพันธุ์ ของแต่ละคน บางทีจึงเรียกว่า eGFR โดยที่ตัว e ย่อมาจาก estimated หมายถึงว่าได้มาจากการคำนวณ ค่าจีเอฟอาร์ทำให้แพทย์บอกได้ว่าโรคไตเรื้อรังของท่านอยู่ในระยะใดระยะ (Stage) ของโรคไตเรื้อรัง

ระยะที่ 1 ตรวจพบพยาธิสภาพที่ไตแล้ว แต่ไตยังทำงานปกติ  (จีเอฟอาร์ 90 มล./นาทีขึ้นไป)

ระยะที่ 2 ตรวจพบพยาธิสภาพที่ไตแล้ว และไตเริ่มทำงานผิดปกติเล็กน้อย (จีเอฟอาร์ 60-89 มล./นาที)

ระยะที่ 3 ไตทำงานผิดปกติปานกลาง ไม่ว่าจะตรวจพบพยาธิสภาพที่ไตหรือไม่ก็ตาม (จีเอฟอาร์ 30-59 มล./นาที)

ระยะที่ 4 ไตทำงานผิดปกติมาก (จีเอฟอาร์ 15-29 มล./นาที)

ระยะที่ 5 ระยะสุดท้าย (จีเอฟอาร์ต่ำกว่า 15 หรือต้องล้างไต)

การติดตามและรักษาโรคไตเรื้อรัง

การติดตามโรคไตเรื้อรังด้วยการเจาะเลือดดูค่าจีเอฟอาร์ และการตรวจดูโปรตีนในปัสสาวะแล้วให้การรักษาที่เหมาะสม มีความสำคัญต่อการป้องกันไม่ให้ไตเสื่อมเร็ว เมื่อเป็นโรคไตเรื้อรังระยะที่ 1-2 ควรได้รับการตรวจติดตามทุก 12 เดือน เมื่อเป็นระยะที่ 3 ควรได้รับการตรวจติดตามอย่างน้อยทุก 6 เดือน เมื่อเป็นระยะที่ 4 ควรได้รับการตรวจติดตามทุก 3 เดือน (หรือทุก 6 เดือนถ้าระดับการทำงานของไตคงที่) เมื่อเป็นระยะที่ 5 ควรได้รับการตรวจติดตามอย่างน้อยทุก 3 เดือน

สมาคมโรคไตแห่งประเทศไทยแนะนำว่า ผู้ที่เป็นโรคไตเรื้อรังระยะที่ 3 ขึ้นไปที่จีเอฟอาร์เสื่อมเร็วกว่าปีละ 7 มล./นาที ควรได้รับการตรวจประเมินและคำแนะนำจากอายุรแพทย์โรคไต

เป้าหมายตัวชี้วัดสุขภาพของผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรัง

การรักษาโรคไตวายเรื้อรัง มีเป้าหมายให้ดัชนีวัดต่าง ๆ มีค่าอยู่ในเกณฑ์ดังต่อไปนี้

1.ความดันเลือดต้องไม่เกิน 130/80 mmHg

2.ไขมันเลว (LDL) ในเลือดต้องต่ำกว่า 100 มก./ดล. ถ้าไม่มีโรคหัวใจหลอดเลือดร่วม หรือต่ำกว่า 70 มก./ดล. ถ้ามีโรคหัวใจหลอดเลือดร่วมด้วย

3.ควรรักษาน้ำหนัก ให้ดัชนีมวลกายอยู่ระหว่าง 18.5-23 กก./ตรม. (สามารถคำนวณหาดัชนีมวลกายได้เองจากการเอาน้ำหนักเป็นกก.ตั้งแล้วหารด้วยส่วนสูงเป็นเมตรสองครั้ง)

4.กรณีเป็นเบาหวาน ระดับน้ำตาลในเลือดก่อนอาหาร (FBS) ควรอยู่ระหว่าง 90-130 หรือระดับน้ำตาลสะสม (HbA1C) น้อยกว่า 7.0%

5. ระดับอัลบูมินในเลือด (ซึ่งบ่งบอกภาวะทุกโภชนา การ) ไม่ควรต่ำกว่า 3.5 ก./ดล.

6. ระดับฮีโมโกลบิน (ซึ่งบ่งบอกภาวะโลหิตจาง) ไม่ควรต่ำกว่า 10%

การหลีกเลี่ยงยาหรือสารพิษที่ทำลายไตผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังทุกคนควรหลีกเลี่ยงการได้รับสารที่เป็นพิษต่อไตต่อไปนี้ คือ

(1) ยาแก้ปวดแก้อักเสบในกลุ่ม Non Steroidal Anti-Inflammatory Drugs (NSAID) และกลุ่ม COX2 inhibitors
(2) ยาปฏิชีวนะในกลุ่ม aminoglycosides ซึ่งเป็นพิษต่อไต
(3) การฉีดสารทึบรังสี (radiocontrast agents) เพื่อการวินิจฉัยโรค
(4) สมุนไพรต่าง ๆ เพราะสมุนไพรหลายชนิดเป็นพิษต่อไตการฉีดวัคซีนในผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง

ผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังทุกคนควรได้รับการตรวจคัดกรองว่า มีเชื้อไวรัสตับอักเสบบีหรือมีภูมิคุ้มกันตับอักเสบบีหรือไม่ หากไม่มีเชื้อและไม่มีภูมิคุ้มกัน ควรได้รับการฉีดวัคซีนไวรัสตับอักเสบบีจนมีภูมิคุ้มกัน

ผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังระยะที่ 4 ขึ้นไป ควรได้รับวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ประจำปีทุกปี

ต้องการทราบสภาพการทำงานของไต ตรวจกรองได้ โดยการตรวจสุขภาพประจำปี ขอให้แจ้งแพทย์ใกล้ตัวท่านดูแลให้

ข้อมูลจาก ศูนย์โรคไต โรงพยาบาลพญาไท 2 / http://www.phyathai.com

นายแพทย์สุรพงศ์ อำพันวงษ์

 

ที่มา: เดลินิวส์  2 กันยายน 2555

เปลี่ยนไต

การผ่าตัดเปลี่ยนไต หรือการปลูกถ่ายไต เป็นวิธีการที่ดีที่สุดในการบำบัดรักษาผู้ป่วย “โรคไตวายเรื้อรังระยะสุดท้าย”  ซึ่งเป็นที่ยอมรับทั่วโลกว่าดีกว่าการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม หรือการล้างช่องท้องด้วยน้ำยา

ศ.นพ.โสภณ จิรสิริธรรม ประธานโครงการปลูกถ่ายไต คณะแพทยศาสตร์  รพ.รามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล บอกว่า   สาเหตุของโรคไตวายเรื้อรังระยะสุดท้ายในประเทศไทย คือ โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง และไตอักเสบเรื้อรัง สะท้อนว่าบ้านเราควบคุมเบาหวานและความดันไม่ดี ทำให้ไตพังไปด้วย

การเปลี่ยนไต ต้องมีข้อบ่งชี้คือเป็นโรคไตวายเรื้อรังระยะสุดท้าย หมายความว่า ไตทำงานต่ำกว่า 10% หรือเริ่มมีอาการของโรคไต เช่น กินไม่ได้ นอนไม่หลับ อึดอัด กระสับกระส่าย คนไข้กลุ่มนี้เปลี่ยนไตจบเลย

คนที่เป็นโรคไตวายเรื้อรังระยะสุดท้ายที่มาเปลี่ยนไต อายุเฉลี่ยประมาณ 40 ปี  กำลังเป็นกำลังสำคัญของสังคม บางคนกว่าจะรู้ตัวว่าเป็นโรคไตมันไม่ได้เตือนล่วงหน้า วันดีคืนดีไปตรวจร่างกายพบไตพังหมดแล้ว

การเปลี่ยนไตจึงเป็นเหมือนปาฏิหาริย์ที่นำเอาไตออกจากร่างคนหนึ่ง ไปใส่ให้กับอีกคนหนึ่งแล้วไตทำงานได้

รพ.รามาธิบดีผ่าตัดเปลี่ยนไตปีละ 70-100 ราย เป็น รพ.แห่งเดียวในประเทศไทยที่สามารถเปลี่ยนไตเกิน 100 รายต่อปี เพราะมีทีมงานที่เข้มแข็งเกือบ 50 คน ทั้งศัลยแพทย์ ศัลยแพทย์ทางเดินปัสสาวะ อายุรแพทย์ อายุรแพทย์โรคไต อายุรแพทย์โรคไตเด็ก  พยาธิแพทย์ และพยาบาล ทุกคนทำงานโดยไม่ได้หวังชื่อเสียง เงินทอง โดย รพ.รามาธิบดีทำการผ่าตัดเปลี่ยนไตให้ผู้ป่วยรายแรกอายุ 26 ปี 6 เดือน เมื่อวันที่ 19 ก.พ. 2519 นำทีมโดย ศ.นพ.ไพฑูรย์ คชเสนี ตอนนี้คนไข้ยังมีชีวิตอยู่ และแข็งแรงดี

ผลสำเร็จในการเปลี่ยนไตของ รพ.รามาธิบดีเทียบได้กับมาตรฐานสากล ในกรณีที่ได้ไตจากผู้บริจาคเสียชีวิตความสำเร็จอยู่ประมาณ 96% แต่ถ้าเป็นไตที่บริจาคจากญาติความสำเร็จอยู่ที่ประมาณ 99% โครงการเปลี่ยนไต รพ.รามาธิบดีทำมา 26 ปีสามารถเปลี่ยนไตให้คนไข้ไปแล้ว 1,522 คน โดยไม่ได้เลือกชั้นวรรณะ หรือฐานะ คนไทยทุกคนมีสิทธิเข้ารับบริการปลูกถ่ายไต โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใด ๆ ตลอดจนค่ายาตลอดชีวิต

ปัจจุบันประเทศไทยมีคนไข้โรคไตวายเรื้อรังระยะสุดท้ายประมาณ 4 หมื่นคน ในจำนวนนี้มาขึ้นทะเบียนรอเปลี่ยนไตประมาณ 4,000 คน โดยในจำนวน 4,000 คน ได้รับการผ่าตัดเปลี่ยนไตแล้ว 400 คนอีกกว่า 3.9 หมื่นคนยังคงทนทุกข์ทรมานรอการเปลี่ยนไตอยู่ เฉพาะที่ รพ.รามาธิบดีมีคนไข้รอคิวกว่า 700 คน

ขั้นตอนการเปลี่ยนไต มีดังนี้

1. ขอให้ผู้ที่ต้องการจะเปลี่ยนไต มีความตั้งใจ เข้าใจ การเปลี่ยนไต
2. ปรึกษาขอใบส่งตัว จากอายุรแพทย์โรคไตประจำตัว
3. พอมาถึง รพ.รามาธิบดี จะให้พบกับแพทย์โรคไต และศัลยแพทย์เพื่อกลั่นกรองว่าเหมาะจะรับการผ่าตัดเปลี่ยนไตหรือไม่ ถ้าไม่เหมาะก็ปฏิเสธไป เช่น เป็นมะเร็ง เป็นเอดส์ อายุมากแล้ว
4. ตรวจเลือด ตรวจปัสสาวะ เอกซเรย์ ตรวจคลื่นหัวใจ อย่างละเอียด
5. ติดต่อพยาบาลประสานงานชั้น 3 ตึกฉุกเฉินเก่า 0-2201-1661-2
6. ดำเนินการด้านเอกสารตามสิทธิต้นสังกัด โดยการเดินเอกสารต่าง ๆ ต้องแล้วเสร็จภายใน 2 สัปดาห์
7. เจาะเลือด ตรวจเนื้อเยื่อ ถ้ารอไตจากผู้บริจาคที่เสียชีวิตก็ต้องขึ้นทะเบียนรอ แต่ถ้าเป็นไตที่ได้จากญาติหรือสามีภรรยาสามารถนัดวันเปลี่ยนไตได้เลย ตอนนี้คิวจองถึงเดือน ต.ค.
8. เตรียมร่างกาย จิตใจ ความพร้อม เพื่อเปลี่ยนไต (ส่งเลือดทุกเดือน)
9. ผ่าตัดเปลี่ยนไต
10. หลังการผ่าตัดประมาณ 2 สัปดาห์คนไข้ออกจาก รพ.พร้อมไตใหม่ ชีวิตใหม่ อย่างมีความสุข
การรอเปลี่ยนไตจากผู้บริจาคที่เสียชีวิตไม่มีคิวขึ้นอยู่กับเลือดและดีเอ็นเอของผู้เสียชีวิตกับคนไข้ว่าตรงกันหรือไม่ ทุกวันนี้มีผู้บริจาคไตปีละประมาณ 100 คน 200 ไต

สามีภรรยาก็สามารถให้ไตกันได้ แม้เนื้อเยื่อไม่เหมือนกันแต่ยาดีสามารถผ่าตัดเปลี่ยนไตสำเร็จทุกราย และคนให้ไตยังสามารถมีชีวิตอยู่เหมือนคนปกติ

การซื้อขายไตมีจริงหรือไม่? ศ.นพ.โสภณ ยืนยันว่า เมืองไทยไม่มีการซื้อขายไตอย่างแน่นอน เพราะขั้นตอนการเปลี่ยนไตสลับซับซ้อน ต้องใช้ทีมแพทย์หลายคน  ผมเชื่อมั่นระบบการแพทย์ไทยว่ามีจริยธรรมที่ดีพอและหมอที่สามารถเปลี่ยนไตในประเทศไทยมีไม่ถึง 20 คน ทุกคนคงไม่กล้าเอาชื่อเสียงและอนาคตตัวเองมาเสี่ยงกับเรื่องนี้

อยากให้อธิบายการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม การล้างช่องท้องด้วยน้ำยา? ศ.นพ.โสภณ กล่าวว่า เนื่องจากหมอโรคไตมีจำนวนจำกัด การฟอกเลือดต้องมาพบหมอ ดังนั้นหมอ 1 คนอาจดูแลคนไข้ได้เพียงไม่กี่คน แต่ถ้าล้างช่องท้อง คนไข้ดูแลตัวเองที่บ้านได้  อีก 1-2 เดือนจึงมาหาหมอ  แต่ต้องคำนึงถึงความสะอาดเพราะอาจติดเชื้อได้ วิธีดังกล่าวถ้าเป็นหนุ่มสาวคงไม่เป็นไร แต่คุณลุงคุณป้าคนแก่คงลำบากหน่อย ส่วนการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียมดีในแง่ไม่ต้องมาพะวงกับการล้างช่องท้อง ทำสัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง แต่ระยะยาวสู้เปลี่ยนไตไม่ได้.

นวพรรษ บุญชาญ รายงาน

 

ที่มา: เดลินิวส์  1 กันยายน 2555

3 รู้…สู้โรคไต โดย : พญ.ปิยะธิดา จึงสมาน ศูนย์ล้างไตทางช่องท้องโรงพยาบาลบ้านแพ้ว

โรคไต ไม่ใช่มัจจุราช หากเรารู้ทันอายุก็ยืนนาน

อุบัติการณ์ของผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรัง สูงถึงร้อยละ 4.5 จากประชากรที่มีอายุมากกว่า 20 ปี ส่วนใหญ่เป็นผลมาจากโรคเบาหวาน และโรคความดันโลหิตสูง ทั้งที่ไม่ทราบมาก่อน หรือทราบแต่ไม่สามารถควบคุมได้ จนกระทั่งเป็นโรคไตวายเรื้อรังในที่สุด และยังมีโรคเกาต์ นิ่วในไต หน่วยไตอักเสบ รวมถึงอาจเกิดจากผลข้างเคียงจากการใช้ยา และสารเคมีต่างๆ ได้แก่ ยาแก้ปวดกลุ่ม “เอ็นเสด (NSAIDs)” และยาปฏิชีวนะบางตัว รวมถึงภาวะขาดเลือดไปเลี้ยงที่ไต และการเป็นมาแต่กำเนิด

กุญแจสำคัญอันจะนำไปสู่ความสำเร็จของการป้องกันโรคไตวายเรื้อรัง คือ การกระตุ้นให้ทุกคนเรียนรู้เกี่ยวกับความสำคัญของไตและโรคไต ได้แก่
1. การรู้โรค ต้องรู้ว่าโรคไตคืออะไร มีอันตรายมากน้อยแค่ไหน เมื่อเป็นแล้วมีผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยและญาติอย่างไรบ้าง เพื่อกระตุ้นจิตสำนึกและให้ความสำคัญของการป้องกันโรคไต

2. การรู้จักป้องกัน โดยต้องรู้จักวิธีการดูแลตนเอง และนำมาเป็นแนวทางปฏิบัติ โดยหลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยงต่างๆ เช่น การใช้ยาที่ไม่ทราบแหล่งที่มา โดยเฉพาะยาสมุนไพร ยาหม้อ หรือยาเม็ดลูกกลอน รวมถึงยาแผนปัจจุบันบางชนิดที่รับประทานต่อเนื่องกันเป็นเวลานาน และดูแลสุขภาพ ด้วยการดื่มน้ำสะอาดให้เพียงพอ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และบุหรี่ เลือกรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่

ที่สำคัญต้องรักษาโรคประจำตัว โดยเฉพาะผู้ที่เป็นเบาหวาน ความดันโลหิตสูง และโรคเกาต์ ผู้ป่วยกลุ่มนี้ รวมถึงผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 35 ปีขึ้นไป หรือผู้ที่มีประวัติครอบครัวเป็นโรคไต ควรได้รับการตรวจเลือดและปัสสาวะ เพื่อคัดกรองโรคไตวายเรื้อรังอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง

พร้อมกันนี้ ผู้ป่วยต้องรู้จักสังเกตสัญญาณอันตรายบ่งบอกโรคไต เพื่อยืดอายุการทำงานของไตให้ยาวนาน และยืดอายุคุณให้ยืนยาวขึ้น ดังนี้

• การเปลี่ยนแปลงของการขับถ่ายปัสสาวะ เช่น ปัสสาวะบ่อยตอนกลางคืนมากกว่าปกติโดยไม่ทราบสาเหตุ ปริมาณปัสสาวะออกน้อยลง
• มีอาการแสบร้อนเวลาถ่ายปัสสาวะ ปัสสาวะสะดุดหรือมีเศษนิ่วปนออกมา
• ปัสสาวะมีเลือดปน ปัสสาวะมีสีน้ำล้างเนื้อ หรือปัสสาวะเป็นฟอง
• การบวมของใบหน้า รอบดวงตา เท้า และท้อง กดแล้วเป็นรอยบุ๋ม
• อาการปวดเอวหรือหลังด้านข้าง (ไม่ต่ำกว่าเอวหรือไม่อยู่กลางหลัง)
• ความดันโลหิตสูง
แต่ก็มีบางคนที่เป็นไตวาย แต่ไม่แสดงอาการเหล่านี้ จึงต้องอาศัยการตรวจร่างกายและการตรวจทางห้องปฏิบัติการเพื่อวินิจฉัย

3. รู้บำบัด เมื่อป่วยเป็นโรคไตวายเรื้อรัง ผู้ป่วยต้องได้รับการบำบัดทดแทนไตเป็นประจำและต่อเนื่อง เนื่องจากโรคไตวายเรื้อรัง เป็นโรคที่มีการทำลายเนื้อไตทั้งสองข้างอย่างถาวรและต่อเนื่อง ทำให้การทำงานของไตบกพร่องมากขึ้นเรื่อยๆ โดยที่ยังไม่สามารถรักษาให้หายขาด

ในที่สุดผู้ป่วยจะเข้าสู่ภาวะ ไตวายเรื้อรังระยะสุดท้าย ผู้ป่วยจะทนทุกข์ทรมานจากอาการต่างๆ ที่เกิดจากของเสียคั่งในเลือด ซึ่งถ้าไม่รักษาโดยการบำบัดทดแทนไต ผู้ป่วยจะเสียชีวิตในระยะเวลาไม่นานนัก

อย่างไรก็ตาม ในกรณีผู้ป่วยไตวายที่ยังสูญเสียสภาพไตไม่มาก ยังไม่จำเป็นต้องบำบัดทดแทนไต แต่ต้องพยายามชะลอการเสื่อมของไตให้มากที่สุด ด้วยการปฏิบัติตัว ดังนี้

• จำกัดอาหารที่มีรสจัด เช่น เค็มจัด เปรี้ยวจัด หรือหวานจัด รวมถึง เนื้อสัตว์ต่างๆ เครื่องในสัตว์ ไข่ นม พวกผัก หัวผักกาดสีแสด ผักชี ผักที่มีใบสีเขียวเข้ม ถั่ว ผลไม้แห้งทุกชนิด เช่น ลูกเกด ลูกพรุน และกากน้ำตาล ช็อกโกแลต มะพร้าวขูด (ให้กินแต่น้อย ประมาณ 20-25 กรัมต่อวัน)

• จำกัดปริมาณน้ำดื่มในแต่ละวัน ให้เหมาะสมตามวิธีการคำนวณง่ายๆ คือ ปริมาณน้ำดื่มแต่ละวัน = ปริมาณปัสสาวะของเมื่อวาน + 500 มิลลิลิตร

• รักษาด้วยยา เช่น ยาลดความดัน ยาจับฟอสฟอรัส หรือยารักษาความเป็นกรดในเลือด

• ไม่ทำงานหนัก หรือเล่นกีฬาหักโหม อาบน้ำทุกวันโดยใช้สบู่อ่อน ทาผิวหนังด้วยน้ำมันหรือครีม เพื่อลดอาการผิวแห้งและคัน ตัดเล็บให้สั้น ทำความสะอาดปากและฟันบ่อยๆ เพื่อลดการติดเชื้อ

• หากผู้ป่วยมีอาการถึงระยะสุดท้าย ต้องบำบัดทดแทนไต ซึ่งมีอยู่ 3 วิธี คือ 1. การปลูกถ่ายไต 2. การฟอกเลือด ผู้ป่วยต้องเดินทางไปยังศูนย์ไตเทียมเพื่อฟอกเลือดทุกสัปดาห์ๆ ละ 2-3 ครั้งตลอดชีวิต และ 3. การล้างไตทางช่องท้อง ซึ่งทำได้เองที่บ้าน ลดข้อจำกัดเรื่องเวลาในการเดินทางไปพบแพทย์ และลดภาระค่าใช้จ่ายในการรักษาที่ได้รับตามสิทธิอีกด้วย โดยบรรจุอยู่ในระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า

ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ 25 พฤษภาคม 2555

3 สาเหตุ ไตป่วย

คนส่วนใหญ่มักรู้และเข้าใจว่า การกินอาหารรสจัด โดยเฉพาะรสเค็ม และพฤติกรรมดื่มน้ำน้อยเกินไป เป็นปัจจัยเสี่ยงให้เกิดโรคไต ส่วนผู้ที่ป่วยด้วยโรคไตแล้ว ก็จะต้องดูแลเรื่องอาหารการกิน ต้องหลีกเลี่ยงอาหารที่มีโซเดียมสูง แต่น้อยคนที่จะรู้ถึงสาเหตุภายในที่ทำให้เกิดโรคไต

เมื่อไม่นานมานี้ ที่งาน “รักไต ใส่ใจสุขภาพ” ผศ.พญ.เสาวลักษณ์ ชูศิลป์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคไต โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ เผยว่า สาเหตุของโรคไตที่พบบ่อย มี 3 สาเหตุหลัก ๆ คือ เส้นเลือดที่มาหล่อเลี้ยงไตเกิดตีบตัน ทำให้เลือดมาเลี้ยงไม่สะดวก เรียกว่า ไตขาดเลือด

สาเหตุต่อมา ตัวเนื้อไตเกิดการอักเสบ เนื่องจากเส้นเลือดฝอยในไตอักเสบติดเชื้อ หรือแพ้ยาบางชนิด และสาเหตุสุดท้าย ปัญหาจากท่อส่งปัสสาวะ หรือกระเพาะปัสสาวะ เช่น เกิดการตีบตันจากนิ่วหรือต่อมลูกหมากโต ส่งผลให้เกิดความดันไปยังไต

ทั้งนี้ ผศ.พญ.เสาวลักษณ์ ระบุถึงอาการเตือนโรคไต ที่คนทั่วไปสามารถสังเกตได้นั้น มีทั้งการปัสสาวะขัด รู้สึกปวดแสบต้องเบ่งนาน ปัสสาวะน้อย มีสีขุ่นหรือเป็นเลือด ตัวบวม ซีด ความดันโลหิตสูง ปวดหลัง มีไข้ คลื่นไส้ อาเจียน กินไม่ได้ อ่อนเพลีย ดังนั้น ผู้ที่พบว่า ตนเองมีอาการดังกล่าว ควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจดูว่า ไตมีความผิดปกติหรือไม่

อย่างไรก็ตาม การตรวจสุขภาพประจำปี เป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยให้รู้ทันโรคไต รู้ว่าไตมีความบกพร่องหรือไม่ ซึ่ง ผศ.พญ.เสาวลักษณ์ บอกว่า โดยเฉพาะการเก็บตัวอย่างปัสสาวะ สามารถนำไปตรวจให้รู้ว่ามีเลือดปนออกมาด้วยหรือไม่ และการตรวจเลือด เพื่อดูค่า BUN (Blood Urea Nitrogen : บลัด ยูเรีย ไนโตรเจน) เป็นการประเมินประสิทธิภาพไตในการล้างของเสียหากผิดปกติ จะพบว่า ในเลือดมีของเสียปน

ด้านงาน “วันไตโลก ปี 2555” สมาคมโรคไตแห่งประเทศไทยร่วมกับหน่วยงานต่างๆ ผศ.นพ.สุรศักดิ์ กันตชูเวสศิริประธานอนุกรรมการป้องกันโรคไตเรื้อรัง สมาคมโรคไตฯ เล่าสถานการณ์โรคไตว่า ปัญหาโรคไตเรื้อรังรวมทั้งโรคไตวายระยะสุดท้ายเป็นปัญหาทางสาธารณสุขที่สำคัญของประเทศ เนื่องจากมีอัตราการเสียชีวิตที่สูงมาก โดยเฉพาะในปัจจุบันมีผู้ป่วยไตวายเรื้อรังระยะสุดท้ายมากกว่า 30,000 รายในประเทศไทย ทว่าในแต่ละปีมีผู้บริจาคอวัยวะเพียงปีละไม่ถึง 200 รายเท่านั้น ทำให้ผู้ป่วยจำนวนมากยังรอรับการบริจาคไตและมีไม่น้อยที่เสียชีวิตไประหว่างการรอรับอวัยวะบริจาค

ผศ.นพ.สุรศักดิ์ จึงอยากรณรงค์และเชิญชวนให้ประชาชนร่วมบริจาคไต เพราะการบริจาคไต ช่วยได้ 2 ชีวิต ซึ่งไตทั้ง 2 ข้างของผู้บริจาคจะถูกนำไปให้กับผู้รับบริจาคข้างละคน ทั้งนี้การปลูกถ่ายไตเป็นวิธีการรักษาที่ดีที่สุดในการช่วยผู้ป่วยโรคไตระยะสุดท้าย

ผู้ที่มีความประสงค์บริจาคไต แสดงความจำนงด้วยตัวเอง ณ ศูนย์รับบริจาคอวัยวะ สภากาชาดไทย กรุงเทพฯ กรณีอยู่ต่างจังหวัดสามารถสมัครได้ที่กาชาดจังหวัดหรือดาวน์โหลดแบบฟอร์มจากเว็บไซต์ของศูนย์รับบริจาคอวัยวะ สภากาชาดไทย http://www.organdonate.in.th ทั้งนี้ ศูนย์รับบริจาคอวัยวะ สภากาชาดไทยจะเป็นผู้ทำหน้าที่จัดสรรไตไปยังผู้ป่วยที่รอไต โดยพิจารณาจากลักษณะเนื้อเยื่อที่มีความใกล้เคียงหรือตรงกับผู้ที่รอรับบริจาคอวัยวะมากที่สุด

สำหรับระบบการดำเนินการแจกจ่ายอวัยวะในประเทศไทยเป็นระบบที่โปร่งใส มีการวินิจฉัยการตายก่อนนำอวัยวะออกจากผู้บริจาคตามหลักกฎหมายและวิชาการซึ่งได้รับการยอมรับในระดับสากล ดำเนินการและควบคุมโดยสภากาชาดไทย ภายใต้ข้อบังคับแพทย์สภาซึ่งเป็นองค์กรที่ไม่มีส่วนได้เสียหรือหวังผลกำไร.

ทีมเดลินิวส์ออนไลน์
takecareDD@gmail.com

 

ที่มา: เดลินิวส์ 19 มีนาคม 2555