ภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน.. ปฐมพยาบาลทันท่วงทีลดสูญเสีย

dailynews141005_01aหัวใจ เป็นอวัยวะที่สำคัญ เพราะมีหน้าที่คอยสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงอวัยวะต่าง ๆ ของร่างกาย หากเราใช้หัวใจทำงานหนักเกินไปจนทำงานผิดปกติหรือหยุดทำงานโดยไม่รู้ตัวที่เรียกว่า “ภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน” หากได้รับการปฐมพยาบาลหรือทำการรักษาไม่ทันอาจเป็นเหตุให้เสียชีวิตลงได้ และที่น่ากลัวกว่านั้นคือในผู้ป่วยบางรายที่ภายนอกร่างกายดูแข็งแรงไม่เคยเจ็บป่วยหนัก ๆ มาก่อนก็สามารถเสียชีวิตจากภาวะนี้ได้หากได้รับการช่วยเหลือไม่ถูกวิธีหรือไม่ทันเวลา

นายแพทย์ประดับ สุขุม ผู้อำนวยการโรงพยาบาลหัวใจกรุงเทพ กล่าวว่า จากสถิติโรคหัวใจในประเทศไทยยังคงพบอัตราการตายของผู้ป่วยเป็นอันดับต้น ๆ และโรคหัวใจก็เป็นสาเหตุอันดับ 1 ที่ทำให้เกิดอัมพฤกษ์ อัมพาต แต่ปัจจุบันโรคหัวใจเป็นโรคที่มีทางป้องกันได้พอสมควร เพียงแต่ต้องการการเอาใจใส่ดูแล เพื่อหลีกเลี่ยงการเสียชีวิตก่อนเวลาอันควร ซึ่งส่วนใหญ่มักมีสาเหตุมาจากปัจจัยเสี่ยง เช่น อายุที่มากขึ้น ภาวะอ้วน และไขมันสะสม สูบบุหรี่เป็นประจำ มีโรคประจำตัวคือ เบาหวานและความดันโลหิตสูง ไม่ชอบออกกำลังกาย เกิดความเครียดบ่อย ตลอดจนปัญหาทางพันธุกรรมที่เป็นตัวเร่งให้กลายเป็นโรคหัวใจ

สำหรับอาการแสดงออกถึงโรคหัวใจในแต่ละคนจะมีความแตกต่างกัน ขณะที่เส้นเลือดเริ่มตีบตันเพียงเล็กน้อยอาจไม่แสดงอาการ จนกระทั่งวันใดหัวใจเริ่มขาดเลือดจะเริ่มมีอาการเจ็บแน่นบริเวณหน้าอกหรือเหนื่อยง่ายกว่าปกติให้เห็น สืบเนื่องจากอุบัติการณ์ที่มีผู้เสียชีวิตมากขึ้นจากอาการช็อกหมดสติ หัวใจหยุดทำงาน เกิดจาก 2 สาเหตุใหญ่ ๆ คือ จาก ภาวะของโรคโดยตรง เช่น หลอดเลือดหัวใจอุดตัน โรคลิ้นหัวใจรั่ว โรคผนังกล้ามเนื้อหัวใจหนา เป็นต้น หรือเกิดจาก ภาวะหัวใจหยุดทำงานโดยไม่ทราบสาเหตุ ที่เกิดขึ้นกับบุคคลที่มีสุขภาพแข็งแรงและมักจะยังมีอายุไม่มากนักหรือเรียกว่า “โรคไหลตาย” ซึ่งอาจเกิดได้กับทุกคนโดยที่ไม่ทันรู้ตัว

หัวใจหยุดทำงานโดยไม่รู้ตัว หรือภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน หมายถึง ภาวะที่หัวใจไม่สามารถส่งเลือดไปเลี้ยงอวัยวะส่วนต่าง ๆ ของร่างกายอย่างทันท่วงที สาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากมีโรคหัวใจอยู่เดิมโดยที่เจ้าตัวอาจไม่ทราบหรือไม่เคยตรวจมาก่อน และถ้าในกรณีที่ผู้ป่วยเสียชีวิตอย่างเฉียบพลันเราจะเรียกภาวะนี้ว่า ’Sudden cardiac death“ ซึ่งภาวะนี้เกิดได้จากหลายสาเหตุ สำหรับผู้ป่วยที่มีอายุมากกว่า 35 ปีขึ้นไปมักเกิดจาก ’โรคหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน“ (Acute myocardial infarction) จากโรคเส้นเลือดหัวใจตีบตัน

ผู้ป่วยที่อายุน้อยกว่า 35 ปี ส่วนใหญ่เกิดจากโรคกล้ามเนื้อหัวใจหนาชนิดไม่ทราบสาเหตุ (Hypertrophic cardiomyopathy) ภาวะนี้การออกกำลังกายเป็นตัวกระตุ้นให้หัวใจหยุดเต้นเฉียบพลันได้ นอกจากนี้ยังอาจเกิดจากภาวะเส้นเลือดหัวใจขาดเลือดในคนอายุน้อย (Premature coronary artery disease) หรือภาวะเส้นเลือดหัวใจผิดปกติโดยกำเนิด (Congenital coronary artery anomalies) ผู้ป่วยบางรายมีระบบไฟฟ้าในหัวใจผิดปกติ ซึ่งทำให้เกิดโรคหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลันได้ ส่วนสาเหตุภายนอกที่ทำให้เกิดภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน เช่น ภาวะที่มีวัตถุกระแทกอย่างรุนแรงที่บริเวณหน้าอก ทำให้เกิดภาวะหัวใจเต้นผิดปกติเฉียบพลัน หรือผู้ที่ใช้ยาโด๊ป เช่น การใช้สาร Anabolic-androgenic steroids ก็เป็นตัวกระตุ้นให้เกิดภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลันได้เช่นกัน

อย่างไรก็ตามสิ่งแรกที่สำคัญที่สุดก่อนที่จะช่วยผู้ป่วยหมดสติคือ ต้องตั้งสติของตัวเองไม่ให้ตกใจจนทำอะไรไม่ได้ หลังจากนั้นให้ทำการเรียกหรือเขย่าตัวผู้หมดสติว่ายังมีการตอบสนองหรือไม่ ถ้าไม่มีการตอบสนองให้สังเกตว่าผู้ป่วยมีอาการกระตุกหรือชักเกร็งหรือไม่ หรือหายใจเฮือก หรือหยุดหายใจ ให้สันนิษฐานว่าผู้ป่วยมีภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลันให้รีบติดต่อขอความช่วยเหลือจากโรงพยาบาลทันที และถ้าสามารถช่วยชีวิตพื้นฐานได้จะช่วยให้ผู้ป่วยมีโอกาสรอดชีวิตได้มากขึ้น

ขั้นตอนการช่วยชีวิตพื้นฐาน ประกอบด้วย การนวดหัวใจ (Chest compression) เป็นการเพิ่มเลือดไปเลี้ยงสมองให้มากขึ้น โดยปกติสมองสามารถคงทนต่อการขาดออกซิเจนได้ไม่เกิน 5-8 นาที ถ้านานกว่านี้จะทำให้เซลล์สมองตายได้ ในปัจจุบันเราแนะนำให้นวดหัวใจเพียงอย่างเดียวโดยไม่จำเป็นต้องเป่าปากร่วมด้วยก็ช่วยลดอัตราการเสียชีวิตของผู้ป่วยได้แล้ว

วิธีการนวดหัวใจทำได้ดังนี้ วางสันมือข้างที่ถนัดไว้ตรงบริเวณกลางหน้าอกผู้ป่วย และนำมืออีกข้างหนึ่งวางทับไว้ด้านบน ระหว่างทำการนวดหัวใจให้แขนเหยียดตรงตลอดเวลา จากนั้นให้ทำการกดหน้าอกให้ลึกประมาณ 1 นิ้วครึ่งถึง 2 นิ้ว โดยทำการกดและปล่อยหน้าอกให้คืนตัวสุดก่อนการกดแต่ละครั้งกดด้วยความเร็วอย่างน้อย 100 ครั้งต่อนาที (หรือ 25 ครั้งต่อ 15 วินาที) และพยายามทำการนวดหัวใจให้ต่อเนื่องกันมากที่สุด

ส่วนการปฐมพยาบาลอีกอย่างที่สำคัญไม่แพ้กันคือ การใช้เครื่องกระตุ้นหัวใจด้วยกระแสไฟฟ้าอัตโนมัติ หรือ Automated External Defibrillator (AED) เป็นเครื่องมืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ชนิดพกพา ได้รับการออกแบบให้ปล่อยกระแสไฟฟ้าจากภายนอกร่างกาย โดยจะวินิจฉัยการเต้นของหัวใจ หากพบภาวะการเต้นของหัวใจที่ผิดปกติชนิดที่ไม่เป็นอันตราย เครื่องจะปล่อยกระแสไฟฟ้ากระตุ้นให้หัวใจกลับมาทำงานตามปกติที่เรียกว่า “Defibrillation” เครื่องช็อตไฟฟ้าหัวใจอัตโนมัติซึ่งออกแบบมาให้ประชาชนทั่วไปใช้ได้สะดวกและปลอดภัยขึ้น

วิธีการใช้เมื่อเปิดเครื่องแล้วจะมีเสียงให้คำแนะนำ แต่ถ้าจะให้ผลดีที่สุดผู้ใช้เครื่อง AED ควรได้รับการฝึกอบรมอย่างถูกต้องและถูกวิธี เพราะยิ่งใช้เครื่อง AED ได้เร็วเพียงใดโอกาสที่จะสามารถช่วยชีวิตจะยิ่งมีมากขึ้น โดยโรงพยาบาลกรุงเทพส่งเสริมให้ประชาชนมีความรู้เกี่ยวกับการช่วยชีวิตเพิ่มมากขึ้นและวางแผนจะกระจายติดตั้งเครื่อง AED ยังสถานที่สาธารณะ ได้แก่ สถานที่ราชการ โรงเรียน มหาวิทยาลัย สนามบินฯลฯ เพื่อเพิ่มช่องทางการเข้าถึงเครื่องมือให้ได้เร็วขึ้นและไม่ต้องรอเครื่องจากโรงพยาบาล ซึ่งจะใช้เวลาค่อนข้างมาก

สุดท้ายการป้องกันโรคหัวใจก็ยังถือเป็นสิ่งสำคัญและจำเป็นอย่างยิ่ง ไม่ว่าจะเป็นการดูแลรักษาสุขภาพ รับประทานอาหารที่ดีมีประโยชน์ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ตรวจเช็กร่างกายเป็นประจำทุกปี เพราะเมื่อตรวจพบความผิดปกติแต่เนิ่น ๆ จะช่วยให้คนไข้รู้ตัวและใช้ชีวิตได้อย่างรู้เท่าทัน ป้องกันไม่ให้โรคหัวใจกำเริบเร็วเกินไป.

ที่มา : เดลินิวส์ 5 ตุลาคม 2557

Advertisements

โรคบนเตียง โดย ดร.แพง ชินพงศ์

เวลานอนคือเวลาแห่งการพักผ่อนหลังจากที่ร่างกายของเราได้ใช้งานมาตลอดทั้งวัน และการนอนหลับนอกจากจะทำให้ร่างกายได้หยุดพักแล้ว ยังเป็นเวลาที่ร่างกายจะได้ซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอต่าง ๆ ทั้งยังช่วยสร้างพลังงานขึ้นใหม่ โดยสังเกตได้จากเวลาเราตื่นนอนหลังจากที่ได้นอนอย่างเต็มที่แล้ว เราจะรู้สึกสดชื่นและมีเรี่ยวแรงมากขึ้น ดังนั้นใครก็ตามที่มีปัญหาเกี่ยวกับการนอน จึงมักจะไม่สดชื่น อารมณ์เสีย หงุดหงิดง่าย ไร้เรี่ยวแรง เจ็บป่วยบ่อยและบางรายอาจเป็นมากถึงขั้นเป็นอันตรายแก่ชีวิตเลยก็มี

เมื่อการนอนเป็นสิ่งสำคัญแก่ร่างกาย เราก็ควรต้องให้ความสำคัญกับมันอย่างมากเช่นกัน บางคนให้ความสำคัญกับการออกกำลังกาย เข้าฟิตเนส เข้าโรงยิม เล่นโยคะ ให้ความสำคัญกับการกินดื่ม เลือกกินแต่ของดี ๆ แพง ๆ แต่พอถึงเวลานอนกลับไม่นอน หรือพอมีปัญหาเกี่ยวกับการนอนก็ไม่ใส่ใจจะรักษา เพราะคิดว่าไม่สำคัญ จึงเกิดเป็นโรคภัยต่าง ๆ ตามมามากมาย ดังนั้น เราจึงควรให้ความสำคัญและควรรู้ว่าโรคที่เกี่ยวข้องกับการนอนหรือโรคที่เกิดได้จากบนเตียงนั้นมีอะไรบ้างและมีผลเสียแก่ร่างกายอย่างไร เพื่อเราจะได้หาทางป้องกันและรักษาต่อไป

โรคบนเตียง มีอะไรบ้าง

1. อาการนอนไม่หลับ  โดยปกติแล้วคนเราควรต้องนอนวันละ 8 ชั่วโมง แต่สำหรับเด็กทารกอาจต้องนอนมากถึง 16 ชั่วโมง ในขณะที่คนสูงวัยอาจนอนเพียงวันละ 5 ชั่วโมงเท่านั้นก็รู้สึกว่าเพียงพอแล้ว การนอนอย่างเพียงพอจะทำให้ร่างกายแข็งแรง ซึ่งในทางตรงกันข้ามหากเรานอนไม่พอแล้วจะทำให้มีปัญหาต่าง ๆ ตามมา ทั้งมีอาการง่วง อิดโรย อ่อนแรง ไม่มีสมาธิ ความจำไม่ดี ปวดศีรษะ ภูมิคุ้มกันบกพร่อง ร่างกายเติบโตช้า แก่ง่าย ตายเร็ว การอดนอนหรือนอนไม่หลับจึงเป็นการทำร้ายตนเองซึ่งมีผลเสียพอ ๆ กับการติดยาเสพ ติดหรือดื่มสุรายาเมาเลยทีเดียว

การนอนไม่หลับเกิดได้หลายสาเหตุ ทั้งความเครียดจากปัญหาต่าง ๆ ที่ประสบพบเจอและความเครียดจากสิ่งแวดล้อม ทั้งเกิดจากความวิตกกังวลต่าง ๆ เกิดจากการอดหลับอดนอนมาหลายวันที่เรียกว่าตาค้าง หรือเกิดจากการมีโรคประจำตัว ซึ่งยาบางชนิดที่รับประทานอาจทำให้ไม่ง่วง เช่น ยารักษาโรคหัวใจ ยารักษาโรคความดันโลหิตสูง

การรักษาอาการนอนไม่หลับ โดยหลักควรพยายามรักษาโดยไม่ใช้ยาแต่ให้พยายามปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของตัวเราเอง เป็นต้นว่า

1) นอนให้เป็นเวลาเดียวกันทุกคืน เพื่อร่างกายจะสามารถปรับตัวได้ว่าเมื่อถึงเวลานี้แล้วเราจะต้องนอนพักผ่อน
2) ไม่กินอาหารก่อนนอนเพราะจะทำให้ไม่สบายตัวและไม่ดื่มน้ำมากเพราะอาจต้องลุก เข้าห้องน้ำบ่อย งดดื่มกาแฟหรือชา หากอยากกินอะไรสักอย่างก่อนนอนควรเป็นนมอุ่น ๆ สักแก้วก็เพียงพอแล้ว และนมมีแคลเซียมและมีกรดอะมิโนที่ชื่อว่า ทริปโตแฟนช่วยให้นอนหลับสบาย
3) ปิดไฟนอน
4) หาที่นอนและหมอนที่เหมาะกับสรีระของร่างกายซึ่งไม่ควรแข็งหรืออ่อนเกินไปจะ ทำให้นอนไม่สบายตัวและปวดเมื่อยร่างกาย
5) จัดห้องให้สะอาดและโล่ง ไม่ควรมีของมากมายในห้องนอนเพราะจะทำให้อึดอัดและอากาศไม่ถ่ายเท
6) ออกกำลังกายอย่างพอดีจะทำให้ร่างกายผ่อนคลายหลับสบายขึ้น

หากปรับเปลี่ยนพฤติกรรมแล้วยังไม่ดีขึ้นหรือมีอาการมากขึ้น เช่น นอนไม่หลับหลายคืนติดต่อกัน ไม่ควรไปซื้อยานอนหลับมาใช้เอง แต่ให้ไปรักษากับแพทย์โดยตรงจะเป็นผลดีและปลอดภัยที่สุด

2. อาการนอนกรน   นอกจากจะเป็นที่สร้างความรำคาญแก่ผู้ร่วมห้องนอนแล้ว สำหรับตัวผู้ป่วยเองก็เดือดร้อนไม่แพ้กันเพราะไม่ต่างอะไรกับการนอนไม่หลับ เนื่องจากร่างกายไม่ได้พักผ่อนอย่างเต็มที่ ทั้งยังเสี่ยงที่จะเป็นโรคอื่น ๆ ตามมาอีกหลายโรค ไม่ว่าจะเป็นโรคความดันโลหิตสูง โรคหลอดเลือดในสมอง โรคกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน ออกซิเจนในเลือดแดงลดต่ำ และยิ่งใครมีอาการมากอาจถึงขั้นหยุดหายใจชั่วขณะจึง อาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้

การนอนกรน เกิดจากหลายสาเหตุ ไม่ว่าจะเป็นเพราะ

– อายุที่มากขึ้น ทำให้กล้ามเนื้อต่าง ๆ หย่อนยาน โดยเฉพาะกล้ามเนื้อที่ทำหน้าที่ขยายช่องทางเดินหายใจบริเวณลำคอทำให้ลิ้นไก่ ตกไปบังทางเดินหายใจ

– ความอ้วน ทำให้ไขมันที่อยู่บริเวณคอซึ่งมีมากไปกดทับช่องคอให้แคบลงและไขมันที่อยู่ บริเวณหน้าท้องทำให้กระบังลมทำงานได้ไม่เต็มที่ จึงทำให้การหายใจติดขัด

– ดื่มสุรา ทำให้กล้ามเนื้ออ่อนแรงซึ่งส่งผลให้ทางเดินหายใจอุดตันและสมองขาดออกซิเยนหรือสูบบุหรี่ ทำให้การทำงานของระบบทางเดินหายใจเสื่อมและแคบลง ทั้งทำให้คอหอยอักเสบเพราะมีการระคายเคือง

– โรคต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นโรคเกี่ยวกับทางเดินหายใจ เช่น ไซนัส เยื่อบุจมูกอักเสบ หรือโรคเกี่ยวกับต่อมไร้ท่อ เช่น โรคไฮโปไทรอยด์ คือภาวะที่ฮอร์โมนไทรอยด์ในร่างกายต่ำ หรือโรคที่เกิดจากกรรมพันธุ์ต่างๆ เช่น ดาวน์ซินโดรม

การรักษาอาการนอนกรน โดยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม

1) นอนในท่าทางที่สบายหรือนอนตะแคงข้าง ไม่ควรนอนหงายเพราะทำให้ลิ้นตกไปด้านหลังชิดกับผนังช่องคอทำให้เกิดการอุดตัน
2) ลดความอ้วน จะช่วยให้ขนาดของช่องคอเพิ่มมากขึ้นจึงทำให้อากาศไหลผ่านลงสู่ปอดได้สะดวก ขึ้น ซึ่งช่วยให้การแลกเปลี่ยนออกซิเจนมีมากขึ้น
3) ออกกำลังกาย
4) งดสุรา ช่วยให้การหยุดหายใจจากการที่ทางเดินหายใจอุดตันลดลง ทำให้นอนกรนลดลง
5) เลิกสูบบุหรี่ทำให้ผนังคอลดการอักเสบลงและช่วยให้เสมหะที่มีมากลดลงเช่นกัน จึงทำให้ทางเดินหายใจกว้างขึ้น

นอกจากการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสามารถรักษาทางการแพทย์ได้โดยอาจใช้เครื่องช่วยหายใจ Nasal CPAP ซึ่งเครื่องนี้จะทำให้ช่องทางเดินหายใจที่แคบกว้างขึ้น หรือหากอาการหนักกว่านั้นอาจต้องผ่าตัดเพื่อแก้ไขปัญหาทางเดินหายใจอุดตัน

3. อาการนอนละเมอ เป็นอาการที่เกิดในช่วงที่ร่างกายมีสติสัมปชัญญะต่ำอย่างเช่นในเวลานอน ซึ่งสาเหตุอาจเกิดจากความเหนื่อยล้าของร่างกาย ความเครียดหรือความวิตกกังวลต่าง ๆ การพบเห็นสิ่งที่ทำให้ฝังอยู่ในใจ เช่น เห็นภาพการต่อสู้ เห็นภาพที่น่าเกลียดน่ากลัว หรือไปทำกิจกรรมอะไรมาแล้วยังนึกถึงสิ่งนั้นอยู่ก่อนจะนอนหลับไป เช่น ไปเล่นกีฬามา ไปดูคอนเสิร์ตมา

ซึ่งลักษณะของอาการคือมีการเคลื่อนไหวร่างกายหรือมีการกระทำต่าง ๆ ในขณะที่ไม่รู้สึกตัว ซึ่งการนอนละเมอทำให้เกิดผลเสียได้มากมาย ทั้งต่อร่างกายเนื่องจากร่างกายพักผ่อนได้ไม่เต็มที่และเหน็ดเหนื่อยจากการที่ได้ไปทำอะไรต่าง ๆ มา ผลเสียต่อการงานเพราะเมื่อร่างกายพักผ่อนไม่เต็มที่ก็จะมีอาการง่วง อ่อนเพลีย ขาดสมาธิในการงานและการเรียน และผลเสียด้านอื่น ๆ เนื่องจากเราไม่รู้ว่าเราทำอะไรลงไปบ้างขณะนอนละเมออยู่ เช่น อาจไปทำร้ายใครหรือด่าใครเข้าก็ได้

การรักษาอาการนอนละเมอ โดยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม

1) อย่ากระตุ้นตนเองด้วยการทำกิจกรรมที่ตื่นเต้นหรือโลดโผนเกินไป
2) งดการนอนกลางวัน เพื่อถึงเวลานอนกลางคืนจะได้หลับสนิทอย่างเต็มที่
3) จัดห้องนอน ที่นอนและหมอนให้สบาย และไม่ควรเปิดไฟนอนเพราะจะรบกวนการนอน
4) เปิดเพลงเบา ๆ เพื่อผ่อนคลาย
5) ทำจิตใจให้ผ่อนคลาย นึกถึงเรื่องที่ทำให้มีความสุข

 

4. โรคไหลตาย คือโรคที่ทำให้เสียชีวิตอย่างกะทันหันเพราะหัวใจเต้นผิดจังหวะร้ายแรง ซึ่งสาเหตุอาจเกิดจากสารโปแตสเซียมในเลือดต่ำกว่าปกติ ทำให้การนำไฟฟ้าหัวใจผิดปกติ หัวใจจึงเต้นผิดจังหวะทำให้เสียชีวิต หรืออาจเกิดจากมีความผิดปกติเกี่ยวกับหัวใจแต่ไม่รู้จึงไม่ได้รักษามาก่อน เมื่อมันแสดงอาการร้ายแรงขึ้นมาทำให้เสียชีวิตไปแบบไม่ทันรู้เนื้อรู้ตัวเลยก็ได้

การรักษาโรคไหลตายทำได้ยาก เพราะอย่างที่ทราบคือมันเกิดขึ้นแบบไม่ทันตั้งตัว ไม่รู้มันจะเกิดเมื่อไหร่ แต่ทางที่ดีคือการป้องกันโดยหมั่นดูแลรักษาสุขภาพให้แข็งแรงและตรวจเช็คร่าง กายโดยเฉพาะการทำงานของระบบหัวใจไว้บ้างก็ดี เผื่อว่ามีอาการผิดปกติจะได้รักษาไว้ก่อนก็น่าจะทำให้สบายใจได้เปลาะหนึ่ง

โรคภัยไข้เจ็บเกิดขึ้นกับคนเราได้เสมอไม่เว้นแม้แต่เวลานอน ดังนั้น เราควรต้องให้ความสำคัญกับการดูแลตัวเองทั้งยามปกติและยามอยู่บนเตียงนอนด้วย เพื่อว่าชีวิตของเราจะได้พ้นจากโรคภัยหรืออาการทรมานทั้งหลาย และสามารถใช้ชีวิตได้อย่างสุขสันต์ตลอดปีหน้าฟ้าใหม่นี้

ที่มา: ASTVผู้จัดการ 21 ธันวาคม 2554