ของกินลดน้ำหนัก อยู่ในมหาสมุทร

thairath140404_001มหาวิทยาลัยนิวคาสเซิลของอังกฤษค้นพบยาลดน้ำหนักขนาน ธรรมชาติ อยู่ในสาหร่ายทะเลที่มีอยู่ทั่วไปนี่เอง

พวกเขาพบว่าสารประกอบอย่างหนึ่งในสาหร่ายทะเลมีสรรพคุณปิดกั้น ไม่ให้ลำไส้ดูดไขมันออกไปได้

วารสารวิชาการ “เคมีอาหาร” รายงานว่า พวกเขาได้พบจากการ ทดลองว่า สาหร่ายทะเลอย่างหนึ่ง ช่วยขัดขวางไม่ให้ลำไส้ดูดซึมไขมันได้ถึงร้อยละ75

หัวหน้านักวิทยาศาสตร์ศาสตราจารย์ เจฟฟ์ เพียร์สัน กล่าวแจ้งว่า ได้ทดลองใช้สาหร่ายเอาไปทำขนมปังเพื่อทดลองดูและรู้ผลในขั้นแรกแล้วว่า เป็นที่น่าพอใจอย่างยิ่ง

ทางด้านนักโภชนาการได้ให้ความเห็นว่าแม้จะประจักษ์ว่ามันได้ผลในการลดน้ำหนักจริงๆ แต่ควรใช้วิธีป้องกันด้วยการไม่กินของมันๆให้มากเสียแต่ทีแรกจะดีกว่า.

 

ที่มา : ไทยรัฐ 4 มีนาคม 2557

.

Related Article :

.

bbc140401_001

Seaweed could be key to weight loss, study suggests

 

Seaweed could be the secret ingredient to losing weight, research has suggested.

Scientists at Newcastle University said a compound found in common seaweed would stop the body absorbing fat.

Tests showed that alginate, found in sea kelp, can suppress the digestion of fat in the gut.

The findings, published in the journal Food Chemistry, showed that a four-fold increase in one type of alginate boosted anti-fat absorption by 75%.

Although not normally regarded as particularly appetising, the natural fibre found in kelp which stops the body absorbing fat could become more appealing to people trying to lose weight.

‘Extremely encouraging’

The scientists said tests on alginate extracted from the seaweed showed it could reduce the amount of fat the body absorbed.

They used it in bread during trials and found even a small amount reduced people’s fat intake by a third. Now they hope to start full clinical trials.

Lead scientist Prof Jeff Pearson, from Newcastle University’s Institute for Cell and Molecular Biosciences, said: “We have already added alginate to bread and initial taste tests have been extremely encouraging.

“Now the next step is to carry out clinical trials to find out how effective they are when eaten as part of a normal diet.”

Researchers investigated the ability of alginate to reduce fat break-down by a digestive enzyme, pancreatic lipase.

Blocking the action of the enzyme resulted in lower amounts of fat being absorbed by the body.

While they said this could help fight obesity, dieticians point out the best way to avoid absorbing too much fat is to cut the amount eaten in the first place.

SOURCE : www.bbc.co.uk

Advertisements

กินฟาสต์ฟู้ดเสี่ยงที่จะเป็นโรคสะเก็ดเงิน เพราะไขมันเข้าไปกดภูมิคุ้มกันโรคไว้

thairath130123_001นักวิจัยที่กำลังศึกษาแผนแบบโรคภัยของโลกกับอาหารการกิน พบว่า เด็กที่ชอบกินอาหารฟาสต์ฟู้ดมากถึงอาทิตย์ละไม่ต่ำกว่า 3 มื้อ อาจจะป่วยเป็นหืด และเป็นโรคผิวหนังสะเก็ดเงินได้ เพราะไขมันจะไปกดภูมิคุ้มกันโรค

การศึกษานิสัยการกินของเด็กตามชาติต่างๆ ไม่ต่ำกว่า 50 ชาติ จำนวนไม่ต่ำกว่า 500,000 คน ได้เค้าว่าการกินอาหารเลว ทำให้เจ็บป่วยด้วยโรค ที่มาจากอาการแพ้ต่างๆเหล่านี้สูงขึ้น เด็กที่กินอาหารสำเร็จรูป เช่น พวกแฮมเบอร์เกอร์ ซื้อเอาไปกินที่บ้าน จะอยู่ใต้อันตรายของการเป็นโรคหืด โรคสะเก็ดเงิน และคันเรื้อรัง ซึ่งควรหันมากินผลไม้มาก ๆ จึงจะป้องกันได้

พวกอาหารสำเร็จเหล่านี้ มักเต็มไปด้วยไขมันและกรดไขมันสูง ซึ่งกระเทือนกับภูมิคุ้มกันโรค ต่างกับผลไม้ที่อุดมด้วยสารต่อต้านอนุมูลอิสระและพวกสารประกอบที่ให้คุณ

พวกเขาได้พบในการศึกษาว่า เด็กวัยรุ่นต้น ๆ ที่กินอาหารเหล่านี้อาทิตย์ละไม่ต่ำกว่า 3 มื้อเสี่ยงที่จะเป็นโรคหืดรุนแรง สูงถึงร้อยละ 39 ในขณะที่เด็กวัย 6-7 ขวบ ก็จะเฉียดใกล้โรคมากขึ้นไปอีกร้อยละ 27 แต่ถ้าเปลี่ยนมากินผลไม้กันให้มากขึ้น อีกอาทิตย์ละไม่ต่ำกว่า 3 หน อาจช่วยลดความเสี่ยงให้น้อยลงได้ ระหว่างร้อยละ 11-14.

ที่มา :  ไทยรัฐ 23 มกราคม 2556

.

Related Article :

.

Fast Food Diet Linked to Asthma and Eczema Severity in Kids, Large Study Finds

Jan. 16, 2013 — Eating three or more weekly servings of fast food is linked to the severity of allergic asthma, eczema, and rhinitis among children in the developed world, indicates a large international study published online in the respiratory journal Thorax.

The findings prompt the authors to suggest that a fast food diet may be contributing to the rise in these conditions, and if proved causal, could have huge implications for public health, given the popularity of these foodstuffs.

The authors base their findings on data from more than 319,000 13-14 year olds from 107 centres in 51 countries, and more than181,000 six to seven year olds from 64 centres in 31 countries.

All the participants were involved in the International Study of Asthma and Allergies in Childhood (ISAAC), which is a collaborative research project involving more than 100 countries and nearly two million children, making it the largest study of its kind.

The teens and the children’s parents were formally quizzed on whether they had symptoms of asthma (wheeze); rhinoconjunctivitis (which produces a runny or blocked nose accompanied by itchy and watery eyes); and eczema; and their weekly diet.

Questions focused particularly on the severity of symptoms over the preceding 12 months — including frequency and interference with daily life and/or sleep patterns — and certain types of food already linked to protective or damaging effects on health

These included meat, fish, fruits and vegetables, pulses, cereals, bread and pasta, rice, butter, margarine, nuts, potatoes, milk, eggs, and fast food/burgers. Consumption was categorised as never; occasionally; once or twice a week; and three or more times a week.

After taking account of factors likely to influence the results, the analysis showed that fast food was the only food type to show the same associations across both age groups, prompting the authors to suggest that “such consistency adds some weight to the possible causality of the relationship.”

It was associated with current and severe symptoms of all three conditions among the teens — across all centres in the participating countries, irrespective of gender or levels of affluence.

The pattern among children was less clear-cut, but a fast food diet was still associated with symptoms across all centres — except for current eczema — and poorer countries — except for current and severe asthma.

And this difference might have to do with the fact that children have fewer options about their food choices, suggest the authors.

Three or more weekly servings were linked to a 39% increased risk of severe asthma among teens and a 27% increased risk among children, as well as to the severity of rhinitis and eczema, overall.

On the other hand, fruit seemed to be protective in both age groups across all centres for all three conditions among children — both current and severe — and for current and severe wheeze and rhinitis among the teens.

Eating three or more weekly portions was linked to a reduction in symptom severity of between 11% and 14% among teens and children, respectively.

The authors suggest that there are plausible explanations for the findings: fast food contains high levels of saturated and trans fatty acids, which are known to affect immunity, while fruit is rich in antioxidants and other beneficial compounds.

The authors emphasise that their results do not prove cause and effect, but they do warrant further investigation.

“If the associations between fast foods and the symptom prevalence of asthma, rhinoconjunctivitis and eczema is causal, then the findings have major public health significance owing to the rising consumption of fast foods globally,” they conclude.

Story Source:

The above story is reprinted from materials provided byBMJ-British Medical Journal.

Journal Reference:

  1. Philippa Ellwood, M Innes Asher, Luis García-Marcos, Hywel Williams, Ulrich Keil, Colin Robertson, Gabriele Nagel, the ISAAC Phase III Study Group. Do fast foods cause asthma, rhinoconjunctivitis and eczema? Global findings from the International Study of Asthma and Allergies in Childhood (ISAAC) Phase ThreeThorax, 2013; DOI: 10.1136/thoraxjnl-2012-202285

SOURCE : sciencedaily.com

“ไขมันทรานส์” ที่สุดของไขมันอันตราย

ตามสัญญาที่ให้ไว้เมื่อสัปดาห์ก่อน ว่าครั้งนี้ผู้เขียนจะเล่าถึงอันตรายของไขมันทรานส์ ฉะนั้นอย่ารอช้า มาทำความรู้จักไขมันทรานส์ (Trans Fat) กันเลยดีกว่าค่ะ

ไขมันทรานส์ เป็นกรดไขมันที่เกิดจากกระบวนการแปรรูปกรดไขมันไม่อิ่มตัวให้กลายเป็นกรดไขมันอิ่มตัวสูง ตัวอย่างเช่นการทำน้ำมันพืช จะมีการเติมไฮโดรเจนลงไปในน้ำมันพืช เรียกว่า กระบวนการไฮโดรจีเนชั่น (Hydrogenation) เช่น น้ำมันปาล์ม น้ำมันถั่วเหลือง หรือแม้กระทั่งการแปรรูปให้มีลักษณะเป็นกึ่งของแข็ง เช่น มาร์การีนหรือเนยเทียม เนยขาว ครีมเทียม เป็นต้น โดยวัตถุดิบเหล่านี้จะมีชื่อบนฉลากอาหาร คือ กรดไขมันชนิดทรานส์ หรือ Hydrogenated Oil หรือ Partially Hydrogenated Oil

เหตุที่มีการนำไขมันไปเปลี่ยนเป็นไขมันทรานส์ ก็เนื่องจากไขมันทรานส์สามารถเก็บรักษาไว้ได้นานโดยไม่เหม็นหืน ไม่เป็นไข ทนความร้อนได้สูง และมีรสชาติใกล้เคียงกับไขมันจากสัตว์ แต่จะมีราคาที่ถูกกว่า บรรดาผู้ประกอบกิจการอาหารต่าง ๆ มักนิยมนำไขมันทรานส์มาใช้ประกอบอาหารมากมาย เพื่อประโยชน์ในการลดต้นทุนการผลิตลง เช่น กลุ่มอาหารฟาสต์ฟูดซึ่งใช้เป็นน้ำมันสำหรับทอดไก่ มันฝรั่ง โดนัท หรือการนำมาใช้ในการประกอบกิจการเบเกอรี่ ขนมขบเคี้ยว ครีมเทียม และวิปปิ้งครีม เป็นต้น

มาดูกันต่อคะว่า การทานอาหารที่มีไขมันทรานส์มากๆ จะส่งผลอย่างไรต่อร่างกายบ้าง

การที่เราทานอาหารที่มีกรดไขมันทรานส์มากๆ จะมีผลต่อการทำงานของเอนไซม์ Cholesterol Acyltranferase ซึ่งเป็นเอนไซม์สำคัญในการเมตาบอลิซึมของคอเลสเตอรอล ทำให้ระดับ LDL ซึ่งเป็นคอเลสเตอรอลชนิดเลวในเลือดเพิ่มขึ้น และลดระดับ HDL ซึ่งเป็นคอเลสเตอรอลชนิดดีในเลือด

และเนื่องจากไขมันทรานส์เป็นไขมันที่เกิดจากการแปรรูป จึงย่อยสลายได้ยากกว่าไขมันชนิดอื่น ทำให้ตับต้องสลายไขมันทรานส์ด้วยวิธีการที่แตกต่างไปจากการย่อยสลายไขมันตัวอื่น จึงอาจก่อให้เกิดสภาวะที่ผิดปกติกับร่างกาย คือ จะทำให้ร่างกายมีน้ำหนักและไขมันส่วนเกินเพิ่มมากขึ้น มีภาวะการทำงานของตับที่ผิดปกติ มีความเสี่ยงสูงที่จะป่วยเป็นโรคหัวใจ โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน และโรคไขมันอุดตันในเส้นเลือดโดยความเสี่ยงที่กล่าวมานี้ ล้วนเป็นผลจากงานวิจัยหลายชิ้นที่ศึกษาถึงเรื่องไขมันทรานส์

อ่านมาถึงตอนนี้แล้ว จะพูดว่าไขมันทรานส์ ได้กลายเป็นศัตรูตัวร้ายอันดับต้นๆ ของคนรักสุขภาพทั่วโลกก็ว่าได้นะคะ อย่างในหลายๆ ประเทศ อาทิ สหรัฐอเมริกา แคนาดา สหภาพยุโรป ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ มีการออกข้อบังคับเกี่ยวกับการระบุปริมาณไขมันทรานส์บนฉลากโภชนาการ และให้คำแนะนำแก่ประชาชนในการจำกัดการบริโภคอาหารที่มีไขมันทรานส์

นอกจากนี้ บางรัฐในสหรัฐอเมริกา เช่น นิวยอร์กได้ออกมาประกาศว่าจะเป็นรัฐแรกในสหรัฐอเมริกาที่ปลอดไขมันทรานส์ โดยออกมาตรการให้บรรดาร้านอาหาร ภัตตาคาร และผู้ประกอบการด้านอาหารทั้งหลาย ค่อยๆ ลดการใช้ไขมันชนิดนี้ในการปรุงอาหาร และหยุดใช้โดยเด็ดขาดทั่วทั้งนิวยอร์กภายในเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2551 เป็นต้นมา แต่น่าเสียใจสำหรับคนไทย เพราะบ้านเรายังไม่มีมาตรการทางกฎหมาย มาควบคุมการใช้หรือบังคับให้ระบุปริมาณไขมันทรานส์บนฉลากโภชนาการ

ผู้บริโภคที่ใส่ใจและรักสุขภาพ จึงควรดูแลตนเอง โดยระมัดระวังเรื่องทานอาหาร หลีกเลี่ยงที่มีปริมาณไขมันทรานส์เยอะ เช่น อาหารประเภทของทอด (ไก่ทอด, เฟรนซ์ฟรายส์, นักเก็ต) ซึ่งมักใช้น้ำมันทอดซ้ำๆ จนหนืด รวมทั้งแฮมเบอเกอร์ หรือขนมขบเคี้ยวที่เก็บไว้นานๆ แต่ก็ยังกรุบกรอบ นอกจากนี้ยังรวมถึงอาหารที่มีส่วนประกอบของเนยขาวและมาร์การีน อาทิ คุ้กกี้ พาย พัฟ หรือขนมขบเคี้ยวชนิดแท่งด้วย

ทราบอย่างนี้แล้วก็ ปรับรูปแบบการทานกันใหม่นะคะ ใครที่ชอบทานกลุ่มอาหารดังที่ได้กล่าวมา ก็ควรจะค่อยๆ ปรับและลดปริมาณลง ใส่ใจกับการเลือกรับประทานกันดีกว่า  เพื่อสุขภาพของเราเอง และคนที่เรารัก อย่าลืมประโยคสำคัญที่ว่า You are what you eat กันล่ะ.

“PrincessFangy”
twitter.com/PrincessFangy

อ้างอิงข้อมูลบางส่วนจาก http://www.thaihealth.or.th

ที่มา: เดลินิวส์  23 พฤศจิกายน 2555

ไขมันตัวร้าย ทำลายตัวเรา

สัปดาห์นี้มาคุยกันถึงอาหารหลักในหมู่ “ไขมัน” กันนะคะ เป็นหมู่ที่ผู้เขียนไม่อยากให้มีเกินพอดี เพราะก่อให้เกิดโรคร้ายมากมายเลยทีเดียว

ไขมัน (Lipids) เป็นสารอาหารกลุ่มที่ให้พลังงานแก่ร่างกาย ถูกยกให้เป็นสารอาหารที่ให้พลังงานสูงที่สุด โดยไขมัน 1 กรัม ให้พลังงานถึง 9 กิโลแคลอรี ในขณะที่คาร์โบไฮเดรต หรือ โปรตีน 1 กรัมให้ พลังงาน เพียง 4 กิโลแคลอรี

นอกจากนี้ ไขมันยังมีการจัดแบ่งตามหลักวิทยาศาสตร์เคมีเป็นกลุ่มมากมาย ที่เราควรรู้จัก คือ คอเลสเตอรอล (Cholesterol), ไตรกลีเซอไรด์ (Triglycerides) และฟอสโฟไลปิดส์  (Phospholipids) อ่านมาถึงตรงนี้คงรู้สึกคุ้นหู โดยเฉพาะเวลาไปตรวจสุขภาพ คุณหมอจะพูดถึงการตรวจไขมันในเลือด นั่นหมายถึง ตรวจค่าคอเลสเตอรอล และไตรกลีเซอไรด์ นั่นเองค่ะ

ยิ่งคุ้นหูก็ควรรู้จักให้ดี สำหรับคอเลสเตอรอลเป็นไขมันในเลือดชนิดหนึ่งที่ได้มาจากอาหาร และร่างกายก็ยังสามารถสร้างขึ้นได้เอง ไขมันกลุ่มนี้มีความสำคัญในเรื่องการเจริญเติบโตของร่างกาย เป็นส่วนประกอบสำคัญของสมองและระบบย่อยอาหาร เป็นองค์ประกอบหลักของฮอร์โมนหลายชนิด รวมทั้งมีความจำเป็นในการสังเคราะห์วิตามินดี และช่วยให้ทารกในครรภ์มีพัฒนาการที่ดี

แต่ต้องขอย้ำนะคะว่า ร่างกายจะต้องมีคอเลสเตอรอลในปริมาณหนึ่งเท่านั้น (ไม่เกิน 199 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร) จึงจะเกิดประโยชน์ดังที่กล่าวมา แต่หากเกินจะส่งผลร้ายทำลายร่างกายเรามากมายเลยล่ะคะ

คอเลสเตอรอลยังสามารถแบ่งเป็น 2 ชนิด คือ “คอเลสเตอรอลชนิดเลว” (LDL) เป็นไขมันที่มีความหนาแน่นต่ำ หากมีสูงเกินไป LDL จะไปสะสมอยู่ตามผนังหลอดเลือดและทำให้เกิดโรคต่างๆ ตามมา หรือที่เราเรียกกันว่า ไขมันอุดตันในเส้นเลือดยังไงล่ะคะ และอีกชนิด “คอเลสเตอรอลชนิดดี” (HDL) ซึ่งจะทำหน้าที่ลำเลียงไขมันส่วนเกินตามผนังเส้นเลือดมากำจัดทิ้งนั่นเองค่ะ

หากสังเกตจากผลตรวจสุขภาพประจำปี ผลการตรวจหาไขมันในเลือดที่ละเอียด จะชี้แจงแยกเป็น LDL และ HDL ซึ่งถ้า LDL สูง ต้องระวังสุขภาพกันแล้วค่ะ

ส่วนเจ้าไตรกลีเซอไรด์ เป็นสารประกอบไขมันอีกตัวที่สำคัญ ประกอบด้วย กลีเซอรอล 1 โมเลกุล และกรดไขมัน 3 โมเลกุล ซึ่งกรดไขมันจะแบ่งเป็น 2 ชนิด คือ “กรดไขมันอิ่มตัว” (Saturated Fatty Acids) ไขมันจำพวกนี้จะพบมากใน ไขมันสัตว์ เช่น เนื้อหมู วัว และไขมันจากกะทิ มะพร้าว เนย ไข่แดงและอื่นๆ และ “กรดไขมันไม่อิ่มตัว” (Unsaturated Fatty Acids) พบมากในน้ำมันปลาแซลมอน น้ำมันเมล็ดพันธุ์บอเรจ น้ำมันอีฟนิ่งพริมโรส น้ำมันจมูกข้าวสาลี

ถ้าสังเกตดีๆ จะพบว่า กรดไขมันที่มีคุณภาพจะเป็นไขมันที่มาจากปลา และพืช ก็คือ กรดไขมันไม่อิ่มตัว ส่วนไขมันจากสัตว์ กะทิ มะพร้าว เนย (กรดไขมันอิ่มตัว) จะเป็นไขมันที่เราควรหลีกเลี่ยงนะคะ ซึ่งถ้าหากใครมีระดับไตรกลีเซอไรด์สูง และมีระดับHDL น้อย หรือมี LDL มาก ก็จะทำให้มีอัตราเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจค่ะ

เจอศัพท์ไขมันกันไปหลายคำ คงคิ้วขมวดกันแล้ว ฉะนั้นคำศัพท์ทางวิทยาศาสตร์ไว้เท่านี้ก่อน แล้วมารู้ว่า ทานไขมันอย่างไรให้เหมาะสมต่อร่างกายกันดีกว่าค่ะ

สัดส่วนอาหารในแต่ละมื้อของทั้ง 5 หมู่นี้ คนทั่วๆ ไป ใน 100% เราควรกินอาหารจำพวกคาร์โบไฮเดรตให้ได้ประมาณ 40 % กินผักผลไม้ประมาณ 30 % กินประเภท โปรตีน จำพวกเนื้อสัตว์ ไข่ ถั่ว นม ประมาณ 20 % และ ไขมันเพียง 10 % นะคะ

จำไว้เสมอนะคะว่า ไขมันเป็นสารอาหารที่จำเป็น ขาดไม่ได้ แต่จะต้องควบคุมให้ร่างกายได้รับไม่เกิน 10% และจะให้ดี เราควรเลือกทานแต่ไขมันดี อย่างไขมันคุณภาพในกลุ่ม HDL และควรเลี่ยงไขมันสัตว์ เนย และ “ไขมันทรานส์” เพื่อลดเสี่ยงโรคที่เกิดจากไขมันเกินพอดี กรณีที่ระดับไขมันในเลือดสูง จะทำให้หลอดเลือดแดงแข็ง ตีบ อุดตัน ส่งผลให้เกิดโรคแทรกซ้อนต่างๆ เช่น โรคหัวใจขาดเลือด อัมพฤกษ์ อัมพาต ไตวาย หลอดเลือดที่ไปเลี้ยงขาตีบตัน ตับอ่อนอักเสบ เป็นต้น เห็นไหมคะว่า ถ้ามีไขมันอยู่ในร่างกายเกินจำเป็น จะส่งผลร้ายขนาดไหน

เริ่มใส่ใจกับการเลือกรับประทาน เพื่อสุขภาพของเราเอง และคนที่เรารัก อย่าลืมประโยคสำคัญที่ว่า You are what you eat กันล่ะ

อย่างไรก็ตาม เนื้อหาข้างต้น ผู้เขียนกล่าวถึง “ไขมันทรานส์” ไว้สั้นๆ ขอบอกว่า เจ้าตัวนี้ล่ะอันตรายสุดๆ ส่วนจะน่ากลัวและทำร้ายสุขภาพมากแค่ไหน โปรดติดตามอ่านต่อในสัปดาห์หน้าค่ะ.

“PrincessFangy”
twitter.com/PrincessFangy

ที่มา: เดลินิวส์  16 พฤศจิกายน 2555

ชื่นชมพริกไทยดำต่อต้านความอ้วนขัดขวางไม่ให้เซลล์ไขมันใหม่ก่อตัว

วารสาร “เกษตรกรรมและเคมีอาหาร” ของสหรัฐฯ แจ้งว่า นักวิจัยได้ค้นพบว่าพริกไทยดำมีสรรพคุณ ต่อต้านความอ้วนได้ เพราะมีสารไปเปอรีน ซึ่งมีรสฉุนและเผ็ดร้อน คอยขัดขวางไม่ให้เซลล์ไขมันใหม่ก่อตัวขึ้น

นักวิจัยของมูลนิธิวิจัยแห่งชาติเกาหลี กล่าวว่า พริกไทยดำ ใช้เป็นสมุนไพรในการแพทย์แผนโบราณของตะวันออกมาหลายศตวรรษแล้ว การรักษาโรคกระเพาะและลำไส้ แก้ปวด แก้อักเสบและโรคอื่นๆ แต่แม้จะใช้มานานแล้ว นักวิทยาศาสตร์ก็ยังไม่ค่อยเข้าใจในอิทธิฤทธิ์ของมันในระดับโมเลกุลข้างในสุด จึงได้พยายามค้นคว้าหาความรู้ในสรรพคุณทางการต่อต้านความอ้วนของมัน

การศึกษาในห้องทดลอง และแบบจำลองคอมพิวเตอร์ พบว่า มันออกฤทธิ์กับยีนซึ่งควบคุมการก่อตัวของเซลล์ไขมันใหม่ มันอาจทำให้เกิดปฏิกิริยาลูกโซ่ระหว่างการเผาผลาญอาหารขึ้น ยังผลให้สกัดไขมันไว้ได้ พวกเขาเชื่อว่าผลการค้นพบคงจะทำให้ มีการนำสารสกัดจากพริกไทยดำมาใช้ในการต่อสู้กับโรคอ้วน และโรคที่เกี่ยวเนื่องกันมากขึ้น.

ที่มา: ไทยรัฐ 7 พฤษภาคม 2555

.

Related Link:

.

Unmasking Black Pepper’s Secrets as a Fat Fighter

ScienceDaily (May 2, 2012) — A new study provides a long-sought explanation for the beneficial fat-fighting effects of black pepper. The research, published in ACS’ Journal of Agricultural and Food Chemistry, pinpoints piperine — the pungent-tasting substance that gives black pepper its characteristic taste, concluding that piperine also can block the formation of new fat cells.

Soo-Jong Um, Ji-Cheon Jeong and colleagues describe previous studies indicating that piperine reduces fat levels in the bloodstream and has other beneficial health effects. Black pepper and the black pepper plant, they note, have been used for centuries in traditional Eastern medicine to treat gastrointestinal distress, pain, inflammation and other disorders. Despite that long medicinal history, scientists know little about how piperine works on the innermost molecular level. The scientists set out to get that information about piperine’s anti-fat effects.

Their laboratory studies and computer models found that piperine interferes with the activity of genes that control the formation of new fat cells. In doing so, piperine may also set off a metabolic chain reaction that helps keep fat in check in other ways. The group suggests that the finding may lead to wider use of piperine or black-pepper extracts in fighting obesity and related diseases.

The authors acknowledge funding from the National Research Foundation of Korea and the Ministry of Health, Welfare and Family Affairs.

Journal Reference:

  1. Ui-Hyun Park, Hong-Suk Jeong, Eun-Young Jo, Taesun Park, Seung Kew Yoon, Eun-Joo Kim, Ji-Cheon Jeong, Soo-Jong Um. Piperine, a Component of Black Pepper, Inhibits Adipogenesis by Antagonizing PPARγ Activity in 3T3-L1 CellsJournal of Agricultural and Food Chemistry, 2012; 60 (15): 3853 DOI: 10.1021/jf204514a

 

Data from : sciencedaily.com