โรคภูมิแพ้ในเด็ก–หลอดลมอักเสบเฉียบพลัน ทุกเพศ ทุกวัย

dailynews140914_02โรคภูมิแพ้ คืออะไร

โรคภูมิแพ้ คือ โรคที่ร่างกายเกิดปฏิกิริยาที่ผิดปกติต่อสารก่อภูมิแพ้ ทำให้เกิดการอักเสบเรื้อรังที่อวัยวะต่าง ๆ ในร่างกาย เช่น ผิวหนัง เยื่อบุจมูก เยื่อบุตา เยื่อบุทางเดินหายใจ หรือเยื่อบุทางเดินอาหาร เป็นต้น

สารก่อภูมิแพ้ได้แก่อะไรบ้าง
สารก่อภูมิแพ้ มี 2 ประเภท ได้แก่
1.สารก่อภูมิแพ้ในอากาศ เช่น ไรฝุ่น แมลงสาบ ขนสุนัข ขนแมว เกสรหญ้า หรือเชื้อรา เป็นต้น
2.สารก่อภูมิแพ้ประเภทอาหาร เช่น นมวัว นมถั่วเหลือง ไข่ อาหารทะเล หรือแป้งสาลี เป็นต้น
ผู้ป่วยโรคภูมิแพ้จะมีอาการอย่างไรบ้าง
ผู้ป่วยโรคภูมิแพ้จะมีอาการตามอวัยวะที่เกิดการอักเสบจากการกระตุ้นโดยสารก่อภูมิแพ้ เช่น

  • ผิวหนัง จะทำให้เกิดโรคผื่นภูมิแพ้ ผิวหนัง ผู้ป่วยจะมีอาการผื่นคันเรื้อรัง บริเวณใบหน้า ข้อพับ แขนขา หรือลำตัว เป็นต้น
  • เยื่อบุจมูก จะทำให้เกิดโรคเยื่อบุจมูกอักเสบภูมิแพ้ ผู้ป่วยจะมีอาการน้ำมูกเรื้อรัง ร่วมกับอาการจาม คันหรือคัดจมูก
  • เยื่อบุตา จะทำให้เกิดโรคเยื่อบุตาอักเสบภูมิแพ้ ผู้ป่วยจะมีอาการคัน หรือเคืองตาเรื้อรัง แสบตา หรือน้ำตาไหลบ่อย ๆ
  • เยื่อบุทางเดินหายใจ จะทำให้เกิดโรคหืด ผู้ป่วยจะมีอาการไอ หอบ หายใจไม่สะดวก แน่นหน้าอก หรือหายใจได้ยินเสียงวี้ด
  • เยื่อบุทางเดินอาหาร จะทำให้เกิดโรคแพ้อาหาร ผู้ป่วยจะมีอาการอุจจาระร่วงเรื้อรัง อาเจียน น้ำหนักตัวลดร่วมกับอาการผื่นเรื้อรังและภาวะซีด

ทำไมถึงเป็นโรคภูมิแพ้
ในปัจจุบันยังไม่สามารถหาสาเหตุที่แน่ชัดของโรคนี้ได้ แต่เชื่อว่าพันธุกรรมเป็นปัจจัยหนึ่งที่เป็นสาเหตุของโรคนี้ ดังจะเห็นได้ว่า ผู้ป่วยเด็กที่เป็นโรคภูมิแพ้มักจะมีบิดา หรือมารดาเป็นโรคภูมิแพ้ด้วยปัจจัยทางด้านสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนไป จากสังคมชนบทสู่สังคมเมือง ทำให้มีสารมลพิษในบรรยากาศที่อาจจะเป็นตัวกระตุ้นทำให้ผู้ป่วยเป็นโรคภูมิแพ้กันมากขึ้น

ผู้ป่วยที่เป็นโรคภูมิแพ้ควรดูแลรักษาตัวเองอย่างไร
ผู้ป่วยสามารถที่จะดำเนินชีวิตได้ตามปกติไปพร้อม ๆ กับโรคเพียงแต่รู้จักปฏิบัติตนให้ถูกต้องเท่านั้น หลักสำคัญในการปฏิบัติตนมีอยู่ด้วยกัน 3 ข้อ คือ
1.หลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้ ซึ่งสามารถทราบชนิดของสารก่อภูมิแพ้ ได้จากการทำการทดสอบผิวหนัง เพื่อหาสารก่อภูมิแพ้ การปฏิบัติตนข้อนี้ นับว่าสำคัญมาก สามารถทำให้ผู้ป่วยลดปริมาณการใช้ยาให้เหลือน้อยที่สุด เพื่อควบคุมอาการของโรค
2.การใช้ยาอย่างสม่ำเสมอ ตามคำแนะนำของแพทย์ รวมถึงสามารถใช้ยาพ่นผ่านทางจมูกหรือปากได้ถูกต้องตามขั้นตอน
3.การดูแลตนเองให้มีสุขภาพกายและใจที่แข็งแรงอยู่เสมอ หลีกเลี่ยงสภาพแวดล้อมที่อาจกระตุ้นให้มีอาการของโรคมากขึ้น เช่น ควันบุหรี่ ควันจากท่อไอเสียรถยนต์ หรือจากการประกอบอาหาร เป็นต้น

 

หลอดลมอักเสบเฉียบพลัน

เป็นโรคที่พบได้บ่อยในทุกคนทุกเพศทุกวัย ซึ่งมักพบหลังเป็นไข้หวัดหรือไข้หวัดใหญ่ ส่วนมากเกิดจากเชื้อไวรัสซึ่งจะมีอาการไอ มีเสมหะขาว บางครั้งอาจเกิดจากเชื้อแบคทีเรีย ซึ่งจะมีเสมหะสีเหลืองหรือเขียว บางครั้งอาจเกิดจากเชื้อแบคทีเรีย ซึ่งจะมีเสมหะสีเหลืองหรือเขียว นอกจากนี้ยังอาจเกิดจากการถูกสารระคายเคือง เช่น ควันบุหรี่ ไอเสียรถยนต์ ฝุ่นละออง เป็นต้น ซึ่งอาจทำให้มีอาการเรื้อรังได้

อาการ
มีอาการไอซึ่งจะเป็นมากตอนกลางคืน ระยะแรกจะไอแห้ง ๆ อาจมีเสียงแหบ และเจ็บหน้าอกเพราะไอมาก 4-5 วันต่อมาจะมีเสมหะเหนียวเป็นสีขาว (เชื้อไวรัส) หรือขุ่นข้นเป็นสีเหลืองหรือสีเขียว (เชื้อแบคทีเรีย) ในเด็กอาจไอจนอาเจียน อาจจะมีไข้ต่ำ ๆ หรือไม่มีก็ได้ ถ้าเป็นมากจะมีอาการหอบร่วมด้วย เหนื่อย หายใจเสียงดังหวีด
สิ่งที่ตรวจพบ
ส่วนมากจะไม่พบสิ่งผิดปกติ บางคนอาจมีไข้ การใช้เครื่องฟัง ตรวจปอดอาจได้ยินเสียงหายใจกรอบแกรบ (Coarse breath sound) หรือเสียงครืดคราด (Rhonchi) คนที่มีอาการหอบเหนื่อยร่วมด้วย การฟังปอดอาจได้ยินเสียงหวีด (Wheezing)

อาการแทรกซ้อน
โรคนี้มักหายได้ภายใน 1-3 สัปดาห์แต่อาการไออาจเป็นอยู่นานถึง 2-3 เดือน ที่เรียกว่าไอร้อยวันและบางรายอาจเกิดภาวะแทรก ซ้อน ที่พบได้บ่อยได้แก่ ไอออกเลือด หลอดลมอักเสบเรื้อรัง หลอดลมโป่งพอง

การรักษา
1.แนะนำให้ผู้ป่วยพักผ่อนให้มากขึ้นอย่าทำงานหนัก ควรดื่มน้ำอุ่นมาก ๆ เพื่อช่วยให้เสมหะออกได้ง่ายขึ้น ไม่ควรดื่มน้ำเย็นหรือน้ำแข็ง อาจทำให้ไอมากขึ้น ควรงดสูบบุหรี่ อย่าอยู่ในที่ ๆ มีอากาศเสียหรือฝุ่นละอองมาก
2.ให้ยาขับเสมหะ ควรหลีกเลี่ยงยาแก้ไอชนิดกดการไอ เช่น ยาแก้ไอน้ำดำ ยาแก้ไอน้ำเชื่อม ยาแก้แพ้หรือโคเดอีน (Codeine) เพราะอาจทำให้เสมหะอุดกั้นหลอดลมเล็ก ๆ ทำให้ปอดบางส่วนแฟบได้
3.ยาปฏิชีวนะ ถ้าเสมหะขาว (เกิดจากเชื้อไวรัสหรือการระคายเคือง) ไม่ต้องทานยา ถ้าเป็นเสมหะสีเหลืองหรือเขียว (เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย) ควรให้ยาปฏิชีวนะ
4.ถ้ามีอาการหอบหืด (ฟังเสียงปอดได้ยินเสียงหวีด) ให้ยาขยายหลอดลม
5.ถ้าไอนานเกิน 3 สัปดาห์ หรือมีไข้นานเกิน 1 สัปดาห์ หรือน้ำหนักลด ควรส่งโรงพยาบาล อาจต้องเอกซเรย์ปอด ตรวจเสมหะหาสาเหตุและรักษาตามเหตุ

ข้อแนะนำ
โรคนี้มักเป็นหลังจากเป็นไข้หวัดหรือไข้หวัดใหญ่ และอาจไออยู่นาน 2-3 สัปดาห์ โดยที่สุขภาพทั่วไปแข็งแรงดี แต่ถ้าพบว่ามีอาการเบื่ออาหาร น้ำหนักลด หรือมีไข้เรื้อรัง อาจเป็นจากสาเหตุอื่น เช่น วัณโรค หากสงสัย ควรส่งโรงพยาบาล

ข้อมูลจาก ศูนย์ภูมิแพ้ (Allergy Center) แผนกกุมารเวช / คลินิกโรคระบบทางเดินหายใจและโรคปอด โรงพยาบาลพญาไท 1 / http://www.phyathai.com

นายแพทย์สุรพงศ์ อำพันวงษ์

ที่มา : เดลินิวส์ 14 กันยายน 2557

Advertisements

เอกซเรย์ ‘เชื้อหวัด’ ในคนไทย

dailynews140126_002กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ มีบทบาทสำคัญในการเฝ้าระวังโรคไข้หวัดใหญ่ และติดตามการเปลี่ยนแปลงของเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ มีห้องปฏิบัติการเป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติ ซึ่งองค์การอนามัยโลกแต่งตั้งให้เป็นศูนย์ไข้หวัดใหญ่แห่งชาติและห้องปฏิบัติการอ้างอิงในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไปดูกันว่าจากการเฝ้าระวังของกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ในช่วงที่ผ่านมาตรวจพบการติดเชื้อไวรัสชนิดใดมากที่สุด

นพ.อภิชัย มงคล อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า ในช่วงที่ประเทศ ไทยมีความกังวลว่า คนไทยที่เดินทางไปประกอบพิธีฮัจย์ กลับมาจากประเทศซาอุดีอาระเบีย จะติดเชื้อโคโรน่าไวรัสสายพันธุ์ใหม่หรือไม่ เพราะเป็นเชื้อที่มีอันตราย อัตราการตายสูงมาก ในช่วงดังกล่าวกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ได้เฝ้าระวังโรคหวัดมากเป็นพิเศษ โดยได้มีการตรวจวิเคราะห์เชื้อทั่วประเทศ ซึ่งเวลาที่ห้องปฏิบัติการของกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ตรวจวิเคราะห์ไม่ได้ตรวจเฉพาะเชื้อโคโรน่าไวรัสสายพันธุ์ใหม่เท่านั้น แต่ตรวจไวรัสทั้ง 16 ชนิด ที่กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์สามารถตรวจได้ เพื่อดูว่าคนที่เป็นหวัดมาโรงพยาบาลติดเชื้อไวรัสชนิดใดบ้าง

ผลปรากฏว่า อันดับหนึ่ง พบการติดเชื้อ “ไรโนไวรัส” 48%  เป็นหวัดธรรมดา ผู้ป่วยมีอาการน้อย แค่คัดจมูก น้ำมูกไหล ไม่มีอาการไข้รุนแรง ไม่มีอาการปวดเมื่อยตามเนื้อตามตัว ถ้าดูแลสุขภาพดีก็หายได้

อันดับที่ 2 “อะดีโนไวรัส” พบ 1 ใน 5 คน หรือประมาณ 20% เป็นเชื้อที่แรง แต่ไม่ทำให้เสียชีวิต แต่ดื้อด้าน เรื้อรัง ปกติคนเป็นหวัดธรรมดา 7 วันอาการน่าจะดีขึ้น แต่ไวรัสตัวนี้ผู้ป่วยไม่มีไข้ ไม่ปวดเมื่อยตามเนื้อตามตัว แต่จะมีอาการระคายคอ อาการไอใน 7 วันแทนที่จะหาย ปรากฏว่าไม่หาย หลังจากนั้นจะไออยู่ตลอดเวลา ทำให้ทางเดินหายใจถลอก บวม มีเสมหะคั่งค้าง ไอเรื้อรังยาวนาน ถ้ารู้ว่าเป็น “อะดีโนไวรัส” สามารถให้ยากดอาการไอได้ แต่การที่ไม่รู้เชื้อและไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นในปอดแล้วให้ยาไปกดอาการไอ หมอก็กังวลว่าเชื้อโรคจะไม่ออกมา ถ้าไอมาก ๆ ในผู้สูงอายุก็อาจจะเกิดอาการถุงลมโป่งพองได้ ไอเป็นเดือนปอดก็แย่ ดังนั้นต้องพยายามควบคุมไม่ให้เกิดอาการไอ และพยายามทำให้อาการทุเลาลง เนื่องจากเชื้อนี้ติดต่อได้ง่าย ดังนั้นผู้ป่วยต้องป้องกันไม่ให้มีการแพร่เชื้อไปสู่คนอื่น ควรหมั่นล้างมือบ่อย ๆ อย่างไรก็ตามเมื่อติดเชื้อนี้แล้วจะมีภูมิคุ้มกันประมาณ 1 ปี

อันดับ 3 “อินฟลูเอ็นซ่า ไวรัส” หรือ ไวรัสไข้หวัดใหญ่ ชนิด เอเอช 3 เอ็น 2 แต่การระบาดไม่ได้กระจายตัวมาก อาจเป็นเพราะว่ามีการฉีดวัคซีนป้องกัน ทำให้อาการไม่รุนแรง เชื้อไม่แพร่ระบาดมาก ซึ่งจากการเฝ้าระวังเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่จนถึงปัจจุบันของกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ พบว่า หน้าตาเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ยังปกติ ยังไม่มีการกลายพันธุ์แต่อย่างใด

อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นหวัดธรรมดาหรือไข้หวัดใหญ่ กลุ่มที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ ได้แก่ เด็ก ผู้สูงอายุ หญิงตั้งครรภ์ และคนที่มีโรคเรื้อรัง ทั้งนี้เพราะเด็กเล็กยังดูแลตัวเองไม่ได้ หายใจไม่สะดวก หากป่วยแล้วดูแลไม่ดี ไปหาหมอไม่ทันเวลาอาจทำให้เกิดอาการปอดบวม ปอดชื้น ถึงขั้นเสียชีวิตได้ ส่วนผู้สูงอายุปอดก็ไม่ค่อยสมบูรณ์ เวลาเป็นหวัดจะมีอาการรุนแรงมาก ในขณะที่หญิงตั้งครรภ์ถ้าไอบ่อยก็มีปัญหาต่อทารกในครรภ์และการตั้งครรภ์ คนที่มีโรคเรื้อรังไอบ่อย ๆ ก็จะกระทบกับโรคที่เป็นอยู่แล้ว  ดังนั้นคนทั่วไปถ้าฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ได้ก็ควรจะฉีดเพื่อลดความรุนแรงของโรค.

 

นวพรรษ บุญชาญ : รายงาน

ที่มา: เ้ดลินิวส์ 26 มกราคม 2557

7 เมนู…สู้ไข้หวัด

dailynews130607_001เมื่อฤดูฝนมาเยือนและหอบไข้หวัดมาฝากหลายต่อหลายคนในช่วงนี้ มาดูกันว่า เมนูอาหารอะไรที่จะช่วยให้เราต่อสู้กับไข้หวัดได้บ้าง

1. น้ำผักผลไม้สด ผักผลไม้ในกลุ่มที่มีสารต่อต้านอนุมูลอิสระ เช่น เบตาแคโรทีน (วิตามินเอ) วิตามินซี วิตามินอี จะช่วยกำจัดสิ่งแปลกปลอมหรือเชื้อโรคเข้าสู่ร่างกาย ป้องกันการติดเชื้อ ผักและผลไม้ที่มีสารต้านอนุมูลอิสระสูง เช่น แครอท ผักใบเขียวจัด ส้ม ฝรั่ง องุ่น แคนตาลูป มะละกอสุก เป็นต้น สามารถเลือกตามที่ชอบและนำมาปั่นทานกันได้เลย เน้นว่าควรเป็นผักและผลไม้สด เพื่อให้ร่างกายได้รับวิตามิน และสารต้านอนุมูลอิสระกันแบบเต็ม ๆ หรือถ้าไม่อยากเสียเวลาปั่น ก็ทานผลไม้สด ๆ ก็ได้

2. ซุปไก่ร้อน ๆ ไม่น่าเชื่อว่าอาหารยอดนิยมที่ทุกชาติใช้ต้านหวัดคือ ซุปไก่ ซึ่งว่ากันว่าใช้กันมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 12 นั่นเลย ตามรายงานวิจัยพบว่าซุปไก่มีฤทธิ์ยับยั้งการเคลื่อนที่ของเม็ดเลือดขาวชนิดที่เรียกว่า นิวโทรฟิลด์ ไปยังเนื้อเยื่อปอด ทำให้ลดกระบวนการอักเสบในปอด และลดอาการไอได้ โดยตำรับซุปไก่ที่ใช้ศึกษาประกอบด้วย ไก่ มะเขือเทศ หอมหัวใหญ่ มันฝรั่ง ก้านขึ้นฉ่าย ผักชี แครอท หัวผักกาด เกลือ และพริกไทย นอกจากนั้นซุปไก่ที่รวมถึง ต้มยำไก่ แกงไก่ ยังมีสมุนไพรที่ช่วยต้านหวัดรวมอยู่อีกหลายชนิด

3. ชาร้อน ชาร้อนทุกชนิดล้วนมีสารโพลิฟีนนอล สารแอนติออกซีเดนต์ในพืชที่ช่วยลดอาการติดเชื้อ ทำให้เยื่อบุโพรงจมูกชุ่มชื้น หายใจสะดวก ควรชงชาในน้ำร้อนตั้งทิ้งไว้ราว 1 นาที จะดึงคุณสมบัติแก้หวัดชาได้ดีที่สุด

4. กระเทียม เมื่อมีอาการหวัด ให้นำกระเทียม 1 กลีบเล็กมาหั่นเป็นชิ้นบาง ๆ แล้วใช้ช้อนบี้ให้แตก เติมน้ำร้อนลงไป 1 ถ้วย ปิดฝาทิ้งไว้ 5 นาที จากนั้นเติมน้ำผึ้ง และมะนาวเล็กน้อย ดื่มวันละ 2 ถ้วย จะช่วยบรรเทาอาการได้ เมื่อหายแล้วให้ดื่มต่ออีกสัก 3 วัน วันละ 1 ถ้วย หรือถ้าติดใจจะดื่มเป็นประจำก็ได้ เพราะกระเทียมจะช่วยป้องกันและรักษาไข้หวัดได้อย่างดี นักวิจัยชาวจีน ดร.เบนจามิน เลา แห่งมหาวิทยาลัยโลมาลินดาในแคลิฟอร์เนีย ได้ศึกษายารักษาโรคตามแบบแพทย์ตะวันออกมานาน ได้ทำการศึกษาแล้วพบว่า “กระเทียม” มีกำมะถันเป็นองค์ประกอบ ซึ่งออกฤทธิ์ฆ่าเชื้อแบคทีเรียและไวรัสหวัดได้โดยตรง และยังช่วยกระตุ้นการทำงานของเซลล์เม็ดเลือดขาวได้

5. น้ำขิง ขิงช่วยขับเหงื่อ มีฤทธิ์ แก้หวัดเย็น (หวัดเย็น คือรู้สึกหนาว มีไข้ต่ำ ไม่ค่อยมีเหงื่อออก มีเสมหะมักเหลวใส) และยังช่วยบรรเทาอาการปวดท้อง ท้องอืด และข้ออักเสบได้อย่างน่าอัศจรรย์ใจอีกด้วย ช่วงฝนพรำ สภาพอากาศเปลี่ยนและชื้น ๆ แบบนี้ เมื่อเริ่มจะรู้สึกเซื่อง ๆ เฉื่อยชา หนาว ๆ มีน้ำมูกใสไหลจี๊ด ๆ หรือเริ่มมีเสมหะ ก็อย่าได้ชะล่าใจ ขอให้รีบต้มน้ำขิงดื่มเลย

6. อาหารเผ็ดร้อน อาหารที่ช่วยให้จมูกโล่ง หายคัดจมูก ก็คืออาหารรสเผ็ดร้อนที่มีพริกเป็นส่วนประกอบ ไม่ว่าจะเป็น พริกขี้หนู พริกชี้ฟ้า พริกแห้ง รวมไปถึงพริกไทย และสมุนไพรรสเผ็ดร้อนอื่น ๆ เราสามารถกินเผ็ดอย่างเอร็ดอร่อยและหลากหลายในอาหารหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็น พริกขี้หนูในต้มยำ พริกชี้ฟ้าในผัดเผ็ด พริกไทยในแกงเลียง พริกแห้งในลาบ หรืออาหารที่มีส่วนผสมของสมุนไพรรสเผ็ดร้อนต่าง ๆ เช่น ขิง กะเพรา โหระพา เป็นต้น

7. โยเกิร์ต มีการศึกษาพบว่า โยเกิร์ตช่วยเพิ่มการทำงานของเซลล์เม็ดเลือดขาว และช่วยเพิ่มการสร้างสารแอนติบอดีบางชนิดได้ การศึกษากับอาสาสมัครทั้งคนหนุ่มและคนสูงอายุ พบว่าการรับประทานโยเกิร์ตทุกวันเป็นเวลา 1 ปี ช่วยลดอาการจากหวัดและภูมิแพ้ ผู้ป่วยหายเร็วขึ้น และร้อยละ 25 เป็นหวัดน้อยลง เมื่อเทียบกับกลุ่มที่ไม่ได้รับประทาน แนะนำให้เลือกโยเกิร์ตรสธรรมชาติชนิดไขมันต่ำ น้ำตาลน้อย และมีจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ซึ่งยังมีชีวิตอยู่ จะได้ประโยชน์อย่างเต็มที่

นอกจากนั้นแล้ว ผู้ป่วยควรดื่มน้ำมาก ๆ เวลาที่เป็นหวัด แต่ไม่ควรดื่มน้ำเย็นซึ่งจะทำให้เจ็บคอและไอมากขึ้น ควรจิบน้ำอุ่นหรือน้ำสมุนไพรอุ่น ๆ ตลอดเวลา เช่น น้ำตะไคร้ น้ำมะตูม น้ำใบเตย น้ำเก๊กฮวย จะช่วยให้ชุ่มคอ บรรเทาอาการไอ และละลายเสมหะ การจิบน้ำอุ่นบ่อย ๆ ร่วมกับการรักษาความสะอาดภายในช่องปาก จะช่วยให้อาการเจ็บคอทุเลาและฟื้นตัวได้เร็วขึ้นด้วย และนอกเหนือจากเมนูที่จะช่วยเสริมสร้างภูมิต้านทานและบรรเทาอาการหวัดดังที่กล่าวมานี้ อย่าลืมรับประทานอาหารให้ครบทั้ง 5 หมู่ พักผ่อนให้เพียงพอ เพียงเท่านี้ คนรักสุขภาพทั้งหลายก็พอจะสู้กับหวัดได้แล้ว แต่หากไม่ดีขึ้น หรือป็นหนักควรรีบพบแพทย์เพื่อรับการรักษาเป็นวิธีที่ดีที่สุด

ข้อมูลบางส่วนจาก http://www.thaihealth.or.th

“PrincessFangy”
twitter.com/PrincessFangy

ที่มา : เดลินิวส์ 7 มิถุนายน 2556

หวัดเรื้อรัง…จากเชื้อแบคทีเรีย

หวัดเรื้อรัง…จากเชื้อแบคทีเรีย

คอลัมน์สายตรงสุขภาพกับศิริราช
อ.นพ.เจตน์ ลำยองเสถียร
ภาควิชาโสต นาสิก ลาริงซ์วิทยา

โรคหวัดส่วนใหญ่จะเกิดจากเชื้อไวรัส ติดต่อกันผ่านทางลมหายใจ และสารคัดหลั่ง เช่น น้ำมูก น้ำลาย แต่สำหรับโรคหวัดเรื้อรัง มักมีสาเหตุจากการติดเชื้อแบคทีเรีย ซึ่งเชื้อทั้งสองชนิดนี้จะแสดงอาการที่ต่างกันเล็กน้อยเท่านั้น

โดยทั่วไป “ไข้หวัด” เกิดจากการติดเชื้อไวรัสซึ่งสามารถหายเองได้ แต่ถ้ามีอาการนานกว่า 5-10 วัน อาจเป็นหวัดเรื้อรัง เนื่องจากมีการติดเชื้อแบคทีเรียบริเวณโพรงจมูกและไซนัสได้ ซึ่งผู้ป่วยมักจะมีน้ำมูกข้นสีเขียวปนเหลือง มีอาการคัดจมูกและปวดตึงใบหน้า ความสามารถในการรับกลิ่นลดลง อาจตรวจพบต่อมน้ำเหลืองบริเวณลำคออักเสบ และเมื่อกดจะรู้สึกเจ็บ

การรักษาในเบื้องต้น ผู้ป่วยจะได้รับยาปฏิชีวนะ หรือยาแก้อักเสบ ซึ่งต้องได้รับในขนาดและปริมาณที่เหมาะสม หากผู้ป่วยรับประทานยาไม่ครบตามกำหนดจะส่งผลเสียต่อร่างกาย เพราะนอกจากอาการจะไม่ดีขึ้นแล้ว การใช้ยาปฏิชีวนะที่มากเกินไปก็มีผลทำให้เชื้อดื้อยา ดังนั้นการเลือกใช้ยาปฏิชีวนะ ต้องอยู่ในการควบคุมของแพทย์ ถ้าปฏิบัติตามคำแนะนำอย่างถูกต้อง ส่วนใหญ่อาการของหวัดเรื้อรังที่เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียจะหายดี

แต่ถ้าการอักเสบจากการติดเชื้อแบคทีเรียบริเวณโพรงจมูกและไซนัส ไม่สามารถรักษาให้หายได้ด้วยการใช้ยาเพียงอย่างเดียว แพทย์อาจพิจารณารักษาด้วยการเจาะล้างไซนัสหรือการผ่าตัดด้วย ซึ่งการผ่าตัดไซนัสในปัจจุบัน ส่วนใหญ่ใช้การส่องกล้องผ่านโพรงจมูกโดยไม่ต้องเปิดแผลผ่าตัดจากภายนอก ช่วยลดความเจ็บปวดหลังผ่าตัด และผู้ป่วยสามารถกลับบ้านได้เร็วขึ้น

ว่าแต่ถ้าไม่อยากเป็นหวัดเรื้อรัง วิธีง่ายๆ ต้องออกกำลังกาย พักผ่อนให้เพียงพอ และกินอาหารที่มีประโยชน์ จะช่วยเพิ่มภูมิต้านทานป้องกันแต่เนิ่นๆ ได้ครับ

ที่มา: ASTVผู้จัดการออนไลน์ 3 ตุลาคม 2555

ไซนัสอักเสบ…หวัดเรียกพี่

บรรดาโรคทางเดินหายใจ นอกจากหวัดแล้ว “ไซนัสอักเสบ” ก็เป็นความผิดปกติที่พบบ่อย และมีอาการหลายอย่างเหมือนโรคหวัด เช่น คัดจมูก มีน้ำมูก ไอ จาม ปวดบริเวณใบหน้า ทำให้ไม่แน่ใจว่าเป็นไซนัสอักเสบหรือไม่ ซึ่งหากวินิจฉัยผิดแต่แรกเริ่ม ก็อาจเปิดโอกาสให้เกิดภาวะแทรกซ้อนที่ร้ายแรงตามมา

พญ.วรรนธนี อภิวัฒนเสวี โสต ศอ นาสิกแพทย์ สาขาโรคไซนัสอักเสบและภูมิแพ้ โรงพยาบาลเวชธานี อธิบายว่า ไซนัสอักเสบเป็นการอักเสบของโพรงอากาศด้านข้างจมูก ที่เรียกว่าโพรงไซนัส ซึ่งปกติจะมีอยู่ด้วยกันทั้งหมด 4 ตำแหน่งเป็นคู่ๆ ได้แก่ โพรงอากาศบริเวณหน้าผาก โพรงอากาศบริเวณหัวตา โพรงอากาศบริเวณแก้ม และโพรงอากาศบริเวณฐานกะโหลก

ภาวะไซนัสอักเสบสามารถแบ่งตามระยะของโรคได้ 2 ชนิด คือ ไซนัสอักเสบเฉียบพลัน ที่มีอาการน้อยกว่า 12 สัปดาห์ หายสนิทได้ และไซนัสอักเสบเรื้อรังที่เป็นนานกว่า 12 สัปดาห์ และในช่วงที่เป็นนั้น อาการต่างๆ ไม่มีช่วงที่หายสนิท

“ไม่ว่าใครก็สามารถเป็นไซนัสอักเสบได้ แม้แต่เด็กแรกเกิด แต่บุคคลที่มีโอกาสเป็นง่ายกว่าคนทั่วไป ได้แก่ กลุ่มผู้ที่เป็นโรคภูมิแพ้ทางจมูก มีความผิดปกติของช่องจมูก การติดเชื้อจากการรักษา ผู้ที่มีภูมิต้านทานต่ำ การสูบบุหรี่ และผู้ที่อยู่ในเขตมลภาวะเป็นพิษ” พญ.วรรนธนีอธิบาย

แม้ว่าไซนัสอักเสบจะคล้ายกับไข้หวัดใหญ่ แต่ก็มีความแตกต่างที่สังเกตได้ ดังนี้ ธรรมชาติของไข้หวัดนั้น ผู้ป่วยมักมีอาการใดอาการหนึ่งหรือหลายอาการดังต่อไปนี้คือ จาม น้ำมูกไหล คัดแน่นจมูก ความสามารถในการรับกลิ่นลดลง ปวดหน่วงบริเวณใบหน้า เสมหะไหลลงคอ เจ็บคอ ไอ หูอื้อ มีไข้ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ โดยที่อาการไข้ ปวดเมื่อยและเจ็บคอมักจะดีขึ้นหรือหายไปภายในไม่เกิน 7-10 วัน ส่วนอาการคัดจมูก น้ำมูกไหล และไอ อาจเป็นนานถึงสัปดาห์ที่ 2 และ 3 แต่ก็จะลดความรุนแรงลงเรื่อยๆ

แต่หากอาการต่างๆ ของไข้หวัดไม่ดีขึ้นเลยภายใน 10 วัน หรือดีขึ้นระยะหนึ่งแล้วกลับเป็นซ้ำ ให้พึงระวังไว้ก่อนว่า อาจเกิดภาวะไซนัสอักเสบจากเชื้อแบคทีเรียชนิดเฉียบพลัน ซึ่งผู้ป่วยต้องมีอาการอย่างน้อยสองอาการหรือมากกว่า โดยที่หนึ่งในนั้นต้องมีอาการคัดแน่นจมูก หรือน้ำมูกไหลทางรูจมูกหรือไหลลงคอ ในบางคนอาจพบอาการอื่นร่วมด้วย เช่น ปวดตื้อบริเวณด้านข้างจมูก ใบหน้า และ/หรือ มีการรับกลิ่นผิดปกติไป

“อาการจำเพาะของไซนัสอักเสบคือ พบมูกหนองที่บริเวณช่องข้างจมูกชั้นกลาง ซึ่งเป็นทางระบายมูกจากโพรงไซนัสเข้ามาสู่ช่องจมูก ต้องอาศัยเครื่องมือตรวจพิเศษ จึงจะมองเห็นชัดเจน และยังสามารถเก็บมูกหนองเพื่อทำการเพาะเชื้อตรวจในผู้ป่วยบางคน” คุณหมอกล่าว

อย่างไรก็ตาม การรักษาในบางคน แพทย์อาจพิจารณาตรวจทางรังสีวิทยาร่วมด้วย โดยการทำซีทีที่สามารถบอกรายละเอียดของโรคและโครงสร้างทางกายวิภาคในโพรงจมูกและไซนัสได้เป็นอย่างดี ทั้งยังสามารถวินิจฉัยแยกจากโรคอื่นที่มีลักษณะอาการคล้ายกับไซนัสอักเสบได้ด้วย

พญ.วรรนธนี แนะนำการรักษาไซนัสอักเสบจากเชื้อแบคทีเรียชนิดเฉียบพลันว่า รักษาได้ด้วยยาทั้งยาปฏิชีวนะเพื่อกำจัดเชื้อแบคทีเรีย, ยาพ่นจมูกชนิดสเตียรอยด์, ยาลดการบวม, ยาต้านฮิสตามีนหรือยาแก้แพ้ และการล้างจมูกด้วยน้ำเกลือ ที่จะช่วยลดความหนืดของน้ำมูก และช่วยเพิ่มการทำงานของเซลล์ชนิดมีขนอ่อนไว้พัดโบกในโพรงจมูกและไซนัส รวมถึงการสูดดมไอน้ำร้อน

แต่สำหรับกลุ่มผู้ป่วยไซนัสอักเสบที่รักษาด้วยยาไม่ได้ผล หรือมีการอักเสบเป็นซ้ำหลายครั้ง รวมถึงผู้ที่มีภาวะแทรกซ้อนจากการอักเสบเฉียบพลันทั้งต่อทางตา สมองและกระดูกที่อยู่บริเวณใกล้เคียง อาจต้องรักษาด้วยการผ่าตัดส่องกล้องผ่านทางรูจมูก เพื่อระบายมูกหนองและช่วยปรับอากาศของโพรงไซนัส

“หากพบอาการผิดปกติข้างต้น ควรพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยและรักษาให้ถูกต้อง แม้ในปัจจุบันจะมีการใช้ยาปฏิชีวนะในการรักษาโรคไซนัสอักเสบอย่างแพร่หลาย แต่หากได้รับการดูแลรักษาที่ไม่เหมาะสมหรือไม่ต่อเนื่อง ก็มีโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรง เช่น ลูกตาอักเสบ ฝีหนองในเบ้าตา เยื่อหุ้มสมองอักเสบ และเป็นฝีหนองในเนื้อสมองได้” แพทย์จากโรงพยาบาลเวชธานี ทิ้งท้าย

ทีี่มา: กรุงเทพธุรกิจ 29 กุมภาพันธ์ 2555