ระวังไตพัง เพราะสารกันบูด

dailynews130524_001ก่อนหน้านี้ ผู้เขียนเห็นข่าวผ่านตาว่า มีหน่วยงานภาคประชาชนที่ดูแลเรื่องความปลอดภัยด้านอาหาร เปิดเผยผลการทดสอบสารกันบูดในขนมปังและเค้กแบบพร้อมบริโภค ซึ่งได้มาจากร้านสะดวกซื้อ ซูเปอร์มาเก็ต และร้านเบเกอรี่ จำนวน 14 ตัวอย่าง โดยผลทดสอบนั้น ทำให้ตัวผู้เขียนเองก็อึ้งไปด้วย เพราะพบขนมปังแซนวิชแบรนด์ดัง ที่แสดงฉลากลวงอ้างว่า ไม่ใช้วัตถุกันเสีย แต่กลับตรวจพบการใช้ร่วมกันในตัวอย่างเดียวถึง 2 ชนิด นอกจากนี้ ยังพบว่า 5 ใน 14 ของตัวอย่างที่สุ่มตรวจมีสารกันบูดเกินค่ามาตรฐานไทย และค่ามาตรฐานอาหารสากล

หลังจากมีเรื่องราวที่ว่านี้เกิดขึ้น ผู้เขียนก็ได้รับคำถามมากมายเกี่ยวกับสารกันบูด ดังนั้น มาทำความเข้าใจเรื่องนี้กันดีกว่าค่ะ

‘สารกันบูด’ หรือ ‘วัตถุกันเสีย’ เป็นสารเคมีที่ช่วยในการถนอมอาหาร ช่วยยืดอายุการเก็บรักษา โดยจะชะลอหรือยับยั้งการเจริญเติบโตและทำลายจุลินทรีย์ที่เป็นสาเหตุให้อาหารเน่าเสีย สารกันบูดมีหลายชนิด ที่นิยมใช้กันโดยทั่วไปแบ่งเป็นกลุ่มๆ ได้ ดังนี้

1.กลุ่มกรดและเกลือของกรดบางชนิด เช่น กรดเบนโซอิก และเกลือเบนโซเอต กรดซอร์บิกและเกลือซอร์เบต กรดโปรปิโอนิกและเกลือโปรปิโอเนต ฯลฯ อาหารที่ผสมสารกันบูดเหล่านี้ ได้แก่ กลุ่มเครื่องดื่ม น้ำผลไม้ ซอส ผักผลไม้ดอง แยม เยลลี่ เครื่องแกงสำเร็จรูป และขนมปัง 

2.กลุ่มพาราเบน เช่น เมทธิลพาราเบน โปรปิลพาราเบน นิยมใช้กับอาหารประเภท เครื่องดื่ม น้ำผลไม้ เยลลี่ ขนมหวานต่างๆ และสารปรุงแต่งกลิ่นรส เป็นต้น

 3.กลุ่มซัลไฟต์ ซัลเฟอร์ไดออกไซด์ นิยมใส่ในไวน์ น้ำผลไม้ ผักและผลไม้แห้ง เป็นต้น 

4.กลุ่มไนไตรท์ เกลือไนไตรท์ นิยมใช้กับเนื้อสัตว์ต่างๆ เบคอน แฮม เป็นต้น

การใช้ใช้สารกันบูด ในเรื่องของปริมาณที่ใช้นั้นจะแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับชนิดของอาหาร ซึ่งกระทรวงสาธารณสุขเป็นผู้กำหนดปริมาณที่อนุญาต โดยสารกันบูดเหล่านี้หากใช้ตามที่กฎหมายกำหนด หรือใช้ตามประกาศกระทรวง จะไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อผู้บริโภค แต่หากใช้ในปริมาณมากเกินไป หรือนำไปใช้ไม่เหมาะสม ก็จะก่อให้เกิดอันตรายได้

นอกจากนี้ กระทรวงสาธารณสุขยังห้ามใช้วัตถุกันเสียในอาหารที่ไม่จำเป็นต้องใช้สารกันบูด นั่นก็คืออาหารกระป๋องที่ผ่านการฆ่าเชื้อจุลินทรีย์แล้ว

ผู้ผลิตที่ผสมสารกันบูดลงในอาหารจึงควรคำนึงถึงความปลอดภัยของผู้บริโภค โดยเลือกใช้สารกันบูดให้เหมาะสมกับชนิดของอาหาร และใช้ในปริมาณที่กำหนดเท่านั้น และในระหว่างกรรมวิธีการผลิต จะต้องระมัดระวังการปนเปื้อนของจุลินทรีย์ให้น้อยที่สุด เพราะหากมีจุลินทรีย์ปนเปื้อนมาก ทำให้อาหารเกิดการเน่าเสียมาก่อน การใส่สารกันบูดก็ไม่เกิดผลดีแต่อย่างใด

มาดูอันตรายจากสารกันบูดกันบ้างนะคะ หากในแต่ละวัน เราได้รับสารกันบูดในปริมาณน้อย ร่างกายจะสามารถกำจัดออกทางปัสสาวะได้ตามปกติ แต่หากได้รับในปริมาณมากทุกวัน ตับและไตจะต้องทำงานหนักขึ้น และหากกำจัดออกไปไม่หมด ก็จะเกิดการสะสมในร่างกาย ซึ่งจะทำให้ประสิทธิภาพของตับและไตในการกำจัดสารเคมีเหล่านี้ลดลง และอาจทำให้เกิดอาการเจ็บป่วยต่อตับและไตได้

สารกันบูดในกลุ่มกรดและเกลือของกรดบางชนิด รวมทั้งพาราเบน ถือว่ามีความเป็นพิษต่ำ และสามารถขับออกจากร่างกายได้ แต่ก็มีข้อควรระวัง เช่น เกลือเบนโซเอต โดยทั่วไปแล้วจะค่อนข้างปลอดภัย แต่ก็พบว่าทำให้เกิดอาการแพ้ได้ โดยเฉพาะคนที่เป็นโรคภูมิแพ้ สารกันบูดในกลุ่มซัลไฟต์ แม้จะถูกขับออกจากร่างกายได้ แต่หากได้รับในปริมาณมากเกินไป สารดังกล่าวจะไปลดการใช้โปรตีนและไขมันในร่างกาย นอกจากนี้ยังทำลายไธอามีนหรือวิตามินบี 1 ในอาหารด้วย ส่วนสารกันบูดในกลุ่มไนไตรท์ เช่น ดินประสิว ซึ่งนิยมนำมาใช้กับอาหารประเภทเนื้อสัตว์ หากใช้เกินกว่าที่กำหนด จะทำให้ท้องเสีย คลื่นไส้ อาเจียน วิงเวียนศีรษะ นอกจากนี้ยังมีการศึกษาซึ่งมีข้อบ่งชี้ว่า การได้รับไนไตรท์ในปริมาณมากๆ จะเป็นสาเหตุให้เกิดโรคมะเร็งได้อีกด้วยล่ะค่ะ

ข้อแนะนำสำหรับผู้บริโภคเพื่อหลีกเลี่ยงอันตรายจากสารกันบูด มีดังนี้…

  • ก่อนซื้ออาหารสำเร็จรูป ควรอ่านฉลากอาหารและเลือกอาหารที่ระบุว่าไม่ใส่สารกันบูดหรือวัตถุกันเสีย
  • หากฉลากนั้นไม่ได้ระบุชัดเจนว่าใช้สารกันบูดหรือไม่ ก็ควรหลีกเลี่ยง หรือบริโภคให้น้อยที่สุด
  • หลีกเลี่ยงการซื้ออาหารที่ขายไม่หมดวันต่อวัน
  • หลีกเลี่ยงอาหารที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงที่จะใส่สารกันบูด เช่น แหนม หมูยอ กุนเชียง เนื้อเค็ม และน้ำพริกชนิดต่างๆ เป็นต้น
  • มีการศึกษาพบว่า การลวกหมูยอในน้ำเดือดก่อนนำมารับประทาน จะช่วยลดปริมาณสารกันบูดลงได้ ซึ่งน่าจะได้ผลเช่นเดียวกันในผลิตภัณฑ์จากเนื้อสัตว์อื่นๆ

โดยสรุปก็คือ การใช้สารกันบูดตามปริมาณที่กำหนดจะไม่เกิดอันตรายต่อผู้บริโภค อย่างไรก็ตาม อาจมีผู้ผลิตบางรายที่ละเมิดกฎหมาย ดังนั้นเพื่อความปลอดภัย การหลีกเลี่ยงอาหารที่สุ่มเสี่ยงต่อการใส่สารกันบูดหรือบริโภคแต่น้อย น่าจะดีต่อสุขภาพที่สุดนะคะ.

“PrincessFangy”
twitter.com/PrincessFangy

 

ที่มา  : เดลินิวส์  24 พฤษภาคม 2556

Advertisements

กินโปรตีนหนัก เพิ่มภาระตับ-ไต

สัปดาห์ที่ผ่านมาพูดถึงเรื่องคาร์โบไฮเดรตกันไปแล้วนะคะ ว่าทานอย่างไรให้พอดีกับร่างกาย สัปดาห์นี้มาฟังเรื่องการทานโปรตีนให้เหมาะสมกันบ้างดีกว่าค่ะ

ก่อนอื่น มาทำความรู้จักโปรตีนกันให้ดีก่อนค่ะ โปรตีน เป็นสารอินทรีย์ ซึ่งเป็นโพลิเมอร์สายยาวของกรดอะมิโน ในแง่โภชนาการ โปรตีนเป็นสารอาหารที่ให้พลังงาน โดยโปรตีน 1 กรัม ให้พลังงาน 4 แคลอรี  และถือเป็นส่วนประกอบของร่างกายที่มีปริมาณมากเป็นอันดับสองรองจากน้ำ โดยเป็นส่วนประกอบพื้นฐานของเซลล์ในสิ่งมีชีวิต เช่น เอนไซม์ (enzyme) และฮอร์โมน อย่างไรก็ตาม โปรตีนจำเป็นต่อการดำรงชีวิต การเจริญเติบโต และการเสริมสร้างเนื้อเยื่อส่วนที่สึกหรอของมนุษย์และสัตว์ เมื่อรับประทานอาหารที่มีโปรตีนเข้าไป ร่างกายจะย่อยสลายโปรตีนได้ออกมาเป็นกรดอะมิโน และกรดอะมิโนที่ได้นี้ ร่างกายจะนำไปใช้ประโยชน์ต่าง ๆ ดังนี้…

  • สังเคราะห์โปรตีนต่างๆ ขึ้นใหม่ตามที่ร่างกายต้องการ เช่น สร้างกล้ามเนื้อ โครงกระดูก
  • สังเคราะห์สารอื่น เช่น เป็นตัวตั้งต้นของการสร้างสารส่งสัญญาณประสาท (Neurotransmitter) สังเคราะห์ฮอร์โมนธัยรอกซิน (Thyroxine) และเอนไซม์ เป็นต้น
  • เป็นสารตั้งต้นหรือตัวกลางในการสังเคราะห์กรดอะมิโนตัวอื่นๆ
  • ช่วยเพิ่มการสะสมไกลโคเจนและไขมัน
  • สร้างกลูโคสในยามที่ร่างกายขาดแคลน
  • ให้พลังงานแก่ร่างกาย เมื่อร่างกายขาดคาร์โบไฮเดรตและไขมัน

ส่วนแหล่งอาหารที่มีโปรตีนสำคัญ ได้แก่ เนื้อสัตว์ นม ไข่ ถั่วต่างๆ เช่น ถั่วเหลือง เมล็ดธัญพืช นอกจากนี้ จุลินทรีย์ เช่น ยีสต์ สาหร่าย เห็ด หรือ หนอน แมลงที่กินได้ ก็เป็นแหล่งของโปรตีนที่ดีเช่นกันคะ

นอกจากนี้ โปรตีนนั้นจัดเป็นสารอาหารจำเป็นที่ร่างกายต้องได้รับจากในปริมาณโปรตีนที่เหมาะสม และจะต้องเป็นโปรตีนที่มีคุณภาพ สำหรับด้านปริมาณ หมายถึง ร่างกายควรได้โปรตีนจากอาหารประมาณ 1 กรัมต่อน้ำหนักตัวหนึ่งกิโลกรัมต่อวัน ในกรณีของหญิงตั้งครรภ์ หญิงให้นมบุตร เด็กทารก ผู้ป่วย คนชรา ควรได้รับปริมาณโปรตีนเพิ่มขึ้น ส่วนด้านคุณภาพ หมายถึง ร่างกายจะต้องได้รับโปรตีนที่มีกรดอะมิโนจำเป็นครบถ้วนในสัดส่วนที่พอเหมาะ โปรตีนจากนม ไข่ ปลา และเนื้อสัตว์ มีกรดอะมิโนทุกกลุ่มในสัดส่วนที่ดี ถือว่ามีคุณภาพสูง

แม้เราจะทราบกันว่า แหล่งโปรตีนที่ดีมาจากนม ไข่ ปลา และเนื้อสัตว์ แต่หลายๆกระแส มักแนะให้เลี่ยงบริโภคโปรตีนจากเนื้อสัตว์ เป็นเพราะเกรงว่า เราอาจจะได้รับไขมันที่อยู่ในนม ไข่ เนื้อสัตว์ที่มากเกินความพอดี ดังนั้น ทางที่ดีควรทานโปรตีนที่มีไขมันต่ำกัน อย่าง นมไขมันต่ำ หรือเนื้อปลา เนื้อสัตว์ที่ไม่ติดมันก็ได้

ถึงตอนนี้ มาดูกันคะว่าการกินโปรตีนมากๆ จะมีผลอย่างไรต่อร่างกาย แน่นอนว่าทุกๆ อย่างต้องการความพอดี การทานโปรตีนมากเกินไปจึงเกิดผลเสียต่อร่างกายได้เช่นกัน โดยจะทำให้กรดอะมิโนในเลือดสูง ตับจะต้องทำงานหนักในการทำลายโปรตีนที่เกิน  ไตก็ต้องทำงานหนักในการขับถ่ายกรดยูเรียออกมา   อาหารโปรตีนสูงจึงไม่เหมาะกับคนที่ไตเสื่อม-ไตวาย เนื่องจากจะทำให้ไตต้องทำงานหนักขึ้น เพื่อขับถ่ายของเสียจากโปรตีนในรูปไนโตรเจน-ฟอสฟอรัสที่มีฤทธิ์เป็นกรดมากขึ้น

ในเด็กถ้ากรดอะมิโนสูงขึ้นเรื่อยๆ จะทำลายประสาทหู และประสาทสมอง โดยเฉพาะถ้ากินโปรตีนสูงเกิน 4 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัมต่อวัน

ในผู้ใหญ่ก็เช่นกัน ถ้ากินมากๆ ประมาณวันละ 2-3 กรัมต่อน้ำหนักตัวต่อวัน โดยกินมากติดๆ กัน 3-4 วัน จะรู้สึกคลื่นไส้ อาเจียน กระวนกระวาย กระหายน้ำมาก และยังสามารถดูตัวอย่างได้จากชาวอเมริกันที่นิยมทานโปรตีนวันละ 100 กว่ากรัม ก็จะมีปัญหาในเรื่องการเสื่อมสภาพของเซลล์ และกระดูกกร่อน

ในทางตรงกันข้ามหากทานโปรตีนในปริมาณที่น้อยกว่าความต้องการ จะส่งผลต่อร่างกายมากมาย คือ ทำให้การเจริญเติบโตช้า อ่อนเพลีย การสั่งการของสมองช้ากว่าปกติ ขาดตัวตั้งต้นของการสร้างสารส่งสัญญาณประสาท และการสังเคราะห์ฮอร์โมนธัยรอกซิน รวมถึงเอนไซม์ อีกทั้งร่างกายจะมีความต้านทานโรคต่ำ และเกิดโรคต่างๆ ได้ง่าย เช่น โรคควาชิออร์กอร์ (Kwashiorkor) มักเกิดกับเด็กที่หย่านมใหม่ๆ แล้วไม่ได้รับโปรตีนตั้งแต่อายุยังน้อยๆ พบมากในอายุ 1- 4 ปี เป็นแล้วจะมีอาการบวมไปตามแขน ขา ผมเปลี่ยนสี แห้งและเปราะ ไม่มีกล้ามเนื้อ ถ้ารุนแรงจะมีน้ำคั่งอยู่ในช่องท้อง พุงโร มึนซม ตับโต

และอีกโรคที่เสี่ยงป่วย คือ โรคมารามัส (Marasmus) มักเกิดกับเด็กอายุต่ำกว่า 1 ปี มีลักษณะผอมแห้ง ไม่มีกล้ามเนื้อ ผิวหนังเหี่ยวย่นคล้ายคนแก่ โรคนี้มักจะเกิดร่วมกับโรคควาชิออร์กอร์ จึงเรียกว่า มาราส มิก ควาชิออกอร์

ยังมีนักวิจัยจาก British Heart Foundation ประเทศอังกฤษ ศึกษาพบว่า แม่ตั้งครรภ์ที่ทานโปรตีนน้อย อาจส่งผลต่อการเกิดโรคเบาหวานของลูกเมื่อโตขึ้นได้อีกด้วยนะคะ

มากไปก็ไม่ดี น้อยจนเกินความพอดีก็อันตราย ดังนั้นควรยึดทางสายกลางกันไว้นะคะ อยากมีสุขภาพที่แข็งแรง ไม่เจ็บป่วยง่าย จึงควรใส่ใจสิ่งที่เราจะทานเข้าไปกันสักนิดนะคะ อย่าลืมประโยคสำคัญที่ว่า You are what you eat กันล่ะ.

“PrincessFangy”
twitter.com/PrincessFangy

 

ที่มา: เดลินิวส์ 9 พฤศจิกายน 2555