เครื่องมือตรวจความสมดุลของร่างกาย (Biofeedback)

dailynews140921_02ความเครียดเกิดได้จากหลาย ๆ สาเหตุ ทั้งสาเหตุที่เกิดจากความไม่สมดุลของร่างกาย จิตใจ สิ่งแวดล้อม หลาย ๆ กรณีเป็นสาเหตุของอาการปวดศีรษะ เครื่องมือ Biofeedback อาจช่วยท่านได้

Biofeedback คืออะไร

Biofeedback คือ การฝึกให้ผู้ป่วยสามารถควบคุมร่างกายของตนเองเพื่อสร้างสมดุลภายในร่างกายทำให้มีสุขภาพที่ดีขึ้น โดยการใช้เครื่อง Biofeedback จะทำให้เราสามารถเห็นความเปลี่ยนแปลงภายในร่างกายที่ปกติเราจะไม่สามารถมองเห็นหรือควบคุมได้ เช่น การตึงตัวของกล้ามเนื้อ อุณหภูมิร่างกาย ความดันโลหิต อัตราชีพจรและคลื่นสมองและทำให้เราสามารถเรียนรู้ที่จะควบคุมความเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ เหล่านี้ได้

ทำไมต้องเป็น Biofeedback

ความเครียดแม้เพียงเล็กน้อยในชีวิตประจำวันก็สามารถก่อให้เกิดปัญหาต่อสุขภาพได้ เพราะความเครียดสะสมจะทำให้เกิดความไม่สมดุลของการทำงานภายในร่างกายหลาย ๆ อย่าง และทำให้ระบบควบคุมตนเองเสียไป ซึ่งแพทย์จะใช้เครื่อง Biofeedback เพื่อจะตรวจจัดความไม่สมดุลเหล่านี้ ในขณะรักษา ผู้ป่วยก็สามารถจะเห็นได้ว่าร่างกายตนเองเกิดอะไรขึ้นบ้างเมื่อมีความเครียดเกิดขึ้นและเมื่อได้รับคำแนะนำจากแพทย์ก็จะสามารถปรับปรุงให้ดีขึ้นได้ เมื่อจบการรักษาด้วยเครื่อง Biofeedback แล้ว ผู้ป่วยก็จะสามารถนำสิ่งที่ได้เรียนรู้ไปใช้ในชีวิตประจำวันเพื่อลดปัญหาที่เกิดจากความเครียดได้

Biofeedback เป็นการรักษา ที่ไม่เจ็บตัว ไม่ต้องทานยา ไม่ต้องฉีดยาและไม่ต้องผ่าตัดใด ๆ ทั้งสิ้น แต่เป็นสิ่งสำคัญที่จะฝึกให้ผู้ป่วยเรียนรู้ที่จะควบคุมร่างกายตนเองให้ตอบสนองต่อความเครียดและความเจ็บปวดอย่างเหมาะสมได้

Biofeedback ทำงานอย่างไร

เราสามารถใช้งานเครื่อง Biofeedback ได้ในหลายรูปแบบขึ้นกับภาวะของผู้ป่วย เราจะพบบ่อย ๆ ว่าในผู้ป่วยที่มีความเครียดและวิตกกังวลเรื้อรัง มักจะหายใจเร็วและตื้น ซึ่งจะทำให้เกิดการขาดออกซิเจนในเลือด และจะยิ่งกระตุ้นให้เกิดอาการวิตกกังวลมากขึ้น ซึ่งการใช้ Biofeedback จะช่วยลดโอกาสเกิดอาการเครียดในอนาคตได้

อาการปวดศีรษะซึ่งเป็นอาการสำคัญอีกอย่างหนึ่งของความเครียดสะสมซึ่งมักพบร่วมกับการที่มีความตึงตัวของกล้ามเนื้อบริเวณคอและบ่าเพิ่มขึ้น เครื่อง Biofeedback จะแสดงให้เห็นถึงความตึงตัวของกล้ามเนื้อและช่วยให้ผู้ป่วยสามารถฝึกควบคุมเพื่อลดความตึงตัวของกล้ามเนื้อเหล่านั้นได้

ไมเกรนเป็นอาการปวดศีรษะอีกประเภทหนึ่งที่เกิดจากความผิดปกติของการทำงานของหลอดเลือดซึ่งมักดีขึ้นหลังการฝึกควบคุมอุณหภูมิมือด้วยเครื่อง Biofeedback การเรียนรู้ที่จะเพิ่มอุณหภูมิมือด้วยการทำให้หลอดเลือดที่ฝ่ามือขยายตัวจะช่วยลดปริมาณเลือดที่ไปที่ศีรษะ ซึ่งจะช่วยลดการเกิดไมเกรนได้หลักการของเครื่อง Biofeedback

ร่างกายของเราตอบสนองต่อความเครียดต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นเพียงแค่รถติดอยู่บนท้องถนนหรือการที่ต้องไปสัมภาษณ์งานแบบเดียวกัน โดยการกระตุ้นการทำงานของระบบประสาท ปฏิกิริยาแบบ “สู้หรือหนี” คือสิ่งที่ช่วยป้องกันเราจากอันตรายทางกายซึ่งเป็นปฏิกิริยาเดียวกันกับเมื่อเกิดปัญหาทางจิตใจ เมื่อไม่สามารถหลีกหนีจากสิ่งแวดล้อมที่ทำ ให้เกิดความเครียด ได้ ระบบประสาทจะถูกกระตุ้นอยู่ตลอดเวลา ซึ่งส่งผลให้เกิดปฏิกิริยา ทางกายอื่น ๆ ตามมา เช่น ความตึงตัวของกล้ามเนื้อเพิ่มขึ้น อัตราชีพจรสูงขึ้นและความดันโลหิตเพิ่มขึ้น เป็นต้น และหากสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ไม่ได้รับการแก้ไขก็จะส่งผลให้เกิดโรคทางกายตามมา เช่น ความดันโลหิตสูง เป็นต้น

การใช้ยาอาจช่วยในการควบคุมอาการที่เกิดจากความเครียด แต่การรักษาด้วยเครื่อง Biofeedback เป็นการรักษาที่ต้นเหตุของอาการด้วยการปรับเปลี่ยนการตอบสนองต่อความเครียดให้ดีขึ้น
เครื่อง Biofeedback สามารถรักษาภาวะใดได้บ้าง

ในปัจจุบันมีการนำเครื่อง Biofeedback มาใช้ในการรักษาภาวะต่าง ๆ มากมาย ได้แก่

– อาการปวดศีรษะไมเกรน อาการปวดศีรษะจากความเครียด อาการปวดกรามและอาการปวดเรื้อรังต่าง ๆ
– ความผิดปกติของระบบประสาทอัตโนมัติที่เกิดจากความเครียด
– ภาวะวิตกกังวล รวมถึงอาการวิตกกังวลขั้นรุนแรง (Panic)
– อาการคลื่นไส้อาเจียนจากการให้เคมีบำบัด
– ภาวะนอนไม่หลับ
– ภาวะความดันโลหิตสูงหรือต่ำ
– ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ
– โรคหัวใจ
– ภาวะหอบหืด
– ภาวะปวดประจำเดือน
– อาการที่เกิดจากความผิดปกติของระบบทางเดินอาหาร

ข้อมูลจาก คลินิกปวดศีรษะ โรงพยาบาลพญาไท 1/ http://www.phyathai.com

นายแพทย์สุรพงศ์ อำพันวงษ์

 

ที่มา : เดลินิวส์ 21 กันยายน 2557

น้ำในหูไม่เท่ากัน โรคใกล้ตัวที่ไม่ควรมองข้าม

dailynews140819_01คุณเคยมีอาการเหล่านี้หรือไม่ อยู่ดีๆก็เกิดอาการหน้ามืด วิงเวียนศีรษะคล้ายๆบ้านหมุนโดยไม่รู้สาเหตุ กระเพาะอาหารปั่นป่วน อยากอาเจียน พอลุกขึ้นยืนก็ทรงตัวไม่อยู่ หากคุณมีอาการเหล่านี้คงจะเป็นสัญญาณอย่างหนึ่งว่าคุณอาจเกิดโรคน้ำในหูไม่เท่ากัน ซึ่งเรื่องดังกล่าว พญ.จิรัฐา งามศิริเดช แพทย์ หู คอ จมูก โรงพยาบาลเวชธานี อธิบายถึงโรคดังกล่าวว่าโรคน้ำในหูไม่เท่ากัน หรือ โรคเมเนียร์ (Meniere’s disease) เป็นโรคที่พบได้บ่อย ซึ่งโรคดังกล่าวเกิดจากความผิดปกติของหูชั้นในที่ควบคุมระบบการได้ยินและการทรงตัว ทำให้มีอาการเวียนศีรษะบ้านหมุน การได้ยินลดลง เสียงก้องในหู และแน่นหูได้

สาเหตุของการเกิดโรค พญ.จิรัฐา กล่าวว่า ปัจจุบันยังไม่ทราบแน่ชัดและบางครั้งอาจไม่พบสาเหตุ แต่มีตัวกระตุ้นหลายปัจจัย ทั้งปัจจัยภายนอกและปัจจัยภายใน โดยปัจจัยภายนอกได้แก่ ความเครียด การอดนอน การเปลี่ยนแปลของระดับฮอร์โมนรวมถึงการมีประจำเดือน โรคภูมิแพ้ การติดเชื้อไวรัส หูชั้นกลางอักเสบ หูชั้นในอักเสบ หูน้ำหนวก ซิฟิลิส เยื่อหุ้มสมองอักเสบ เคยประสบอุบัติเหตุที่ศีรษะมาก่อน ปวดศีรษะไมเกรน สำหรับปัจจัยภายใน เกิดจากโรคทางกรรมพันธุ์ พบได้ถึง 10-20% และพบบ่อยในครอบครัวที่เป็นไมเกรน ภาวะร่างกายมีภูมิต้านทานต่อหูชั้นใน ซึ่งผู้ที่มีโอกาสเป็นจะพบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชายอัตราส่วน 2:1 และเมื่ออายุเพิ่มขึ้นจะมีความเสี่ยงที่มากขึ้นด้วยโดยช่วงอายุที่พบมากที่สุดคือระหว่าง 40-70 ปี

พญ.จิรัฐา กล่าวต่อว่า อาการของโรคดังกล่าวจะประกอบไปด้วย 3 กลุ่มอาการ ได้แก่

1.เวียนศีรษะแบบบ้านหมุน โดยปกติมักเป็นทันทีทันใด มีอาการเป็นๆหายๆ อาการเวียนศีรษะบ้านหมุนแต่ละครั้งอาจจะมีอาการประมาณ 2-3 ชั่วโมง และมักมีอาการคลื่นไส้อาเจียนร่วมด้วย
2.ประสิทธิภาพการได้ยินลดลง มักจะมีอาการเป็นๆหายๆ โดยอาจเป็นหูข้างเดียวหรือสองข้างก็ได้ แต่ส่วนใหญ่มักพบเป็นหูข้างเดียวมากกว่า
3.เสียงดังในหู แน่นหู อาจทนเสียงดังไม่ได้

สำหรับการวินิจฉัยของแพทย์ โดยปกติแล้วจะซักประวัติและตรวจร่างกายอย่างละเอียดก็สามารถวินิจฉัยได้หากผู้ป่วยมาด้วยอาการที่เด่นชัดทั้ง 3 อาการดังกล่าว แต่หากอาการไม่ชัดเจนอาจต้องอาศัยเครื่องมือที่ช่วยในการวินิจฉัย ได้แก่
1.การตรวจการได้ยิน
2.การตรวจคลื่นไฟฟ้าในหูชั้นใน
3.การตรวจระบบการทรงตัวของหูชั้นในและการทดสอบแคโรลิก
4.การทดลองให้ยาเพื่อลดปริมาณน้ำในหูชั้นในแล้วสังเกตดูว่าอาการดีขึ้นหรือไม่
5. การตรวจการได้ยินระดับก้านสมอง ในกรณีที่สงสัยว่าอาการเวียนศีรษะเกิดจากก้อนเนื้องอกบริเวณประสาทการได้ยิน
6.การตรวจโดยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่สมอง ในกรณีที่สงสัยว่ามีเนื้องอกบริเวณสมองและระบบประสาท

การรักษาโรคน้ำในหูไม่เท่ากัน พญ.จิรัฐา กล่าวว่า การรักษาจะต้องควบคุมอาการเวียนศีรษะบ้านหมุน ทำให้อาการทางหูและการได้ยินกลับมาปกติ โดยอาศัยความร่วมมือจากผู้ป่วยทางด้านการปฏิบัติตัวและการรักษาด้วยยา ซึ่งการปฏิบัติตัวของผู้ป่วยต้องงดอาหารเค็ม เช่น ขนมซองที่มีเกลือปริมาณมาก เครื่องดื่มบำรุงกำลังบางชนิด งดเหล้า บุหรี่ ชา กาแฟ นอนพักผ่อนให้เพียงพอ ลดเครียด แต่หากรักษาด้วยวิธีปรับเปลี่ยนการปฏิบัติตัวและรักษาด้วยยาร่วมกันแล้วยังไม่ได้ผลอาจจะต้องใช้วิธีทางเลือกอื่นๆเช่น

1.Meniett device เป็นเครื่องมือที่ใส่เข้าไปในหูแล้วให้ผู้ป่วยปรับความดันเอง โดยความดันจากเครื่องมือนี้จะส่งผลไปยังหูชั้นในทำให้อาการเวียนศีรษะดีขึ้น

2.การฉีดยาเข้าในหูชั้นกลาง ปัจจุบันยาที่นิยมมี 2 ชนิด คือ
2.1 Dexamethasone เป็นยาที่ช่วยให้ความถี่ในการเวียนศีรษะลดลงและมีผลอาจช่วยให้การได้ยินดีขึ้น ซึ่งสามารถฉีดบ่อยได้ทุก 1-3 เดือน
2.2 Gentamicin เป็นยาฉีดเพื่อควบคุมอาการเวียนศีรษะ แต่อาจมีผลข้างเคียงเรื่องการได้ยินที่ลดลง

3.การรักษาโดยการผ่าตัด ใช้ในกรณีที่ผู้ป่วยมีอาการมากและรักษาด้วยวิธีการใดก็ไม่ได้ผล ซึ่งการผ่าตัดเพื่อรักษาโรคนี้ มีหลายวิธีแต่ละวิธีมีความเสี่ยง ข้อดีข้อเสียแตกต่างกัน ผู้ป่วยควรปรึกษากับแพทย์ หู คอ จมูกเรื่องรายละเอียดการรักษาก่อนตัดสินใจ

ทั้งนี้ อาการเวียนศีรษะโรคน้ำในหูไม่เท่ากันมิใช่เรื่องที่น่ากลัว หากคุณหรือบุคคลใกล้ชิดมีอาการดังกล่าวสามารถมาพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อรับการรักษาที่เหมาะสม ซึ่งการรักษาอาจต้องใช้ความอดทนและความร่วมมือในจากผู้ป่วย หากช่วยกันก็สามารถทำให้อาการกลับมาเป็นปกติหรือเกือบปกติได้

พญ.จิรัฐา งามศิริเดช
แผนกหู คอ จมูก
โรงพยาบาลเวชธานี

 

ที่มา : เดลินิวส์ 19 สิงหาคม 2557

ศึกษาพบ ‘ไมเกรน’ ส่งผลต่อสมอง

dailynews130909_001ไมเกรน เป็นอาการปวดศีรษะที่เกิดกับคนในปัจจุบันจำนวนไม่น้อย ใครเป็นไมเกรนก็คงรู้ดีว่าทรมานแค่ไหน อย่างไรก็ตาม รายงานในเดลิเมล์ ระบุไว้ว่า ส่งผลกระทบต่อประชากร ร้อยละ 10-15 นอกจากนี้ยังอัพเดทเรื่องราวของไมเกรน ซึ่ง ดร.เมสซุด อชินา จากมหาวิทยาลัยโคเปนเฮเกน ผู้ที่ศึกษาไมเกรน กล่าวว่า โดยทั่วไปแล้ว ไมเกรนนั้นไม่มีผลกระทบกับสมองแต่อย่างใด แต่เมื่อได้ทำการศึกษา ทบทวน และวิเคราะห์ข้อมูลแล้ว แสดงให้เห็นว่า ไมเกรน มีส่วนในการทำลายเนื้อสมองและโครงสร้างสมองด้วย!

หากแบ่งลักษณะไมเกรนตามอาการจะแบ่งได้ 2 กลุ่ม คือ กลุ่มมีอาการนำ และกลุ่มไม่มีอาการนำ ซึ่งจากการศึกษาพบว่า ผู้ที่เป็นไมเกรนแบบมีอาการนำ จะมีความเสี่ยงต่อความผิดปกติของสมองมากกว่า ผู้ที่เป็นไมเกรนแบบไม่มีอาการนำ หรือคิดเป็นร้อยละ 68 ต่อ ร้อยละ 34

อย่างไรก็ตาม ยังมีวารสารการวิจัยเรื่องสมองและระบบประสาท ชี้ให้เห็นว่า ฐานะและรายได้ ก็เป็นปัจจัยที่ก่อไมเกรนเช่นเดียวกัน โดยผู้มีรายได้สูงจะเป็นไมเกรนน้อยกว่าผู้มีรายได้ปานกลาง และต่ำ ขณะที่เพศหญิงพบว่า เป็นไมเกรนมากกว่าเพศชาย

แต่กรณีรายได้กับไมเกรนนั้น ดร.วอลเตอร์ สจ๊วต และซัทเตอร์ เฮลธ์ หน่วยงานด้านสุขภาพแบบไม่แสวงหาผลกำไรแห่งแคลิฟอร์เนีย วิเคราะห์ว่า แม้ผู้ที่มีรายได้ต่ำจะมีอัตราการเป็นไมเกรนสูง แต่ไม่ได้หมายความว่าอาการไมเกรนของคนกลุ่มนี้จะรุนแรงกว่าคนกลุ่นอื่น เพียงแต่กลุ่มคนที่มีรายได้ต่ำนั้นมีอยู่เป็นจำนวนมากในสังคมเท่านั้น.

จิราภา ภิญญสาสน์

ที่มา : เดลินิวส์ 9 กันยายน 2556

.

Related Article:

.

telegraph130829_001

Migraines ‘can cause permanent brain damage’

By Agencies
29 Aug 2013

Migraines can cause permanent brain damage, especially in those who experience flashing lights before the onset, a study has found.

Experts have discovered that migraines, which affect 10 to 15 per cent of the population, raise the risk of “white matter” brain lesions and altered brain volume compared with people without the disorder.

The association was even stronger in those with migraine with aura — when there is a warning sign before the migraine begins. Dr Messoud Ashina, one of the study’s authors from the University of Copenhagen, said: “Traditionally, migraine has been considered a benign disorder without long-term consequences for the brain. Our review and meta-analysis study suggests that the disorder may permanently alter brain structure in multiple ways.”

Dr Ashina reviewed 19 studies to see whether people who experienced migraine had an increased risk of brain lesions, silent abnormalities or brain volume changes on MRI brain scans compared with those without the condition.

The results showed that migraine with aura increased the risk of white matter brain lesions by 68 per cent and migraine with no aura increased the risk by 34 per cent.

The risk for brain abnormalities increased by 44 per cent for those with migraine with aura compared with those without aura. Brain volume changes were also more common in people with migraine and migraine with aura than those with no migraines.

Dr Ashina hopes the study will provide insight into the lasting effects of regular migraines on the brain. He said: “Migraine can cause a substantial personal, occupational and social burden. We hope that through more study, we can clarify the association of brain structure changes to attack frequency and length of the disease. We also want to find out how these lesions may influence brain function.”

Another study, also featured in the journal Neurology, supported previous research which shows that migraines are more common among people with lower incomes. Migraine was found in one in five women between the age of 25 and 34 from high-income households, compared with 29 per cent of those with middle income and 37 per cent of those with low income. For men in the age range, 5 per cent in high-income households had migraine, compared with 8 per cent in middle income and 13 per cent in low income.

However, the results failed to support the theory that stress increases the rate of migraine in those on low incomes. Researchers found that while stress among those on a low income can bring migraines on in the first place, it has no effect on how long a person suffers from migraines.

Dr Walter Stewart, of Sutter Health, a not-for-profit health system in northern California, said: “A higher percentage of people have migraine in low-income groups because more people get migraine, not because people in lower income groups have migraine for a longer period of time. Because the remission rate does not differ by income, it means that the duration of time that people have migraine is not different by income level.

“These results strongly support the theory that stressors associated with lower income play an important role in the relationship between migraine and income. Identifying these factors may be a crucial step toward developing prevention strategies.”

(Edited by Andrew Marszal)

SOURCE : www.telegraph.co.uk

.

bbc130828_001

Migraine sufferers’ brains ‘show structural differences’

28 August 2013

There are structural differences in parts of the brain between people who have migraines and those who do not, according to a review by Danish researchers.

The analysis of 20 separate studies, in the journal Neurology, showed changes in the brain’s white matter and tiny lesions could be detected.

However, the reason for the differences and their impact are unclear.

Experts said more research needed to be conducted to explain the findings.

Dr Messoud Ashina, from the University of Copenhagen, said: “As a neurologist I see many patients with migraine who ask – does it damage my brain?”

He reviewed studies which had used MRI scans to examine the brains of patients with migraine.

It showed “white matter abnormalities” and mini-stroke like lesions were more common in migraine sufferers – particularly those who experience “aura” symptoms – than in people without migraines.

Dr Ashina said: “Migraine is associated with structural changes, but how and why we don’t know”.

Dr Mark Weatherall, a neurologist at Charing Cross hospital in London and the Migraine Trust, said: “It’s a very interesting and useful exercise to have done this and it reinforces the question, what are we seeing?

“These changes, what do they mean, are they real, are they relevant and are they indicating progressive changes in the brain?”

Dr Fayyaz Ahmed, chair of the British Association for the Study of Headache, said: “It’s been well known for some time that migraineurs, particularly those with aura, have silent high signal intensity lesions in the brain more than the general population. However, the significance of this remains uncertain.

“It would be too premature to say that a migraineur’s brain is at high risk of future structural or functional problems unless there are long term longitudinal studies done.”

SOURCE : www.bbc.co.uk

Biofeedback นวัตกรรมกำจัดความเครียด

Credit : thatmword.com

Credit : thatmword.com

ความเครียดแม้เพียงเล็กน้อยในชีวิตประจำวันก็สามารถก่อให้เกิดปัญหาต่อสุขภาพได้ เพราะความเครียดสะสมจะทำให้เกิดความไม่สมดุลของการทำงานภายในร่างกายหลายๆ อย่าง และทำให้ระบบควบคุมตนเองเสียไป ฉะนั้น การควบคุมหรือบริหารจัดการกับความเครียดจึงเป็นเรื่องที่ไม่ควรมองข้าม หรือถ้าคิดไม่ออกก็สามารถปรึกษาแพทย์ได้ โดยเฉพาะในปัจจุบันมีนวัตกรรมการกำจัดความเครียดที่เรียกว่า Biofeedback เป็นตัวช่วย

จากข้อมูลของคลินิกปวดศีรษะ โรงพยาบาลพญาไท 1 ระบุว่า Biofeedback เป็นเครื่องตรวจวัดความไม่สมดุลของการทำงานภายในร่างกาย ด้วยการฝึกให้ผู้ป่วยสามารถควบคุมร่างกายของตนเอง เพื่อสร้างสมดุลภายในร่างกาย ทำให้มีสุขภาพที่ดีขึ้น การใช้เครื่อง Biofeedback จะทำให้เราสามารถเห็นความเปลี่ยนแปลงภายในร่างกายที่ปกติเราจะไม่สามารถมองเห็นหรือควบคุมได้ เช่น การตึงตัวของกล้ามเนื้อ อุณหภูมิร่างกาย ความดันโลหิต อัตราชีพจรและคลื่นสมอง รวมทั้งทำให้สามารถเรียนรู้ที่จะควบคุมความเปลี่ยนแปลงต่างๆ เหล่านี้ได้

Biofeedback เป็นการรักษาที่ไม่เจ็บตัว ไม่ต้องทานยา ไม่ต้องฉีดยา และไม่ต้องผ่าตัดใดๆ ทั้งสิ้น แต่เป็นสิ่งสำคัญที่จะฝึกให้ผู้ป่วยเรียนรู้ที่จะควบคุมร่างกายตนเอง ให้ตอบสนองต่อความเครียดและความเจ็บปวดอย่างเหมาะสมได้ อาทิ แพทย์จะพบบ่อยๆ ว่า ในผู้ป่วยที่มีความเครียดและวิตกกังวลเรื้อรังมักจะหายใจเร็วและตื้น ทำให้เกิดการขาดออกซิเจนในเลือด และจะยิ่งกระตุ้นให้เกิดอาการวิตกกังวลมากขึ้น การใช้ Biofeedback จะช่วยลดโอกาสเกิดอาการเครียดในอนาคตได้ และอาการปวดศีรษะเป็นอาการสำคัญอีกอย่างหนึ่งของความเครียดสะสม มักพบร่วมกับการมีความตึงตัวของกล้ามเนื้อบริเวณคอและบ่าเพิ่มขึ้น เครื่อง Biofeedback จะแสดงให้เห็นถึงความตึงตัวของกล้ามเนื้อ และช่วยให้ผู้ป่วยสามารถฝึกควบคุมเพื่อลดความตึงตัวของกล้ามเนื้อเหล่านั้นได้

ไมเกรนเป็นอาการปวดศีรษะอีกประเภทหนึ่ง ที่เกิดจากความผิดปกติของการทำงานของหลอดเลือด ซึ่งอาการมักดีขึ้นหลังการฝึกควบคุมอุณหภูมิมือด้วยเครื่อง Biofeedback การเรียนรู้ที่จะเพิ่มอุณหภูมิมือด้วยการทำให้หลอดเลือดที่ฝ่ามือขยายตัว จะช่วยลดปริมาณเลือดที่ไปที่ศีรษะ ซึ่งจะช่วยลดการเกิดไมเกรนได้ เมื่อผู้ป่วยได้รับการฝึกด้วยเครื่อง Biofeedback ไปเรื่อยๆ ผู้ป่วยก็จะสามารถเรียนรู้วิธีการควบคุมอาการและร่างกายของตนเองได้ดีขึ้น จนในที่สุดผู้ป่วยก็จะสามารถควบคุมร่างกายได้โดยไม่จำเป็นต้องใช้เครื่อง Biofeedback อีกต่อไป

ในปัจจุบันมีการนำเครื่อง Biofeedback มาใช้ในการรักษาภาวะต่างๆ มากมาย ได้แก่ อาการปวดศีรษะไมเกรน อาการปวดศีรษะจากความเครียด อาการปวดกรามและอาการปวดเรื้อรังต่างๆ ความผิดปกติของระบบประสาทอัตโนมัติที่เกิดจากความเครียด ภาวะวิตกกังวล รวมถึงอาการวิตกกังวลขั้นรุนแรง (Panic) อาการคลื่นไส้อาเจียนจากการให้เคมีบำบัด ภาวะนอนไม่หลับ ภาวะความดันโลหิตสูงหรือต่ำ ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ โรคหัวใจ ภาวะหอบหืด ภาวะปวดประจำเดือน และอาการที่เกิดจากความผิดปกติของระบบทางเดินอาหาร.

ที่มา :ไทยโพสต์ 30 มกราคม 2556

ปวดหัวไมเกรน ก่อ 2 โรคร้าย

dailynews130121_002โรคไมเกรนหรือโรคปวดศีรษะชนิดหนึ่ง เกิดจากความผิดปกติของระบบประสาทที่หลอดเลือดแดงบริเวณศีรษะ ผู้ที่ป่วยคงรู้ดีว่า โรคนี้เรื้อรัง ไม่สามารถรักษาให้หายขาด แต่ก็มียาที่ใช้รักษาและป้องกันการเกิดอาการได้

อย่างไรก็ตาม มีข้อมูลที่ผู้ป่วยไมเกรนควรรู้เพื่อระวังปัญหาสุขภาพอื่นๆ ตามมา เพราะเมื่อไม่นานมานี้ สถาบันประสาทแห่งอเมริกา เผยว่า ช่วง 15 ปีที่ผ่านมา ได้ทำการติดตามภาวะสุขภาพของผู้หญิงกลุ่มตัวอย่าง 27,860 ราย ในจำนวนดังกล่าว มีผู้ที่ป่วยเป็นไมเกรน ชนิดมีอาการนำอยู่ 1,435 ราย โดยไมเกรนแบบมีอาการนำนี้หมายถึง ก่อนปวดศีรษะ 5-20 นาที จะเกิดความผิดปกติทางสายตา มีอาการตาพร่ามัว ตาลาย ภาพที่มองเห็นดูบิดเบี้ยวมีแสงวาบ

และที่สำคัญยังพบว่า จำนวนของผู้หญิงที่ป่วยไมเกรนตามข้อมูลข้างต้น ในเวลาต่อมา มี 1,030 ราย ป่วยเป็นโรคหัวใจวาย หรือไม่ก็เป็นโรคหลอดเลือดสมอง

อุบัติการณ์ดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า ไมเกรนมีส่วนก่อโรคหัวใจและหลอดเลือดสมอง ซึ่ง ดร.โทเบียส เคิร์ธ จากโรงพยาบาลหญิงบริกแฮมในบอสตัน ขยายความเพิ่มเติมว่า ไมเกรนแบบที่มีอาการนำก่อนปวดศีรษะนั้น ทำให้ผู้ป่วยมีความเสี่ยงสูงขึ้นเป็น 2 เท่า ในการป่วย 2 โรคอันตราย คือ โรคหัวใจวาย และโรคหลอดเลือดสมองในอนาคต ขณะที่ไมเกรนแบบไม่มีอาการนำก็ก่อความเสี่ยงได้เช่นกัน แต่น้อยกว่า

ความเสี่ยงที่ว่านี้ ยังถือเป็นปัจจัยเสี่ยงรองหรือปัจจัยที่ 2 เนื่องจากภาวะความดันโลหิตสูงต่างหากที่เป็นปัจจัยเสี่ยงหลักนำโรคหัวใจและหลอดเลือดสมองมาเยือน

นอกจากนี้ สถาบันประสาทแห่งอเมริกายังมีผลการศึกษาชี้ให้เห็นอีกว่า ผู้หญิงที่เป็นไมเกรนแบบมีอาการนำและใช้ฮอร์โมนคุมกำเนิด อาจทำให้เกิดลิ่มเลือดอุดตันหลอดเลือดได้

ได้รู้ข้อมูลเช่นนี้แล้ว ใครเป็นไมเกรน อย่าเพิ่งรีบด่วนสรุปว่าในอนาคตต้องป่วยโรคหัวใจวาย หรือโรคหลอดเลือดสมองเสมอไป เพราะถ้าดูแลรักษาสุขภาพตนเองให้ดีทุกด้าน โรคร้ายต่าง ๆ ก็ยากที่จะเข้ามาทำร้ายสุขภาพ.

ทีมเดลินิวส์ออนไลน์
takecareDD@gmail.com

ที่มา : เดลินิวส์  21 มกราคม 2556

.

Related Article :

.

Women who suffer from severe migraines are at an increased risk of suffering a heart attack or stroke, according to the study

Women who suffer from severe migraines are at an increased risk of suffering a heart attack or stroke, according to the study

Migraines are the second biggest risk factor for women suffering a heart attack or stroke

  • Severe migraines with visual disturbances, known as aura, are the second biggest risk factor
  • Only high blood pressure was a bigger factor
  • Findings come from 15 year study of 27,860 women

By JAMES RUSH

PUBLISHED: 06:36 GMT, 16 January 2013

 

Women who suffer from severe migraines accompanied by visual disturbances may be at an increased risk of heart attacks and stroke.

Scientists have said only high blood pressure was a bigger indicator of a stroke or heart attack than migraines with aura, as the condition is known when accompanied by vision problems including flashing lights.

The landmark 15-year study followed 27,860 women, of who 1,435 had migraine with aura.

While previous studies have suggested migraine with aura is linked to a doubling of the risk of a stroke or heart attack, never before has it been named as the second biggest factor.

Over the years there were 1,030 cases of heart attack, stroke or death from a cardiovascular ailment, according to the report from the American Academy of Neurology.

Study author Dr Tobias Kurth said: ‘After high blood pressure, migraine with aura was the second strongest single contributor to risk of heart attacks and strokes.

‘It came ahead of diabetes, current smoking, obesity, and family history of early heart disease.’

Only high blood pressure was a bigger indicator of heart attacks or strokes, the study found

Only high blood pressure was a bigger indicator of heart attacks or strokes, the study found

Dr Kurth, of the Brigham and Women’s Hospital in Boston and the French National Institute of Health, is also a fellow of the American Academy of Neurology.

He said the risk for migraine-plagued women with aura was three times greater than for those with migraines that lacked this disturbance.

A second study released by the same academy said women who had migraines with aura and took hormonal contraceptives were more likely to have blood clots.

Both studies will be presented at the academy’s annual meeting in March in San Diego, California.

SOURCE: dailymail.co.uk

คลื่นเสียงระฆัง-ทฤษฎีสี ทางเลือกบำบัดโรคเซลล์เสื่อม

Credit: dealwatch.com.au

การบำบัดโรคด้วยคลื่นเสียงจากระฆัง หรือ “Tibetien Singing Bowl” นับเป็นแพทย์ทางเลือกศาสตร์หนึ่งที่มีต้นกำเนิดมาจากประเทศทิเบตนานกว่า 3,000 ปี ซึ่งการทำงานนั้นเป็นการใช้คลื่นเสียงของระฆังในการปรับคลื่นสมองให้สงบอยู่ในระดับ “Alpha Wave” หรือสภาวะที่เรียกว่าคลื่นสมาธิ ซึ่งคลื่นเสียงดังกล่าวไม่เพียงทำให้ร่างกายเกิดความสงบและความผ่อนคลาย แต่ยังฟื้นฟูและปรับสภาพเซลล์ในร่างกาย ที่เสื่อมสภาพจนก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพนั้นกลับมาสมดุล หรือหายจากอาการเจ็บป่วยต่างๆ เช่น อาการปวดไมเกรน นอนไม่หลับ ปวดเมื่อยร่างกาย ความดันโลหิตสูง ภาวะเครียด โรคกระเพาะอาหาร ซึมเศร้า ซึ่งการรักษาโรคด้วยวิธีดังกล่าวสามารถทำได้ด้วยตนเอง โดยอาศัยอุปกรณ์ 2 ชิ้นที่เรียกกันว่า บาตร หรือ “ทาโด้บาตร” และ “ปูจา” ท่อนไม้เล็กๆ สำหรับใช้วนรอบบาตรเพื่อให้เกิดเสียงกังวาน

นพ.ชัชดนัย มุสิกไชย แพทย์ประจำศูนย์สุขภาพนครธนอายุวัฒนา รพ.นครธน อธิบายถึงวิธีการบำบัดด้วยคลื่นเสียงจากระฆังหรือบาตรทิเบตว่า “เริ่มจากที่ให้ผู้บำบัดนั่งหรือยืนตัวตรง จากนั้นแบมือข้างหนึ่งออกแล้ววางบาตรลงบนฝ่ามือ แล้วใช้มืออีกข้างหนึ่งจับ “ปูจา” หรือท่อนไม้วนตามเข็มนาฬิกาไปรอบๆ บริเวณขอบบาตรด้านนอก พร้อมๆ กับหลับตาทำสมาธิ หรือการหายใจเข้าออกสลับกัน วนไปเรื่อยๆ จนกว่าจะมีเสียงกังวานของระฆังออกมา (เสียงระฆังของแต่ละคนจะดังไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับสมาธิของผู้ฝึก ซึ่งการหลับตาทำสมาธิจะช่วยได้) ซึ่งคลื่นเสียงจากระฆังนั้นจะช่วยทำให้ผู้บำบัดเกิดสมาธิ และนำมาสู่การฟื้นฟูเซลล์ในร่างกายที่สึกหรอให้กับมาทำงานปกติ” สำหรับระยะเวลาในการบำบัดด้วยวิธีนี้ คุณหมอบอกว่าอยู่ที่ประมาณ 3-5 นาที ซึ่งสามารถทำได้บ่อยตามต้องการ

พร้อมกันนี้ คุณหมอได้ยกตัวอย่างถึงวิธีการใช้คลื่นเสียงระฆังในการรักษาโรคไมเกรนว่า “เนื่องจากไมเกรนนั้นเกิดจากการที่เส้นเลือดในสมองเกิดการขยายตัวจนไปดึงเยื่อหุ้มสมอง จึงส่งผลให้เส้นเลือดในสมองหดตัวจนเกิดอาการปวดศีรษะ ดังนั้นคลื่นเสียงดังกล่าวจะเป็นตัวที่ทำให้คลื่นสมองเกิดความสงบ เมื่อสมองสงบ จิตใจและร่างกายจะผ่อนคลาย จึงส่งผลให้เส้นเลือดที่หดเกร็งตัวคลายกลับสู่สภาวะปกติ”

เนื่องจากในร่างกายมนุษย์ประกอบไปด้วย 7 จุดจักระสำคัญที่ทำให้สุขภาพร่างกายแข็งแรงสมบูรณ์ หาก 7 จุดจักระนี้เคลื่อนไหวได้ไม่ดี ก็จะทำให้เซลล์เส้นประสาทที่เป็นตัวควบคุมการทำงานของอวัยวะส่วนต่างๆ ในร่างกายนั้นทำงานเสื่อมถอย จนก่อให้เกิดผลเสียต่อสุขภาพ นพ.ชัชดนัยให้ข้อมูลว่า “สามารถใช้คลื่นเสียงจากระฆังเพื่อบำบัดอาการป่วย ร่วมกับใช้ทฤษฎีของสีมาช่วยฟื้นฟูการเสื่อมสภาพของ 7 จุดจักระในร่างกายได้” โดยอธิบายให้ทราบถึงโรคที่มาพร้อมกับการบกพร่องของ 7 จุดจักระนี้ว่า “

สำหรับจักระจุดที่ 1 นั้นอยู่บริเวณทวารหนัก ซึ่งผู้ป่วยมักประสบกับปัญหา “ระบบสืบพันธุ์เสื่อมสภาพ” ดังนั้นการใช้สีแดงซึ่งเป็นสีที่ตรงกับจักระ เช่น การใส่เสื้อผ้าสีแดงก็ช่วยบำบัดโรคได้

ส่วนจักระที่จุด 2 นั้นอยู่บริเวณใต้สะดือลงมา 2 นิ้ว หรือที่เรียกกันว่าจุดกำหนดสมาธิ ซึ่งแทนด้วยสีส้ม นอกเหนือจากการบำบัดด้วยคลื่นเสียงระฆังแล้ว การเลือกรับประทานผักผลไม้สีส้มจะช่วยบรรเทา ”อาการฟุ้งซ่านหรือไม่มีสมาธิ” ลงได้

จักระจุดที่ 3 อยู่บริเวณลิ้นปี่ ผู้ที่เกิดความบกพร่องกับจักระจุดดังกล่าวนั้นจะมีอาการของโรค ”กระเพาะอาหาร” ดังนั้นการบำบัดโดยการวางบาตรไว้ข้างเตียง เพื่อรับคลื่นเสียงระฆัง และการใส่เสื้อผ้าที่มีสีเหลืองก็จะช่วยบรรเทาอาการของโรคลงได้

ส่วนจักระจุดที่ 4 นั้นอยู่ที่บริเวณหัวใจ ซึ่งจะส่งผลให้ผู้ป่วยมีอาการ ”ความดันโลหิตสูง” ดังนั้นผู้ป่วยสามารถลดอาการดังกล่าวลงโดยการออกไปสูดอากาศจากต้นไม้สีเขียว และใช้การบำบัดโรคด้วยระฆังใบเล็ก (ระฆังหรือบาตรประกอบด้วย 3 ขนาด เล็ก กลาง ใหญ่)

สำหรับจักระจุดที่ 5 อยู่บริเวณคอ ผู้ป่วยจะประสบกับอาการ “ไทรอยด์ต่ำ” จนทำให้ร่างกายพองและบวมน้ำ ดังนั้นควรแก้ไขด้วยการเปลี่ยนสิ่งของเครื่องใช้เป็นสีฟ้า

และจักระจุดที่ 6 อยู่บริเวณดวงตาที่ 3 หรือระหว่างคิ้วทั้งสองข้าง หากเกิดความผิดปกติกับจุดดังกล่าวจะส่งผลให้เกิดอาการ “นอนไม่หลับ” การปรับบรรยากาศภายในห้องนอนให้เป็นสีคราม จะช่วยทำให้นอนหลับง่ายขึ้น

สำหรับจักระจุดที่ 7 นั้นอยู่บริเวณกลางกระหม่อม ซึ่งอาจทำให้เกิดอาการของ “โรคซึมเศร้า” ดังนั้นการรับประทานผักผลไม้ที่มีสีม่วง ซึ่งเป็นสีประจำจักระดังกล่าว ควบคู่ไปกับบำบัดด้วยเสียงจากระฆัง ก็จะช่วยทำให้ร่างกายกลับมากระปรี้กระเปร่าและดูมีชีวิตชีวามากขึ้น คุณหมอกล่าว สำหรับผู้ที่สนใจสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ไทยเมดิคอลสปา 0-2450-9912.

ที่มา: ไทยโพสต์  6 พฤศจิกายน 2555

.

Related Video :

.

Chakras Cleansing Guided Meditation *NEW*

 

Root Chakra Meditation with Tibetan singing bowls

ไมเกรน…ปวดจริงหรือคิดไปเอง

คุณปวดหัวข้ามวันหรือไม่ ปวดหัวแล้วร้าวไปที่ต้นคอ หัวไหล่ เลยหรือเปล่า มักจะคลื่นไส้ อาเจียนเวลาที่ปวดหัวมากๆ ใช่ไหม กินพาราแล้วไม่หายปวดหัวใช่หรือไม่

ถ้าคำตอบมากกว่า 2 ข้อ ยินดีด้วยว่าคุณ “ไม่ได้” เป็นไมเกรน (คำถามทั้ง 4 ข้อ ไม่มีข้อไหนที่เกี่ยวกับไมเกรนเลย)

นพ.อุเทน บุญอรณะ แพทย์โรคสมอง โรงพยาบาลบีเอ็นเอช ตั้งข้อสังเกตว่า ทุกวันนี้คนที่เดินเข้ามาพบแพทย์ด้วยอาการปวดหัว จะวินิจฉัยเองเสร็จสรรพว่าตัวเองเป็นไมเกรน ทั้งที่จริงแล้วหารู้ไม่ว่า 100 คนที่ปวดหัวจะมีเพียง 1 คนที่เป็นไมเกรน หรือน้อยกว่านั้น คุณจะ “โชคร้าย” ขนาดนั้นเชียวหรือ

อาการปวดหัวไมเกรน จริงๆ แล้วมีการดำเนินโรคที่สั้นเพียง 4 ชั่วโมง แต่เป็นช่วงเวลาที่แสนทรมาน การอยู่นิ่ง โดยไม่ต้องการให้ใครมารบกวน ไม่ต้องแม้คนช่วยนวดขมับ เพราะเพียงอากาศไหวในห้อง ก็ทำให้อาการปวดเพิ่มขึ้นได้

คุณหมออธิบายว่า อาการปวดหัวเป็นโรคปลายทางที่เกิดขึ้นจากหลายสาเหตุที่เป็นปัจจัยกระตุ้น ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นอะไรก็ปวดหัวได้ เป็นหวัดก็ปวดหัว เครียดมากก็ปวดหัว อากาศร้อนก็ปวดหัว แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่า ปวดหัวครั้งนี้เหมือนกับครั้งที่ผ่านมา

อาการปวดหัวครึ่งซีกมีความหลากหลาย เช่น อาการปวดศีรษะแบบคอมเพล็กซ์ ที่ไม่ได้ปวดหัวอย่างเดียว แต่มีอาการปวดเนื้อ ปวดตัว ร่วมกับท้องผูก ท้องเสีย ใจสั่น เหงื่อแตก เป็นโรคกลุ่มอื่นไปก็มีเหมือนกัน

คุณหมอ บอกว่า คนไข้บางคนมาพบแพทย์เพราะสงสัยว่าตัวเองเป็นโรคกระเพาะ จากอาการท้องผูกสลับกับท้องเสีย ไปหาหมอหัวใจด้วยอาการใจสั่น ปิดท้ายด้วยแผนกสูตินรีเวชเพื่อแก้ปัญหาตัวร้อนวูบวาบ แต่แท้จริงแล้วอาการทั้งหมดนี้สามารถหายไปได้เพียงแค่ทานยาแก้ปวดหัว

“ปัญหาของคนไข้เมืองกรุงส่วนใหญ่คือชอบวินิจฉัยตัวเองแบบผิดๆ กินยาผิดๆ หลายคนกินยาไมเกรนทั้งที่ไม่ได้เป็น และหารู้ไม่ว่ายามีส่วนกระตุ้นให้มีโอกาสเป็นไมเกรนได้ในอนาคต รวมทั้งความเสี่ยงที่จะดื้อยา และต้องปรับมาใช้ยาในกลุ่มที่แรงขึ้นเพื่อระงับอาการปวด” คุณหมอกล่าว

ในความเป็นจริงแล้ว อาการปวดหัวสามารถค้นหาสาเหตุได้ จากการซักประวัติอย่างละเอียด คำถามจากผู้เชี่ยวชาญจะช่วยค้นหาคำตอบที่ต้องการได้อย่างตรงจุด ประกอบกับผลตรวจร่างกายคร่าวๆ โรคนี้ไม่มีการเจาะเลือด เอ็กซ์เรย์ ทำ MRI หรือ CT Scan

การรักษาอาการปวดหัวในบางรายสามารถทำได้โดยไม่ต้องใช้ยา บางคนเป็นไมเกรนกินกาแฟแล้วกลับดีขึ้น ต้องอย่าลืมว่า “คาเฟอร์กอต” (Cafergot) ตัวยาที่ใช้รักษาไมเกรนนั้นมาจากกาแฟอีน ซึ่งในอดีตที่ยังไม่มียารักษาอาการปวดหัว ก็มีการนำกลิ่นกาแฟอโรมาเข้ามาใช้รักษาอาการปวด

คุณหมอตั้งข้อสังเกตว่า คนที่ปวดหัวแล้วไม่หาย ส่วนหนึ่งมาจากการขาดข้อมูลที่ถูกต้อง ทำให้การรักษาไม่ถูกทาง หรือชอบเปลี่ยนหมอไปเรื่อยๆ ซึ่งในความเป็นจริงการที่พบแพทย์คนเดิมที่เข้าใจในตัวโรค จะช่วยได้มากในเรื่องของการปรับยา

“สาเหตุของอาการปวดหัวอาจเล็กน้อยเท่ามด หรือใหญ่เท่าตึกเอ็มไพร์ แม้ยาทุกตัวจะประสิทธิภาพดีเท่ากัน แต่ปัญหาคือยาตัวไหนเหมาะหรือไม่เหมาะกับคนไข้ ดังนั้นการวินิจฉัยอย่างถูกต้องจะช่วยให้เลือกกลุ่มยาได้ถูกกับโรค” คุณหมออธิบาย

อย่างไรก็ตาม ปัญหาที่พบคือคนที่เป็นโรคปวดหัวส่วนใหญ่จะปล่อยปละละเลย ไม่สนใจที่จะรักษา โดยไม่รู้ว่าอาการปวดหัวเรื้อรังทำให้สุขภาพชีวิตแย่ลง และเป็นสาเหตุที่ทำให้สมองเสื่อมตอนที่อายุมากขึ้น อีกทั้งมีโอกาสเป็นอัลไซเมอร์ได้เร็วขึ้นด้วย

ดังนั้น ปวดหัวครั้งต่อไปก่อนจะวินิจฉัยตัวเองว่าเป็นไมเกรน อย่าลืมตั้งคำถามว่า คิดไปเองรึเปล่าว่ากินยาแก้ป่วย (พารา) แล้วไม่หาย? การทานยาไม่ครบโด๊สด้วยกลัวว่ายาจะเป็นอันตรายต่อตับและไต เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ประสิทธิภาพของยาไม่ได้ผล

ในความเป็นจริงแล้ว พาราเซตามอล 500 มิลลิกรัม 1 เม็ด ใช้ได้สำหรับคนที่น้ำหนักตัว 25-30 กิโลกรัม ปริมาณที่เหมาะสมคือ 2 เม็ด แต่ถ้า 2 เม็ดไม่หาย เพิ่มเป็น 3 เม็ดได้ โดยไม่เป็นอันตราย ขณะเดียวกัน พาราเซตามอลจะเป็นอันตรายก็ต่อเมื่อ คนไข้น้ำหนักมาตรฐาน 50-60 กิโลกรัม ได้รับยาเกิน 14 เม็ด ต่อวัน

อย่าลืมว่า ยา คือสารเคมีที่มีทั้งข้อดีมีข้อเสีย ดังนั้น การทานยาที่ถูกต้องจะช่วยแก้อาการปวดศีรษะได้อย่างยั่งยืน สำหรับคนที่ “คิดไปเอง” ว่าเป็นไมเกรน!

ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ 13 มิถุนายน 2555

ลดไมเกรนด้วยการเลี่ยงปัจจัยเสี่ยง

เรืออากาศโท นพ.กีรติกร ว่องไววาณิชย์ อายุรแพทย์สมองและระบบประสาท โรงพยาบาลกรุงเทพ กล่าวว่า ไมเกรนเป็นโรคปวดศีรษะที่มีความรุนแรงมาก พบได้บ่อยในทุกเพศและทุกวัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในผู้หญิงวัยทำงาน ทำให้เกิดผลกระทบทั้งทางด้านร่างกาย จิตใจและสังคม ไมเกรนเป็นโรคที่เกิดจากความไวของสมองมีมากกว่าปกติ สิ่งกระตุ้นชนิดต่างๆ จากทั้งภายในและภายนอกร่างกาย สามารถทำให้เกิดอาการปวดศีรษะไมเกรนขึ้นมาได้ ดังนั้นการหลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้นเป็นการรักษาวิธีหนึ่งที่ผู้ป่วยไมเกรนสามารถทำได้เอง โดยที่ไม่เสียค่าใช้จ่ายและไม่มีผลแทรก เช่น การสังเกตประเภทของอาหารและเครื่องดื่มที่กระตุ้นให้เกิดอาการปวดศีรษะ ก็จะช่วยทำให้อาการปวดศีรษะลดน้อยลง

สำหรับกลุ่มอาหารที่กระตุ้นอาการปวดศีรษะนั้น คุณหมอกล่าวว่ามีดังนี้

1.สารไทรามีน (Tyramine) พบว่าเป็นองค์ประกอบธรรมชาติในอาหาร เช่น เนยแข็งที่บ่ม ปลารมควัน เนื้อสัตว์ที่ผ่านกรรมวิธียืดอายุ ของหมักดอง อาหารที่มีส่วนประกอบของยีสต์ เบียร์ เป็นต้น ผู้ที่มีความไวต่อสารไทรามีน เมื่อรับประทานอาหารเหล่านี้เข้าไป จะทำให้เกิดอาการปวดศีรษะอย่างรุนแรง

2.สารแอสปาร์แตม (Aspartame) เป็นสารให้ความหวานซึ่งหวานกว่าน้ำตาลปกติ 180–200 เท่า ถึงแม้จะไม่มีการรับรองอย่างเป็นทางการว่าเป็นสารที่ทำให้เกิดอาการปวดศีรษะไมเกรน แต่ก็พบว่าในผู้ป่วยบางรายมีอาการปวดศีรษะหลังรับประทานสารตัวนี้

3.ผงชูรส (Monosodium glutamate; MSG) เป็นสารปรุงแต่งรสชาติอาหารที่ใช้กันอย่างกว้างขวาง มักถูกใช้สำหรับปรุงรสชาติอาหารให้อร่อย ใช้ในอาหารกระป๋อง และอาหารพร้อมรับประทาน กลไกการกระตุ้นให้เกิดอาการปวดศีรษะอาจมาจากการกระตุ้นให้มีการหลั่งสารสื่อประสาทบางชนิด หรือไปกระตุ้นให้เซลล์ของผนังหลอดเลือดหลั่งสารไนตริกออกไซด์ ซึ่งเป็นสารที่ทำให้หลอดเลือดเกิดการขยายตัว นำไปสู่อาการปวดศีรษะในที่สุด

4.ไนเตรตและไนไตรท์ (Nitrates and Nitrites) เป็นสารกันบูดที่ใช้ในการถนอมอาหาร อาหารหมักดอง หรืออาหารรมควัน เช่น ไส้กรอก เนื้อรมควัน หรือปลารมควัน หลังจากรับประทานอาหารที่มีสารดังกล่าวอาจทำให้เกิดอาการปวดศีรษะในทันที หรืออาจจะใช้เวลานานกว่านั้น เป็นนาทีหรือเป็นชั่วโมงก็ได้ กลไกการกระตุ้นให้ปวดศีรษะอาจเกิดจากสารดังกล่าวไปกระตุ้นให้ร่างกายหลั่งสารไนตริกออกไซด์ หรือสารที่ทำให้หลอดเลือดขยายตัวชนิดอื่นๆ ส่งผลให้หลอดเลือดขยายตัว ผู้ป่วยที่มีความไวต่อสารนี้ ควรหลีกเลี่ยงอาหารที่มีส่วนประกอบของทั้งโซเดียม ไนไตรท์ และโซเดียม ไนเตรต โพแทสเซียม ไนไตรท์ และโพแทสเซียม ไนเตรต

5.เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ (Alcohol) โดยเฉพาะในไวน์แดง พบเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดอาการปวดศีรษะไมเกรนได้บ่อย อาจจะทำให้มีอาการปวดศีรษะภายใน 3 ชั่วโมงหลังจากดื่ม หรือเกิดตามมาในช่วงท้ายก็ได้ สาเหตุเกิดจากไวน์มีส่วนประกอบของไทรามีน ซัลไฟท์ ฮีสตามีน และสารฟลาโวนอย ซึ่งสารเหล่านี้สามารถกระตุ้นให้เกิดอาการปวดศีรษะได้

6.กาเฟอีน เป็นสารที่พบในกาแฟ ชา โซดา และช็อกโกแลต ซึ่งรวมถึงยาแก้ปวดศีรษะที่มีส่วนผสมของสารนี้ กาเฟอีนจะมีผลต่อระบบประสาทส่วนกลาง ขึ้นกับขนาดที่รับประทานเข้าไป โดยปกติจะพบในน้ำอัดลม 115 มิลลิกรัม กาเฟอีนในขนาด 50–300 มิลลิกรัมมีผลทำให้ร่างกายตื่นตัว หากมากว่า 300 มิลลิกรัม จะทำให้เกิดอาการวิตกกังวล กระสับกระส่าย นอนไม่หลับ หงุดหงิด กาเฟอีนสามารถกระตุ้นให้ปวดศีรษะ และยังสามารถช่วยลดอาการปวดศีรษะได้ ขึ้นอยู่กับขนาดและความถี่ของการใช้ ในผู้ป่วยที่มีอาการปวดศีรษะ แนะนำให้หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มอาหารหรือยาที่มีส่วนประกอบของกาเฟอีน

นอกจากนี้ การนอนพักผ่อนให้เพียงพอและตรงตามเวลาทุกวัน ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ไม่หักโหมจนเกินไป งดสูบบุหรี่ เนื่องจากการสูบบุหรี่จะเพิ่มความเสี่ยงจากโรคหลอดเลือดสมองตีบ (Ischemic stroke) งดเครื่องดื่มที่มีกาเฟอีน เช่น กาแฟ ชา น้ำอัดลม เครื่องดื่มชูกำลัง และถ้าอาการปวดศีรษะรุนแรงมากขึ้น หรือมีลักษณะเปลี่ยนแปลงไป ควรปรึกษาแพทย์ทันที ก็สามารถลดอัตรากการเกิดไมเกรนได้.

 

ที่มา: ไทยโพสต์ 19 เมษายน 2555

ไมเกรน เลี่ยงได้ไม่ยาก

อายุรแพทย์แนะนำวิธีหยุด/หลีกเลี่ยงอาการปวดศีรษะไมเกรน โดยไม่ต้องพึ่งยา หนึ่งในเรื่องทรมานที่พบมากในหญิงวัยทำงาน

ก่อนที่จะพึ่งยาแก้ปวดไมเกรนครั้งต่อไป ลองมาดูว่ามีวิธีไหนที่ช่วยบรรเทา หรือหยุดอาการปวดหัวให้หมดไปได้ จากคำแนะนำของ เรืออากาศโท นพ.กีรติกร ว่องไววาณิชย์ อายุรแพทย์จากคลินิกโรคปวดศีรษะ ศูนย์สมองและระบบประสาท โรงพยาบาลกรุงเทพ

เพราะการกินยาไม่ใช่คำตอบสุดท้าย บางคนกินยาเข้าไปแล้วอาการปวดก็ยังไม่หาย แถมยังสะสม ส่งผลกระทบต่อตับและไตตามมาในภายหลัง หรือในคนไข้บางคนที่ไม่สามารถกินยาแก้ปวดไมเกรน เนื่องจากมีโรคประจำตัว เช่น โรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง ยาไมเกรนจึงไม่ใช่ทางออกเสมอไป

แล้วถ้าไมเกรนมาเยือนครั้งต่อไป จะต้องทำอย่างไร คุณหมอ บอกว่า อันดับแรกจะต้องหาสาเหตุของอาการปวด โดยสังเกตดูว่าทุกครั้งที่มีอาการปวดหัว เริ่มต้นจากอะไร เพราะแต่ละคนมีความไวต่อสิ่งกระตุ้นรอบตัวแตกต่างกัน

“บางคนอาการป่วยมาพร้อมกับความเครียด และพักผ่อนที่ไม่เพียงพอ บางคนเริ่มปวดหัวหลังการเผชิญกับแสงแดดจ้าในเวลากลางวัน หรืออากาศที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว บางคนรู้สึกปวดหัวทุกครั้งที่เข้าไปอยู่ในสถานที่ที่มีเสียงดัง หรือได้กลิ่นฉุนจากน้ำหอม กลิ่นควันธูป เหล่านี้คือปัจจัยยอดฮิตที่ทำให้อาการปวดกำเริบ และเป็นปัญหาใหญ่ของคนไข้ไมเกรนในปัจจุบัน”คุณหมอกล่าว

นอกจากปัจจัยที่ว่ามาแล้ว อาหารบางประเภทยังมีส่วนเสริมทำให้ไมเกรนกำเริบ เช่น อาหารแปรรูปอย่างไส้กรอกรมควัน ที่มีส่วนผสมของสารกันบูด อาหารประเภทหมักดอง ผงชูรส น้ำตาลเทียม ผลไม้บางชนิด เช่น กล้วย เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ไวน์แดง เบียร์ เครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของกาเฟอีน กาแฟ ชา โกโก้ น้ำอัดลม ตลอดจนชีสและผงชูรส

หรือผู้หญิงการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนในช่วงมีรอบเดือน ทำให้สมองมีความไวต่อสิ่งกระตุ้นมากขึ้น และการอดอาหารก็เป็นปัจจัยหนึ่งที่กระตุ้นไมเกรนได้เช่นกัน เมื่อค้นหาสาเหตุเจอแล้ว สิ่งที่ควรทำคือหลีกเลี่ยง หรือหยุดปัจจัยเสี่ยงเหล่านั้นให้ได้

คุณหมอย้ำว่า การที่คนไข้เดินทางมาพบแพทย์ จะช่วยให้ได้รับการรักษาที่ถูกต้อง เหมาะสมกับอาการที่เป็น แม้กระทั่งข้อปฏิบัติในการทานยาไมเกรนที่หลายคนอาจยังไม่รู้ เช่น เมื่อรู้สึกปวดแล้วให้รีบกินทันทีเพื่อระงับอาการ แทนที่จะทนให้อาการปวดรุนแรงก่อนถึงจะกินยา ซึ่งเป็นผลเสีย เพราะเมื่อร่างกายเข้าใจว่ายอมรับกับอาการปวดได้ ก็จะเริ่มปรับระดับความรุนแรงเพิ่มขึ้น

“การค้นหาสาเหตุให้พบจะนำมาสู่การรักษาอย่างถูกวิธี เพราะหลายครั้งที่แพทย์ตรวจพบว่า สาเหตุของไมเกรนไม่ได้มากจากปัจจัยกระตุ้นจากภายนอก แต่เป็นอาการปวดที่มาจากปัจจัยภายใน เช่น ปวดไมเกรนจากโรคหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท ซึ่งต่อให้ทานยาเป็นประจำก็ใช่ว่าจะหาย”คุณหมอกล่าว

นอกจากการตรวจวินิจฉัยหาสาเหตุของไมเกรนด้วยเครื่องมือทางการแพทย์ ปัจจุบันมีการนำเทคนิคใหม่ในการวินิจฉัยและรักษาอาการปวดศีรษะอย่างได้ผล เช่น ไบโอฟีดแบ็ค (Biofeedback) เพื่อวัดการทำงานของร่างกายขณะปวดหัว เปรียบเทียบกับในยามที่ร่างกายปกติ ไม่ว่าจะเป็น อัตราการเต้นของหัวใจ กล้ามเนื้อ ความดัน อุณหภูมิ ใช้เป็นเกณฑ์ในการฝึกร่างกายให้ผ่อนคลาย กำหนดลมหายใจ ลดอาการเกร็งของกล้ามเนื้อ เพื่อให้อาการปวดค่อยๆ ทุเลา และทานวิตามินเสริม เช่น วิตามินบี 2 เกลือแร่ และโคเอนไซม์คิว10

ส่วนกรณีอาการปวดจากหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท จากความผิดปกติของโครงสร้างร่างกาย ท่านั่ง ยืน เดิน หรือนอนที่ไม่ถูกต้อง ทำให้กล้ามเนื้อทำงานไม่สมดุล และเกิดการฉีกขาดได้นั้น การทำกายภาพบำบัดที่มีส่วนช่วยแก้อาการปวดหัวได้เช่นกัน

เทคนิคสุดท้ายที่จะหลีกเลี่ยงไมเกรนคือ การแพทย์ทางเลือกอย่าง การฝังเข็มบริเวณหน้าผาก ขมับ ท้ายทอย กลางกระหม่อม และกระบอกตา จะช่วยให้เส้นลมปราณที่ติดขัด ไหลเวียนได้สะดวก ช่วยฟื้นฟูกล้ามเนื้อบริเวณที่มีปัญหาให้กลับมาทำงานได้ดีขึ้น ผลจากฝังเข็ม 10 ครั้ง ใน 1 เดือน สามารถบรรเทาอาการปวดในช่วง 6 เดือนถึง 1 ปี

 

ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ 24 เมษายน 2555

ปวดศีรษะที่พบบ่อย – เครียดและไมเกรน

เมื่อกล่าวถึงเรื่องของการ “ปวดศีรษะ” นับเป็นอาการที่เกิดขึ้นกับมนุษย์เราได้บ่อยที่สุด และในขณะเดียวกันก็สร้างความทุกข์ทรมานให้ผู้ที่เป็นได้มากด้วยเช่นกัน อาการปวดศีรษะเกิดได้จากหลายปัจจัย ทั้งปัจจัยภายในสมองของผู้ป่วย และปัจจัยภายนอก แต่ละส่วนยังสามารถแยกออกเป็นโรคได้อีกหลายชนิด ดังนั้นเพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมในการดูแลสุขภาพ เราไปร่วมเรียนรู้เกี่ยวกับอาการปวดศีรษะที่พบได้บ่อย และทางเลือกในการรักษาว่าสามารถทำได้ด้วยวิธีใดบ้าง พร้อมทั้งแนวทางในการดูแลตนเองให้ห่างไกลจากอาการปวดศีรษะ

อาการปวดศีรษะ มีลักษณะอาการที่แตกต่างกัน แนวทางการรักษาจึงสามารถจำแนกออกได้หลายส่วน ทั้งการรักษาด้วยยา การผ่าตัด และการรักษาโดยไม่ใช้ยา การพิจารณาวิธีในการรักษาแพทย์จะพิจารณาจากสาเหตุของการเกิดโรคและความเหมาะสมของผู้ป่วยแต่ละรายเป็นสำคัญ สำหรับสาเหตุของการปวดศีรษะที่เกี่ยวกับสมองและระบบประสาท สามารถแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ 

การปวดศีรษะที่มีสาเหตุจากในสมอง (ไม่มีการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพของเนื้อสมอง) เช่น เนื้องอกในสมอง เลือดออกในสมอง ความดันสมองเพิ่มผิดปกติ ภาวะเยื่อหุ้มสมองอักเสบ เป็นต้น โดยสามารถตรวจได้จากการตรวจร่างกายทางสมอง การซักประวัติผู้ป่วยรายละเอียดของการปวดศีรษะ ลักษณะการปวด ตำแหน่ง เวลาที่เกิดอาการ ระยะเวลาการปวด ความรุนแรง เป็นสิ่งที่สำคัญอย่างมาก และเมื่อพบข้อบ่งชี้ที่ชัดเจนจะตรวจเพิ่มเติมด้วยคลื่นสนามแม่เหล็ก (Magnetic Resonance Imaging : MRI), การตรวจคอมพิวเตอร์สมอง (Computerized Tomography : CT Scan) หรือการเจาะหลังเพื่อหาสาเหตุของโรค

การปวดศีรษะแบบไม่พบสาเหตุชัดเจน  โดยโรคที่พบบ่อย ได้แก่ ไมเกรน การปวดหัวจากกล้ามเนื้อเกร็งตัว

ไมเกรน คือ โรคของระบบการรับความรู้สึกของเส้นเลือดไวผิดปกติ จึงส่งผลให้เกิดอาการปวดตุ๊บ ๆ ปวดศีรษะด้านใดด้านหนึ่ง ไมเกรนมีอาการเฉพาะตัวคือ ปวดตุ๊บ ๆ ปวดรุนแรง ปวดติดต่อกัน 4-72 ชม. ปวดข้างเดียว หรือย้ายข้างไปมาหรือย้ายตำแหน่ง เป็น ๆ หาย ๆ ซึ่งไมเกรนจะมีความสัมพันธ์กับสิ่งกระตุ้น เช่น รอบเดือน อาหารบางชนิดและอาจมีสัญญาณนำที่เรียกว่า “ออร่า”

การปวดหัวจากกล้ามเนื้อเกร็งตัว (Tension-type headache) จะมีอาการปวดเป็นประจำ ปวดตื้อ ๆ หนัก ๆ ที่ขมับ หน้าผาก ทั่วศีรษะ ปวดช่วงที่อากาศร้อน บ่าย ๆ เย็น ๆ หลังจากทำงานมานาน ๆ สาเหตุของโรคเกิดจากการใช้สายตามาก นั่งทำงานนาน ๆ เครียด การนอนหลับพักผ่อนไม่เพียงพอ

แนวทางการรักษา เมื่อตรวจวินิจฉัยและทราบสาเหตุของการปวดศีรษะแล้ว แพทย์จะพิจารณารักษาตามอาการ และสำหรับการรักษาการปวดศีรษะแบบไม่ทราบสาเหตุที่ชัดเจน สามารถแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ การรักษาทางยา และการรักษาโดยไม่ใช้ยา มีดังนี้

การทำกายภาพบำบัด สำหรับหลักการใช้เครื่องมือทางกายภาพบำบัดกับผู้ที่มีอาการปวดศีรษะร่วมกับอาการปวดคอ เพื่อช่วยลดอาการเกร็งของกล้ามเนื้อต้นคอ เพราะโดยปกติผู้ที่ปวดศีรษะบ่อย ๆ จะมีอาการปวดต้นคอทั้ง 2 ข้างร่วมด้วย โดยเครื่องมือทางกายภาพบำบัดส่วนใหญ่จะเป็นเครื่องที่ให้ความร้อน เช่น การประคบแผ่นร้อน การนวดด้วยคลื่นอัลตราซาวด์ และการนวดด้วยมือตามตำแหน่งที่มีการเกร็งของกล้ามเนื้อ และเมื่อกล้ามเนื้อบริเวณต้นคอมีการคลายตัวจะส่งผลให้เลือดที่ไปเลี้ยงสมองไหลเวียนได้ดีขึ้น จึงเป็นการช่วยบรรเทาอาการปวดคอและผลพลอยได้ที่จะตามมาคือ อาจทำให้อาการปวดศีรษะบรรเทาลง แต่ทั้งนี้ผลที่ได้จะขึ้นกับโรคของผู้ป่วยเป็นสำคัญ

สำหรับผู้ป่วยปวดศีรษะที่ไม่สามารถทำกายภาพบำบัดได้ คือ ผู้ที่เป็นโรคเกี่ยวกับระบบสมอง และประสาท เช่น โรคเนื้องอกในสมอง การติดเชื้อของน้ำไขสันหลัง เป็นต้น ดังนั้นกลุ่มผู้ป่วยที่แพทย์จะส่งต่อให้รักษาด้วยการทำกายภาพบำบัดส่วนมากจะเป็นกลุ่มที่มีอาการปวดศีรษะร่วมกับอาการปวดคอการประเมินอาการเพื่อการรักษาที่ตรงจุด

เพื่อให้การทำกายภาพบำบัดเกิดประโยชน์สูงสุดกับผู้ป่วยในแต่ละราย ขั้นตอนแรกในการรักษานักกายภาพบำบัดจะซักประวัติ ตรวจร่างกาย ประเมินอาการจากตำแหน่งของการปวด ลักษณะการเคลื่อนไหว อิริยาบถที่ทำให้เกิดอาการ และให้ทราบว่าอาการปวดคอมีความสัมพันธ์กับอาการปวดศีรษะอย่างไร เช่น มีอาการปวดศีรษะก่อนและจึงเกิดอาการปวดคอตามมา หรือมีอาการปวดคอขึ้นก่อนจึงค่อยมีการปวดศีรษะตามมา เป็นต้น เพื่อพิจารณาระยะของโรค ความรุนแรงและตำแหน่งของโรค ก่อนเลือกวิธีในการทำกายภาพบำบัดให้กับผู้ป่วยแต่ละราย ได้แก่

แผ่นประคบร้อน (Hot Pack)  เพื่อเพิ่มการไหลเวียนเลือด ลดการเกร็งตัวของกล้ามเนื้อ

การรักษานวดด้วยคลื่นอัลตราซาวด์ (Ultrasound therapy) เป็นเครื่องรักษาด้วยคลื่นเสียงความถี่สูง ใช้ลดอาการปวด ลดการอักเสบของเนื้อเยื่อ เพิ่มความยืดหยุ่นของข้อต่อในชั้นลึก ลดอาการบวม และช่วยเร่งการซ่อมแซมเนื้อเยื่อ รวมทั้งคลายการเกร็งตัวของกล้ามเนื้อ

การทำจิตบำบัดและการโปรแกรมจิตใต้สำนึกใหม่

สำหรับการรักษาผู้ที่มีอาการปวดศีรษะจากความเครียดสามารถแบ่งได้เป็น 2 กรณี คือ

1. การรักษาในระดับจิตรู้สำนึก Counseling หรือจิตบำบัด กรณีของผู้ที่ปวดศีรษะจากความเครียดด้วยปัญหาที่ระบุได้ชัดเจน เช่น ทำงานหนัก ปัญหาหนี้สิน ครอบครัว เรื่องส่วนตัว เรื่องสังคม เป็นต้น

2. การรักษาในระดับจิตใต้สำนึก ในกรณีของผู้ที่มีความฝังใจสะสมอยู่เดิม และส่งผลให้เกิดความเครียดในปัจจุบัน จึงต้องใช้วิธีการรักษาด้วยการสะกดจิตบำบัด (Hypnotherapy) เป็นลักษณะของการล้างใจ (Mental Detox) และสำหรับสะกดจิตบำบัดเป็นส่วนหนึ่งของศาสตร์ที่ในปัจจุบันเรียกได้อีกชื่อว่า การโปรแกรมจิตใต้สำนึกใหม่ (Neuro – Linguistic Programming : NLP) ด้วยการเคลียร์ ล้าง และโปรแกรมจิตใต้สำนึกใหม่ให้กับผู้ที่มีความเครียด นอนไม่หลับเรื้อรัง กลัวเกินเหตุ อารมณ์ฉุนเฉียวง่ายโดยไม่มีเหตุผล มีปัญหาความสัมพันธ์กับผู้อื่น ผู้ที่คิดลบกับตนเองตลอด ซึ่งการรักษาจะใช้ภาษาและดนตรีบำบัดเข้ามามีส่วนร่วม โดยจะใช้เพลงที่มีท่วงทำนองเหมาะสมสื่อนำให้ผู้ป่วยเข้าสู่โหมดคลื่นสมองเทต้า (Theta Brainwave) เนื่องจากคลื่นสมองเทต้า เป็นภาวะที่มนุษย์เราจะอยู่ในภาวะครึ่งหลับครึ่งตื่น เป็นช่วงเวลาที่เหมาะกับการรักษาด้วยวิธีการสะกดจิตบำบัด เพื่อเปลี่ยนสิ่งที่อยู่ในจิตใต้สำนึกให้เป็นสิ่งที่มีประโยชน์ สามารถดำเนินต่อไปสร้างผลดีให้กับชีวิต เพราะถ้าหากเกิดความเครียดในระดับจิตใต้สำนึกและไม่ได้รับการบำบัดที่ต้นตอ ปัญหานั้นอาจส่งผลมากกว่าแค่ความเครียด มีผลกระทบกับชีวิตเรื้อรังเป็นความกดดัน มีปัญหาสุขภาพ และทำให้เกิดปัญหาความสัมพันธ์ด้านอื่น ๆ ตามมาได้อีกด้วย การโปรแกรมจิตใต้สำนึกใหม่ นอกเหนือจากเพื่อบำบัดต้นตอของความเครียดที่ส่งผลกับปัญหาการปวดศีรษะแล้ว ยังสามารถทำเพื่อโปรแกรมชีวิตในมุมบวก ซึ่งจะมีผลอยู่ในช่วงระยะเวลาหนึ่ง เช่น การพัฒนาศักยภาพการทำงาน, การสร้างความคิดให้เด็กรักในการเรียน

แนวทางในการรักษาผู้ที่มีอาการปวดศีรษะทั้งในระดับจิตรู้สำนึกและระดับจิตใต้สำนึก สามารถนำ ดนตรีบำบัด (Music Therapy) เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการรักษาได้ โดยพิจารณาเลือกใช้ตามความเหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละราย ดนตรีบำบัด คือ การนำดนตรีหรือองค์ประกอบอื่น ๆ ทางดนตรี มาประยุกต์ใช้เพื่อปรับพัฒนา รักษา ด้านจิตใจ อารมณ์ ที่มีหลักการและหลักเกณฑ์ในแต่ละโหมดของสภาวะทางจิตใจ กับผู้ที่มีอาการปวดศีรษะจากความเครียดโดยไม่ต้องใช้ยา เพราะดนตรีก็เป็นเสมือนยาที่ได้จากการฟังเช่นเดียวกัน

ทั้งนี้ ปัจจุบันเราเลือกใช้ดนตรีบำบัดจากการฟังเพลงเพื่อรักษาผู้ป่วย เนื่องจากเป็นการบำบัดที่สามารถทำได้ทุกที่ ทุกเวลา ไม่ต้องใช้เครื่องดนตรี สามารถปฏิบัติได้ง่าย แค่คัดสรรให้คลื่นเสียงไปปรับคลื่นสมองให้สมดุล สำหรับคลื่นสมองของคนเราสามารถแบ่งได้เป็น 4 กลุ่ม ได้แก่

* คลื่นเบต้า (Beta Brainwave) อยู่ในภาวะที่รู้สึกตัว แต่มีความเครียด หงุดหงิด

*คลื่นอัลฟ่า (Alpha Brainwave) คืออยู่ในภาวะที่รู้สึกตัว ผ่อนคลาย สบายใจ เช่น ช่วงที่สวดมนต์ นั่งสมาธิ

* คลื่นเทต้า (Theta Brainwave) เป็นช่วงที่อยู่ในภาวะครึ่งหลับครึ่งตื่น เช่น เวลาที่นอนหลับไม่สนิทและฝัน ขณะขับรถและมีหลับใน เป็นต้น

* คลื่นเดลต้า (Delta Brainwave) เป็นคลื่นสมองที่ช้าที่สุด เกิดขึ้นในขณะนอนหลับ เป็นช่วงที่ร่างกายกำลังพักผ่อนอย่างเต็มที่ หลับลึกโดยไม่มีความฝัน

เพลงที่นำมาใช้ส่วนใหญ่จะเป็นไปเพื่อให้เกิดความผ่อนคลายและเพื่อให้นอนหลับได้สนิท แต่สิ่งสำคัญที่สุดของดนตรีบำบัดด้วยการฟังเพลง คือ การเลือกแนวเพลงจะต้องได้รับการคัดสรรจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อให้คลื่นเสียงของเพลงตรงกับคลื่นสมองที่ต้องการบำบัดและถูกต้องกับช่วงเวลาในการใช้ชีวิต

– การฝังเข็ม

การดูแลตนเอง สามารถทำได้โดยการปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์ เช่น การหาช่องทางบริหารและจัดการกับความเครียดด้วยตนเอง ทำจิตใจให้ผ่อนคลาย ปล่อยวาง นอนหลับให้สนิท หลีกเลี่ยงปัจจัยที่เป็นตัวกระตุ้นทำให้ปวดศีรษะ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ

ข้อมูลจาก ศูนย์สมองและระบบประสาท โรงพยาบาลพญาไท 2 / http://www.phyathai.com

นายแพทย์สุรพงศ์ อำพันวงษ์

 

ที่มา: เดลินิวส์ 12 กุมภาพันธ์ 2555