“หลังยาว”เผาชีวิต หนักกว่าอ้วนอึ้ดทึ่ด

thairath150119-1อุตส่าห์ลงทุนศึกษาผู้คนจำนวนไม่ต่ำกว่า 300,000 คน มาเป็นเวลานานตั้ง 12 ปี ถึงได้ทราบความลับว่าขาดการออกกำลังยิ่งร้ายกว่าการปล่อยตัวให้อ้วนใหญ่เสียอีก

ยังทำให้นักวิจัยมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์แห่งอังกฤษ รู้ด้วยว่าการทำตัวให้หลังยาว ไม่ออกกำลังเลย ทำให้ชาวเมืองน้ำชาต้องเสียชีวิตลงเปล่าๆปลี้ๆ ปีละประมาณ 676,000 คน เมื่อเทียบกับจำนวนคนตายเพราะความอ้วน มีปีละ 337,000 รายเท่านั้น ทั้งที่แค่เจียดเวลาออกกำลังเพียงแค่อย่างต่ำ วันละ 20 นาทีเท่านั้น ก็จะเป็นมงคลแก่ชีวิตเหลือหลาย ไม่ว่าคนเราจะอ้วนแค่ไหน จะได้ผลบุญจากการออกกำลังด้วยกันทั้งนั้น

ผู้ที่เกียจคร้านในการออกกำลังจะต้องเสี่ยงภัยจากโรคภัยต่างๆนับไม่ถ้วน คนอ้วนๆยังจะตายยากกว่ากัน

ผลการศึกษาเปิดเผยอยู่ในวารสาร “โภชนศาสตร์คลินิก” ของสหรัฐฯ.

ที่มา : ไทยรัฐ  19 มกราคม 2558

Advertisements

NCD โรคไม่ติดต่อ โดย ผศ.ดร.พญ.มยุรี หอมสนิท

manager140625_01“องค์การอนามัยโลกระบุว่า โรคที่เกิดจากการใช้ชีวิตของคนในปัจจุบันทั่วโลก เกิดจากกลุ่มโรคเรื้อรัง NCD มากถึง 68%”
NCD ย่อมาจาก Non Communicable Disease หรือกลุ่มโรคไม่ติดต่อ โรคกลุ่มนี้เกิดได้จากหลายสาเหตุ แต่ที่สำคัญและก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพในคนส่วนใหญ่ ได้แก่ โรคที่เกิดจากการใช้ชีวิตอย่างไม่เหมาะสม ทั้งในการบริโภคอาหาร การออกกำลังกาย ร่วมกับความเสื่อมของร่างกายตามอายุ ซึ่งทำให้เกิดโรคเรื้อรัง เช่น โรคเบาหวาน โรคไขมันในเลือดสูง โรคความดันโลหิตสูง กระดูกพรุน มะเร็ง โรคเหล่านี้อาจนำไปสู่โรคที่รุนแรงยิ่งขึ้น เช่น โรคหลอดเลือดหัวใจ โรคไตเรื้อรัง และโรคสมองเสื่อมจากสาเหตุต่างๆ ทำให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตแย่ลง มีความพิการ หรือแม้แต่เป็นสาเหตุของการเสียชีวิตได้

จากรายงานขององค์การอนามัยโลก พ.ศ.2551 (ไม่แตกต่างจากสถานการณ์ปัจจุบันมากนัก) มียอดผู้เสียชีวิต 57 ล้านคน ปรากฏว่า 36 ล้านคน หรือ 63% เกิดจากโรคที่ไม่ติดต่อ อันดับ 1 คือ โรคหลอดเลือดหัวใจ (48% หรือ 17.28 ล้านคน) โรคมะเร็ง (21% หรือ 7.6 ล้านคน) โรคระบบหายใจเรื้อรัง (12% หรือ 4.2 ล้านคน) และโรคเบาหวาน (ที่เป็นสาเหตุโดยตรง 3.5% หรือ 1.3 ล้านคน) ซึ่งทั้งหมดนี้เกิดมาจากพฤติกรรมการสูบบุหรี่ การไม่ออกกำลังกาย การรับประทานอาหารที่ไม่เหมาะสม รวมทั้งการดื่มแอลกอฮอล์มากไป

และจากพฤติกรรมยังเป็นที่มาของโรคความดันโลหิตสูง ทำให้เป็นสาเหตุของการเสียชีวิตถึง 16.5% ของทั่วโลกจากการสูบบุหรี่ และจากน้ำตาลในเลือดสูง 9% การไม่ออกกำลังกาย 6% และน้ำหนักเกิน 6% หรือภาวะอ้วนเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตถึง 5% อีกด้วย

จากสถิติจะเห็นได้ว่า คนทุกวัยมีสิทธิ์ที่จะเป็น แต่โรคเรื้อรังกลุ่มนี้มักพบในผู้สูงอายุ ที่มีการใช้ชีวิตที่ไม่ดีต่อสุขภาพ การสูบบุหรี่ทำให้มีผู้เสียชีวิต 6 ล้านคนทุกปี รวมถึงผู้ที่เสียชีวิตจากการสูดควันบุหรี่จากผู้อื่น และคาดการณ์ว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 8 ล้าน นอกจากนี้ยังมีผู้เสียชีวิต 3.2 ล้านคน จากการที่ออกกำลังกายไม่เพียงพอ มีผู้เสียชีวิต 2.5 ล้านคน จากการดื่มแอลกอฮอล์ 1.7 ล้านคน เสียชีวิตจากการรับประทานผลไม้และผักน้อยไป

ปัจจุบันแนวโน้มผู้ป่วยกลุ่มโรค NCD ได้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งมีอายุน้อยลงเรื่อยๆ ซึ่งเราพิจารณาจากน้ำหนักตัวของประชากร ที่อยู่ในเกณฑ์เกินมาตรฐานมีจำนวนเพิ่มขึ้น ทำให้เกิดปัจจัยเสี่ยงที่จะเกิดกลุ่มโรค NCD

ที่มา : ASTVผู้จัดการออนไลน์ 25 มิถุนายน 2557

 

manager140702_01

ปรับพฤติกรรม ปลอดภัยจาก NCD
“ในเรื่องของกลุ่มโรคเรื้อรัง NCD ที่มาพร้อมกับการใช้ชีวิตประจำวันของเรา เป็นเรื่องที่ควรรู้ รวมถึงการปรับพฤติกรรม เพื่อให้ห่างไกลจากลุ่มโรคเรื้อรังเหล่านี้”
ปัจจุบันแนวโน้มผู้ป่วยกลุ่มโรค NCD จะเริ่มจากภาวะเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ซึ่งหากเกิดขึ้นแล้วมักจะเป็นเรื้อรังโดยตามมาด้วยโรคแทรกซ้อนต่างๆ เช่น ถ้าเป็นโรคเบาหวาน อาจจะเป็นอัมพฤกษ์ อัมพาตได้ ซึ่งสาเหตุของการเกิดโรคเรื้อรังเหล่านี้ มาจากพฤติกรรมที่ไม่สมดุลกัน ทั้งเรื่องการรับประทานอาหาร การพักผ่อน การออกกำลังกาย และการทำงานที่สะสม จนเกิดผลเสียต่อสุขภาพได้ทั้งสิ้น

เริ่มแรกเราต้องตระหนักว่า โรคเรื้อรังต่างๆ ส่งผลเสียต่อสุขภาพของตนเอง และส่งผลกระทบกับคนในครอบครัว เมื่อตระหนักแล้วก็ต้องรู้จักปรับรูปแบบการดำเนินชีวิตที่เราเคยปฏิบัติกันมาจนเคยชิน ซึ่งทำได้ไม่ยาก โดยเริ่มต้นจากปัจจัยสำคัญที่สุดคือ อาหารที่เรารับประทาน ไม่ควรเป็นอาหารที่หวานจัด อาหารที่มีความมัน และอาหารรสเค็ม เครื่องดื่มก็เช่นกัน น้ำหวานน้ำอัดลม รวมทั้งเครื่องดื่มที่หวานมัน เช่น กาแฟปั่น กาแฟเย็นก็ควรหลีกเลี่ยง เพราะอาหารและเครื่องดื่มเหล่านี้ นำมาซึ่งโรคเบาหวาน ไขมันในเลือดสูง ความดันโลหิตสูง และโรคอ้วน ซึ่งไม่ใช่โรคติดต่อ แต่เป็นโรคที่เกิดจากพฤติกรรมของตนเอง
นอกจากการหลีกเลี่ยงอาหารหวาน มัน เค็ม ก็ควรรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ รับประทานผักมากๆ ผลไม้สด ที่ไม่หวานจัดในปริมาณที่พอดี เพื่อให้ได้สารอาหารครบถ้วนและช่วยการขับถ่าย ลดความเสี่ยงต่อโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง รวมทั้งโรคมะเร็งด้วย
นอกจากนี้ เรื่องของการทำงาน พักผ่อนน้อย ไม่ออกกำลังกาย 3 อย่างนี้มักจะมาด้วยกัน เนื่องจากการทำงานเป็นเวลานาน จนแทบไม่มีเวลาพักผ่อน รวมถึงการออกกำลังกาย ซึ่งถ้าไม่ปรับพฤติกรรมเหล่านี้ ก็จะเกิดปัญหาต่อสุขภาพ ดังนั้น ควรให้เวลาในการทำกิจกรรมที่ดีต่อสุขภาพ เช่น การออกกำลังกายอย่างน้อย 30 นาทีต่อวันใน 1 สัปดาห์ ทำให้ได้ประมาณ 5 ครั้ง ก็จะเป็นการสร้างเสริมสุขภาพที่ดี ที่สำคัญต้องงดบุหรี่และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อย่างเด็ดขาด หากทำได้ โอกาสการเกิดโรคในกลุ่ม NCD ก็ลดลงตามไปด้วย

 

ที่มา : ASTVผู้จัดการออนไลน์ 3 กรกฎาคม 2557

ไม่ออกกำลังกายร้ายเหมือนสูบบุหรี่

วารสารแลนเซทลงพิมพ์ผลการศึกษาที่พบว่า ผู้ใหญ่ทั่วโลก 1 ใน 3 ไม่ออกกำลังกาย และการมีชีวิตแบบนั่ง ๆ นอน ๆ ทำให้มีคนเสียชีวิตปีละ 5 ล้านคน และว่าการออกกำลังกายไม่เพียงพอเป็นสาเหตุการเสียชีวิตกว่า 5.3 ล้านคน จากผู้เสียชีวิตทั้งหมด 57 ล้านคนทั่วโลกเมื่อปี 2551 การไม่ออกกำลังกายเป็นปัจจัยเสี่ยงเสียชีวิตพอ ๆ กับการสูบบุหรี่หรือโรคอ้วน  หากลดพฤติกรรมนั่ง ๆ นอน ๆ ลงได้ร้อยละ 10 จะช่วยให้คนเสียชีวิตน้อยลงถึง 500,000 คนในแต่ละปี วารสารแลนเซทเรียกร้องให้ทั่วโลกช่วยกันส่งเสริมให้คนออกกำลังกาย เช่น ปรับปรุงทางเท้าและทางจักรยานในเขตเมือง เพิ่มชั่วโมงพละศึกษาในโรงเรียน เพิ่มสถานที่ออกกำลังกายสาธารณะแบบไม่เสียค่าใช้จ่าย

ที่มา: แนวหน้า 22 กรกฎาคม  2555

.

Related Link:

.

Effect of physical inactivity on major non-communicable diseases worldwide: an analysis of burden of disease and life expectancy

The Lancet, Volume 380, Issue 9838, Pages 219 – 229, 21 July 2012

Summary

Background

Strong evidence shows that physical inactivity increases the risk of many adverse health conditions, including major non-communicable diseases such as coronary heart disease, type 2 diabetes, and breast and colon cancers, and shortens life expectancy. Because much of the world’s population is inactive, this link presents a major public health issue. We aimed to quantify the effect of physical inactivity on these major non-communicable diseases by estimating how much disease could be averted if inactive people were to become active and to estimate gain in life expectancy at the population level.

Methods
For our analysis of burden of disease, we calculated population attributable fractions (PAFs) associated with physical inactivity using conservative assumptions for each of the major non-communicable diseases, by country, to estimate how much disease could be averted if physical inactivity were eliminated. We used life-table analysis to estimate gains in life expectancy of the population.

Findings
Worldwide, we estimate that physical inactivity causes 6% (ranging from 3·2% in southeast Asia to 7·8% in the eastern Mediterranean region) of the burden of disease from coronary heart disease, 7% (3·9—9·6) of type 2 diabetes, 10% (5·6—14·1) of breast cancer, and 10% (5·7—13·8) of colon cancer. Inactivity causes 9% (range 5·1—12·5) of premature mortality, or more than 5·3 million of the 57 million deaths that occurred worldwide in 2008. If inactivity were not eliminated, but decreased instead by 10% or 25%, more than 533 000 and more than 1·3 million deaths, respectively, could be averted every year. We estimated that elimination of physical inactivity would increase the life expectancy of the world’s population by 0·68 (range 0·41—0·95) years.

Interpretation
Physical inactivity has a major health effect worldwide. Decrease in or removal of this unhealthy behaviour could improve health substantially.

Funding
None.

.

 
Lack of Exercise as Deadly as Smoking, Study Finds
By ALICE PARK | @aliceparkny | July 18, 2012

When it comes to being couch potatoes, Americans aren’t alone. Physical inactivity has become a global pandemic, say researchers in a series of related papers  published in the journal Lancet. According to one of the reports, lack of exercise causes as many as 1 in 10 premature deaths around the world each year — roughly as many as smoking.

About 5.3 million of the 57 million deaths worldwide in 2008 could be attributed to inactivity, the new report estimates, largely due to four major diseases: heart disease, Type 2 diabetes, breast cancer and colon cancer. The study finds that if physical inactivity could be reduced by just 10%, it could avert some 533,000 deaths a year; if reduced by 25%, 1.3 million deaths could be prevented. Say we got everyone off the couch and eliminated inactivity altogether: the life expectancy of the world’s population would rise by about 0.68 years (more, if you discount those who were already active), comparable to the effect of doing away with smoking or obesity.

For the study, led by I-Min Lee in the division of preventive medicine at Brigham and Women’s Hospital, scientists calculated something called a population attributable fraction (PAF), a measure of the contribution of risk factors like physical inactivity to diseases such as heart disease or diabetes, and even risk of death. The PAF told researchers how many cases of disease could theoretically be prevented if the risk factor were eliminated — that is, if all inactive people in a population were to start exercising sufficiently.

Lee and his colleagues collected data on physical inactivity and outcomes of the four major diseases — heart disease, Type 2 diabetes, breast cancer and colon cancer — as well as rates for death from all causes. They then calculated PAFs for 123 countries. Overall, the estimates suggest that lack of exercise causes about 6% of heart disease, 7% of Type 2 diabetes, and 10% of breast and colon cancers worldwide.

Exercise has long been known to can lower risk factors like high blood pressure, high blood sugar and high cholesterol, which in turn reduces the risk of heart disease and diabetes. Physical activity also keeps heart vessels healthy and inhibits the formation of atherosclerotic plaques that can cause blood clots.

As for breast cancer, exercise may protect women by reducing fat — particularly dangerous belly fat, whose metabolic activity may trigger tumor growth in breast tissue. Colon cancer may work differently: researchers believe that exercise helps keep digestion regular and prevents potentially cancer-causing waste from encouraging abnormal growths in the colon.

Current guidelines recommend that people get about 150 minutes of moderate exercise a week — a half-hour of brisk walking five times a week would do it. But in another Lancet paper published in the series, Pedro Hallal of the Federal University of Pelotas, in Brazil, and his colleagues found that 31% of adults worldwide (1.5 billion people) and 4 out of 5 teens aren’t exercising enough to meet that standard and therefore putting themselves at risk for chronic disease.

The researchers analyzed self-reports of exercise among adults in 122 countries, representing 89% of the world’s population, and among teens in 105 countries. Rates of physical inactivity were higher in high-income countries than in low-income nations. The Americas were overall the most sedentary region — with 43% of the population not exercising enough — while rates of inactivity were lowest in southeast Asia (17%).

One key reason is that we rely too much on modern conveniences like cars to get around. In the U.S., for example, fewer than 4% of people walk to work and fewer than 2% bike to commute; compare that to about 20% of people who walk to work in China, Germany and Sweden, and the more than 20% who bike their commutes in China, Denmark and the Netherlands, WebMD reports. Add to that the inordinate time most of us spend sitting — at the office, in front of the computer or watching TV.

Hallal estimates that sedentary people have a 20% to 30% greater risk of heart disease and diabetes than regular exercisers. But despite the deadly effects of lack of exercise, Hallal says physical activity doesn’t get the same attention or funding as other health risk factors. “It gets underfunded and undervalued,” Hallal told the Los Angeles Times. “But it’s huge everywhere in the world.”

There was some encouraging news in the results as well: thanks to greater awareness about the importance of physical activity in improving health, about 31% of adults do report engaging in vigorous exercise three or more days a week.

Another paper in the Lancet series also examined what kinds of interventions might help people get active. Researchers analyzed 100 reviews of clinical and community-based efforts to encourage exercise and found some simple strategies that seemed to work: using signs to motivate people to use the stairs instead of the elevator, for instance, or offering free exercise classes in public places such as parks, especially geared toward women, lower-income folks and the elderly, groups who are less likely to get the recommended amount of exercise. Studies from the U.S., Australia, Belgium, Canada, England and Germany indicate that maintaining streets and improving lighting can boost activity levels by as much as 50%.

The authors of the study pointed to a particularly effective program called Ciclovía, which started in Bogotá, Columbia, and has spread to 100 other cities in the Americas. On Sunday mornings and public holidays, the program closes city streets to motorized vehicles, leaving roadways open for walkers, runners, skaters and bikers. Ciclovía attracts about a million people each week, the study notes, mostly people on lower incomes, and accounts for 14% of people’s weekly recommended exercise.

Commenting on the Lancet series, many experts agreed that physical activity should be a global priority, though some took issue with the comparison with smoking. In an interview with WebMD, Timothy Armstrong, coordinator of the surveillance and population-based prevention program for the World Health Organization, noted that if the authors of the first paper had calculated the effects of smoking the same way they had for inactivity, the death statistics wouldn’t be quite so similar. Further, as Dr. Claire Knight of Cancer Research U.K. told the BBC, even if smoking and inactivity kill the same number of people, far fewer people smoke than are sedentary, making tobacco more risky to the individual.

Nevertheless, no one disagrees that the world population as a whole must start exercising more — and soon. “This is a super, super analysis,” Dr. James Levine, professor of medicine at the Mayo Clinic, told WebMD regarding Lee’s paper in the Lancet. “We know that as soon as somebody gets out of their chair, their blood sugar improves, their blood cholesterol and triglycerides improve, and that’s very consistent. Every time you get up it gets better. Every time you sit down it gets worse.”

The message, he says, is simple — get moving.

 

Data from: healthland.time.com