‘เมื่อฉันตรวจพบไวรัสตับอักเสบบี’

dailynews141221_04‘เมื่อฉันตรวจพบไวรัสตับอักเสบบี’ ตอนที่ 1

คุณสมพงษ์ หนุ่มใหญ่นักธุรกิจ รู้ว่าเป็นพาหะไวรัสตับอักเสบบีมาตั้งแต่ตอนเรียนมหาวิทยาลัย เฝ้าติดตามห่าง ๆ มานานเพื่อนตัวนี้ก็ไม่ยอมไปไหน ระยะหลังเห็นข่าวคราวเซเล็บหลายต่อหลายคน ทั้ง ดีเจ นักร้อง ตลอดจนนักการเมืองใหญ่โต ป่วยด้วยโรคตับแข็ง หรือไม่ก็มะเร็งตับ ฟังแล้วก็เสียวไปถึงตับ สืบค้นข้อมูลทางอินเทอร์เน็ต ยิ่งอ่านยิ่งกังวล มีคนแนะนำให้ไปตรวจนับไวรัสในเลือด ลองไปตรวจดูเอง เห็นผลแล้วเครียดหนัก คือมีไวรัสตั้งหกร้อยล้านตัวต่อซีซี นี่ตับฉันเป็นโรงงานผลิตไวรัสหรือนี่กระไร ไม่รู้จะทำอย่างไรกับชีวิต

คนไทยและชาวเอเชียเป็นแหล่งพาหะของไวรัสตับอักเสบบี ประเทศไทยตอนนี้พบประมาณ 3-5 คน ใน 100 คน จะพบน้อยก็เด็กรุ่นใหม่ที่ได้รับวัคซีนตั้งแต่แรกเกิดทั่วประเทศซึ่งเริ่มประมาณปี 2535 ฉะนั้นปัญหาก็จะเป็นกับคนรุ่นที่เกิดก่อนปีนั้น ปัญหาของบ้านเรายังอยู่ที่ไม่มีการตรวจคัดกรองไวรัสตับอักเสบบี ผู้คนยังเข้าใจผิดกับเรื่องการติดต่อ ทำให้กลัวคนรังเกียจบ้าง เลยพยายามไม่ไปตรวจ หรือปกปิด ปัญหาใหญ่อีกประการคือ ทั้งคนที่รู้ว่าเป็นพาหะไวรัสตับอักเสบบีและแพทย์จำนวนหนึ่ง ยังเข้าใจกับคำว่าพาหะแบบผิด ๆ คือคิดว่าเป็นพาหะแล้วปลอดภัย ไม่เกิดปัญหา หรือมีเชื้ออยู่เฉย ไม่ต้องไปตรวจติดตามก็ได้ จนในที่สุดก็ลืมไป กลับไปหาแพทย์ก็ตอนเป็นมะเร็งตับไปแล้ว

ไวรัสตับอักเสบบีแบบเรื้อรัง ซึ่งบ้านเรามักจะติดมาจากมารดาขณะคลอด ทำให้เป็นเรื้อรังไปจนเป็นผู้ใหญ่ คนที่มีตับอักเสบเรื้อรังร่วมด้วยเมื่อปล่อยไปนาน ๆ เข้าโดยไม่ได้รับการรักษา จะเกิดภาวะตับแข็ง ตับแข็งระยะท้ายจนตับวาย และบางคนจะมีมะเร็งตับแทรกซ้อนขึ้นมา ทั้งไวรัสตับอักเสบบีกับไวรัสตับอักเสบซีมีการดำเนินโรคคล้าย ๆ กันตรงที่ ชอบที่จะอยู่แบบเงียบ ๆ เหมือนสนิมกัดกร่อนตับแบบที่เจ้าตัวไม่รู้ แต่เจ้าไวรัสบีตัวร้ายมีนิสัยประหลาดอยู่ที่ เมื่อเวลาผ่านไปจากไวรัสน้อยก็อาจเพิ่มจำนวนขึ้นมามาก ๆ วันดีคืนดีก็ก่อให้เกิดตับอักเสบแบบเฉียบพลันขึ้นมาเฉย มีตั้งแต่เป็นน้อยไม่แสดงอาการชัด แค่รู้สึกเพลีย ๆ ไปจนตาเหลืองตัวเหลือง บางคนถึงขั้นตับวายเสียชีวิต โดยเฉพาะคนที่ไปได้รับยากดภูมิต้านทานเช่น สเตียรอยด์ หรือยาเคมีบำบัด และที่พบบ่อยอีกกลุ่มคือ คนที่ทานยาต้านไวรัสแล้วเกิดเบื่อ แอบหยุดยาไปเอง หรือ เกิดดื้อยาระหว่างการรักษา พอไวรัสเพิ่มจำนวนอย่างรวดเร็วจะเกิดภาวะตับอักเสบเฉียบพลันแทรกซ้อนขึ้นมา

ทุกคนที่มีไวรัสตับอักเสบบีแบบเรื้อรังเกิน 6 เดือน เรียกว่าเป็น “พาหะไวรัสตับอักเสบบี” หรือ มักจะได้ยินคนพูดตามภาษาอังกฤษแบบสั้น ๆ ว่า “แคร์ริเออร์” ตัดมาจากคำว่า Viral hepatitis B carrier แปลว่า มีไวรัสบีอยู่ในร่างกายและสามารถแพร่ไปสู่ผู้อื่นได้ แปลแค่นี้ ไม่ได้แปลว่าเป็นพาหะแล้วตัวเองปลอดภัยโดยทั่วไปแบ่งพาหะไวรัสตับอักเสบบีออกเป็น 4 ระยะ คือ

(1) พาหะตอนเด็ก (immune tolerance) ไวรัสในเลือดมากแต่ไม่มีการอักเสบของตับ ต่างคนต่างอยู่

(2) ระยะที่เริ่มมีการอักเสบทำลายไวรัส (immune clearance) ระยะนี้ภูมิต้านทานของร่างกายเริ่มแข็งแรงขึ้นจึงไปทำลายไวรัสในตับทำให้เกิดตับอักเสบขึ้น เกิดขึ้นตอนเข้าสู่วัยรุ่นหรือบางคนยาวไปจนอายุยี่สิบกว่าปี ถ้าทำลายไวรัสสำเร็จจะเข้าสู่ระยะที่สาม แต่ถ้าทำลายไวรัสไม่ได้สักทีหลายปีไม่ยอมหายเราเรียกว่า ตับอักเสบเรื้อรังจากไวรัสตับอักเสบบี ระยะอีบวก [แพทย์ใช้อีโปรตีน (HBeAg) เป็นตัวแบ่งระยะโรค] ซึ่งถ้าไม่ได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม หลายคนจะตามมาด้วยภาวะตับแข็งและมีโอกาสเป็นมะเร็งตับสูง

(3) ระยะพาหะชนิดเชื้อน้อย (inactive carrier) ภูมิต้านทานของร่างกายควบคุมไวรัสได้สำเร็จ จนไวรัสในเลือดลดลงมากจนน้อยกว่า 10,000 ตัวต่อซีซี (copies/mL) หรืออาจจะใช้หน่วยเป็นน้อยกว่า 2,000 ยูนิตต่อซีซี (IU/mL) ซึ่งระยะนี้จะไม่มีการอักเสบของตับ โดยค่า SGOT/SGPT จะอยู่ในเกณฑ์ปกติ ผู้ที่อยู่ในระยะนี้ และคงอยู่อย่างนี้ไปนาน ๆ โอกาสกลายเป็นตับแข็งจะน้อยกว่าระยะอื่น โอกาสการเป็นมะเร็งตับก็น้อยกว่าระยะอื่น แต่ไม่ได้หมายถึงว่าไม่มีโอกาสเป็นมะเร็งตับ ผู้ที่อยู่ในระยะนี้บางคน ภูมิของร่างกายดีขึ้นไปอีกจนกำจัดไวรัสได้เกือบราบคาบ จนไวรัสหายไป [ตรวจผิวไวรัสบีเป็นลบ (HBsAg)] บางคนเกิดภูมิต้านทานต่อไวรัสบี (AntiHBs) ขึ้นเองตามธรรมชาติ ซึ่งเราเห็นกันได้บ่อย ๆ ว่าทำไมคนบางคนไปตรวจเช็กเลือดแล้วพบว่าตัวเองมีภูมิต้านทานไวรัสบีอยู่แล้วทั้ง ๆ ที่ไม่เคยไปฉีดวัคซีนมาก่อน บางท่านไวรัสนอนนิ่งอยู่นานอยู่ดี ๆ ก็เพิ่มจำนวนขึ้นเข้าสู่ระยะต่อไปคือ

(4) ระยะตับอักเสบเรื้อรังจากไวรัสบี ชนิดอีลบ (immune reactivation) คือไวรัสเกิดหาหนทางสำเร็จในการดื้อต่อภูมิของร่างกาย เปลี่ยนแปลงร่างจนภูมิของร่างกายควบคุมไว้ไม่ได้ ไวรัสเพิ่มจำนวนมากขึ้น ในที่สุดก่อให้เกิดภาวะตับอักเสบขึ้นมาใหม่ แพทย์ใช้คำว่า “อีลบ” ต่อท้ายเพื่อแบ่งระยะโรคว่าแตกต่างกับระยะที่สองที่เรียก “อีบวก” โดยดูจากโปรตีนอี (HBeAg) เป็นลบในเลือด เช่นเดียวกับระยะที่สอง ถ้าปล่อยไว้ไม่รักษาตับก็จะถูกทำลายไปเรื่อย ๆ จนเกิดภาวะตับแข็งและมะเร็งตับได้ ที่สาธยายมานี้ก็เพื่อผู้อ่านบางท่านที่อยากจะรู้ลึกและเข้าใจโรคมากขึ้น แต่ผู้ที่อ่านแล้วไม่เข้าใจ ก็ไม่ต้องใส่ใจมากเพราะจะเครียดไปเปล่า ๆ แค่เป็นโรคก็เครียดพอแล้ว

เอาเป็นว่าใครก็ตามที่เข้าสู่วัยอายุยี่สิบกว่า ๆ ก็สมควรเข้าสู่ระยะที่ (3) ระยะพาหะเชื้อน้อย คือมีไวรัสในเลือดน้อยกว่า 10,000 ตัวต่อซีซี ร่วมกับไม่มีภาวะตับอักเสบ (SGOT/SGPT อยู่ในเกณฑ์ปกติ) ถ้าอยู่ในระยะนี้ จะปลอดภัยกว่าระยะอื่น ไม่ต้องให้ยารักษา เอาแค่ติดตามกับแพทย์อย่างต่อเนื่อง คอยระวังไวรัสตื่นขึ้นมาใหม่ หรือ คอยระวังมะเร็งตับ แต่อย่าไปเครียดมาก คิดเสียว่าไวรัสเป็นเพื่อนร่วมเกิดแก่เจ็บตาย อยู่ร่วมกันอย่างเป็นสุข เมื่อไหร่ไวรัสมันเบื่อ ก็อาจจะยอมถอยร่นหายไปจากตับตามที่ได้กล่าวมา อย่าลืมต้องออกกำลังกายสม่ำเสมอ ทำจิตใจให้ผ่องใส ภูมิต้านทานจะได้แข็งแรงไปช่วยกำจัดไวรัสที่หลงเหลืออยู่ บางท่านเล่าว่า เขาแผ่เมตตาให้มันบ่อย ๆ ขู่มันเป็นพัก ๆ บอกไวรัสว่า ถ้ามาเล่นงานจนเขาเป็นอะไรไป ไวรัส! เจ้าก็จะไม่มีที่อยู่ที่กินนะ จะบอกให้

ใครก็ตามเมื่อวัยยี่สิบกว่า ๆ แล้ว ไวรัสมีจำนวนมากกว่า 10,000 ตัวต่อซีซี โดยมากจะมีไวรัสเป็นหลายแสน หลายล้าน หลายร้อยหลายพันล้าน ซึ่งถ้าติดตามผลเลือดเป็นระยะ ๆ ก็จะพบค่าการอักเสบสูงเกินค่าปกติ (คนที่ไวรัสเกินหนึ่งหมื่นถึงแสนต้น ๆ มักไม่มีตับอักเสบ) คนอยู่ในเกณฑ์นี้แล้วไวรัสไม่ยอมลดลงเอง ควรพิจารณาให้การรักษา ซึ่งต้องพิจารณาหลายปัจจัยร่วมด้วย ดังนั้นต้องปรึกษาแพทย์ผู้รู้และปรึกษาตนเองหลังได้คุยกับแพทย์ให้เข้าใจอย่างถ่องแท้ ว่าสมควรรักษาหรือยัง หรือจะเลือกการรักษาด้วยวิธีใด

การรักษาไวรัสตับอักเสบบี ก็เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดผลร้ายที่กล่าวข้างต้น คือ ตับอักเสบ ตับแข็ง ตับวาย และมะเร็งตับ มีทั้งงานวิจัยและประสบการณ์ตรงยืนยันแน่ชัดว่า แม้ตับเข้าสู่ระยะตับแข็งและตับเริ่มวายไปแล้ว พอได้ยาต้านไวรัส กดไวรัสไม่ให้โงหัวขึ้นมา ผ่านไประยะหนึ่ง ตับจะฟื้นตัวกลับมาทำงานปกติ พังผืดและตับแข็งก็หายได้ ในงานวิจัยเดียวกันในผู้ป่วยตับแข็ง ก็มีตัวเลขทางสถิติชี้บ่งว่า โอกาสการเกิดมะเร็งตับก็ลดลง ฉะนั้นเมื่อมีข้อบ่งชี้ว่าควรรักษาก็ต้องรักษา

การให้ยารักษาไวรัสตับอักเสบบี มีหลักในการหายอยู่สองประเภทคือ การหายระยะที่หนึ่ง คือรักษาให้โรคกลับเข้าสู่ระยะที่สามคือ ให้กลับเข้าสู่ระยะพาหะเชื้อน้อย หรือไวรัสน้อย ๆ และตับไม่อักเสบ เท่านี้ก็เรียกว่าดีมากแล้ว ผู้รับการรักษาอย่างน้อยถ้าจะหวังก็หวังแบบนี้เป็นแบบแรก การหายระยะที่สอง คือ รักษาจนไวรัสหมดไปคือ ผิวไวรัส (HBsAg) เป็นลบ และบางคนถึงขั้นเกิดภูมิต้านทานไวรัสขึ้น (AntiHBs) โอกาสถึงระยะนี้อาจจะประมาณ 3-5 คนต่อ 100 คน (เมื่อรักษาด้วย อินเตอร์เฟียรอน)

ก่อนการรักษาแพทย์จะมีการตรวจวัดสิ่งต่าง ๆ หลายประการ ได้แก่ ตรวจเลือด นับจำนวนไวรัส (Hepatitis B viral load) ตรวจค่าการทำงานตับ ตรวจนับเม็ดเลือด (CBC) ตรวจค่ามะเร็งตับ (AFP) ตรวจค่าการแข็งตัวของเลือด (INR) ตรวจโปรตีนอีของไวรัส (HBeAg) ภูมิต่อโปรตีนอี (AntiHBe) และ ปริมาณผิวของไวรัส (HBsAg quantitative) นอกจากนี้จะมีการตรวจเพื่อดูเนื้อตับว่าเป็นอย่างไรด้วยการทำอัลตร้าซาวด์ หรือเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT scan) หรือ ตรวจด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI) และ ปัจจุบันมักจะตรวจวัดความหนาแน่นของตับ (liver stiffness) เพื่อบอกว่าตับมีพังผืดมากน้อยอย่างไร แข็งหรือยัง และบางกรณีจะมีการตรวจเนื้อตับโดยตรงด้วยการเจาะตับ (liver biopsy) อ่านถึงตรงนี้คงขวัญหนีดีฝ่อเมื่อได้ยินคำว่าเจาะตับ อย่ากังวลไป ปัจจุบันมักไม่ใช้การเจาะตับกับทุก ๆ คน จะทำเมื่อมีข้อบ่งชี้ หรือใช้ช่วยการตัดสินใจในการรักษา

ข้อมูลจาก นายแพทย์ ดร.ปิยะวัฒน์ โกมลมิศร์ และ นายแพทย์สมบัติ ตรีประเสริฐสุข ศูนย์โรคตับ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์

นายแพทย์สุรพงศ์ อำพันวงษ์

ที่มา: เดลินิวส์ 21 ธันวาคม 2557

‘ตับอักเสบ – ตับแข็ง’

dailynews141012_02

‘ตับอักเสบ – ตับแข็ง’ ตอนที่ 1 ทบทวนสาเหตุ 10 ประการ

คนทั่วไปเวลาได้ยินคำว่า ตับอักเสบหรือตับแข็ง มักจะคิดถึงการดื่มแอลกอฮอล์เกินขนาด ก่อนอื่นช่วยกันล้างสมองเอาความคิดนี้ทิ้งไปก่อน แล้วเริ่มกันใหม่ ๆ จริง ๆ แล้วมีโรคมากมาย โรคอะไรก็ตามที่ไปทำลายตับแบบเรื้อรังย่อมทำให้เกิดเป็นโรคตับอักเสบเรื้อรังได้ เมื่อเป็นไปนาน ๆ หลายปีก็จะกลายเป็นตับแข็ง เพราะฉะนั้น ตับแข็งก็ไม่จำเป็นต้องเกิดจากเหล้าเสมอไป บ้านเราสาเหตุที่พบได้บ่อยคือ ไวรัสตับอักเสบบี ดื่มแอลกอฮอล์มากเกินขนาด ไวรัสตับอักเสบซี ไขมันเกาะตับ นอกนั้นยังมีสาเหตุอื่น ๆ ที่พบรอง ๆ ลงไป ดูได้จากตารางข้างล่าง สาเหตุของตับอักเสบเรื้อรังพอจะแบ่งเป็นกลุ่มโรคได้หลายกลุ่ม ดังนี้

เมื่อท่านอ่านมาถึงตรงนี้ สำหรับท่านที่ต้องการความรู้เบื้องต้นก็อ่านผ่านตาที่ตารางข้างต้น สำหรับหลายท่านที่ประสบปัญหากับโรคตับอักเสบเรื้อรัง ขอให้อ่านต่อเฉพาะโรคที่แพทย์ให้การวินิจฉัย หรืออ่านไปถามแพทย์ เผื่อว่าแพทย์ยังไม่ได้ทำการวิเคราะห์หาสาเหตุเหล่านั้น และที่สำคัญก็เพื่อทำความเข้าใจในแต่ละสาเหตุที่ท่านเป็นอยู่ ผู้ป่วยหลายท่านที่เป็นโรคประหลาด ๆ ก่อให้เกิดปัญหากับตับท่านนั้น จะหาอ่านข้อมูลที่เป็นภาษาไทยได้ค่อนข้างยาก แพทย์ก็ยังไม่รู้จะบัญญัติศัพท์ภาษาไทยอะไรมาบอกท่าน ได้แต่พูดเป็นภาษาอังกฤษที่ไม่ได้สื่อความหมายอะไร ติดตามศึกษาจากบทความตามนี้พอสรุปให้ท่านทราบได้พอสังเขป

โรคตับอักเสบเรื้อรังจากไวรัส

ไวรัสบีและไวรัสซีเป็นปัญหาใหญ่สำหรับบ้านเราและทั้งโลก ว่าไปแล้วถ้านับไปเรียงตัว ท่านทราบหรือไม่ว่า คนไทยทุก ๆ 12 คนจะมี 1 คนที่มีไวรัสตับอักเสบบีหรือซีซ่อนอยู่ 1 คน คนไทย 65 ล้านคน มีไวรัสบีประมาณ 3 ล้านกว่าคน มีไวรัสซีประมาณ 1 ล้านกว่าคน ปัญหาใหญ่ของไวรัส 2 ตัวนี้คือ แอบซ่อนอยู่แบบไม่แสดงอาการ หรือบางท่านรู้ทั้งรู้แต่ไม่ได้ใส่ใจรักษา ปล่อยไวรัสทำลายตับไปนาน ๆ คล้าย ๆ เป็นสนิมอยู่ในตับ ตับก็ถูกกัดกร่อนไปเรื่อย ๆ ผ่านไป 20-30 ปีก็จะเข้าสู่ระยะตับแข็งแบบไม่รู้ตัว ตับแข็งต่อไปอีกสัก 10 ปีจึงค่อย ๆ แสดงอาการบวมที่ขา ท้องโต สับสน อาเจียนเป็นเลือด หรือบางคนก็เกิดเป็นมะเร็งตับแทรกขึ้นมา

โรคตับจากแอลกอฮอล์

ส่วนใหญ่ท่านที่ดื่มแอลกอฮอล์จัดจนเกิดปัญหา อ่านถึงบรรทัดนี้ก็คงรีบปิดหนังสือ เพราะอย่างไรก็ไม่ยอมหยุดดื่ม นี่สิเรื่องใหญ่ พวกที่ยอมเชื่อก็จะลองหยุดเหล้าแล้วไปดื่มไวน์แทน เพราะหลอกตัวเองว่าไวน์มันเบากว่าเหล้า ว่าเข้าไปนั่น ยกคำที่หมอหัวใจชอบเอามาโฆษณาว่าช่วยเรื่องหัวใจและหลอดเลือดสุขภาพดีอีกต่างหาก แพทย์ก็บอกว่าไม่ได้ ต้องหยุดไวน์ ท่านเหล่านั้นก็หลบไปดื่มเบียร์ เพราะอ้างว่าเบียร์มีแอลกอฮอล์น้อย ไม่สร้างปัญหา แพทย์ก็ต้องขอร้องต่อไปว่า เบียร์ก็ไม่ได้เพราะดื่มมาก ๆ ก็ได้แอลกอฮอล์เข้าไปเยอะเช่นกัน ท่านรู้มั้ย กิเลสที่สิงสู่ในคนติดเหล้าบอกให้เจ้าตัวทำอย่างไรต่อ ท่านเหล่านี้ก็จะกลับมาด้วยการดื่มไลท์เบียร์ ภาษาอังกฤษคำว่า ไลท์ (Light) แปลว่า เบา ก็คือเบียร์ เบา ๆ เบียร์บาง ๆ ทราบหรือไม่ ไลท์เบียร์ของไทยปริมาณแอลกอฮอล์ใกล้เคียงกับเบียร์มาตรฐานทั่วไป

โรคภูมิต้านทานไปทำลายเนื้อเซลล์ตับ เรียกภาษาแพทย์ว่า ออโต้อิมมูน เฮ็บปาไตติส (Autoimmune hepatitis) “ออโต้” แปลว่า ต่อตัวเอง “อิมมูน” แปลว่า ภูมิต้านทาน “เฮ็บปาไตติส” แปลว่า ตับอักเสบ เมื่อแปลโดยรวมก็คือ โรคตับอักเสบที่เกิดจากภูมิต้านทานของตัวเองต่อตับ ผู้ที่เป็นก็จะเกิดมีตับอักเสบเรื้อรังเป็นส่วนใหญ่ เป็นแบบกัดกร่อนไปทีละน้อย หรือเกิดอักเสบแบบรุนแรง บ้างก็รุนแรงจนเกิดภาวะตับวาย โรคนี้มักจะพบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย แพทย์จะให้การวินิจฉัยได้ด้วยการตรวจเลือดหาค่าเลือดบางอย่าง ที่ช่วยชี้แนะว่าอาจจะมีโรคนี้ซ่อนอยู่ ได้แก่ Antinuclear Antibody (ANA) และ Anti-smooth muscle antibody เป็นต้น และต้องตรวจหาว่าไม่มีโรคอื่น ๆ จากนั้นจะต้องตรวจดูเนื้อตับด้วยกล้องจุลทรรศน์ว่ามีลักษณะจำเพาะที่เข้าได้กับโรคนี้ โรคนี้รักษาได้ด้วยยากดภูมิ ได้แก่ สเตียรอยด์ เป็นต้น

โรคตับจากหัวใจวายเรื้อรัง

โรคนี้เกิดจากโรคหัวใจวายชนิดเรื้อรัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งมีหัวใจซีกขวาวายมาก ๆ ด้วยเหตุใดก็ตาม ในที่สุดเลือดก็จะคั่งอยู่ในตับ ตับขาดสารอาหารจากเลือด ความดันในตับสูง ตับโต ม้ามโต ตับอักเสบเรื้อรัง จนเกิดตับแข็งในที่สุด โรคนี้ต้องแก้ที่โรคหัวใจถึงจะผ่อนหนักให้เป็นเบาได้

ข้อมูลจาก นายแพทย์ ดร.ปิยะวัฒน์  โกมลมิศร์ ศูนย์โรคตับ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์.

นายแพทย์สุรพงศ์ อำพันวงษ์

ที่มา : เดลินิวส์ 12 ตุลาคม 2557

 

dailynews141019_01

‘ตับอักเสบ – ตับแข็ง’ ตอนที่ 2 สุรา นานาประเภทกับตับแข็ง

 โรคตับจากแอลกอฮอล์เกิดจากการดื่มแอลกอฮอล์มาก และดื่มมานานระยะหนึ่ง นานขนาดไหน ประมาณ 5-10 ปีขึ้นไป ก็ขึ้นกับปริมาณที่ดื่มด้วย เห็นอย่างนี้ไม่ใช่ชี้โพรงให้กระรอก เดี๋ยวก็บอกตัวเองว่า ดื่มแค่ 2-3 ปีก็พอให้สะใจแล้วจะหยุด อย่าลองแบบนั้น เพราะลองแล้วหยุดไม่ได้ ผู้หญิงโชคไม่ดีเกิดโรคตับจากแอลกอฮอล์ได้ง่ายกว่าผู้ชาย ไม่ว่าท่านจะดื่มแอลกอฮอล์ชนิดใดก็ตาม จะเป็นเหล้าขาว เหล้าแดง

วอดก้า ไวน์ขาว ไวน์แดง เบียร์ ลาร์คเกอร์ ถ้าดื่มมากถึงระดับหนึ่งก็เกิดปัญหากับตับได้เช่นกัน ถ้าจะดื่มก็ขอให้เป็นการดื่มเวลาเข้าสังคม ดื่มพอตึง ๆ ให้สนุกสนาน ดื่มแบบนี้ไม่เป็นอะไร แต่ก็อย่าอ้างว่าต้องเข้าสังคมทุกวัน เพื่อนคะยั้นคะยอ ผิดธรรมเนียมถ้าไม่ดื่ม เหล่านี้มักจะเป็นข้ออ้างของคนติดแอลกอฮอล์

ดื่มได้เท่าไรจะไม่เกิดโรคตับ เป็นคำถามที่พบบ่อย เพราะคนอยากดื่ม ถ้าพูดตามมาตรฐานโลกมีสถิติบอกไว้ว่า ผู้ชายดื่มได้ไม่เกิน 21 ยูนิต (ดริ๊งค์) ต่ออาทิตย์ ผู้หญิงดื่มได้ไม่เกิน 14 ยูนิต (ดริ๊งค์) ต่ออาทิตย์ คำว่า 1 ยูนิต เทียบเท่ากับแอลกอฮอล์ 8 กรัม ถ้าเทียบให้ง่ายขึ้น

เหล้าแดง (วิสกี้ 40%) 25 ซีซี เท่ากับ 1 ยูนิต

ไวน์ (12%) 1 แก้วเล็ก 175 ซีซี เท่ากับ 2 ยูนิต

ไวน์ (12%) 1 แก้วใหญ่ 250 ซีซี เท่ากับ 3 ยูนิต

เบียร์ (5%) 1 แก้วใหญ่ หรือ 1 ไพน์ (pint = 568 ซีซี) เท่ากับ 3 ยูนิต

ถึงตรงนี้ก็คงจะทำให้บางท่านสับสนมากขึ้น เอาเป็นว่าให้ดูจากตารางข้างล่างเป็นเกณฑ์จะง่ายกว่า ว่าในหนึ่งอาทิตย์ผู้ชายและผู้หญิงไม่ควรดื่มเกินกว่าเท่าใดตาราง แสดงปริมาณการดื่มแอลกอฮอล์แต่ละชนิด ไม่ควรเกินเท่าใด ของผู้หญิงและผู้ชายภายในหนึ่งอาทิตย์

ชนิดของแอลกอฮอล์

หญิงดื่มไม่เกิน 14 ยูนิต ชายดื่มไม่เกิน 21 ยูนิต

ต่ออาทิตย์                     ต่ออาทิตย์

เหล้าแดง (Whisky 40%)

1 ขวดกลม (1,000 ซีซี) 1 ใน 3 ขวด                 ครึ่งขวด

ไวน์ (12%)

1 ขวด (750 ซีซี) 1 ขวดครึ่ง    2 ขวดครึ่ง

เบียร์ไทย (6.4%)

1 กระป๋อง (330 ซีซี)                7 กระป๋อง                       10 กระป๋อง

1 ขวดใหญ่ (640 ซีซี)               3 ขวดครึ่ง                      5 ขวดเบียร์ขนาดมาตรฐาน (5%)

1 กระป๋อง (330 ซีซี)                8 กระป๋อง                       12 กระป๋อง

1 ขวดใหญ่ (640 ซีซี) 4 ขวด   6 ขวดครึ่ง

ไลท์เบียร์ (3.5 – 4.2%)

1 กระป๋อง                           10 กระป๋อง                        15 กระป๋อง

หมายเหตุ  เหล้าขาวที่ชาวบ้านชอบดื่ม ปริมาณแอลกอฮอล์ใกล้เคียงหรือมากกว่าเหล้าแดงขึ้นอยู่กับวิธีการผลิต

แอลกอฮอล์ เมื่อดื่มเกินขนาดที่ควรนานถึงระยะเวลาหนึ่งจะก่อปัญหากับตับ 4 ประการ เริ่มแรกจะมีไขมันแทรกในตับมากขึ้น ตับค่อย ๆ โตขึ้น เมื่อดื่มมากต่อไปอีกจะเริ่มมีการอักเสบของตับแทรกอยู่ในเนื้อตับ เรียกว่า ตับอักเสบจากแอลกอฮอล์ ถ้ายังไม่หยุดดื่มก็จะเริ่มเข้าทางแบบโรคตับอักเสบเรื้อรังจากสาเหตุอื่น ๆ คือจะมีแผลเป็นหรือพังผืดแทรกกระจายไปทั่ว ๆ ตับ คือ ในตับจะมีทั้งไขมัน การอักเสบ และพังผืด เมื่อถึงระยะที่มีพังผืดกระจายทั่วตับจะเข้าสู่ระยะตับแข็ง และท้ายที่สุดก็จะมี มะเร็งตับ เกิดขึ้นที่ใดที่หนึ่ง คนที่ดื่มเหล้าจนตับแข็งโดยเฉพาะอย่างยิ่งเริ่มมีขาบวม ถ้ายังไม่หยุดดื่มภายใน 5 ปี มากกว่า 50 เปอร์เซ็นต์ของคนเหล่านี้จะเสียชีวิต หรือแปลให้ง่ายเข้า ถ้ามี 2 คน 1 ใน 2 คนจะเสียชีวิตในระยะ 5 ปี หรือเอาให้ง่ายขึ้นอีก ท่านลองหยิบเหรียญขึ้นมา แล้วก็โยนหัวโยนก้อยได้เลยว่าจะเสียชีวิตหรือไม่ในระยะ 5 ปี

รีบหยุดแอลกอฮอล์เสียตั้งแต่ระยะแรก ๆ หรือแม้จะเกิดตับแข็งมากแล้วก็ตาม ถ้าหยุดแอลกอฮอล์ได้ทัน ท่านก็โชคดี ตับฟื้นตัวได้ แข็งแล้วก็คืนกลับได้ อย่าหมดหวัง แต่ในชีวิตจริงแล้ว หลายคนยินดีไปเกิดใหม่อย่างทุกข์ทรมานมากกว่าที่จะหยุดแอลกอฮอล์

โรคตับจากไขมันแทรกตับ ปัจจุบันโรคไขมันแทรกตับกลับเป็นโรคที่พบได้บ่อยมากขึ้น เนื่องจากการทานอาหารที่ผิดวิธี ขาดการออกกำลังกาย ผู้คนทั้งเด็กและผู้ใหญ่น้ำหนักเกิน เป็นโรคอ้วน และโรคเบาหวาน ที่สำคัญกว่านั้นก็คือ ในอดีตเราคิดกันว่า ไขมันแทรกตับไม่มีผลเสียต่อการทำงานของตับ ไม่ก่อให้เกิดการอักเสบของตับ ปัจจุบันเป็นที่ทราบแล้วว่า คนที่มีไขมันแทรกตับมาก ๆ จะก่อให้เกิดภาวการณ์อักเสบของตับแบบเรื้อรัง ตับแข็ง และอาจมีมะเร็งตับตามมา

โรคตับที่เกิดจากท่อน้ำดีอุดตันแบบมีสาเหตุ

โรคนี้คล้ายกับโรคพีเอสซี (PSC) ที่เกิดจากภูมิต้านทาน แพทย์ใช้คำเรียกว่า เซ็คกันดารี่ สเกลอโรสซิ่ง คอแลงไจติส (Secondary sclerosing cholangitis) ใช้คำว่า เซ็คกันดารี่ ในความหมายคือ เกิดขึ้นจากสาเหตุที่หาได้ โรคนี้จะเกิดที่ท่อน้ำดีขนาดใหญ่ทั้งในและนอกตับ มีพังผืดยึดในท่อน้ำดีจนเกิดการตีบตันของท่อน้ำดี สาเหตุที่พบได้เกิดจากการติดเชื้อในท่อทางเดินน้ำดีอย่างรุนแรง เช่น มีนิ่วในท่อทางเดินน้ำดี มักเกิดในคนที่ภูมิต้านทานไม่ดี เป็นเบาหวาน เป็นต้น เมื่อท่อน้ำดีตีบ ก็จะเกิดการติดเชื้อซ้ำซาก ในที่สุดก็จะมีอาการตาเหลือง ตัวเหลือง ตับแข็ง และตับวายในที่สุด

ข้อมูลจาก นายแพทย์ ดร.ปิยะวัฒน์  โกมลมิศร์ ศูนย์โรคตับ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์

นายแพทย์สุรพงศ์ อำพันวงษ์

ที่มา : เดลินิวส์ 19 ตุลาคม 2557

 

dailynews141026_01

‘ตับอักเสบ–ตับแข็ง’ ตอนที่ 3 โรคภูมิต้านทานทำลายเนื้อเซลล์ตับและอื่น ๆ

มนุษย์เรามีภูมิต้านทานอยู่ในร่างกาย เอาไว้ทำหน้าที่หลาย ๆ อย่างที่สำคัญก็คือ คอยป้องกันร่างกายจากเชื้อโรคต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นเชื้อแบคทีเรีย ไวรัส พยาธิ ไม่ให้เข้ามาภายในกระแสเลือด หรืออวัยวะต่าง ๆ หรือแม้แต่มีเชื้อโรคหลุดเข้ามาจากบาดแผล จากเข็มฉีดยา จากอะไรก็ตาม พอเข้ามาในเนื้อเยื่อหรือกระแสเลือด ภูมิของเราก็จะรู้ทันทีว่าเชื้อโรคเป็นสิ่งแปลกปลอม เมื่อร่างกายรู้ภูมิต้านทานก็จะส่งสารต่าง ๆ และเม็ดเลือดขาวชนิดต่าง ๆ เข้าไปทำลายเชื้อโรคเหล่านั้น

แต่ชีวิตไม่สวยหรูเช่นนั้นเสมอไป บางครั้งภูมิของร่างกายก็เกิดเพี้ยนขึ้นมาดันไปรับรู้ว่าร่างกายส่วนใดส่วนหนึ่งเป็นสิ่งแปลกปลอม เช่น ไปเห็นว่าผิวหนัง ไต หลอดเลือด ข้อกระดูก และอวัยวะหลาย ๆ แห่งเป็นสิ่งแปลกปลอม ก็จะส่งเม็ดเลือดขาวไปทำลายอวัยวะนั้น ๆ ท่านคงอาจจะได้ยินจากข่าวสารอยู่บ้าง มีดารา นักร้อง หรือผู้มีชื่อเสียงเป็นโรคที่เรียกว่า ลูปัส เป็นต้น

กลับมาที่ตับ มีโรคภูมิต้านทานต่อตัวเอง ที่ภูมิของร่างกายไปเห็นว่าเนื้อเยื่อบางส่วนของตับเป็นสิ่งแปลกปลอมของร่างกาย ก็จะทำแบบที่กล่าวข้างต้นคือส่งสารต่าง ๆ หรือเม็ดเลือดขาวเข้าไปทำลายเนื้อเยื่อตับส่วนนั้น ๆ

มีโรคตับเรื้อรังหลายชนิดที่จัดอยู่ในโรคภูมิต้านทานต่อตับ ได้แก่

โรคภูมิต้านทานไปทำลายท่อนํ้าดีขนาดเล็กในเนื้อตับ เรียกภาษาแพทย์ว่า ไพรมารี่ บิลิอารี่ เซอร์โรสิส (Primary billiary cirrhosis) แพทย์จะใช้คำย่อว่า พีบีซี (PBC) คำว่า “ไพรมารี่” ในความหมายนี้แปลว่า ไม่ทราบสาเหตุ “บิลิอารี่” แปลว่า ท่อนํ้าดี “เซอร์โรสิส” แปลว่า ตับแข็ง เมื่อแปลโดยรวมก็คือ โรคตับแข็งที่เกิดจากการอักเสบของท่อนํ้าดีโดยไม่ทราบสาเหตุ โรคชนิดนี้พบได้ในคนไทยเช่นกัน ที่คลินิกโรคตับของจุฬาฯ พบเกือบทุกเดือน เนื่องจากเป็นที่รวมของโรคตับที่แพทย์ทั่วไปวินิจฉัยไม่ได้ในเบื้องต้น ผู้ป่วยมักจะมาด้วยอาการคันตามร่างกาย เนื่องจากตับขับของเสียออกทางนํ้าดีไม่ได้ ค่าการทำงานตับจะมีความผิดปกติ เมื่อตรวจเลือดจะพบมีค่าที่เรียกว่า AMA (เอเอ็มเอ) ให้ผลบวก การเจาะตับตรวจเนื้อเยื่อจะช่วยในการวินิจฉัยและบอกถึงความรุนแรงของโรคได้ โรคนี้สามารถให้การรักษาด้วยยา เออโซดีออกซี่โคลิก แอสิด (ursodexycholic acid) ซึ่งก็เป็นนํ้าดีชนิดหนึ่งในร่างกาย ผู้ป่วยจะต้องทานยาไปตลอดชีวิต จะช่วยชะลอการทำลายของตับไปได้มากพอสมควร

โรคภูมิต้านทานไปทำลายท่อนํ้าดีขนาดใหญ่ เรียกภาษาแพทย์ว่า ไพรมารี่ สเกลอโรสซิ่ง คอแลงไจติส (primary sclerosing cholangitis) แพทย์มักจะใช้คำย่อว่า พีเอสซี (PSC) คำว่า “ไพรมารี่” ในความหมายนี้แปลว่า ไม่ทราบสาเหตุ “สเกลอโรสซิ่ง” แปลว่า เกิดพังผืด ในที่นี้คือพังผืดบริเวณท่อนํ้าดี “คอแลงไจติส” แปลว่า ท่อนํ้าดีอักเสบ เมื่อแปลโดยรวมหมายถึง โรคท่อนํ้าดีอักเสบจนเกิดเป็นพังผืดบริเวณท่อนํ้าดีโดยไม่ทราบสาเหตุ โรคนี้พบค่อนข้างน้อยในประเทศไทย ผู้ป่วยจะมาด้วยการติดเชื้อแบคทีเรียบริเวณท่อนํ้าดีหรืออาจเข้าสู่กระแสเลือด ตรวจพบค่าการทำงานตับผิดปกติ ส่องกล้องตรวจท่อนํ้าดีจะพบการตีบตันของท่อนํ้าดีในบริเวณต่าง ๆ ของท่อนํ้าดีขนาดใหญ่ทั้งในและนอกตับ การรักษาต้องใช้การส่องกล้องขยายท่อนํ้าดีที่ตีบ ใส่ท่อระบายช่วย หรือแม้แต่กระทั่งต้องเปลี่ยนตับเมื่อเป็นมาก ๆ เข้ายังไม่มียาที่ใช้ในการรักษาได้ผลดีโรคตับที่เกิดจากความผิดปกติทางพันธุกรรม

ยีนเป็นองค์ประกอบที่อยู่บนสายพันธุ กรรมที่อยู่ในใจกลางของเซลล์ เป็นตัวควบคุมกลไกทุกอย่างทางกายภาพของความเป็นเราเป็นเขา เช่น ความสูงต่ำ ดำขาว เป็นชายเป็นหญิง บางครั้งยีนเหล่านี้เกิดความผิดปกติ มีการเรียง

ตัวขององค์ประกอบของยีนผิดปกติไป มีโรคหลายชนิดที่เกิดจากความผิดปกติของยีน ทำให้เกิดตับอักเสบเรื้อรัง ในที่สุดก็ตับแข็ง โรคแรกเรียกตามชื่อผู้ค้นพบว่า โรควิลสัน (Wilson’s disease) ในประเทศไทยก็พบได้พอสมควร เกิดจากการที่ร่างกายขับถ่ายธาตุทองแดงออกจากตับไม่ได้ ในที่สุดธาตุทองแดงไปสะสมในส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย ที่สมอง ที่ตับ มักพบในวัยเด็ก วัยรุ่น และผู้ใหญ่ที่อายุไม่มากมาด้วยอาการตับอักเสบเรื้อรัง ตับแข็ง ซีด มือสั่น มีการเคลื่อนไหวของร่างกายบางส่วนผิดปกติ การรักษาของโรคก็มียาที่ใช้ขับธาตุทองแดงออก หรือลดการดูดซึมของธาตุทองแดง โรคที่สองเรียก เฮียริดิทารี่ ฮีโมโครมาโตสิส (Hereditary hemochromatosis) เกิดจากการมีธาตุเหล็กถูกดูดซึมเข้ามาในร่างกายมากกว่าปกติ นานเข้าก็ไปสะสมตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย จนมีผิวหนังสีบรอนซ์ กล้ามเนื้อหัวใจทำงานผิดปกติ ตับอ่อนผิดปกติจนเกิดเบาหวานและตับแข็ง บ้านเราพบน้อยมาก มักจะเป็นในคนยุโรป อเมริกา และออสเตรเลีย การรักษาต้องใช้การเจาะเลือดทิ้งเป็นระยะ ๆ เพื่อเอาธาตุเหล็กออกจากร่างกาย คนไทยจะพบโรคธาตุเหล็กสะสม ในร่างกายมาก ๆ ก็ในโรคซีดจากพันธุกรรมที่เรียกว่า ธาลัสซีเมีย (Thalassemia) ชนิดที่รุนแรงซึ่งเป็นตั้งแต่เด็ก โรคนี้แก้ด้วยการเจาะเลือดทิ้งไม่ได้ เพราะซีดมากอยู่แล้ว โรคตับมักเป็นส่วนหนึ่งของอาการหลาย ๆ อย่าง มักจะแก้ไม่ได้ เปลี่ยนตับก็ทำไม่ได้โรคตับที่เกิดจากท่อเส้นเลือดออกจากตับอุดตัน

โรคนี้พบได้ประปรายในบ้านเรา ภาษาแพทย์เรียกตามชื่อแพทย์ 2 ท่านที่ค้นพบโรคนี้ว่า บัดด์ เคียรี่ ซินโดรม (Budd Chiari syndrome) เอาเป็นว่า เส้นเลือดเส้นใหญ่ที่ออกจากตับเพื่อไปยังหัวใจเกิดการอุดตันด้วยเหตุอะไรก็ตาม เช่น มีก้อนเลือดไปอุด มีผนังเนื้อเยื่อยื่นไปในเส้นเลือดทำให้เลือดไหลผ่านไม่ได้ เป็นต้น เมื่อเกิดการอุดตัน เลือดก็จะคั่งอยู่ในตับ ความดันในตับสูงมากขึ้น เลือดต้องหาทางออกไปทางอื่น ตับหลายส่วนขาดเลือดไปเลี้ยง ในที่สุดเซลล์ตับก็ตามเกิดการอักเสบแบบรุนแรง ถ้าเป็นเร็ว เกิดตับอักเสบแบบช้า ๆ จนตับแข็ง ถ้าค่อย ๆ อุดตัน มีตับโต ม้ามโต มีนํ้าในท้อง การรักษาต้องใส่สายสวนไปขยายหลอดเลือดทำทางเดินเลือดให้ใหม่เพื่อลดความดันในตับ ที่เรียกว่า ทิปส์ (Tips) อาจจะผ่าตัดเปลี่ยนทางเดินเลือด หรือสุดท้ายต้องเปลี่ยนตับโรคตับอักเสบเรื้อรังและตับแข็งโดยไม่ทราบสาเหตุ

จริง ๆ แล้วสาเหตุของโรคตับยังมีอีกมาก ยังมีไวรัสตับอักเสบที่มนุษย์ยังไม่รู้จัก มีโรคอีกหลายชนิดที่ปัจจุบันยังไม่ทราบสาเหตุ ภาษาแพทย์เราใช้คำรวม ๆ เป็นกระโถนท้องพระโรง เรียกว่า คริปโตเจนนิค เซอร์โรสิส (Cryptogenic cirrhosis) “คริปโตเจนนิค” ในความหมายนี้แปลว่า ไม่ทราบสาเหตุ “เซอร์โรสิส” แปลว่า ตับแข็ง โรคกลุ่มนี้เมื่อหาสาเหตุไม่ได้ก็แก้ไขไม่ได้ ถ้าตับอักเสบเป็นมาก นานพอควร โรคจะเข้าสู่ระยะตับแข็ง และถึงระยะหนึ่งก็จะมีตับวาย การรักษาทำได้ด้วยการเปลี่ยนตับ

ท่านที่อ่านมาถึงตรงนี้คงต้องเป็นคนที่สนใจตับพอสมควร หรือไม่ก็มีโรคตับที่แพทย์ใช้คำแปลก ๆ วินิจฉัยโรคให้ ยังมีโรคตับอีกหลายชนิดที่ไม่สามารถนำมาเขียนไว้ในที่นี้ ถ้าต้องการหาความรู้เพิ่มเติมคงต้องถามรายละเอียดจากแพทย์ผู้ดูแล ยิ่งถ้าโรคยาก ๆ โรคตับอักเสบเรื้อรังที่แพทย์ยังไม่สามารถหาชื่อโรคให้กับท่านได้ แนะนำให้พบแพทย์โรคตับโดยเฉพาะ

ข้อมูลจาก นายแพทย์ ดร.ปิยะวัฒน์  โกมลมิศร์ ศูนย์โรคตับ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์.

นายแพทย์สุรพงศ์ อำพันวงษ์

ที่มา : เดลินิวส์ 26 ตุลาคม 2557

โรคติดเชื้อและมะเร็ง ป้องกันได้ด้วยวัคซีน

dailynews140921_01เมื่อพูดถึงวัคซีน หลายคนนึกถึงภาพสมัยวัยเด็กที่ร้องไห้ทุกครั้งที่เห็นเข็มฉีดยา และคิดว่าผู้ใหญ่แข็งแรงไม่จำเป็นต้องฉีดวัคซีนแล้ว ซึ่งเป็นความคิดที่ผิด วันนี้หมอจึงมาให้ความรู้เกี่ยวกับโรคติดเชื้อและมะเร็งที่สามารถป้องกันได้ด้วยวัคซีนกัน

1. ไข้หวัดใหญ่ (Influenza) การติดเชื้อไข้หวัดใหญ่พบได้ตลอดทั้งปีและทุกกลุ่มอายุ ติดต่อโดยไอจามรดใส่กัน และสัมผัสสิ่งของปนเปื้อนเชื้อไข้หวัดใหญ่ อาการแสดงคือ ไข้สูงเฉียบพลัน ปวดเมื่อยตามตัว ปวดศีรษะ เพลียมาก น้ำมูกใส ไอแห้ง เจ็บคอ แต่อาการจะเป็นรุนแรง หายใจล้มเหลว ถึงขั้นเสียชีวิตได้ในบุคคลกลุ่มเสี่ยงได้แก่ ผู้สูงอายุ เด็กเล็ก หญิงตั้งครรภ์ มีโรคประจำตัวเรื้อรัง เช่น หอบหืด ถุงลมโป่งพอง โรคหัวใจ เบาหวาน โรคไต โรคเลือด และได้รับยากดภูมิคุ้มกัน ปัจจุบันจึงแนะนำให้ฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ในกลุ่มเสี่ยงดังกล่าว, บุคลากรทางการแพทย์, ผู้ที่พักอยู่ในบ้านเดียวกับคนที่เสี่ยง และผู้ที่ต้องการได้รับวัคซีน โดยฉีดวัคซีนปีละ 1 ครั้ง ก่อนเข้าฤดูฝน (ประมาณเดือน พ.ค.) เพราะเป็นช่วงที่ระบาดมากที่สุด แต่อย่างไรก็ตามวัคซีนไข้หวัดใหญ่ไม่สามารถป้องกันไข้หวัดธรรมดาได้ ดังนั้นสิ่งสำคัญในการป้องกันการติดเชื้อหวัดและไข้หวัดใหญ่คือ รักษาสุขภาพให้แข็งแรง พักผ่อนให้เพียงพอ กินอาหารให้ครบ 5 หมู่ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ล้างมือบ่อย ๆ หลังสัมผัสสารคัดหลั่ง เช่นน้ำมูก หรือเสมหะ และสวมหน้ากากอนามัยทุกครั้งเมื่อเริ่มมีหวัดหรือเวลาใกล้ชิดกับผู้ป่วย

2. โรคติดเชื้อนิวโมคอคคัส เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย Streptococcus pneumoniae ก่อให้เกิดโรคหูน้ำหนวก ไซนัสอักเสบ และสามารถเกิดอาการ รุนแรง เช่น เยื่อหุ้มสมองอักเสบ ปอดอักเสบ และติดเชื้อในกระแสเลือดได้ กลุ่มที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อรุนแรง ได้แก่ เด็กเล็ก, ผู้สูงอายุ, ผู้ไม่มีม้าม,ผู้มีโรคประจำตัวเรื้อ รังเช่น เบาหวาน หัวใจวาย ปอดอุดกั้นเรื้อรัง ตับแข็ง ติดบุหรี่ และมีการรั่วของน้ำไขสันหลัง ดังนั้นจึงแนะนำให้ฉีดวัคซีนนิวโมคอคคัสในผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยงดังกล่าว และบุคคลที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไปเพื่อป้องกันไม่ให้มีอาการรุนแรงจากการติดเชื้อนิวโมคอคคัสนี้ ปัจจุบันมีการพัฒนาวัคซีนชนิดคอนจูเกต 13 สายพันธุ์ ซึ่งฉีดเพียง 1 เข็มก็สามารถป้องกันการเกิดนิวโมคอคคัสชนิดรุนแรงได้ โดยยังไม่มีรายงานว่าต้องฉีดกระตุ้นซ้ำอีก

3.โรคบาดทะยัก-คอ ตีบ-ไอกรน เป็นอีก 3 โรคติดเชื้อแบคทีเรียที่สามารถเจอได้ในสิ่งแวดล้อม เชื้อบาดทะยักเข้าทางบาดแผลที่ผิวหนังและเข้าไปทำลายเส้นประสาทและสมอง เกิดอาการแข็งเกร็งกระตุกเป็นพักๆ, โรคคอตีบจะมีอาการเจ็บคอ แผ่นฝ้าขาวในคอ คอบวมทำให้หายใจลำบาก อุดกั้นทางเดินหายใจได้ และโรคไอกรนในผู้ใหญ่พบน้อยกว่าในเด็ก แสดงอาการคือ ไอแรงเป็นชุด ๆ นานติดต่อกัน 3 เดือน (หรือที่เรียกว่า ไอร้อยวัน) โรคทั้ง 3 โรคนี้สามารถป้องกันได้ด้วยการฉีดวัคซีน ซึ่งถึงแม้เคยฉีดวัคซีนทั้ง 3 ชนิดตอนเป็นทารกแรกเกิดก็ตาม แต่เมื่อโตขึ้นภูมิต้านทานลดลง ดังนั้นสำหรับผู้ใหญ่แนะนำให้ฉีดวัคซีนบาดทะยักและคอตีบเป็นประจำทุก 10 ปี และฉีดวัคซีนไอกรนกระตุ้นซ้ำอีก 1 ครั้งเมื่อเข้าสู่วัยรุ่น

4. ไวรัสเอชพีวี (Human papilloma virus) ติดต่อจากการมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ได้สวมถุงยางอนามัย ไวรัสชนิดนี้เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดมะเร็งปากมดลูก มะเร็งรูทวารเพศชาย และหูดที่อวัยวะเพศ โดยมะเร็งปากมดลูกพบบ่อยเป็นอันดับ 1 ของมะเร็งในผู้หญิงซึ่งเฉลี่ยแล้วมีผู้ป่วยรายใหม่วันละ 17 ราย ปัจจุบันมีวัคซีนป้องกันเชื้อเอชพีวีสายพันธุ์ที่ก่อให้เกิดมะเร็งปากมดลูกและหูดได้ ซึ่งฉีดให้วัยรุ่นหญิงและชายก่อนมีเพศสัมพันธ์ตั้งแต่อายุ 11-26 ปี ฉีดทั้งหมด 3 เข็ม ถึงแม้มีเพศสัมพันธ์แล้วก็สามารถรับวัคซีนได้ แต่ประสิทธิภาพในการป้องกันมะเร็งปากมดลูกจะลดลง แต่อย่างไรก็ตามหญิงที่อายุมากกว่า 35 ปี หรือมีเพศสัมพันธ์แล้วยังคงต้องตรวจภายในเพื่อคัดกรองมะเร็งปากมดลูก ถึงแม้ว่าเคยรับวัคซีนป้องกันเอชพีวีก็ตาม

นอกจากนี้ยังมีวัคซีนป้องกันการติดเชื้ออีกหลายชนิดที่ไม่ได้กล่าวถึง เช่น หัดเยอรมัน คางทูม ไวรัสตับอักเสบบี ฯลฯ ซึ่งมีความจำเป็นเช่นกัน หมอจะมาเล่าให้ฟังในคราวต่อไป สุดท้ายนี้ขอเชิญชวนให้ฉีดวัคซีนให้ตัวคุณเองและคนที่คุณรัก เพื่อป้องกันการติดเชื้อก่อนที่จะเป็นโรคกันนะคะ.

พญ.สมรรจน์ ลิ้มมหาคุณ
อายุรแพทย์โรคติดเชื้อ

ที่มา : เดลินิวส์ 21 กันยายน 2557

ระวัง ไวรัสตับอักเสบบีและซี

bangkokbiznews140725_01แพทย์เตือนโรคไวรัสตับอักเสบบีและซี ตัวการสำคัญการเกิดตับแข็งและมะเร็งตับ

แพทย์เตือนโรคไวรัสตับอักเสบบีและซี ตัวการสำคัญการเกิดตับแข็งและมะเร็งตับ

รศ.นพ.ธีระ พิรัชวิสุทธิ์ ผู้อำนวยการอาวุโส และแพทย์ผู้เชี่ยวชาญสถาบันโรคตับ และระบบทางเดินอาหาร โรงพยาบาลสมิติเวช สุขุมวิท กล่าวว่าในผู้ป่วยที่ติดเชื้อไวรัสบีหรือซีเรื้อรัง จะเกิดตับอักเสบเรื้อรังมีค่าของเอนไซม์ตับ (AST, ALT) สูงกว่าปกติ ซึ่งอาจสูงกว่าปกติตลอด หรือค่าแกว่งขึ้นลงเป็นระยะ ในผู้ป่วยที่มีตับอักเสบเรื้อรัง จะมีการทำลายเซลล์ตับเรื้อรัง เกิดผังผืดสะสมมากขึ้น จนเกิดตับแข็ง ได้ร้อยละ 20 – 25 ภายในเวลา 8 – 20 ปี หลังจากเกิดตับแข็งจะมีการดำเนินโรคจนเกิดตับวายได้ร้อยละ 4 – 6 ต่อปี อาการของตับวาย เช่น ดีซ่าน ท้องมาน ซึม

ผู้ป่วยที่มีตับแข็งจะมีโอกาสเกิดมะเร็งตับได้ ร้อยละ 3-8 ต่อปี พบว่าไวรัสบีและซีเป็นสาเหตุของมะเร็งตับในคนไทยสูงถึงมากกว่าร้อยละ 80 ที่สำคัญผู้ป่วยไวรัสบีหรือซีเรื้อรังมักจะไม่มีอาการอะไร จนทำให้ผู้ป่วยเข้าใจผิดว่าตนเองปกติแข็งแรงดี กว่าจะมีอาการทางคลินิกผู้ป่วยก็มักจะมีภาวะตับแข็งที่เป็นมากจนเริ่มมีตับวายเรื้อรังแล้ว ในกรณีมะเร็งตับก็จะมีขนาดมะเร็งที่ใหญ่เกินกว่ารักษาให้ได้ผลดีแล้วเช่นกัน

นอกจากนี้ ค่าเอนไซม์ตับอาจจะอยู่ในเกณฑ์ปกติได้ เพราะการตรวจดูเอนไซม์ตับทุก 3-6 เดือน อาจจะไม่พบค่าผิดปกติในผู้ป่วยที่มีค่าเอนไซม์ตับแกว่งขึ้นลง ดังนั้นประมาณร้อยละ 15-20 ของผู้ป่วยไวรัสบีและซีเรื้อรังจะมีการดำเนินโรคไปเป็นตับแข็งหรือมะเร็งตับในขณะที่ตรวจแต่ค่าเอนไซม์เป็นช่วงๆ แล้วพบว่าปกติ

ที่มา : กรุงเทพธุรกิจ 25 กรกฎาคม 2557

โรคตับอักเสบเรื้อรังจากไวรัสตับอักเสบบี

dailynews130707_001ทั่วโลกมีผู้ที่เคยได้รับเชื้อไวรัสตับอักเสบบี (Hepatitis B virus: HBV) มากกว่า 2,000 ล้านคน ในขณะที่มีประชากรไม่ต่ำกว่า 378 ล้านคน (หรือเท่ากับร้อยละ 6 ของประชากร โลก) เป็นพาหะของเชื้อไวรัสตับอักเสบบี ทั้งนี้ มีการคาดการณ์ว่าร้อยละ 75 ของผู้ที่เป็นพาหะของเชื้อไวรัสตับอักเสบบี มีถิ่นฐานอยู่ในทวีปเอเชีย ส่วนความผิดปกติของตับเนื่องจากการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี นอกจากเป็นพาหะของเชื้อไวรัสตับอักเสบบีแล้ว ยังอาจพบโรคตับอักเสบเรื้อรัง โรคตับแข็ง โรคมะเร็งตับ และโรคตับอักเสบเฉียบพลันได้

โรคตับอักเสบเรื้อรังจากเชื้อไวรัสตับอักเสบบี สามารถวินิจฉัยได้จากการตรวจเลือด หากพบแอนติเจนของเชื้อเป็นบวกอย่างน้อย 3-6 เดือนร่วมกับมีจำนวนไวรัสสูง โรคนี้เป็นโรคที่มีความสำคัญเนื่องจากว่าร้อยละ 15-40 ของผู้ที่มีเชื้อไวรัสตับอักเสบบี อาจเกิดโรคตับแข็ง มะเร็งตับและตับวาย

ปัจจัยสำคัญที่ส่งเสริมการดำเนินของโรคตับอักเสบเรื้อรังไปเป็นโรคตับแข็งและมะเร็งตับได้แก่ จำนวนของไวรัสตับอักเสบบีที่มาก เอนไซม์ตับขึ้นสูง เพศชาย อายุมาก และดื่มสุราเป็นประจำ ในอดีตผู้ที่ได้รับเชื้อไวรัสตับอักเสบบีในประเทศไทยและประเทศอื่น ๆ ในเอเชีย มักได้รับเชื้อจากมารดา ในขณะที่คลอดลูก ผู้ที่ได้รับเชื้อไวรัสตับอักเสบบีตั้งแต่แรกเกิดมักมีระยะของโรคอยู่ในระยะภูมิคุ้มกันไม่ตอบสนองเป็นเวลานาน ซึ่งในระยะนี้จะพบจำนวนไวรัสสูงมาก โดยที่เอนไซม์ตับปกติ และมีแอนติเจนของ HBe เป็นบวก เมื่อเข้าสู่ระยะที่ 2 ซึ่งเป็นระยะภูมิคุ้มกันแข็งแรง เอนไซม์ตับเพิ่มสูงขึ้น นำไปสู่การลดลงของจำนวนเชื้อไวรัสตับอักเสบบี และมีการเปลี่ยนแปลงของแอนติเจน HBe ไปเป็นแอนติบอดี้ของ HBe เข้าสู่ระยะพาหะที่โรคสงบ ผู้ที่อยู่ในระยะนี้มักมีเอนไซม์ตับปกติ จำนวนเชื้อไวรัสตับอักเสบบีต่ำมากหรือตรวจไม่พบ และมีแอนติบอดี้ของ HBe แต่บางครั้งระหว่างการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น อาจเกิดการกลายพันธุ์ของไวรัสชนิดนี้ได้ ทำให้ตับกลับมามีการอักเสบรุนแรงได้อีก พยาธิสภาพของตับที่อักเสบรุนแรงต่อเนื่องเป็นเวลานาน ก็จะทำให้กลายเป็นตับแข็งได้สูง

ข้อพิจารณาว่าใครควรได้รับการรักษาด้วยยาต้านไวรัส ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น อายุ จำนวนไวรัส ระดับเอนไซม์ตับ และโรคร่วมที่มีอยู่ ผู้ที่ยังไม่ควรได้รับการรักษาได้แก่ ผู้ที่อยู่ในระยะที่ 1 หรือระยะภูมิคุ้มกันไม่ตอบสนอง เนื่องจากการรักษาแล้วมักไม่ได้ผล ตับระยะนี้มักมีการอักเสบน้อยและมีโอกาสพัฒนาไปเป็นโรคตับแข็งได้น้อย การที่มีเชื้อไวรัสตับอักเสบบีในระยะนี้ ไม่ควรได้รับการรักษาเนื่องจากร่างกายยังขาดการตอบสนองต่อการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี แต่ไม่ได้หมายความว่าไม่ต้องรักษาตลอดไป ผู้ป่วยกลุ่มนี้ควรได้รับการติดตามเป็นระยะ ๆ เพื่อรอดูเวลาที่เหมาะสมของการเริ่มรักษา เช่น เมื่อโรคมีการเปลี่ยนแปลงจากระยะที่ 1 เข้าสู่ระยะที่ 2 แต่ถ้าผู้นั้นมีอายุ 40 ปีขึ้นไปและมีจำนวนเชื้อไวรัสสูงมาก แต่ระดับเอนไซม์ตับปกติหรือไม่สูงมาก ควรได้รับการเจาะตับ เพื่อตรวจหาพยาธิสภาพของเนื้อตับโดยละเอียด ถ้ามีความรุนแรงของโรคมากพอ ก็ควรรักษาด้วยยาต้านไวรัส

การป้องกันหรือหยุดยั้งการเกิดโรคตับแข็งและมะเร็งตับ เป็นเป้าหมายสูงสุดของการรักษาโรคตับอักเสบเรื้อรังจากไวรัสตับอักเสบบี เมื่อจำนวนของไวรัสลดลง ระดับเอนไซม์ตับกลับมาปกติ และพยาธิสภาพของตับดีขึ้น ปัจจุบันมียาที่ได้รับการยอมรับโดยองค์การอาหารและยาแห่งประเทศสหรัฐอเมริกา ในการใช้รักษาโรคตับอักเสบเรื้อรังจากไวรัสบี ทั้งยาฉีดได้แก่ อินเตอเฟอรอน (interferon) เพ็กเกอเล็ดเต็ดอินเตอเฟอรอน(pegylated interferon) และยาต้านไวรัสชนิดรับประทาน 5 ชนิด ได้แก่ ลามิวูดีน (lamivudine) อะเด็ฟโฟเวีย (adefovir) เอนติคาเวีย (entecavir) เทลบิวูดีน (telbivudine) และล่าสุดได้แก่ ทินอฟโฟเวีย (tenofovir)

ในการดูแลและป้องกันโรคตับอักเสบเรื้อรังจากไวรัสตับอักเสบบี สามารถทำได้อย่างไร และวัคซีนป้องกันโรคไวรัสตับอักเสบบี มีประสิทธิภาพอย่างไร ติดตามได้ฉบับหน้า.

รศ.พญ.อาภัสณี โสภณสฤษฎ์สุข
ภาควิชาอายุรศาสตร์คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล

ที่มา:  เดลินิวส์  6 กรกฎาคม 2556

dailynews130713_001

มาดูแลและป้องกันโรคตับอักเสบเรื้อรังจากไวรัสตับอักเสบบี

ต่อเนื่องจากฉบับที่แล้ว แฟนคอลัมน์ก็คงจะทราบถึงสาเหตุการเกิดโรคตับอักเสบเรื้อรังจากไวรัสตับอักเสบบีกันไปแล้ว ฉบับนี้..เรามาร่วมดูแลและป้องกันโรคตับอักเสบเรื้อรังจากไวรัสตับอักเสบบีกันดีกว่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งการป้องกันด้วยการฉีดวัคซีน จะเป็นอย่างไร มีข้อห้ามและการปฏิบัติตัวอย่างไร ติดตามกันต่อได้เลย

สำหรับการดูแลและป้องกันโรคตับอักเสบเรื้อรังจากไวรัสตับอักเสบบี ผู้ที่ตรวจพบว่ามีเชื้อไวรัสตับอักเสบบี แม้ว่าจะมีเอนไซม์ตับปกติ แต่ก็ควรได้รับการติดตามว่าพบเชื้ออีกหรือไม่ทุก ๆ 3-6 เดือน โดยในการตรวจนับจำนวนไวรัสตับอักเสบบี และการตรวจดีเอ็นเอ ถือว่ามีความจำเป็นเพื่อประกอบการประเมินโรคอย่างมาก

นอกจากนี้ควรมีการติดตามแอลฟ่าฟีโตโปรตีน (Alpha-  fetoprotein) และทำการ อัลตราซาวด์ตับทุก ๆ 6 เดือนในผู้ที่มีความเสี่ยงสูงของการเกิดโรคมะเร็งตับ ได้แก่ ชายอายุ 40 ปีขึ้นไป หญิงอายุ 50 ปีขึ้นไป ที่เป็นโรคตับแข็ง มีคนในครอบ ครัวเป็นมะเร็งตับ ในกลุ่มผู้ที่มีอายุ40 ปีขึ้นไปที่มีเอนไซม์ตับและหรือจำนวนไวรัสตับอักเสบบีสูง ควรหลีกเลี่ยงการรับประทานถั่วลิสงหรือพริกป่นบด เนื่องจากอาจมีเชื้อราอะฟลาทอกซินปนเปื้อน ที่อาจเพิ่มความเสี่ยงของการเกิดมะเร็งตับได้

ส่วนในผู้ที่มีเชื้อไวรัสตับอักเสบบี ผู้ที่เป็นพาหะของไวรัสตับอักเสบบี หรือเป็นโรคตับอักเสบเรื้อรังจากไวรัสตับอักเสบบี ไม่ควรดื่มสุราหรือใช้ยาสมุนไพร ทั้งยังให้ระมัดระวังการใช้ยาที่เป็นพิษต่อตับ ซึ่งสามารถใช้ยาลดไข้แก้ปวดได้โดยไม่ใช้ยาเกินขนาด ไม่บริจาคโลหิต ระวังการติดต่อโรคให้ผู้อื่น เช่น จากแม่ไปสู่ลูก การมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกัน พยายามไม่ให้สารคัดหลั่งสัมผัสบาดแผลของผู้อื่น ควรแจ้งให้สูติ-นรีแพทย์ทราบเมื่อไปฝากครรภ์ พักผ่อนให้เพียงพอ และติดตามการรักษากับแพทย์อย่างสม่ำเสมอในกรณีที่ได้รับการรักษาด้วยยาต้านไวรัสตับอักเสบบี

การป้องกันโรคไวรัสตับอักเสบบี (HBV) เมื่อเชื้อไวรัสตับอักเสบบีอยู่ในอากาศภายนอกที่มีอุณหภูมิปกติ เชื้อจะมีชีวิตอยู่ได้นาน 7วัน โดยเชื้อสามารถติดต่อจากแม่สู่ลูกได้ในระหว่างตั้งครรภ์และการคลอดบุตร การติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีในเด็ก ระยะต้นอาจเกิดจากเชื้อไวรัสตับอักเสบบี จากเลือด หรือสารคัดหลั่งที่มีเชื้อชนิดนี้ไปสัมผัสกับบาดแผลตามร่างกาย ส่วนการติดต่อทางเพศสัมพันธ์เป็นสาเหตุส่วนใหญ่ของการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีในประเทศที่พัฒนาแล้ว แต่ในประเทศที่กำลังพัฒนาพบว่ามีความชุกของเชื้อไวรัสชนิดนี้ค่อนข้างสูง มักมีการติดต่อจากแม่สู่ลูกหรือได้รับเชื้อในวัยเด็กระยะต้น การป้องกันการติดเชื้อสามารถทำได้โดยการมีเพศสัมพันธ์แบบปลอดภัย มีสุขอนามัยที่ดี มีการตรวจหาไวรัสตับอักเสบบีในเลือดทุกถุง และปฏิบัติตามหลักการปลอดเชื้อที่แพทย์แนะนำ

ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2523 เป็นต้นมา พบว่าการใช้วัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบบีนั้น วัคซีนมีประสิทธิภาพในการป้องกันโรคมากถึงร้อยละ 95 และจัดเป็นวัคซีนตัวแรกที่สามารถป้องกันโรคมะเร็งได้ วัคซีนป้องกันโรคไวรัสตับอักเสบบีจะฉีดเข้ากล้ามเนื้อโดยห่างจากเข็มแรก 1 เดือน และ 6 เดือน ผู้ที่ทราบว่าตนเองมีเชื้อไวรัสตับอักเสบบี ควรหลีกเลี่ยงการมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกัน ให้คู่ของตนเองไปฉีดวัคซีนให้มีภูมิต้านทานก่อนแต่งงาน และหลีกเลี่ยงการบริจาคโลหิต อวัยวะ และสารคัดหลั่งของร่างกาย

ในส่วนของวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบบี คำถามว่าใครควรได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคไวรัสตับอักเสบบี? ต้องบอกว่า ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2534 องค์การอนามัยโรคมีนโยบายให้โรงพยาบาลทุกแห่งมีการฉีดวัคซีนป้องกันโรคไวรัสตับอักเสบบีแก่ทารกแรกเกิดทุกราย เช่นเดียวกันกับผู้ที่อยู่ภายในบ้านเดียวกันกับผู้ที่เป็นโรคตับอักเสบเฉียบพลันจากไวรัสตับอักเสบบีหรือเป็นพาหะของไวรัสตับอักเสบบี รวมถึงผู้ที่มีประวัติการมีเพศสัมพันธ์ที่มีความเสี่ยง เช่น มีคู่นอนหลายคน ผู้ชายที่มีเพศสัมพันธ์กับผู้ชาย ผู้ที่เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ รวมทั้งผู้ค้าบริการทางเพศ

สำหรับประโยชน์สำคัญของวัคซีนป้องกันโรคไวรัสตับอักเสบบี  นั้น การฉีดวัคซีนป้องกันโรคไวรัสตับอักเสบบี ทำให้อุบัติการณ์ของโรคตับแข็ง มะเร็งตับในเด็กและวัยรุ่น ลดลงอย่างชัดเจน วัคซีนป้องกันโรคไวรัสตับอักเสบบี มีความปลอดภัยและมีผลข้างเคียงน้อยมาก

เมื่อฉีดวัคซีนป้องกันโรคไวรัสตับอักเสบบีครบ 3 เข็มแล้ว ควรตรวจวัดระดับภูมิต้านทาน anti-HBs ภายใน 1-3 เดือน ถ้ามีระดับภูมิต้านทานต่อไวรัสตับอักเสบบี หรือ anti-HBs มากกว่า 10 IU/L (international units per liter) ถือว่าป้องกันได้ มีผลการศึกษาพบว่าไม่จำเป็นต้องฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบบีซ้ำอีก ถ้าร่างกายเคยสร้างภูมิต้านทาน anti-HBs ขึ้นมาแล้ว ภูมิต้านทานนี้สามารถป้องกันเชื้อไวรัสตับอักเสบบีได้ตลอดชีวิต.

รศ.พญ.อาภัสณี โสภณสฤษฎ์สุข
ภาควิชาอายุรศาสตร์
คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี
มหาวิทยาลัยมหิดล

ที่มา:  เดลินิวส์  13 กรกฎาคม 2556

เตือนภัย “ไวรัสตับอักเสบซี” หลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงห่างไกลโรค

dailynews121223_004dสุขภาพดีเป็นสิ่งที่ทุกคนต่างปรารถนา การดูแลรักษาสุขภาพร่างกายให้มีความแข็งแรงและมีความรู้เข้าใจในโรคภัยอย่างถูกต้อง สิ่งเหล่านี้มีความหมายความสำคัญอย่างยิ่ง

ไวรัสตับอักเสบ สาเหตุที่ทำให้การทำงานของตับผิดปกติ นอกเหนือจากจะคุ้นเคยกันในชื่อของไวรัสตับอักเสบ A และ B แล้วยังมี C,D,E ฯลฯ ที่เป็นปัญหาคือ การติดเชื้อไวรัสตับอักเสบชนิด บีและซี ซึ่งทำให้เกิดเป็นโรคตับอักเสบเรื้อรังได้

dailynews121223_004aรศ.พญ.อาภัสณี โสภณสฤษฎ์สุข แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคตับ สาขาวิชาโรคทางเดินอาหารและตับ ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี ให้ความรู้กล่าวถึงโรคตับอักเสบเรื้อรังจากไวรัสตับอักเสบซึ่งสถาน การณ์ของโรคนี้เป็นปัญหามานานทั้งเรื่องของจำนวนผู้ป่วยและความชุกของการติดเชื้อไวรัส

ปัจจุบันความชุกของไวรัสตับอักเสบบีลดลงจึงทำให้เห็นถึงจำนวนของผู้ป่วยที่ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซีมากขึ้น หรือเห็นผลที่เกิดจาก การติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซีมานานและหากไม่ได้รับการรักษาก็อาจทำให้หน้าที่ของตับเสื่อมสภาพลง เกิดเป็นตับแข็งและมะเร็งตับในที่สุด

ไวรัสตับอักเสบซี สถานการณ์ทั่วโลกปัจจุบันโดยเฉลี่ยผู้ป่วยที่เป็นโรคตับอักเสบไวรัสซีมีประมาณ 170 ล้านคน ในทวีปเอเชียมีประมาณ 35 ล้านคน ส่วนประเทศไทยจากตัว เลขผู้บริจาคโลหิตพบอุบัติการณ์ของไวรัสตับอักเสบซีประมาณ 1-3% โดยทางภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือพบมากกว่าภูมิภาคอื่น

นอกจากนี้ยังพบแนวโน้มของความชุกชุมของโรคสวนทางกับการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี ทั้งนี้ เนื่องจากได้มีการฉีดวัคซีนป้องกันการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีแก่เด็กเกิดใหม่ทุกคนทำให้อุบัติการณ์โรคไวรัสตับอักเสบบีน้อยลง การติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีจึงน้อยลงเรื่อย ๆ ขณะที่ไวรัสตับอักเสบซียังไม่มีวัคซีนป้องกัน

dailynews121223_004fการติดต่อของไวรัสตับอักเสบซีส่วนใหญ่ไม่เกี่ยวข้องกับการไอ จาม หรือการรับประทานอาหารร่วมกัน แต่การติดเชื้อไวรัสซีเกิดจากการสัมผัสเลือดโดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยง เช่น ผู้ที่ใช้สารเสพติด ผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรังที่ต้องได้รับการฟอกไตอยู่เป็นประจำกลุ่มนี้มีโอกาสติดเชื้อได้สูง นอกจากการติดต่อทางเลือดแล้วยังมีความเสี่ยง อื่น ๆ ที่อาจทำให้ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซี เช่น การสักตามร่างกาย ฯลฯ สิ่งเหล่านี้หากทำโดยผู้ที่ขาดความรู้และใช้เครื่องมือที่ไม่ผ่านการฆ่าเชื้อโรค ใช้อุปกรณ์ที่ใช้แล้วหรือไม่มีความสะอาดเพียงพอก็มีโอกาสเสี่ยงต่อการติดเชื้อไวรัส

ปัจจุบันในกรณีที่ผู้ป่วยมีความจำเป็นจะต้องได้รับเลือดแม้จะมีการตรวจคัดกรองเลือดทุกถุง แต่สำหรับผู้ที่เคยได้รับเลือดก่อนปี พ.ศ.2535 อาจมีความเสี่ยงต่อการได้รับเชื้อไวรัสตับอักเสบซี เพราะขณะนั้นยังไม่มีการคัดกรองไวรัสตับอักเสบซี ดังนั้นหากเป็นผู้ที่เคยได้รับโลหิตก่อนปี พ.ศ. 2535 ไม่ว่าจะเป็นการผ่าตัด เกิดอุบัติเหตุ ฯลฯ ควรได้รับการตรวจเลือดหาไวรัสตับอักเสบซี เพื่อจะได้เท่าทันการรักษา

dailynews121223_004b“จากที่กล่าวการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซีเป็นการรับเชื้อมาจากทางเลือดโดยตรงภายหลังได้รับเชื้อไวรัสตับอักเสบซีส่วนใหญ่จะไม่มีอาการมีเพียงส่วนน้อยที่มีอาการแบบเฉียบพลันโดยมีอาการตัวเหลือง ตาเหลืองหรือดีซ่าน จากนั้นร้อยละ 80 ของผู้ที่ได้รับเชื้อจะกลายเป็นโรคตับอักเสบเรื้อรัง ปัญหาที่ติด ตามมาหลังเป็นโรคตับอักเสบเรื้อรัง 15-20 ปีและไม่ได้รับการรักษานั้น ตับมีโอกาสกลายเป็นตับแข็งได้ในที่สุด แต่อย่างไรก็ตามผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการเร็วขึ้นกว่านี้หากดื่มสุรา ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบอื่นหรือมีโรคไขมันเกาะตับร่วมด้วยก็จะทำให้โรคดำเนินไปได้เร็วยิ่งขึ้น”

dailynews121223_004eทั้งนี้โรคตับอักเสบเรื้อรังจากไวรัสตับอักเสบซีมักไม่แสดงอาการใดเด่นชัด สิ่งนี้จึงอาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพได้ถ้ามีเชื้อไวรัสอยู่และไม่ได้รับการตรวจ การตรวจสุขภาพประจำปีตรวจการทำงานของตับหรือเอนไซน์ตับ ฯลฯ สิ่งเหล่านี้นับว่ามีความสำคัญ อีกทั้งการปฏิบัติตัวห่างไกลจากปัจจัยเสี่ยงเป็นอีกหนทางที่ทำให้หลีกไกลจากโรคดังกล่าวได้

ในกรณีที่ตรวจสุขภาพแล้วพบไวรัสตับอักเสบซีในการรักษานอกจากการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม การรักษาด้วยยามีทั้งยาฉีดและยารับประทานร่วมกันโดยใช้ระยะเวลาในการรักษาประมาณ 6 เดือน -1 ปี แพทย์ท่านเดิมให้ความรู้อีกว่า ตับอักเสบเรื้อรังจะไม่ทำให้เสียชีวิต แต่หากมีอาการตับแข็งแล้วจะมีความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งตับ แต่อย่างไรแล้วภาวะตับแข็งแบ่งเป็นระยะต้น ระยะกลาง และระยะปลาย ซึ่งหากได้รับการตรวจวินิจฉัยและเริ่มต้นรักษาที่รวดเร็วก็จะส่งผลดีต่อการรักษาและผู้ป่วย

dailynews121223_004cสิ่งที่ควรเฝ้าระวัง คือ หากเป็นผู้ที่มีความเสี่ยงควรได้รับการตรวจสุขภาพ ตรวจเช็กเอนไซน์ตับ ไวรัสตับอักเสบ บี และซีซึ่งหากตรวจพบไม่ควรตื่นตระหนกแต่ควรตระหนักในการดูแลสุขภาพ ไม่เครียด หรือกังวล ส่วนกลุ่มที่ดูแลรักษาสุขภาพ การตรวจสุขภาพเป็นประจำทุกปีหรือทุก 2 ปีมีความสำคัญเช่นเดียวกัน เพราะช่วยให้หลีกไกลและเท่าทันการรักษา เป็นการเตรียมความพร้อมให้กับตนเองหากต้องเผชิญกับโรคไวรัสตับอักเสบซี ปัจจุบัน ผู้ป่วยติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซีสายพันธุ์ 2 และ 3 ที่ใช้สิทธิรักษาพยาบาลข้าราชการ รัฐวิสาหกิจ ประกันสังคมและประกันสุขภาพแห่งชาติสามารถเบิกค่ารักษาได้

การรู้เท่าทันโรคเปลี่ยน แปลงพฤติกรรมการปฏิบัติตนเอง สิ่งเหล่านี้จึงไม่เพียงช่วยให้ไกลห่างจากไวรัสตับอักเสบซี แต่ยังช่วยให้มีสุขภาพร่างกาย สมบูรณ์แข็งแรงไกลห่างโรคร้ายทั้งปวงอีกด้วย.

 

ที่มา: เดลินิวส์ 23 ธันวาคม 2555

“เครื่องตรวจตับ” เทคโนโลยีใหม่ รู้ผลไว…รักษาได้ก่อนเกิดภาวะตับแข็ง

 

ตับเป็นอวัยวะที่มีหน้าที่สำคัญหลายอย่าง อาทิ สร้างน้ำดี ย่อยอาหารประเภทไขมัน ขจัดสารพิษ ทำลายเชื้อโรค ถ้าเราไม่ใช้งานตับมากเกินไปก็จะสามารถทำหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่ถ้าเมื่อใดที่เราไม่แน่ใจว่าตับของเราทำงานปกติดีหรือไม่ ปัจจุบันมี “เทคโนโลยีเครื่องตรวจตับ” ใหม่ที่มีความแม่นยำสูง ที่จะสามารถทราบภาวะเริ่มต้นของโรคตับได้แต่เนิ่นๆ และมีโอกาสรักษาหายขาดก่อนลุกลามเป็นโรคตับแข็ง…!!

ด้านสถานการณ์โรคตับในปัจจุบัน รศ.นพ.สมบัติ ตรีประเสริฐสุข แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านทางเดินอาหาร ศูนย์โรคทางเดินอาหารและตับกรุงเทพ โรงพยาบาลกรุงเทพ กล่าวว่า โรคตับในประเทศไทยที่พบบ่อยมากที่สุดในกลุ่มแรกคือ ไวรัสตับอักเสบบีและซี ซึ่งไวรัสบีจะเป็นในกลุ่มคนรุ่นอายุตั้งแต่ 40-60 ปี เพราะติดจากแม่สู่ลูกและจากการรับเลือด ถือเป็นปัญหามากในเอเชีย และเมื่อแม่อายุ 60 ปี ลูกจะมีอายุประมาณ 30-40 ปีก็ยังเป็นปัญหาหลักอยู่ ส่วนกลุ่มไวรัสซี มักเป็นในวัยทำงานอายุประมาณ 30-40 ปี ติดจากเข็มฉีดยาและการรับเลือดในสมัยก่อนที่ไม่ได้มีการตรวจคัดกรอง ดังนั้นคนที่เคยรับเลือดสม่ำเสมอหรือฟอกไตในยุคประมาณปี 2530 ต้น ๆ ส่วนใหญ่จะติดไวรัสซี

ไวรัสทั้ง 2 กลุ่มนี้ทำให้เกิดโรคตับแน่นอน คือโรคตับแข็ง แต่ถ้าเราได้รับการตรวจวินิจฉัยได้เร็ว เมื่อพบว่าเป็นตับอักเสบแล้ว ปัจจุบันประเทศไทยมียารักษาเพื่อให้เชื้อหมดไปจากร่างกายแล้ว ถ้าเชื้อหมดโอกาสที่จะเกิดตับแข็งก็น้อยลงไปมาก ดังนั้นถ้าเรารักษาได้เร็วและหายเร็วก็ไม่เกิดโรคตับแข็ง แต่บางคนเมื่อทราบแล้วแต่ชะล่าใจไม่รับการรักษาจนกลายเป็นตับแข็งและเป็นมะเร็งตับในที่สุด

กลุ่มที่ 2 เป็นกลุ่มโรคไขมันเกาะตับ ถือเป็นโรคที่ฮิตมา 10 ปีแล้ว มีงานวิจัยว่า เมื่อประมาณปี ค.ศ. 2000 พบโรคนี้ในประเทศไทย แต่ในต่างประเทศเริ่มต้นจากอเมริกาเมื่อประมาณ 40 ปีที่แล้ว มักเจอในคนอ้วน โดยมีการนำเข็มจิ้มที่เนื้อตับไปตรวจโดยการส่องกล้องจะเห็นไขมันในปริมาณมากเกินถึง 30-80 เปอร์เซ็นต์ ผู้ป่วยกลุ่มนี้จะมากขึ้นเรื่อย ๆ เพราะปัจจุบันเป็นกลุ่มที่มาตรวจร่างกายเป็นระดับคนชั้นกลาง มีฐานะ ทำงานออฟฟิศ กินดีอยู่ดีไม่มีเวลาออกกำลังกาย ทำให้น้ำหนักขึ้น นอกจากนี้ยังมีความเชื่อมโยงกับโรคเบาหวาน เมื่อเป็นเบาหวานและอ้วนมาก โรคไขมันเกาะตับจึงตามมา เป็นอาการรวมของโรคอ้วนที่ไปแสดงที่ตับทำให้ตับอักเสบและเป็นตับแข็งได้

ถ้าเปรียบเทียบการรักษาโรคไขมันเกาะตับจะยากกว่าโรคตับที่เกิดจากไวรัส เพราะไวรัสหมอให้ยารักษาได้ ถ้าคนไข้กินยาตามที่หมอสั่งอาการจะดีขึ้น แต่โรคไขมันเกาะตับไม่มียารักษา หมอจะแนะนำว่าให้ออกกำลังกาย ลดน้ำหนัก ลดอาหารประเภทแป้ง อาหารรสหวาน และมีไขมัน ซึ่งยากมากในการเปลี่ยนนิสัยการกินและการอยู่ของมนุษย์เรา แต่ถ้าทำได้ก็เป็นผลดี นอกจากนี้ยังมีผู้ป่วยอีกกลุ่มที่อ้วนซ่อนรูปดูไม่ออก เพราะนำไปเข้าเครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์วัดปริมาณไขมันในช่องท้องปกติ แต่ข้างในตับมีไขมันอยู่เต็มเลยทำให้เกิดไขมันเกาะตับ มีความเสี่ยงต่อโรคไขมันเกาะตับเช่นกัน แต่น้อยกว่ากลุ่มผู้ป่วยที่อ้วนชัดเจน ซึ่งคนกลุ่มนี้มักจะมาหาเราช้า เพราะคิดว่าตัวเองไม่อ้วนและแข็งแรงดี ซึ่งทางการแพทย์ได้เก็บข้อมูลวิจัยโดยการเจาะตับ 100 รายเป็นกลุ่มอ้วนซ่อนรูปประมาณ 1 ใน 4

กลุ่มสุดท้ายคือกลุ่มโรคแอลกอฮอล์ ในคนที่ดื่มเหล้าเข้าไปมาก ๆ เวลาเก็บจะเก็บเป็นพลังงานมีน้ำตาลและเปลี่ยนเป็นไขมันก็เป็นไขมันเกาะตับได้เหมือนกัน แต่เราจะไม่เรียกโรคไขมันเกาะตับ เราเรียกว่าโรคตับจากเหล้า เพราะเหล้าเป็นตัวต้นเหตุ แต่กลไกข้างในคล้าย ๆ กัน คือเหล้าเปลี่ยนแปลงเป็นไขมันพอกที่ตับส่วนหนึ่ง และเหล้ามีสารอื่น ๆ ที่ทำให้ตับพังด้วยอีกส่วนหนึ่ง

อย่างไรก็ตามทั้ง 3 โรคนี้ถ้าเราใช้เครื่องมือจากการตรวจร่างกายซึ่งปัจจุบันมีการพัฒนาการตรวจวินิจฉัยโดยนำเครื่องมือที่เรียกว่า Fibroscan with CAP (Controlled Attenuation Parameter) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีใหม่ล่าสุดในการตรวจวินิจฉัยเพื่อดูสภาพการเกิดพังผืดในเนื้อตับเข้ามาช่วย ที่โรงพยาบาลกรุงเทพถือเป็นแห่งแรกในประเทศไทยที่ใช้เทคโนโลยีนี้ โดยสามารถประเมินสภาวะพังผืดในเนื้อตับในผู้ป่วยที่เป็นตับแข็งระยะแรก ๆ รวมถึงติดตามผล ประเมินระดับความรุนแรงเพื่อวางแผนการรักษาและวินิจฉัยภาวะแทรกซ้อนของผู้ป่วยที่มีภาวะตับแข็งแทนการเจาะเนื้อตับอย่างรวดเร็วและแม่นยำ โดยผู้ป่วยจะไม่ได้รับความเจ็บปวดหรือเกิดภาวะแทรกซ้อนใด ๆ

หลักการทำงานของเครื่อง Fibroscan with CAP ในการตรวจหาภาวะพังผืดในเนื้อตับ ใช้หลักการปล่อยคลื่นเสียงเข้าไปในเนื้อตับ และใช้คลื่นอัลตราซาวด์ในการตรวจวัดความเร็วของคลื่นเสียงที่สะท้อนกลับเพื่อประเมินความนิ่มหรือแข็งของเนื้อตับ และการตรวจประเมินไขมันสะสมในตับ ใช้หลักการปล่อยคลื่นอัลตราซาวด์เข้าไปในเนื้อตับและวัดค่าความต้านทานนั้น ๆ หากตับมีปริมาณไขมันสะสมมากจะมีแรงต้านทานมาก ค่าที่ได้จะสูงตาม

ข้อดีในการตรวจด้วยเครื่อง Fibroscan with CAP คือ การเตรียมตัวของผู้ป่วยก่อนเข้ารับการตรวจไม่ยุ่งยาก ไม่ต้องงดน้ำและอาหาร สามารถตรวจได้ทันที สามารถทราบทั้งสภาวะพังผืดในเนื้อตับและปริมาณไขมันสะสมในตับโดยการตรวจเพียงครั้งเดียว โดยใช้เวลาในการตรวจประมาณ 8-10 นาที ก็สามารถทราบผลได้ทันทีหลังการตรวจ โดยไม่มีบาดแผล ไม่รู้สึกเจ็บ ผู้ป่วยไม่ต้องนอนโรงพยาบาล และค่าใช้จ่ายไม่สูงมาก ส่วนข้อจำกัดในการตรวจด้วยเครื่อง Fibro scan with CAP คือ ไม่สามารถตรวจหาจุดเนื้องอกหรือมะเร็งตับได้และไม่สามารถตรวจในผู้ป่วยที่มีดัชนีมวลกายมากกว่า 28 ได้ ที่สำคัญไม่ควรใช้กับผู้ป่วยตั้งครรภ์ ผู้ป่วยที่มีภาวะท้องมาน ผู้ป่วยที่ติดอุปกรณ์ทางการแพทย์ เช่น เครื่องกระตุ้นหัวใจ ผู้ป่วยที่ได้รับการปลูกถ่ายอวัยวะหรือโรคหัวใจ

 อย่างไรก็ตามผู้ป่วยที่มีอาการตับอักเสบจะนำไปสู่การเกิดพังผืดในตับหรือที่เราเรียกว่าตับแข็ง ซึ่งผู้ป่วยส่วนมากจะไม่แสดงอาการชัดเจน บางรายอาจมีอาการจุกแน่นชายโครงด้านขวา หรือบางรายที่เป็นมานานอาจมีอาการเริ่มต้นของภาวะตับแข็ง เช่น อ่อนเพลีย ท้องโต หากใครที่มีอาการลักษณะนี้หรือมีความเสี่ยงต่าง ๆ ควรรีบไปตรวจเช็กตับเพื่อรับการรักษาก่อนที่อาการจะลุกลามจนถึงขั้นไม่สามารถรักษาได้และเสียชีวิตในที่สุด…!!
……………………………………

สรรหามาบอก 

-โรงพยาบาลกรุงเทพ ร่วมกับศูนย์เยาวชนลุมพินี สำนักวัฒนธรรมกีฬาและการท่องเที่ยว กรุงเทพมหานคร ชวนคนรักสุขภาพร่วมงาน“รวมพลคนกรุงสุขภาพดี” ฟังสัมมนาหัวข้อ“ดูแลตัวเองอย่างไร…ให้ห่างไกลมะเร็ง” พร้อมรับบริการตรวจสุขภาพ เช่น ตรวจวัดความดันโลหิต, ตรวจวัดระดับน้ำตาลในเลือด โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย (สำหรับ 100 ท่านแรกที่ลงทะเบียนหน้างาน) ร่วมเล่นเกมและตอบคำถามรับของรางวัลมากมายในวันอาทิตย์ที่ 7 ตุลาคม 2555 เวลา 06.00–09.00 น. ที่ด้านหน้าอาคารพลเมืองอาวุโส สวนลุมพินี สอบถามโทร.1719

-บริษัท คอลเกต-ปาล์มโอลีฟ (ประเทศไทย) จำกัด โดยผลิตภัณฑ์โพรเทคส์ร่วมกับกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข สมาคมโรคติดเชื้อในเด็กแห่งประเทศไทย และบริษัท เซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล จำกัด จัดกิจกรรมรณรงค์วันล้างมือโลก 2012 ภายใต้โครงการโพรเทคส์ “ล้างมือต้านหวัด เด็กไทยแข็งแรง” พร้อมร่วมกิจกรรมสนุกและรับของที่ระลึก ในวันจันทร์ที่ 8 ตุลาคม 2555 เวลา 14.00 – 18.30 น. ณ ลานอีเดน ชั้น 2 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์

-โรงพยาบาลสมิติเวช ขอเชิญผู้สนใจร่วมงาน “October Go Pink” ปีที่ 3 ฟังเสวนาเรื่องโรคมะเร็งเต้านมแบบเจาะลึก พร้อมชมแฟชั่นโชว์หมวกไหมพรมเพื่อมอบให้กับผู้ป่วยมะเร็งเต้านม และไฮไลท์สุดพิเศษ เกรซ มหาดำรงค์กุล ไฮโซฯสาวชื่อดัง จะร่วมบริจาคผมให้กับโรงพยาบาลฯ เพื่อนำไปทำวิกผมให้กับผู้ป่วยมะเร็ง ในวันพุธที่ 10 ตุลาคม 2555 เวลา 13.30-15.30 น. ณ ลานเปียโน อาคาร Royal Wing ชั้น 1 โรงพยาบาลสมิติเวช สุขุมวิท สอบถามโทร.0-2711-8181

-โรงพยาบาลมนารมย์ ขอเชิญผู้สนใจฟังการบรรยาย เรื่อง“ไขปัญหาอัลไซเมอร์” ในวันเสาร์ที่ 13 ตุลาคม 2555 เวลา 08.30-12.00 น. ณ ห้องประชุมมนารมย์ โรงพยาบาลมนารมย์ โดยไม่มีค่าใช้จ่าย สนใจติดต่อสำรองที่นั่งได้ที่ โทร.0-2725-9595

ทีมวาไรตี้

ที่มา: เดลินิวส์ 7 ตุลาคม 2555

หญิง-ชาย เสี่ยงไวรัสตับอักเสบพอกัน เหตุถ่ายทอดจากแม่สู่ลูก

แพทย์เผยคนส่วนมากยังเข้าใจผิด คิดว่าผู้ชายมีความเสี่ยงติดเชื้อไวรัสตับอักเสบสูงกว่าผู้หญิง แต่ความจริงแล้วถึงแม้ผู้หญิงที่ไม่มีพฤติกรรมสำส่อนทางเพศ ไม่ดื่มเหล้าสูบบุหรี่ ก็มีโอกาสเสี่ยงติดเชื้อเทียบเท่าผู้ชายรักสนุก เหตุเพราะช่องทางการติดเชื้อส่วนใหญ่ในประเทศไทยยังคงมาจากแม่สู่ลูก ทั้งๆ ที่สามารถป้องกันได้ แต่อัตราการติดเชื้อผ่านช่องทางนี้ก็ยังสูงอยู่

นพ.บุญเลิศ อิมราพร อายุรแพทย์โรคระบบทางเดินอาหาร โรงพยาบาลเวชธานี กล่าวถึงเชื้อไวรัสตับอักเสบว่า ไวรัสตับอักเสบที่พบบ่อยในปัจจุบัน คือชนิดเอ บีและซี สำหรับไวรัสตับอักเสบชนิดดีและอีพบน้อย โดยผู้ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบจะแบ่งอาการเป็น 2 ลักษณะคือ ติดเชื้อแบบเฉียบพลัน ผู้ป่วยจะมีไข้ อ่อนเพลีย คลื่นไส้ อาเจียน เบื่ออาหาร อาจมีผื่น ปวดข้อ ร่วมด้วย ต่อมาไข้จะลดลง ผู้ป่วยจึงเริ่มมีอาการตาเหลือง ตัวเหลือง ส่วนอีกกลุ่มคือ ติดเชื้อแบบเรื้อรัง ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักไม่มีอาการผิดปกติ หรืออาจมีอาการที่ไม่จำเพาะ เช่น อ่อนเพลียเล็กน้อย กลุ่มนี้หากไม่ได้รับการดูแลรักษาที่เหมาะสมอาจนำไปสู่การเป็นตับแข็งและมะเร็งตับในที่สุด โดยเชื้อไวรัสที่ก่อให้เกิดตับอักเสบเรื้อรัง ได้แก่ ไวรัสตับอักเสบชนิดบี ซีและดีเท่านั้น ปัจจุบันพบจำนวนผู้ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีทั่วโลกประมาณ 350-400 ล้านคน ส่วนในประเทศไทยพบผู้ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีจากผู้บริจาคเลือดประมาณร้อยละ 5 และผู้ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีส่วนใหญ่จะไม่มีอาการผิดปกติ โดยเฉพาะในเด็กจะไม่แสดงอาการป่วยใดๆ แต่เมื่อโตเป็นผู้ใหญ่คนกลุ่มนี้มีโอกาสเสี่ยงของมะเร็งตับสูงกว่าคนทั่วไปประมาณ 200 เท่า หญิงเสี่ยงเป็นตับแข็งเช่นเดียวกับผู้ชาย

นพ.บุญเลิศกล่าวว่า ปัจจุบันคนส่วนใหญ่มีความเข้าใจว่า ผู้ชายมีความเสี่ยงที่จะติดเชื้อไวรัสตับอักเสบมากกว่าผู้หญิง โดยเฉพาะผู้ชายรักสนุกที่มีพฤติกรรมชอบดื่มสุรา สูบบุหรี่ มีคู่นอนหลายคน โดยลืมตระหนักไปว่า ผู้หญิงก็มีโอกาสเสี่ยงในการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบเท่ากันกับผู้ชาย เพราะในประเทศแถบเอเชียรวมถึงประเทศไทยช่องทางการติดเชื้อที่สำคัญยังคงมาจากแม่สู่ลูก ส่วนโอกาสที่จะกลายเป็นตับแข็งและมะเร็งตับก็มีได้เช่นเดียวกับผู้ชาย โดยเฉพาะสาวๆ ที่ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีอยู่แล้ว และมีพฤติกรรมชอบบริโภคอาหารที่มีไขมันมาก อาหารหมักดอง ถั่วหรือธัญพืชบางชนิดที่อาจมีสาร Aflatoxin ซึ่งเกิดจากเชื้อรา รวมถึงสาวๆ ที่ชอบซื้อยาหรือวิตามินที่อาจมีผลต่อตับมารับประทานเองโดยขาดการศึกษาข้อมูลที่เพียงพอ หรือไม่ได้อยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ ล้วนเป็นพฤติกรรมที่เอื้อให้เกิดภาวะตับอักเสบ ตับแข็งและมะเร็งตับ ได้เช่นเดียวกับผู้ชายคอทองแดงที่รักการดื่มแอลกอฮอล์ทั้งหลาย ดังนั้น ผู้หญิงไม่ควรชะล่าใจ เพราะต่างก็มีอัตราเสี่ยงติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ และมีโอกาสกลายเป็นมะเร็งตับไม่แตกต่างกันกับผู้ชาย

ด้าน นพ.รัชวิชญ์ เจริญกุล อายุรแพทย์โรคระบบทางเดินอาหาร โรงพยาบาลเวชธานี กล่าวเพิ่มเติมถึงช่องทางในการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบว่า ไวรัสตับอักเสบบี เป็นสาเหตุสำคัญของภาวะตับอักเสบเรื้อรัง ตับแข็งและมะเร็งตับ การติดต่อของไวรัสตับอักเสบบี จะไม่ติดต่อผ่านการรับประทานอาหาร น้ำลาย หรือการสัมผัส แต่สามารถติดต่อได้ 3 ทางคือ เลือดและส่วนประกอบของเลือด ติดต่อทางเพศสัมพันธ์ และการติดเชื้อจากแม่สู่ลูก ซึ่งยังคงเป็นช่องทางการติดเชื้อที่สำคัญในประเทศไทย ถึงแม้ว่าปัจจุบันจะมีวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบบีแล้วก็ตาม ยังพบผู้ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีสูงอยู่ ทั้งๆ ที่สามารถป้องกันได้ โดยการตรวจคัดกรอง หากพบว่าไม่มีภูมิต้านทานไวรัสก็สามารถรับวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบบีได้ หรือแม้กระทั่งติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีแล้ว ก็ป้องกันไม่ให้เป็นตับแข็งและมะเร็งตับได้ และหากวางแผนมีบุตรยังสามารถตั้งครรภ์และให้กำเนินทารกได้อย่างปลอดภัยภายใต้การดูแลของแพทย์

นอกจากนี้ นพ.รัชวิชญ์ ยังเปิดเผยว่า ไวรัสตับอักเสบซี ก็เป็นอีกหนึ่งสาเหตุสำคัญของภาวะตับอักเสบเรื้อรัง ตับแข็งและมะเร็งตับ แต่ไม่ง่ายเหมือนกับไวรัสตับอักเสบบีโดยติดทางเลือดเป็นหลัก ส่วนทางเพศสัมพันธ์และจากแม่ไปสู่นั้นน้อยมากๆ ในประเทศไทยจากข้อมูลการบริจาคเลือด พบว่ามีการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซีร้อยละ 1-2 ของประชากร ปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบซี ผู้ที่ได้รับเชื้อไวรัสตับอักเสบซี ส่วนใหญ่ไม่มีอาการผิดปกติ ตรวจพบได้โดยการตรวจเลือดเท่านั้น ซึ่งหากกลายเป็นไวรัสตับอักเสบซีเรื้อรัง และไม่ได้รับการรักษาจะเกิดภาวะแทรกซ้อนที่สำคัญ ได้แก่ ตับแข็งและมะเร็งตับในที่สุด

ส่วนผู้ที่ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบไม่ว่าชนิดใดก็ตาม นพ.รัชวิชญ์ แนะนำแนวทางปฏิบัติตัวว่า ควรงดดื่มสุราและไม่สูบบุหรี่ หลีกเลี่ยงการรับประทานยาโดยไม่จำเป็น ควรปรึกษาแพทย์ว่ายาชนิดนั้นมีผลต่อตับหรือไม่ หลีกเลี่ยงการรับประทานยาสมุนไพร พักผ่อนให้เพียงพอ งดออกกำลังกายหักโหม ตรวจสุขภาพสม่ำเสมอ เพื่อเฝ้าระวังตับแข็งและมะเร็งตับ แนะนำให้ญาติพี่น้อง คนใกล้ชิด สามีภรรยา ตรวจหาการติดเชื้อไวรัสและรับวัคซีนป้องกัน ระมัดระวังการแพร่เชื้อสู่ผู้อื่น กรณีมีข้อบ่งชี้ให้รับการรักษา ควรรักษาอย่างต่อเนื่อง

ไวรัสตับอักเสบเป็นปัญหาสาธารณสุขที่คนส่วนใหญ่ยังไม่ตระหนักถึงภัยเพียงพอ ทำให้มีผู้เสียชีวิตเพราะภาวะตับแข็งและมะเร็งตับจำนวนมาก ดังนั้น ศูนย์โรคระบบทางเดินอาหารและตับ โรงพยาบาลเวชธานี จึงรณรงค์ให้ประชาชนหันมาใส่ใจในโรคดังกล่าว ด้วยการเปิดให้ผู้ที่สงสัยว่ามีความเสี่ยง หรือผู้สนใจทั่วไปเข้ารับการเจาะเลือดเพื่อตรวจหาเชื้อไวรัสตับอักเสบบีและซี โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ได้ที่งานสัมมนา “ไวรัส วายร้าย ทำลายตับ” ซึ่งแพทย์ทั้งสองท่านจะมาให้ความรู้ในงานดังกล่าวด้วย ในวันเสาร์ที่ 31 มี.ค. 55 ที่โรงพยาบาลเวชธานี สอบถามโทร. 0-2734-0000

 

ที่มา: ไทยรัฐ 21 มีนาคม 2555

เพชฌฆาตเงียบ! ไวรัสตับอักเสบบี

เพชฌฆาตเงียบ! ไวรัสตับอักเสบบี

อ.นพ.วัชรศักดิ์ โชติยะปุตตะ 
ภาควิชาอายุรศาสตร์ 

ปัจจุบันคาดคะเนกันว่า มีคนไทยประมาณ 5 ล้านคน ที่ติดเชื้อโรคไวรัสตับอักเสบบี ซึ่งเป็นอันตรายต่อสุขภาพ เพราะเชื้อจะซ่อนตัวอยู่ในคนและก่อให้เกิดโรคตับแข็งและมะเร็งตับได้ ดูแล้วน่าตกใจไม่น้อยทีเดียว

จากสถิติ 100 คน พบว่ามีผู้เป็นพาหะโรคไวรัสตับอักเสบบีอยู่ 5-7 คน ซึ่งผู้ที่เป็นพาหะนั้น ไม่ได้เป็นโรค ไม่มีอาการเจ็บป่วย เพียงแต่มีเชื้ออยู่ในร่างกาย โดยผู้นั้นสามารถแพร่เชื้อให้ผู้อื่นได้ และเกือบร้อยละ 30 จะมีโอกาสพัฒนาเป็นโรคตับอักเสบเรื้อรัง ตับแข็ง และมะเร็งตับ โดยเฉพาะมะเร็งตับจะมีความเสี่ยงสูง กว่าคนปกติ 100-200 เท่า ซึ่งผู้ที่จะเป็นโรคตับร้ายแรงจะต้องมีเชื้อไวรัสตับอักเสบบีในร่างกายนานกว่า 20-30 ปีขึ้นไป ถ้าผู้ป่วยติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีขณะอายุน้อย ร้อยละ 90 จะมีการพัฒนาเป็นการติดเชื้อเรื้อรัง แต่ถ้า ติดเชื้อเมื่อโตขึ้นแล้วหรือในวัยผู้ใหญ่ โอกาสที่กลายเป็นการติดเชื้อเรื้อรังจะมีเพียงร้อยละ 10

 

ผู้ป่วยไวรัสตับอักเสบบีจะมีอาการแสดงแตกต่างกัน ถ้ามาด้วยอาการตับอักเสบเฉียบพลัน จะรู้สึกอ่อนเพลีย เบื่ออาหาร คลื่นไส้อาเจียน จุกแน่นชายโครงขวา ปัสสาวะเข้ม ตาเหลือง ซึ่งผู้ป่วยส่วนใหญ่ร้อยละ 90-95 จะหายเป็นปกติด้วยการสร้างภูมิคุ้มกันต่อไวรัสตับอักเสบบี พบผู้ป่วยเพียงร้อยละ 5-10 เท่านั้น ที่ไม่สามารถกำจัดไวรัสออกจากร่างกายได้ ส่วนผู้ป่วยอีกกลุ่มที่มีอาการตับอักเสบเรื้อรัง มักไม่มีอาการใดๆ จะรู้ว่าเป็นโรคนี้จากการตรวจเลือด แล้วพบการทำงานของตับผิดปกติ หรือถ้าผู้ป่วยมีอาการแสดง อาจมีแค่อ่อนเพลียหรือเหนื่อยง่ายเท่านั้น กรณีที่ผู้ป่วยมีอาการอักเสบเรื้อรังเป็นเวลานาน จะมีการทำลายเซลล์ตับมากๆ จนตับเสื่อมและกลายเป็นตับแข็งในที่สุด โดยมีอาการผอม ผิวแห้ง ผมบางเหมือนขาดสารอาหาร ท้องโตจากการมีน้ำในท้อง ตาตัวเหลือง และในระยะยาวอาจกลายเป็นมะเร็งตับได้

ปัจจุบันยังไม่มียาใดที่ใช้รักษาเพื่อกำจัดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีให้หมดจากร่างกายได้ ยาที่มีรักษาเป็นเพียงแค่ช่วยบรรเทาอาการเสื่อมของตับเท่านั้น โดยอาจเป็นยาฉีดหรือยากิน สำหรับผู้ที่เป็นไวรัสตับอักเสบบี ไม่ควรดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ซึ่งเป็นอันตรายต่อตับ และควรได้รับการเจาะเลือดเพื่อตรวจการทำงานของตับเป็นระยะๆ เพื่อหาความผิดปกติในเลือด รวมถึงควรหลีกเลี่ยงการใช้ยาที่ไม่จำเป็น เพราะยาเกือบทุกชนิดจะถูกทำลายที่ตับ และทุกครั้งที่พบแพทย์ต้องแจ้งให้ทราบว่าเป็นตับอักเสบ เพื่อกำหนดการใช้ยาในขนาดที่เหมาะสม

สำหรับผู้ป่วยไวรัสตับอักเสบบี เพศชายที่มีอายุ 40 ปี ขึ้นไป เพศหญิงที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป ผู้ที่มีภาวะตับแข็งแล้ว หรือผู้ที่มีคนในครอบครัวเป็นโรคมะเร็งตับควรรับการตรวจสุขภาพ การตรวจเลือดรวมถึงการตรวจอัลตราซาวนด์ในช่องท้องอย่างน้อยทุก 6 เดือน เพื่อตรวจหาโรคมะเร็งตับในระยะเริ่มต้น เพราะผู้ป่วยกลุ่มนี้มีโอกาสเสี่ยงที่จะเกิดมะเร็งตับสูงกว่าผู้ป่วยกลุ่มอื่นๆ

ที่มา: ASTV ผู้จัดการออนไลน์ 15 กุมภาพันธ์ 2555

“ไวรัสตับอักเสบบี โรคพบบ่อย ภัยเงียบอาจคร่าชีวิตได้”

ตับเป็นอวัยวะของคนเรามีความรับผิดชอบมากกว่า 500 หน้าที่ ที่จะขจัดพิษของเสียออกจากร่างกายและดูแลสุขภาพ นอกจากนี้ตับยังทำหน้าที่เสมือนแบตเตอรี่ในการเปลี่ยนอาหารที่เรารับประทานเข้าไปเป็นพลังงาน ควบคุมสารเคมีและฮอร์โมน ต่อต้านกับการติดเชื้ออันตรายที่คุกคามสุขภาพตับ อันตรายของโรคนี้มาจากหลายปัจจัยตั้งแต่เชื้อไวรัส ความผิดปกติของยีน จนกระทั่งไขมันที่ตับได้รับอย่างเหลือเฟือหรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ในบรรดาภัยที่คุกคามตับเหล่านี้ นับว่าไวรัสตับอักเสบเป็นภัยร้ายที่พบบ่อยที่สุดและโรคภัยร้ายใกล้ตัวที่มักถูกละเลย เพราะเป็นหนึ่งในสาเหตุหลักที่นำไปสู่โรคร้ายที่คร่าชีวิตคนไทยเป็นอันดับต้น ๆ อย่างโรคมะเร็งตับส่งผลให้สถานการณ์มะเร็งตับในประเทศไทยยังคงมีสถิติสูงขึ้นเรื่อย ๆ อย่างน่าเป็นห่วง

ข้อมูลจาก รองศาสตราจารย์ นายแพทย์ธีระ พิรัชวิสุทธิ์ นายกสมาคมโรคตับแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า โรคไวรัสตับอักเสบบีเป็นภัยคุกคามคนไทยและคนในเอเชียอย่างต่อเนื่อง จากสถิติพบว่าทั่วโลกมีผู้เป็นพาหะโรคไวรัสตับอักเสบบีเรื้อรังกว่า 350 ล้านคน และมีผู้ได้รับเชื้อชนิดนี้กว่า 2,000 ล้านคน ส่วนในประเทศไทยพบว่ามีผู้เป็นพาหะไวรัสตับอักเสบบีกว่า 3.5 ล้านคน ซึ่งมีสถิติพบว่าทั่วโลกมีผู้เสียชีวิตจากโรคไวรัสตับอักเสบบีที่ไม่ได้รับการรักษา 1 ล้านคนต่อปีส่งผลให้สถิติการเสียชีวิตจากโรคนี้สูงตามไปด้วยและมีแนวโน้มว่าจะสูงขึ้นเรื่อย ๆ  ปัจจุบันคนไทยยังมองข้ามอันตรายของโรคไวรัสตับอักเสบบี โดยเห็นว่าโรคนี้เป็นโรคที่ไม่น่ากลัวจึงละเลยในการดูแลรักษา รวมถึงบางรายไม่รู้ตัวเองว่าเป็นพาหะไวรัสตับอักเสบด้วยซ้ำไป

โรคไวรัสตับอักเสบบีเป็นโรคที่รุนแรงกว่าโรคเอดส์ถึง 100 เท่า เพราะโรคนี้ไม่แสดงอาการและสามารถแพร่เชื้อไปสู่ผู้อื่นได้ และเมื่อแพทย์ตรวจพบก็มีระยะโรคที่รุนแรงแล้ว เช่น ตับแข็ง ตับวาย มะเร็งตับ เป็นต้น ทางสมาคมโรคตับแห่งประเทศไทย จึงเล็งเห็นความสำคัญในการขจัดภัยเงียบที่คอยคุกคามตับของคนไทยมายาวนาน โดยจะต้องมีการป้องกันและดูแลรักษาโรคไวรัสตับอักเสบอย่างถูกต้อง เพราะตับเป็นอวัยวะที่ใหญ่ที่สุดและสำคัญที่สุดในร่างกาย มีหน้าที่สำคัญหลากหลายประการในการช่วยซักฟอกระบบร่างกายให้สะอาดและมีสุขภาพดี เสมือนเป็นแบตเตอรี่สำหรับผลิตพลังงานจากอาหารที่ร่างกายได้รับ ควบคุมสารเคมีและฮอร์โมน และช่วยป้องกันการติดเชื้อ การติดเชื้อเป็นสาเหตุของตับอักเสบ ซึ่งนำไปสู่มะเร็งตับประมาณร้อยละ 80 ที่มีอยู่ทั่วโลกโดยเฉพาะอย่างยิ่งการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี

โรคไวรัสตับอักเสบบีสามารถติดต่อผ่านคนได้โดยจากการสัมผัสเลือดและน้ำคัดหลั่งของผู้ติดเชื้อ ซึ่งการแพร่ของเชื้อชนิดนี้แตกต่างกัน ขึ้นกับพื้นที่ หรือภูมิภาค ในยุโรปตะวันตกส่วนใหญ่เชื้อจะแพร่ทางการมีเพศสัมพันธ์กับผู้ที่ติดเชื้อ หรือใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน สำหรับในเอเชียและตะวันออกกลาง ส่วนใหญ่เชื้อจะแพร่จากแม่สู่ลูก และระหว่างเด็ก ๆ ด้วยกัน นอกจากนี้เชื้ออาจจะแพร่โดยการใช้ของมีคม ของใช้ส่วนตัว เช่น แปรงสีฟันร่วมกันกับผู้ติดเชื้อ และการใช้เครื่องมือที่ไม่ผ่านการฆ่าเชื้อในการสักผิวหนัง ทั้งนี้มีผลการสำรวจของหลายสถาบันได้พบสถิติว่าผู้ที่เป็นพาหะโรคไวรัสตับอักเสบบีมีความเสี่ยงที่จะเป็นมะเร็งตับสูงถึง 80% เรียกได้ว่าเป็นภัยเงียบสู่มะเร็งตับที่ต้องเฝ้าระวังอยู่เสมอ

ข้อมูลจาก รองศาสตราจารย์นายแพทย์ทวีศักดิ์ แทนวันดี หัวหน้าสาขาวิชาโรคระบบทางเดินอาหาร คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล เปิดเผยว่า ปัจจุบันยังไม่มีวิธีการรักษาโรคไวรัสตับอักเสบบี (HBV) เรื้อรังให้หายขาด แต่มีการรักษา 2 แบบซึ่งเป็นการป้องกันไม่ให้โรคเลวร้ายลงและป้องกันโรคแทรกซ้อนที่เป็นอันตรายถึงชีวิต ซึ่งแบบแรกเป็นการรักษาโดยใช้ยาอินเทอเฟอรอนเพื่อช่วยเพิ่มระบบภูมิคุ้มกันในการติดเชื้อ และแบบที่สองเป็นการใช้ยาต้านเชื้อไวรัสซึ่งจะทำงานโดยการรบกวนการเพิ่มจำนวนไวรัส ซึ่งจะเป็นการลดปริมาณไวรัสในเลือด เป้าหมายการรักษา คือ การลดจำนวนไวรัสในเลือด หรือการรักษาระดับไวรัสให้ต่ำที่สุดเท่าที่จะต่ำได้

อย่างไรก็ตาม โรคไวรัสตับอักเสบบีเป็นโรคที่ผู้ป่วยต้องอยู่กับมันไปตลอดชีวิต และควรได้รับการดูแลรักษาอย่างเหมาะสมในระยะยาว ซึ่งเป้าหมายของการบำบัดก็เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นและป้องกันหรือชะลอการเกิดของโรคตับแข็ง โรคตับในระยะสุดท้าย มะเร็งตับและการเสียชีวิต การป้องกันสามารถทำได้ด้วยการลดปริมาณไวรัส และยับยั้งการขยายตัวของไวรัส ซึ่งมีงานวิจัยที่แสดงให้เห็นว่าการลดปริมาณเชื้อไวรัสตับอักเสบบี สามารถลดความเสี่ยงของตับแข็ง หรือมะเร็งตับได้ ซึ่งทำได้ด้วยการใช้ยาต่าง ๆ ที่มีคุณสมบัติเฉพาะในการรักษา

หลักสำคัญในการเลือกการรักษาที่ถูกต้องเพื่อประโยชน์ที่ผู้ป่วยจะได้รับในระยะยาว คือการพิจารณา
(1) ประสิทธิภาพของยา ในการคุมระดับปริมาณเชื้อไวรัส ให้อยู่ในเกณฑ์ต่ำสุดที่ตรวจไม่พบในระยะยาว บางกรณีในการรักษาจะต้องถูกแสดงให้เห็นว่าพยาธิสภาพตับดีขึ้นและตับสามารถกลับคืนสู่สภาพเดิมได้
,(2) การดื้อยา ในการให้ยาต้านเชื้อไวรัส จำเป็นที่จะต้องใช้ยาที่มีความต้านทานต่อการดื้อยาที่สูง (High genetic barrier) และต้องมีตำแหน่งการกลายพันธุ์หลายตำแหน่ง (multiple mutations) เพื่อให้แน่ใจว่าไวรัสจะไม่เกิดขึ้นอีก
(3) ความปลอดภัย การรักษาควรมีความปลอดภัยในระยะยาวและสามารถทนต่อยาหรือสามารถใช้ยาอย่างต่อเนื่องได้ ความปลอดภัยในการรักษาอาจจะช่วยให้ผู้ป่วยไม่ต้องมีภาระค่าใช้จ่ายที่นอกเหนืออื่น ๆ ที่อาจเกิดขึ้นจากการติดตามผล

จะเห็นได้ว่าด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัยทางการแพทย์ส่งผลให้มียาที่มีประสิทธิภาพสูงในการรักษา มีความต้านทานต่อการดื้อยาสูงและสามารถทนต่อยาหรือสามารถใช้ยาอย่างต่อเนื่องได้ ความสำเร็จระยะยาวในการรักษาขึ้นกับการปฏิบัติตัว การยึดมั่นและเคร่งครัดในการรักษาเป็นสิ่งจำเป็นที่จะป้องกันการดื้อยา จะต้องให้ความรู้ในสิ่งเหล่านี้แก่ผู้ป่วยให้เห็นความสำคัญของการรักษาและปฏิบัติตัวอย่างเคร่งครัด

ข้อมูลจาก ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์ ประธานมูลนิธิคุณแม่คุณภาพ.

นายแพทย์สุรพงศ์  อำพันวงษ์

ที่มา: เดลินิวส์ 25 ธันวาคม 2554