เตือนภัย “ไวรัสตับอักเสบซี” หลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงห่างไกลโรค

dailynews121223_004dสุขภาพดีเป็นสิ่งที่ทุกคนต่างปรารถนา การดูแลรักษาสุขภาพร่างกายให้มีความแข็งแรงและมีความรู้เข้าใจในโรคภัยอย่างถูกต้อง สิ่งเหล่านี้มีความหมายความสำคัญอย่างยิ่ง

ไวรัสตับอักเสบ สาเหตุที่ทำให้การทำงานของตับผิดปกติ นอกเหนือจากจะคุ้นเคยกันในชื่อของไวรัสตับอักเสบ A และ B แล้วยังมี C,D,E ฯลฯ ที่เป็นปัญหาคือ การติดเชื้อไวรัสตับอักเสบชนิด บีและซี ซึ่งทำให้เกิดเป็นโรคตับอักเสบเรื้อรังได้

dailynews121223_004aรศ.พญ.อาภัสณี โสภณสฤษฎ์สุข แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคตับ สาขาวิชาโรคทางเดินอาหารและตับ ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี ให้ความรู้กล่าวถึงโรคตับอักเสบเรื้อรังจากไวรัสตับอักเสบซึ่งสถาน การณ์ของโรคนี้เป็นปัญหามานานทั้งเรื่องของจำนวนผู้ป่วยและความชุกของการติดเชื้อไวรัส

ปัจจุบันความชุกของไวรัสตับอักเสบบีลดลงจึงทำให้เห็นถึงจำนวนของผู้ป่วยที่ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซีมากขึ้น หรือเห็นผลที่เกิดจาก การติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซีมานานและหากไม่ได้รับการรักษาก็อาจทำให้หน้าที่ของตับเสื่อมสภาพลง เกิดเป็นตับแข็งและมะเร็งตับในที่สุด

ไวรัสตับอักเสบซี สถานการณ์ทั่วโลกปัจจุบันโดยเฉลี่ยผู้ป่วยที่เป็นโรคตับอักเสบไวรัสซีมีประมาณ 170 ล้านคน ในทวีปเอเชียมีประมาณ 35 ล้านคน ส่วนประเทศไทยจากตัว เลขผู้บริจาคโลหิตพบอุบัติการณ์ของไวรัสตับอักเสบซีประมาณ 1-3% โดยทางภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือพบมากกว่าภูมิภาคอื่น

นอกจากนี้ยังพบแนวโน้มของความชุกชุมของโรคสวนทางกับการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี ทั้งนี้ เนื่องจากได้มีการฉีดวัคซีนป้องกันการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีแก่เด็กเกิดใหม่ทุกคนทำให้อุบัติการณ์โรคไวรัสตับอักเสบบีน้อยลง การติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีจึงน้อยลงเรื่อย ๆ ขณะที่ไวรัสตับอักเสบซียังไม่มีวัคซีนป้องกัน

dailynews121223_004fการติดต่อของไวรัสตับอักเสบซีส่วนใหญ่ไม่เกี่ยวข้องกับการไอ จาม หรือการรับประทานอาหารร่วมกัน แต่การติดเชื้อไวรัสซีเกิดจากการสัมผัสเลือดโดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยง เช่น ผู้ที่ใช้สารเสพติด ผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรังที่ต้องได้รับการฟอกไตอยู่เป็นประจำกลุ่มนี้มีโอกาสติดเชื้อได้สูง นอกจากการติดต่อทางเลือดแล้วยังมีความเสี่ยง อื่น ๆ ที่อาจทำให้ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซี เช่น การสักตามร่างกาย ฯลฯ สิ่งเหล่านี้หากทำโดยผู้ที่ขาดความรู้และใช้เครื่องมือที่ไม่ผ่านการฆ่าเชื้อโรค ใช้อุปกรณ์ที่ใช้แล้วหรือไม่มีความสะอาดเพียงพอก็มีโอกาสเสี่ยงต่อการติดเชื้อไวรัส

ปัจจุบันในกรณีที่ผู้ป่วยมีความจำเป็นจะต้องได้รับเลือดแม้จะมีการตรวจคัดกรองเลือดทุกถุง แต่สำหรับผู้ที่เคยได้รับเลือดก่อนปี พ.ศ.2535 อาจมีความเสี่ยงต่อการได้รับเชื้อไวรัสตับอักเสบซี เพราะขณะนั้นยังไม่มีการคัดกรองไวรัสตับอักเสบซี ดังนั้นหากเป็นผู้ที่เคยได้รับโลหิตก่อนปี พ.ศ. 2535 ไม่ว่าจะเป็นการผ่าตัด เกิดอุบัติเหตุ ฯลฯ ควรได้รับการตรวจเลือดหาไวรัสตับอักเสบซี เพื่อจะได้เท่าทันการรักษา

dailynews121223_004b“จากที่กล่าวการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซีเป็นการรับเชื้อมาจากทางเลือดโดยตรงภายหลังได้รับเชื้อไวรัสตับอักเสบซีส่วนใหญ่จะไม่มีอาการมีเพียงส่วนน้อยที่มีอาการแบบเฉียบพลันโดยมีอาการตัวเหลือง ตาเหลืองหรือดีซ่าน จากนั้นร้อยละ 80 ของผู้ที่ได้รับเชื้อจะกลายเป็นโรคตับอักเสบเรื้อรัง ปัญหาที่ติด ตามมาหลังเป็นโรคตับอักเสบเรื้อรัง 15-20 ปีและไม่ได้รับการรักษานั้น ตับมีโอกาสกลายเป็นตับแข็งได้ในที่สุด แต่อย่างไรก็ตามผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการเร็วขึ้นกว่านี้หากดื่มสุรา ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบอื่นหรือมีโรคไขมันเกาะตับร่วมด้วยก็จะทำให้โรคดำเนินไปได้เร็วยิ่งขึ้น”

dailynews121223_004eทั้งนี้โรคตับอักเสบเรื้อรังจากไวรัสตับอักเสบซีมักไม่แสดงอาการใดเด่นชัด สิ่งนี้จึงอาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพได้ถ้ามีเชื้อไวรัสอยู่และไม่ได้รับการตรวจ การตรวจสุขภาพประจำปีตรวจการทำงานของตับหรือเอนไซน์ตับ ฯลฯ สิ่งเหล่านี้นับว่ามีความสำคัญ อีกทั้งการปฏิบัติตัวห่างไกลจากปัจจัยเสี่ยงเป็นอีกหนทางที่ทำให้หลีกไกลจากโรคดังกล่าวได้

ในกรณีที่ตรวจสุขภาพแล้วพบไวรัสตับอักเสบซีในการรักษานอกจากการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม การรักษาด้วยยามีทั้งยาฉีดและยารับประทานร่วมกันโดยใช้ระยะเวลาในการรักษาประมาณ 6 เดือน -1 ปี แพทย์ท่านเดิมให้ความรู้อีกว่า ตับอักเสบเรื้อรังจะไม่ทำให้เสียชีวิต แต่หากมีอาการตับแข็งแล้วจะมีความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งตับ แต่อย่างไรแล้วภาวะตับแข็งแบ่งเป็นระยะต้น ระยะกลาง และระยะปลาย ซึ่งหากได้รับการตรวจวินิจฉัยและเริ่มต้นรักษาที่รวดเร็วก็จะส่งผลดีต่อการรักษาและผู้ป่วย

dailynews121223_004cสิ่งที่ควรเฝ้าระวัง คือ หากเป็นผู้ที่มีความเสี่ยงควรได้รับการตรวจสุขภาพ ตรวจเช็กเอนไซน์ตับ ไวรัสตับอักเสบ บี และซีซึ่งหากตรวจพบไม่ควรตื่นตระหนกแต่ควรตระหนักในการดูแลสุขภาพ ไม่เครียด หรือกังวล ส่วนกลุ่มที่ดูแลรักษาสุขภาพ การตรวจสุขภาพเป็นประจำทุกปีหรือทุก 2 ปีมีความสำคัญเช่นเดียวกัน เพราะช่วยให้หลีกไกลและเท่าทันการรักษา เป็นการเตรียมความพร้อมให้กับตนเองหากต้องเผชิญกับโรคไวรัสตับอักเสบซี ปัจจุบัน ผู้ป่วยติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซีสายพันธุ์ 2 และ 3 ที่ใช้สิทธิรักษาพยาบาลข้าราชการ รัฐวิสาหกิจ ประกันสังคมและประกันสุขภาพแห่งชาติสามารถเบิกค่ารักษาได้

การรู้เท่าทันโรคเปลี่ยน แปลงพฤติกรรมการปฏิบัติตนเอง สิ่งเหล่านี้จึงไม่เพียงช่วยให้ไกลห่างจากไวรัสตับอักเสบซี แต่ยังช่วยให้มีสุขภาพร่างกาย สมบูรณ์แข็งแรงไกลห่างโรคร้ายทั้งปวงอีกด้วย.

 

ที่มา: เดลินิวส์ 23 ธันวาคม 2555

Advertisements

โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์

โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์(1)

โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ อาจเรียกได้หลายแบบ ได้แก่ การติดเชื้อกามโรค หรือโรคกามโรค

การติดเชื้อกามโรคเป็นที่รู้จักกันดีมาหลายร้อยปีว่าเป็นโรคที่ส่งผ่านระหว่างมนุษย์ช่วงการมีเพศสัมพันธ์  ไม่ว่าจะเป็นการมีเพศสัมพันธ์ทางช่องคลอด ทางปากและทางทวารหนัก โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์บางอย่างยังสามารถส่งผ่านจากการใช้เข็มฉีดยาเสพติดร่วมกัน รวมทั้งผ่านทางการคลอดลูก หรือการให้นมบุตร นอกจากนี้โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์สามารถเป็นได้ทุกเพศทุกวัย ทุกชนชั้นแต่พบมากในหมู่วัยรุ่น

สาเหตุ  เป็นการติดเชื้อจาก

1. แบคทีเรีย ได้แก่ แผลริมอ่อน  หนองในเทียม หนองในแท้ และซิฟิลิส 

2. ไวรัส ได้แก่ โรคตับอักเสบจากเชื้อไวรัสชนิดบี  โรคเริม  โรคไวรัสภูมิคุ้มกันบกพร่อง  หรือโรคเอดส์จากเชื้อเอชไอวี (Human Immuno-
deficiency Virus : HIV) โรคหงอนไก่ นอกจากนี้ หงอนไก่จากเชื้อเอชพีวี  (HPV) การติดเชื้อไวรัสโดยทางเพศสัมพันธ์ทางน้ำลาย เลือด การปลูกถ่ายอวัยวะ ปัสสาวะ การตั้งครรภ์ การคลอดลูก และการให้นมบุตร

3. ปรสิตหรือ พยาธิ  ได้แก่ โลน หรือหิด

4. โปรโตซัว ได้แก่ โรคช่องคลอดอักเสบจากเชื้อทริโคโมแนต วาจินาลิส

มีคำถามบ่อยว่าเราสามารถติดเชื้อไวรัสเช่น โรคเริม จากการนั่งบนโถส้วมหรือไม่ ในความเป็นจริงแล้วไม่น่าจะเป็นไปได้ เพราะโรคเริมของอวัยวะเพศเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ผ่านจากการสัมผัสผิวหนังสู่ผิวหนัง ในผู้ป่วยส่วนใหญ่ ไวรัสผ่านเข้าร่างกายทางเยื่อเมือก ได้แก่ช่องปาก องคชาตหรือทวารหนัก ไวรัสผ่านเข้าร่างกายที่มีรอยแตกหรือฉีกขาด ผู้ป่วยที่เป็นโรคเริมบริเวณอวัยวะเพศมาหลายปีอาจไม่ทราบว่าตนเองเป็นโรคได้ ไวรัสสามารถแพร่กระจายถึงแม้บุคคลติดเชื้อไม่มีแผลของอวัยวะเพศ เนื่องจากไวรัสตายอย่างรวดเร็วนอกร่างกาย จึงเป็นไปไม่ได้ที่จะติดเชื้อผ่านการสัมผัสในห้องน้ำ ผ้าหรืออุปกรณ์ต่าง ๆ ที่ผู้ติดเชื้อใช้พยาธิสรีรวิทยา

โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ส่วนใหญ่ติดต่อผ่านทางเยื่อเมือกขององคชาต แคมช่องคลอด ทวารหนัก ระบบทางเดินปัสสาวะ ปาก ลำคอ  ระบบทางเดินหายใจ และดวงตา เยื่อเมือกที่มีอยู่ในช่องปากเหมือนกับอวัยวะเพศ ซึ่งทำให้เกิดโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ได้ง่ายจากการมีเพศสัมพันธ์ทางปากมากกว่าการจูบลึก  สำหรับเชื้อไวรัสเอชไอวี สารคัดหลั่งบริเวณอวัยวะเพศจะมีมากกว่าน้ำลาย  การติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์บางอย่างสามารถถ่ายทอดโดยตรงจากการสัมผัสผิวหนัง เช่น โรคเริม โรคหงอนไก่และหูดข้าวสุก นอกจากนี้ผู้ป่วยอาจสามารถแพร่กระจายการติดเชื้อถึงแม้ยังไม่มีอาการของโรค เช่นโรคเอดส์ ได้แก่ เชื้อไวรัสเอชไอวีส่งจากแม่ไปสู่ลูกทั้งระหว่างการตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร

ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพแนะนำการมีเพศสัมพันธ์อย่างปลอดภัย เช่น การใส่ถุงยางอนามัยระหว่างการมีเพศสัมพันธ์ เป็นวิธีที่น่าเชื่อถือในการลดความเสี่ยงของโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ระหว่างกิจกรรมทางเพศ.

รศ.นท.ดร.สมพล เพิ่มพงศ์โกศล

ที่มา: เดลินิวส์ 13 มิถุนายน 2555

.

โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ 2

อาการของผู้ป่วยโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ได้แก่ ปัสสาวะแสบ ขัด  มีหนอง หรือน้ำหลั่งออกทางช่องคลอดหรือท่อปัสสาวะ มีผื่น แผลหรือตุ่มน้ำ  ก้อนเนื้องอก เช่น หงอนไก่บริเวณอวัยวะเพศหรือทวารหนัก   มีอาการคันหรือปวดบริเวณอวัยวะเพศหรือทวารหนัก  มีอาการปวดท้องหรือปวดช่องเชิงกราน ปวดเวลามีเพศสัมพันธ์  ตกขาวมีกลิ่นและมีสีหรือมีมากกว่าปกติ  ปวด บวมอัณฑะ

โรคหนองในแท้ เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์บริเวณท่อปัสสาวะ ปากมดลูก  ทวารหนัก และลำคอ  อาการของหนองในแท้มักอยู่ระหว่าง 1 และ 14 วันหลังการได้รับเชื้อ แต่อาจเป็นไปได้ที่จะไม่แสดงอาการ ส่วนใหญ่ผู้ชายจะสามารถสังเกตอาการได้มากกว่าผู้หญิง   อาการประกอบด้วยความรู้สึกแสบร้อนเมื่อปัสสาวะ มีหนองสีขาวหรือเหลืองออกจากปลายองคชาต ส่วนผู้หญิงจะมีหนองออกทางช่องคลอด  มีอาการคันหรือหนองออกทางทวารหนักในกรณีทวารหนักมีอาการติดเชื้อ

หนองในเทียม เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์จากแบคทีเรียที่มีรายงานมากที่สุดโรคหนึ่ง โดยจะติดเชื้อท่อปัสสาวะ ทวารหนักและได้ทั้งที่ ตา จะมีน้ำคัดหลั่งเป็นน้ำใสไม่เป็นหนอง มีความเชื่อว่ามักเป็นรวมกับหนองในแท้

หูดหงอนไก่ หูดที่อวัยวะเพศเกิดจากเชื้อไวรัสชนิดเอชพีวี หูดสามารถเกิดได้ทุกบริเวณของผิวหนังของอวัยวะเพศ หูดไม่ทำให้เจ็บแต่อาจทำให้คัน  ทำให้มีความเสี่ยงสูงทำให้เกิดโรคมะเร็งปากมดลูก รวมทั้งบางส่วนของทางทวารหนัก อวัยวะเพศชายและมะเร็งปากช่องคลอด

หูดข้าวสุก เป็นการติดเชื้อไวรัสที่พบบ่อยซึ่งเป็นผลให้เกิดโรคของผิวหนัง มีตุ่มเล็ก ๆ ปรากฏบริเวณที่ได้รับเชื้อ เช่น หน้าขา บริเวณอวัยวะเพศและทวารหนัก อาการจะเกิดประมาณ 2-8 สัปดาห์หลังได้รับเชื้อโรคครั้งแรก ตุ่มที่เกิดเหมือนไข่มุกระหว่าง 1-5 มิลลิเมตร หูดข้าวสุกสามารถผ่านทางผิวหนังไปสู่ผิวหนังจากการสัมผัสโดยใช้เสื้อผ้าร่วมกันจากผู้ติดเชื้อ มีคำแนะนำในการรักษาโดยปล่อยไว้ให้หายเองซึ่งมักใช้เวลาประมาณ 6-18 เดือน เช่นเดียวการรักษาทางการแพทย์อาจทำให้เกิดแผลเป็น ซึ่งได้แก่ การผ่าตัดใช้ความร้อน หรือความเย็น ในผู้ป่วยโรคเอชไอวี อาจมีหูดข้าวสุกจำนวนมากซึ่งบ่งบอกว่าระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแออย่างมาก

ซิฟิลิส  เป็นการติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์ที่จะผ่านจากผู้หญิงที่ติดเชื้อไปสู่ทารกในครรภ์ได้ โรคซิฟิลิสมีหลายระยะซึ่งระยะแรกและระยะที่สองเป็นระยะที่มีการติดเชื้อรุนแรงมาก   อาการของโรคซิฟิลิสค่อนข้างยากที่จะตรวจพบและอาจใช้เวลาถึง 3 เดือนหลังการมีเพศสัมพันธ์จึงปรากฏอาการ อาการประกอบด้วยมีแผลไม่เจ็บบริเวณองคชาต ช่องคลอด ปากมดลูก ทวารหนักหรือปาก   มีก้อนที่ขาหนีบ มีผื่นไม่คัน มีไข้หรือมีอาการเป็นไข้หวัด ถ้าไม่ได้รับการรักษา โรคจะรุนแรงเป็นระยะสุดท้าย ซึ่งเรียกว่าระยะที่สามจะมีผลต่ออวัยวะต่าง ๆ อย่างรุนแรง.

รศ.นท.ดร.นพ.สมพล เพิ่มพงศ์โกศล

ที่มา: เดลินิวส์ 20 มิถุนายน 2555

.

โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์(3)

โรคเริมที่อวัยวะเพศ  เริมสามารถเกิดจากไวรัสสองสายพันธ์คือ ชนิด 1 และชนิดที่ 2   ไวรัสเริมชนิดที่ 2 เป็นการติดเชื้อที่พบบ่อยในบริเวณอวัยวะเพศและทวารหนัก ขณะที่ไวรัสชนิดที่ 1 มักพบบริเวณปากและริมฝีปาก  ดังนั้นไวรัสเริมชนิดที่สองเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์

อาการของเริมมักเกิดประมาณ 2-7 วันหลังการได้รับเชื้อไวรัส และสุดท้ายเมื่อ 2-4 สัปดาห์ ทั้งผู้ชายและผู้หญิงมักมีหลายอาการประกอบด้วย มีอาการคันหรือเจ็บแสบบริเวณอวัยวะเพศหรือทวารหนัก มีน้ำเล็กน้อยออกจากบริเวณแผลที่เจ็บ  ปวดเมื่อปัสสาวะบริเวณแผลเปิดโดยเฉพาะในผู้หญิง  ปวดศีรษะ  ปวดหลัง มีอาการเป็นไข้   หลังจากแผลครั้งแรกหายไปแล้ว ไวรัสเริมจะซ่อนอยู่ในเส้นประสาทใกล้เคียงกับบริเวณที่ติดเชื้อโดยไม่มีอาการ  อาการจะกลับมาภายหลังระหว่างที่มีความเครียดหรือเจ็บป่วย แต่มีความรุนแรงลดลงและหายเร็ว

การติดเชื้อทางช่องคลอดจากเชื้อโปรโตซัวทริโคโมแนต จะถ่ายทอดจากมีเพศสัมพันธ์ โดยจะมีการติดเชื้อในช่องคลอดและท่อปัสสาวะทั้งในผู้ชายและผู้หญิง   โรคนี้มักจะไม่มีอาการ  ถ้ามีอาการจะมีในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย อาการที่พบได้แก่การมีน้ำหรือสารคัดหลั่งออกมาทั้งผู้ชายและผู้หญิงซึ่งอาจมีกลิ่นหรือสี  มีอาการปวดหรือไม่สบายระหว่างมีเพศสัมพันธ์ ปวดเวลาปัสสาวะหรือมีการอักเสบบริเวณท่อปัสสาวะ

ไวรัสตับอักเสบ   ไวรัสตับอักเสบมีหลายชนิดเช่นชนิดเอ บี และซีเป็นที่พบบ่อย  ตับอักเสบอาจเกิดจากการรับประทานแอลกอฮอล์มากกว่าปกติเป็นเวลานาน หรือจากการใช้ยาบางชนิด

โลน   เป็นการติดเชื้อของปรสิตที่ขุดผ่านผิวหนังเพื่อดูดเลือด  และจะอยู่บริเวณที่มีขนของร่างกายโดยเฉพาะบริเวณขนบริเวณหัวเหน่าหรือบริเวรอวัยวะเพศ แต่อาจพบบริเวณอื่นๆได้เช่นกันเช่นขนรักแร้ หนวดเครา ขนคิ้ว หรือแม้แต่ที่ขนตา ขนบริเวณหน้า ขนตก โลนสามารถติดต่อง่ายระหว่างการมีเพศสัมพันธ์  รวมทั้งเสื้อผ้าหรือที่นอนใช้ร่วมกัน  อย่างไรก็ตามโลนไม่สามารถผ่านบริเวณนั่งโถส้วมหรือสระว่ายน้ำ มีอาการคันจากกิจกรรมการกินอาหารของโลน เนื่องจากการที่โลนตัวเล็กมาก เวลาที่มันอาศัยอยู่   มักจะมองไม่เห็น

โลนจะวางไข่ โดยให้ไข่เชื่อมติดกับเส้นขน โลนเพศเมีย 1 ตัว สามารถวางไข่ได้ประมาณ 30 ฟอง ขณะที่ยังมีชีวิตอยู่ และหลังจากวางไข่แล้วก็จะเจริญเป็นตัวเต็มวัยได้ภายในระยะเวลาน้อยกว่า 1 เดือน อาจกล่าวได้ว่าจะสังเกตว่ามีอาการประมาณ 5-7 วันหลังติดเชื้อ นอกจากมีอาการคันแล้ว อาจมีอาการอักเสบบริเวณที่ติดเชื้อ  อาจตรวจพบโลนและไข่ มีบริเวณเลือดออกจากการกินเลือดของโลน   ถึงแม้จะไม่มีวิธีที่มีประสิทธิภาพมากนักในการป้องกันระหว่างการมีเพศสัมพันธ์  ผู้ป่วยสามารถลดการติดโลนด้วยการทำความสะอาดที่นอน เสื้อผ้า และผ้าเช็คตัวด้วยการต้มน้ำฆ่าเชื้อปรสิต    การรักษาโลนค่อนข้างง่ายคือการใช้น้ำยาพิเศษเช่นแชมพู โลชั่นและครีมในการฆ่าตัวโลนและไข่   ไม่มีความจำเป็นที่ต้องโกนขนเพราะวิธีดังกล่าวไม่สามารถกำจัดโลนได้ทั้งหมด

หิด  มักมีอาการคันอย่างมากจากการติดเชื้อทางผิวหนังของปรสิต  อาการจะเกิด 2-6 สัปดาห์หลังจากการติดเชื้อ  หิดอาจกระจายอย่างรวดเร็วจากการสัมผัสระหว่างกัน เช่นบริเวณที่พักดูแลและฟื้นฟูผู้สูงอายุ   ถ้าทราบว่ามีการติดเชื้อควรป้องกันการแพร่กระจายด้วยการทำความสะอาดเสื้อผ้าด้วยความร้อนเพื่อฆ่าปรสิต

รศ.นท.ดร.สมพล เพิ่มพงศ์โกศล
คลินิกสุขภาพชาย โรงพยาบาลรามาธิบดี

ที่มา: เดลินิวส์ 27 มิถุนายน 2555

.

โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ (4)

ปัจจัยเสี่ยง ทุกคนที่มีเพศสัมพันธ์มีความเสี่ยงในการติดต่อโรคทางเพศสัมพันธ์ไม่มากก็น้อย ปัจจัยที่เพิ่มความเสี่ยงได้แก่

– มีเพศสัมพันธ์โดยไม่ได้ป้องกัน การสอดใส่ผ่านช่องคลอดหรือทวารหนักโดยผู้ติดเชื้อไม่ได้สวมถุงยางอนามัยจะส่งต่อโรคได้ ผู้ชายที่มีหนองในแท้มีโอกาสร้อยละ 70-80 ที่จะติดต่อโรคไปสู่คู่นอนผู้หญิงแม้การมีเพศสัมพันธ์ทางช่องคลอดเพียงครั้งเดียว

– การมีเพศสัมพันธ์กับคู่นอนที่มีหลายคน ยิ่งมีเพศสัมพันธ์มากเท่าไร โอกาสติดเชื้อก็จะมีมากขึ้น

– มีประวัติการติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์มาก่อน ถ้าเคยมีประวัติโรคเริม ซิฟิลิสหรือหนองใน และมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ได้ป้องกันกับคู่นอนที่เลือดเอชไอวีเป็นบวก โอกาสจะติดเชื้อเอชไอวีก็จะมีโอกาสมากขึ้น

– การดื่มแอลกอฮอล์หรือรับประทานยาเสพติด ทำให้การตัดสินใจไม่ดีและทำให้มีความพอใจที่จะมีเพศสัมพันธ์แบบเสี่ยง

– การฉีดยาเสพติด เข็มฉีดยาที่ใช้ร่วมกันจะเป็นสาเหตุการแพร่กระจายของโรคทั้งโรคเอชไอวีและไวรัสตับอักเสบบี

– วัยรุ่นผู้หญิง จะมีปากช่องคลอดไม่เจริญเต็มที่มีการเปลี่ยนแปลงของเซลล์อยู่เสมอ เซลล์ที่ไม่มั่นคงทำให้ช่องคลอดของเด็กวัยรุ่นผู้หญิงไวต่อการติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์

การถ่ายทอดจากมารดาสู่ทารก โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ได้แก่โรคหนองในแท้ หนองในเทียมและซิฟิลิส สามารถถ่ายทอดจากมารดาไปสู่ทารกที่อยู่ในครรภ์หรือระหว่างการคลอด โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ในทารกสามารถทำให้เกิดปัญหาอย่างรุนแรงและอาจทำให้เสียชีวิตได้ ดังนั้นผู้หญิงตั้งครรภ์ควรได้รับการคัดกรองโรคและรับการรักษาทันทีเมื่อตรวจพบโรค

การวินิจฉัยโรค การทดสอบการติดเชื้อโรคทางเพศสัมพันธ์เป็นการทดสอบการติดเชื้อสำหรับการติดเชื้อโรคชนิดเดียว หรือการทดสอบของแต่ละบุคคลสำหรับการติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์ ประกอบด้วยการทดสอบสำหรับโรคซิฟิลิส โรคช่องคลอดอักเสบจากเชื้อโปรโตซัวทริโคโมแนต วาจินาลิส หนองในแท้ หนองในเทียม โรคเริม โรคไวรัสตับอักเสบ และการทดสอบเชื้อไวรัส เอชไอวี อย่างไรก็ตามยังไม่มีการทดสอบขั้นตอนสำหรับการติดเชื้อทั้งหมด การทดสอบโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อาจถูกใช้ด้วยหลายเหตุผลได้แก่
– เป็นแบบทดสอบสำหรับการวินิจฉัย เพื่อหาสาเหตุของอาการหรือการเจ็บป่วย
– เป็นการตรวจคัดกรองเพื่อตรวจหาการติดเชื้อที่ไม่มีอาการ
– เป็นการตรวจสอบก่อนหรือระหว่างการตั้งครรภ์ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดอันตรายต่อทารก
– เป็นการตรวจสอบหลังแรกเกิดว่าทารกยังไม่ได้ติดต่อทางเพศสัมพันธ์จากมารดา
– เพื่อป้องกันการติดเชื้อจากการใช้เลือดหรืออวัยวะที่บริจาค
– เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของการตรวจเฝ้าระวังทางระบาดวิทยา.

รศ.นท.ดร.นพ.สมพล เพิ่มพงศ์โกศล

ที่มา: เดลินิวส์ 4 กรกฎาคม 2555

.

โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ (5)

 

ผู้ป่วยโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์บางคนอาจไม่ปรากฏอาการ หรือแสดงอาการทันทีหลังได้รับเชื้อโรค ในบางกรณีโรคดำเนินโดยไม่มีอาการซึ่งทำให้มีความเสี่ยงของการส่งผ่านโรคไปสู่บุคคลอื่นมากขึ้น

ทั้งนี้โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่ไม่ได้รับการรักษาอาจนำไปสู่ภาวะมีบุตรยาก อาการปวดเรื้อรังหรือแม้กระทั่งเสียชีวิต

การวินิจฉัยในระยะเริ่มต้นและผู้ป่วยได้รับการรักษาอย่างทันทีจะเป็นผลให้มีโอกาสการแพร่กระจายโรคน้อยลง และสำหรับบางเงื่อนไขผลของการรักษาอาจดีขึ้น

นอกจากนี้โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์มีระยะที่ยังตรวจไม่พบ (window period) หลังจากการติดเชื้อเริ่มต้นระหว่างที่มีการทดสอบโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์จะเป็นค่าลบ ในช่วงเวลานี้การติดเชื้ออาจถ่ายทอดได้ ระยะเวลาดังกล่าวแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับความรุนแรงของการติดเชื้อและชนิดของการทดสอบ นอกจากนี้การวินิจฉัยอาจล่าช้าออกไปเกิดจากความลังเลใจของผู้ติดเชื้อที่จะมาปรึกษาแพทย์

ถ้ามีประวัติการมีเพศสัมพันธ์และปัจจุบันมีอาการและอาการแสดงว่าเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ การตรวจห้องปฏิบัติการมีความจำเป็นเพื่อหาสาเหตุและตรวจค้นหาโรคร่วม ได้แก่

• การตรวจเลือด สามารถยืนยันการวินิจฉัยโรคไวรัสเอชไอวีหรือโรคซิฟิลิสระยะสุดท้าย

• การตรวจปัสสาวะ

• การตรวจจากสารคัดหลั่งหรือของเหลวจากร่างกาย ถ้ามีแผลบริเวณอวัยวะเพศ การตรวจของเหลวตัวอย่างจากแผลอาจช่วยในการวินิจฉัยชนิดของการติดเชื้อ การตรวจทางห้องปฏิบัติการด้วยตัวอย่างจากแผลเป็นบริเวณอวัยวะเพศหรือสารคัดหลั่งส่วนใหญ่จะใช้วินิจฉัยเชื้อแบคทีเรียหรือการติดเชื้อจากไวรัสบางชนิดในระยะเริ่มต้น
การตรวจคัดกรอง

การทดสอบสำหรับโรคในบางคนที่ไม่ปรากฏอาการจะเรียกว่าการคัดกรอง โดยทั่วไปการตรวจคัดกรองโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ไม่ได้ปฏิบัติเป็นประจำในทางการแพทย์ แต่มีข้อยกเว้นในกรณี

สำหรับทุกคน มีการตรวจคัดกรองโรคติดต่อทางเพศอย่างเดียวสำหรับทุกคนอายุระหว่าง 13-64 ปี โดยใช้เลือดหรือน้ำลายสำหรับโรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง

ผู้หญิงตั้งครรภ์ การตรวจคัดกรองสำหรับเอชไอวี โรคไวรัสตับอักเสบบี โรคหนองในเทียมและซิฟิลิส ได้ถูกใช้ตรวจทั่วไปสำหรับการตั้งครรภ์ครั้งแรก สำหรับการตรวจคัดกรองหนองในและไวรัสตับอักเสบซีจะถูกแนะนำให้ตรวจในกรณีการตั้งครรภ์ที่มีภาวะเสี่ยงสูงของการติดเชื้อ

ผู้หญิงอายุตั้งแต่ 21 ปีขึ้นไป การตรวจ pap test เพื่อดูความเปลี่ยนแปลงเกี่ยวกับปากมดลูก รวมทั้งการอักเสบ และมะเร็ง ซึ่งอาจเป็นผลจากเชื้อไวรัสเอชพีวี มีคำแนะนำให้เริ่มตรวจตั้งแต่อายุ 21 ปีและทุก 3 ปี นอกจากนี้มีคำแนะนำตามการมีเพศสัมพันธ์ก่อนอายุ 21 ปีควรตรวจภายใน3 ปีหลังจากการมีเพศสัมพันธ์ครั้งแรก.

รศ. นท. ดร. สมพล เพิ่มพงศ์โกศล
คลินิกสุขภาพชาย โรงพยาบาลรามาธิบดี

 

ที่มา: เดลินิวส์ 11 กรกฎาคม 2555

.

โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ (6)

 

อย่างที่บอกไปแล้วในสัปดาห์ก่อนว่า โดยทั่วไปการตรวจคัดกรองโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ไม่ได้ปฏิบัติเป็นประจำในทางการแพทย์ แต่มีข้อยกเว้น และได้อธิบายไปแล้ว 3 กรณี สัปดาห์นี้มาว่ากันต่อกับกรณี

ผู้หญิงอายุน้อยกว่า 25 ปีที่มีเพศสัมพันธ์เป็นประจำแล้ว ควรได้รับการตรวจเชื้อหนองในแท้และเทียม โดยตรวจจากปัสสาวะหรือของเหลวในช่องคลอด

ผู้ชายมีเพศสัมพันธ์ด้วยกัน เมื่อมีการเปรียบเทียบระหว่างกลุ่มชายรักร่วมเพศมีโอกาสเสี่ยงสูงสำหรับโรคติดต่อทางเพศ บางคนของกลุ่มนี้มีความจำเป็นต้องตรวจคัดกรองโรคติดต่อทางเพศเป็นประจำทุกปี การตรวจประจำได้แก่โรคเอชไอวี ซิฟิลิส หนองในเทียม และหนองในแท้ บางครั้งแนะนำให้ตรวจไวรัสตับอักเสบบีด้วย

ผู้ป่วยโรคเอชไอวี จะมีโอกาสเสี่ยงสูงสำหรับการติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์ ผู้มีประสบการณ์ได้แนะนำตรวจซิฟิลิส หนองในเทียม หนองในแท้ และโรคเริม สำหรับโรคเอชไอวี ผู้ป่วยหญิงเอชไอวีอาจพัฒนามีมะเร็งปากช่องคลอด ดังนั้นควรได้รับการตรวจ แปป เทสต์ (pap test) สองครั้งต่อปี

ภาวะแทรกซ้อน

การรักษาแบบทันทีช่วยป้องกันภาวะแทรกซ้อนจากโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ได้บางโรค เพราะผู้ป่วยในระยะเริ่มต้นของโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ไม่มีอาการ การตรวจคัดกรองสำหรับโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์มีความสำคัญในการป้องกันภาวะแทรกซ้อน ที่อาจพบได้คือมีแผลตามตัว มีแผลที่อวัยวะเพศเกิดขึ้นใหม่ มีผื่นขึ้นตามตัว มีอาการปวดระหว่างการมีเพศสัมพันธ์ ลูกอัณฑะปวด บวม แดง ร้อน ปวดอุ้งเชิงกราน ตาอักเสบ ข้ออักเสบ เป็นหมัน มะเร็งปากมดลูก

การรักษาและยา

โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรียสามารถรักษาได้โดยการให้ยาปฏิชีวนะ แต่สำหรับเชื้อไวรัสนั้นไม่สามารถรักษาให้หายได้แต่สามารถจัดการได้ ถ้ามีการติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์ระหว่างตั้งครรภ์ ควรเข้ารับการรักษาทันทีเพื่อป้องกันหรือลดความเสี่ยงของการติดเชื้อไปสู่ทารก

ยาปฏิชีวนะ การรักษาด้วยยาปฏิชีวนะมักจะเป็นการรับประทานครั้งเดียว สามารถรักษาโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์จากแบคทีเรียและปรสิต ได้แก่ หนองในแท้ ซิฟิลิส หนองในเทียม และการติดเชื้อทางช่องคลอด นอกจากนี้มีการรักษาหนองในแท้และหนองในเทียมในเวลาเดียวกันเพราะการติดเชื้อทั้งสองมักพบพร้อมกัน

ยาต้านไวรัส อาจเป็นโรคเริมใหม่อีกสองถึงสามครั้งเมื่อรับประทานยากดไวรัส แต่ยังคงสามารถถ่ายทอดโรคเริมไปสู่คู่นอนได้ สำหรับโรคไวรัสเอชไอวี ถ้ารับประทานยาต้านไวรัสได้เร็วเท่าใดก็ยิ่งมีประสิทธิภาพมากเพิ่มขึ้น เช่นถ้าได้รับประทานยาต้านเชื้อเอชไอวีเป็นเวลา 28 วัน เมื่อทราบว่าได้รับเชื้อมา ก็อาจมีโอกาสหลีกเลี่ยงผลเลือดเอชไอวีเป็นบวก.

รศ.นท.ดร.นพ.สมพล เพิ่มพงศ์โกศล

 

ที่มา: เดลินิวส์ 18 กรกฎาคม 2555

.

Related link:

.

โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ Siamhealth.net

โรคติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์ ภก.เชิดเกียรติ  แกล้วกสิกิจ

โรคเอดส์ หรือ AIDS (Acquired Immuno Deficiency Syndrome) สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 9 จังหวัดพิษณุโลก

สำนักโรคเอดส์ วัณโรคและโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์
กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข
88/21 ถ.ติวานนท์ ต.ตลาดขวัญ อ.เมือง จ.นนทบุรี 11000
โทร. 0-2590-3289, 0-2590-3291 โทรสาร 0-2590-3289

http://www.aidsthai.org

คลีนิคนิรนาม ศูนย์วิจัยโรคเอดส์ สภากาชาดไทย

ศูนย์วิจัยโรคเอดส์ สภากาชาดไทย
ที่อยู่ : เลขที่ 104 ถนนราชดำริ แขวงปทุมวัน เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร 10330
โทรศัพท์ : 02-2564107, 02-2564108, 02-2564109  โทรสาร : 02-2547577
อีเมล์ : aids@trcarc.org

http://www.trcarc.org/

หรือ

http://www.redcross.or.th/old/service/medical_clinicaids.php

คลีนิคนิรนาม ศูนย์วิจัยโรคเอดส์ สภากาชาดไทย มีบริการให้คำปรึกษา ให้ความรู้ และการบริการตรวจหาเชื้อเอดส์ โดยการบริการดังกล่าวท่านสามารถใช้บริการได้ฟรี ปีละ 2 ครั้ง เพียงยื่นบัตรประจำตัวประชาชน ณ โรงพยาบาลของรัฐ หรือศูนย์บริการสาธารณสุข ท่านสามารถสอบถามเพิ่มเติมที่คลีนิคนิรนาม โทร.0-22564107-9 ต่อ 200 ในวันเวลาราชการ

Sexually Transmitted Diseases (STDs) Centers for Disease Control and Prevention   1600 Clifton Rd. Atlanta, GA 30333, USA

Sexually transmitted diseases (STDs)  Mayo Foundation for Medical Education and Research

Sexually transmitted infections (STIs) NHS Choices

HIV and AIDS  NHS Choices

ภาพโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์

This slideshow requires JavaScript.

หญิง-ชาย เสี่ยงไวรัสตับอักเสบพอกัน เหตุถ่ายทอดจากแม่สู่ลูก

แพทย์เผยคนส่วนมากยังเข้าใจผิด คิดว่าผู้ชายมีความเสี่ยงติดเชื้อไวรัสตับอักเสบสูงกว่าผู้หญิง แต่ความจริงแล้วถึงแม้ผู้หญิงที่ไม่มีพฤติกรรมสำส่อนทางเพศ ไม่ดื่มเหล้าสูบบุหรี่ ก็มีโอกาสเสี่ยงติดเชื้อเทียบเท่าผู้ชายรักสนุก เหตุเพราะช่องทางการติดเชื้อส่วนใหญ่ในประเทศไทยยังคงมาจากแม่สู่ลูก ทั้งๆ ที่สามารถป้องกันได้ แต่อัตราการติดเชื้อผ่านช่องทางนี้ก็ยังสูงอยู่

นพ.บุญเลิศ อิมราพร อายุรแพทย์โรคระบบทางเดินอาหาร โรงพยาบาลเวชธานี กล่าวถึงเชื้อไวรัสตับอักเสบว่า ไวรัสตับอักเสบที่พบบ่อยในปัจจุบัน คือชนิดเอ บีและซี สำหรับไวรัสตับอักเสบชนิดดีและอีพบน้อย โดยผู้ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบจะแบ่งอาการเป็น 2 ลักษณะคือ ติดเชื้อแบบเฉียบพลัน ผู้ป่วยจะมีไข้ อ่อนเพลีย คลื่นไส้ อาเจียน เบื่ออาหาร อาจมีผื่น ปวดข้อ ร่วมด้วย ต่อมาไข้จะลดลง ผู้ป่วยจึงเริ่มมีอาการตาเหลือง ตัวเหลือง ส่วนอีกกลุ่มคือ ติดเชื้อแบบเรื้อรัง ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักไม่มีอาการผิดปกติ หรืออาจมีอาการที่ไม่จำเพาะ เช่น อ่อนเพลียเล็กน้อย กลุ่มนี้หากไม่ได้รับการดูแลรักษาที่เหมาะสมอาจนำไปสู่การเป็นตับแข็งและมะเร็งตับในที่สุด โดยเชื้อไวรัสที่ก่อให้เกิดตับอักเสบเรื้อรัง ได้แก่ ไวรัสตับอักเสบชนิดบี ซีและดีเท่านั้น ปัจจุบันพบจำนวนผู้ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีทั่วโลกประมาณ 350-400 ล้านคน ส่วนในประเทศไทยพบผู้ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีจากผู้บริจาคเลือดประมาณร้อยละ 5 และผู้ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีส่วนใหญ่จะไม่มีอาการผิดปกติ โดยเฉพาะในเด็กจะไม่แสดงอาการป่วยใดๆ แต่เมื่อโตเป็นผู้ใหญ่คนกลุ่มนี้มีโอกาสเสี่ยงของมะเร็งตับสูงกว่าคนทั่วไปประมาณ 200 เท่า หญิงเสี่ยงเป็นตับแข็งเช่นเดียวกับผู้ชาย

นพ.บุญเลิศกล่าวว่า ปัจจุบันคนส่วนใหญ่มีความเข้าใจว่า ผู้ชายมีความเสี่ยงที่จะติดเชื้อไวรัสตับอักเสบมากกว่าผู้หญิง โดยเฉพาะผู้ชายรักสนุกที่มีพฤติกรรมชอบดื่มสุรา สูบบุหรี่ มีคู่นอนหลายคน โดยลืมตระหนักไปว่า ผู้หญิงก็มีโอกาสเสี่ยงในการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบเท่ากันกับผู้ชาย เพราะในประเทศแถบเอเชียรวมถึงประเทศไทยช่องทางการติดเชื้อที่สำคัญยังคงมาจากแม่สู่ลูก ส่วนโอกาสที่จะกลายเป็นตับแข็งและมะเร็งตับก็มีได้เช่นเดียวกับผู้ชาย โดยเฉพาะสาวๆ ที่ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีอยู่แล้ว และมีพฤติกรรมชอบบริโภคอาหารที่มีไขมันมาก อาหารหมักดอง ถั่วหรือธัญพืชบางชนิดที่อาจมีสาร Aflatoxin ซึ่งเกิดจากเชื้อรา รวมถึงสาวๆ ที่ชอบซื้อยาหรือวิตามินที่อาจมีผลต่อตับมารับประทานเองโดยขาดการศึกษาข้อมูลที่เพียงพอ หรือไม่ได้อยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ ล้วนเป็นพฤติกรรมที่เอื้อให้เกิดภาวะตับอักเสบ ตับแข็งและมะเร็งตับ ได้เช่นเดียวกับผู้ชายคอทองแดงที่รักการดื่มแอลกอฮอล์ทั้งหลาย ดังนั้น ผู้หญิงไม่ควรชะล่าใจ เพราะต่างก็มีอัตราเสี่ยงติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ และมีโอกาสกลายเป็นมะเร็งตับไม่แตกต่างกันกับผู้ชาย

ด้าน นพ.รัชวิชญ์ เจริญกุล อายุรแพทย์โรคระบบทางเดินอาหาร โรงพยาบาลเวชธานี กล่าวเพิ่มเติมถึงช่องทางในการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบว่า ไวรัสตับอักเสบบี เป็นสาเหตุสำคัญของภาวะตับอักเสบเรื้อรัง ตับแข็งและมะเร็งตับ การติดต่อของไวรัสตับอักเสบบี จะไม่ติดต่อผ่านการรับประทานอาหาร น้ำลาย หรือการสัมผัส แต่สามารถติดต่อได้ 3 ทางคือ เลือดและส่วนประกอบของเลือด ติดต่อทางเพศสัมพันธ์ และการติดเชื้อจากแม่สู่ลูก ซึ่งยังคงเป็นช่องทางการติดเชื้อที่สำคัญในประเทศไทย ถึงแม้ว่าปัจจุบันจะมีวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบบีแล้วก็ตาม ยังพบผู้ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีสูงอยู่ ทั้งๆ ที่สามารถป้องกันได้ โดยการตรวจคัดกรอง หากพบว่าไม่มีภูมิต้านทานไวรัสก็สามารถรับวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบบีได้ หรือแม้กระทั่งติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีแล้ว ก็ป้องกันไม่ให้เป็นตับแข็งและมะเร็งตับได้ และหากวางแผนมีบุตรยังสามารถตั้งครรภ์และให้กำเนินทารกได้อย่างปลอดภัยภายใต้การดูแลของแพทย์

นอกจากนี้ นพ.รัชวิชญ์ ยังเปิดเผยว่า ไวรัสตับอักเสบซี ก็เป็นอีกหนึ่งสาเหตุสำคัญของภาวะตับอักเสบเรื้อรัง ตับแข็งและมะเร็งตับ แต่ไม่ง่ายเหมือนกับไวรัสตับอักเสบบีโดยติดทางเลือดเป็นหลัก ส่วนทางเพศสัมพันธ์และจากแม่ไปสู่นั้นน้อยมากๆ ในประเทศไทยจากข้อมูลการบริจาคเลือด พบว่ามีการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซีร้อยละ 1-2 ของประชากร ปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบซี ผู้ที่ได้รับเชื้อไวรัสตับอักเสบซี ส่วนใหญ่ไม่มีอาการผิดปกติ ตรวจพบได้โดยการตรวจเลือดเท่านั้น ซึ่งหากกลายเป็นไวรัสตับอักเสบซีเรื้อรัง และไม่ได้รับการรักษาจะเกิดภาวะแทรกซ้อนที่สำคัญ ได้แก่ ตับแข็งและมะเร็งตับในที่สุด

ส่วนผู้ที่ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบไม่ว่าชนิดใดก็ตาม นพ.รัชวิชญ์ แนะนำแนวทางปฏิบัติตัวว่า ควรงดดื่มสุราและไม่สูบบุหรี่ หลีกเลี่ยงการรับประทานยาโดยไม่จำเป็น ควรปรึกษาแพทย์ว่ายาชนิดนั้นมีผลต่อตับหรือไม่ หลีกเลี่ยงการรับประทานยาสมุนไพร พักผ่อนให้เพียงพอ งดออกกำลังกายหักโหม ตรวจสุขภาพสม่ำเสมอ เพื่อเฝ้าระวังตับแข็งและมะเร็งตับ แนะนำให้ญาติพี่น้อง คนใกล้ชิด สามีภรรยา ตรวจหาการติดเชื้อไวรัสและรับวัคซีนป้องกัน ระมัดระวังการแพร่เชื้อสู่ผู้อื่น กรณีมีข้อบ่งชี้ให้รับการรักษา ควรรักษาอย่างต่อเนื่อง

ไวรัสตับอักเสบเป็นปัญหาสาธารณสุขที่คนส่วนใหญ่ยังไม่ตระหนักถึงภัยเพียงพอ ทำให้มีผู้เสียชีวิตเพราะภาวะตับแข็งและมะเร็งตับจำนวนมาก ดังนั้น ศูนย์โรคระบบทางเดินอาหารและตับ โรงพยาบาลเวชธานี จึงรณรงค์ให้ประชาชนหันมาใส่ใจในโรคดังกล่าว ด้วยการเปิดให้ผู้ที่สงสัยว่ามีความเสี่ยง หรือผู้สนใจทั่วไปเข้ารับการเจาะเลือดเพื่อตรวจหาเชื้อไวรัสตับอักเสบบีและซี โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ได้ที่งานสัมมนา “ไวรัส วายร้าย ทำลายตับ” ซึ่งแพทย์ทั้งสองท่านจะมาให้ความรู้ในงานดังกล่าวด้วย ในวันเสาร์ที่ 31 มี.ค. 55 ที่โรงพยาบาลเวชธานี สอบถามโทร. 0-2734-0000

 

ที่มา: ไทยรัฐ 21 มีนาคม 2555

รู้​ไว้​ป้อง​กัน​ไวรัส​ตับ​อักเสบ​ชนิด​ต่าง​ ๆ​

มีคำถามเข้ามาเมื่อไม่กี่สัปดาห์ก่อนถึงอาการและสาเหตุของการเกิดโรค “ไวรัสตับอักเสบซี” ซึ่งต้องขอขอบคุณสำหรับคำถาม ซึ่งความกระจ่างในเรื่องดังกล่าว คุณหมอจะมาตอบไม่ใช่แค่เฉพาะไวรัสตับอักเสบซีเท่านั้น ไวรัสตับอักเสบชนิดอื่น ๆ ก็มีความอันตรายและสาเหตุการเกิดโรคที่สำคัญด้วยเช่นกัน ดังนั้น คอลัมน์หมอรามาฯไขปัญหาสุขภาพสัปดาห์นี้ มาทำความเข้าใจกันถึงไวรัสตับอักเสบหลากหลายชนิด เพื่อที่จะทำให้เกิดความตระหนักในการป้องกันโรคที่จะเกิดขึ้น

คำถามแรกที่ผู้ป่วยมักจะถามเมื่อมาทำการรักษาก็คือ ไวรัสตับอักเสบชนิดใดบ้างที่พบได้บ่อยในประเทศไทย คำตอบก็คือ มีหลากหลายชนิด เช่น ไวรัสตับอักเสบ เอ ไวรัสตับอักเสบ บี และ ไวรัสตับอักเสบ ซี  ซึ่งไวรัสทั้งสามชนิด จะมีการติดต่อแตกต่างกันไปตามชนิดของไวรัส   ดังเช่น ไวรัสตับอักเสบ เอ และ อี สามารถติดต่อได้จากการปนเปื้อนของเชื้อในอุจจาระ โดยการรับประทานอาหารที่ปนเปื้อนเชื้อไวรัสเข้าไป ขณะที่ไวรัสตับอักเสบ บี ซี และ ดี สามารถติดต่อกันได้ทางเลือด ทางสารคัดหลั่ง เช่น การใช้เข็มฉีดยาร่วมกันกับผู้ป่วย การมีเพศสัมพันธ์ และจากแม่สู่ทารกในครรภ์ในไวรัสตับอักเสบ บี

คำถามถัดมาก็คือ ผู้ป่วยที่ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบชนิดต่าง ๆ จะมีอาการอย่างไร คำตอบก็คือ ในผู้ป่วยที่ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบจะแบ่งอาการออกเป็นระยะเฉียบพลันและระยะเรื้อรัง ซึ่งพบเฉพาะในไวรัสตับอักเสบบี ซี และ ดี โดยที่ผู้ป่วยตับอักเสบเฉียบพลันจะมีอาการไข้ อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร ตาเหลือง ตัวเหลือง และมีความผิดปกติของผลเลือดที่แสดงการทำงานของตับ ในผู้ป่วยตับอักเสบเรื้อรังอาจไม่แสดงอาการหรือ   ความผิดปกติของการทำงานของตับได้ แต่อาจตรวจพบจาก การตรวจแอนติบอดีหรือตรวจพบไวรัส นอกจากนี้โรคไวรัสตับอักเสบเรื้อรังจากไวรัสบี และซี ยังทำให้เกิดการอักเสบภายในตับ ซึ่งนำไปสู่ภาวะตับแข็ง เช่นเดียวกันกับผู้ป่วยตับแข็งจาก การรับประทานสุราเรื้อรัง ในผู้ป่วยตับอักเสบเรื้อรังที่รับประทานสุราจะเกิดภาวะตับแข็งได้เร็วขึ้น ภาวะตับแข็งจะนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนต่าง ๆ ได้ เช่น เลือดออกในทางเดินอาหาร น้ำในช่องท้อง ความผิดปกติในสมอง ไตวาย และเพิ่มโอกาสการเกิดมะเร็งในตับได้มากกว่าคนปกติหลายเท่า  แต่ในผู้ป่วยไวรัสตับอักเสบบี อาจเกิดมะเร็งในตับขึ้นได้โดยไม่จำเป็นต้องมีภาวะตับแข็งร่วมด้วย ส่วนในผู้ป่วยภาวะตับแข็งระยะท้าย ๆ มีโอกาสที่จะเกิดตับวายหรือมีการทำงานของตับลดลง และมีโอกาสเสียชีวิตสูงขึ้น

ส่วนการรักษาจะแบ่งตามชนิดและระยะของโรค

ไวรัสตับอักเสบเอ รักษาตามอาการซึ่งผู้ป่วยจะหายได้เองเกือบทั้งหมด และในประเทศไทยผู้ใหญ่ส่วนมากจะมีภูมิป้องกันเชื้อ ซึ่งเกิดจากการติดเชื้อในวัยเด็กอยู่แล้ว

ไวรัสตับอักเสบบี หากได้รับเชื้อจากมารดาขณะอยู่ในครรภ์หรือในวัยเด็กจะมีการติดเชื้อเรื้อรังได้สูงมากกว่าเมื่อได้รับเชื้อในวัยรุ่นหรือผู้ใหญ่ ซึ่งการรักษาสามารถแบ่งได้เป็นยาฉีดกลุ่มอินเตอร์เฟอรอน (Interferon-based) และยารับประทานต้านไวรัส (Antiviral therapy) โดยผลของการรักษาและระยะเวลารักษาจะแตกต่างกันตามชนิดการรักษา ซึ่งโดยรวมแล้วโอกาสหายขาดจากไวรัสตับอักเสบเรื้อรังค่อนข้างมีน้อย แต่การรักษาจะลดโอกาสการเกิดมะเร็งตับและชะลอหรือหลีกเลี่ยงภาวะตับแข็งได้ แต่เนื่องด้วยการใช้ยาฉีดกลุ่มอินเตอร์เฟอรอน (Interferon-based) มีค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง แต่ว่ามีระยะเวลาของการรักษาที่แน่นอน และไม่พบการดื้อยาหรือการกลายพันธุ์ของไวรัส  ยกเว้นมีผลข้างเคียง เช่น มีไข้ อ่อนเพลีย ปวดเมื่อยกล้าม เนื้อ และในส่วนน้อยของผู้ที่มีการทำงานของตับลดลง เช่น เป็นตับแข็งระยะสุดท้าย อาจเกิดภาวะตับวายได้ ทำให้การใช้ยาต้านไวรัสชนิดรับประทาน ซึ่งมีหลายชนิดมีผลข้างเคียงน้อยมาก    แต่ระยะเวลาการรักษายาวนานกว่ายาฉีด และอาจพบการกลายพันธุ์ของไวรัสหรือเกิดการดื้อยา   จนเป็นเหตุทำให้ต้องใช้ยาต้านไวรัสเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งชนิด ทำให้ค่าใช้จ่ายเพิ่มสูงขึ้น ดังนั้น การรักษาทั้งสอง  วิธีจะต้องติดตามอาการดูผล ข้างเคียงของยา และผู้ป่วยต้อง  ได้รับยาอย่างสม่ำเสมอโดยเคร่งครัด มิฉะนั้นจะทำให้ผลการรักษาลดลงหรือเกิดภาวะแทรกซ้อนขึ้นได้

ไวรัสตับอักเสบซี หลังจากได้รับเชื้อไวรัสแล้ว พบว่า 80% ของผู้ป่วยจะเกิดเป็นตับอักเสบเรื้อรังจากไวรัสตับอักเสบซี ซึ่งการรักษาจำเป็นต้องใช้ยากลุ่มอินเตอร์เฟอ รอน (Interferon-based) ร่วมกับยาต้านไวรัสชื่อไรบาไวริน (Ribavirin) โดยระยะเวลาและผลการรักษา  ขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ของไวรัสที่ต้องอาศัยการตรวจเลือดเพิ่มเติม  ส่วนโอกาสที่เชื้อไวรัสจะหายไปมีประมาณ 40-80% ขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ของไวรัส ผลข้างเคียงของการรักษาทำให้ผู้ป่วยอาจมีอาการอ่อนเพลีย มีไข้ ปวดเมื่อย กล้ามเนื้อ โลหิตจาง และซึมเศร้าได้

จากที่กล่าวมาข้างต้น การป้องกันไม่ให้เกิดโรคตับอักเสบเรื้อรังจะเป็นวิธีการที่ดีที่สุด โดยสามารถลดการติดเชื้อจากแม่สู่ลูกได้ โดยการฉีดวัคซีนป้องกันโรคไวรัสตับอักเสบ และรักษาด้วยยาฉีดในกรณีที่มีการสัมผัสเชื้อไวรัส ปัจจุบันมีวัคซีนที่ใช้ป้องกันโรคตับอักเสบเอ และ บี แล้ว แต่ยังไม่มีวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบซี ที่ได้ผลเป็นที่ยอมรับ หากสงสัยว่าผู้ป่วยภายในบ้านเป็นโรคไวรัสตับอักเสบบี คนในบ้านก็ควรได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคด้วย และให้ละเว้นการใช้ของส่วนตัวร่วมกัน พยายามไม่ให้มีการสัมผัสเลือด หรือสารคัดหลั่งร่วมกับผู้ป่วย เช่น มีดโกน แปรงสีฟัน เข็มฉีดยา เป็นต้น

นอกจากนี้ ถ้ามีเลือดผู้ป่วยหยดภายในบ้านควรล้างด้วยน้ำสะอาด และให้ยาฆ่าเชื้อโรคในปริมาณที่เหมาะสม แต่สำหรับการรับประทานข้าวร่วมโต๊ะ การจับมือสัมผัสกรณีที่ไม่มีบาดแผลเปิด จะไม่นำไปสู่การติดต่อของเชื้อไวรัสตับอักเสบบี และซี ผู้ป่วยไวรัสตับอักเสบเรื้อรัง ควรรับประทานอาหารที่สุกและสะอาด ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ และควรไปพบแพทย์เป็นประจำ ถ้ามีภาวะตับแข็งแล้ว ควรได้รับการตรวจเพื่อเฝ้าระวังมะเร็งตับทุก   6-12 เดือน โดยการตรวจอัลตราซาวด์ ตรวจเลือด หรือการตรวจ CT-Scan ซึ่งถ้าพบมะเร็งในระยะแรก ๆ จะสามารถให้การรักษาได้ทันเวลา ซึ่งการรักษาได้ผลดีกว่าการพบก้อนมะเร็งในตับขนาดใหญ่หรือมีการกระจายไปในอวัยวะอื่น ๆ แล้ว

ก็คงจะได้รับความกระจ่างในข้อสงสัยเกี่ยวกับไวรัสตับอักเสบชนิดต่าง ๆ ไปพอสมควรทีเดียว หากมีคำถามใด ๆ เกี่ยวกับสุขภาพสามารถส่งมาได้ที่ danai_jr198@yahoo.com คำถามจะถูกตอบผ่านคอลัมน์หมอรามาฯไขปัญหาสุขภาพ.

นพ.พงษ์ภพ อินทรประสงค์
หน่วยโรคทางเดินอาหารฯ ภาควิชาอายุศาสตร์
คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล

 

ที่มา: เดลินิวส์  27 มิถุนายน 2552