“การเฝ้าระวังอาการปวดท้องที่เกิดจากอวัยวะภายใน”

“อาการปวดท้องเป็นอาการนำของหลาย ๆ สาเหตุในช่องท้อง เมื่อมีอาการปวดท้องควรรีบมาพบแพทย์เพื่อแยกกลุ่มอาการว่าตำแหน่งที่ปวดท้องนั้นอยู่บริเวณไหน มีโอกาสเป็นโรคอะไรได้บ้าง” 

วิธีการดูแลตัวเองง่าย ๆ เริ่มจากสังเกตว่า

ถ้าปวดท้องส่วนบน หรือบริเวณเหนือสะดือขึ้นมา อาการปวดที่เราพบบ่อย ๆ บริเวณนี้คือ โรคกระเพาะ ตำแหน่งมักจะอยู่ตรงกลาง บางคนอาจเรียกว่าบริเวณใต้ลิ้นปี่  ซึ่งในความเป็นจริงโรคอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นแผลในกระเพาะอาหาร มะเร็งกระเพาะอาหาร ก็มีอาการปวดท้องเหมือนกัน  ดังนั้นการวินิจฉัยจึงต้องดูอาการอื่น ๆ ร่วมด้วย เช่น ถ้าอาการปวดหน้าท้องส่วนบนด้านขวา ในผู้ป่วยสูงอายุ เป็นคนอ้วน เบาหวาน ควรระวังโรคที่เกี่ยวกับตับและถุงน้ำดี ซึ่งพบได้บ่อยในกลุ่มผู้หญิงวัยกลางคน คือ โรคนิ่วในถุงน้ำดี การรับประทานอาหารมันทำให้อาการปวดท้องเป็นมากขึ้น แต่ถ้ามีอาการตัวเหลือง ตาเหลือง ร่วมด้วย อาจเป็นโรคตับอักเสบ หรือหากตรวจคลำมีก้อน อาจป่วยเป็น  “โรคมะเร็งในตับ

ถ้าปวดท้องบริเวณด้านขวาล่าง ร่วมกับมีไข้  ควรระวัง “ไส้ติ่งอักเสบ” แต่ถ้าเป็นผู้หญิง ก็ควรคิดถึงโรคอื่น ๆ ด้วย เช่น “ปีกมดลูกอักเสบ” เพราะเป็นตำแหน่งเดียวกันกับไส้ติ่ง ส่วนสาเหตุที่เป็นได้ในตำแหน่งเดียวกันอีกโรค คือ “โรคนิ่วในทางเดินปัสสาวะ” มักพบในผู้ชายวัยกลางคน แต่ถ้ามีอาการปวดท้องน้อยด้านซ้าย ส่วนใหญ่ไม่ค่อยร้ายแรง แต่อาจเป็น “โรคลำไส้อักเสบ” (Diverticulitis), “ปีกมดลูกอักเสบ” หรือ “ซีสต์ในรังไข่

แล้วเราจะรู้ได้อย่างไร อาการปวดท้องนั้นรุนแรงหรือไม่?

ส่วนใหญ่ ถ้าปวดท้องปกติ วัน หรือสองวันแล้วหายเอง  แบบนี้จะไม่ค่อยอันตราย แต่ถ้าอาการปวดมากขึ้นเรื่อย ๆ ร่วมกับอาการอย่างอื่น เช่น คลื่นไส้อาเจียนอย่างรุนแรง ถ่ายเหลว ถ่ายติดต่อกัน 3-4 วัน น้ำหนักลด อาเจียนเป็นเลือด ถ่ายเป็นเลือด มีประวัติคนในครอบครัวเป็นมะเร็ง ควรรีบมาพบแพทย์

อาการปวดจาก “นิ่วในถุงน้ำดี” มีลักษณะอย่างไร

“โรคนิ่วในถุงน้ำดี” ไม่ค่อยพบในคนอายุน้อย แต่ควรระวังในคนอายุ 40 ปีขึ้นไป รูปร่างอ้วน มีอาการปวดต่อเนื่อง 2-3 ชั่วโมง ไม่หาย ควรรีบมาพบแพทย์ ซึ่งอาจเกิดจาก “นิ่วอุดตันในถุงน้ำดี” บางรายปวดมากจนต้องฉีดยา แต่ถ้าปวดมากจนไข้ขึ้นอาจกลายเป็น “ถุงน้ำดีอักเสบได้” 

รู้ได้อย่างไรว่าอาการปวดท้องนั้นเกิดจากโรคในระบบทางเดินอาหาร ไม่ใช่ประจำเดือน

โดยปกติอาการปวดประจำเดือน จะปวดบริเวณท้องน้อยส่วนล่าง เป็นซ้ำ ๆ กันบริเวณเดียวกันในทุกครั้งที่มีประจำเดือน แต่ถ้าปวดท้องบริเวณอื่น และเป็นช่วงเวลาที่ไม่มีประจำเดือน อาจสงสัยได้ว่าเป็นโรคเกี่ยวกับระบบทางเดินอาหาร

อาการปวดท้องบริเวณอื่น ๆ

ที่พบบ่อย ๆ เกิดจากกล้ามเนื้ออักเสบ หรือกระดูกหลังอักเสบ โดยมักจะสัมพันธ์กับการออกกำลังกายผิดท่า  ประสบอุบัติเหตุจนกล้ามเนื้อฉีกขาดเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็ทำให้เกิดอาการปวดท้องได้

คำแนะนำจากคุณหมอ

เมื่อมีอาการปวดท้องที่เข้าข่ายเป็นโรคในระบบทางเดินอาหาร ควรปฏิบัติตัว ดังนี้

1. หลีกเลี่ยงการรับประทานยาแก้ปวด ได้แก่ ยาแก้ปวดประจำเดือน  ยาแก้ปวดในผู้ป่วยที่เป็นโรคกระดูกและข้อ
2. หลีกเลี่ยงการรับประทานยารักษาสิว
3. หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารเสริม วิตามิน โดยเฉพาะวิตามินซี และแคลเซียม
4. หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารรสจัด  อาหารมัน

ข้อมูลจาก นายแพทย์จีรวัส  ศิลาสุวรรณ  อายุรแพทย์โรคระบบทางเดินอาหารและตับ โรงพยาบาลพญาไท 2  /  http://www.
phyathai.com

นายแพทย์สุรพงศ์ อำพันธ์วงษ์

……………………………………

ด้วยทีมงานคุณภาพของคอลัมน์นี้ ร่วมกับทีมงานรายการทีวี “ชีวิตและสุขภาพ” 32 ปีดั้งเดิม ขอนำเสนอ รายการ “สุขภาพดี 4 วัย” ออกอากาศประจำทุกวันจันทร์–ศุกร์ เวลา 15.00-16.00 น. สำหรับวันจันทร์ที่ 22 ต.ค. 55 เวลา 15.00-16.00 น. เสนอเรื่อง “ปลูกถ่ายไต” ปรึกษาปัญหาสุขภาพ ฟรี ที่ โทร. 0-2940-9030-31 เฉพาะเวลา 15.00-16.00 น. ทุกวันจันทร์ถึงวันศุกร์ ท่านสามารถรับชมได้ทาง PSI ช่อง 26 DYNASAT ช่อง 101, GMM-Z ช่อง 119, IDEASAT,INFOSAT,  LEOTECH, THAISAT ช่อง 20

ที่มา: เดลินิวส์ 21 ตุลาคม 2555

Advertisements

ไส้ติ่งอักเสบ (แน่หรือ?)

ปวดท้องน้อยค่อนไปทางขวามือในตำแหน่งต่ำกว่าสะดือประมาณ 1 ฝ่ามือและปวดอย่างรุนแรง ฟันธงได้หรือไม่ว่า ‘ไส้ติ่งอักเสบ’
“บางครั้ง คนไข้เดินกุมท้องเข้ามา เราสามารถบอกได้ทันทีว่า เป็นไส้ติ่งอักเสบ แต่ไม่ใช่ทุกกรณี เพราะในผู้ป่วยบางคนที่ปวดท้องอาจต้องใช้เวลา 2-3 วัน ในการตรวจวินิจฉัยกว่าจะรู้ว่าเป็นไส้ติ่งอักเสบ” นพ.ปกรณ์ บุญญสิทธิ์ ศัลยแพทย์ทั่วไป คลินิกศัลยกรรม โรงพยาบาลเวชธานีอธิบาย

หากถามถึงอุบัติการณ์ของภาวะไส้ติ่งอักเสบ นพ.ปกรณ์กล่าวว่า ไม่ได้มีการเก็บข้อมูล แต่ก็มีผู้ป่วยพอสมควร ไม่มากมายแต่ก็ไม่น้อย เจอได้บ่อยราว 5-10% ของประชากร

อาการโดยทั่วไปของไส้ติ่งอักเสบ จะมีอาการปวดท้องนำ โดยเริ่มจากปวดทั่วๆ ท้อง ต่อมาจึงปวดท้องบริเวณด้านล่างขวาที่กดแล้วเจ็บ ร่วมกับมีอาการไข้ หรืออาจมีอาการคลื่นไส้อาเจียนและท้องเสียในบางคน

“ไส้ติ่งอักเสบเป็นโรคที่บอกว่าง่ายก็ง่าย แต่พอถึงคราวยากก็ยาก เพราะอาการไม่แน่นอน บางครั้งสาเหตุอาจมาจากการกินยาแก้ปวดที่ไปบดบังอาการ หรือแม้กระทั่งบริเวณที่ไส้ติ่งอยู่ เช่น บางรายพบไส้ติ่งหลังลำไส้ใหญ่ ทำให้การกดคลำของแพทย์ไม่สามารถบอกได้ชัดเจน” คุณหมอ กล่าว

การตรวจด้วยวิธีคลำ ผู้ป่วยบางคนไม่สามารถบอกได้ว่า ปวดมากแค่ไหน ยิ่งมีอาการท้องเสีย คลื่นไส้อาเจียน ทำให้บางครั้งก็ทำให้หลงไปว่าเป็นลำไส้อักเสบหรืออาหารเป็นพิษได้ ที่สำคัญคือ ยาแก้ปวดที่อาจกลายเป็นดาบสองคม นอกจากลดความเจ็บปวดแล้ว ยังบดบังอาการของไส้ติ่งอักเสบอีกด้วย

ในขณะเดียวกันยังมีอีกหนึ่งกลุ่มคือ ผู้ป่วยที่เป็นลำไส้อักเสบหรืออาหารเป็นพิษก่อน แล้วจึงเกิดไส้ติ่งอักเสบตามมา รวมถึงผู้สูงอายุที่ไม่รู้สึกเจ็บปวดมากนักหรือคนที่อ้วนมากจนคลำไม่เจอ

สาเหตุของไส้ติ่งอักเสบ นพ.ปกรณ์ กล่าวว่า ยังไม่รู้แน่ชัด แต่ในบางคนอาจมีอุจจาระแข็ง ๆ หลุดเข้าไปอุดในไส้ติ่ง หรือเส้นเลือดที่เลี้ยงบริเวณไส้ติ่งอักเสบขึ้น แต่ส่วนมากมักไม่พบสาเหตุที่ชัดเจน

“แพทย์จะตรวจวินิจฉัยโดยเริ่มจากการตรวจร่างกาย เจาะเลือดดูปริมาณเม็ดเลือดขาว เพราะหากไส้ติ่งอักเสบจะมีปริมาณเม็ดเลือดขาวสูงกว่าปกติ หากยังไม่พบหรือไม่ชัดเจนจะต้องอัลตราซาวด์ ซึ่งหากไม่อ้วนจนเกินไปก็จะมองเห็นได้ แต่หากอ้วนมากจนไม่สามารถคลำหรืออัลตราซาวด์ก็ต้องอาศัยการเอกซเรย์ แต่มีข้อจำกัดคือ หากไส้ติ่งที่อักเสบไม่ได้บวมโตก็จะมองเห็นความผิดปกติได้ยาก” คุณหมออธิบายถึงความยากของการทำงาน

การรักษามีเพียงทางเดียวคือ การผ่าตัด ซึ่งหากเกิดไส้ติ่งอักเสบระยะเวลา 1-2 วันก็จะสามารถผ่าตัดได้โดยที่แผลมีขนาดไม่ใหญ่มาก แต่หากเกิดไส้ติ่งแตก สิ่งสกปรกที่อยู่ด้านในก็จะกระจายออกมาในช่องท้อง อาจทำให้ติดเชื้อหรือก่อตัวเป็นพังผืดในช่องท้อง ต้องผ่าตัดแผลใหญ่ไม่ต่างจากแผลผ่าคลอด

“หากเป็นการผ่าตัดแผลเล็ก จะใช้เวลาไม่นาน กล้ามเนื้อบอบช้ำน้อย ร่างกายฟื้นตัวได้เร็ว หลังการผ่าตัด ผู้ป่วยสามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ” นพ.ปกรณ์กล่าว

หากมีอาการปวดท้อง โดยเฉพาะท้องน้อยด้านขวา แพทย์แนะนำว่า ควรรีบพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัย นอกจากนี้ หากท้องเสียไม่รุนแรงนักจากอาหารหรือเชื้อไวรัสจะสามารถหายได้เอง โดยดื่มน้ำเกลือทดแทน ในขณะที่การกินยาแก้ปวดจะไปบดบังอาการบ่งชี้ของไส้ติ่งอักเสบ อาจส่งผลต่อการตรวจวินิจฉัยได้

ตัดทิ้งก่อนอักเสบ!

หลายคนตั้งคำถามว่า ไส้ติ่งมีประโยชน์จริงหรือ ทำไมต้องรอให้อักเสบจึงค่อยตัดทิ้ง แทนที่จะตัดทิ้งไปเลยทุกคน นพ.ปกรณ์ อธิบายว่า ไส้ติ่งเป็นส่วนที่มีประโยชน์สำหรับวัยเด็ก ช่วยฆ่าเชื้อโรคในลำไส้ แต่เมื่อร่างกายโตพอที่จะมีภูมิต้านทาน ไส้ติ่งก็ไม่มีประโยชน์อีกต่อไป

“ในสมัยก่อน ทหารเรือที่จะลงเรือต้องทำการผ่าตัดไส้ติ่งทุกคน เพื่อหลีกเลี่ยงกรณีฉุกเฉิน แต่ปัจจุบันไม่เป็นที่นิยม เพราะการแพทย์พัฒนาขึ้นมาก บางแห่งมีห้องพยาบาลที่พร้อมสำหรับการผ่าตัด หรือมีเทคโนโลยีการส่งตัวผู้ป่วยที่รวดเร็วทันใจอย่างเฮลิคอปเตอร์”

สำหรับคนทั่วไปไม่มีใครที่เดินมาพบแพทย์เพื่อผ่าตัดไส้ติ่งออกโดยที่ไม่มีความผิดปกติอะไร นอกจากหากต้องผ่าตัดเกี่ยวกับช่องท้องอยู่แล้ว และอยากจะเอาไส้ติ่งออกไปพร้อมกัน แพทย์ก็จะทำให้

 

ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ 13 กันยายน 2555

เมื่อต้องถูกผ่าตัดในต่างแดนจะทำอย่างไรดี

เรื่องเจ็บป่วยดูเป็นของธรรมดาสำหรับมนุษย์เรา ในชีวิตประจำวันอาจพบได้หลากหลาย นับตั้งแต่อุบัติเหตุบาดเจ็บเล็ก ๆ น้อย ๆ ไปจนถึงมาก การเจ็บป่วยทั่วไปก็เช่นเดียวกัน จากน้อยไปมาก มีโอกาสเกิดขึ้นได้เสมอ เกิดขึ้นมาถือเป็นเรื่องปกติ เล็กน้อยก็แก้กันเองไป มากขึ้นก็ไปหาแพทย์หรือโรงพยาบาล แพทย์ก็ดำเนินการให้ต่อไป

หากอยู่ในต่างประเทศ คงไม่ง่ายเหมือนที่เราคิดแบบนี้ ชีวิตที่เราไปอยู่อาจเป็นหลายแบบ ไปเรียนหนังสือ ไปท่องเที่ยว ไปทำงาน ติดตามเขาไป เวลาไม่เจ็บป่วยก็ใช้ชีวิตเป็นปกติดี หากเจ็บป่วยขึ้นมา เล็ก ๆ น้อย ๆ ก็คงเอายาที่ติดตัวมากิน คนเดินทางมักจะมียาประจำตัว ยารักษาโรคง่าย ๆ เวียนหัว เมารถ-เรือ ปวดศีรษะ ท้องเสีย บาดแผล พลาสเตอร์ ทิงเจอร์ไอโอดีน ยาหวัด ยาฆ่าเชื้อ ฯลฯ

หากโรครุนแรงขึ้น ถึงจะต้องอยู่โรงพยาบาล เช่น ท้องเดินมาก เวียนหัว ใจสั่น เป็นลม โดยเฉพาะผู้สูงอายุ โรคหัวใจกำเริบ ปวดท้องมาก ปัสสาวะไม่ออก เจ็บท้องคลอด การไปอยู่โรงพยาบาลจะไปที่ไหนดี เรื่องค่าใช้จ่าย มามีส่วนเกี่ยวข้องด้วย เพราะค่าใช้จ่ายสูง ส่วนใหญ่มักจะมีการประกันกันมาทั้งสิ้น เรื่องภาษา ทุกแห่งอาจไม่พูดภาษาอังกฤษได้หมด เราเองบางทีอาจพูดไม่สันทัด ผู้นำไปคงจัดการให้ได้หมด หากการเจ็บป่วยเป็นเพียงระยะสั้น ๆ

โรคที่ต้องอยู่โรงพยาบาลหลายวัน มีหลายโรคที่อยู่บ้านเราก็สบายดี แต่ไม่รู้ว่าวันใดวันหนึ่งอาจเกิดขึ้นได้ ผู้สูงอายุอาจหัวใจขาดเลือด อุบัติเหตุบาดเจ็บทำให้กระดูกหัก โรคไส้ติ่งอักเสบ นิ่วในถุงน้ำดีปกติไม่เป็นอะไร แต่เกิดไปอุดท่อน้ำดีทำให้ปวดมาก เหตุการณ์เหล่านี้คงต้องไปอยู่โรงพยาบาลแน่นอน

โรงพยาบาลในต่างแดน หากเป็นมาตรฐาน มีเครื่องมือและแพทย์พร้อมคงไม่มีปัญหา บางแห่งอาจไม่พร้อม ให้การดูแลขั้นแรกให้มาก่อน แล้วมารักษาต่อกันต่อไปก็ยังพอไหว หรือบางแห่งที่ไม่ค่อยพร้อม ไม่ค่อยเก่ง ก็จะสร้างปัญหาให้เราเพิ่มขึ้นกว่าที่ควรจะเป็นไปอีก เป็นเรื่องที่ต้องคิดเหมือนกันว่าถ้าเรามีทางเลือกและจำเป็นก็ควรจะเลือกสถานที่รักษาที่เรามั่นใจที่สุด

คนไข้คนไทย อายุ 37 ปี ไปทำงานในทวีปยุโรปตะวันตก ซึ่งปกติจะต้องอยู่นานถึง 4 ปี จึงจะถึงคราวย้าย ปกติสุขภาพดี วันหนึ่งเกิดปวดท้องน้อยด้านขวาขึ้นมา ตามความรู้ที่เคยอยู่เมืองไทย ก็สงสัยไส้ติ่งอักเสบ คำถามในใจว่าจะไปรักษาที่ไหนดี เริ่มแรกไปคลินิกเอกชนก่อนเพราะคงจะสะดวกรู้เรื่องเร็วว่าจะป่วยเป็นอะไร ไปให้ตรวจตอนเช้า เพียงตรวจและเจาะเลือด ใช้เวลารอราว 5 ชั่วโมง วินิจฉัยว่าเป็นไส้ติ่งอักเสบ ส่งต่อ รพ.เอกชนคิดว่า รพ.เอกชนจะสะดวกและเร็วกว่าทางภาครัฐ

ทางโรงพยาบาลได้อัลตราซาวด์ รอราว 3 ชม. ส่งห้องผ่าตัด แพทย์ผ่าตัดไส้ติ่งออกแล้วพักอยู่ในโรงพยาบาล การผ่าตัดใช้เจาะรูเข้าทางหน้าท้องราว 4 รู (Laparoscope) หลังผ่าตัด 4 วัน ปวดท้อง ท้องอืด พบว่าลำไส้ไม่ทำงาน CT Scan พบมีน้ำในช่องท้อง เข้าใจว่าเป็นหนอง ใส่สายยางทางจมูกเพื่อดูดลมในท้องและใส่สายยางคาท่อปัสสาวะไว้ตลอด 8 วัน และได้ผ่าตัดอีกเป็นครั้งที่สอง ครั้งนี้ผ่าเป็นแผลยาวบริเวณท้องน้อยด้านขวา เหมือนแพทย์ผ่าไส้ติ่งทั่วไปแต่ยาวมากร่วม 5 นิ้ว

หลังผ่าตัดครั้งที่ 2 อาการก็ไม่ค่อยดีขึ้น ได้ถูกนำไปเจาะหลัง (Epidural Block) ไม่รู้ว่าจุดประสงค์เพื่ออะไร อยู่ไอซียู 7 วัน รวมเวลาเรื่องผ่าตัดไส้ติ่งอักเสบอยู่ในโรงพยาบาล 20 วัน อยู่ไอซียู รพ.เอกชน 7 วัน อยู่ รพ.รัฐ 7 วัน CT Scan 3 ครั้ง ฉีดยากันเลือดแข็งตัวทุกวัน 24 วัน รวมค่าใช้จ่ายที่เรียกเก็บจากต้นสังกัด 700,000 บาท

ก่อนออกจากโรงพยาบาลซึ่งอยู่มา 20 วัน อุจจาระเป็นเลือดทุกวันมา 7 วัน พอค่อยเดินได้รีบขอบินกลับไทยทันที เกรงจะถูกผ่าตัดอีก มาตรวจส่องกล้องทางก้น (Colonoscope) ที่ รพ.ราชวิถีไม่พบอะไร สงสัยจากฉีดยากันเลือดแข็งตัวมากไป เลือดเลยซึมออกทางเส้นเลือด คนไทยเป็นโรคนี้น้อย ทางตะวันตกเป็นมาก เขาจึงฉีดกันให้ไว้ก่อน

ขณะนี้ 1 เดือนแล้วอาการค่อยฟื้นใกล้จะเป็นปกติ จะต้องกลับไปทำงานต่อที่เดิมอีก 1 ปี คงจะเป็นบทเรียนอย่างดีว่า หากป่วยอีกครั้งต่อไปจะทำอย่างไรดี

การเจ็บป่วยต่างแดนเป็นปัญหาสำคัญอย่างหนึ่ง ทั้งเสียเวลา การงาน และการเงิน และความห่วงใยของคนทางบ้าน จึงควรไม่ประมาท พยายามรักษาสุขภาพของร่างกายให้ดีไว้ จะได้ใช้ชีวิตต่างแดนอย่างมีความสุข.

นพ.สุวิทย์ เกียรติเสวี
suvit.kiatisevi.gmail.com

 

ที่มา: เดลินิวส์ 19 สิงหาคม 2555