ไอ… นี้มีความหมาย โดย รศ.นพ.ปารยะ อาศนะเสน

manager141112_01อาการไอ เป็นกลไกการตอบสนองของร่างกายอย่างหนึ่งต่อสิ่งผิดปกติบริเวณทางเดินหายใจและยังเป็นกลไกป้องกันที่สำคัญของร่างกายในการกำจัดเชื้อโรค เสมหะ หรือสิ่งแปลกปลอม แบ่งออกเป็น 2 ชนิด ได้แก่ ไอเฉียบพลัน จะมีระยะเวลาการไอน้อยกว่า 8 สัปดาห์ ส่วนใหญ่เกิดจากการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจส่วนบน เช่น หวัด โพรงไซนัสอักเสบเฉียบพลัน คอหรือกล่องเสียงอักเสบ การมีสิ่งแปลกปลอมอยู่ในหลอดลม หรือสัมผัสกับสารระคายเคืองในสิ่งแวดล้อม เช่น ควันบุหรี่ ควันไฟ ฯลฯ

อีกชนิดคือ ไอเรื้อรัง จะมีระยะเวลาการไอมากกว่า หรือเท่ากับ 8 สัปดาห์ ส่วนใหญ่เกิดจากโรคหลอดลมอักเสบเรื้อรัง การรับประทานยารักษาความดันโลหิตสูงชนิดหนึ่งเป็นเวลานาน โรคไซนัสอักเสบเรื้อรังและมีน้ำมูกไหลลงคอ โรคหืด โรคกรดไหลย้อน การใช้เสียงมากทำให้เกิดสายเสียงอักเสบเรื้อรัง เป็นต้น บางรายอาจมีสาเหตุมากกว่าหนึ่งชนิด ดังนั้นจึงมีความจำเป็นที่ต้องได้รับการตรวจหาสาเหตุ เพื่อการรักษาที่ถูกต้อง เหมาะสม

ซึ่งแพทย์จะซักประวัติ ตรวจร่างกายโดยเฉพาะในระบบทางเดินหายใจส่วนบนและล่าง และอาจส่งตรวจเพิ่มเติม เช่น ถ่ายภาพรังสีของโพรงไซนัสและปอด ส่องกล้องตรวจระบบทางเดินหายใจ ตรวจเสมหะ และตรวจสมรรถภาพการทำงานของปอด

การรักษาที่สำคัญที่สุด คือ หาสาเหตุและรักษาตามสาเหตุ ถ้าผู้ป่วยไอจากการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจส่วนบนหรือล่าง เช่น หวัด หรือหลอดลมอักเสบ และมีอาการไอไม่มากนัก อาจให้การรักษาเบื้องต้น เช่น ยาบรรเทาอาการไอ ถ้าไอและมีเสมหะเหนียวข้นมาก ขับออกจากหลอดลมได้ยาก ก็อาจให้ยาละลายเสมหะช่วย แต่ถ้าผู้ป่วยได้รับยาดังกล่าวแล้วอาการไม่ดีขึ้นภายใน 1 สัปดาห์ ควรปรึกษาแพทย์ หากมีอาการติดเชื้อแบคทีเรีย เช่น เสมหะมีสีเหลืองหรือเขียว แพทย์อาจให้ยาต้านจุลชีพร่วมด้วย อย่างไรก็ดี ถ้าผู้ป่วยไม่ได้รับการวินิจฉัยหาสาเหตุและการรักษาที่ถูกต้อง อาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนตามมาได้

   เพื่อหลีกเลี่ยงอาการไอ ควรถอยห่างจากสารเคมี ควันบุหรี่ ฝุ่น มลพิษทางอากาศ สารก่ออาการระคายเคือง หลีกเลี่ยงอากาศเย็นๆ โดยเฉพาะแอร์ ถ้าต้องการเปิด ให้ตั้งอุณหภูมิสูงกว่า 25 องศาเซลเซียส พัดลมไม่ควรเปิดเบอร์แรงสุด ให้ส่ายไปมาและไม่ควรจ่อเข้ากับตัวโดยตรง เนื่องจากอากาศที่เย็นสามารถกระตุ้นหลอดลมให้หดตัว ทำให้มีอาการไอมากขึ้น และไม่ควรดื่มหรืออาบน้ำเย็น กินไอศกรีม หรืออาหารที่ระคายคอ เช่น ทอดด้วยน้ำมัน นอกจากนี้ควรให้ความอบอุ่นแก่ร่างกายขณะหลับ และปิดปากจมูกเวลาไอด้วยผ้าเช็ดหน้าหรือกระดาษทิชชู เพื่อป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อโรค ยิ่งถ้าใช้มือป้องปากเวลาไอ ควรล้างมือทุกครั้ง ดื่มน้ำอุ่นมากๆ งดการสูบบุหรี่ กินอาหารที่มีประโยชน์ รวมทั้งผักและผลไม้ ออกกำลังกายสม่ำเสมอทุกวัน หรือเล่นกีฬาเป็นประจำ หลีกเลี่ยงความเครียด นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ และพยายามอยู่ห่างจากผู้ป่วย เพราะมีโอกาสเสี่ยงที่จะติดเชื้อได้

ถ้ารักสุขภาพต้องดูแลแต่เนิ่นๆ ครับ

ที่มา: ASTVผู้จัดการออนไลน์  12 พฤศจิกายน 2557

Advertisements

วัณโรคสำคัญกว่าที่คุณคิด โดย นพ. กำพล สุวรรณพิมลกุล

Credit : healthmad.com

Credit : healthmad.com

จากข้อมูลล่าสุดพบว่าทั่วโลกมีผู้ติดเชื้อวัณโรคที่อยู่ในระยะแฝง ซึ่งไม่แสดงอาการอยู่มากถึง 1/3 ของประชากรทั่วโลก หรือเทียบเท่ากับ 2,000 ล้านคนทั่วโลก โดยผู้ป่วยที่เป็นวัณโรคปอดจากการรายงานขององค์การอนามัยโลก (World Health Organization: WHO) เมื่อปี พ.ศ.2555 พบว่า อุบัติการณ์ (incident) การเกิดโรควัณโรคสูงถึง 8.6 ล้านคนใน 1 ปี และในผู้ป่วยกลุ่มนี้พบว่าเสียชีวิตจากวัณโรคสูงถึง 1.3 ล้านคนต่อปี

ส่วนในประเทศไทยจากรายงานล่าสุดขององค์การอนามัยโลกปี พ.ศ. 2555 พบผู้ป่วยวัณโรคในประเทศไทยทั้งหมด 61,208 คนที่มีการลงทะเบียน ทั้งนี้ ยังไม่ได้นับรวมกับผู้ป่วยบางส่วนที่ไม่ได้มีการลงทะเบียนซึ่งเชื่อว่ามีอีกจำนวนมาก

เชื้อวัณโรค หรือ TB (tubercle bacillus) จัดเป็นสิ่งมีชีวิตที่อยู่ในกลุ่มเชื้อแบคทีเรียที่มีการเจริญเติบโตหรือการแบ่งตัวช้ากว่าแบคทีเรียทั่วไปชนิดอื่นๆ โดยแบคทีเรียกลุ่มนี้ชื่อว่า ไมโครแบคทีเรีย มีหลายสายพันธุ์ซึ่งก่อให้เกิดวัณโรคได้ แต่สายพันธ์ที่พบบ่อยและก่อปัญหามากที่สุดในมนุษย์คือเชื้อ Mycobacterium tuberculosis มนุษย์สามารถติดเชื้อวัณโรคได้โดยผ่านทางการหายใจเอาเชื้อที่ล่องลอยในอากาศเข้าไปภายในปอด และต่อมน้ำเหลืองที่ขั้วปอด

เชื้อในปอดหรือต่อมน้ำเหลืองที่ขั้วปอดอาจมีการแพร่กระจายทางเลือดหรือระบบน้ำเหลือง และอาจส่งผลกระทบต่ออวัยวะอื่นๆ ได้ทั่วร่างกาย เช่น ต่อมน้ำเหลืองที่คอ ตับ ม้าม กระดูก หรือ เยื่อหุ้มสมอง เป็นต้น แต่วัณโรคที่ปอดเป็นตำแหน่งที่พบบ่อยที่สุดและมีความสำคัญมากที่สุด เนื่องจากเชื้อสามารถแพร่กระจายสู่ผู้อื่นได้โดยการไอและเชื้อแขวนลอยอยู่ในอากาศ

โดยปกติเชื้อวัณโรคจะแพร่กระจาย โดยเชื้อที่แขวนลอยอยู่ในอากาศจะเข้าสู่ทางเดินหายใจและปอด ภูมิคุ้มกันในร่างกายจะมีการตอบสนองของเม็ดเลือดขาวชนิดต่างๆ ที่อยู่ที่ปอดเพื่อต่อสู้กับเชื้อวัณโรคที่เข้ามาอยู่ในร่างกาย

ผลของการตอบสนองจากระบบภูมิคุ้มกันดังกล่าวแบ่งได้เป็น 3 กลุ่ม ได้แก่

กลุ่มแรกเชื้อวัณโรคจะถูกกำจัดได้หมดโดยภูมิคุ้มกันของร่างกายทำให้ไม่มีเชื้อวัณโรคอยู่ในร่างกาย

กลุ่มที่สองเชื้อวัณโรคจะเข้ามาอยู่ในร่างกายแต่จะอยู่ในระยะแฝงของการติดเชื้อวัณโรคโดยจะมีเม็ดเลือดขาวชนิดต่างๆ โอบล้อมเชื้อวัณโรคอยู่ทำให้เชื้ออยู่ในระยะสงบหรือระยะแฝงซึ่งจะไม่ก่อโรคหรือที่เรียกว่า Latent tuberculosis ผู้ติดเชื้อจะไม่แสดงอาการใดๆ และจะไม่มีการแพร่กระจายของเชื้อ แต่เมื่อไหร่ที่ร่างกายอ่อนแอ ภูมิคุ้มกันเสื่อม เม็ดเลือดขาวที่โอบล้อมเชื้ออยู่ไม่สามารถควบคุมเชื้อได้ก็จะทำให้ผู้ติดเชื้อป่วยเป็นโรควัณโรคได้

และกลุ่มที่สามคือ กลุ่มผู้ป่วยที่กลายเป็นโรควัณโรค (active tuberculosis) หลังจากที่มีการสัมผัสเชื้อ ซึ่งผู้ป่วยกลุ่มนี้มักจะเป็นผู้ป่วยที่มีภูมิคุ้มกันที่ผิดปกติ

 

ถ้าเราอยู่ใกล้ชิดกับผู้ป่วยวัณโรค เราจะมีโอกาสติดเชื้อวัณโรคได้มากน้อยเพียงใด?

นิยามของผู้ที่สัมผัสใกล้ชิด (Close contact) คือ ผู้ที่อยู่ในสถานที่เดียวกัน เช่น บ้านเดียวกัน ห้องนอนเดียวกัน ห้องเรียนเดียวกัน มีการสัมผัสใกล้ชิดที่ต่อเนื่องตั้งแต่ 8 ชั่วโมงขึ้นไปต่อวัน ถ้าเป็นการสัมผัสไม่ต่อเนื่องให้คิดเวลารวมตลอดเดือนหากมากกว่า 120 ชั่วโมงขึ้นไปถือว่าสัมผัสใกล้ชิด

โอกาสการติดเชื้อวัณโรคจากบุคคลที่อยู่ใกล้ชิดกับผู้ป่วยวัณโรค ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น ภูมิคุ้มกันของร่างกาย ปริมาณเชื้อวัณโรคของผู้ป่วย ลักษณะการระบายอากาศของห้องที่อยู่ร่วมกัน เป็นต้น

ยกตัวอย่างพอสังเขปให้ง่ายขึ้น คือ ผู้ป่วยที่สัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วยวัณโรคปอดในห้องเดียวกัน 100 คน โดยเฉลี่ยแล้ว จะมี 70 คนที่ร่างกายจะสามารถกำจัดเชื้อไปได้หมด ส่วนที่เหลือ 30 คนจะมีเชื้อวัณโรคอยู่ในร่างกาย และ ใน 30 คนนี้ จะมีประมาณ ร้อยละ 5 ที่จะป่วยเป็นวัณโรคในระยะเฉียบพลัน ซึ่งมักพบในผู้ป่วยที่มีภูมิคุ้มกันผิดปกติ เช่น ผู้ป่วยติดเชื้อเอชไอวี ผู้ป่วยเบาหวานที่คุมน้ำตาลไม่ดี ผู้ป่วยที่ใช้ยากดภูมิคุ้มกันต่างๆ เป็นต้น

ส่วนอีกร้อยละ 95 จะติดเชื้อวัณโรคที่อยู่ในระยะแฝงที่ไม่แสดงอาการ ถ้าผู้ป่วยแข็งแรงดีเชื้อก็จะอยู่ในระยะแฝงต่อไปเรื่อยๆ โดยผู้ติดเชื้อจะไม่เป็นโรค และไม่แพร่กระจาย แต่จะป่วยเป็นโรคได้เมื่อมีภูมิต้านทานลดลง (reactivation)

การตรวจว่าเรามีเชื้อวัณโรคที่อยู่ในระยะแฝงในร่างกายเราหรือไม่อย่างไรนั้น มีวิธีการตรวจที่เรียกว่า Tuberculin skin test (TST) เป็นการทดสอบที่มีการใช้มานานกว่า 100 ปี ใช้หลักการของการตอบสนองโดยกลไกภูมิคุ้มกันของร่างกาย (delay-type hypersensitivity reaction) ที่จะสามารถให้ผลบวกได้ระหว่าง 2 ถึง 8 สัปดาห์ หลังจากที่ได้รับเชื้อวัณโรคเข้าสู่ร่างกาย โดยฉีด purified protein derivation (PPD) ขนาด 0.1 มล ซึ่งเป็นสารที่สกัดจากเชื้อวัณโรค เข้าบริเวณท้องแขนชั้น intradermal และวัดผลการตอบสนองภายใน 48 ถึง 72 ชั่วโมง อย่างไรก็ตาม ความไวและความจำเพาะของการทดสอบวิธีนี้ค่อนข้างจำกัด

อาการที่พบบ่อยของวัณโรคปอด คือ ไอเรื้อรังนานกว่า 2 สัปดาห์ ไอมีเสมหะหรือไอแห้งๆ ก็ได้ มีน้ำหนักลด รับประทานอาหารลดลง อาการไข้ เหงื่อออกมากตอนกลางคืน หรือมีอาการไอเป็นเลือด ซึ่งผู้ป่วยบางรายอาจมาด้วยอาการไอเรื้อรังนานกว่า 2 สัปดาห์ เพียงอย่างเดียวก็ได้โดยที่ไม่มีอาการอื่นๆร่วมด้วย การวินิจฉัย คือการส่งเสมหะเพื่อตรวจย้อมเชื้อวัณโรค และการส่งเพาะเชื้อวัณโรค ร่วมกับการถ่ายเอกซเรย์ปอด จะช่วยในการวินิจฉัย

วัณโรคสามารถรักษาได้หายขาด แต่จะกลับเป็นซ้ำได้ ถ้ารับประทานยาไม่ครบตามที่แพทย์สั่ง เนื่องจากเชื้อบางส่วนจะหลบซ่อนอยู่ในเซลล์ ทำให้ต้องรักษาด้วยยาร่วมกันหลายขนานในช่วง 2-3 เดือนแรก และต้องรักษานานอย่างน้อย 6 เดือนเพื่อลดโอกาสการดื้อยาและการกลับเป็นซ้ำ ถ้าเป็นวัณโรคปอด หลังจากรับประทานยาไปแล้วอาการไข้ หรือ ไอ ดีขึ้นห้ามหยุดยาโดยเด็ดขาด ถ้าหยุดยาก่อนแพทย์สั่งจะมีผลต่อการดื้อยาและการกลับเป็นซ้ำจะทำให้รักษาหายขาดได้ยากขึ้น ยกเว้นเกิดอาการข้างเคียงรุนแรงที่สงสัยว่าเป็นจากยาต้านวัณโรค เช่น คลื่นไส้อาเจียนรุนแรง มีอาการตัวเหลือง ตาเหลือง หรือ มีผื่นขึ้นรุนแรงทั่วตัว เป็นต้น ให้รีบพบแพทย์โดยด่วน

โดยทั่วไปถ้าเป็นการรักษาวัณโรคปอดที่ไม่ดื้อยา ส่วนใหญ่หากตรวจย้อมเสมหะไม่พบเชื้อวัณโรคแล้ว 2-3 ครั้งหลังทำการรักษาก็ถือว่าอยู่ในระยะปลอดภัยในการแพร่กระจายของเชื้อ แต่ถ้าวินิจฉัยวัณโรคจากอาการ และภาพเอกซเรย์ปอด โดยที่ย้อมสีเสมหะไม่พบเชื้อวัณโรคตั้งแต่แรก โดยทั่วไปแล้วเชื้อมักจะไม่แพร่กระจายหลังจากที่รักษาด้วยยาต้านวัณโรคไปแล้ว 2-3 สัปดาห์

ผู้ที่สัมผัสใกล้ชิดตามนิยามดังที่กล่าวข้างต้น กลุ่มเสี่ยงที่สุดและคุ้มค่าในการให้ยาป้องกันการเป็นวัณโรคมากที่สุดคือ เด็กที่มีอายุต่ำกว่า 5 ปี ถือว่ามีความเสี่ยงสูงสุดที่จะป่วยเป็นวัณโรค และถ้าเป็นแล้วจะมีโอกาสกระจายทั่วร่างกาย และเป็นวัณโรคในเยื่อหุ้มสมองได้สูง (การฉีดวัคซีน BCG จะช่วยลดอุบัติการณ์การเป็นวัณโรคทั่วร่างกายและวัณโรคในเยื่อหุ้มสมองได้มาประมาณร้อยละ 60)

ในทางปฏิบัติเด็กที่อายุน้อยกว่า 5 ปีที่มีประวัติสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วยวัณโรคโดยทั่วไปแล้วแนะนำให้รับประทาน ยา isoniazid เพื่อป้องกันการเป็นวัณโรค 6-9 เดือนทุกราย แต่ต้องตรวจสอบให้แน่ชัดก่อนให้ยาป้องกันว่าเด็กไม่ได้เป็นวัณโรคอยู่ก่อนแล้ว (ควรถ่ายภาพเอกซเรย์ปอดก่อนให้ยาป้องกัน) ส่วนเด็กที่อายุมากกว่าหรือเท่ากับ 5 ปีให้พิจารณาเป็นรายๆ ไปตามผลการทดสอบ Tuberculin skin test

 

สิ่งสำคัญในการปฏิบัติตนเมื่อมีผู้ป่วยวัณโรคอยู่ในบ้าน?

ควรแยกห้องกับสมาชิกในครอบครัวให้ผู้ป่วย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง 2-3 สัปดาห์แรก ภายในห้องควรเปิดหน้าต่างเพื่อให้มีอากาศถ่ายเทได้สะดวก และให้แสงแดดส่องถึงเนื่องจากแสงแดดจะทำลายเชื้อวัณโรคได้ดี หมั่นนำเครื่องนอนออกตากแดด ควรสวมหน้ากากหรือผ้าปิดจมูก และเปลี่ยนให้สม่ำเสมอเพื่อป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อ และเสมหะควรบ้วนลงภาชนะหรือกระป๋องที่มีฝาปิดมิดชิด

บทความโดย นพ.กำพล สุวรรณพิมลกุล
แพทย์ผู้เชี่ยวชาญ สาขาวิชาโรคติดเชื้อ ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย

ที่มา : กรุงเทพธุรกิจ 22 เมษายน 2557

โรคปอดเป็นพังผืดหอบเหนื่อยท้าทายผู้รักษา

dailynews130324_001โรคปอดเป็นพังผืดหรือเป็นแผลเป็น (Pulmonary fibrosis) เป็นโรคที่พบไม่บ่อยนัก หรือมีอยู่แต่ไม่ได้มาโรงพยาบาลให้ได้เห็นก็ได้ เมื่อเป็นแล้วจะลำบากทรมานมาก เพราะปอดที่เป็นแผลเป็นใช้งานไม่ค่อยได้ การแลกเปลี่ยนออกซิเจนขึ้นมาไม่เพียงพอกับความต้องการของร่างกาย ทำให้เหนื่อย หายใจไม่ได้เต็มที่ มาคุยเรื่องนี้เพื่อให้รู้ไว้จะได้ป้องกันไว้แต่เนิ่น ๆ

เรื่องปอดเป็นพังผืด สาเหตุ อาจมาจากหลายเรื่องด้วยกัน การอักเสบของปอดเรื้อรังเป็น ๆ หาย ๆ ลงท้ายอาจทำให้เป็นแผลเป็นได้ (Interstitial pneumonitis), การติดเชื้อที่ทำให้ปอดอักเสบ, สารเคมีรอบตัวที่สูดดมเข้าไป แอสเบสต๊อส, ซิลิก้า หรือแก๊ส, แสงรังสีจากการฉายแสงรักษาเรื่องมะเร็งในร่างกาย, โรคเรื้อรัง เช่น ลูปัสฯ หรือข้ออักเสบจากรูมาตอยด์, ยาบางอย่าง, จากการหายใจเอาละอองสารเคมี เชื้อโรค เชื้อรา ขนสัตว์ เข้าไปสะสมเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ และสุดท้ายไม่รู้สาเหตุว่าจากอะไร

อาการ ไอจะมาเป็นอาการแรก ไอแห้ง ๆ ไม่มีเสมหะออกมา เป็น ๆ หาย ๆ มาเรื่อย ๆ บางครั้งไอมากจนทรมานไม่ค่อยได้พักผ่อน ทำให้หายใจลำบากไปด้วย หายใจสั้น ๆ เหนื่อย กินไม่ค่อยได้ น้ำหนักลดลง อาการไอจะยาวนานเป็นอาทิตย์ เดือน หรือหลาย ๆ เดือนทีเดียว ไปตรวจสุขภาพทั่ว ๆ  ไปก็ยังไม่ทราบสาเหตุ ไม่รู้ว่าไอเรื้อรังที่เป็นมายาวนานเช่นนี้จากสาเหตุใด

การวินิจฉัยโรค เริ่มตั้งแต่อาการไออยู่ตลอด หอบเหนื่อย แพทย์ฟังเสียงการเคลื่อนไหวของลมในปอดจะได้ยินเสียงผิดปกติชัดเจน เอกซเรย์ปอดและ CT-Scan จะเห็นการเปลี่ยนแปลงที่เนื้อปอด หน้าที่ของปอดลดลง การแลกเปลี่ยนคาร์บอนไดออกไซด์และออกซิเจนในปอดน้อยลง และสุดท้ายคือการเอาเนื้อปอดมาตรวจทางพยาธิจะรู้ผลได้แน่นอน

การรักษา ยารักษาโดยตรงคงไม่มี การเปลี่ยนปอดใหม่คงจะเป็นหนทางช่วยได้ ให้ได้ผลดี แต่สภาพคนไข้มักจะเพลีย น้ำหนักลดมาก โอกาสจะผ่าตัดคงเป็นไปได้ยาก อาจได้ผลดีบ้างกับยาประเภทสเตียรอยด์ หรือยาลดภูมิคุ้มกัน ขึ้นอยู่กับประสบการณ์ของแพทย์ที่ทำการรักษาเรื่องนี้มามากน้อยเพียงใด

โรคแทรกซ้อน ปอดจะทำงานไม่เต็มที่ การแลกเปลี่ยนออกซิเจนในเลือดลดลง ทำให้ปอดต้องทำงานเพิ่มขึ้นกว่าปกติ จะเกิดความดันในปอดสูง ลามไปถึงหัวใจจะทำให้หัวใจเสื่อมหน้าที่ไปด้วย และอาจมีก้อนเลือดเกิดขึ้น หลุดลอยไปติดในสมองทำให้เกิดโรคแทรกซ้อนอัมพฤกษ์อัมพาตขึ้นได้อีก

ที่มาคุยเรื่องนี้บังเอิญได้ไปเยี่ยมเพื่อนแพทย์รุ่นน้อง ไอแห้ง ๆ มานานหลายเดือนโดยไม่ทราบสาเหตุ ตรวจกันหลายแห่งก็ไม่รู้ว่าเป็นอะไร จนน้ำหนักลดลงไปร่วม 10 กก. บางครั้งเหนื่อย หายใจเร็วขึ้น จนต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลแห่งหนึ่ง สุดท้ายแพทย์วินิจฉัยว่าปอดเป็นพังผืดหรือแผลเป็นเกิดขึ้น (Pulmonary fibrosis) มีอาการหอบเหนื่อย ต้องคอยให้ออกซิเจนช่วยเป็นครั้งคราว เป็นแบบไม่รู้ว่าสาเหตุจากอะไร (Idiopathic)

แพทย์ได้ให้การรักษาทางยาโดยให้ยาประเภทสเตียรอยด์ คงจะช่วยให้ภูมิต้านทานเพิ่มขึ้น ยาฆ่าเชื้อ และรักษาไปตามอาการ หอบเหนื่อยก็ให้ออกซิเจนเข้าช่วย ระวังการติดเชื้อเข้าร่วมอีก

นพ.ไพรัช เกตุรัตนกุล แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านปอดและหัวหน้ากลุ่มงานอายุรกรรม รพ.ราชวิถี ได้บอกว่าโรคนี้ไม่พบบ่อยนัก เมื่อพบจนหอบเหนื่อยก็แสดงว่าปอดได้เป็นแผลเป็นค่อนข้างมากแล้ว การทำหน้าที่ของปอดได้ไม่เต็มที่ ในประสบการณ์ที่ได้พบมากรักษาทางยาอย่างเดียว อายุจะยืนยาวหรือไม่นั้น ไม่ค่อยแน่นอน ต้องระวังไม่ให้การติดเชื้อเข้ามาแทรกซ้อน และให้การรักษาไปตามอาการ

การป้องกัน หลีกเลี่ยงสาเหตุต่าง ๆจากที่กล่าวมาข้างต้น เรื่องควันต่าง ๆ และจากสารเคมีที่ลอยมาตามอากาศก็ควรหลีกเลี่ยง รวมทั้งควันบุหรี่ด้วย สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้จะค่อยสะสมทีละน้อย จะทำให้ปอดอักเสบเรื้อรัง เป็น ๆ หาย ๆ จนเกิดเป็นพังผืดหรือแผลเป็นไปรัดเนื้อปอดมิให้ขยายทำงานได้

โรคปอดเป็นพังผืดหรือแผลเป็นรัดปอดมิให้ขยายตัวทำงาน เป็นโรคที่พบน้อย แต่อาจพบได้ โดยเฉพาะผู้อยู่ใกล้สารเคมี สูดดมเข้าไปบ่อย ๆ รวมทั้งควันบุหรี่ด้วย นานวันเกิดเป็นปอดอักเสบจนเป็นแผลเป็น ทำให้ปอดทำงานได้ไม่เต็มที่ การหลีกเลี่ยงไว้ก่อนและดูแลสุขภาพทั่วไปให้ดี หมั่นออกกำลังกายสม่ำเสมอจะช่วยให้ชีวิตรอดปลอดภัยขึ้น.

นพ.สุวิทย์ เกียรติเสวี
suvit.kiatisevi.gmail.com

ที่มา: เดลินิวส์ 24 มีนาคม 2556

รอบรู้โรคภัย : ‘ไอ’ เสียงบอกโรค

manager130204_001อาการไอเป็นกลไกการตอบสนองของร่างกายอย่างหนึ่งต่อสิ่งผิดปกติในทางเดินหายใจ และเป็นกลไกป้องกันที่สำคัญของร่างกายในการกำจัดเชื้อโรค เสมหะ หรือสิ่งแปลกปลอมในทางเดินหายใจ รวมทั้งเป็นอาการที่นำผู้ป่วยมาพบแพทย์ได้บ่อยที่สุด

นอกจากนี้ อาการไอยังเป็นทางที่สำคัญในการแพร่กระจายของการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ

กลไกการเกิดอาการไอ

อาการไอเริ่มจากการที่มีสิ่งกระตุ้นตัวรับสัญญาณการไอ หรือมีสารระคายเคืองในบริเวณทางเดินหายใจส่วนบนและล่าง ได้แก่ ช่องหูและเยื่อบุแก้วหู, จมูก, โพรงอากาศข้างจมูกหรือไซนัส, โพรงหลังจมูก, คอหอย, กล่องเสียง, หลอดลม, ปอด, กระบังลม และเยื่อหุ้มปอด

นอกจากนี้ ยังพบตัวรับสัญญาณการไอบริเวณเยื่อหุ้มหัวใจและกระเพาะอาหารด้วย โดยจะรับการกระตุ้นผ่านไปทางเส้นประสาทสมองคู่ที่ 10 เป็นหลัก ไปยังศูนย์ควบคุมการไอ (cough center) ในสมองบริเวณเมดุลลา ซึ่งจะมีการควบคุมลงมายังกล้ามเนื้อและอวัยวะที่เกี่ยวข้องกับการหายใจ เช่น กล้ามเนื้อกระบังลม, กล้ามเนื้อซี่โครง, กล้ามเนื้อท้อง, กล่องเสียง และโดยเฉพาะอย่างยิ่งหลอดลม ทำให้เกิดการตีบแคบของหลอดลม ทำให้เกิดอาการไอ

ชนิดของอาการไอ

ถ้าแบ่งตามระยะเวลาของอาการไอ แบ่งได้ 2 ชนิดใหญ่ ๆ คือ

1. ไอฉับพลัน คือ มีระยะเวลาของอาการไอน้อยกว่า 3 สัปดาห์

สาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจส่วนบน เช่น หวัด, โพรงไซนัสอักเสบฉับพลัน, คอหรือกล่องเสียงอักเสบ, หลอดลมอักเสบ, อาการกำเริบของโรคถุงลมโป่งพอง, ปอดอักเสบ, การที่มีสิ่งแปลกปลอมอยู่ในหลอดลม หรือสัมผัสกับสารระคายเคืองในสิ่งแวดล้อม เช่น ควันบุหรี่ ควันไฟ กลิ่นสเปรย์ แก๊ส มลพิษทางอากาศ

2. ไอเรื้อรัง คือ มีระยะเวลาของอาการไอมากกว่า 3 สัปดาห์ ถึง 8 สัปดาห์

สาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากโรคหลอดลมอักเสบเรื้อรัง, รับประทานยารักษาความดันโลหิตสูงชนิด angiotensin-converting enzyme inhibitor (ACE-I) เป็นระยะเวลานาน, โรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้หรือโรคไซนัสอักเสบเรื้อรังแล้วมีน้ำมูกไหลลงคอ, โรคหืด, โรคกรดไหลย้อน [gastroesophageal reflux (GERD)], การใช้เสียงมากทำให้เกิดสายเสียงอักเสบเรื้อรัง, เนื้องอกบริเวณคอ กล่องเสียงหรือหลอดลม, โรคของสมองส่วนที่ควบคุมการไอ, โรควัณโรคปอด

ผู้ป่วยที่มีอาการไอเรื้อรัง บางรายอาจมีสาเหตุมากกว่าหนึ่งชนิด ดังนั้น จึงมีความจำเป็นที่ต้องได้รับการตรวจหาสาเหตุและรักษาตามสาเหตุ

ผลเสียของอาการไอ

การที่ไอมากๆ อาจทำให้เสียบุคลิกภาพในการอยู่ร่วมในสังคมต่างๆ ทำให้เป็นที่รำคาญหรือเป็นที่รังเกียจของผู้อื่น และยังอาจแพร่เชื้อให้ผู้อื่นได้

นอกจากนั้น อาจรบกวนการรับประทานอาหารหรือรบกวนการนอนหลับ ในกรณีที่ผู้ป่วยอายุมาก การไอมากๆ อาจทำให้กระดูกอ่อนซี่โครงหักได้ (rib fracture) หรือทำให้ถุงลมหรือเส้นเลือดฝอยในปอดแตกออกสู่โพรงเยื่อหุ้มปอด (pneumothorax or hemothorax) เกิดอาการหอบเหนื่อยและอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้

นอกจากนี้ ยังมีผลเสียต่อการผ่าตัดตา และหู เช่น การผ่าตัดต้อกระจก การไออาจทำให้เลนส์แก้วตาเทียมที่ใส่ไปในลูกตาหลุดออกได้ หรือการผ่าตัดปะเยื่อแก้วหู การไออาจทำให้เยื่อแก้วหูเทียมที่วางไว้เคลื่อนที่ออกมาได้

การวินิจฉัยโรคที่เป็นสาเหตุของการไอ

แพทย์จะเริ่มจากการซักประวัติ การตรวจร่างกายโดยเฉพาะในระบบทางเดินหายใจส่วนบนและล่าง และอาจส่งตรวจเพิ่มเติมเช่น ส่งตรวจภาพถ่ายรังสีของโพรงไซนัสและปอด, การส่องกล้องตรวจระบบทางเดินหายใจ, การตรวจเสมหะ, การตรวจสมรรถภาพการทำงานของปอด

การรักษาอาการไอ

การรักษาที่สำคัญที่สุด คือ การหาสาเหตุของอาการไอและรักษาตามสาเหตุ

ถ้าผู้ป่วยไอจากการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจส่วนบนหรือล่าง เช่น หวัด หรือหลอดลมอักเสบ และมีอาการไอไม่มากนัก อาจให้การรักษาเบื้องต้น เช่น ยาบรรเทาอาการไอไปก่อนได้

กรณีที่ไอมีเสมหะ เสมหะที่เหนียวข้นมากจะถูกขับออกจากหลอดลมได้ยากโดยการไอ การให้ยาละลายเสมหะจะช่วยให้เสมหะถูกขับออกได้ง่ายขึ้นและบรรเทาอาการไอได้ แต่หากผู้ป่วยได้รับยาดังกล่าวแล้วอาการไม่ดีขึ้นภายใน 1 สัปดาห์ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อหาสาเหตุและรักษาตามสาเหตุ

หากมีอาการของการติดเชื้อแบคทีเรีย เช่น เสมหะมีสีเหลืองหรือเขียว แพทย์อาจให้ยาต้านจุลชีพร่วมด้วย

ยาบรรเทาอาการไอ

ยาบรรเทาอาการไอ แบ่งเป็น 3 ชนิด คือ

1. ยาลดหรือระงับอาการไอ (cough suppressants or antitussives) อาจออกฤทธิ์ที่จุดรับสัญญาณการไอส่วนปลาย หรือออกฤทธิ์ที่ระบบประสาทส่วนกลางของสมองที่ควบคุมอาการไอ ยาชนิดนี้ควรเลือกใช้ในผู้ป่วยที่ไอแห้งๆ ไม่มีเสมหะ (non-productive cough)

2. ยาขับเสมหะ (expectorants) ยาชนิดนี้จะกระตุ้นการขับเสมหะ โดยกระตุ้นการทำงานของเยื่อบุในระบบทางเดินหายใจในการกำจัดเสมหะ และเพิ่มปริมาณสารคัดหลั่งในระบบทางเดินหายใจ ทำให้ปริมาณเสมหะมากขึ้น ทำให้ไอเอาเสมหะออกมาได้ง่ายขึ้น เช่น potassium guaiacolsulphonate, terpin hydrate, ammonium chloride, glyceryl guaiacolate ยาชนิดนี้ควรเลือกใช้ในผู้ป่วยที่ไอแบบมีเสมหะ (productive cough)

3. ยาละลายเสมหะ (mucolytics) ยาชนิดนี้จะช่วยลดความเหนียวของเสมหะลง ทำให้ร่างกายกำจัดหรือขับเสมหะออกได้ง่ายขึ้น เช่น ambroxol hydrochloride, bromhexine, carbocysteine ยาชนิดนี้ควรเลือกใช้ในผู้ป่วยที่ไอแบบมีเสมหะ บางครั้งนิยมใช้ร่วมกับยาขับเสมหะ

การป้องกันอาการไอ

• ควรดูแลสุขภาพให้สมบูรณ์แข็งแรง รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ให้ครบทุกประเภท รวมทั้งผักและผลไม้ ออกกำลังกายให้สม่ำเสมอทุกวันหรือเล่นกีฬาเป็นประจำ

• หลีกเลี่ยงความเครียดและการสัมผัสอากาศที่เย็นมากๆ

• นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ

• พยายามอยู่ห่างจากผู้ที่ไม่สบายทั้งที่บ้าน และที่ทำงาน เนื่องจากอาจรับเชื้อโรคจากบุคคลดังกล่าวได้

การปฏิบัติตนขณะมีอาการไอ

• ผู้ป่วยควรหลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้นที่จะทำให้ไอมากขึ้น เช่น สารเคมี ควันบุหรี่ ฝุ่น มลพิษทางอากาศ สารก่ออาการระคายเคือง อากาศเย็นๆ โดยเฉพาะแอร์หรือพัดลมเป่า การดื่มหรืออาบน้ำเย็น การรับประทานไอศกรีม หรืออาหารที่ระคายคอ เช่น อาหารที่ทอดด้วยน้ำมัน

• ถ้าต้องการเปิดเครื่องปรับอากาศ ควรตั้งอุณหภูมิให้สูงกว่า 25 องศาเซลเซียส เพื่อไม่ให้อากาศเย็นจนเกินไป ในกรณีที่ใช้พัดลม ไม่ควรเปิดเบอร์แรงสุด และควรให้พัดลมส่ายไปมา

• ควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสอากาศจากเครื่องปรับอากาศหรือพัดลมโดยตรง เนื่องจากอากาศที่เย็นสามารถกระตุ้นหลอดลม ทำให้หลอดลมหดตัว ทำให้มีอาการไอมากขึ้นได้

• ควรให้ความอบอุ่นแก่ร่างกายให้เพียงพอขณะนอน เช่น นอนห่มผ้า ถ้าจะให้ดี ควรใส่ถุงเท้าเวลานอนด้วย

• ในกรณีที่ไม่ชอบห่มผ้าหรือห่มแล้วชอบสะบัดหลุดโดยไม่รู้ตัว ควรใส่เสื้อหนาๆ แขนยาวหรือใส่เสื้อ 2 ชั้นและกางเกงขายาวเข้านอน

• ควรปิดปากและจมูกเวลาไอ ด้วยผ้าเช็ดหน้าหรือกระดาษทิชชู

• ควรล้างมือทุกครั้งถ้าใช้มือป้องปากเวลาไอ

• ควรดื่มน้ำอุ่นมากๆ

• ผู้ที่สูบบุหรี่ควรหลีกเลี่ยงหรืองดการสูบบุหรี่

จะเห็นได้ว่าอาการไอ อาจเกิดจากโรคที่ไม่ร้ายแรง เช่น โรคติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจส่วนบนและล่าง เช่น หวัด, คอหรือหลอดลมอักเสบ

หรือเป็นสัญญาณบ่งบอกถึงโรคที่ร้ายแรงได้ เช่น ปอดอักเสบ, เนื้องอกบริเวณคอ กล่องเสียงหรือหลอดลม

หากผู้ป่วยไม่ได้รับการวินิจฉัยหาสาเหตุและได้รับการรักษาที่ถูกต้อง อาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนตามมา และเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ ดังนั้น หากผู้ป่วยได้รับการรักษาเบื้องต้นแล้วอาการไอไม่ดีขึ้น ควรปรึกษาแพทย์

(จาก นิตยสารธรรมลีลา ฉบับที่ 146 กุมภาพันธ์ 2556 โดย รศ.นพ.ปารยะ อาศนะเสน ภาควิชาโสต นาสิก ลาริงซ์วิทยา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล)

ที่มา :   ASTVผู้จัดการออนไลน์ 4 กุมภาพันธ์ 2556

ไอเรื้อรัง…ต้องหาสาเหตุ

แพทย์หญิงพัณณิดา วัฒนพนม อายุรแพทย์ คลินิกอายุรกรรม โรงพยาบาลกรุงเทพ กล่าวว่า อาการไอเรื้อรังไม่ใช่โรค แต่เป็นกลไกของร่างกายในการกำจัดเสมหะและสิ่งแปลกปลอมจากคอและทางเดินหายใจ หากได้รับการรักษาอย่างถูกวิธีไม่เกิน 3 สัปดาห์ก็หายได้ แต่หากไอนานกว่านั้น ซึ่งมักจะเป็นผลของโรค หรือความผิดปกติบางอย่างที่เกิดจากตัวผู้ป่วย วิธีที่จะทำให้หายขาดได้เร็ว จำเป็นต้องพบแพทย์เพื่อตรวจรักษาเพิ่มเติม ไม่ควรซื้อยากินเอง เพราะอาจมีอาการแทรกซ้อนอย่างอื่นที่ร้ายแรงและรอการรักษาอยู่ก็ได้

อาการไอเรื้อรังทั่วๆ ไปถือว่าไอเป็นเวลาติดต่อกันนานไม่น้อยกว่า 3 อาทิตย์ สาเหตุของการไอเรื้อรังนั้นอาจจะเป็นจากโรคที่ไม่รุนแรงก็ได้ เช่น อาการไอเรื้อรังหลังจากการที่เป็นไข้หวัดตามที่กล่าวมา หรืออาจจะเป็นอาการของโรคที่รุนแรง เช่น วัณโรคปอด หรือมะเร็งของปอดเป็นต้น ดังนั้น ผู้ที่มีอาการไอเรื้อรัง ไม่ควรที่จะปล่อยปละละเลย ควรหาสาเหตุว่าไอจากอะไรก่อนที่จะเป็นการสายเกินไป

แต่โดยทั่วไปอาการไอเรื้อรังส่วนใหญ่เป็นผลมาจากโรคของระบบทางเดินหายใจ ที่พบบ่อยสุดคือ Post Natal Drip ซึ่งเป็นอาการน้ำมูกหรือเสมหะไหลลงคอ จะพบในคนที่เป็นหวัด ภูมิแพ้หรือไซนัสอักเสบ และที่รองลงไปคือ โรคหอบหืด

การไอไม่จำเป็นต้องเกิดจากโรคระบบทางเดินหายใจเท่านั้น โรคกรดไหลย้อยก็เป็นอีกสาเหตุที่พบบ่อยในผู้ป่วยที่มีอาการไอเรื้อรัง และเพราะร่างกายต้องการกำจัดของเสียที่อยู่ในระบบทางเดินหายใจ จึงแสดงออกในรูปของอาการไอตามมานั่นเอง ซึ่งคนไข้ที่เป็นกรดไหลย้อนอาจไม่รู้ตัวเองก็ได้

อาการเบื้องต้นของคนที่มีอาการไอ จะมีทั้งแบบอาการไอแห้ง และไอมีเสมหะ ผู้ป่วยอาจมีอาการอื่นร่วมด้วย เช่น มีน้ำมูก ปวดศีรษะ แต่สำหรับผู้ป่วยที่เป็นไซนัสอักเสบ และผู้ป่วยโรคกรดไหลย้อนอาจมีอาการเจ็บ แสบ บริเวณลิ้นปี่ร่วมด้วย

ผู้ที่ไอมากๆ และไอนานๆ อาจเกิดอาการเหนื่อยหมดแรง ซึ่งพบได้ในราว 57% ในผู้ป่วยที่ไอมาก, นอนไม่หลับ พักผ่อนไม่พอ 45%, เจ็บหน้าอก 45%, เสียงแหบ 43%, เหงื่อออก 42% และปัสสาวะเล็ด 33%

คุณหมอมีคำแนะนำสำหรับการรักษาอาการไอ จะต้องรักษาสาเหตุของโรคที่เป็นถึงจะหายขาด เช่น การใช้ยาฆ่าเชื้อ การใช้ยาลดบวมของเยื่อจมูกสำหรับผู้ป่วยที่เป็นไซนัสอักเสบ หรือการให้ยาลดกรดในผู้ป่วยโรคกรดไหลย้อน เพียงเท่านี้ก็จะหายจากอาการไอเรื้อรังที่น่ารำคาญได้แล้ว

การดูแลตัวเองในผู้ที่มีอาการไอเรื้อรัง ควรจะจิบดื่มน้ำอุ่นให้บ่อย เพื่อช่วยละลายเสมหะในคอ งดสูบบุหรี่หรือเลี่ยงการสัมผัสควันบุหรี่ การดื่มชาร้อนผสมน้ำผึ้ง หรือน้ำขิงร้อน ก็ช่วยบรรเทาอาการไอได้เป็นอย่างดี การพักผ่อนและการงดใช้เสียงก็เป็นสิ่งจำเป็นเช่นกัน ถ้าผู้ป่วยยังพูดมากอาการไอจะไม่ทุเลา

ที่ผ่านมา หลายคนมักมีความเชื่อกันว่า ผู้ป่วยที่มีอาการไอควรหลีกเลี่ยงอาหารทอด คุณหมอขยายความว่า ความเชื่อนี้ไม่มีผิดซะทีเดียว ในผู้ป่วยที่เป็นโรคกรดไหลย้อน อาหารทอดจะทำให้อาการของโรคเป็นมากขึ้น ซึ่งรวมไปถึงอาการไอ แต่สำหรับอาการไอเรื้อรังที่เกิดจากสาเหตุอื่นๆ ไม่มีอาหารอะไรที่ต้องห้าม จึงสามารถกินทุกเมนูได้ปกติ

“การป้องกันอาการไอโดยตรงในตอนนี้ยังไม่มี แต่การดูแลสุขภาพให้แข็งแรง งดสูบบุหรี่ ก็ช่วยได้ในระดับหนึ่ง”อายุรแพทย์ กล่าวและว่า สำหรับคนที่มีอาการไอเรื้อรังเป็นๆ หายๆ หากสังเกตให้ดีจะเห็นว่า เป็นเพราะเขาสูบบุหรี่ หรือเป็นโรคภูมิแพ้มาก่อน วิธีแก้จึงต้องเริ่มที่งดสูบ และหลีกเลี่ยงสารที่ทำให้เกิดการระคายเคืองในระบบทางเดินหายใจ เพียงเท่านี้ก็ห่างจากอาการไอเรื้อรังได้แล้ว

ทั้งนี้ การไอเรื้อรัง แม้จะไม่ใช่โรค แต่มักเกิดจากโรคหรือความผิดปกติบางอย่าง ที่ร่างกายคนคนนั้นเป็น ผู้ที่พบว่าตัวเองมีอาการไอเรื้อรัง ควรรีบพบแพทย์ เพื่อตรวจวินิจฉัยหาสาเหตุโรค และรับการรักษาที่เหมาะสมต่อไป

 

ทีี่มา: กรุงเทพธุรกิจ 28 กุมภาพันธ์ 2555