6 พฤติกรรมที่ต้องโละทิ้ง

ปีใหม่ฟ้าใหม่มาถึงแล้ว เริ่มต้นชีวิตด้วยสิ่งดีๆ ประเดิมกันด้วยการโละทิ้ง 6 พฤติกรรมบ่อนทำลายสุขภาพ จากคำแนะนำของแพทย์เวชธานี

“สุขภาพดีไม่มีขาย อยากได้ต้องทำเอง” พญ.ม.ล.ธัญญ์นภัส เทวกุล แพทย์ประจำศูนย์ตรวจสุขภาพ โรงพยาบาลเวชธานีเผย 6 พฤติกรรมทำลายสุขภาพ พร้อมแนะวิธีปรับให้สุขภาพดีรับปีใหม่  
1. ดื่มน้ำไม่เพียงพอ น้ำเปล่าไม่ใช่แค่ช่วยดับกระหาย แต่การดื่มน้ำในปริมาณที่ไม่เพียงพอส่งผลเสียต่อสุขภาพ ไม่ว่าจะเป็น แผลร้อนในในปาก ริมฝีปากแตกแห้ง ผิวแห้งกร้าน ท้องผูก ปัสสาวะมีสีเข้ม กลิ่นฉุน ที่สำคัญ ยังทำให้เลือดข้นหนืด ส่งผลให้ไม่กระปรี้กระเปร่า มึนศีรษะ อ่อนเพลียง่ายควรดื่มน้ำเปล่าให้มากขึ้น โดยเทียบเฉลี่ยตามน้ำหนักตัว หากหนัก 50 กิโลกรัม ควรดื่มน้ำให้ได้ 2 ลิตรต่อวัน หากหนัก 70 กิโลกรัม ควรเพิ่มเป็น 3 ลิตรต่อวัน และไม่ควรดื่มครั้งละมาก ๆ เพราะอาจจุกท้อง ทางที่ดีควรจิบทีละนิด แต่จิบบ่อย ๆ น้ำที่ดีที่สุดคือ น้ำเปล่าไม่ร้อนหรือเย็นจัด แต่ใกล้เคียงอุณหภูมิห้องที่สุด เพราะจะทำให้เส้นเลือดในระบบทางเดินอาหารสามารถดูดซึมไปใช้ได้ทันที หากปรับพฤติกรรมได้ จะทำให้สดชื่น ไม่เหนื่อยหรืออ่อนเพลียง่าย ผิวพรรณไม่แห้งกร้าน ระบบขับถ่ายทำงานได้ตามปกติ  

2. กินไม่ครบ 3 มื้อ อาหารเป็นปัจจัยสำคัญ โดยเฉพาะการรับประทานอาหารให้ครบ 3 มื้อ หากเรารับประทานอาหารไม่เป็นเวลา อาจส่งผลเสียต่อสุขภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาหารเช้าที่คนมองข้าม อาจเสี่ยงโรคกระเพาะอาหารอักเสบ ภาวะกรดไหลย้อน ท้องอืดท้องเฟ้อ จุกเสียดการปรับพฤติกรรมทำได้ง่าย ๆ คือ รับประทานอาหารให้ครบ 3 มื้อ คือมื้อเช้า กลางวัน และเย็น ไม่ใช่มื้อสาย เย็น และดึก เช่นที่คนสมัยนี้นิยมทำ และทุกมื้อควรมีผักสดหรือผักลวก ให้ร่างกายได้สารอาหารครบถ้วน ที่สำคัญ ควรเคี้ยวอาหารให้ละเอียด หากทำได้ ร่างกายจะแข็งแรงเพราะได้รับสารอาหารครบถ้วน สมองปลอดโปร่ง ไม่ต้องเสี่ยงโรคกระเพาะหรือกรดไหลย้อนอีก  

3. ท้องผูก หากมีปัญหาท้องผูก จะส่งผลให้ท้องอืด จุกเสียด ผิวพรรณไม่สดใส ปวดหัวเรื้อรัง ในบางคนอาจเกิดสิวขึ้น หรืออาการคันตามตัว เนื่องจากของเสียที่ตกค้างในลำไส้ หากไม่ถ่ายหลายวันเข้า อาหารที่กินเข้าไปก็จะบูดเน่า ทำให้ลำไส้อักเสบ เสี่ยงเป็นมะเร็งลำไส้ในอนาคตเพื่อลดปัญหา ควรดื่มน้ำเปล่าให้มากขึ้น รับประทานผักและที่มีกากใย แต่ต้องไม่หวาน เลือกกินข้าวกล้อง ขนมปังธัญพืช ที่มีกากใยมากเพื่อให้กากใยเหล่านั้นช่วยกวาดเอาของเสียในลำไส้ระบายออกมา และควรจะเข้านอนให้เป็นเวลา หากทำได้ก็จะช่วยให้ระบบขับถ่ายทำงานปกติ สบายท้อง ผิวพรรณสวย อารมณ์แจ่มใส  

4. เครียดเรื้อรัง ความเครียดแทบจะเรียกได้ว่าเป็นเพื่อนสนิทของคนสมัยใหม่ แต่รู้หรือไม่ว่า ความเครียดมีผลให้ระดับน้ำตาลและไขมันในเลือดสูงขึ้น เสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดหัวใจและสมอง ความเครียดยังเพิ่มอนุมูลอิสระในร่างกาย ทำให้เสื่อมก่อนวัยเพียง แค่หากิจกรรมคลายเครียดก็ช่วยได้ หากนั่งทำงานตลอดก็ควรลุกมายืดเส้นยืดสาย คลายอาการตึงเครียด แต่หากสะสมเรื้อรัง ควรจะปิดระบบของร่างกายแล้วไปชาร์จแบต พักผ่อนสมอง ไปทะเลหรือภูเขาช่วยได้มาก เพราะเป็นพื้นที่อากาศที่มีประจุลบ ที่ทำให้รู้สึกสดชื่น ผ่อนคลาย  

5. ออกกำลังกายน้อย ไม่มีเวลา เป็นเหตุผลคลาสสิกที่คนเลือกตอบคำถามที่ว่า ทำไมไม่ออกกำลังกาย ทั้งที่จริงแล้ว หากไม่ออกกำลังกายจะทำให้ร่างกายไม่แข็งแรง เหนื่อยง่าย แก่ตัวไป ก็อ้วนง่าย ไขมันสะสมตามเนื้อเยื่อโดยเฉพาะพุง ต้นขา ต้นแข็ง และยังลดได้ยากการจัดสรรเวลาที่เหมาะสมช่วยได้ หากใครทำงานแต่เช้าก็เลือกออกกำลังกายช่วงเย็น แต่ถ้าทำงานสายหน่อย ก็ทำได้ช่วงเช้าตรู่ เพราะออกกำลังกายช่วยให้หัวใจและปอดแข็งแรง ระบบต่าง ๆ ในร่างกายทำงานสมบูรณ์ โดยต้องทำสม่ำเสมอครั้งละไม่ต่ำกว่า 20 นาที ติดต่อกันเป็นเดือนหรือเป็นปี  

6.นอนดึก ติดเน็ตมัวแชทจนนอนดึก อาจต้องเผชิญกับสิวขึ้น ผมร่วง อ้วนง่าย แก่เร็ว ขี้หลงขี้ลืม ไม่มีสมาธิ เป็นหวัดง่าย ภูมิคุ้มกันบกพร่อง ฮอร์โมนแปรปรวน ท้องผูก มีแก๊สในกระเพาะ อ่อนเพลีย น้ำตาลและไขมันในเลือดสูง ตามมาด้วยโรคหัวใจ โรคสมอง และโรคมะเร็ง   เวลานอนหลับที่เหมาะที่สุดคือ 22.00-05.00 น. เพราะเมื่อนอนหลับสนิท ไม่มีเสียงหรือแสงรบกวน ร่างกายจะหลังฮอร์โมนที่มีประโยชน์ออกมา นั่นคือเมลาโทนิน ที่จะช่วยกระตุ้นให้โกรทฮอร์โมนหลังตาม ช่วยให้แก่ช้า ผิวพรรณสดใส อายุยืน

“สุขภาพเป็นของขวัญที่ดีที่สุด หากคิดจะปรับพฤติกรรมเพื่อเสริมความแข็งแรงทั้งร่างกายและจิตใจให้ตัวเองก็ถือเป็นของขวัญที่ดีรับปีใหม่นี้ แต่หากใครที่ทำไม่ได้ทุกข้อ ขอให้เลือกซัก 4 ข้อที่คิดว่าทำได้” พญ.ม.ล.ธัญญ์นภัสแนะนำนอกจากนี้ แพทย์เวชธานีชี้ว่า ยังมีของขวัญสำหรับตัวเองอีกอย่างที่สำคัญ คือ การตรวจสุขภาพประจำปี ที่ไม่ควรกลัวการตรวจ เพราะหากสุขภาพดีอยู่แล้วก็จะได้รักษาความแข็งแรงนี้ไว้ แต่หากตรวจพบอาการผิดปกติตั้งแต่เริ่ม ก็จะมีโอกาสรักษาหาย หรือดูแลตัวเองเพื่อยืดอายุให้อยู่ไปได้อีกนาน

ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ 4 มกราคม 2555

Advertisements