ไม่อยากหูตึง แนะดื่มไวน์แดง

ผลวิจัยโชว์สารที่พบในไวน์แดง ใช่จะดีแค่ป้องกันโรคหัวใจ ยังช่วยป้องกันไม่ให้สูญเสียการได้ยินด้วย

ผลวิจัยโชว์สารที่พบในไวน์แดง ใช่จะดีแค่ป้องกันโรคหัวใจ ยังช่วยป้องกันไม่ให้สูญเสียการได้ยินด้วย

นานมาแล้ว เรารับรู้กันว่า การดื่มไวน์แดงในปริมาณที่เหมาะสม หรือประมาณ 1 แก้วต่อวัน สามารถลดความเสี่ยงการเกิดโรคหัวใจและโรคสมองเสื่อมได้ ล่าสุด มีผลวิจัยหนึ่งที่ขอเพิ่มเติมประโยชน์จากการดื่มไวน์แดงไปอีกข้อ เนื่องจากทำการศึกษาพบว่า ไวน์แดงมีส่วนช่วยป้องกันการสูญเสียการได้ยิน

การศึกษานี้เป็นของทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยเฮนรี ฟอร์ด ในเมืองดีทรอยด์ สหรัฐ ทำการทดลองกับหนูในห้องแล็บ โดยให้สารเรสเวอราทรอล (Resveratrol) ซึ่งสารนี้พบได้ในองุ่นแดงและไวน์แดง จากนั้นจึงเปิดเสียงดังอึกทึกคึกโคมเป็นระยะเวลานานให้หนูฟัง เพราะโดยหลักการแล้ว ถือว่าเสียงอันดังนั้นมีส่วนทำให้ประสิทธิภาพการได้ยินลดลง

หลังการทดลองผ่านไป ทีมวิจัยพบว่า การให้สารเรสเวอราทรอล ส่งผลให้หนูทดลองเหล่านั้นมีประสิทธิภาพในการได้ยินไม่ลดลง แม้จะผ่านสภาพแวดล้อมที่มีเสียงอันดังมานานก็ตาม โดยหัวหน้าทีมวิจัยอธิบายเพิ่มเติมว่า การศึกษาครั้งนี้ มุ่งเน้นไปที่ตัวสารดังกล่าวและผลการตอบสนองของร่างกายเมื่อได้รับบาดเจ็บ หรือถูกรบกวนให้เกิดความเสื่อม

สำหรับสารเรสเวอราทรอลนั้น จัดเป็นสารที่มีประสิทธิภาพมาก เพราะตามคำกล่าวอ้างของทีมวิจัยชี้ว่า สารนี้อาจช่วยป้องกันการอักเสบของร่างกาย ชะลอความเสื่อมตามวัย ตลอดจนการทำงานของสมอง และการสูญเสียการได้ยิน

หากอนาคตมีการทดลองอย่างต่อเนื่อง หรือมีการนำมาทดลองกับคนอย่างปลอดภัย เราอาจมีตัวช่วยป้องกันหูตึง หูหนวก ซึ่งถือเป็นปัญหาสุขภาพที่มักเกิดขึ้นเมื่อเข้าสู่วัย 60 ปี ทั้งนี้ในปัจจุบัน ผู้คนวัย 40-50 ปี จำนวนไม่น้อย เริ่มประสบปัญหาสูญเสียการได้ยินแล้ว.

ทีมเดลินิวส์ออนไลน์
takecareDD@gmail.com

ที่มา : เดลินิวส์ 25 กุมภาพันธ์ 2556

.

Related Article :

.

Resveratrol, a chemical found in red grapes and red wine, may protect against hearing loss

Resveratrol, a chemical found in red grapes and red wine, may protect against hearing loss

Red wine isn’t just good for your heart – now experts say it may even prevent HEARING LOSS   

  • Thought that resveratrol, the chemical found in red grapes and red wine, has a protective effect
  • Appears to reduce the damage caused by loud noise

By ANNA HODGEKISS

PUBLISHED: 18:40 GMT, 21 February 2013

 

It has long been touted as the tipple with a host of health benefits, said to protect against conditions such as heart disease and dementia.

Now scientists say red wine may also protect against hearing loss, too.

It’s thought that the chemical resveratrol, found in red grapes and red wine, is the reason why.

This is the same compound that has been linked with other positive health benefits such as preventing cancer and heart disease.

In a study conducted at the Henry Ford Hospital in Detroit, healthy rats were less likely to suffer noise-induced hearing loss when given resveratrol before being exposed to loud noise for a long period of time.
Study leader Dr Michael Seidman said: ‘Our latest study focuses on resveratrol and its effect on the body’s response to injury – something that is believed to be the cause of many health problems including Alzheimer’s disease, cancer, ageing and hearing loss.

‘Resveratrol is a very powerful chemical that seems to protect against the body’s inflammatory process, as it relates to ageing, cognition [brain function] and hearing loss.’

Hearing loss affects half of people over the age of 60, but many begin to suffer problems in their 40s or 50s.

It usually sets in with the death of tiny ‘hair’ cells in the inner ear as a result of ageing.

The study found that resveratrol reduced noise-induced hearing loss in rats exposed to potentially deafening sounds.

Dr Seidman said: ‘We’ve shown that by giving animals resveratrol, we can reduce the amount of hearing and cognitive decline.’

The study is published in the journal Otolaryngology-Head and Neck Surgery.

Last month, scientists from the Hebrew University of Jerusalem reported that washing down red meat with a glass of red can actually prevent the build-up of cholesterol in the body.

The researchers, from the  found that after eating red or dark meat, compounds called malondialdehyde accumulate in the blood stream.

These can help to form the type of cholesterol that can raise the risk of heart disease.

Meanwhile drinking a large glass of red wine every day could help prevent bowel cancer, Leicester University researchers said recently.

SOURCE: dailymail.co.uk

ร่างกายล้า สุขภาพเสื่อม เบื่อเซ็กซ์! ศาสตร์ “ชะลอวัย” ช่วยคุณป้องกันได้

มักได้ยินคำว่า ศาสตร์แห่งการชะลอวัย หรือ Anti-Aging บ่อยๆ ถึงขนาดมีการร่ำเรียนเป็นล่ำเป็นสัน ผลิตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจบสาขาวิชานี้โดยตรง

เรามารู้จักกันหน่อยว่า เจ้าศาสตร์นี้ใช้วิธีอะไรในการรักษา และภาวะเริ่มแก่(แล้ว)เป็นโรคด้วยหรือ ฯลฯ พญ.กฤดากร เกษรคำ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านชะลอวัย จาก Addlife Anti-Aging Center มาอธิบาย ณ ตรงนี้ค่ะ

ร่างกายเริ่มเสื่อม โรคร้ายเริ่มมา บ่งชี้ “แก่”

ร่างกายรู้สึกล้าตลอดเวลา โดยเฉพาะช่วงบ่าย รู้สึกอ่อนเพลีย แม้จะนอนพักเพียงพอ น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น โดยไม่สามารถหยุดยั้งได้ ขี้หลง ขี้ลืม มากขึ้นเรื่อยๆ ปวดเมื่อยตามตัว ปวดหลัง ปวดข้อ นอนไม่หลับ หรือหลับไม่สนิทดี ความรู้สึกว่าสมรรถภาพ หรือความต้องการทางเพศลดลง

คุณหมอกฤดากร บอกว่า ปัญหาต่าง ๆ เหล่านี้เกิดขึ้นเพราะความแก่หรือร่างกายเริ่มเกิดความเสื่อม

“ซึ่งโรคร้ายมากมายล้วนมีสาเหตุมาจากความเสื่อมของร่างกาย เช่น โรคมะเร็งต่างๆ โรคเบาหวาน โรคหลอดเลือดหัวใจ โรคต้อกระจก โรคเสื่อมระบบประสาท โรคกระดูกพรุน เป็นต้น จึงทำให้คนให้ความสนใจเรื่องความเสื่อมของร่างกาย และหาวิธีที่จะดูแลและป้องกันกันมากขึ้น”

และนี่คือ ที่มาของศาสตร์แห่งการชะลอวัย

ศาสตร์ชะลอวัย เน้นป้องกัน

“หลายคนคงเคยได้ยินคำว่า Anti-Aging มาบ้างแล้ว แต่อาจยังไม่ค่อยเข้าใจว่าจะเข้ามาช่วยได้อย่างไร ซึ่งการแพทย์เฉพาะทางด้านชะลอวัย (Anti-Aging Medicine) จะมุ่งเน้นการป้องกันโรคโดยอิงหลักธรรมชาติ การฟื้นฟูสุขภาพ รวมถึงการรักษาสุขภาพก่อนที่จะเกิดโรคที่เกิดจากความเสื่อม และการฟื้นฟูภาวะเสื่อมของร่างกายที่เกิดขึ้นเมื่อเราอายุมากขึ้น

โดยแพทย์จะใช้ความรู้ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีทางการแพทย์ เช่น การตรวจวัดและรักษาปรับสมดุลระดับสารอาหารวิตามิน แร่ธาตุ สารต้านอนุมูลอิสระ สารสื่อประสาท รวมถึงฮอร์โมนต่างๆ ในร่างกาย เป็นต้น ซึ่งส่งผลดีกับคุณภาพชีวิตในระยะยาว และการจะรักษาด้วยวิธีใดนั้น เราดูที่สาเหตุความเสื่อมของร่างกายว่ามาจากสาเหตุใด สามารถอธิบายแบ่งออกได้เป็น 2 เรื่องด้วยกัน

เรื่องแรก-สารอนุมูลอิสระ คือโมเลกุลที่มีอิเล็กตรอนที่ไม่สมดุล พยายามไปจับโมเลกุลเซลล์ปกติ ก่อให้เกิดปฏิกิริยาลูกโซ่ไปทำลายเซลล์ที่ดีให้เสื่อมลง เมื่อเซลล์เสื่อมจึงทำให้อวัยวะทั้งหลายทำงานลดลง แล้วในที่สุดร่างกายก็เสื่อมตาม ทำให้ความแก่และโรคภัยต่างๆ มาเยือน”

คุณหมอบอกว่า พบสารอนุมูลอิสระได้ทั้งภายในและภายนอกร่างกาย

“ภายในร่างกาย คือ โดยธรรมชาติร่างกายของคนเราเป็นผู้สร้างสารอนุมูลอิสระนี้ขึ้นเองและสร้างอยู่ตลอดเวลาในขบวนการเผาผลาญอาหาร ซึ่งสารอนุมูลอิสระตัวร้ายนี้มีฤทธิ์ไปทำลายส่วนต่างๆ ของร่างกายในระดับของเซลล์ ค่อยๆ สะสมเป็นไปทีละเล็กทีละน้อยแล้วในที่สุดเซลล์ก็จะตายไปเอง

พบว่าอนุมูลอิสระเข้าไปทำลายเซลล์พันธุกรรมหรือดีเอ็นเอ มีผลทำให้เซลล์ที่ถูกทำลายจะสามารถกลายเป็นเนื้อร้ายได้ เช่น โรคมะเร็งต่างๆ โรคเบาหวาน โรคหลอดเลือดหัวใจ และโรคต้อกระจก

ส่วนสารอนุมูลอิสระที่พบจากภายนอกร่างกาย คือ มลภาวะเป็นพิษต่างๆ รังสี UVA และ UVB ในแสงแดด ควันบุหรี่ เป็นแหล่งอนุมูลอิสระที่สามารถเข้ามาทำร้ายร่างกายและผิวพรรณของเราได้โดยตรง

สารต้านอนุมูลอิสระ หรือ Anti-oxidant มีคุณสมบัติคือจับสารอนุมูลอิสระทำให้สารอนุมูลอิสระคงตัวไม่ไปทำลายเซลล์ในร่างกาย ระดับการถูกทำลายจะช้าลง นี่ก็เป็นการชะลอความชราอีกวิธีหนึ่ง ในร่างกายตับสามารถผลิตสารต้านอนุมูลอิสระหลายชนิดด้วยกัน

แต่เพราะความเสื่อมย่อมเกิดขึ้นตามวัย การผลิตสารอนุมูลอิสระดังกล่าวก็จะลดน้อยลง เราจึงควรทานอาหารที่มีสารต้านอนุมูลอิสสระ เช่น วิตามินซี วิตามินอี วิตามินเอ เบต้าแคโรทีน (Beta-carotene) โคเอ็นไซม์คิวเท็น (Coenzyme Q10) อัลฟาไลโพอิกแอสิด (Alpha Lipoic Acid ; ALA) และสารกลุ่มฟลาโวนอยด์ (Flavonoids) กับโพลีฟีนอล (Pholyphenols) และควรเลือกรับประทานอาหารประเภทที่ไม่ผ่านกระบวนการขัดสี ทานผักและผลไม้ที่มีประโยชน์ให้มากขึ้น”

นอกจากนี้ คุณหมอแนะให้หลีกเลี่ยงมลภาวะที่เป็นพิษต่างๆ อย่างเช่น ควันรถ ควันบุหรี่ หลีกเลี่ยงรังสีในแสงแดด UVA และ UVB รวมทั้งควรลดความเครียด

เรื่องที่สอง ภาวะพร่องฮอร์โมนเร่งเสื่อม ฮอร์โมนมีหน้าที่คอยควบคุมทุกระบบในร่างกายรวมไปถึงจิตใจด้วย เช่น การเจริญเติบโต เพิ่มมวลกล้ามเนื้อ ความต้องการทางเพศ ควบคุมอารมณ์ ช่วยในเรื่องความจำ เป็นต้น

แหล่งที่ผลิตฮอร์โมนในร่างกาย ได้แก่ ต่อมหมวกไต ต่อมใต้สมอง หรือต่อมไทรอยด์ ถ้าระดับฮอร์โมนลดต่ำลงการทำงานของร่างกายก็จะไม่ดีเท่าที่ควร

หญิงวัยทอง ชายเซ็กซ์เสื่อม

“ตัวอย่างผู้หญิงที่อยู่ในภาวะประจำเดือนหมด (Menopause) มักจะมีอาการร้อนวูบวาบ เหงื่อออกง่าย ขาดชีวิตชีวา เฉื่อยชา อารมณ์หดหู่ซึมเศร้าแต่บางครั้งก็หงุดหงิด ฉุนเฉียวง่าย เครียดและวิตกกังวลไม่มีสาเหตุ ความจำพร่าเลือนหรือขาดสมาธิ มักจะปวดศีรษะบ่อย หน้าอกหย่อนยาน การตอบสนองทางเพศไม่เป็นที่พอใจ ช่องคลอดขาดความชุ่มชื้น ผมและผิวแห้งเสียสมดุล

ส่วนในผู้ชายที่สูงอายุก็จะผลิตฮอร์โมนเพศชายน้อยลงหรือบกพร่อง คือ หย่อนสมรรถภาพทางเพศ ขาดความกระปรี้กระเปร่าพละกำลังลดลง เริ่มลงพุง อ่อนเพลีย เหนื่อยล้าง่าย มักจะอารมณ์หงุดหงิดฉุนเฉียวบ่อยครั้งหรือบางครั้งหดหู่ซึมเศร้า ท้อแท้ต่อชีวิต ความจำพร่าเลือนหรือขาดสมาธิ ปวดหลัง ปวดข้อ มีความเครียดง่ายขึ้นทำให้มีปัญหาสุขภาพหลายประการได้”

อย่างไรก็ตาม คุณหมออธิบายว่า อาการเหล่านี้เป็นสัญญาณเตือน หาใช่ผิดปกติจนถือว่าเป็นโรค เพียงแต่ทำให้เกิดความทุกข์ใจและทำให้คุณภาพชีวิตไม่ดีเท่าที่ควร สามารถให้ฮอร์โมนทดแทน เพื่อช่วยให้การทำงานของร่างกายดีขึ้น ความจำดีขึ้น มวลกระดูกหนาแน่นขึ้น อารมณ์คงที่มากขึ้น

ทว่าการให้ฮอร์โมนทดแทนควรจะอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ รวมทั้งควรไปเจาะเลือดตรวจระดับสารอาหาร วิตามิน แร่ธาตุ ฮอร์โมนเฉพาะบุคคล หมอชะลอวัยจะเป็นผู้แนะนำปริมาณสารอาหาร วิตามิน แร่ธาตุ ฮอร์โมนที่มีคุณภาพและตรงกับความต้องการของร่างกาย

และนี่แหล่ะค่ะ วิธีการป้องกันรักษาตามหลักชะลอวัยสไตล์

ที่มา: ASTVผู้จัดการออนไลน์ 19 กันยายน 2555

มุมมองใหม่ในแป้ง และน้ำตาล โดย ภัสน์วจี ศรีสุวรรณ์

เมื่อโลกเปลี่ยนไป การค้นคว้าวิจัยเกี่ยวกับอาหารและสุขภาพมีมากขึ้น คำอธิบายง่ายๆ ที่เราเคยรับรู้ในตำราสุขศึกษาในวัยเด็กก็เปลี่ยนแปลงไปด้วย

ตำราสมัยก่อนบอกว่าคาร์โบไฮเดรตคือแป้งและน้ำตาล ซึ่งเป็นสารอาหารที่ทำหน้าที่ให้พลังงานแก่ร่างกาย โดยแบ่งออกเป็น ๒ ประเภทตามโครงสร้างทางเคมี คือคาร์โบไฮเดรตหรือน้ำตาลเชิงเดี่ยวและเชิงซ้อน เช่น กลูโคสและฟรุกโตส (จากผลไม้) เป็นน้ำตาลเชิงเดี่ยวที่ร่างกายสามารถดูดซึมไปเลี้ยงเซลล์ต่างๆ ได้โดยตรง ส่วนข้าวหรือมันฝรั่งเป็นคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อนที่ต้องแตกตัวเป็นโมเลกุลเชิงเดี่ยวโดยผ่านกระบวนการย่อยเสียก่อนจึงจะดูดซึมเข้าร่างกายได้ จึงสรุปได้ว่าคาร์โบไฮเดรตเชิงเดี่ยวจะถูกนำไปใช้เป็นพลังงานได้เร็วกว่าคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน

อย่างไรก็ตาม ทุกวันนี้มีโรคภัยที่เกี่ยวกับความไม่สมดุลของการรับและใช้พลังงานในร่างกายเกิดขึ้นมากมาย เช่น โรคอ้วน โรคเบาหวาน ซึ่งการกินคาร์โบไฮเดรตตามการแบ่งข้างต้นไม่สามารถอธิบายปรากฏการณ์นี้ได้ ทั้งยังมีความขัดแย้งบางประการ เช่น คาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อนบางตัวทำให้น้ำตาลในกระแสเลือดสูงขึ้นแบบรวดเร็วเท่ากับน้ำตาลกลูโคสบริสุทธิ์ เช่นมันฝรั่งทอด (เฟรนช์ฟราย) ส่วนคาร์โบไฮเดรตเชิงเดี่ยวบางชนิดกลับไม่ทำให้น้ำตาลในเลือดสูงขึ้น เช่นน้ำตาลฟรุกโตสจากผลไม้

ตามกลไกของร่างกาย เมื่อปริมาณน้ำตาลในเลือดสูงขึ้น ตับอ่อนจะหลั่งอินซูลินเพื่อควบคุมปริมาณน้ำตาลในเลือด แต่ในรายที่การทำงานของกระบวนการนี้บกพร่อง เช่นตับอ่อนไม่ผลิตอินซูลินหรือผลิตไม่เพียงพอ ก็นำมาสู่การเป็นโรคเบาหวาน หรือหากตับอ่อนผลิตอินซูลินออกมาควบคุมปริมาณน้ำตาลในเลือดมากเกินไปซ้ำแล้วซ้ำเล่าเนื่องจากการกินหวานบ่อยๆ ก็ทำให้เกิดภาวะดื้ออินซูลิน (Insulin Resistance) คืออินซูลินสูงแต่น้ำตาลในเลือดไม่ลด ทำให้เกิดโรคเรื้อรังอื่นๆ ตามมา เช่น โรคไขมันอุดตันในเส้นเลือด โรคอ้วน เป็นต้น

ปัจจุบันมีการจำแนกคาร์โบไฮเดรตแบบใหม่ คือดูจากดัชนีน้ำตาล หรือค่า GI (Glycemic Index) ซึ่งหมายถึงค่าความเร็วและปริมาณการเพิ่มของน้ำตาลในเลือดเมื่อเปรียบเทียบกับน้ำตาลกลูโคสบริสุทธิ์ โดยอาหารที่มีค่า GI สูงจะทำให้น้ำตาลในกระแสเลือดเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

จากบทความเรื่อง “Carbohydrates: Good Carbs Guide the Way-What Should You Eat?” ของวิทยาลัยการสาธารณสุขฮาร์วาร์ดระบุว่า อาหารที่มีดัชนีน้ำตาลสูงทำให้ความเสี่ยงต่อโรคเบาหวาน โรคหัวใจ และโรคอ้วนสูงตามไปด้วย และมีงานวิจัยเบื้องต้นบ่งชี้ว่า อาหารที่มีดัชนีน้ำตาลสูงเชื่อมโยงกับการเสื่อมของกล้ามเนื้อและมะเร็งลำไส้ ส่วนอาหารที่มีดัชนีน้ำตาลต่ำช่วยควบคุมเบาหวานและการลดน้ำหนัก

อย่างไรก็ตามพบว่าการกินอาหารตามค่าดัชนีน้ำตาลอย่างเดียวยังไม่เพียงพอ เพราะการกินอาหารที่มีดัชนีน้ำตาลต่ำในปริมาณมากก็ทำให้น้ำตาลในเลือดสูงได้เช่นกัน ดังนั้นนักวิจัยจึงคิดคำนวณค่าดัชนีน้ำตาลคูณด้วยปริมาณอาหาร ออกมาเป็นค่าปริมาณน้ำตาล หรือ GL (Glycemic Load) ซึ่งให้ความถูกต้องมากกว่า

ในทางปฏิบัติ การกินอาหารโดยดูจากค่าดัชนีน้ำตาลและค่าปริมาณน้ำตาลเป็นรายตัวเป็นเรื่องยาก วิทยาลัยการสาธารณสุขฮาร์วาร์ดจึงแนะนำให้รับประทานคาร์โบไฮเดรตจากธัญพืชไม่ขัดสีและเมล็ดธัญพืชในทุกมื้อ ลดแป้งและขนมปังขัดขาว กินผลไม้ทั้งผลเพราะมีกากใยมากกว่าและมีน้ำตาลน้อยกว่าน้ำผลไม้ถึงครึ่งหนึ่ง และให้เติมอาหารประเภทถั่ว ซึ่งเป็นคาร์โบไฮเดรตที่ย่อยช้าๆ และยังมีโปรตีนอีกด้วย

นายแพทย์แอนดรูว์ ไวล์ เขียนไว้ในหนังสือชื่อ “ต้านแก่” (Anti Aging) ว่าควรรับประทานคาร์โบไฮเดรตชนิดดี เพื่อลดการอักเสบของเซลล์ซึ่งเป็นสาเหตุให้เกิดโรคจากความเสื่อมของร่างกาย 

  • เลิกสนใจการแยกคาร์โบไฮเดรตแบบเดิมๆ คือแบบเชิงเดี่ยวและเชิงซ้อน แต่หันมาดูค่า GI และค่า GL แทน
  • ลดอาหารที่มีค่า GL สูง เช่น ขนมปังขัดขาว มันฝรั่ง
    แครกเกอร์ ของขบเคี้ยว และน้ำหวาน หันมากินแป้งและ ธัญพืชไม่ขัดสี ถั่ว ผัก และผลไม้จำพวกเบอร์รี่ แอปเปิล เชอร์รี่ และลูกแพร์ แทนสับปะรด มะม่วง มะละกอ
  • กินอาหารที่ผ่านกระบวนการและการปรุงแต่งให้น้อยลง
  • กินฟาสต์ฟูดให้น้อยลงหรือไม่กินเลย
  • กินอาหารจากแป้งน้อยลง
  • หลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์จากน้ำเชื่อมข้าวโพด (High Fructose Corn Syrup)
วิทยาลัยการสาธารณสุขฮาร์วาร์ดชี้ว่า ปัจจัยที่มีผลต่อค่าดัชนีน้ำตาล (GI) ได้แก่

  • การผ่านกระบวนการ เมล็ดธัญพืชที่ผ่านการขัดสีมีดัชนีน้ำตาลสูงกว่าที่ไม่ผ่านการขัดสี
  • ชนิดของแป้ง แป้งบางชนิดแตกโมเลกุลน้ำตาลได้ง่าย ตัวอย่างเช่นแป้งจากมันฝรั่งจะถูกย่อยและดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดได้เร็วมาก
  • เส้นใยหรือไฟเบอร์ ร่างกายย่อยสลายน้ำตาลในเส้นใยได้ยาก อาหารที่มีเส้นใยมากจะมีคาร์โบไฮเดรตที่ย่อยสลาย ได้น้อย และให้น้ำตาลน้อยด้วย
  • ความสุก ผลไม้สุกและผักแก่มีน้ำตาลมากกว่าที่ยังอ่อน จึงมีแนวโน้มที่จะมีดัชนีน้ำตาลสูง
  • ไขมันและกรด อาหารที่มีกรดหรือไขมันมากจะเปลี่ยนเป็น คาร์โบไฮเดรตได้ช้า และทำให้น้ำตาลเข้าสู่กระแสเลือดช้าตามไปด้วย

ที่มา: http://www.sarakadee.com/2010/06/18/sugar-and-flour/