เล็งใช้”ไลโปโซม” แทนที่ยาปฏิชีวนะ

matichon141113_01ยาปฏิชีวนะกำลังสร้างปัญหาทางสุขอนามัยและทางการแพทย์ต่อทั้งโลกมากขึ้นตามลำดับ หลังจากที่มีการนำเสนอ “เพนนิซิลิน” ยาปฏิชีวนะตัวแรกของโลกในทศวรรษ 1940 เนื่องจากยากลุ่มนี้ก่อให้เกิดอาการดื้อยาสูง ในสหรัฐอเมริกา สำนักงานเพื่อการป้องกันและควบคุมโรค (ซีดีซี) ประมาณว่า แต่ละปีจะมีผู้เสียชีวิตราว 23,000 ราย ที่มีสาเหตุโดยตรงจากการติดเชื้อแบคทีเรียที่ดื้อยาปฏิชีวนะ

ในระดับโลก องค์การอนามัยโลกมองยาปฏิชีวนะในฐานะเป็นภัยคุกคามต่อทั้งโลก และระบุเมื่อเร็วๆ นี้ว่า หากปราศจากการดำเนินงานสอดประสานกันจากทุกประเทศ โลกจะเดินเข้าสู่ยุคหลังยาปฏิชีวนะ เมื่อเชื้อโรคทุกอย่างดื้อยาประเภทนี้ที่มีทุกชนิด จนทำให้การติดเชื้อทั่วๆ ไป และอาการบาดเจ็บเพียงเล็กน้อย ก็สามารถทำให้ถึงตายได้ ทั้งๆ ที่เคยรักษามาได้ง่ายๆ ต่อเนื่องกันมาหลายทศวรรษ

ด้วยเหตุนี้บรรดานักวิจัยทั้งหลาย จึงพยายามค้นหาตัวยาหรือวิธีการที่จะนำมาใช้ทดแทนยาปฏิชีวนะ เพื่อหลีกเลี่ยงชะตากรรมอันตรายใหญ่หลวงดังกล่าว หนึ่งในจำนวนวิธีการใหม่ล่าสุดที่เผยแพร่ในวารสาร เนเจอร์ ไบโอเทคโนโลยี เมื่อเร็วๆ นี้ก็คือ การใส่โครงสร้างไลโปโซม (liposomes) ขนาดเล็กเข้าไปในร่างกายของผู้ป่วย

โครงสร้างขนาดเล็กของไลโปโซม หรือถุงไขมันขนาดอนุภาคที่มีขนาดเล็กกว่าระดับไมครอนซึ่งถูกส่งเข้าสู่ร่างกายดังกล่าวนั้นจะได้รับการออกแบบมาเป็นพิเศษ เพื่อให้มีลักษณะเลียนแบบเซลล์เมมเบรน หรือเยื่อหุ้มเซลล์ในร่างกายคนเรา สำหรับใช้เป็นกับดักดึงดูดให้แบคทีเรียโจมตีมันแทนการโจมตีต่อเซลล์ในร่างกาย

ไลโปโซมพิเศษนี้ชวนดึงดูดเป็นพิเศษสำหรับสารที่หลั่งจากแบคทีเรีย ซึ่งมักเป็นพิษ เมื่อพิษดังกล่าวมาถึงไลโปโซม ก็จะถูกกักไว้ ไม่สามารถไปทำลายเซลล์หรือส่งผลกระทบต่ออวัยวะภายในของคนเราอีกต่อไป นายเอดูออาร์ด บาบีชุก หัวหน้าทีมวิจัยดังกล่าวระบุว่า เมื่อพิษจากแบคทีเรียถูกกักเก็บอยู่กับไลโปโซมก็ง่ายต่อการกำจัดออกจากร่างกายได้โดยไม่สามารถทำอันตรายผู้ป่วยในที่สุด

ความคาดหวังในการใช้ไลโปโซมทำนองนี้ก็คือ นอกจากมันจะช่วยไม่ให้ร่างกายได้รับความเสียหายแล้ว ก็จะยังสามารถไปเสริมความสามารถของระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายในการต่อสู้กับการติดเชื้อแบคทีเรียเพิ่มขึ้นด้วย นอกจากนั้น ทีมวิจัยเชื่อว่าการใช้ไลโปโซมจะช่วยให้ยาปฏิชีวนะที่ใช้ควบคู่กันไปมีประสิทธิภาพมากขึ้นในการกำจัดเชื้อแบคทีเรีย

อย่างไรก็ตาม รายงานดังกล่าวก็ยังมีนักวิชาการบางท่านโต้แย้ง แฟรงก์ มาร์ติน บลังฮอร์สต์ หัวหน้าแผนกการทดลองคลินิก ของโรงพยาบาลประจำมหาวิทยาลัยเจนนา ในประเทศเยอรมนี ระบุว่า ไม่แน่ใจนักว่ากรรมวิธีดังกล่าวนี้จะได้ผล และชี้ว่าก่อนหน้านี้ก็เคยมีผู้พยายามใช้ไลโปโซมมาแล้วแต่ก็ล้มเหลว

นอกจากนั้น ทีมวิจัยในเรื่องนี้ยังคงอยู่ในระดับเบื้องต้นในห้องทดลอง โดยใช้ไลโปโซมที่ดัดแปลงใหม่ในหนูเท่านั้น

ต้องถือว่าการทดลองในคนจริงๆ ยังต้องใช้เวลาอีกยาวนานมาก

ที่มา: มติชน 13 พฤศจิกายน 2557

 

.

Related Link:

.

Credit: scitechdaily

Credit: scitechdaily

Engineered Liposomes: A Possible Alternative to Antibiotics

November 5, 2014

By engineering artificial nanoparticles made of lipids, scientists have developed a treatment for bacterial infections without using antibiotics.

Scientists from the University of Bern have developed a novel substance for the treatment of severe bacterial infections without antibiotics, which would prevent the development of antibiotic resistance.

Ever since the development of penicillin almost 90 years ago, antibiotics have remained the gold standard in the treatment of bacterial infections. However, the WHO has repeatedly warned of a growing emergence of bacteria that develop antibiotic resistance. Once antibiotics do no longer protect from bacterial infection, a mere pneumonia might be fatal.

Alternative therapeutic concepts which lead to the elimination of bacteria, but do not promote resistance are still lacking.

A team of international scientists has tested a novel substance, which has been developed by Eduard Babiychuk and Annette Draeger from the Institute of Anatomy, University of Bern in Switzerland. This compound constitutes a novel approach for the treatment of bacterial infections: the scientists engineered artificial nanoparticles made of lipids, “liposomes” that closely resemble the membrane of host cells. These liposomes act as decoys for bacterial toxins and so are able to sequester and neutralize them. Without toxins, the bacteria are rendered defenseless and can be eliminated by the cells of the host’s own immune system. The study is published in Nature Biotechnology.

Artificial bait for bacterial toxins

In clinical medicine, liposomes are used to deliver specific medication into the body of patients. Here, the Bernese scientists have created liposomes which attract bacterial toxins and so protect host cells from a dangerous toxin attack.

“We have made an irresistible bait for bacterial toxins. The toxins are fatally attracted to the liposomes, and once they are attached, they can be eliminated easily without danger for the host cells”, says Eduard Babiychuk who directed the study.

“Since the bacteria are not targeted directly, the liposomes do not promote the development of bacterial resistance”, adds Annette Draeger. Mice which were treated with the liposomes after experimental, fatal septicemia survived without additional antibiotic therapy.

Publication: Brian D Henry, et al., “Engineered liposomes sequester bacterial exotoxins and protect from severe invasive infections in mice,” Nature Biotechnology, 2014; doi:10.1038/nbt.3037

Source: University of Bern

SOURCE : scitechdaily.com

Advertisements

เชื้อโรคดื้อยา ยึึดครองโลก

thairath130320_001เจ้าหน้าที่สาธารณสุขชั้นผู้ใหญ่ของอังกฤษ เตือนบอกให้รู้ตัวว่า โลกการแพทย์กำลังถูกเชื้อโรคดื้อยาคุกคามอย่างน่ากลัว อีกนานไม่เกิน 20 ปีข้างหน้านี้ คนไข้อาจจะไม่กล้าไปผ่าตัดเล็กผ่าตัดน้อยตามโรงพยาบาลอีก เพราะกลัวแผลเกิดอักเสบถึงตายได้

เจ้าหน้าที่การแพทย์แซลลี เดวีส์ บอกว่า โลกจะต้องช่วยกันต่อสู้กับเชื้อดื้อยา ช่วยกันวิจัยและพัฒนายาใหม่ๆ ขึ้น เพื่อรักษาพวกโรคติดเชื้อกลายพันธุ์ ที่เพิ่งเกิดขึ้น และเป็นที่น่าแปลกใจว่า ในระยะ 2-3 ทศวรรษที่ผ่านมา มีการหายาปฏิชีวนะขนานใหม่ขึ้นได้เพียงไม่กี่ขนาน ซึ่งต้องพยายามแข่งกับเวลาหาให้ได้มากขึ้น เพราะ เชื้อที่ก่อการอักเสบได้พัฒนาตนเองขึ้นเป็น เชื้อดื้อยากับยาที่ใช้อยู่กันมากขึ้น

“เชื้อโรคดื้อยา นับเป็นความหายนะ หากไม่ทำกันแต่เดี๋ยวนี้ ภายในเวลา 20  ปีนี้ จะคงไม่มีใครกล้าไปผ่าตัดเล็กผ่าตัดน้อยกันในโรงพยาบาลแน่ เพราะกลัวจะต้องจบชีวิต”.

ที่มา :  ไทยรัฐ 20 มีนาคม 2556

.

Related Article :

.

Dame Sally Davies said the threat posed by antibiotic resistance should be considered to be as dange

Dame Sally Davies said the threat posed by antibiotic resistance should be considered to be as danger

Antibiotic resistance ‘a time-bomb’

The threat posed by antibiotic resistance should be ranked alongside terrorism on a list of threats to the nation, the Government’s Chief Medical Officer has said.
Published: Mon, March 11, 2013

 

The problem is a “ticking time-bomb” and should be put on the Government’s National Risk Register – which also includes “catastrophic terrorist attacks” and other civil emergencies, Professor Dame Sally Davies said.

Routine operations such as hip replacements could become deadly in just 20 years time if we lose the ability to fight infection, she said. Dame Sally said the problem is “as important as climate change for the world” and urged the Government to raise the issue when meeting political leaders at the G8 summit in London next month.

In her latest report, Dame Sally sets out a call for action about how to tackle the “catastrophic threat”. She called for better protection of our current stock of antibiotics, better incentives for the pharmaceutical industry to develop new drugs and asked ministers to ensure the issue is placed on the register.

The register sets out an assessment of the likelihood and potential impact of a range of different risks that may affect the UK. It is also designed to increase awareness about the types of threats and help government, individuals and other organisations to think about their own preparedness.

Her report states: “There is a need for politicians in the UK to prioritise antimicrobial resistance as a major area of concern, including on the national risk register (specifically the National Security Risk Assessment) and pushing for action internationally as well as in local healthcare services.

“Antimicrobial resistance is a ticking time-bomb not only for the UK but also for the world. We need to work with everyone to ensure the apocalyptic scenario of widespread antimicrobial resistance does not become a reality. This threat is arguably as important as climate change for the world.”

Dame Sally said: “Antimicrobial resistance poses a catastrophic threat. If we don’t act now, any one of us could go into hospital in 20 years for minor surgery and die because of an ordinary infection that can’t be treated by antibiotics. And routine operations like hip replacements or organ transplants could be deadly because of the risk of infection.

“That’s why governments and organisations across the world, including the World Health Organisation and G8, need to take this seriously.

“This is not just about government action. We need to encourage more innovation in the development of antibiotics – over the past two decades there has been a discovery void around antibiotics, meaning diseases have evolved faster than the drugs to treat them.”

SOURCE : www.express.co.uk

เตือนกินยาปฏิชีวนะรักษาอาการไอ นอกจากไม่ได้ผลยังแถมให้โทษด้วย

thairath121221_001วารสารการแพทย์ “แลนเซต” ของอังกฤษ เปิดเผยว่า การใช้ยาปฏิชีวนะ ไม่อาจจะรักษาอาการไอเรื้อรังเนื่องจากการติดเชื้อในทรวงอกอย่างอ่อนลงได้ เพราะพบจากการศึกษาว่า อาการของคนไข้ไม่ได้กระเตื้องขึ้น หรือดีกว่าพวกที่รักษาด้วยยาหลอกเลย

อย่างไรก็ตาม แพทย์ผู้เชี่ยวชาญบางคนเตือนว่า ในรายที่สงสัยว่ามีอาการโรคปอดบวมมาเกี่ยวพันด้วยก็ควรจะต้องใช้ยาปฏิชีวนะ สุดแต่ความรุนแรงของโรค

หัวหน้านักวิจัยมหาวิทยาลัยเซาแธมป์ตันกล่าวแจ้งว่า “จากการใช้ยาปฏิชีวนะรักษาอาการติดเชื้อของระบบทางเดินหายใจที่ไม่เป็นปอดบวม พบว่าไม่เป็นประโยชน์เอาเลย และอาจเป็นภัยด้วยซ้ำ” และเสริมว่า “การให้ยาปฏิชีวนะในช่วงการรักษาขั้นต้น ทั้งที่ไม่ได้ผลมากเกินไป อาจก่อให้เกิดการดื้อยาและอาการข้างเคียงอย่างเช่น ท้องร่วง ผื่นคัน และคลื่นเหียนอาเจียนได้ จากผลการทดลองพบว่า คนไข้ส่วนใหญ่อาการดีขึ้นเอง”.

ที่มา : ไทยรัฐ 21 ธันวาคม 2555

.

Related Article :

.

Overprescribing of antibiotics can lead to bacterial resistance

Overprescribing of antibiotics can lead to bacterial resistance

Antibiotics ‘ineffective for coughs’

19 December 2012

Antibiotics are ineffective in treating patients with persistent coughs caused by mild chest infections, the Lancet journal reports.

About 2,000 patients across 12 European countries filled in an ‘illness’ diary.

The study found that the severity and duration of symptoms in patients treated with antibiotics were no different to those given a placebo.

But experts caution that if pneumonia is suspected, antibiotics should still be used due to the disease’s severity.

Prof Paul Little from the University of Southampton, who led the research, said: “Using the antibiotic amoxicillin to treat respiratory infections in patients not suspected of having pneumonia is not likely to help and could be harmful.


“Most mild chest infections will settle by themselves with no need for antibiotics – as mainly caused by viruses”

Dr Nick HopkinsonBritish Lung Foundatio

“Overuse of antibiotics, dominated by primary care prescribing, particularly when they are ineffective, can lead to the development of resistance and have side effects like diarrhoea, rash and vomiting.

“Our results show that people get better on their own. But given that a small number of patients will benefit from antibiotics the challenge remains to identify these individuals.”

Previous research into whether or not antibiotics are beneficial in the treatment of chest infections, where symptoms include shortness of breath, weakness, high fever, coughing and fatigue, have produced conflicting results- particularly in older people where chest infections can lead to further complications.

This study randomly divided patients into two groups – one received the antibiotic and the other was given a placebo, an inert treatment in the form of a sugar pill, three times a day for seven days.

The study found little difference in the severity and duration of symptoms reported between groups. This was also true for older patients – those aged 60 years or over – who made up nearly a third of the study.

And those taking antibiotics were reported to have more side effects including nausea, rash and diarrhoea than those given the placebo.

Drug resistance

Chest infections are one of the most common problems patients go to their GP about.

Dr Nick Hopkinson, a member of the British Lung Foundation, thought the study was helpful back-up when patients ask them for antibiotics.

He said: “Some patients with mild chest infections will ask for a prescription – this study can help GPs suggest it may not be the best thing for them.

“Most mild chest infections will settle by themselves with no need for antibiotics – as they are mainly caused by viruses. Those with mild infections are told to come back if symptoms don’t get better.

“This study is encouraging and supports what GPs are already doing.”

Overprescribing of antibiotics can lead to bacterial infection resistance.

Dr Michael Moore, from the Royal College of General Practitioners, who also co-authored the study, said: “It is important that GPs are clear when they should and should not prescribe antibiotics to patients to reduce the emergence of bacterial resistance in the community.

“This study backs the approach taken in the National Institute for Health and Clinical Excellence (NICE) guidelines that patients who present with acute lower respiratory tract infection where pneumonia is not suspected can be reassured by their GP that they will recover without antibiotics and that the illness is likely to last about three weeks in total whether or not they have a prescription.”

The European study, which included Belgium, England, France and Germany, took place between November 2007 and April 2010.

It looked at 2,061 patients who had a persistent cough lasting more than 28 days and where a chest infection, like bronchitis, was suspected.

Those thought to have pneumonia were excluded from the study due to the severity of the disease if not treated promptly.

Participants completed a daily diary for the duration of their illness and rated the the severity of their symptoms including cough, shortness of breath, chest pain, and blocked or runny nose.

SOURCE : bbc.co.uk