น้ำส้มคั้นรัักษามะเร็ง ป้องกันแพ้เคมีบำบัด

นักวิทยาศาสตร์ซึ่งหยิบรายงานผลการศึกษาคุณประโยชน์ของนํ้าส้มคั้นในการป้องกันโรคมะเร็งมาทบทวนดูใหม่ ได้พบว่าน้ำส้มคั้นได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า มีความจำเป็นอย่างยิ่ง

วารสารระหว่างประเทศ “สารอาหารกับโรคมะเร็ง” เปิดเผยว่า นักวิจัยที่ทำการทบทวนได้พบว่า น้ำส้มคั้นมีส่วนในการป้องกันการแพ้ การรักษาโรคด้วยตัวยาเคมี

เหตุที่น้ำส้มคั้นมีประโยชน์ในการบำบัดรักษาโรคมะเร็ง ก็เพราะ มีสารต้านอนุมูลอิสระอยู่สูง นอกจากนั้นมันยังช่วยลดความเสี่ยงของเด็กที่จะเป็นโรคมะเร็งโลหิต ตลอดจนช่วย

ป้องกันการแพ้เคมีบำบัด ในการรักษามะเร็งเต้านม ตับและลำไส้ใหญ่ นักวิจัยได้สรุปว่า “น้ำส้มคั้นสามารถช่วยป้องกันการแพ้ยาเคมีบำบัด ในการรักษามะเร็งได้ตั้งแต่เริ่มต้น ไปจนถึงชั้นที่โรคลุกลามออกไปแล้ว”.

 

ที่มา: ไทยรัฐ 17 กันยายน 2556

.

Related Article:

.

sciencedaily130913_001

Can Drinking Orange Juice Aid in Cancer Prevention?

Sep. 13, 2013 — In a forthcoming review article fromNutrition and Cancer: An International Journal, a publication of Routledge, researchers review available evidence that links orange juice with cancer chemoprevention. The review article, “Orange Juice and Cancer Chemoprevention” discusses the putative mechanisms involved in the process, the potential toxicity of orange juice, and the available data in terms of evidence-based medicine.

Orange juice has many potential positive effects when it comes to cancer, particularly because it is high in antioxidants from flavonoids such as hesperitin and naringinin. Evidence from previous in vitro studies has indicated that orange juice can reduce the risk of leukemia in children, as well as aid in chemoprevention against mammary, hepatic, and colon cancers. Biological effects of orange juice in vitro are largely influenced by the juice’s composition, which is dependent on physiological conditions of the oranges such as climate, soil, fruit maturation, and storage methods post-harvest.

The researchers acknowledge potential toxicity from orange juice if consumed in excess amounts — especially for children, hypertensive, kidney-compromised, and diabetics. Excessive drinking of orange juice for individuals from these groups has the potential to create noxious effects, hyperkalemia, and has been associated with both food allergies and bacterial outbreaks in cases where the juice was unpasteurized. “Excessive intake of any food, even for the healthiest, can lead to oxidative status imbalance,” wrote the researchers.

Further research is highly recommended to determine the biological connection between orange juice and cancer chemoprevention. Issues such as the type of cultivar and the amount consumed will also need clarification.

Overall, the review article summarizes several biological effects of orange juice that can contribute to chemoprevention, including antioxidant, antimutagenic and antigenotoxic, cytoprotective, hormonal, and cell signaling modulating effects. Orange juice has antimicrobial and antiviral action and modulates the absorption of xenobiotics. “OJ could contribute to chemoprevention at every stage of cancer initiation and progression,” the researchers explained. “Among the most relevant biological effects of OJ is the juice’s antigenotoxic and antimutagenic potential, which was shown in cells in culture and in rodents and humans.”

Story Source:

The above story is based on materials provided by Taylor & Francis, via AlphaGalileo.

Journal Reference:

  1. Silvia Isabel Rech Franke, Temenouga Nikolova Guecheva, João Antonio Pêgas Henriques, Daniel Prá. Orange Juice and Cancer ChemopreventionNutrition and Cancer, 2013; : 130806112113004 DOI: 10.1080/01635581.2013.817594

SOURCE : www.sciencedaily.com

Advertisements

อาหารเมดิเตอร์ฯ กันชนหลายโรค

thairath130425_001วารสารวิชาการ “แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคชรา วิทยาศาสตร์ ชีวภาพ และวิทยาศาสตร์การแพทย์” รายงานว่า มีการศึกษาพบว่าอาหาร แบบของชาวเมดิเตอร์เรเนียนจะช่วยป้องกันโรคความดันโลหิต โรคเบาหวานชนิดที่ 2 โรคข้ออักเสบ และโรคหัวใจและหลอดเลือดได้บ้าง

รายงานเปิดเผยรายละเอียดว่า อาหารแบบนี้ โดยเฉพาะช่วยลดอาการเลือดมีกรดยูริกเกิน เพราะการมีกรดยูริกสูงในเลือดเป็นสาเหตุให้เป็นโรคลงพุง ความดันโลหิตสูง โรคเบาหวานชนิดที่ 2 โรคเกาต์ โรคหัวใจ และหลอดเลือด

อาหารของชาวเมดิเตอร์เรเนียนประกอบด้วย ผัก ผลไม้ น้ำมันมะกอก ถั่วและข้าวกล้อง ไม้จำพวกมีฝัก เช่น ทองหลาง กระถิน ถั่ว เหล้าไวน์เล็กน้อย นมเนย เป็ด ไก่ ห่านที่เลี้ยงไว้กินเนื้อและกินไข่ เนื้อแดงปริมาณน้อย และครีม ล้วนแต่มีคุณสมบัติของการต่อต้านอนุมูลอิสระ และต้านการอักเสบทั้งสิ้น

การศึกษาครั้งนี้มุ่งหาความสัมพันธ์ของอาหารแบบเมดิเตอร์เรเนียนกับผู้สูงอายุและความเสี่ยงกับอาการเลือดมีกรดยูริกเกินโดยตรง.

ที่มา :  ไทยรัฐ 25 เมษายน 2556

.

Related Article :

.

Experts Examine Mediterranean Diet’s Health Effects for Older Adults

Apr. 18, 2013 — According to a study published in the Journals of Gerontology Series A: Biological Sciences and Medical Sciences, a baseline adherence to a Mediterranean diet (MeDiet) is associated with a lower risk of hyperuricemia, defined as a serum uric acid (SUA) concentration higher than 7mg/dl in men and higher than 6mg/dl in women.

Hyperuricemia has been associated with metabolic syndrome, hypertension, type 2 diabetes mellitus, chronic kidney disease, gout, and cardiovascular morbidity and mortality. The MeDiet is characterized by a high consumption of fruits, vegetables, legumes, olive oil, nuts, and whole grain; a moderate consumption of wine, dairy products, and poultry, and a low consumption of red meat, sweet beverages, creams, and pastries. Due to its antioxidant and anti-inflammatory properties, the MeDiet might play a role in decreasing SUA concentrations.

Conducted by Marta Guasch-Ferré and 11 others, this study is the first to analyze the relationship between adherence to a MeDiet in older adults and the risk of hyperuricemia. The five-year study looks at 7,447 participants assigned to one of three intervention diets (two MeDiets enriched with extra virgin olive oil or mixed nuts, or a control low-fat diet). Participants were men aged 55 to 80 years and women aged 60 to 80 years who were free of cardiovascular disease but who had either type 2 diabetes mellitus or were at risk of coronary heart disease.

The findings below demonstrate the positive health effects of a MeDiet in older adults:

  • Rates of reversion were higher among hyperuricemic participants at baseline who had greater adherence to the MeDiet.
  • Consuming less than one serving a day of red meat compared with higher intake is associated with 23 percent reduced risk of hyperuricemia.
  • Consuming fish and seafood increased the prevalence of hyperuricemia.
  • Drinking more than seven glasses of wine per week increased the prevalence of hyperuricemia.
  • Consuming legumes and sofrito sauce reduced the prevalence of hyperuricemia.
  • Reversion of hyperuricemia was achieved by adherence to the MeDiet alone, without weight loss or changes to physical activity.

Story Source:

The above story is reprinted from materials provided by The Gerontological Society of America.

Journal Reference:

  1. Marta Guasch-Ferré, Mònica Bulló, Nancy Babio, Miguel A. Martínez-González, Ramon Estruch, María-Isabel Covas, Julia Wärnberg, Fernando Arós, José Lapetra, Lluís Serra-Majem, Josep Basora, And Jordi Salas-Salvadó.Mediterranean Diet and Risk of Hyperuricemia in Elderly Participants at High Cardiovascular Risk.Journals of Gerontology Series A: Biological Sciences and Medical Sciences,, 2013 DOI: 10.1093/gerona/glt028

SOURCE : www.sciencedaily.com

ชะลอความแก่ ด้วย “แอนตี้ออกซิแด้นท์”

dailynews130104_001ใครที่เป็นคนรักสุขภาพ ใส่ใจเรื่องการกิน และไม่อยากแก่ คงคุ้นหูกับคำว่า “สารต้านอนุมูลอิสระ” หรือ “แอนตี้ออกซิแด้นท์ (Antioxidant)” กันดีใช่ไหมคะ? หากใครยังไม่เคยรู้จัก หรือไม่เคยได้ยิน ถึงเวลาต้องรู้จักสารที่เป็นประโยชน์มากๆ และจำเป็นกับร่างกายแล้วล่ะค่ะ

ก่อนทำความรู้จักสารต้านอนุมูลอิสระนั้น เราจำเป็นต้องรู้จักกับ “อนุมูลอิสระ” กันก่อน เพราะความแก่ชรา เซลล์ต่างๆ ที่เสื่อมสภาพลงไป ล้วนเป็นผลมาจากเจ้าอนุมูลอิสระ และสารนี้ยังอาจถือเป็นต้นตอของปัญหาสุขภาพ ไม่ว่าจะโรคหัวใจ โรคมะเร็ง ความแก่ ความเสื่อมของอวัยวะต่างๆ 

แล้วอนุมูลอิสระมาจากไหน เกิดขึ้นได้อย่างไร? คำตอบคือ ในกระบวนการเผาผลาญสารอาหารของร่างกายซึ่งมีความจำเป็นต้องอาศัยออกซิเจนช่วย จะเกิดผลพลอยได้ (น่าจะเรียกว่าพลอยเสียมากกว่า) คือ ออกซิเจนที่มีประจุลบ ซึ่งก็คืออนุมูลอิสระ สารตัวนี้นอกจากจะรวมตัวกับไขมันไม่ดี (LDL) แล้ว ยังสามารถไปรวมตัวกับสารบางชนิดในร่างกาย แล้วก่อให้เกิดสารพิษที่ทำลายเนื้อเยื่อ หรืออาจไปเปลี่ยนแปลงข้อมูลทางพันธุกรรมภายในเซลล์ ทำให้เซลล์ที่ปกติแปรสภาพไปเป็นเซลล์มะเร็งในที่สุด..ฟังดูแล้วน่ากลัวทีเดียว!

ที่สำคัญอาหารที่มักเป็นต้นตอของอนุมูลอิสระ ส่วนใหญ่เป็นของโปรดของหลายๆ คน อย่างอาหารพวก ปิ้ง ย่าง เผา เนื้อกรอบ เกรียมไหม้

ทราบกันแล้วว่า เจ้าอนุมูลอิสระส่งผลร้ายต่อร่างกายอย่างไร ทีนี้มารู้จักสารที่ช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระกันเลยค่ะ

สำหรับสารต้านอนุมูลอิสระ คือ สารประกอบที่สามารถป้องกันหรือชะลอการเกิดกระบวนการออกซิเดชั่นกระบวนดังกล่าวมีหลายรูปแบบ เช่น กระบวนการออกซิเดชั่นที่ทำให้เหล็กกลายเป็นสนิม ทำให้แอปเปิ้ลเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลหรือทำให้น้ำมันพืชเหม็นหืน หรือกระบวนการออกซิเดชั่นที่เกิดในร่างกาย เช่น การย่อยสลายโปรตีนและไขมันจากอาหารที่กินเข้าไป มลพิษทางอากาศ การหายใจ ควันบุหรี่ รังสียูวี ล้วนทำให้เกิดสารอนุมูลอิสระขึ้นในร่างกาย ทว่าในความเป็นจริงนั้น ไม่มีสารประกอบสารใดเพียงสารเดียวที่สามารถป้องกันการเกิดออกซิเดชั่นได้ทั้งหมด แต่ละกลไกอาจต้องใช้สารต้านอนุมูลอิสระที่แตกต่างกันในการหยุดกระบวนการออกซิเดชั่น

ในอีกทางหนึ่ง กระบวนการออกซิเดชั่นก็เป็นกระบวนการที่สำคัญต่อร่างกาย เช่น เราใช้ออกซิเจนจากอากาศที่หายใจเข้าไปเพื่อเผาผลาญอาหารให้เป็นพลังงานสำหรับเซลล์ต่างๆ แต่ก็ทำให้เกิดอนุมูลอิสระขึ้นมาด้วย แถมยังเข้าไปทำปฏิกิริยากับโมเลกุลที่สำคัญในร่างกาย เช่น ไขมัน โปรตีน ดีเอ็นเอ ทำให้เกิดความเสียหายต่อโมเลกุลดังกล่าว

เมื่อสารอนุมูลอิสระทำให้ร่างกายเสื่อม สารต้านอนุมูลอิสระจึงมีส่วนช่วยป้องกันและกำจัด ทั้งนี้ มีงานวิจัยมากมายชี้ว่า สารต้านอนุมูลอิสระสามารถลดความเสี่ยงได้หลายโรค โดยเฉพาะโรคเรื้อรังที่สัมพันธ์กับอาหาร เช่น โรคมะเร็ง โรคเบาหวาน โรคหัวใจ โรคสมอง (เช่น อัลไซเมอร์) เป็นต้น รวมทั้งช่วยชะลอความแก่

โดยปกติร่างกายสามารถกำจัดอนุมูลอิสระก่อนที่มันจะทำอันตราย แต่ถ้ามีการสร้างอนุมูลอิสระเร็วหรือมากเกินกว่าร่างกายจะกำจัดทัน อนุมูลอิสระที่เกิดขึ้นจะสร้างความเสียหายต่อเซลล์และเนื้อเยื่อได้ ซึ่งส่งผลกระทบต่อสุขภาพ เมื่อเป็นเช่นนี้ สารต้านอนุมูลอิสระจึงช่วยลดความเสียหายได้ 2 ทาง คือ 1.ลดการสร้างอนุมูลอิสระในร่างกาย 2.ลดอันตรายที่เกิดจากอนุมูลอิสระ

อย่างไรก็ตาม ควรเข้าใจให้ถูกว่า สารต้านอนุมูลอิสระไม่สามารถแก้ไขความเสียหายที่เกิดขึ้นแล้ว เพียงแต่สามารถชะลอความเสียหายให้เกิดช้าลง โดยเฉพาะโรคเรื้อรังซึ่งเป็นผลลัพธ์สะสมที่เกิดจากเซลล์และเนื้อเยื่อในร่างกายถูกทำอันตรายและเสียหายเป็นปีๆ (โดยมากเป็นเวลาหลายสิบปี) เห็นได้จากการรวบรวมความชุกของโรคว่าโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง เป็นมากในผู้ใหญ่วัยกลางคนหรือผู้สูงอายุ

ดังนั้น ทุกเพศทุกวัยจึงควรได้รับสารต้านอนุมูลอิสระให้พอเพียงต่อความต้องการในแต่ละวัน เพื่อให้เกิดความสมดุลในร่างกายระหว่างสารต้านอนุมูลอิสระ และอนุมูลอิสระที่เกิดขึ้น

สารต้านอนุมูลอิสระหาได้จากไหน? สารนี้ได้แก่ วิตามินซี วิตามินอี ซีลีเนียม บีตาแคโรทีน วิตามินเอ พฤกษาเคมีต่างๆ (phytochemicals) เช่น สารประกอบฟีโนลิก (polyphenol) จากชาและสมุนไพรบางชนิด ไอโซฟลาโวน (isoflavones) จากถั่วเหลือง เป็นต้น เพื่อให้ร่างกายได้รับสารต้านอนุมูลอิสระพอเพียงกับความต้องการ ส่วนเทคนิคง่ายๆ ในการรับสารต้านอนุมูลอิสระ คือควรกินผักผลไม้สีเข้มเป็นประจำ

อ่านมาถึงตรงนี้แล้วคงพอทราบว่าการที่ร่างกายแก่ชราก็เพราะเซลล์เสื่อมสภาพจากอนุมูลอิสระ ดังนั้นวิธีในการชะลอวัย ก็คือการกำจัด หรือลดปริมาณสารอนุมูลอิสระลง โดยการลดจากปัจจัยภายนอก เช่น แสงแดด สารพิษ มลภาวะจากสิ่งแวดล้อม อาหารประเภท  ปิ้ง ย่าง เผา จนเกรียมไหม้ และพยายามทานอาหารที่มีสารต้านอนุมูลอิสระเข้าไปนั่นเอง

เพียงหลักง่ายๆ แค่นี้เราก็จะมีร่างกายที่แก่ช้าลง ทราบแล้วก็ปรับรูปแบบการทานอาหารกันใหม่นะคะ เพื่อสุขภาพของเราเอง และคนที่เรารัก อย่าลืมประโยคสำคัญที่ว่า You are what you eat กันล่ะ.

“PrincessFangy”
twitter.com/PrincessFangy

อ้างอิงบางส่วนจาก http://www.doctor.or.th

 

ที่มา :  เดลินิวส์ 4 มกราคม 2556

“มะเขือเทศ” อาจช่วยลดความเสี่ยง “หลอดเลือดสมองตีบ”

Credit: familyfood.hiddenvalley.com

สารอาหารในมะเขือเทศอาจช่วยลดการอุดตันของเส้นโลหิตที่ไปเลี้ยงสมองได้

ผลการศึกษาในประเทศฟินแลนด์ ซึ่งเผยแพร่ในวารสารด้านประสาทวิทยา ได้ศึกษาผลกระทบของสารไลโคปีน ซึ่งเป็นสารสีแดงที่มีฤทธิ์เป็นสารต้านอนุมูลอิสระซึ่งจะช่วยลดความผิดปกติ และความเสื่อมของเซลล์ อันเนื่องมาจากการทำลายของอนุมูลอิสระ ที่พบได้ในแตงโม มะเขือเทศ และพริกหวาน

การศึกษาโดยใช้ชายวัยกลางคนกว่า 1,031 ราย พบว่าคนที่มีสารไลโคปีนในกระแสเลือด มีแนวโน้มค่อนข้างน้อยต่อความเสี่ยงในการอุดตันของเส้นโลหิตเลี้ยงสมอง ขณะที่สมาคมโรคหลอดเลือดสมอง ขอให้มีการศึกษาเพิ่มเติมว่าเหตุใดสารไลโคปีนซึ่งส่งผลดังกล่าว

ทีมวิจัยได้ทำการประเมินค่าของระดับของไลโคปีนในกระแสเลือดในช่วงต้น โดยติดตามผลในอีก 12 ปีต่อมา และแบ่งผู้ทำการศึกษาออกเป็น 4 กลุ่ม โดยใช้ปริมาณไลโคปีนในเลือดเป็นฐานอ้างอิง ผลการศึกษาพบว่า ในกลุ่มผู้มีสารไลโคปีมต่ำ จำนวน 258 คน มีผู้มีอาการเส้นโลหิตที่ไปเลี้ยงสมองอุดตัน 25 คน ขณะกลุ่มที่มีไลโคปีมสูง มีผู้มีอาการเส้นโลหิตที่ไปเลี้ยงสมองอุดตัน 11 คน จากทั้งสิ้น 259 คน ซึ่งชี้ให้เห็นว่า ผู้ที่มีระดับไลโคปีนในเลือดสูงสุด มีโอกาสที่จะเป็นโรคหลอดเลือดตีบน้อยกว่าถึง 55%

ดร.จูนี คาร์ปปี ผู้เขียนรายงานผลการวิจัย จากมหาวิทยาลัยอีสต์เทิร์น ฟินแลนด์  กล่าวว่า ผลการศึกษาชิ้นนี้เสริมหลักฐานที่ว่าสารอาหารที่มีมากในผัก และผลไม้สัมพันธ์กับความเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดสมองต่ำกว่า

ผลการศึกษาครั้งนี้ สนับสนุนข้อแนะนำที่ระบุว่าการทานอาหารประเภทผักและผลไม้มากกว่า 5 ครั้งต่อวัน จะนำไปสู่การลดลงของโอกาสการเกิดความเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดสมอง โดยไลโคปีมจะทำหน้าที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยลดการอักเสบและการเกิดลิ่มเลือด

นอกจากนี้ นักวิจัยยังได้พิจารณาสารต้านอนุมูลอิสระตัวอื่นๆ เช่น อัลฟาแคโรทีน เบตาแคโรทีน อัลฟาโทโคเฟอรอล ซึ่งอยู่ในรูปของวิตามินอี วิตามินเอ หรือเรตินอล แต่ไม่พบความสัมพันธ์ใดๆ กับความเสี่ยงการเป็นโรคหลอดเลือด

ด้านดร.แคลร์ วาลตัน จากสมาคมโรคหลอดเลือดสมอง กล่าวว่า ผลการศึกษานี้ชี้ให้เห็นว่า สารต้านอนุมูลอิสระที่พบในอาหาร อาทิ มะเขือเทศ พริกหวานสีแดง และแตงโม ช่วยลดความเสี่ยงการเป็นโรคหลอดเลือดได้ อย่างไรก็ดี งานวิจัยชิ้นนี้ ไม่ควรแนะนำให้ผู้คนไม่ทานผักผลไม้ประเภทอื่น ซึ่งแต่ละประเภทก็ต่างมีคุณค่าและประโยชน์ที่แตกต่างกันไป และเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อให้เรามีสุขภาพดี นอกจากนั้น ควรมีการศึกษาเพิ่มเติมเพื่อให้เกิดความเข้าใจว่าเหตุใด สารอนุมูลอิสระที่พบในผักจำพวกมะเขือเทศ จึงช่วยลดความเสี่ยงดังกล่าวลง

ที่มา : มติชน 9 ตุลาคม 2555

.

Related Article:

.

CREDIT: Organic heirloom tomatoes photo via Shutterstock

Tomato Compound May Cut Men’s Stroke Risk

Trevor Stokes, MyHealthNewsDaily Contributor
Date: 08 October 2012

Eating tomatoes and other foods rich in the antioxidant lycopene may reduce men’s risk of stroke, new research suggests.

Men in the study with the highest levels of lycopene in their blood were 55 percent less likely to have a stroke compared with those who had the lowest blood levels of the pigment, researchers found.

“The results support the recommendation that people get more than five servings of fruits and vegetables a day, which would likely lead to a major reduction in the number of strokes worldwide,” said study researcher Jouni Karppi, of the University of Eastern Finland.

Previous research showed that lycopene may decrease the ability of LDL (“bad”) cholesterol to form the plaques in arteries that can cause heart attacks and strokes, the researchers said.

Lycopene also has other properties that may link it to decreased stroke risk, Karppi said, such as inhibiting cholesterol production and preventing blood clots and the clumping together of blood platelets.

The study is published in the Oct. 9 issue of the journal Neurology.

Tomatoes and strokes

Karppi and colleagues gathered data on 1,031 men in Finland taking part in the Kuopio Ischaemic Heart Disease Risk Factor Study. The men were between ages 46 and 65 at the study’s start, and over a 12-year period, 67 of the men suffered a stroke.

The researchers measured lycopene levels in the men’s blood, and divided them into four nearly equivalent groups based on their levels. Of men with the lowest levels, 25 out of 258 had a stroke, whereas 11 out of 259 with the highest levels had a stroke.

The link between higher lycopene levels and lower stroke risk held when the researchers accounted for risk factors for stroke such as age, smoking and diabetes.

But experts cautioned against overinterpreting the results. The data show an association, not a cause-and-effect link.

“This study simply says that people who have higher levels of lycopene have fewer strokes after 12 years,” said Dr. David Thomas, professor of medicine at Saint Louis University, who was not involved in the study. The findings don’t prove that eating tomatoes reduces the risk of stroke, Thomas said.

Findings such as this one “are good for generating hypotheses, that can be tested in prospective trials,” Thomas added. Trials looking at lycopene so far have had mixed results, he said.

What to eat

While tomatoes are a common source of lycopene, the study did not look at which foods in the men’s diets were the sources of the antioxidant, Karppi noted.

In the future, Karppi said he will continue to research the role lycopene and other carotenoids, which give vegetables their colors, may play in decreasing the risk of chronic vascular diseases.

Thomas said that a high intake of fruits and vegetables may be needed to see health benefits. He pointed to an analysis of nine studies that linked fruit and vegetable intake with better health, but the results were only positive when five or more servings per day were consumed.

“That’s a lot of tomatoes,” he said.

Pass it on: Eating lycopene-rich tomatoes may reduce men’s risk of stroke.

This story was provided by MyHealthNewsDaily, a sister site to LiveScience

ดื่มไวน์แดงลดความดันโลหิต ต้องเป็นไวน์อย่างไร้แอลกอฮอล์

มีข่าวดีกับพวกคอไวน์แดงว่า มันมีสรรพคุณช่วยลดความดันโลหิตให้ต่ำลงได้ แต่ข่าวร้ายก็คือ จะต้องเป็นไวน์แดงที่ปราศจากแอลกอฮอล์

นักวิจัยในเมืองสู้กระทิง ศึกษาพบเป็นครั้งแรกว่า ตัวยาที่มีสรรพคุณเช่นนั้น คือสารประกอบที่เป็นสารต่อต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งช่วยบำรุงสุขภาพ ไม่ใช่ตัวแอลกอฮอล์ ตรงกันข้ามแอลกอฮอล์กลับไปฆ่าฤทธิ์ของไวน์แดง ที่ลดความดันโลหิตเสียเอง ทำให้หมดสิ้นประโยชน์ไปเลย จากการทดลองได้พบว่า ผู้ที่จวนจะเป็นโรคหัวใจ เมื่อได้กินไวน์แดงที่ไร้แอลกอฮอล์ทุกวัน นาน 1 เดือน กลับมีความดันโลหิตลดต่ำลงได้ ทั้งเหล้าไวน์แดง และไวน์แดงที่ไร้แอลกอฮอล์ต่างก็มีสารโพลีฟีนอลอันเป็นสารต้านอนูมูลอิสระ ซึ่งช่วยลดความดันโลหิตพอ ๆ กัน

โรคความดันโลหิตสูง ทำให้ผู้ป่วยมีความดันโลหิตเกินระดับ 140/90 เป็นปัจจัยเสี่ยงของโรคหัวใจและโรคลมอัมพาตใหญ่อย่างหนึ่ง นักวิจัย ดร.เกมมา ชิวา-บลันช์ มหาวิทยาลัยบาร์เซโลนากล่าวว่า “การดื่มไวน์แดงที่ไร้แอลกอฮอล์ อาจช่วยป้องกันโรคความดันโลหิต ตั้งแต่ระดับต่ำถึงปานกลางได้”.

ที่มา: ไทยรัฐ 13 กันยายน 2555

.

Related Articles:

.

Natural antioxidant compounds in red wine are good for heart health but not the alcohol

Red wine IS good for cutting blood pressure (but you need to take out the alcohol)

By JENNY HOPE

PUBLISHED: 22:04 GMT, 6 September 2012

The good news, for red wine lovers, is that it really can cut your blood pressure.

The bad news is the alcohol has to be removed first.

Drinking non-alcoholic red wine might not sound as much fun, but for people at risk of heart problems it could be a lifesaver, it is claimed.

A study shows for the first time that natural antioxidant compounds in red wine – not the alcohol – are good for your heart health.

Researchers in Spain say the alcohol weakens the ability of red wine to cut blood pressure, effectively cancelling out any benefits.

They found that men at high risk for heart disease had lower blood pressure after drinking non-alcoholic red wine every day for four weeks.

The researchers studied 67 men with diabetes or three or more cardiovascular risk factors who ate a common diet combined with different drinking habits.

They were asked to drink either 10 ounces of red wine a day – the equivalent of a couple of glasses – the same amount of non-alcoholic red wine or about three ounces of gin (a couple of drinks).

All of the men tried each combination of food and drink for four weeks.

The red wine and non-alcoholic wine contained equal amounts of polyphenols, an antioxidant that decreases blood pressure.

High blood pressure, or hypertension which is classified as more than 140/90, is a major risk factor for heart disease and stroke.

The first figure, the systolic pressure, corresponds to the ‘surge’ that occurs with each heartbeat while the diastolic reading is the pressure  in the ‘resting’ stage between beats.During the red wine phase, the men had very little reduction in blood pressure and there was no change while drinking gin.

However, after drinking non-alcoholic red wine, blood pressure decreased by about six in systolic and two in diastolic blood pressure, possibly reducing the risk  of heart disease by 14 per cent and stroke by as much as  20 per cent.

The study is published in the American Heart Association journal Circulation Research.

Researcher Dr Gemma  Chiva-Blanch from the University of Barcelona said: ‘Consumption of dealcoholised red wine might be useful in preventing low to moderate-degree hypertension.’

The charity Blood Pressure UK is running a Know your Numbers week, starting on Monday.

SOURCES: dailymail.co.uk