เมาหัวราน้ำ..ปัญหาทำลายสมอง

Credit: ehow.com

การดื่มเหล้าแบบหัวราน้ำสามารถทำลายสมองได้ภายในไม่กี่เดือน และเปลี่ยนนักดื่มเพื่อเข้าสังคมให้กลายเป็นคนติดสุราได้ แต่การดื่มวันละนิดทุกวันอย่างชาวฝรั่งเศส กลับเป็นการดื่มที่ปลอดภัยกว่ามาก

ผลการวิจัยดังกล่าวเผยแพร่ในวารสารรายงานการประชุมวิชาการแห่งสถาบันวิทยาศาสตร์แห่งชาติของสหรัฐ (Proceedings of the National Academy of Sciences) ฉบับออนไลน์

นักวิจัยได้ทำการศึกษาหาผลกระทบของการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ว่า นิสัยการดื่มแบบไม่บันยะบันยัง กับการดื่มทีละนิดละหน่อยแต่ดื่มเป็นประจำนั้น ส่งผลต่อการทำงานของสมองอย่างไร

พวกเขาทำการทดลองกับหนูก่อน โดยพบว่า หลังเวลาผ่านไปเพียง 6 สัปดาห์ พวกหนูที่ให้กินแอลกอฮอล์อย่างหนักหน่วงติดต่อกันสัปดาห์ละ 3 วัน จะกลายเป็นพวกที่กินแอลกอฮอล์มากกว่าหนูที่กินแอลกอฮอล์ทีละน้อยทุกวัน

นอกจากนี้ ในเวลาแค่ 2 เดือน หนูที่กินเหล้าหนักยังแสดงอาการที่บ่งบอกถึงการทำงานของสมองที่แย่ลงแบบเดียวกับคนติดเหล้า

นักวิจัยได้เชื่อมโยงสมองที่ทำงานแย่ลงของหนูว่า เกี่ยวข้องกับเซลล์ประสาทในปลีกสมองกลีบหน้าผากส่วนหน้า (prefrontal cortex) ซึ่งปกติจะทำหน้าที่ควบคุมยับยั้งพฤติกรรมที่หุนหันพลันแล่น และอารมณ์แปรปรวน

เซลล์ประสาทกลุ่มที่ว่านี้จะทำงานมากผิดปกติในระหว่างที่กินเหล้าปริมาณมากๆ และยิ่งเซลล์ประสาททำงานมากเท่าใด พวกหนูก็จะยิ่งกินเหล้ามากขึ้นในครั้งต่อไปเท่านั้น

โอลิเวียร์ จอร์จ หัวหน้านักวิจัยจากสถาบันวิจัยสคริปส์ในแคลิฟอร์เนีย อธิบายว่า มันเหมือนกับสมองคุณได้รับสิ่งที่คิดว่าดี แต่เมื่อไม่ได้รับสิ่งนั้นอีกก็จะทำให้คุณรู้สึกแย่ ผิดหวัง และอารมณ์เสีย และเมื่อคุณได้รับสิ่งนั้นครั้งต่อไป คุณก็จะเพิ่มปริมาณการรับมากขึ้น

ดร.จอร์จยังเชื่อว่า ปฏิกิริยาของสมองที่ปรับตัวเข้ากับการรับแอลกอฮอล์แบบไม่ต่อเนื่องนั้น สามารถเปลี่ยนผู้ที่ดื่มเหล้าเพื่อเข้าสังคมธรรมดาให้กลายเป็นคนติดสุราได้

นอกจากการดื่มมากจะเพิ่มความเสี่ยงให้กลายเป็นคนติดสุราแล้ว ผลการวิจัยยังแสดงให้เห็นว่า หนูในกลุ่มที่ดื่มจัด เมื่อถูกเว้นช่วงไม่ให้กินเหล้า พวกมันจะทำคะแนนได้ต่ำในเรื่องความทรงจำ และมีปัญหาในด้านอารมณ์ แต่เมื่อปล่อยให้หนูที่ดื่มหนักพักแอลกอฮอล์สัก 2 สัปดาห์ ปัญหาเหล่านี้ก็จะค่อยๆ คลี่คลาย ทว่าสมองจะแย่ลงอีกหากพวกมันกลับไปดื่มใหม่

อย่างไรก็ดี ดร.จอร์จกล่าวว่า ผลการวิจัยกลับพบว่า ปฏิกิริยาดังกล่าวไม่ปรากฏในกลุ่มหนูที่ให้แอลกอฮอล์ทุกวันในปริมาณคงที่

จอร์จ คูบ นักวิจัยจากศูนย์วิจัยการเสพติดและการติดแอลกอฮอล์เพียร์สัน ให้ทัศนะว่า กระบวนการที่เกิดขึ้นนี้เป็นสิ่งที่น่าเป็นห่วงอย่างมาก โดยเฉพาะกับเด็กวัยรุ่นและคนหนุ่มสาว ที่ปลีกสมองกลีบหน้าผากส่วนหน้ายังไม่พัฒนาเต็มที่

นักวิจัยคณะนี้กำลังศึกษาการปล่อยสารที่สร้างความเครียดซึ่งชื่อว่า ซีอาร์เอฟ มากเกินไปในสมองของหนูติดแอลกอฮอล์ ในระหว่างการอดเหล้า สารเคมีตัวนี้จะทำให้เกิดอาการกระวนกระวายซึ่งจะหายไปเมื่อได้ดื่มเหล้า

ดร.คูบกล่าวว่า ผลลัพธ์ล่าสุดชี้แนะว่า ยาต่อต้านการหลั่งสารซีอาร์เอฟตัวนี้อาจเป็นหนทางแก้ปัญหาติดสุราได้.
ที่มา: ไทยโพสต์ 1 พฤศจิกายน 2555

.

Related Article:

.

Binge Drinking Destroys the Brain Within Months and Turns Social Drinkers Into Alcoholics

Fraternity brothers and sorority sisters pay close attention: researchers warn that just a few months of binge drinking can damage the brain and turn social drinkers into alcoholics.

BY CHRISTINE HSU | OCT 16, 2012 05:04 PM EDT

Fraternity brothers and sorority sisters pay close attention: researchers warn that just a few months of binge drinking can damage the brain and turn social drinkers into alcoholics.

Researchers found that consuming a small amount of alcohol every day is significantly safer than to intermittent binge drinking.

The latest study, published Oct. 15 in the journal Proceedings of the National Academy of Sciences, wanted to understand how the brain adapts to drinking patters.

Researchers from the Scripps Research Institute exposed a group of “binge drinking” laboratory rats to alcohol for three days a week and exposed another group of rats to a continuous supply of alcohol.

After just six weeks, not only did the “binge-drinking” rats consume significantly more alcohol than rats with a continuous supply of booze, the brains of binge-drinking rats showed signs of impairment in cognitive function similar to that of recognized alcoholics after only a few months.

Lead researcher Olivier George, a senior staff scientist at The Scripps Research Institute, and his team found that the brain damage in the binge drinking rats was associated with a small group of brain cells or neurons that inhibit “executive control” functions in the prefrontal cortex of the brain.

Researchers explained that these brain cells in binge-drinking rats were “unusually active” in the time between drinking binges. Furthermore, the more active these neurons were, the more rats drank when they next had access to alcohol.

“It’s like a lot of things in life that the brain perceives as good – if it loses access to it, you feel bad, you get into a negative emotional state, a little bit frustrated, and so you take more the next time you have access,” George said in a university news release.  “We suspect that this very early adaptation of the brain to intermittent alcohol use helps drive the transition from ordinary social drinking to binge drinking and dependence.”

Researchers found that tests conducted during “dry” intervals between drinking sessions showed that binge-drinking rats scored poorly on memory, and also struggled with emotions.

“We normally see such changes in the brains of humans or other animals that are highly dependent on alcohol – but here we found these changes in the rats after only a few months of intermittent alcohol use,” George said.

He said that the brain impairments were not seen in the rats that drank every day and that their alcohol intake remained stable.

“They just drink a bit like the French way, the equivalent of a couple of glasses of wine every day, and they’re fine,” George said. “They don’t escalate.”

Thankfully, in just two weeks of abstinence, the impairments seen in the binge-drinking rats went away. However, researchers warned that the impairment returned when the rats drank again.

“One can see the vicious cycle here,” George said.  “They drink to restore normal prefrontal function, but ultimately that leads to even greater impairment.”

Researchers said that the finding is especially important to young people.

“This process would be of particular concern in adolescents and young adults, in whom the prefrontal cortex isn’t even fully developed,” researcher George Koob, of the research institute’s Pearson Center for Alcoholism and Addiction Research, said in a statement.

Researchers are now investigating the brain’s over-production of a stress neurotransmitter called CRF during abstinence in alcohol-dependent rats and possibly human alcoholics. They say that abstinence triggers a floor of CRF in the central nucleus of the amygdala, which creates anxiety that typically can only be appeased by drinking again.

Researchers said that the latest findings may be used to produce CRF-blocking drugs that may one day help prevent alcohol dependence.
SOURCE:  medicaldaily.com

วิจัยเผย”โจ๋มะกัน”ขาปาร์ตี้ ตายสูงสุดในกลุ่มชาติร่ำรวย

งานวิจัยสุขภาพวัยรุ่นทั่วโลกตีพิมพ์ในวารสารการแพทย์แลนเซ็ท (The Lancet) ของประเทศอังกฤษชิ้นล่าสุด ระบุ อเมริกาเป็นชาติที่มีอัตราการตายของคนอายุระหว่าง 10-24 ปีสูงสุด เมื่อเทียบกับชาติร่ำรวยอื่นๆ ทั่วโลก เด็กอเมริกันยังครองแชมป์สูบกัญชามากสุด ขณะที่อันดับการดื่มเหล้าเกินขนาดก็ไต่สูงขึ้นทุกขณะ ไล่หลังแชมป์อย่างไอร์แลนด์และออสเตรีย ทว่ายังดีที่วัยรุ่นมีอัตราการออกกำลังกายสูงกว่าชาติอื่นๆ

วัยรุ่นอเมริกันมีแนวโน้มถูกยิงเสียชีวิตหรือด้วยวิธีรุนแรงต่างๆ สูงกว่าชาติร่ำรวยอื่นอีก 27 ประเทศถึง 20 เท่า ระหว่างที่สาเหตุการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุบนท้องถนนก็ส่งอเมริกาสู่ลำดับต้นๆ ในการจัดอันดับครั้งนี้ อเมริกายังติดกลุ่มท็อปเด็กวัยรุ่นฆ่าตัวตายสูงสุด ตามหลังเพียงฟินแลนด์และไอร์แลนด์

ขณะนี้จำนวนติวัยรุ่นอเมริกันติดเหล้าสูงขึ้นเรื่อยๆ ข้อน่าตกใจคือ วัยรุ่นที่ดื่มเหล้าส่วนใหญ่ยังอายุไม่ถึงที่กฎหมายกำหนดไว้คือ 21 ปี ส่วนในประเทศอื่นๆ เด็กอายุ 16 ก็ซื้อเหล้าอย่างถูกกฎหมายได้แล้ว การดื่มเหล้าเกินขนาด (Binge Drinking) หมายถึง การดื่มเหล้ามากกว่า 5 แก้วต่อวัน วัยรุ่นจำนวน 1 ใน 5 ของประเทศที่ติดอันดับท็อป ดื่มเหล้าเกินขนาดเฉลี่ยอาทิตย์ละครั้ง โดยยูเครนเป็นประเทศที่มีบิงจ์ดริงเกอร์อายุน้อยที่สุดแค่ 15 ปี งานวิจัยยังระบุว่า อเมริกาเป็นชาติที่มีเด็กวัยรุ่นสูบกัญชามากที่สุด ตามด้วยแคนาดา สเปน และฝรั่งเศส

ท่ามกลางการจัดอันดับที่อเมริกาไม่อยากติดโผครั้งนี้ ยังมีข่าวดีบ้าง คือ เด็กอเมริกันอายุระหว่าง 13-15 ปี มีสถิติการออกกำลังกายสูงสุด โดยเด็กผู้ชายครองอันดับ 1 ขณะเด็กผู้หญิงยึดอันดับ 2 ลุคชมี พัตตันเนียห์ กุมารจิตแพทย์ประจำโรงพยาบาลเลน็อกซ์ ฮิลล์ กล่าวว่า จำนวนตัวเลขเด็กอเมริกันออกกำลังกายที่เพิ่มขึ้น เป็นสัญญาณที่ดีให้กับเด็กรุ่นถัดไปในอนาคต การออกกำลังกายยังช่วยป้องกันโรคทางจิตเวช ช่วยให้ห่างไกลยาเสพติดและสิ่งชั่วร้ายอื่นๆ อย่างไรก็ตามเด็กชายอเมริกันจำนวน 1 ใน 3 ถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มอ้วนเกินขนาด งานวิจัยถึงขั้นให้นิยามว่าเป็นเหมือน “โรคระบาด” เลยทีเดียว.

ที่มา: ไทยโพสต์  8 พฤษภาคม 2555

.

Related Link:

.

U.S. teens worst in western world for binge-drinking, drugs and violent deaths (but surprisingly they do the most exercise)

By DAILY MAIL REPORTER
PUBLISHED: 16:05 GMT, 25 April 2012

American teenagers have the highest rates of drug and alcohol abuse in the developed world. And they are far more likely to be killed by violence than peers in Europe.

This lost generation, whose unemployment rate is 20 percent, leads the modern world in some of the most dangerous and irresponsible behaviors, according to a new study released by the Lancet medical journal.

The shocking data was released to highlight cultural neglect occurring in the adolescents and young adults — too many of whom die young, according to the researchers behind the publication.

Not all the news is bad. American teens appear to have the highest rates of exercise in the developed world.

Despite this, American teens, age 13 to 15 are dramatically more likely to be overweight, leading the western world, according to the data.

Among the most startling discoveries of the Lancet data is how much higher the rates of teen violent death are in the US than the rest of the developed world.

About 17 in 100,000 teen boys age 15 to 19 are killed by violence. The next two closest countries are Israel and Switzerland, with four.

Britain’s rate is just one.

The teen drinking statistics come with an important caveat. Some 30 percent of American 13 to 15 year-old-girls reported binge drinking in the last 30 days — more than any other developed country.

However, several nations — among them Britain — were not included in the data.

Britain has the third highest proportion of sexually active teenagers in the world as well as some of the worst levels of harmful underage drinking.

The research found that sexual activity among 13 to 15-year-olds was highest among girls in Denmark followed by Iceland, the UK and Sweden.

Greece and Denmark had the highest rates among boys.

The lowest rates in boys were in Belgium, and for girls Israel.

US rates of young teen sex were about average for the developed world, with about 25 percent of boys and 26 percent of girls saying they had sex before age 15.

England had the fourth highest percentage of youngsters who have been drunk by the age of 13 in a league table of 40 mostly high income countries. Wales was fifth and Scotland eighth.

Wales was third for those drinking weekly at the age of 15, with England fourth and Scotland again eighth.

The figures are taken from 2006, the last year with internationally comparable data, with new estimates in the coming months set to provide an opportunity for the UK to assess whether policies to reduce harmful drinking among teenagers have had any impact over the past five years.

Teenagers’ general well being has improved far less over the last 50 years than that of children under 10 with evidence suggesting adolescence is not the healthiest time of life, as is often assumed.

A lack of focus on adolescent health could be described as a ‘missing link’ in the approach to health, an international team of scientists warn.

The statistics are revealed in two studies by Professor George Patton, of the University of Melbourne in Australia, and colleagues which was published in The Lancet Series on Adolescent Health.

The first paper says even the explosion in social media such as Facebook and Twitter has both good and bad points for young people.

While it enables them to be catalysts for community change, as happened in the uprisings of the Middle East and North Africa, it also exposes adolescents to new risks such as cyber-bullying, and sexting, the act of sending sexually explicit or pornographic messages by mobile phone.

There are now some 1.8 billion adolescents aged between ten and 24 in the world today, comprising more than a quarter of the population.

The researchers said with longer periods in education, and significant delays to marriage or settling down, the period during which young people are exposed to the risks of adolescence has extended significantly.

Such behaviours include harmful alcohol consumption and illicit drug use with peers, and sex with more casual partners, increasing the risk of sexually transmitted infections.

Prof Patton said: ‘The present generation of young people will take a different path through adolescence from previous generations and will face new challenges to their health and well-being along the way.’

Programmes to promote maternal, newborn and child health across countries of all incomes have led to more children surviving and the current adolescent population boom, known as the ‘youth bulge’.

Over the same period digital media, industrialisation, globalisation and urbanisation have changed traditional family and community influences, resulting in less ‘social scaffolding’ of adolescents.

The researchers said many health-related behaviours that usually start in adolescence such as smoking and drinking, obesity and physical inactivity contribute to the epidemic of non-communicable diseases including heart disease, cancer, diabetes and lung disease.

Studies on adolescent brains suggest they are more affected than adults by exciting or stressful situations when making decisions. Increased activity in the nucleus accumbens, a reward and pleasure centre, appears linked to this.

While the death rate among under fives has declined by 80 per cent or more in many countries in the past fifty years, adolescent mortality has only marginally improved.

The major causes of disability-adjusted life years (DALYS), a measure that combines burden of mortality and disease, in adolescents are alcohol use (seven per cent), unsafe sex (four per cent), iron deficiency (three per cent), lack of contraception (two per cent) and drugs abuse (two per cent).

Prof Patton said: ‘Irrespective of region, most adolescent deaths are preventable and thus strongly justify worldwide action to enhance adolescent health.

‘In view of their dynamic and challenging health profile, the contribution of adolescent health to the global burden of disease, and the important effect of adolescents and their health across the life course, adolescents should be more prominent within future global public health policies and programming.’

The second paper revealed the UK had the fifteenth lowest rate for adolescent mortality in a league of 27 high income countries. The UK was also mid ranking for both boys and girls in cannabis use.

Surprisingly, despite its obesity epidemic, boys aged 13 to 15 in the USA exercised more than boys in any other of the 16 countries reporting data, and American girls had the second highest levels of exercise behind Ireland, which was in second place for boys.

The UK finished eighth best for girls in the amount of exercise they did, and fifth best for boys out of sixteen countries reporting data.

Prof Patton added: ‘For the largest generation in the world’s history, the available global profile of youth health is worrying.’

Data from: dailymail.co.uk