เครื่องมือตรวจความสมดุลของร่างกาย (Biofeedback)

dailynews140921_02ความเครียดเกิดได้จากหลาย ๆ สาเหตุ ทั้งสาเหตุที่เกิดจากความไม่สมดุลของร่างกาย จิตใจ สิ่งแวดล้อม หลาย ๆ กรณีเป็นสาเหตุของอาการปวดศีรษะ เครื่องมือ Biofeedback อาจช่วยท่านได้

Biofeedback คืออะไร

Biofeedback คือ การฝึกให้ผู้ป่วยสามารถควบคุมร่างกายของตนเองเพื่อสร้างสมดุลภายในร่างกายทำให้มีสุขภาพที่ดีขึ้น โดยการใช้เครื่อง Biofeedback จะทำให้เราสามารถเห็นความเปลี่ยนแปลงภายในร่างกายที่ปกติเราจะไม่สามารถมองเห็นหรือควบคุมได้ เช่น การตึงตัวของกล้ามเนื้อ อุณหภูมิร่างกาย ความดันโลหิต อัตราชีพจรและคลื่นสมองและทำให้เราสามารถเรียนรู้ที่จะควบคุมความเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ เหล่านี้ได้

ทำไมต้องเป็น Biofeedback

ความเครียดแม้เพียงเล็กน้อยในชีวิตประจำวันก็สามารถก่อให้เกิดปัญหาต่อสุขภาพได้ เพราะความเครียดสะสมจะทำให้เกิดความไม่สมดุลของการทำงานภายในร่างกายหลาย ๆ อย่าง และทำให้ระบบควบคุมตนเองเสียไป ซึ่งแพทย์จะใช้เครื่อง Biofeedback เพื่อจะตรวจจัดความไม่สมดุลเหล่านี้ ในขณะรักษา ผู้ป่วยก็สามารถจะเห็นได้ว่าร่างกายตนเองเกิดอะไรขึ้นบ้างเมื่อมีความเครียดเกิดขึ้นและเมื่อได้รับคำแนะนำจากแพทย์ก็จะสามารถปรับปรุงให้ดีขึ้นได้ เมื่อจบการรักษาด้วยเครื่อง Biofeedback แล้ว ผู้ป่วยก็จะสามารถนำสิ่งที่ได้เรียนรู้ไปใช้ในชีวิตประจำวันเพื่อลดปัญหาที่เกิดจากความเครียดได้

Biofeedback เป็นการรักษา ที่ไม่เจ็บตัว ไม่ต้องทานยา ไม่ต้องฉีดยาและไม่ต้องผ่าตัดใด ๆ ทั้งสิ้น แต่เป็นสิ่งสำคัญที่จะฝึกให้ผู้ป่วยเรียนรู้ที่จะควบคุมร่างกายตนเองให้ตอบสนองต่อความเครียดและความเจ็บปวดอย่างเหมาะสมได้

Biofeedback ทำงานอย่างไร

เราสามารถใช้งานเครื่อง Biofeedback ได้ในหลายรูปแบบขึ้นกับภาวะของผู้ป่วย เราจะพบบ่อย ๆ ว่าในผู้ป่วยที่มีความเครียดและวิตกกังวลเรื้อรัง มักจะหายใจเร็วและตื้น ซึ่งจะทำให้เกิดการขาดออกซิเจนในเลือด และจะยิ่งกระตุ้นให้เกิดอาการวิตกกังวลมากขึ้น ซึ่งการใช้ Biofeedback จะช่วยลดโอกาสเกิดอาการเครียดในอนาคตได้

อาการปวดศีรษะซึ่งเป็นอาการสำคัญอีกอย่างหนึ่งของความเครียดสะสมซึ่งมักพบร่วมกับการที่มีความตึงตัวของกล้ามเนื้อบริเวณคอและบ่าเพิ่มขึ้น เครื่อง Biofeedback จะแสดงให้เห็นถึงความตึงตัวของกล้ามเนื้อและช่วยให้ผู้ป่วยสามารถฝึกควบคุมเพื่อลดความตึงตัวของกล้ามเนื้อเหล่านั้นได้

ไมเกรนเป็นอาการปวดศีรษะอีกประเภทหนึ่งที่เกิดจากความผิดปกติของการทำงานของหลอดเลือดซึ่งมักดีขึ้นหลังการฝึกควบคุมอุณหภูมิมือด้วยเครื่อง Biofeedback การเรียนรู้ที่จะเพิ่มอุณหภูมิมือด้วยการทำให้หลอดเลือดที่ฝ่ามือขยายตัวจะช่วยลดปริมาณเลือดที่ไปที่ศีรษะ ซึ่งจะช่วยลดการเกิดไมเกรนได้หลักการของเครื่อง Biofeedback

ร่างกายของเราตอบสนองต่อความเครียดต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นเพียงแค่รถติดอยู่บนท้องถนนหรือการที่ต้องไปสัมภาษณ์งานแบบเดียวกัน โดยการกระตุ้นการทำงานของระบบประสาท ปฏิกิริยาแบบ “สู้หรือหนี” คือสิ่งที่ช่วยป้องกันเราจากอันตรายทางกายซึ่งเป็นปฏิกิริยาเดียวกันกับเมื่อเกิดปัญหาทางจิตใจ เมื่อไม่สามารถหลีกหนีจากสิ่งแวดล้อมที่ทำ ให้เกิดความเครียด ได้ ระบบประสาทจะถูกกระตุ้นอยู่ตลอดเวลา ซึ่งส่งผลให้เกิดปฏิกิริยา ทางกายอื่น ๆ ตามมา เช่น ความตึงตัวของกล้ามเนื้อเพิ่มขึ้น อัตราชีพจรสูงขึ้นและความดันโลหิตเพิ่มขึ้น เป็นต้น และหากสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ไม่ได้รับการแก้ไขก็จะส่งผลให้เกิดโรคทางกายตามมา เช่น ความดันโลหิตสูง เป็นต้น

การใช้ยาอาจช่วยในการควบคุมอาการที่เกิดจากความเครียด แต่การรักษาด้วยเครื่อง Biofeedback เป็นการรักษาที่ต้นเหตุของอาการด้วยการปรับเปลี่ยนการตอบสนองต่อความเครียดให้ดีขึ้น
เครื่อง Biofeedback สามารถรักษาภาวะใดได้บ้าง

ในปัจจุบันมีการนำเครื่อง Biofeedback มาใช้ในการรักษาภาวะต่าง ๆ มากมาย ได้แก่

– อาการปวดศีรษะไมเกรน อาการปวดศีรษะจากความเครียด อาการปวดกรามและอาการปวดเรื้อรังต่าง ๆ
– ความผิดปกติของระบบประสาทอัตโนมัติที่เกิดจากความเครียด
– ภาวะวิตกกังวล รวมถึงอาการวิตกกังวลขั้นรุนแรง (Panic)
– อาการคลื่นไส้อาเจียนจากการให้เคมีบำบัด
– ภาวะนอนไม่หลับ
– ภาวะความดันโลหิตสูงหรือต่ำ
– ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ
– โรคหัวใจ
– ภาวะหอบหืด
– ภาวะปวดประจำเดือน
– อาการที่เกิดจากความผิดปกติของระบบทางเดินอาหาร

ข้อมูลจาก คลินิกปวดศีรษะ โรงพยาบาลพญาไท 1/ http://www.phyathai.com

นายแพทย์สุรพงศ์ อำพันวงษ์

 

ที่มา : เดลินิวส์ 21 กันยายน 2557

Advertisements

Biofeedback นวัตกรรมกำจัดความเครียด

Credit : thatmword.com

Credit : thatmword.com

ความเครียดแม้เพียงเล็กน้อยในชีวิตประจำวันก็สามารถก่อให้เกิดปัญหาต่อสุขภาพได้ เพราะความเครียดสะสมจะทำให้เกิดความไม่สมดุลของการทำงานภายในร่างกายหลายๆ อย่าง และทำให้ระบบควบคุมตนเองเสียไป ฉะนั้น การควบคุมหรือบริหารจัดการกับความเครียดจึงเป็นเรื่องที่ไม่ควรมองข้าม หรือถ้าคิดไม่ออกก็สามารถปรึกษาแพทย์ได้ โดยเฉพาะในปัจจุบันมีนวัตกรรมการกำจัดความเครียดที่เรียกว่า Biofeedback เป็นตัวช่วย

จากข้อมูลของคลินิกปวดศีรษะ โรงพยาบาลพญาไท 1 ระบุว่า Biofeedback เป็นเครื่องตรวจวัดความไม่สมดุลของการทำงานภายในร่างกาย ด้วยการฝึกให้ผู้ป่วยสามารถควบคุมร่างกายของตนเอง เพื่อสร้างสมดุลภายในร่างกาย ทำให้มีสุขภาพที่ดีขึ้น การใช้เครื่อง Biofeedback จะทำให้เราสามารถเห็นความเปลี่ยนแปลงภายในร่างกายที่ปกติเราจะไม่สามารถมองเห็นหรือควบคุมได้ เช่น การตึงตัวของกล้ามเนื้อ อุณหภูมิร่างกาย ความดันโลหิต อัตราชีพจรและคลื่นสมอง รวมทั้งทำให้สามารถเรียนรู้ที่จะควบคุมความเปลี่ยนแปลงต่างๆ เหล่านี้ได้

Biofeedback เป็นการรักษาที่ไม่เจ็บตัว ไม่ต้องทานยา ไม่ต้องฉีดยา และไม่ต้องผ่าตัดใดๆ ทั้งสิ้น แต่เป็นสิ่งสำคัญที่จะฝึกให้ผู้ป่วยเรียนรู้ที่จะควบคุมร่างกายตนเอง ให้ตอบสนองต่อความเครียดและความเจ็บปวดอย่างเหมาะสมได้ อาทิ แพทย์จะพบบ่อยๆ ว่า ในผู้ป่วยที่มีความเครียดและวิตกกังวลเรื้อรังมักจะหายใจเร็วและตื้น ทำให้เกิดการขาดออกซิเจนในเลือด และจะยิ่งกระตุ้นให้เกิดอาการวิตกกังวลมากขึ้น การใช้ Biofeedback จะช่วยลดโอกาสเกิดอาการเครียดในอนาคตได้ และอาการปวดศีรษะเป็นอาการสำคัญอีกอย่างหนึ่งของความเครียดสะสม มักพบร่วมกับการมีความตึงตัวของกล้ามเนื้อบริเวณคอและบ่าเพิ่มขึ้น เครื่อง Biofeedback จะแสดงให้เห็นถึงความตึงตัวของกล้ามเนื้อ และช่วยให้ผู้ป่วยสามารถฝึกควบคุมเพื่อลดความตึงตัวของกล้ามเนื้อเหล่านั้นได้

ไมเกรนเป็นอาการปวดศีรษะอีกประเภทหนึ่ง ที่เกิดจากความผิดปกติของการทำงานของหลอดเลือด ซึ่งอาการมักดีขึ้นหลังการฝึกควบคุมอุณหภูมิมือด้วยเครื่อง Biofeedback การเรียนรู้ที่จะเพิ่มอุณหภูมิมือด้วยการทำให้หลอดเลือดที่ฝ่ามือขยายตัว จะช่วยลดปริมาณเลือดที่ไปที่ศีรษะ ซึ่งจะช่วยลดการเกิดไมเกรนได้ เมื่อผู้ป่วยได้รับการฝึกด้วยเครื่อง Biofeedback ไปเรื่อยๆ ผู้ป่วยก็จะสามารถเรียนรู้วิธีการควบคุมอาการและร่างกายของตนเองได้ดีขึ้น จนในที่สุดผู้ป่วยก็จะสามารถควบคุมร่างกายได้โดยไม่จำเป็นต้องใช้เครื่อง Biofeedback อีกต่อไป

ในปัจจุบันมีการนำเครื่อง Biofeedback มาใช้ในการรักษาภาวะต่างๆ มากมาย ได้แก่ อาการปวดศีรษะไมเกรน อาการปวดศีรษะจากความเครียด อาการปวดกรามและอาการปวดเรื้อรังต่างๆ ความผิดปกติของระบบประสาทอัตโนมัติที่เกิดจากความเครียด ภาวะวิตกกังวล รวมถึงอาการวิตกกังวลขั้นรุนแรง (Panic) อาการคลื่นไส้อาเจียนจากการให้เคมีบำบัด ภาวะนอนไม่หลับ ภาวะความดันโลหิตสูงหรือต่ำ ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ โรคหัวใจ ภาวะหอบหืด ภาวะปวดประจำเดือน และอาการที่เกิดจากความผิดปกติของระบบทางเดินอาหาร.

ที่มา :ไทยโพสต์ 30 มกราคม 2556