โรคข้อสันหลังอักเสบชนิดติดยึด ( Ankylosing Spondylitis ) มูลนิธิโรคข้อในพระราชูปถัมภ์ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี

โรคข้อสันหลังอักเสบชนิดติดยึด ( Ankylosing Spondylitis )

โรคข้อสันหลังอักเสบชนิดติดยึด คืออะไร ?

โรคข้อสันหลังติดยึด คือ โรคข้ออักเสบชนิดหนึ่งที่เกิดขึ้นบริเวณหลัง และคอ การอักเสบของข้อต่อที่บริเวณหลังเป็นสาเหตุของการปวดและติดแข็ง

กระดูกสันหลังของคนเรา จะมีปล้องกระดูกอยู่ 24 ชิ้น และมีข้อต่ออยู่ 110 ข้อ แบ่งออกได้เป็น 3 ส่วน
1. ส่วนคอ มี 7 ชิ้น
2. ส่วนหน้าอก มี 12 ชิ้น
3. ส่วนหลัง มี 5 ชิ้น

โรคกระดูกสันหลังอักเสบชนิดติดยึด จะเริ่มที่ข้อต่อด้านหลังของเชิงกราน แล้วลามขึ้นไปตลอดหลังถึงบริเวณคอ ส่วนที่ต่ำกว่าส่วนหลังจะเป็นส่วนของกระดูกหาง และกระดูกเชิงกราน โรคข้อสันหลังติดยึดจะเริ่มที่ข้อต่อด้านหลังของกระดูกเชิงกราน ( Sacroiliac Joint )

การอักเสบของข้อต่อจะมีกระดูกมาพอกทำให้ข้อต่อระหว่างปล้องกระดูกติดแข็ง ข้อต่อที่ทำให้ทำให้ติดแข็งจะมีการเคลื่อนไหวน้อยลง หรือเคลื่อนไหวไม่ได้เลย ได้แก่ กระดูกสันหลังตั้งแต่คอจนถึงตะโพก ทำให้ผู้ป่วยทำงานไม่ได้ตามปกติ

 

สาเหตุของโรคนี้ยังไม่ทราบสาเหตุที่แท้จริง เชื่อว่าเกิดขึ้นในครอบครัวและอาจติดต่อทางกรรมพันธุ์ได้ การตรวจเลือดจะให้ผลบวกของ HLA B27

กว่าร้อยละ 90 พบในผู้ชายอายุตั้งแต่ 16 – 35 ปี พบในผู้หญิงประมาณร้อยละ 1 ผู้หญิงอาการไม่มาก

อาการเริ่มแรกจะมีอาการปวดหลังส่วนล่าง และปวดบริเวณตะโพกและมีอาการแข็ง มานานเกิน 3 เดือน อาการเริ่มแรกผู้ป่วยจะไปหาแพทย์ แพทย์จะให้การวินิจฉัยได้ยากอาจจะบอกผู้ป่วยว่าเป็น กล้ามเนื้อพลิก หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท
อาการที่สงสัยว่เป็นโรคข้อสันหลังอักเสบชนิดติดยึด ที่สำคัญ

1. อาการปวดหลัง เป็นเวลานาน ๆ เกิน 3 เดือนขึ้นไป
2. มีอาการปวดหลังในผู้ชายก่อนอายุ 40 ปี
3. มีอาการแข็ง และปวดบริเวณหลังในช่วงเช้า
4. อาการปวดจะดีขึ้นเมื่อบริหารร่างกาย แต่จะเลวลงเมื่อพักผ่อน

อาการอักเสบของโรคข้อสันหลังอักเสบชนิดติดยึด ถ้าเป็นบริเวณหลังส่วนบน อาจจะมีอาการปวดบริเวณหน้าอกได้ ไหล่ ข้อเข่า ข้อเท้า และส้นเท้าจะมีอาการปวดได้เช่นกัน
ขณะนี้โรคยังรุนแรงอยู่ ผู้ป่วยจะมีไข้ เหนื่อยง่าย เบื่ออาหารและน้ำหนักลด บางคนอาจจะมีอาการทางตาร่วมด้วย

การวินิจฉัยโรคข้อสันหลังอักเสบชนิดติดยึด

ไม่มีการตรวจที่สามารถวินิจฉัยได้ในระยะเริ่มแรก อาการปวดหลังเรื้อรังจะทำให้แพทย์สงสัยว่าน่าจะเป็นโรคนี้
การตรวจเลือด HLA B 27 จะช่วยการวินิจฉัยโรคในระยะเริ่มแรก

ภาพที่ 2 แสดงกระดูกหลังในคนปกติและคนป่วย

 

ภาพที่ 3 แสดงภาพผู้ป่วยที่เป็นโรคข้อสันหลังอักเสบชนิดติดยึด
ผู้ป่วยมีหลังและตะโพกแข็งหมด เวลานั่งเก้าอี้ต้องใช้เข่างอให้ก้นอยู่บนเก้าอี้

การติดแข็งของข้อต่อด้านหลังของกระดูกเชิงกราน ( Sacroiliac Joint ) จะใช้เวลาหลายเดือนหรือหลายปีจึงจะเห็นชัด ถ้าพบแสดงว่าเป็นโรคนี้แน่นอน

ผู้ป่วยที่เป็นโรคนี้อาการปวดแข็งบริเวณหลัง จะเป็น ๆ หาย ๆ เป็นระยะเวลานาน ๆ หลาย ๆ ปี สุดท้ายกระดูกหลังจะแข็งตั้งแต่คอจนถึงหลังส่วนล่าง ดังนั้นคนที่เริ่มมีอาการจะต้องฝืนให้หลังตรง อย่าให้หลังค่อมเพื่อป้องกันความพิการได้

การรักษาก็โดยการลดอาการปวด อาการแข็งในบริเวณหลัง ซึ่งแพทย์จะสั่งยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ ( N- SAIDs ) ต้องทราบเสมอยาในกลุ่มนี้เมื่อรับประทานนาน ๆ จะทำให้เกิดโรคกระเพาะได้ การทำกายภาพบำบัดเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง

สิ่งสำคัญ
หน้าที่ของแพทย์ก็คือให้ยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ช่วยลดอาการปวด
หน้าที่ของผู้ป่วยต้องบริหารร่างกายให้ร่างกายอยู่ในท่าตรงอยู่เสมอ
ต้องนึกเสมอ แม้ว่าจะรักษาโรคไม่ให้หายขาด แต่สามารถป้องกันความพิการได้
ในการนั่ง นอน ยืน ต้องอย่าให้ข้อแข็งในท่าที่เราไม่ต้องการ ต้องพยายามให้หลังตรงจะดีที่สุด เวลานอนต้องนอนในท่าราบให้หลังตรง และต้องบริหารข้อต่อให้เคลื่อนไหวให้มากที่สุด บางครั้งต้องนอนคว่ำหน้าเพื่อช่วยให้หลังเหยียดตรง
ด้วยการช่วยเหลือของแพทย์และนักกายภาพบำบัด จะช่วยให้หลังและตะโพกไม่แข็งอยู่ในท่าหลังค่อม หรือตะโพกงอ

เตียงนอน

เตียงควรจะเป็นเตียงที่มีฟูกแข็ง จะใช้ไม้กระดานได้จะดีมาก ฟูกที่นุ่มจะทำให้หลังค่อมได้

เก้าอี้นั่ง เก้าอี้สูง ให้หลังตรงอยู่เสมอ ไม่ควรนั่งบนเก้าอี้ต่ำและนุ่ม จะทำให้หลังค่อมได้

ที่ทำงาน ต้องดูแลหลังให้ตรงอยู่เสมอขณะทำงาน ควรจะเปลี่ยนอิริยาบทจากการนั่ง ยืนและเดิน บางครั้งบางคราวควรมีเวลาพักผ่อน นอนราบประมาณ 20 นาที ในช่วงทำงาน พยายามนอนคว่ำให้หลังตรง

 

การผ่าตัด การทำผ่าตัดให้หลังตรง ในกรณีที่หลังค่อมจนไม่สามารถเงยคอได้ แต่เป็นการทำผ่าตัดใหญ่ และเสี่ยงมากพอสมควร
การผ่าตัดเปลี่ยนข้อตะโพกที่แข็งให้มีการเคลื่อนไหวได้จะช่วยให้การทำงานของผู้ป่วยดีขึ้นได้

ผู้ป่วยด้วยโรคนี้ยังคงมีเพศสัมพันธ์ได้ตามปกติ อาจจะต้องเปลี่ยนท่ากับเพศตรงข้าม ผู้หญิงจะยังคงมีบุตรได้ตามปกติ

ผู้ป่วยที่เป็นโรคนี้ขณะขับรถจะหันหลังไม่ได้ จะต้องมีกระจกพิเศษ ที่พักคอควรจะมีเสมอเมื่อเกิดอุบัติเหตุและอุบัติเหตุจะทำให้เกิดอาการบาดเจ็บที่คอได้อย่างรุนแรงกว่าคนปกติ

 

ข้อมูลจาก : http://www.thaiarthritis.org/

Advertisements

What is ankylosing spondylitis?

>>>What is ankylosing spondylitis?<<<

Spine inflammation

Ankylosing spondylitis (AS) is a painful, often progressive and potentially debilitating chronic inflammatory condition that tends to affect young people, mainly men, in their late teens and twenties.1 It is commonly referred to as arthritis of the spine.

What is ankylosing spondylitis 

AS initially begins with persistent lower back pain and stiffness which over time, become progressively worse, particularly at night as a result of local inflammation of the soft tissue supporting bone.1

The symptoms include:

  1. Slow or gradual onset of back pain and stiffness over weeks or months, rather than hours or days (seldom an acute back pain)
  2. Early-morning stiffness and back pain, wearing off or reducing during the day with movement
  3. Feeling better after exercise and feeling worse after rest
  4. Sleep disturbance due to pain, particularly second half of the night
  5. Arthritis, in large joints, especially the legs, together with pain in the joints of the lower back particularly at night or on waking
  6. Persistence of above symptoms for more than three months
  7. Fatigue
  8. Pain relieved for a time after a shower or bath
  9. Symptoms begin typically in late teens or 20’s
  10. Associated conditions:
  • Iritis (or uveitis) which is inflammation of part of the iris within the eye; and conjunctivitis which causes red, gritty and painful eyes
  • Inflammatory Bowel Syndrome (chronic inflammatory disease of the gut)Diagram to show what happens to the spine due to ankylosing spondylitisInflammation occurs where ligaments or tendons are attached to the bone causing damage at the site of attachment. When the healing process begins, new bone develops replacing the elastic tissue of the ligaments or tendons.1,2

    Recurrence of this inflammatory process leads to further new bone formation which gradually results in the restriction of joint movement. When these disease processes occur in the spine, irreversible damage is caused as the vertebrae (joints of the spine) become fused together.1,2

AS varies between individuals in the way it progresses and symptoms will differ in severity, however most patients will experience flare-ups of inflammation periodically. 2 Disease progression can lead to fusion of the spine; causing loss of mobility and loss of function. In advanced stages of the disease or severe cases that are left untreated, spinal mobility and flexibility may become so reduced that the patient becomes progressively stooped (bent-over) making it increasingly difficult for the individual to move freely and carry out their usual daily activities.2,3 AS can lead to decreased daily activity, loss of work productivity and reduced quality of life in those affected. 1

Peripheral inflammationAlthough AS is a form of arthritis which primarily affects the spine, other joints and organs of the body can also be affected such as the hips, shoulders, knees, eyes, lungs, bowel, skin, and heart.2 Up to 40 per cent of people with AS will at some point develop a severe inflammation inside one or both of their eyes, this is known as iritis or uveitis and it causes redness and blurred vision. 2,3

AS sometimes overlaps with other conditions including reactive arthritis, psoriasis and inflammatory bowel disease. These overlapping conditions exist under the umbrella term ‘spondyloarthritis’.3,4

References  

1. Sieper J. et al. Ankylosing spondylitis: an overview. Ann Rheum Dis. 2002;61(Suppl III):iii8-iii18

2. National Ankylosing Spondylitis Society. Guidebook for `Patients: A Positive Response to Ankylosing Spondylitis. March 2007

3. Elyan M, Khan MA. Diagnosing Ankylosing Spondylitis. Rheum. 2006:33 (Suppl 78):12-23

4. Sieper J, Braun J. Clinician’s Manual on Ankylosing Spondylitis. London: Current Medicine Group.

>>>What causes ankylosing spondylitis?<<<

The cause of AS is poorly understood but it is believed that genetic, environmental, bacterial and immune-related factors may be involved.1 96 per cent of white western patients carry a protein called the human tissue leukocyte antigen B27 (HLA-B27) which is found on the surface of white blood cells suggesting that there is a genetic link.2

AS most commonly affects men, typically striking in their late teens and twenties, however anyone from either sex can be affected at any age.2

In Europe it is thought that approximately 1 in 200 people suffer from AS.4,5,6  However, the exact prevalence of AS is not known due to wide geographical variations seen within the population, prevalence estimates range from 0.1 to 1.4 per cent.1,4,6

References  

1. Sieper J. et al. Ankylosing spondylitis: an overview. Ann Rheum Dis. 2002;61(Suppl III):iii8-iii18

2. National Ankylosing Spondylitis Society. Guidebook for `Patients: A Positive Response to Ankylosing Spondylitis. March 2007

4. Sieper J, Braun J. Clinician’s Manual on Ankylosing Spondylitis. London: Current Medicine Group.

5. Akkoc N, Khan MA. Overestimation of the prevalence of ankylosing spondylitis in the Berlin study: comment on the Braun article by Braun et al (letter). Arthritis Rheum. 2005;52:4048-9

6. Braun J. et al. Ankylosing spondylitis. Lancet 2007; 369:1379-90

>>>Getting a diagnosis<<<

It is important to get an accurate diagnosis early in the disease course. This is because AS progresses over time and so the earlier the condition is diagnosed and treated the better the outcome for the patient and their ability to continue with the activities they enjoy.3

Due to low awareness and poor recognition of AS, amongst both the general public and healthcare professionals, diagnosis may be delayed by

as much as eleven years after the initial onset of symptoms.3

If you think that you have some or all of the typical symptoms described here we recommend that next time you visit your primary care physician you print off the symptom checklist and discuss the symptoms that you are experiencing with them.

Print off the AS symptom checklist.

There is no direct test to diagnose AS. Your primary care physician is likely to carry out an examination of your back and possibly a pelvic x-ray, and either start treatment or refer you to a rheumatologist if AS is suspected or confirmed.2

References  

2. National Ankylosing Spondylitis Society. Guidebook for `Patients: A Positive Response to Ankylosing Spondylitis. March 2007

3. Elyan M, Khan MA. Diagnosing Ankylosing Spondylitis. Rheum. 2006:33 (Suppl 78):12-23

>>>Treating ankylosing spondylitis<<<

Treating AS

There is no cure for AS however there are a number of treatment options available, as outlined below, to help reduce the pain and stiffness experienced by sufferers, thus improving general well-being.2

In addition to taking medication it is vital to maintain good posture and a regular exercise routine (e.g. swimming) as this will help prevent the spine from “stiffening up”. Physiotherapy is an important part of managing AS and can greatly influence the outcome of the condition.2

www.nass.co.uk/public/exercises.htm

Anti-Inflammatory Drugs

In the first instance a primary care physician or rheumatologist may advise taking Non Steroidal Anti-Inflammatory Drugs (NSAIDs), such as ibuprofen, which can provide symptomatic relief by reducing pain and inflammation.1 Paracetamol is often suggested as an alternative treatment if sufferers experience side effects with NSAIDs.2

Disease-Modifying Anti-Rheumatic Drugs

In some AS patients, inflammation of joints excluding the spine (such as the hips, knees, or ankles) may develop.1 Inflammation in these joints may not respond to anti-inflammatory drugs alone and the addition of disease-modifying anti-rheumatic drugs (DMARDs) such as sulphasalazine or methotrexate may be considered.7These drugs arecommonly used to treat rheumatoid arthritis and affect the underlying disease process.

Biologics

Biologics are a relatively new form of treatment which are similar to human or animal proteins, unlike other typical medicines which are made by combining chemicals. Biologics work by targeting the underlying inflammatory processes involved in conditions such as AS. Biologics have been demonstrated to be highly effective for the treatment of AS by reducing inflammation and improving spinal mobility in addition to slowing disease progression.1,7 Biologics are usually administered by injection.2

One class of biologics, known as TNF-inhibitors, works by blocking the inflammation caused by specific molecules in the immune system known as tumour necrosis factor (TNF).  TNF plays an important role in the inflammation process and patients with AS have increased levels of TNF in their body. Currently there are three TNF-inhibitor drugs which target TNF approved in Europe for the treatment of AS.4, 7

The route of treatment is assessed for each individual patient but is usually dependent on the severity of symptoms and the location of the inflammation (i.e. whether the inflammation is within the spine only or whether it is present in the peripheral joints outside the spine too).4

References  

1. Sieper J. et al. Ankylosing spondylitis: an overview. Ann Rheum Dis. 2002;61(Suppl III):iii8-iii18

2. National Ankylosing Spondylitis Society. Guidebook for `Patients: A Positive Response to Ankylosing Spondylitis. March 2007

4. Sieper J, Braun J. Clinician’s Manual on Ankylosing Spondylitis. London: Current Medicine Group.

7. Braun J. et al. International ASAS consensus statement for the use of anti-tumour necrosis factor agents in patients with ankylosing spondylitis. Ann Rheum Dis. 2003;62:817–824

>>>Living with ankylosing spondylitis?<<<

If AS is well managed sufferers should be able to continue to carry out normal daily activities. However, some sufferers may have to cope with varying degrees of pain, sleep disturbance, sick leave and functional problems with everyday tasks such as driving.1 It is important to get an accurate diagnosis early in the disease course and start treatment before the condition progresses.

References  

1. Sieper J. et al. Ankylosing spondylitis: an overview. Ann Rheum Dis. 2002;61(Suppl III):iii8-iii18

Download the information on this page.
Download the AS symptom checklist.

Data from: http://eu.back-in-play.com/back-pain-and-as/what-is-ankylosing-spondylitis.aspx

Causes of ankylosing spondylitis

The cause of ankylosing spondylitis (AS) is not fully understood. However, a particular gene (unit of genetic material) has been identified that is closely linked to the condition.

HLA-B27

Research has shown that most people who have ankylosing spondylitis carry a particular gene known as human leukocyte antigen B27 (HLA-B27). Among people with ankylosing spondylitis, 9 out of 10 have HLA-B27.

It is thought that having HLA-B27 may make having ankylosing spondylitis more likely. However, if you have the gene it does not necessarily mean that you will also have the condition. It is estimated that 8 in 100 people in the general population have the HLA-B27 gene but do not have ankylosing spondylitis.

Testing for the gene is not a very reliable method of diagnosing ankylosing spondylitis because some people can have the HLA-B27 gene but not have ankylosing spondylitis, and there are different subtypes of HLA-B27.

Family history

Ankylosing spondylitis can run in families, and the HLA-B27 gene can be inherited (passed on) from another family member.

If you have a close relative who has ankylosing spondylitis, such as a parent or a sibling (brother or sister), you are three times more likely to develop the condition compared with someone who does not have a relative with the condition.

Data from: http://www.nhs.uk/Conditions/Ankylosing-spondylitis/Pages/Causes.aspx

Dagger sign [Ankylosing spondylitis]

 

Overview
A rheumatologist is commonly the type of physician that will diagnose ankylosing spondylitis, since they are doctors who are specially trained in diagnosing and treating disorders that affect the joints, muscles, tendons, ligaments, connective tissue, and bones. A thorough physical exam including x-rays, individual medical history, and a family history of AS, as well as blood work including a test for HLA-B27 are factors in making a diagnosis.

Physical Exam
The overall points taken into account when making an AS diagnosis are:

  • Onset is usually under 35 years of age.
  • Pain persists for more than 3 months (i.e. it is chronic).
  • The back pain and stiffness worsen with immobility, especially at night and early morning.
  • The back pain and stiffness tend to ease with physical activity and exercise.
  • Positive response to NSAIDs (nonsteroidal anti-inflammatory drugs).

A physical examine will entail looking for sites of inflammation. Thus, your doctor will likely check for pain and tenderness along the back, pelvic bones, sacroiliac joints, chest and heels. During the exam, you doctor may also check for the limitation of spinal mobility in all directions and for any restriction of chest expansion.

Other symptoms and indicators are also taken into account including a history of iritis or uveitis (inflammation of the eye), a history of gastrointestinal infections (for example, the presence of Crohn’s Disease or ulcerative colitis), a family history of AS, as well as fatigue due to the presence of inflammation.

The Hallmark of AS & X-rays vs. MRI
The hallmark of AS is involvement of the sacroiliac (SI) joint (see figure to the upper right). The x-rays are supposed to show erosion typical of sacroiliitis. Sacroiliitis is the inflammation of the sacroiliac joints. Using conventional x-rays to detect this involvement can be problematic because it can take 7 to 10 years of disease progression for the changes in the SI joints to be serious enough to show up in conventional x-rays.

Another option is to use MRI to check for SI involvement, but currently there is no validated method for interpreting the results in regards to an AS diagnosis. Also, MRI can be cost prohibitive.

Blood Work & the HLA-B27 Test
First, HLA-B27 is a perfectly normal gene found in 8% of the caucasian population. Generally speaking, no more than 2% of people born with this gene will eventually get spondylitis.

Secondly, it is important to note that the HLA-B27 test is not a diagnostic test for AS. Also, the association between AS and HLA-B27 varies in different ethnic and racial groups. It can be a very strong indicator in that over 95% of people in the caucasion population who have AS test HLA-B27 positive. However, only 50% of African American patients with AS possess HLA-B27, and it is close to 80% among AS patients from Mediterranean countries.

Since there is no single blood test for AS, laboratory work may not be of much help. A simple ESR (erythrocyte sedimentation rate), also known as sed rate, is commonly an indicator of inflammation. However, less than 70% of people with AS have a raised ESR level.

Finally, there is no association with ankylosing spondylitis and rheumatoid factor (associated with rheumatoid arthritis) and antinuclear antibodies (associated with lupus).

Data from: http://www.spondylitis.org/about/as_diag.aspx


FIGURE 1.

Radiograph of the pelvis in a patient with ankylosing spondylitis and bilateral sacroiliitis. The radiograph shows joint space narrowing and bony sclerosis around the sacroiliac joints (arrows)


FIGURE 2

Radiograph of the lumbar spine in a patient with ankylosing spondylitis. Inflammation at the site of insertion of the annulus fibrosus has resulted in osteitis of the anterior vertebral margins, also called “shining corners” (arrow).


FIGURE 3.

Radiograph of the lumbar spine in a patient with ankylosing spondylitis. Ossification of the annulus fibrosus in the lumbar spine has resulted in the formation of marginal syndesmophytes in a gradually ascending pattern (“bamboo spine”).


FIGURE 4.

Radiograph of the heel in a patient with Reiter’s syndrome. The radiograph shows a periosteal reaction at the plantar fascia insertion (black arrow) and early erosion at the Achilles tendon insertion (white arrow) on the calcaneus.

Data from: http://www.aafp.org/afp/2004/0615/p2853.html