การผ่าตัดกระตุ้นสมองส่วนลึก (DBS) รักษา ‘พาร์กินสัน’ ต่อเนื่องลดผลข้างเคียงการใช้ยา

dailynews140112_002“การเคลื่อนไหวผิดปกติ’ (Movement Disorder) คือ อาการที่ผู้ป่วยไม่สามารถควบคุมร่างกายตนเองได้เป็นปกติเนื่องจากการทำงานบกพร่องของสมองและระบบประสาท โดยอาจเกิดขึ้นกับร่างกายทุกส่วนพร้อมกัน หรืออาจเกิดเฉพาะเพียงส่วนใดส่วนหนึ่ง

พญ.ปนิดา พิบูลนุรักษ์ แพทย์ ประสาทวิทยา โรงพยาบาลบำรุง ราษฎร์ อธิบายว่า การเคลื่อนไหวผิดปกติเกิดจากความผิดปกติของการควบคุมการเคลื่อนไหวของร่างกาย และอาการที่แสดงออกจะขึ้นอยู่กับว่าสมองส่วนที่บกพร่องมีหน้าที่ควบคุมร่างกายส่วนใด อาการที่พบบ่อยคือ การสั่น กระตุก ร่างกายบิดเกร็ง หรือมีท่าทางการเดินที่ผิดธรรมชาติ

“หนึ่งในการเคลื่อนไหวผิดปกติที่พบบ่อยคือ โรคพาร์กินสัน (Parkinson’s disease) ซึ่งเป็นโรคที่มีสาเหตุจากการสูญเสียเซลล์สมองในส่วนที่สร้างสาร ‘โดปามีน’ (Dopamine) สารสื่อประสาทที่มีหน้าที่ควบคุมอารมณ์ เรียบเรียงความคิด และควบคุมการเคลื่อนไหว ดังนั้น ผู้ป่วยพาร์กินสันจึงมีปัญหาเกี่ยวกับระบบประสาท การควบคุมร่างกาย และการทรงตัว อาการที่เด่นชัดที่สุดคือ การสั่น โดยเฉพาะที่มือข้างใดข้างหนึ่งซึ่งมักเกิดขึ้นขณะที่มือข้างนั้นอยู่เฉย ๆ แต่จะลดลงหรือหายไปเมื่อเคลื่อนไหว อาการอื่น ๆ ได้แก่ อาการเกร็งที่แขนขาและลำตัว ทำให้ผู้ป่วยเคลื่อนไหวร่างกายได้ช้าลง ตัวค้อม และอาการปวดกล้ามเนื้อบริเวณที่เกิดการเกร็ง

“ส่วนการเคลื่อนไหวผิดปกติที่มีสาเหตุจากความผิดปกติของสมองในส่วนอื่น ๆ ก็อาจส่งผลต่อการเคลื่อนไหวที่อวัยวะใดอวัยวะหนึ่งโดยเฉพาะ เช่น อาการ หน้ากระตุก มือหรือเท้าบิด ปากบิดเบี้ยว คอบิด หรือลำตัวบิดหรือเอียง เป็นต้น”

การรักษาการเคลื่อนไหวผิดปกติแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ รักษาโรคอันเป็นสาเหตุของความผิดปกติ ซึ่งมีทั้งกลุ่มที่รักษาให้หายขาดได้ และกลุ่มที่ต้องรักษาด้วยวิธีประคองอาการ และการรักษาตามอาการ

“สำหรับการรักษาที่โรคจะเริ่มต้นด้วยการใช้ยาร่วมกับทำกายภาพบำบัด โดยในผู้ป่วยพาร์กินสัน แพทย์จะให้ยาที่ส่งผลต่อการเพิ่มสารโดปามีนในสมองให้มีปริมาณเพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย ซึ่งผู้ป่วยจำเป็นต้องกินยาต่อเนื่องสม่ำเสมอ ควบคู่ไปกับการปรับขนาดยาให้เหมาะสมตามอาการเพื่อลดผลข้างเคียงจากยา ส่วนการกายภาพบำบัดจะช่วยให้ผู้ป่วยช่วยเหลือตัวเองในการใช้ชีวิตประจำวันได้ดีขึ้น ด้วยการเสริมสร้างการเคลื่อนไหวที่ถูกต้องเหมาะสมกับร่างกายแต่ละส่วน และบริหารร่างกายเฉพาะส่วนเพื่อแก้ไขความผิดปกติต่าง ๆ เช่น หลังโก่ง ไหล่ติด หรืออาการปวดเมื่อยตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย เป็นต้น”

การรักษาวิธีหนึ่งที่ใช้กับผู้ป่วยโรคพาร์กินสัน คือ การผ่าตัดกระตุ้นสมองส่วนลึก (Deep Brain Stimulation) หรือ ‘DBS’ เนื่องจากการรักษาด้วยวิธีนี้สามารถควบคุมอาการของโรคได้อย่างต่อเนื่อง และอีกประการหนึ่งคือ ในผู้ป่วยพาร์กินสันที่รักษาด้วยการกินยามาแล้วเป็นเวลานาน การออกฤทธิ์ของยาจะมีผลสั้นลง วิธีการนี้เหมาะสมกับผู้ป่วยที่เคยรักษาด้วยยาได้ผล แต่รับการรักษามาจนถึงจุดที่การออกฤทธิ์ของยาหดสั้นลง จนเหลือเพียง 2-3 ชั่วโมง หรือมีผลข้างเคียงจากยามาก

การทำ DBS แพทย์จะฝังขั้วไฟฟ้าที่มีขนาดเล็กมากลงไปในสมองของผู้ป่วย โดยใช้เครื่องมือที่มีลักษณะเป็นกรอบโลหะเพื่อให้ศีรษะของผู้ป่วยนิ่งอยู่กับที่ และเพิ่มความแม่นยำในการวางแนวฝังขั้วไฟฟ้า ร่วมกับการถ่ายภาพสมองด้วยวิธี MRI หรือ CT Scan และใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ในการคำนวณแนวการฝังขั้วไฟฟ้าและเครื่องตรวจคลื่นสมอง เพื่อยืนยันว่าขั้วไฟฟ้าที่จะฝังลงไปอยู่ในตำแหน่งที่ถูกต้อง ขณะทำการฝังขั้วไฟฟ้า ผู้ป่วยต้องอยู่ในสภาวะรู้สึกตัวตลอดเวลา เพื่อให้แพทย์สอบถามและตรวจอาการได้ และเนื่องจากเนื้อสมองไม่สามารถรับรู้ความรู้สึก ผู้ป่วยจึงไม่มีอาการเจ็บปวดระหว่างผ่าตัด

จากนั้นเมื่อขั้วไฟฟ้าถูกฝังลงในสมองแล้ว แพทย์จะให้ผู้ป่วยดมยาสลบ เพื่อไม่ให้ผู้ป่วยได้รับความเจ็บปวดจากการต่อขั้วไฟฟ้า เข้ากับเครื่องกระตุ้นกระแสไฟฟ้าซึ่งจะถูกฝังที่ใต้ชั้นผิวหนังบริเวณ หน้าอกส่วนบน โดยกระบวนการทั้งหมดจะใช้เวลาราว 5 ชั่วโมงหรือมากกว่า ขึ้นอยู่กับว่าเครื่องกระตุ้นไฟฟ้าถูกฝังเพียงข้างเดียวหรือสองข้าง ข้อดีของ DBS คือทำให้สามารถควบคุมอาการสั่น การแข็งเกร็งของกล้ามเนื้อ การเคลื่อนไหวเชื่องช้า และการบิดเบี้ยว ของร่างกายได้อย่างมีประสิทธิภาพต่อเนื่องกว่าการรักษาด้วยยา และผู้ป่วยก็จะสามารถลดขนาดยาลงได้ ซึ่งจะทำให้ผลข้างเคียงของการใช้ยาลดลง

“ส่วนในกลุ่มที่มีการเคลื่อนไหวผิดปกติเฉพาะส่วน เรามีวิธีการรักษาโดยการฉีดยาเพื่อควบคุมอาการเฉพาะจุด ที่เรียกว่า Botulinum toxin ซึ่งจะออกฤทธิ์สกัดกั้นการส่งผ่านกระแสประสาทบริเวณกล้ามเนื้อด้วยการลดการหลั่งสารอะเซติลโคลีน (acetylcholine) ทำให้การหดตัวของกล้ามเนื้อลดลง ช่วยระงับความเจ็บปวด และลดการทำงานของระบบประสาทอัตโนมัติ จึงควบคุมอาการบิดเกร็ง การสั่น และกระตุกเฉพาะบริเวณใดบริเวณหนึ่งของผู้ป่วยได้ดีขึ้น”

ด้วยเล็งเห็นถึงความสำคัญของการตรวจรักษาและการดูแลผู้ป่วยในกลุ่มอาการเคลื่อนไหวผิดปกติอย่างเป็นระบบ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ จึงได้ก่อตั้ง คลินิกโรคพาร์กินสันและการเคลื่อนไหวผิดปกติ (Parkinson’s Disease and Movement Disorder Clinic) ขึ้น เพื่อให้ผู้ป่วยได้รับการบริการที่มีมาตรฐานจากคณะแพทย์และบุคลากร ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง โดย พญ.อรพร สิทธิ์บูรณะ แพทย์ประสาทวิทยา โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ กล่าวว่า จุดมุ่งหมายที่สำคัญในการก่อตั้งคลินิกเฉพาะทางเพื่อเน้นการดูแลผู้ป่วยที่มีปัญหาจากการเคลื่อนไหวผิดปกติให้ได้รับการรักษาและคำปรึกษาอย่างเหมาะสมแก่ผู้ป่วยแต่ละราย รวมถึงครอบครัวและผู้ดูแลโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อให้ได้ผลการรักษาที่ดีและมีผลข้างเคียงน้อยที่สุด.

ที่มา: เดลินิวส์  12 มกราคม 2557

Advertisements

พี้กัญชาแรมปี บี้สมองตายด้าน

Previous studies have shown that cannabis causes people to become withdrawn and lethargic

Previous studies have shown that cannabis causes people to become withdrawn and lethargic

คอกัญชา ผู้ที่สูบมานานสมองจะตายด้าน ไม่อาจผลิตสารโดปามีน อันเป็นสารส่งกระแสประสาทในสมองชนิดหนึ่ง ซึ่งอาจเป็นต้นเหตุของโรคสันนิบาตลูกนกได้

นักวิทยาศาสตร์ของมหาวิทยาลัยอิมพีเรียล คอลเลจ ลอนดอน ได้พบว่า สมองของคอกัญชาเรื้อรัง หรือผู้ที่ริสูบมาตั้งแต่หนุ่มแน่น จะผลิตสารโดปามีนออกมาได้น้อย และอาจเป็นสาเหตุที่พบว่าคอกัญชาหลายรายมักไม่ชอบทำงานทำการอะไร หรือสนใจในสิ่งรอบตัวตามปกติ เดิมทีนักวิจัย มีความเชื่อว่า สมองของคอกัญชาพวกนี้จะผลิตสารโดปามีนออกมาเกิน  เพราะพบว่าผู้ป่วยโรคจิต มักจะมีสารนี้ในสมองระดับสูง แต่กลับพบเป็นตรงกันข้าม

เคยมีการศึกษาพบมาก่อนแล้วว่า คอกัญชามักเสี่ยงที่จะเกิดมีอาการของโรคจิตบางอย่าง เช่น โรคจิตเภทสูง.

 

ที่มา : ไทยรัฐ  4 กรกฎาคม 2556

.

Related Article :

.

Smoking cannabis really DOES make people lazy because it affects the area of the brain responsible for motivation

  • Long-term use of the drug lowers levels of the feel-good chemical dopamine in the striatum – the area of the brain involved in motivation
  • Previous studies have suggested marijuana causes lethary and apathy
  • Some experts describe condition caused by the drug as ‘amotivational syndrome’ but other say it does not exist

By ANNA HODGEKISS

PUBLISHED: 17:02 GMT, 1 July 2013

Smoking cannabis really does make people less motivated, say scientists.

Long-term use of the drug destroys dopamine, the feel-good chemical in the brain that inspires a spirit of get-up-and-go.

Previous research has suggested taking marijuana can lead to individuals becoming withdrawn, lethargic and apathetic.

Now a new study has shown levels of dopamine in a part of the brain called the striatum – found towards the side of the brain and involved in motivation – were lower in regular cannabis users.

Dr Michael Bloomfield, of Imperial College London, said: ‘Dopamine is involved in telling the brain when something exciting is about to happen – be it sex, drugs or rock ‘n roll.

‘Our findings explain why cannabis has a tendency to make people sit around doing nothing.

‘The results weren’t what we expected but tie in with previous research on addiction which has found substance abusers have altered dopamine systems.

‘Although we only looked at cannabis users who have had psychotic-like experiences while using the drug we think the findings would apply to cannabis users in general since we didn’t see a stronger effect in the subjects who have more psychotic-like symptoms. This needs to be tested though.

‘It could also explain the “amotivational syndrome” which has been described in cannabis users but whether such a syndrome exists is controversial.’

Some claim there is no such condition saying a person who fits this description could in fact be showing signs of depression or chronic intoxication.

PET (positron emission tomography) scans on the brains of 38 people – 19 regular cannabis users and 19 non-users – found less dopamine in those who smoked more and those who began taking the drug at a younger age.

The researchers said this could explain why some cannabis users seem to lack motivation to work or pursue their normal interests.

The cannabis users in the study published in Biological Psychiatry had all experienced psychotic-like symptoms while smoking the drug such as strange sensations or having feelings of paranoia.

The researchers expected their dopamine production might be higher since this has been linked with psychosis – but instead found the opposite.

The cannabis users had their first experience with the drug between the ages of 12 and 18 and the researchers believe the drug could be the cause of the difference in dopamine levels.

The lowest dopamine levels were seen in users who met diagnostic criteria for cannabis abuse or dependence – raising the possibility this measure could provide a marker of addiction severity.

Previous research has shown cannabis users have a higher risk of mental illnesses that involve repeated episodes of psychosis such as schizophrenia.

Dr Bloomfield said: ‘It’s been assumed cannabis increases the risk of schizophrenia by inducing the same effects on the dopamine system we see in schizophrenia but this hasn’t been studied in active cannabis users until now.’

Other studies have looked at dopamine release in former cannabis users and not seen differences with people who haven’t taken the drug – suggesting the effects seen in this study are likely to be reversible.

Dr Bloomfield said: ‘Cannabis is an illegal drug and there is mounting evidence the idea of it being a harmless herb is not true.

‘When people stop taking cannabis it seems the brain can slowly go back to producing pretty normal levels of dopamine.

‘Cannabis has effects on the brain and it’s important people can make an informed decision.’

SOURCE: www.dailymail.co.uk

 

อานุภาพความรัก ทนกับความเจ็บปวด

นักวิทยาศาสตร์พบอานุภาพของความรักอีกอย่างหนึ่งว่าสามารถทำให้ทนกับความเจ็บปวดทรมานได้

นักวิจัยมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดของสหรัฐฯ ได้ทดลองกับนักศึกษาชาย 15 คน ด้วยการทำให้รู้สึกเจ็บ ในขณะที่ให้ดูรูปภาพของคนรักไปด้วย พร้อมกับใช้เครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์สนามแม่เหล็กไฟฟ้า ที่สามารถแสดงให้เห็นภาพส่วนต่างๆของสมอง ในการวิเคราะห์พวกเขาได้พบว่านักศึกษาสามารถทนกับความเจ็บปวดเมื่อได้เห็นภาพของคนรักได้สูงกว่าธรรมดา

นักวิจัยยังได้รู้ว่าอานุภาพของความรักทำให้สมองหลายส่วนแสดงปฏิกิริยาขึ้นอย่างคึกคัก ตั้งแต่ส่วนที่เกี่ยวกับการสร้างสารเคมีโดปามีน  อันเป็นสารที่บันดาลให้เกิดความรู้สึกเป็นสุข

ศาสตราจารย์ปอล กิลเบิร์ท อาจารย์ด้านประสาทและจิตเวช มหาวิทยาลัยดาร์บี้ กล่าวว่า ความสัมพันธ์ของสภาวะอารมณ์กับความรู้สึกเจ็บปวดเห็นได้ไม่ยาก เหมือนอย่างที่นักฟุตบอล แม้จะได้รับบาดเจ็บ ก็ยังแข็งใจเล่น เพื่อชื่อเสียงและชัยชนะของทีม.

ที่มา : ไทยรัฐ 19 เมษายน 2556

.

Related Article :

.

bbc101014_001

Love can ease pain, say brain researchers

14 October 2010

Love hurts, at least according to many a romantic songwriter, but it may also help ease pain, US scientists suggest.

Brain scans suggest many of the areas normally involved in pain response are also activated by amorous thoughts.

Stanford University researchers gave 15 students mild doses of pain, while checking if they were distracted by gazing at photos of their beloved.

The study focused on people early in a romance, journal PLoS One reported, so the “drug of love” may wear off.

The scientists who carried out the experiment used “functional magnetic resonance imaging” (fMRI) to measure activity in real-time in different parts of the brain.

It has been known for some time that strong feelings of love are linked to intense activity in several different brain regions.

These include areas linked to the brain chemical dopamine, which produces the brain’s feel-good state following certain stimulants – from eating sweets to taking cocaine.

“Light up”

The Stanford University researchers had noticed that when we feel pain, some of the same areas “light up” on the scans – and wondered whether one might affect the other.

They recruited a dozen students who were all in the first nine months of a relationship, defined as “the first phase of intense love”.

Each was asked to bring in a picture of the object of their affection and photos of what they deemed an equally attractive acquaintance.


It’s important to recognise that people who feel alone and depressed may have very low pain thresholds, whereas the reverse can be true for people who feel secure and cared for”

Professor Paul GilbertUniversity of Derby

While their brains were scanned, they were shown these pictures, while a computer controlled heat pad placed in the palm of their hand was set up to cause them mild pain.

They found that viewing the picture of their beloved reduced perceptions of pain much more than looking at the image of the acquaintance.

Dr Jarred Younger, one of the researchers involved, said that the “love-induced analgesia” appeared to involve more primitive functions of the brain, working in a similar way to opioid painkillers.

“One of the key sites is the nucleus accumbens, a key reward addiction centre for opioids, cocaine and other drugs of abuse.

“The region tells the brain that you really need to keep doing this.”

Professor Paul Gilbert, a neuropsychologist from the University of Derby, said that the relationship between emotional states and the perception of pain was clear.

He said: “One example is a footballer who has suffered quite a painful injury, but who is able to continue playing because of his emotionally charged state.”

He added that while the effect noticed by the Stanford researchers might only be short-lived in the early stages of a love affair, it may well be replaced by something similar later in a relationship, with a sense of comfort and wellbeing generating the release of endorphins.

“It’s important to recognise that people who feel alone and depressed may have very low pain thresholds, whereas the reverse can be true for people who feel secure and cared for.

“This may well be an issue for the health service, as patients are sometimes rushed through the system, and perhaps there isn’t this focus on caring that might have existed once.”

SOURCE : www.bbc.co.uk

ข่าวดี ! พบยา หยุดยั้งการกำเริบของโรคสมองเสื่อมพาร์คินสัน

matichon130412_001ทีมนักวิจัยอเมริกันค้นพบยาที่อาจจะสามารถช่วยชงักการกำเริบของโรคสมองเสื่อมพาร์คินสันส์ได้และวางแผนจะใช้ยาตัวนี้ทดลองรักษาในกลุ่มผู้ป่วยเสียก่อนเพื่อยืนยันคุณสมบัติของยา

ห้าปีที่แล้ว คุณซาร่า เทลเล่อร์ ไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาล Medstar Washington Hospital Center โดยไม่รู้ตัวมาก่อนว่าตนเองป่วยด้วยโรคสมองเสื่อมพาร์คินสันส์

คุณเทลเลอร์เล่าให้ผู้สื่อข่าววีโอเอฟังว่าตอนมาพบแพทย์ เธอไม่สามารถลุกขึ้นยืนได้และลุกจากเก้าอี้ไม่ได้ เธอรู้ว่าตนเองป่วยแต่ไม่เคยคิดว่าจะเป็นโรคพาร์คินสันส์

เธอบอกว่าพอแพทย์วินิจฉัยว่าตนเองเป็นโรคสมองเสื่อมพาร์คินสันส์ เธอตกใจมากแต่ก็โล่งอกที่รู้สาเหตุของอาการป่วย ปัจจุบัน คุณเทลเล่อร์ มีอาการดีขึ้นอย่างมากหลังจากปฏิบัติตัวตามคำแนะนำของนายแพทย์มาร์ค ลิน เธอรับประทานยาอย่างเคร่งครัดและออกกำลังกายทุกวัน

โรคพาร์คินสันสเกิดขึ้นจากเซลล์ที่สร้างสารโดพามีน (dopamine) ตายลงอย่างไม่ทราบสาเหตุ สารโดพามีนเป็นสารเคมีในสมองทำหน้าที่ควบคุมการทำงานของกล้ามเนื้อ บรรดานักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าพันธุกรรมน่าจะมีส่วนของการเกิดโรคพาร์คินสันส์ในผู้ป่วยบางราย ผลการศึกษาขององค์การสหประชาชาติชิ้นใหม่ชี้ว่าสารเคมีชนิดต่างๆที่ใช้กันในชีวิตประจำวันอาจเป็นต้นเหตุของโรค

แต่ไม่ว่าอะไรจะเป็นสาเหตุ วิธีที่ดีที่สุดในการควบคุมโรคคือการบำบัดแต่เนิ่นๆทันทีที่รู้ผลการวินิจฉัยโรค ส่วนมากเป็นช่วงที่ผู้ป่วยเริ่มมักมีอาการสั่นและเดินเหินลำบาก แต่นายแพทย์ฮูเบริ์ท เฟอร์นันเดส แห่ง Cleveland Clinic กล่าวว่าหากผู้ป่วยมีอาการสั่นและเดินเหินเกือบไม่ได้ ก็อาจจะถือว่าสายเกินไปแล้ว

นายแพทย์เฟอร์นันเดสกล่าวว่าหากผู้ป่วยแสดงอาการถึงขั้นนี้ก็แสดงว่าเกิดอาการเสื่อมขึ้นระดับหนึ่งแล้วในสมองของผู้ป่วย เขาบอกว่าในอุดมคติแล้ว วงการแพทย์อยากให้มีวิธีการทดสอบหาโรคพาร์คินสันส์เป็นการเฉพาะและช่วยตรวจหาโรคก่อนที่จะผู้ป่วยจะเกิดอาการ

ในปัจจุบันยังไม่มีวิธีตรวจหาโรคพาร์คินสันส์ แต่ที่มหาวิทยาลัย Northwestern University ทีมนักวิจัยคิดว่าทีมงานได้ค้นพบวิธีที่น่าจะช่วยชะลออาการป่วยให้กำเริบช้าลง

ศาสตราจารย์ จิม ชัวไมเอ่อร์ นักชีววิทยากล่าวกับผู้สื่อข่าววีโอเอผ่านทางสไกพ์ว่าทีมงานได้ศึกษาดูเซลล์ในสมองที่ผลิตสารโดพามีนแล้วพบว่าต้นตอเกิดจากเซลล์ปล่อยให้แคลเซี่ยมเข้าไปในตัวเซลล์ในปริมาณมาก เเคลเซี่ยมที่เข้าไปอยู่ในตัวเซลล์ที่ผลิตสารโดพามีนจะทำให้เซลล์ตายในที่สุด ทำให้เกิดอาการโรคพาร์คินสันส์

ทีมวิจัยที่มหาวิทยาลัย Northwestern University ค้นพบยาที่สามารถควบคุมไม่ให้เซลล์ในสมองรับสารเเคลเซี่ยมเข้าไปในตัวเซลล์มากเกินไป ยานี้ไม่มีผลข้างเคียงที่เป็นอันตรายแก่ร่างกายผู้ป่วย คุณทันยา ซิมมูนี ผู้ร่วมทำการวิจัยให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าววีโอเอผ่านทางสไกพ์ว่าทีมงานกำลังวางแผนจะทดลองการรักษาผู้ป่วยด้วยยาตัวนี้ เธอกล่าวว่าทีมงานต้องการค้นพบว่ายาตัวนี้จะมีผลช่วยชะลอการกำเริบของโรคพาร์คินสันส์ได้หรือไม่

ยาที่ใช้บำบัดผู้ป่วยโรคพาร์คินสันส์ในปัจจุบันช่วยควบคุมอาการสั่นและอาการเดินเหินลำบากได้ผลดีในระยะเวลาประมาณ 5 ถึง 10 ปีเท่านั้น ผู้สื่อข่าววีโอเอรายงานว่า หากนักวิทยาศาสตร์สามารถพัฒนาการบำบัดวิธีใหม่ที่มีประสิทธิภาพในการรักษานานกว่ายาปัจจุบันสองถึงสามเท่าตัว ก็จะช่วยให้คุณซาร่า เทลเล่อร์และผู้ป่วยโรคพาร์คินสันส์คนอื่น ๆ อีกสิบล้านทั่วโลกให้สามารถดำรงชีวิตได้ตามปกติ

ที่มา : มติชน 12 เมษายน  2556

.

Related Article :

.

New Treatments Emerging for Parkinson’s Disease

Carol Pearson
February 21, 2013

As people around the world live longer, maladies of old age are becoming more common. And that has doctors searching for ways to treat or prevent diseases like Parkinson’s…a degenerative brain condition that usually develops after age 50, and that’s known for its disabling physical tremors. Medications today can treat the symptoms of Parkinson’s, but researchers are hopeful that soon, there will be a way to halt its devastating advance.

Sarah Taylor knew something was very wrong, but she never dreamed she had Parkinson’s disease. “It was a shock. But it was a relief when I found out what was wrong with me, though,” she recalled.

Five years ago, when Taylor came to Medstar Washington Hospital Center for treatment, she could hardly move. “When I first came here, it was awful. It was terrible.  I couldn’t stand up. I couldn’t get up out of the chair.  I was struggling,” she stated.

Now she has only mild symptoms. She credits her improvement to following Dr. Mark Lin’s advice — from daily exercise to taking medications on a precise schedule.

Parkinson’s disease develops when cells that make dopamine, a brain chemical that controls muscle movement, mysteriously die off. Scientists believe genetics could play a role in a small number of Parkinson’s cases. A new U.N. study says man-made chemicals in everyday products are to blame. Other researchers say exposure to toxic chemical pesticides could trigger the disease.

Whatever its cause, the best way to control Parkinson’s is to treat it as soon as a diagnosis is made — usually after the onset of tremors and walking difficulties.  But that can be too late, according to Dr. Hubert Fernandez at the Cleveland Clinic.

“By this time, though, a considerable amount of degeneration has already occurred in the brain,” Fernandez explained. “Ideally, we would like to have a test that is specific for Parkinson’s disease.  And, ideally, we would like to have that test become positive even before we see the shaking.”

There’s currently no such test for Parkinson’s, but at Northwestern University, researchers think they might have found a way to slow its progression.

“We looked at the cells in the brain that were most vulnerable to the disease. What we saw was they allowed lots and lots of calcium into their cell bodies,” said Jim Surmeier, Physiologist who spoke to VOA by Skype.

The calcium eventually killed dopamine-producing cells and triggered Parkinson’s symptoms. But the Northwestern University scientists found a drug that limits the brain cells’ uptake of calcium, without harmful side effects. In a Skype interview, co-researcher Tanya Simuni told VOA another clinical trial is being planned. “The primary question to be answered in this study is whether the drug is effective in slowing the progression of Parkinson’s disease disability,” she said.

Current drugs used to control the tremors and walking difficulties work well for about five to ten years. If scientists could develop a new therapy that could double or triple that time, it would enable Sarah Taylor and the ten million other people living with Parkinson’s disease around the world to lead much more normal lives.

SOURCE : voanews.com

พ่อแม่พึงระวัง!”เด็กเอเชีย”เสี่ยง”ตาสั้น-ตาบอด”เพิ่มขึ้น แนะสัมผัสแสงธรรมชาติ 2-3ชม.ต่อวัน

ผลการศึกษาชิ้นล่าสุดระบุว่า เด็กๆชาวเอเชียมากกว่าร้อยละ 90  กำลังประสบกับภาวะสายตาสั้น โดยนักวิจัยเผยว่า ปัญหาดังกล่าวเพิ่มขึ้นอย่างรุนแรง อันเนื่องมาจากนักเรียนเรียนหนังสือหนักเกินไป และได้สัมผัสกับแสงธรรมชาติน้อยเกินไป

นักวิทยาศาสตร์เผยว่า มากกว่า 1 ใน 5 ของนักเรียนกลุ่มดังกล่าว อาจประสบกับภาวะความบกพร่องในการมองเห็นและอาจรุนแรงถึงตาบอด โดยศาสตราจารย์เอียน มอร์แกน จากมหาวิทยาลัยแห่งชาติออสเตรเลีย ซึ่งเป็นผู้นำการศึกษาครั้งนี้ ระบุว่า ประชากรในเขตเอเชียตะวันออก เฉลี่ยร้อยละ 20-30 มีอาการสายตาสั้น และอาจเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 80 โดยเฉพาะในกลุ่มวัยรุ่น อาจเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 90 และกลายเป็นปัญหาด้านสุขภาพที่รุนแรง

ทั้งนี้ อาการสายตาสั้นคือการที่ลำแสงจะไปรวมเป็นจุดเดียวก่อนถึงจอประสาทตา ทำให้ลำแสงที่ไปถึงจอประสาทตาเป็นลำแสงที่บานออก ไม่เป็นจุดเดียวจึงทำให้เห็นภาพไม่ชัดเจน  โดยจากข้อมูลของการวิจัยพบว่า สองปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดภาวะดังกล่าวคือ เด็กคร่ำเคร่งกับการเรียนมากเกินไป และการขาดการรับแสงจากธรรมชาติ

ศ.มอร์แกนเผยว่าเด็กๆในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ใช้เวลาในการเรียนหนังสือและทำการบ้านนานเกินไปซึ่งก่อให้เกิดแรงกดดันในลูกตา แต่การสัมผัสกับแสงธรรมชาตินานประมาณ 2-3 ชั่วโมง จะเป็นการถ่วงความสมดุลและช่วยให้ดวงตามีสุขภาพที่ดี

นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่า สารเคมีที่เรียกว่า “โดฟามีน” มีบทบาทสำคัญที่สุด เนื่องจากการสัมผัสกับแสง จะทำให้ดวงตาผลิตสารโดฟามีนเพิ่มขึ้น  ซึ่งจะช่วยป้องกันไม่ให้เกิดการยืดออกของลูกตา การให้ดวงตาได้ออกไปสัมผัสแสงธรรมชาติเฉลี่ย 2-3 ชั่วโมงต่อวัน โดยที่ไม่จำเป็นต้องเป็นแสงจากดวงอาทิตย์ ซึ่งมีความสว่างราว 10-20,000 ลักซ์ จึงเป็นเรื่องที่จำเป็น

นอกจากนั้น ปัจจัยด้านวัฒนธรรมยังมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งต่ออาการสายตาสั้น ประเทศส่วนใหญ่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มักให้เด็กเล็กนอนพักหลับในช่วงกลางวัน ทำให้เกิดการไม่ได้รับแสงธรรมชาติ  อีกทั้งแรงกดดันด้านการศึกษา ทำให้เด็กต้องมุ่งมั่นกับการเรียนมากเกินไป และขาดการทำกิจกรรมกลางแจ้ง

สิ่งที่น่าเป็นห่วงก็คือ กว่าร้อยละ 10-20 ของเด็กๆชาวเอเชีย มีแนวโน้มที่จะมีอาการสายตาสั้นอย่างรุนแรง และอาจนำไปสู่ภาวะสูญเสียการมองเห็น และอาจถึงขั้นตาบอดโดยสมบูรณ์

ในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา นักวิจัยเชื่อว่า องค์ประกอบด้านพันธุกรรมของเด็กชาวจีน ญี่ปุ่น ไต้หวัน และเกาหลีใต้ มีส่วนในการพัฒนาของอาการสายตาสั้น แต่เสนอว่าจำเป็นต้องมีการศึกษาเพิ่มเติม ขณะที่ในสิงคโปร์ ซึ่งมีประชากรส่วนใหญ่เป็นชาวจีน มาเลย์ และอินเดีย ซึ่งเชื้อชาติทั้งสามมีแนวโน้มที่เพิ่มขึ้นของภาวะสายตาสั้น

ที่มา: มติชน 4 พฤษภาคม  2555

.

Related Link:

.

วิตกเด็กนร.ชาวเอเชียพากันสายตาสั้น เหตุเพราะอยู่แต่ในร่มไม่ค่อยโดนแดด

มหาวิทยาลัยแห่งชาติออสเตรเลียศึกษาวิจัยพบว่า เด็กนักเรียนตามนครใหญ่ๆของเอเชีย พากันเป็นโรคสายตาสั้นกันมากถึงร้อยละ 90 เนื่องจากไม่ค่อยได้ถูกแดด มัวแต่คร่ำเคร่งกับตำราและจอคอมพิวเตอร์อยู่แต่ในร่ม

วารสารการแพทย์ “แลนเซต” แจ้งว่า นักวิทยาศาสตร์เมืองจิงโจ้ เล่าว่า เด็กนักเรียนชั้นประถมของสิงคโปร์ พอโตขึ้นหน่อย จะพากันสายตาสั้นถึง 9 ใน 10 เพราะแต่ละวันได้ออกไปข้างนอก เพียงแค่ 30 นาทีเท่านั้น เมื่อเทียบกับเด็กออสเตรเลีย ที่ได้ออกไปตากแดดนานถึง 3 ชม. และแอฟริกาแทบจะไม่มีใครสายตาสั้นเลย

เป็นที่เชื่อกันว่า แสงแดดจ้า จะช่วยกระตุ้นให้ผลิตสารโดพามีน ซึ่งช่วยป้องกันสายตาสั้น เพราะทำให้ลูกตาดำไม่ถูกยืดขยายจนเกินไป ทำแสงที่เข้าไปในตาผิดรูปไป เด็กตามเมืองใหญ่ของเอเชีย ที่เป็นสายตาสั้นกันมาก ได้แก่ เด็กตามเมืองในจีน ไต้หวัน ฮ่องกง ญี่ปุ่น สิงคโปร์และเกาหลีใต้

นักวิจัยเอียน มอร์แกน  เผยว่า “สาเหตุใหญ่ที่เด็กในเอเชียตะวันออกพากันสายตาสั้นกันมาก เป็นเพราะสิ่งแวดล้อมไม่ใช่กรรมพันธุ์” และย้ำว่า ไม่ใช่เป็นเพราะเรียนหนัก แต่ควรออกมานอกบ้านนอกอาคารเสียบ้าง  มีเด็กคนอื่นถมถืดไปที่เรียนก็หนัก และเล่นหนักด้วยเหมือนกัน ก็ไม่เป็นอะไร.

.

ที่มา: ไทยรัฐ 9 พฤษภาคม 2555

.

Massive rise in Asian eye damage

By Matt McGrath
Science reporter, BBC World Service
4 May 2012 Last updated at 02:23

Up to 90% of school leavers in major Asian cities are suffering from myopia – short-sightedness – a study suggests.

Researchers say the “extraordinary rise” in the problem is being caused by students working very hard in school and missing out on outdoor light.

The scientists told the Lancet that up to one in five of these students could experience severe visual impairment and even blindness.

In the UK, the average level of myopia is between 20% and 30%.

According to Professor Ian Morgan, who led this study and is from the Australian National University, 20-30% was once the average among people in South East Asia as well.

“What we’ve done is written a review of all the evidence which suggests that something extraordinary has happened in east Asia in the last two generations,” he told BBC News.

“They’ve gone from something like 20% myopia in the population to well over 80%, heading for 90% in young adults, and as they get adult it will just spread through the population. It certainly poses a major health problem.”

Eye experts say that you are myopic if your vision is blurred beyond 2m (6.6ft). It is often caused by an elongation of the eyeball that happens when people are young.

According to the research, the problem is being caused by a combination of factors – a commitment to education and lack of outdoor light.

Professor Morgan argues that many children in South East Asia spend long hours studying at school and doing their homework. This in itself puts pressure on the eyes, but exposure to between two and three hours of daylight acts as a counterbalance and helps maintain healthy eyes.

The scientists believe that a chemical called dopamine could be playing a significant part. Exposure to light increases the levels of dopamine in the eye and this seems to prevent elongation of the eyeball.

“We’re talking about the need for two to three hours a day of outdoor light – it doesn’t have to be massively sunny, we think the operating range is 10-20,000 lux, we’re not sure about that – but that’s perfectly achievable on a cloudy day in the UK.”

‘Massive pressures’

Cultural factors also seem to play a part. Across many parts of South East Asia, children often have a lunchtime nap. According to Professor Morgan they are missing out on prime light to prevent myopia.

“Children suffer from a double whammy in South East Asia,” says Professor Morgan.

“As a result of massive educational pressures and the construction of a child’s day, the amount of time they spend outside in bright light is minimised.”

A big concern is the numbers of students suffering from “high” myopia. According to Professor Morgan, this affects between 10% and 20% of students in Asian cities. It can lead to vision loss, visual impairment and even blindness.

“These people are at considerable risk – sometimes people are not told about it and are just given more powerful glasses – they need to be warned about the risk and given some self-testing measures so they can get to an ophthalmologist and get some help.”

For decades, researchers believed there was a strong genetic component to the condition. It was believed that people from China, Japan, Korea and other countries were particularly susceptible to developing myopia. But this study strongly suggests an alternative view.

In Singapore, where there are large numbers of people from Chinese, Malay and Indian backgrounds, all three ethnic groups have seen a dramatic rise in short-sightedness.

Professor Morgan says you cannot rule out genetics completely, but for him it’s not the major factor.

“Any type of simple genetic explanation just doesn’t fit with that speed of change; gene pools just don’t change in two generations.

“Whether it’s a purely environmental effect or an environmental effect playing a sensitive genome, it really doesn’t matter, the thing that’s changed is not the gene pool – it’s the environment.”

Further evidence on the impact of light is provided by UK researchers. Kathryn Saunders from the University of Ulster was part of a team which compared short-sightedness in children in Australia and Northern Ireland.

“White UK kids are much more likely to be myopic than white Australian children,” Dr Saunders told BBC News. “We’ve proposed that this might be due to the protective effect in Australia of increased exposure to bright sunlight.

“This requires further exploration and research, but I guess we might want to encourage children to spend more time outside when the sun is shining. It’s unlikely to do them any harm.”

Data from: bbc.co.uk

แพทย์เตือนดื่มสนุกทุกข์ถนัด

โดยปกติ แอลกอฮอล์จากเหล้าแก้วแรกที่เข้าสู่กระแสเลือดของเรา จะพุ่งตรงไปยังระบบประสาทของสมอง และช่วยให้เรารู้สึกร่าเริงมากที่สุด เพราะว่าแม้จะดื่มเหล้าเพียงแก้วเดียว ปริมาณแอลกอฮอล์ที่ได้จะกระตุ้นให้สมองผลิตสารเคมีสำคัญที่ช่วยสร้างอารมณ์ครื้นเครง 4 ตัว คือ โดปามีน เซโรโทนิน โอปิออยด์ และแกมมา-อะมิโนบิวไตริก

ดร.พัสการ์ พุนุโกลลุ ผู้เชี่ยวชาญด้านอาการเสพติดทางจิตใจ จากโรงพยาบาลคลินิกพาร์ตเนอร์ และนักวิจัยประจำสถาบันอิสลิงตันแห่งกรุงลอนดอน กล่าวว่า สารทั้ง 4 ตัวนี้จะช่วยกระตุ้นอารมณ์ร่าเริงครื้นเครง ผ่อนคลาย พร้อมกับลดสติสัมปชัญญะของเราลง

อย่างไรก็ตาม เขาเตือนว่าแอลกอฮอล์จากเหล้าจะช่วยให้เรารู้สึกดีที่สุดในการดื่มเหล้าแก้วแรกเท่านั้น เนื่องจากสมองไม่สามารถผลิตสารโดปามีน และสารอื่นๆ ได้เท่ากับการดื่มเหล้าแก้วแรก

ดร.พุนุโกลลุอธิบายว่า การรับประทานอาหารรองท้องก่อนดื่มเหล้า จะดูดซับและชะลอการกระจายตัวของแอลกอฮอล์ในกระแสเลือด ซึ่งจะลดฤทธิ์ของแอลกอฮอล์ลง 3 เท่า เมื่อเปรียบเทียบกับการดื่มเหล้าโดยไม่มีอะไรรองท้อง ทั้งนี้เขาแนะนำว่าการผสมเหล้ากับน้ำหวานหรือน้ำอัดลม ก็ช่วยชะลอการดูดซับแอลกอฮอล์ได้เช่นกัน

พอล วอลเลส ศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยยูนิเวอร์ซิตีคอลเลจลอนดอน อธิบายว่า อาการอยู่ไม่สุขและต้องลุกขึ้นมาเต้นรำกันเมื่อทานเหล้าไปได้ระยะหนึ่ง เกิดจากแอลกอฮอล์เข้าไปรบกวนการทำงานของเปลือกสมอง ซึ่งเป็นส่วนทำหน้าที่ประมวลข้อมูล และควบคุมการทำงานของกล้ามเนื้อ ทำให้เรามีความมั่นใจมากขึ้น แต่ก็ตัดสินใจในเรื่องต่างๆ ได้แย่ลง รวมถึงสูญเสียการทรงตัว และมีความรู้สึกช้าลง
ดร.พุนุโกลลุชี้แจงว่า หากเรายังคงดื่มเหล้าต่อจากจุดนี้ ตับของเราจะต้องทำงานหนักมากกว่าเดิม เพื่อดูดซับและกำจัดแอลกอฮอล์ที่เข้าสู่ร่างกาย แต่หากตับไม่สามารถกำจัดแอลกอฮอล์ได้ทัน ก็จะทำให้แอลกอฮอล์มากระจุกตัวในที่เดียวกันมากเกินไป จนทำให้เรารู้สึกวิงเวียนศีรษะ และคลื่นไส้ในที่สุด

แอลกอฮอล์ยังมีผลต่อสมองส่วนฮิปโปแคมปัส และเซปตัม ซึ่งทำหน้าที่ด้านการตอบสนองทางอารมณ์ และจดบันทึกเหตุการณ์ต่างๆ เป็นความทรงจำในสมอง เป็นเหตุผลว่า ทำไมเมื่อคนเราดื่มเหล้าจึงมีอารมณ์รุนแรงผิดปกติ หรือไม่สามารถจดจำอะไรได้ในวันถัดมา

ศจ.วอลเลสเตือนว่า หากต้องเปลี่ยนเครื่องดื่มเพื่อเพิ่มระดับความเมา เราควรดื่มเหล้าที่มีความบริสุทธิ์สูงแทน เช่น วอดก้า เนื่องจากแอลกอฮอล์ของเหล้าประเภทที่มีสีในตัวเองเช่น วิสกี้หรือบรั่นดี จะตกค้างในร่างกายได้นานถึง 24 ชั่วโมง
หากดื่มเหล้าเป็นระยะเวลานานกว่า 4 ชั่วโมง สมองจะเริ่มส่งสัญญาณการรักษาชีวิตตนเอง ทำให้เราเริ่มรู้สึกไม่ดีต่อปริมาณแอลกอฮอล์ที่ร่างกายได้รับ รวมถึงเริ่มเกิดความรู้สึกง่วงขึ้นมา

ดร.มาร์ติน ปรินซ์ จากโรงพยาบาลอเล็กแซนดรา เมืองเชชเชอร์ กล่าวว่า โดยปกติคนที่มีร่างกายใหญ่ โดยเฉพาะผู้ชาย หรือผู้ที่ดื่มเหล้าเป็นประจำ จะสามารถกำจัดแอลกอฮอล์ในร่างกายได้รวดเร็วกว่าผู้หญิง เนื่องจากตับสามารถผลิตเอนไซม์ที่จำเป็นต่อการกำจัดแอลกอฮอล์ ในทางกลับกันผู้หญิงมีปริมาณไขมันในร่างกายสูงกว่าผู้ชาย ทำให้ร่างกายมีปริมาณน้ำสำหรับบรรเทาฤทธิ์เหล้าได้น้อยกว่า

ดร.จอห์น เดอ เคสเต็กเกอร์ แพทย์ด้านระบบย่อยอาหารแห่งโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยเมืองไลเซสเตอร์ แนะนำว่า การรับประทานข้าวแกงกะหรี่ ช่วยลดผลกระทบจากการดื่มเหล้าได้ เนื่องจากจะช่วยให้ตับอ่อนเราผลิตอินซูลินมากำจัดแอลกอฮอล์ได้มากขึ้น

อย่างไรก็ตาม การรับประทานอาหารหนักๆ หลังดื่มเหล้าก็อันตรายเช่นกัน ดร.เดอ เคสเต็กเกอร์ เตือนว่า หากเราอ้วกหลังรับประทานอาหารหนัก อาจทำให้หูรูดกระเพาะและหลอดอาหารฉีกขาดได้ เขาอธิบายว่า โดยปกติสมองจะสั่งให้หลอดอาหารขยายตัวตามการอ้วก แต่แอลกอฮอล์ที่เข้าไปรบกวนการทำงานของสมอง อาจส่งผลให้หลอดอาหารทำงานไม่สัมพันธ์กัน

นอกจากการดื่มเหล้าเพียงแก้วเดียว จะทำให้เรามีปริมาณแอลกอฮอล์ในร่างกายสูงเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดแล้ว อาการปวดศีรษะหลังสร่างเมายังมีผลมาจากอาการขาดน้ำในร่างกาย เพราะตับจะเปลี่ยนแอลกอฮอล์ในร่างกายเป็นกรดน้ำส้ม ในระหว่างกำจัดแอลกอฮอล์ออกจากเลือด

ยิ่งไปกว่านั้น การเข้านอนหลังดื่มเหล้าปริมาณมากยังทำให้เรานอนหลับไม่เต็มที่เช่นกัน เนื่องจากเมื่อเราเข้านอน แม้ผลข้างเคียงของเหล้าจะช่วยให้เรานอนหลับอย่างรวดเร็ว แต่จะไม่สามารถหลับสนิทได้ อีกทั้งร่างกายของเราพยายามกำจัดแอลกอฮอล์ออก จนเราอาจต้องตื่นขึ้นมาปัสสาวะทั้งคืน

เช้าวันถัดมา เราจะรู้สึกเหนื่อยผิดปกติเพราะร่างกายอยู่ในภาวะขาดน้ำตาล แอซมินา โกวินดีย์ นักโภชนาการ แนะนำว่า เราสามารถแก้ไขอาการนี้ได้ด้วยการทานช็อกโกแลต แต่เธอเตือนว่าการรับประทานอาหารที่มีไขมันสูง อาจทำให้เราปวดท้องแทน เพราะกระเพาะทำงานหนักต่อเนื่องหลังดื่มเหล้า

ดร.ปรินซ์อธิบายว่า อาการเหนื่อยล้าหรือเมาค้างตลอดทั้งวัน เป็นเพราะเราเพิ่งจะรู้สึกถึงการทำงานของตับ ไต และอวัยวะภายในที่พยายามกำจัดแอลกอฮอล์ออกจากร่างกาย ประกอบกับอาการและผลข้างเคียงจากอาการขาดแอลกอฮอล์ จะเริ่มแสดงผลออกมาเมื่อแอลกอฮอล์ในร่างกายเริ่มลดลง

ทั้งนี้ ดร.เดอ เคสเต็กเกอร์ ชี้ว่า อาการเมาค้างอาจมีผลยาวนานถึง 2 วันหลังดื่มเหล้า แต่เขาเตือนว่าผู้ที่ไม่มีอาการเมาค้างในวันถัดมา เพราะดื่มหนักเป็นประจำจนชิน ไม่ใช่เรื่องที่ดี เนื่องจากอาการเมาค้างชี้ว่า ระบบเตือนภัยต่างๆ ของร่างกายเรายังทำงานปกติอยู่.

ที่มา: ไทยโพสต์ 16 มกราคม 2555

read more

The true toll of that festive tipple: Hour by hour, how excess plays havoc with your mind and body

By MATTHEW BARBOUR
Last updated at 3:16 PM on 20th December 2011

Why is that first festive drink so cheering — and why can’t you stop there? And what exactly makes you feel so dreadful the morning after?

As the Christmas party season gets into full swing, we ask the experts what happens to the body during and after drinking alcohol — and how you can minimise its effects.

8pm: THE HAPPIEST YOU’LL BE ALL NIGHT

When that first drink reaches your stomach, the alcohol enters your bloodstream, where it makes a beeline straight for your brain’s pleasure centres.

After just one drink, alcohol boosts the levels of four key brain chemicals — dopamine, serotonin, naturally occurring opioids and gamma-aminobutyric acid.

‘These combine to induce feelings of euphoria, relaxation and disinhibition,’ explains Dr Bhaskar Punukollu, a specialist addiction psychiatrist at the Clinical Partners practice, and at Camden and Islington NHS Foundation Trust in London.

‘This euphoria is at its peak when you first start drinking. However, after several more drinks, the brain receptors for these chemicals become saturated, and drinking more alcohol doesn’t produce a greater high.
‘The brain simply can’t generate enough of the same level of dopamine or other chemicals again to make you feel as happy as when you first started.’
There’s some truth behind the claims you should line your stomach with food.

‘Roughly, you absorb about one unit of alcohol an hour, but drink after some food and the rate it enters your bloodstream is slowed,’ Dr Punukollu says.
‘Food absorbs some of the alcohol, and while the gut is absorbing key nutrients from the food, it’ll be far less efficient in absorbing the alcohol.’
Despite having the same number of drinks, someone who starts on an empty stomach can have three times more alcohol in their blood compared with those who have eaten a small meal beforehand, he says: ‘Alternating alcoholic with soft drinks can also slow down the effects.’

10pm: WHY ON EARTH DID YOU SAY THAT? 

After two hours of drinking, now is the time you hit the dance floor and start saying things you might regret the next morning.

Blame this lack of inhibition on the way alcohol interferes with communication between the nerve cells in the cerebral cortex. This part of the brain is responsible for processing information, and also initiates the majority of  muscle movements.

‘That’s why you feel more confident, but actually you make potentially poor judgments, your co-ordination goes and you have a higher pain threshold,’ explains Paul Wallace, professor of primary care at University College London and chief medical adviser for the charity Drinkaware.

Your natural self-protection mechanism is affected, as the alcohol masks warning signals from other parts of your body.

If you’ve continued drinking, your liver will now be going into overdrive — and it might not be able to metabolise the alcohol fast enough, says Dr Punukollu. This increases alcohol concentration in the body, causing further disorientation, nausea and lack of coordination.

And if you suffer from memory blanks the next day, blame the effect alcohol has on the hippocampus and septal areas of your brain — these are responsible for emotional responses and registering and storing memories.

‘This also explains why people cry or become aggressive when drinking,’ says Professor Wallace.

11pm: THE WORST TIME TO DRINK WHISKY

At this point, there is the temptation to feel all is well with the world, and to move from beer or wine to stronger spirits to try to maintain your mental state.

But if you do hit the stronger stuff, stick with clear drinks, such as vodka, which have lower levels of harmful impurities from the fermentation process.

‘While alcohol is responsible for many of the symptoms we associate with hangovers, congeners found in dark drinks such as whisky, port and brandy can linger in your system for up to 24 hours and make a bad situation worse,’ says Professor Wallace.

12am: YES, WOMEN DO GET TIPSY FASTER 

For most of us, it’s this time that the body’s self-preservation signals start to override the over-stimulated brain centres, and you become aware of the intoxicating effects of the alcohol you’ve drunk and start to want to go to bed.

This is affected by a range of factors, explains Dr Martin Prince, a heptologist at BMI The Alexandra Hospital in Cheadle, Cheshire. As a general rule, if you’re larger or male, your body can process alcohol faster.

But some people seem to have higher levels of the liver enzymes needed to break down alcohol, so they can go on drinking for longer — and if you’re a consistent, heavy drinker, your body develops higher levels of these enzymes.

‘Having a tolerance to alcohol simply means you feel you can handle the effects better — you’re still doing yourself potentially irreparable damage,’ says Dr Prince.

Women’s bodies are made up of more fat and less water (they carry 52 per cent water, versus 61 per cent in men).

This means a man’s body will automatically dilute the alcohol more than a woman’s, even if they weigh the same. Women also have less dehydrogenase, the liver enzyme that breaks down alcohol.

2am: FANCY A CURRY? YOU MAY END UP IN A&E 

there’s a reason why kebabs and curries are so popular after drinking, explains Dr John de Caestecker, gastroenterologist at the University Hospitals of Leicester.

‘The pancreas pumps insulin into your system to break down alcohol in your blood, and the delayed reaction is a slump in blood sugar levels, leaving you ravenous, especially for high-calorie, fatty foods.’

However, if you eat too much — such as a large curry — and then vomit later, you risk suffering a tear at the junction between the stomach and your gullet, says Dr de Caestecker.

‘Normally, there is a mechanism where you brace yourself before you’re sick — the retching protects you by holding the gullet in place. But this is by-passed because of alcohol’s effects on your brain. You start vomiting blood as the lining of your oesophagus is damaged.’

This tear normally heals itself with time, but you still need to go to A&E for proper assessment.

‘A heavy session can also affect the movement of food through the gut,’ explains Dr de Caestecker, adding that the gullet, responsible for preventing acid from rising, can relax and malfunction, causing severe heartburn.

4am: SO THAT’S WHY YOU SLEEP SO BADLY

It doesn’t matter what time you get to bed — alcohol will leaves you feeling totally exhausted because it has a sedative effect, says Dr Punukollu.

‘When it reaches a certain level, alcohol makes you feel sedated because of a slump in the same brain chemicals that induced euphoria.

You’ll drop into a deep sleep very quickly, but your sleep will be so deep you won’t achieve any of the restorative REM-stage of sleep, which we need to make us feel rested the next morning.’

It’s also likely you’ll wake in the middle of the night with a full bladder and a raging thirst — alcohol is a diuretic, meaning you expel more fluid in your urine than you’ve taken in along with your alcohol.

7am: IT’S THIRST THAT TRIGGERS HEADACHES

Processing one unit of alcohol an hour could still leave you with a blood alcohol level high enough to put you over the legal drink-driving limit, even if you stopped drinking at midnight.

Blame your headache on dehydration, together with the way your liver has converted the alcohol into a chemical called acetaldehyde and then acetate as it tries to purge the poison from your body.

9am: WHY A FRY-UP MAKES IT WORSE

Alcohol has robbed you of a restorative sleep, which triggers continued low blood sugar levels when you wake — and, in turn, the appeal of a greasy fry-up followed by chocolate to get you through the day.

But anything too heavy or fatty will aggravate an upset stomach by stimulating an over-production of stomach acids.

‘You need a combination of slow-release, low-glycaemic index carbohydrates, such as those found in wholemeal bread or porridge, combined with a little protein from some low-fat dairy like yoghurt,’ says Azmina Govindji, from the British Dietetic Association.

11am: THE WORST YOU’LL FEEL ALL DAY

Ever found that your hangover gets worse throughout the day?
Here’s why: ‘Your liver, kidneys and other organs will have  been processing the alcohol out of your system since last night,’ says Dr Prince.

‘But because of the relentless attack, it’s only when your blood alcohol levels are back around zero that the most acute hangover symptoms will be felt.’

It’s also around now you might be experiencing physical withdrawal symptoms from the alcohol overload, says Dr Punukollu.

‘The levels of the mood-altering brain chemicals which caused your “high” when you first started drinking will be lower than normal now, which can lead to irritability, depression and anxiety, as well as increased body temperature, a racing heart rate, increased blood pressure and the “shakes”,’ he says.

1pm: RECOVERY BEGINS

You should be starting to feel better around now, but you’ll still be suffering the effects of sleep deprivation and potentially an upset stomach.

‘In most cases a regular antacid will help calm an inflamed stomach lining,’ says Dr de Caestecker.

8pm: HANGOVERS CAN LAST FOR TWO DAYS

Your upset stomach can take up to two days to settle down says Dr de Caestecker.

And if you’re one of the estimated 25 per cent of people who don’t suffer hangovers, you might not be as lucky as you think, Dr Prince says.

‘Years of regular drinking  weaken the liver’s reaction to alcohol, so a hangover could actually be a sign your body’s well enough to tell you how it’s feeling and that you’re actually pretty healthy,’ he says.

 

Data from: dailymail

3 สารเคมีในสมองป่วน! เสี่ยงเพี้ยน

ต่อเนื่องเรื่องความเพี้ยน กับ ภาษาหมอ โดย ทีมเดลินิวส์ออนไลน์ และ ผศ.นพ.สเปญ อุ่นอนงค์ แพทย์ผู้รักษาอาการทางด้านจิตเวช โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์

โดยส่วนใหญ่พบว่าผู้มีอาการทางจิตเวชมักเกิดจากกรรมพันธุ์ แต่ในบางรายอาจเกิดจากสารเคมีในสมอง 3 ตัวป่วนก่อการปฏิวัติเจ้าของร่างกาย ได้แก่ Dopamine, Serotonin และ Norepinephrine มีลักษณะผิดปกติ ดังนี้

Dopamine เป็นสารเคมีที่ผลิตขึ้นในร่างกาย ซึ่งมีผลต่อระบบประสาทซิมพาเทติก (Sympathetic Nervous System) โดยมีผลลัพธ์คือ อัตราการเต้นของหัวใจและแรงดันโลหิตเพิ่มขึ้น ถ้ามี Dopamine น้อยเกินไป จะเป็นโรคพาร์กินสัน หรือโรคสั่นสันนิบาต ลักษณะอาการจะสั่นเกร็งที่บริเวณแขนและขา ซึ่งเคยเกิดขึ้นกับคนดังชื่อก้องโลกมาแล้ว อย่าง มูฮัมหมัด อาลี อดีตยอดนักมวยชาวมะกันรุ่นเฮฟวี่เวท แต่ถ้ามีสาร Dopamine มากเกินไป จะทำให้เกิดอาการเพี้ยน ไม่สามารถแยกแยะได้ว่าอะไรจริง-ไม่จริง ประสาทหลอน หูแว่ว

ส่วน Serotonin เป็นสารสื่อประสาทที่ถูกสังเคราะห์ในระบบประสาทส่วนกลางจากเซลล์ประสาท มีหน้าที่หลายบทบาท เช่น การควบคุมอารมณ์ ไม่ว่าจะ หิว โกรธ และขุ่นเคือง ซึ่งหากมีน้อยเกินไปจะทำให้เป็นโรคซึมเศร้า ร้องไห้บ่อย กินไม่ได้ นอนไม่หลับ เช่นเดียวกับ ฮอร์โมน Norepinephrine ที่มีผลต่อส่วนของสมองที่สนใจและการตอบสนองการกระทำที่มีการควบคุม หากมีน้อยเกินไปจะทำให้เป็นโรคซึมเศร้า

แต่ถ้า Serotonin ยังคงน้อยอยู่ แต่ Norepinephrine มากเกินไป จะทำให้เป็นโรคที่ตรงกันข้ามกับซึมเศร้า เฮฮา หรือก้าวร้าว นั่นเอง

รู้ไว้ใช่ว่า แอบสังเกตคนใกล้ตัวไว้ก็ดี

takecareDD@gmail.com

 

 

ที่มา: เดลินิวส์  18 สิงหาคม 2552