รอบเอวเพิ่มเพราะไม่ทำงานบ้าน

dailynews131230_001ในยุคสมัยที่ต้องใช้ชีวิตเร่งรีบ ผู้หญิงทำงานบ้านลดน้อยลง ใช้ชีวิตข้างนอกมากขึ้น นั่นเป็นสาเหตุของค่าเฉลี่ยรอบเอวที่เพิ่มขึ้น

เว็บไซต์เดลิเมล์ ได้ให้ข้อมูลไว้ว่า ผู้หญิงในยุคปี ค.ศ.1950 มีรอบเอวเฉลี่ย 28 นิ้ว ขณะที่ ผู้หญิงปัจจุบัน มีรอบเอวเฉลี่ย 34 นิ้ว (ขนาดตัวของผู้หญิงตะวันตก) โดยเห็นว่าค่าเฉลี่ยเพิ่มขึ้นมา 6 นิ้ว

นักวิจัยได้กล่าวถึงสาเหตุว่า นั่นเพราะผู้หญิงสมัยนี้ไม่ต้องทำงานบ้านมากเท่าคนรุ่นปู่ย่าตายาย และยังมีเครื่องอำนวยความสะดวกในครัวเรือนที่ทันสมัย ซึ่งแม่บ้านในยุค1950 สามารถเผาผลาญได้ถึง 1,000 แคลอรี่/วัน เมื่อเปรียบเทียบกับผู้หญิงในทุกวันนี้ ที่มีวิถีชีวิตอยู่ประจำที่มากขึ้น แม้จะทำงานเต็มเวลาแต่ก็ใช้เวลาส่วนใหญ่ทั้งวันนั่งอยู่หลังโต๊ะทำงาน

นอกจากผู้หญิงในยุค 1950 จะมีโอกาสได้ทำงานบ้านมากกว่าแล้ว ยังกินน้อยกว่าอีกด้วย ที่สำคัญคือในยุคนั้นแทบจะไม่มีอาหารจานด่วนเลย โดยปกติจะบริโภคเพียง 1,818 แคลอรี่ในแต่ละวัน ขณะที่ปัจจุบันบริโภคถึง 2,178 แคลอรี่ ซึ่งค่ากลางของแคลอรี่ต่อวันคือประมาณ 2,000 แคลอรี่

ดร. รอส อัลท์มันน์ ผู้อำนวยการทั่วไปของ Saga ได้กล่าว่า หากมองย้อนกลับไปจะพบในปี 1950 ผู้หญิงส่วนใหญ่ไม่ได้มีเครื่องซักผ้า แล้วลองคิดถึงการซักผ้านวมด้วยตนเอง นั่นเป็นคำตอบที่ว่าทำไมผู้หญิงในยุคนั้นจึงสามารถเผาผลาญแคลอรี่ได้มากมาย ทั้งๆที่อยู่กับบ้าน แต่ผู้หญิงวันนี้มีตารางเวลาที่ยุ่งอยู่แล้ว การออกกำลังกายของพวกเขาต้องไปที่ยิมหรือไม่ก็อาศัยการเดิน

อาหารจานด่วนก็มีส่วน แทม ฟราย กล่าวในงานประชุมโรคอ้วนแห่งชาติ ว่าแม้โรคอ้วนจะมีผลกระทบต่อทั้งสองเพศ แต่อัตรามีแนวโน้มที่จะสูงขึ้นในกลุ่มผู้หญิง เพราะน้ำหนักจากในช่วงการตั้งครรภ์ ตัวเลขล่าสุดแสดงให้เห็นถึงอัตราการเป็นโรคอ้วนว่า ร้อยละ 23.9 เป็นผู้หญิง ส่วน ร้อยละ 22.1 เป็นผู้ชาย

อย่างไรก็ตาม “เดลินิวส์ออนไลน์” ซักถามแพทย์ในบ้านเราเพิ่มเติม สำหรับ “นพ.กฤษดา ศิรามพุช” ผู้อำนวยการศูนย์เวชศาสตร์อายุรวัฒน์นานาชาติ ให้ความเห็นว่า ที่จริงแล้ว รอบเอวของผู้ชายก็กว้างขึ้นเหมือนกัน แต่ที่ผู้หญิงเห็นชัดกว่าก็เพราะว่า…

1) อิทธิฤทธิ์ของฮอร์โมนที่ชื่อ เอสโตรเจน และ โปรเจสเตอโรน ที่รวมกันเกิดผลลัพธ์ให้สาวๆ อวบขึ้นมาง่ายกว่าชายหนุ่ม

2) สรีรวิทยาของสตรี มีไขมันมากกว่าเมื่อเทียบผู้ชาย พูดง่ายๆ ว่านิ่มนวลจากไขมันที่เยอะกว่าไม่เหมือนผู้ชายที่ดูบึกบึนเพราะมีกล้ามเนื้อ

3) ผู้หญิงมีวัยทองที่ชัดเจน แต่ผู้ชายไม่ชัด

ทั้ง 3 ปัจจัยนี้รวมกันเป็นผลลัพธ์เท่ากับรอบเอวที่ใหญ่ขึ้นและเมื่อร่วมกับสิ่งสำคัญคือ “ออกกำลังกายน้อยลง” เมื่อเทียบกับแต่ก่อนจึงทำให้ภายในเวลา เพียง 6 ทศวรรษ สาวๆจึงมีวิวัฒนาการรอบเอวที่ใหญ่ขึ้นถึงเกือบ 10 นิ้ว

ทางแก้ที่ทำได้เองและง่ายก็คือ “หาเรื่องกระชับพื้นที่รอบพุง” เช่นการหาเรื่องลดพุงด้วยวิธีนี้เป็นการสร้างแรงบันดาลใจ เหมือนกับเราตั้งเป้าไว้แต่ไม่ถึงกับจริงจังจนเครียด, “มุ่งขยับกายให้ได้ทุกอิริยาบถ” ทำให้ทุกขณะคือการออกกำลัง แล้วจะช่วยปรับฮอร์โมนกับเพิ่มกล้ามได้ เช่น จอดรถไว้ไกลกว่าเดิมแล้วขยันเดินเอา หรือลุกขึ้นจากเก้าอี้ไปคุยงานแทนการส่งไลน์ เมื่อพิมพ์งานหน้าคอมพิวเตอร์ก็นั่งหลังตรงผึ่งผายไม่นั่งจม ขณะดูโทรทัศน์ก็ต้องหาทางออกกำลังกายไปด้วย เช่น ซิทอัพหรือแกว่งแขนช่วงพักโฆษณา,

“ห้ามอดนอน” เพราะมีผลต่อน้ำหนักร่างกายและรอบเอวมาก การนอนน้อยมีผลทำให้บวมแบบไม่ตั้งใจและลดยากมาก เพราะการนอนดึกจะส่งผลให้ต่อมหมวกไตหลั่งเคมีที่เก็บไขมันเข้ามา ดังนั้นคนที่นอนดึกจึงมีสภาพเสี่ยงอ้วน, “ตอนกินให้เลี่ยงแป้ง” แป้งคือตัวที่ทำให้อ้วนได้มาก ยิ่งในสตรีที่มีไขมันในร่างกายสูงง่ายอยู่แล้ว การกินแป้งเกินเข้าไปหน่อยเดียวอาจส่งผลให้เพิ่มไขมันโดยไม่รู้ตัว เพราะแป้งสามารถเปลี่ยนเป็นไขมันได้ง่ายๆ โดยเฉพาะในสตรียุคใหม่ที่ไม่ค่อยเผาผลาญนักจากรูปแบบการทำงานแบบ ติดโต๊ะ(Sedentary work) ติดเก้าอี้ประชุม หรือติดโซฟา(Couch potato)เมื่อได้กลับมาพักที่บ้าน

และ “อย่าแกล้งฮอร์โมน” โดยการรับประทานฮอร์โมนจากภายนอกโดยไม่จำเป็น เช่น กินยาคุมเพื่อรักษาสิว,กินฮอร์โมนตอนวัยทองโดยไม่มีข้อบ่งชี้ หรือการรับประทานสมุนไพรที่มีผลกับฮอร์โมนเช่น ว่านชักมดลูก,กวาวเครือ รวมถึงการไปฉีดฮอร์โมนเสริมเพื่อชะลอวัยที่ยังไม่มีการยืนยันจากหลักฐานทางวิชาการ(Evidence based)

เมื่อได้รับทราบดังนี้แล้วไม่อยากเอวขยาย อ้วนง่ายกว่าคนสมัยก่อน ต้องรีบควบคุมอาหาร และออกกำลังกายรักษาหุ่น ซึ่ง “เดลินิวส์ออนไลน์” ได้สอบถามไปยัง “หมอหมี สมิติเวช” Dr.Carebear Samitivej คุณหมอที่ให้คำแนะนำเรื่องการลดน้ำหนัก จนมีผู้ให้ความสนใจและติดตามเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะในทวิตเตอร์ @Dr_Carebear

หมอหมี ระบุว่า การลดน้ำหนักจำเป็นต้องมีการตั้งเป้าที่ชัดเจน ตั้งใจวางแผน เน้นการปรับเปลี่ยนการทานอาหาร มีผักมากกว่าข้าวทุกมื้อ ข้าวควรเลือกข้าวกล้องไม่เกิน 1.5-2 ทัพพีต่อมื้อ ทานโปรตีนให้พอ เลี่ยงอาหารผัด ทอด มัน ของหวาน และจัดเวลาออกกำลังประจำ ไม่นอนดึกเกินไป ถ้าหากเผลอทานไม่ดี ลงโทษตัวเองด้วยการออกกำลังกายตามคำแนะนำ โดยทั้งหมดที่กล่าวมา ควรทำให้เป็นนิสัย ทั้งนี้ หากทำได้ดี จะลดน้ำหนักได้ 0.5-1 กิโลต่อสัปดาห์ ผลน้ำตาลไขมันในเลือดจะเห็นผลใน 6 สัปดาห์ สำหรับผู้ที่กำลังจะเริ่มลดน้ำหนัก สามารถศึกษาคำแนะนำของหมอหมีเพิ่มเติมได้ที่ https://t.co/CEkGlwgKEi

รู้อย่างนี้แล้ว ถือฤกษ์ปีใหม่เป็นการเริ่มต้นปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เพื่อให้ได้รูปร่างที่สมส่วน ไม่อ้วนกันเถอะ.

จิราภา ภิญญสาสน์

ที่มา : เดลินิวส์  30 ธันวาคม 2556 

.

Related Article:

.

dailymail120624_001

Women put 6 inches on waists in 60 years: And the main reason? They don’t use as much elbow grease when they do the housework 

By SOPHIE BORLAND

PUBLISHED: 14:59 GMT, 24 May 2012

 

It’s almost enough to make you put down the paper and pick up the Hoover.

Women’s waistlines have grown by six inches over the past 60 years – because they don’t do as much housework as their forebears, researchers claim.

Without the benefit of modern household appliances, 1950s housewives used to burn up to 1,000 calories a day simply by doing the chores.

By comparison, today’s women have much more sedentary lifestyles, as many work full-time and spend most of the day sitting behind a desk.

The extra elbow grease needed for cleaning, washing and sweeping in the 1950s meant that the average middle-aged woman had a 28-inch waist. Today, the average measurement is 34 inches.

The research was carried out by Saga, the over-50s group, to mark the Queen’s Diamond Jubilee. 

It surveyed 8,000 men and women on their waist sizes, calorie intake and lifestyle, then compared the results with the average statistics for adults in 1952, the year of the Queen’s accession to the throne.

As well as leading more active lives, women in the 1950s also ate slightly less, as rationing was still in place and fast food barely existed.

Typically they consumed only 1,818 calories each day, compared with 2,178 calories now. The recommended allowance is 2,000 calories.

Dr Ros Altmann, Saga’s director-general, said improved gadgets had significantly reduced the time and effort required for housework. ‘If you think back to the 1950s most women would not even have had a washing machine,’ she said.

‘They wouldn’t have had duvets so the simple task of making a bed would have demanded far more physical activity. Women would have burned a significant number of calories just keeping the house going.’

Instead, today’s women have to set aside time in their already busy schedules for exercise, she said. ‘Nowadays you have to actually go to the gym to take exercise. My mum didn’t even have a car, she would have walked everywhere.

Dr Altmann added: ‘I think there’s some element with the availability of fast food but women in the 1950s would still have eaten chips and puddings. It seems to me that the physical activity demanded by keeping a home was ensuring women were fitter and thinner than they are today.’

Tam Fry, of the National Obesity Forum, said that although obesity affects both sexes, rates tend to be higher among women because of weight gained during pregnancy.

He said many struggle to lose the extra pounds between giving birth becoming pregnant with their second child.

22N-WOMENS SHAPE GRAPHIC

The latest figures show 23.9 per cent of women are obese, compared with  22.1 per cent of men.

Saga’s survey also showed how the relationship between the generations has changed over the past six decades.

Grown-up children were once expected to subsidise the income of their parents, but today the over-50s are increasingly likely to still be supporting their offspring instead.

Attitudes towards retirement have also changed. In 1952, finishing work was seen as a chance to rest and relax. Men aged 65 had a life expectance of 12.1 years, while for women it was 15.5 years.

Nowadays, life expectancy for 65-year-olds is 21.7 years for men and 24.2 years for women. It means retirement tends to be seen as an opportunity to change direction – but also that nearly four in ten adults want to, or have to,  continue working  after retirement.

SOURCE : www.dailymail.co.uk

Advertisements

ออกกำลัง vs ยา ต่างดีคนละอย่าง

thairath131007_001ผลการแข่งขันระหว่างการออกกำลังกับยารักษาโรค ปรากฏว่า การออก กำลังสามารถสู้กับยารักษาโรคอย่างพวกโรคหัวใจได้อย่างสบาย แต่บางโรคยาก็อาจมีภาษีเหนือกว่า

วารสารการแพทย์อังกฤษ เปิดเผยว่า จากการศึกษาวิเคราะห์ผลการทดสอบคุณประโยชน์ของการออกกำลัง เทียบกับการใช้ยาเพื่อสงวนชีวิต กับคนไข้ 340,000 ราย ที่ทำกันมาจำนวนหลายร้อยครั้ง ปรากฏผลว่า การออกกำลังสามารถให้คุณสูสีกับยาโรคหัวใจ และเก่งกว่ายารักษาโรคลมอัมพาต จนนักวิจัยออกปากว่า ต้องให้หมอสั่งให้คนไข้ออกกำลังในการรักษาโรคด้วยเสียแล้ว ผลการศึกษาได้ตั้งข้อยกเว้นไว้ว่า ถ้าเป็นโรคหัวใจล้มเหลวแล้ว ยาขับปัสสาวะ จะเป็นฝ่ายชนะอย่างชัดแจ้ง แต่กับโรคลมอัมพาต การออกกำลังจะกลับเป็นต่อเหนือกว่า ในแง่ของอายุคาดเฉลี่ย ดร.ปีเตอร์ โคลแมน แห่งแพทย์สมาคมโรคลมอัมพาต กล่าวว่า การออกกำลังขนาดปานกลาง อาจช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคได้มากถึงร้อยละ 27.

ที่มา: ไทยรัฐ 7 ตุลาคม 2556

.

Related Article:

.

Exercise Works Just As Well As Medication In Preventing Death Among Heart Disease, Stroke Patients

By Anthony Rivas | Oct 2, 2013

The health benefits of exercise have been touted to no end, but their purported benefits have mostly been with regards to preventing people from developing heart disease or diabetes. But for people who already have these conditions, exercise can still benefit their health, and in some instances, it can work better than prescription medications at preventing death.

In a study of 305 randomized controlled trials, researchers at the London School of Economics, Harvard Pilgrim Health Care Institute, and Stanford University School of Medicine looked at data to compare the effects of exercise to prescription drugs among 339,274 patients who were undergoing secondary prevention for coronary heart disease, stroke, heart failure, and prediabetes, BBC reports.

Whether they exercised or took prescription drugs, there was no significant difference in preventing death among coronary heart disease patients and prediabetes patients. But when it came to stroke patients, the benefits of exercise outweighed prescription drugs. Conversely, heart failure patients were better off sticking to their prescriptions, particularly diuretics, than to exercise, the researchers found.

“Medicines are an extremely important part of the treatment for so many heart conditions and people on prescribed drugs should keep taking their vital meds,” Amy Thompson, senior cardiac nurse at the British Heart Foundation, told BBC.

The researchers emphasized the importance of prescription medications but said that patients who added exercise could further reduce their risk of more severe illness. According to the Centers for Disease Control and Prevention (CDC), less than 48 percent of U.S. adults meet the recommended guidelines for physical activity.

“By taking important steps, such as regular exercise, eating a balanced diet, and stopping smoking, people can significantly reduce their risk of stroke,” Dr. Peter Coleman, of the Stroke Association, told BBC. “Moderate physical activity, for example, can reduce the risk of stroke by up to 27 percent.”

Source: Naci H, Ioannidis J. Comparative effectiveness of exercise and drug interventions on mortality outcomes: metaepidemiological study. BMJ. 2013.

SOURCE: www.medicaldaily.com

ออกกำลัง 30 นาที หนีโรคมะเร็งมดลูก

thairath130920_001นักวิจัยมหาวิทยาลัยอิมพีเรียล คอลเลจ ลอนดอน ยืนยันว่าสตรีทั้งหลายจะหนีพ้นจากโรคมะเร็งเยื่อบุมดลูกได้ ชั่วแต่เพียงออกกำลังให้ได้วันละ 30 นาที และรักษาน้ำหนักตัวที่เหมาะสมให้คงเอาไว้

ถ้าหากเป็นผู้หญิงอังกฤษเองจะหนีพ้นมันได้ตั้งเกือบครึ่ง ถ้ายังคงรักษารูปทรงให้ผอมบางและออกกำลังประจำอยู่ แทนที่จะต้องเสียชีวิตลงด้วยโรคกันปีละประมาณ 3,700 คน เหมือนอย่างในเวลานี้

คณะนักวิจัยได้ข้อมูลจากการวิเคราะห์และตรวจเทียบเคียงเอกสาร รายงานผลการวิจัยโรคมะเร็งเยื่อบุมดลูกทางวิทยาศาสตร์ที่ทำกันจากทั่วโลกเป็นครั้งแรก

ดร.เทเรซา นอรัต ผู้เป็นหัวหน้าทำงานให้ความเห็นว่า “ถ้าหากออกกำลังไว้ อย่าให้น้ำหนักตัวเกินไป จะสามารถหลีกโรคมะเร็งมดลูกให้ห่างและช่วยให้สุขภาพทั่วไปดีด้วย”.

ที่มา: ไทยรัฐ 20 กันยายน 2556

.

Related Article:

.

dailymail130911_001

38 minutes of exercise every day ‘cuts cancer of the womb risk by half’

  • ‘Strong evidence’ physical exercise and maintaining healthy weight cuts risk
  • Study suggests drinking coffee could also help women protect themselves

By DAILY MAIL REPORTER

PUBLISHED: 00:43 GMT, 11 September 2013

Keeping active for half an hour a day can reduce the risk of cancer of the womb by nearly half, according to a study.

Just 38 minutes of daily physical activity, combined with maintaining a healthy weight, could help to prevent 44 per cent of new cases in Britain.

The World Cancer Research Fund’s Continuous Update Project found strong evidence that about 3,700 cases could be prevented every year.

Only 56 per cent of UK women are active for at least 30 minutes a day, five days a week, and only 39 per cent are a healthy weight.

Womb cancer mostly affects women aged over 60. The most common is endometrial – affecting the womb lining – which is fourth most common of all cancers affecting British women.

Doctor Elisa Bandera, a CUP panel member and Associate Professor of Epidemiology at Rutgers Cancer Institute in the United States, said: ‘Endometrial cancer is one of the most common cancers among women, but a significant proportion of cases could be prevented every year by maintaining a healthy weight and being physically active.

Fellow CUP panel member Professor Hilary Powers, of Sheffield University, said: ‘It is not just the individual who can make changes to reduce their risk of cancer.

‘Governments and other organisations can do a lot to make a healthier lifestyle an easier option for us all.’

Researchers at Imperial College London collated and reviewed all the scientific research available on womb cancer, diet, physical activity and body weight in the first global review since 2007.

An international panel of experts judged the evidence and scientists at WCRF estimated that about 44 per cent of UK cases could be prevented through physical activity and body weight.

Scientists believe there are several reasons for the link between body fat and cancer, such as fat cells releasing hormones that can increase the risk of some cancers.

Regular physical activity can help to keep these hormone levels healthy as well as strengthening the immune system and maintaining a healthy digestive system.

World Cancer Research Fund executive director Karen Sadler said: ‘To reduce the risk of womb and other cancers, World Cancer Research Fund recommends being as lean as possible without becoming underweight and being active for at least 30 minutes every day.

The study also revealed evidence that drinking coffee can cut the risk of womb cancer, but not enough to recommend it as a  protection.

Karen Sadler of the WCRF said: ‘The evidence on coffee is very interesting, but a lot more work still needs to be done.’

SOURCE: www.dailymail.co.uk

จะต่ออายุเองได้ ก็ต้องหมั่นขยัน

thairath130916_001วารสาร “เวชศาสตร์ป้องกัน” ของสหรัฐฯ แจ้งว่า มหาวิทยาลัยควีนส์ของแคนาดา ศึกษาพบว่า คนที่เป็นผู้ใหญ่ที่ขยันออกกำลังขนาดปานกลาง ให้ได้อาทิตย์ละเป็นเวลานานไม่ต่ำกว่า 2 ชั่วโมงครึ่ง จะมีอายุยืนยาวกว่าคนที่ไม่ได้ปฏิบัติมากถึง 5 ปี

ผลการศึกษาบอกให้รู้ว่า ถ้าหากเป็นหนุ่มวัย 20 ปี ขยันออกกำลังขนาดนี้ จะช่วยให้ตนเองอายุยืนกว่าปกติได้มากถึง 2.4 ปี และถ้าเป็นสาวรุ่นราวคราวเดียวกัน ก็อาจจะมีอายุยืนยาวมากกว่าถึง 3 ปีเต็ม แต่ที่น่าประหลาดใจมากกว่าเพื่อน ก็คือ ถ้าหากเป็นสตรีผิวสีที่ไม่ใช่เชื้อสายละตินอเมริกัน อาจจะมีอายุยืนได้จนถึง 5.5 ปี

ดร. เอียน แจนเสน หัวหน้านักวิจัย กล่าวว่า ผลการค้นพบเรื่องนี้ เหมาะกับเจ้าหน้าที่สาธารณสุข จะเอาไปเผยแพร่กับประชาชนมากที่สุด “เพราะเคยมีผลการวิจัยแสดงว่า ข่าวสารทางสุขภาพที่มีพลังให้คนเปลี่ยนนิสัยไปได้มากที่สุดนั้น จะต้องเข้าใจง่าย ตรงไปตรงมา แสดงความหมายออกมาให้เห็นอย่างแจ่มแจ้ง และเรื่องนี้ก็นับว่าเข้าเค้ามากที่สุด เพราะมันเท่ากับบอกพวกเขาว่า ถ้าอยากจะมีอายุยืนยาวอีก 2 ปีครึ่ง ก็จงขยันเอาไว้”.

ที่มา: ไทยรัฐ 16 กันยายน 2556

.

Related Article:

.

Credit: nationalnursingreview.com

Credit: nationalnursingreview.com

Total amount of exercise important, not frequency, research shows

2013-06-20

A new study by Queen’s University researchers has determined that adults who accumulated 150 minutes of exercise on a few days of the week were not any less healthy than adults who exercised more frequently throughout the week.

Ian Janssen (School of Kinesiology and Health Studies) and his graduate student Janine Clarke studied 2,324 adults from across Canada to determine whether the frequency of physical activity throughout the week is associated with risk factors for diabetes, heart disease and stroke.

“The findings indicate that it does not matter how adults choose to accumulate their 150 weekly minutes of physical activity,” says Dr. Janssen. “For instance, someone who did not perform any physical activity on Monday to Friday but was active for 150 minutes over the weekend would obtain the same health benefits from their activity as someone who accumulated 150 minutes of activity over the week by doing 20-25 minutes of activity on a daily basis.”

Physical activity was measured continuously throughout the week by having research participants wear accelerometers on their waists. Accelerometers are tiny electrical devices (about the size of a small package of matches) that record how much a person moves every minute.

Dr. Janssen divided the adults who met the physical activity guidelines (more than 150 minutes per week of aerobic activity) into those who were frequently active (active five to seven days of the week) and infrequently active (active one to four days of the week).

“The important message is that adults should aim to accumulate at least 150 minutes of weekly physical activity in whatever pattern that works for their schedule.”

The paper was published in Applied Physiology, Nutrition and Metabolism.

SOURCE : www.queensu.ca

เหมาะที่สุด “ดื่มน้ำแตงโม” หลังออกกำลังกาย

dailynews130819_001นักกีฬา หรือคนชอบออกกำลังกาย หนีไม่พ้นความรู้สึกปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ หรือเจ็บปวดจากการเล่นกีฬา หรือออกกำลังกาย ส่วนจะฟื้นตัวเร็วหรือช้าก็ขึ้นอยู่กับสภาพร่างกายหรือความฟิตของแต่ละคน

อย่างไรก็ตาม ล่าสุดมีงานวิจัยเกี่ยวกับสรรพคุณที่ดีของน้ำแตงโม ผลที่ได้เสมือนเป็นตัวช่วย ฟื้นความฟิต บรรเทาปวดเมื่อยกล้ามเนื้อจากการเล่นกีฬาได้เร็วขึ้น โดยมหาวิทยาลัยคาร์ตาเคนาในสเปน ทำการวิจัยพบกรณีนี้ได้เป็นครั้งแรกว่า กรดอะมิโน แอลซิทรูลีน (L-citrulline) ซึ่งพบในน้ำแตงโมนั้น ช่วยลดระยะเวลาการซ่อมแซมและฟื้นคืนของกล้ามเนื้อ เพราะกรดดังกล่าวเข้าไปเร่งกระบวนการกำจัดแลคติค หรือสารที่ก่อความรู้สึกเจ็บปวด ดังนั้นจึงแนะนำให้ดื่มน้ำแตงโมหลังการออกำลังหรือเล่นกีฬานั่นเอง

นอกจากสรรพคุณข้อใหม่ที่พบ ก่อนหน้านี้นักวิทยาศาสตร์ก็ระบุไว้ว่า น้ำแตงโม เป็นเครื่องดื่มดับกระหายที่ดีในหน้าร้อน แถมยังช่วยป้องกันการเกิดโรคหัวใจ ลดการเกิดคอเลสเตอรอลตัวร้าย หรือ LDL ตัวการเส้นเลือดอุดตัน

สรรพคุณดีอย่างนี้ อย่ามองเมินน้ำแตงโมกันล่ะ.

ทีมเดลินิวส์ออนไลน์
takecareDD@gmail.com

ที่มา  : เดลินิวส์ 19 สิงหาคม 2556

.

Related Article :

.

dailymail130815_001

Need a boost in the gym? Drinking watermelon juice could relieve muscle soreness

  • The amino acid L-citrulline in watermelon can cut an athlete’s recovery time and boost their performance
  • The chemical speeds up the process of lactic acid removal from the muscles which reduces soreness

By EMMA INNES

PUBLISHED: 08:50 GMT, 15 August 2013

Drinking watermelon juice can relieve muscle soreness after exercise, new research suggests.

It is believed that the amino acid L-citrulline, which is found in watermelon, can cut an athlete’s recovery time and boost their performance.

Watermelon juice has long been popular with sportspeople but scientists have now given them an excuse to continue indulging in the summer favourite.

In a report published in the Journal of Agricultural and Food Chemistry, the researchers explained that there had already been research to show that watermelon juice had antioxidant properties and the potential to increase muscle protein and enhance athletic performance.

However, this was the first time that scientists had explored the effectiveness of watermelon juice that is enriched with L-citrulline.

The team, led by Encarna Aguayo at the Technical University of Cartagena, in Spain, tested natural watermelon juice, watermelon juice enriched in L-citrulline, and a control drink containing no L-citrulline.

The drinks were given to volunteers an hour before exercise.

Both the natural juice and the enriched juice relieved muscle soreness in the volunteers.

L-citrulline in the natural juice (unpasteurised), however, seemed to be more bioavailable — in other words, it was in a form the body could better use.

It is believed the juice has this effect because the naturally occurring chemicals in it speed up the process of lactic acid removal.

This is important because lactic acid build-up can cause a burning sensation in the muscles and make them sore.

Previous research has suggested that watermelon can also help prevent heart disease by halting the build-up of harmful cholesterol.

The study, by Purdue University in the U.S., found the fruit halved the rate at which ‘bad’ low-density lipoprotein, or LDL, accumulated in mice.

LDL is a form of cholesterol that leads to clogged arteries and heart disease.

The researchers also found eating watermelon regularly helped to control weight gain and resulted in fewer fatty deposits inside blood vessels.

They also believe the secret to watermelon’s health-boosting properties lies in the citrulline contained within the juice.

SOURCE: www.dailymail.co.uk

ลดเสี่ยงเบาหวาน..ง่ายนิดเดียว

dailynews130708_001มีปัจจัยอยู่ข้อหนึ่งที่เพิ่มความเสี่ยงให้ป่วยเป็นโรคเบาหวาน นั่นคือ ความอ้วน และคนเรามักจะอ้วนขึ้นเพราะขาดการออกกำลังกาย เคลื่อนไหวร่างกายน้อย

เพื่อป้องกันความอ้วน ลดความเสี่ยงโรคเบาหวานและโรคอื่นๆ การออกกำลังกาย ขยับเขยื้อนร่างกายจึงถือว่าจำเป็น แต่กระนั้น บางคนอาจรู้สึกท้อแท้ต่อการเดินทางไปออกกำลังกาย จึงพลาดโอกาสที่จะลดเสี่ยงโรคจากความอ้วนไปอย่างน่าเสียดาย

ล่าสุด นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยโอทาโกในนิวซีแลนด์ เผยวิธีใกล้ตัว ช่วยให้เกิดการเผาผลาญพลังงานร่างกาย โดยเฉพาะคนทำงานออฟฟิศที่มักจะนั่งอยู่กับที่นานๆ ต้องฟังเอาไว้ให้ดี…

ทีมนักวิจัยนิวซีแลนด์ ทำการทดลองโดยคัดเลือกผู้ใหญ่วัยทำงานที่มีสุขภาพดีมา 70 คน ในช่วงแรกก็ปล่อยให้นั่งทำงาน ลุก นั่ง เปลี่ยนอิริยาบถได้ตามอัธยาศัย แต่ก็มีการวัดระดับน้ำตาลในเลือดและอินซูลินเป็นระยะ ต่อมาการทดลองในช่วงที่สอง ทีมวิจัยเพิ่มเงื่อนไขให้อาสาสมัครทั้งหมดต้องเปลี่ยนอิริยาบถ ด้วยการลุกขึ้นแล้วเดินไปใกล้ๆ ในระยะเวลาราว 1-2 นาที โดยให้ทำเช่นนี้ทุกๆ ครึ่งชั่วโมง และยังมีการวัดระดับน้ำตาลในเลือดกับอินซูลินเป็นระยะเช่นกัน

ผลที่ทีมวิจัยพบคือ ลักษณะการปฏิบัติตัวในช่วงที่สอง ซึ่งต้องลุกจากที่นั่งเพื่อเดินในระยะสั้นๆ นั้น สามารถเพิ่มการเผาผลาญพลังงานร่างกายได้ดี และเมื่อทำอย่างต่อเนื่อง จะถือว่าดีกว่าการออกกำลังกายด้วยการเดินเร็ว 30 นาที

คนทำงานนั่งโต๊ะ เมื่อรู้อย่างนี้แล้ว อย่ามัวนั่งจมเก้าอี้ทั้งวัน ลุกขึ้นเดินเผาผลาญพลังงานร่างกายบ้าง.

ทีมเดลินิวส์ออนไลน์
takecareDD@gmail.com

ที่มา : เดลินิวส์  8 กรกฎาคม 2556

.

Related Article :

.

Taking a 'walking break' every half an hour - such as to get a glass of water - could reduce the risk of diabetes in millions of office workers

Taking a ‘walking break’ every half an hour – such as to get a glass of water – could reduce the risk of diabetes in millions of office workers

Getting up from your desk for two minutes every half an hour could slash the risk of diabetes

  • Walking for less than two minutes every half an hour could be more effective at reducing diabetes risk than taking a brisk 30-minute walk a day
  • People who take regular walks have lower blood sugar and insulin levels
  • Raised sugar and insulin readings are warning signs of type two diabetes

By PAT HAGAN

PUBLISHED: 15:51 GMT, 2 July 2013

Taking a ‘walking break’ every half an hour could reduce the risk of diabetes in millions of office workers.

Walking for less than two minutes before sitting down again was more effective than a brisk 30-minute stroll before work.

Volunteers who regularly wandered around for just one minute and 40 seconds had lower blood sugar and insulin levels, according to a report in the American Journal of Clinical Nutrition.

Raised sugar and insulin readings are warning signs that type two diabetes, a major risk factor for heart disease and strokes, could be setting in.

According to the charity Diabetes UK, at the current rate of increase, the numbers affected by type two diabetes will rise from around 2.5 million currently to four million by 2025.

The condition develops when the body loses its ability to make use of glucose, a type of sugar that is released when we eat food and turned into a source of energy for use by muscles.

Circulation starts to suffer and blood vessels in areas such as the heart, the legs, and the eyes, can be irreparably damaged.

Early symptoms, such as excess thirst and increased urination, are due to the effects of glucose accumulating in the blood.

Left untreated, type two diabetes can raise the risk of heart attacks, blindness and amputation.

Rising obesity levels and too little exercise are thought to be storing up major problems for the future.

But the latest findings, by researchers from the University of Otago in New Zealand, show brief walkabouts could be all that’s needed to lower the risks.

They recruited 70 healthy adults and, in the first part of the experiment, got them to sit for nine hours.

They had their blood glucose and insulin levels measured each time they had a meal-replacement drink after one hour, four hours and seven hours.

These so-called postprandial tests tell doctors how well the body is absorbing sugar from foods.

In part two, they were asked to walk briskly for half an hour before sitting for nine hours.

And finally, they sat for nine hours again but this time walked around for precisely one minute 40 seconds every half an hour.

Walking for less than two minutes before sitting down again is more effective at warding off diabetes than a brisk 30-minute stroll before work

Walking for less than two minutes before sitting down again is more effective at warding off diabetes than a brisk 30-minute stroll before work

The results showed postprandial blood sugar levels were lower after the brief strolls than when volunteers walked before sitting, or when they did not budge at all.

The findings back up a 2011 study which showed office workers who took lots of brief breaks had higher levels of ‘good’ cholesterol than those who remained at their desks.

In a report on the latest findings researchers said: ‘Regular activity breaks were more effective than continuous physical activity at decreasing blood sugar and insulin levels in healthy, normal-weight adults.’

SOURCE: www.dailymail.co.uk

 

เดินหลังกินอิ่มทุกมื้อ หนีโรคเบาหวานพ้น

Credit : elizabethweintraub.com

Credit : elizabethweintraub.com

มหาวิทยาลัยจอร์จ วอชิงตันของสหรัฐฯ แนะนำบรรดาผู้สูงอายุทั้งหลายว่าให้เดินออกกำลังหลังอิ่มข้าวทุกมื้อ ครั้งละ 15 นาที จะป้องกันไม่ให้เป็นโรคเบาหวานแบบที่ 2 ได้

นักวิจัยกล่าวว่า การเดินหลังอิ่มจะช่วยกดระดับน้ำตาลในเลือดเอาไว้ได้เท่ากับการเดินไกลๆ ระดับน้ำตาลในเลือดจะเพิ่มสูงขึ้น หลังกินอิ่มยิ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อโรค ดังนั้น จึงไม่ควรพักหลังอาหารเป็น อันขาด

การศึกษาครั้งนี้นับเป็นการทดสอบผลของการออกกำลังในช่วงความเสี่ยงสูงภายหลังการอิ่ม ซึ่งจะทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดเพิ่มขึ้นได้อย่างรวดเร็ว

หัวหน้านักวิจัยกล่าวชี้แจงว่า ความอิ่มทำให้ระดับน้ำตาลเพิ่มสูงขึ้น อันแสลงกับโรค ซึ่งในการศึกษาเรียกว่าภาวะเบาหวานแฝง ของโรคเบาหวานแบบที่ 2 และโรคหัวใจและหลอดเลือด

การศึกษาทำให้รู้ว่าการเดินเพียง 15 นาที ก็ทำให้ระดับน้ำตาลลดต่ำลง ในช่วงระยะเวลา 24 ชม. ไม่ต่างอะไรกับการเดินในจังหวะช้าถึงปานกลางนาน 45 นาที และช่วงที่เหมาะที่สุดกับการเดินคือหลังมื้อเย็น เพราะเป็นมื้อหนักที่สุดของวัน ซึ่งก่อระดับน้ำตาลขึ้นได้สูงที่สุด.

ที่มา : ไทยรัฐ 17 มิถุนายน 2556

.

Related Article :

.

nbcnews130612_001

After-meal walks may help control diabetes, study suggests

Brian Alexander
NBC News contributor

June 12, 2013 at 12:57 AM ET

Once upon a time, people routinely took a short walk after a meal. That old tradition should make a comeback according to a study released today in the journal Diabetes Care. It found that a 15-minute, moderate speed walk about 30 minutes after eating exerts significant control over the high blood sugar of older people.

That’s important because blood sugar spikes after meals. In young, fit, people, insulin helps drive that sugar, glucose, into muscle cells and the liver where it’s stored for energy. This system becomes less efficient as we age, explained the study’s leader, Loretta DiPietro of the Department of Exercise Science at The George Washington University School of Public Health and Health Services.

Leaving too much glucose in the blood can not only lead to type 2 diabetes, but cardiovascular damage.

That exercise helps prevent these effects is hardly news. That’s why experts recommend 45 minutes of exercise most days of the week.

But, DiPietro explained, many older people may not be able to, or motivated to, exercise for such sustained periods.

So in one of the first exquisitely-controlled experiments of its kind, DiPietro and her colleagues put 10 volunteers with an of average age of about 60, and with elevated, but not diabetic, levels of blood sugar, through three different two-day tests, each four weeks apart, in a special room designed for the purpose.

While their glucose levels were continuously monitored with an implanted meter, they exercised by walking on a treadmill for 45 minutes mid-morning, or for 45 minutes in the afternoon, or for 15 minutes half an hour after each tightly controlled meal by walking at a pace of about 3 miles per hour, what DiPeitro calls “the low end of moderate.” The first day of each two-day period, they did no exercise at all.

As expected, without exercise, post-meal blood sugar spikes were not well controlled. Both the mid-morning 45-minute treadmill session, and the three 15-minute sessions, controlled blood sugar over the 2-day period better than the afternoon 45-minute session.

But only the 15-minute walks managed to significantly reduce blood sugar spikes during the important three-hour post-meal window.

But only the 15-minute walks managed to significantly reduce blood sugar spikes during the important three-hour post-meal window. Walking could be one tool to help prevent diabetes in older people, the research suggests.

“This is not for weight loss, and it’s not going to increase your cardiovascular fitness very much,” DiPietro told NBCNews.com. “It’s very specifically for glycemic control with older age.”

But, she added, everyone can benefit because we all experience glucose spikes after eating.

“If you’re sitting at your desk all day, and you eat lunch, go for a short walk,” she advised. “More than likely you won’t get that food coma.”

It could also be useful for pregnant women at risk for gestational diabetes,” DiPietro said, since, especially in late stages of pregnancy, women may not be able to exercise for 45 straight minutes.

SOURCE : www.nbcnews.com

การยืดเหยียดกล้ามเนื้อก่อนออกกำลังกายมากเกินไปอาจเป็นผลเสีย

voathai130410_001เมื่อไม่นานมานี้หนังสือพิมพ์ New York Times รายงานเรื่องผลการศึกษาชิ้นใหม่ในโครเอเซียเกี่ยวกับการยืดเหยียดกล้ามเนื้อหรือ stretching  ก่อนการออกกำลังกาย ว่าหากทำมากเกินไปจะเป็นผลให้กล้ามเนื้ออ่อนล้าหมดแรงและทำให้เกิดการบาดเจ็บได้ โดยเฉพาะสำหรับการออกกำลังกายแบบยกน้ำหนัก การศึกษานี้ชี้แนะว่าควรจำกัดการยืดเหยียดกล้ามเนื้อก่อนออกกำลังกายให้อยู่ในระดับพอประมาณไม่มากเกินไป และให้ความสนใจกับการยืดเหยียดกล้ามเนื้อเพื่อช่วยการฟื้นตัวหลังการออกกำลังกายมากกว่า และควรให้ความสำคัญกับการยืดเหยียดกล้ามเนื่อนี้ควบคู่กับการอบอุ่นร่างกายก่อนออกกำลังเพื่อป้องกันการบาดเจ็บของกล้ามเนื้อ

10.04.2013

ที่มา : www.voathai.com

.

Related Article :

.

nytimes130403_001

Reasons Not to Stretch

By GRETCHEN REYNOLDS
APRIL 3, 2013,

Most of us grew up hearing that we should warm up with a stretch. Strike and hold a pose, such as touching your toes, for 30 seconds or more, we were told, and you’ll be looser, stronger and injury-proof.

But anyone who follows fitness science — or this column — knows that in recent years a variety of experiments have undermined that idea. Instead, researchers have discovered, this so-called static stretching can lessen jumpers’ heights and sprinters’ speeds, without substantially reducing people’s chances of hurting themselves.

Now, two new studies are giving us additional reasons not to stretch.

One, a study being published this month in The Journal of Strength and Conditioning Research, concluded that if you stretch before you lift weights, you may find yourself feeling weaker and wobblier than you expect during your workout. Those findings join those of another new study from Croatia, a bogglingly comprehensive re-analysis of data from earlier experiments that was published in The Scandinavian Journal of Medicine and Science in Sports. Together, the studies augment a growing scientific consensus that pre-exercise stretching is generally unnecessary and likely counterproductive.

Many issues related to exercise and stretching have remained unresolved. In particular, it is unclear to what extent, precisely, subsequent workouts are changed when you stretch beforehand, as well as whether all types of physical activity are similarly affected.

For the more wide-ranging of the new studies, and to partially fill that knowledge gap, researchers at the University of Zagreb began combing through hundreds of earlier experiments in which volunteers stretched and then jumped, dunked, sprinted, lifted or otherwise had their muscular strength and power tested. For their purposes, the Croatian researchers wanted studies that used only static stretching as an exclusive warm-up; they excluded past experiments in which people stretched but also jogged or otherwise actively warmed up before their exercise session.

The scientists wound up with 104 past studies that met their criteria. Then they amalgamated those studies’ results and, using sophisticated statistical calculations, determined just how much stretching impeded subsequent performance.

The numbers, especially for competitive athletes, are sobering. According to their calculations, static stretching reduces strength in the stretched muscles by almost 5.5 percent, with the impact increasing in people who hold individual stretches for 90 seconds or more. While the effect is reduced somewhat when people’s stretches last less than 45 seconds, stretched muscles are, in general, substantially less strong.

They also are less powerful, with power being a measure of the muscle’s ability to produce force during contractions, according to Goran Markovic, a professor of kinesiology at the University of Zagreb and the study’s senior author. In Dr. Markovic and his colleagues’ re-analysis of past data, they determined that muscle power generally falls by about 2 percent after stretching.

And as a result, they found, explosive muscular performance also drops off significantly, by as much as 2.8 percent. That means that someone trying to burst from the starting blocks, blast out a ballistic first tennis serve, clean and jerk a laden barbell, block a basketball shot, or even tick off a fleet opening mile in a marathon will be ill served by stretching first. Their performance after warming up with stretching is likely to be worse than if they hadn’t warmed up at all.

A similar conclusion was reached by the authors of the other new study, in which young, fit men performed standard squats with barbells after either first stretching or not. The volunteers could manage 8.3 percent less weight after the static stretching. But even more interesting, they also reported that they felt less stable and more unbalanced after the stretching than when they didn’t stretch.

Just why stretching hampers performance is not fully understood, although the authors of both of the new studies write that they suspect the problem is in part that stretching does exactly what we expect it to do. It loosens muscles and their accompanying tendons. But in the process, it makes them less able to store energy and spring into action, like lax elastic waistbands in old shorts, which I’m certain have added significantly to the pokiness of some of my past race times by requiring me manually to hold up the garment.

Of course, the new studies’ findings primarily apply to people participating in events that require strength and explosive power, more so than endurance. But “some research speaks in favor” of static stretching impairing performance in distance running and cycling, Dr. Markovic said.

More fundamentally, the results underscore the importance of not prepping for exercise by stretching, he said. “We can now say for sure that static stretching alone is not recommended as an appropriate form of warm-up,” he said. “A warm-up should improve performance,” he pointed out, not worsen it.

A better choice, he continued, is to warm-up dynamically, by moving the muscles that will be called upon in your workout. Jumping jacks and toy-soldier-like high leg kicks, for instance, prepare muscles for additional exercise better than stretching. As an unscientific side benefit, they can also be fun.

SOURCE : well.blogs.nytimes.com

ทางหนีสมองเสื่อมสำหรับคนชอบดื่ม

dailynews130422_001ผู้ที่ชอบดื่มแอลกอฮอล์ ชนิดที่คนรอบข้างยกให้เป็นคอเหล้าหรือนักดื่ม ไม่ควรพลาดข้อมูลควรรู้จากผลวิจัยของมหาวิทยาลัยโคโลราโด สหรัฐ ซึ่ง ‘ฮอลลิส แคโรลี’ หัวหน้าทีมวิจัยเล่าไว้ว่า โดยทั่วไป สมองของคนเราจะค่อยๆ เสื่อมถอยไปตามกาลเวลา แต่อีกปัจจัยที่นำความเสื่อมมาสู่สมองได้เร็วยิ่งขึ้น คือ เครื่องดื่มมึนเมาหรือแอลกอฮอล์ ยิ่งนักดื่มรายใด ดื่มบ่อย ดื่มจัดหนัก สมองก็จะยิ่งเสื่อมเร็วขึ้นไปอีก

ทว่าผลจากการศึกษาค้นคว้า พบว่า นักดื่มพอจะมีหนทางชะลอหรือหลีกหนีความเสื่อมของสมองจากพิษสงของแอลกอฮอล์ได้ เพียงแค่ออกกำลังกายแบบแอโรบิค ซึ่งก็คือ การออกกำลังกายที่ส่งผลให้หัวใจทำงานมากขึ้น เช่น วิ่ง ว่ายน้ำ เต้นแอโรบิค ปั่นจักรยาน ที่สำคัญจะต้องทำให้ได้อย่างสม่ำเสมอ

ก่อนจะสรุปออกมาได้ขนาดนี้ ทีมวิจัยได้ศึกษาผลการสแกนภาพสมองด้วยเครื่อง MRI ของอาสาสมัคร 60 ราย ร่วมกับข้อมูลด้านพฤติกรรมการดื่ม การสูญเสียการควบคุมจากการดื่มหนัก ความถี่ในการออกกำลังกายแบบแอโรบิค ผลจากการวิเคราะห์ข้อมูลเหล่านี้ ทำให้เชื่อได้ว่า คนที่ดื่มหนัก แล้วขาดหรือไม่ค่อยได้ออกกำลังกาย จะมีสภาพความเสื่อมของสมองชัดเจนกว่านักดื่มที่ออกกำลังกายหนักหรือสม่ำเสมอ โดยเฉพาะบริเวณที่เรียกว่า เนื้อสมองสีขาว (white-matter)

แม้ผลวิจัยดังกล่าวจะทำให้นักดื่มใจชื้นขึ้นได้บ้าง แต่ก็ใช่ว่าจะรอไปออกกำลังกายหลังจากวันที่ไปดื่มมาเท่านั้น ที่ดีที่สุด คือ ทุกคนควรออกกำลังกายเป็นประจำ เพื่อเสริมประสิทธิภาพและชะลอความเสื่อมของสมอง โดยเฉพาะด้านการเรียนรู้ จดจำ และการควบคุมตนเอง.

ทีมเดลินิวส์ออนไลน์
takecareDD@gmail.com

ที่มา :  เดลินิวส์ 22 เมษายน 2556

.

Related Article :

.

Exercise might have a protective effect from brain-damaging alcohol.

Exercise might have a protective effect from brain-damaging alcohol.

Report: Exercise Might Prevent Alcohol’s Brain-Damaging Effects

Those who exercised the most saw ‘no strong relationship’ between white matter damage and heavy drinking

By JASON KOEBLER

April 16, 2013

Good news for people who drink hard and exercise hard: Exercise might mitigate brain damage caused by heavy drinking.

People who exercised often did not show a “strong relationship between white matter damage and heavy drinking,” unlike those who drank but did not exercise much, according to Hollis Karoly, a researcher at the University of Colorado, Boulder and lead author of the study, which was published Tuesday in the journal Alcoholism: Clinical & Experimental Research.

White matter is one of the main components of the brain and is involved with learning, processing, cognition and communication between different regions of the brain. In the past, “heavy alcohol exposure [has been] significantly associated with decreased white matter fiber quality,” according to the study. The study asked participants to self-report their drinking and aerobic exercise habits, which include running, walking, cycling and other light-to-moderate intensity activities.

Previous studies have also shown that people who exercise regularly have better white matter “integrity” than those who don’t. Karoly says the “protective or reparative neurobiological effects” of exercise extend to those who drink heavily.

Because the study relied on self-reported drinking and exercise data, Karoly can’t prescribe a certain type or amount of exercise in order to mitigate alcohol’s brain-damaging effects. She says her findings are “preliminary” but are “consistent with the hypothesis that aerobic exercise may mitigate or reverse alcohol-related damage.”

“Given that we did not have control over the duration, intensity, frequency or type of aerobic exercise in which participants engaged, it is difficult to address the ‘dose’ of aerobic exercise that may be necessary to obtain neuroprotective benefits,” the study says.

Karoly says future research will seek to discover the mechanism by which exercise protects the brain. It is still unclear whether going for a run the day after a late night out can help mitigate alcohol’s effects or whether the exercise must be a consistent lifestyle choice.

“We were only taking into account recent exercise and drinking behavior,” she says. “It’d be interesting to look at longer-term exercise to control for how many years a person has been doing an exercise or drinking.”

SOURCE : www.usnews.com

ออกกำลังแบบเล่น ๆ ได้ผลไม่แพ้ทำจริงจัง

The study shows that going to the gym does not have the same benefits as a long leisurely walk (stock photo)

The study shows that going to the gym does not have the same benefits as a long leisurely walk (stock photo)

ผู้เชี่ยวชาญการออกกำลังแบบเล่น ๆ ของอเมริกา ออกปากแนะนำว่า ไม่จำเป็นจะต้องคิดไปออกกำลังอย่างจริงจังอะไรนัก ชั่วออกกำลังแบบทำเล่น ๆ อย่างเช่น ขึ้นลงบันได และเล่นการบริหารท่าวิดน้ำ ตอนช่วงทีวีกำลังโฆษณาบ้าง ครั้งหนึ่ง ๆ สักนาทีสองนาทีก็พอแล้ว ข้อสำคัญให้รวมเวลาได้วันละประมาณครึ่งชั่วโมงเท่านั้น ก็ได้ประโยชน์เช่นกัน

ผู้เชี่ยวชาญซึ่งได้ศึกษา “การออกกำลังแบบเล่น ๆ” เป็นเวลานานหลายปี กล่าวว่า การออกกำลังแบบเล่น ๆ ครั้งละไม่กี่อึดใจ แต่ทำบ่อย ๆ ให้ได้เวลารวมกันสักวันละครึ่งชั่วโมง ก็ให้คุณประโยชน์ไม่แพ้การออกกำลังที่ต้องใช้เวลานานกว่า ได้มีการศึกษาพบว่า คนอเมริกันที่เป็นผู้ใหญ่ ที่ออกกำลังอย่างจริงจังมีไม่ถึงร้อยละ 10 ด้วยซ้ำ แต่พวกเขาไม่น้อยกว่าร้อยละ 40 พากันปฏิบัติตัว ตามคำแนะนำของการออกกำลัง ด้วยการเคลื่อนไหวให้เป็นวิถีชีวิต

เขาอธิบายว่า การออกกำลังแบบนี้อาจเรียกได้ว่าเป็นการออกกำลังแบบเล่น ๆ “แต่ก็เป็นแบบธรรมชาติ อย่างเช่น เดินให้มากขึ้น แทนที่จะขับรถไปทำงานก็เดินสัก 1-2 กม. หรือไม่ก็ขี่จักรยาน ในเส้นทางเดียวกัน แทนที่จะนั่งอยู่เฉยๆ ตอนทีวีโฆษณา ก็หันมาเล่นกายบริหาร ทำท่าวิดน้ำ หรือแทนที่จะนั่งเล่นเกมเหมือนกับเด็ก ก็ออกลุกขึ้นเดินไปเดินมาเสีย”.

ที่มา : ไทยรัฐ 13 กุมภาพันธ์ 2556

.

Related Article :

.

A long walk can significantly improves insulin sensitivity and blood lipid levels (stock photo)

A long walk can significantly improves insulin sensitivity and blood lipid levels (stock photo)

Walking ‘is better than the gym’: Long periods of gentle exercise are more beneficial than a high-intensity workout

  • Low intensity exercise improves insulin sensitivity and blood lipid levels, which are indicators of diabetes and obesity

By JAYMI MCCANN

PUBLISHED: 21:57 GMT, 13 February 2013 |

If you have just been to the gym, don’t sit down, not for too long anyway.

Scientists have found that long periods of walking could actually be better for you than high intensity exercise.

Low intensity exercise improves insulin sensitivity and blood lipid levels at a better rate than an hour long high octane workout, according to a study published in journal PLOS ONE.

These levels are indicators of diabetes and obesity.

Researchers from Maastricht University in Holland, split 18 youngsters aged 19 to 24 into three groups – one sat for 14 hours doing no exercise, the second sat for 13 hours but did an hour of vigorous exercise, and the final group sat for six hours, walked for four and stood for two.

It was found that when energy expended was the same, cholesterol and lipid levels were significantly improved in the group that exercised over a longer period, far more than in the other two groups.

Dr Hans Savelberg, from Maastricht University in Holland, who led the study, said: ‘One hour of daily physical exercise cannot compensate for the negative effects of inactivity on insulin sensitivity and plasma lipids if the rest of the day is spent sitting.

‘Reducing inactivity by low intensity activities such as walking at a leisurely pace and standing is more effective than physical exercise in improving these parameters in sedentary subjects.

‘Our study suggests that in addition to health interventions that stress the importance of spending enough energy to maintain a neutral energy balance, a minimal daily amount of non-sitting time should also be promoted.’

SOURCE: dailymail.co.uk