รอบเอวเพิ่มเพราะไม่ทำงานบ้าน

dailynews131230_001ในยุคสมัยที่ต้องใช้ชีวิตเร่งรีบ ผู้หญิงทำงานบ้านลดน้อยลง ใช้ชีวิตข้างนอกมากขึ้น นั่นเป็นสาเหตุของค่าเฉลี่ยรอบเอวที่เพิ่มขึ้น

เว็บไซต์เดลิเมล์ ได้ให้ข้อมูลไว้ว่า ผู้หญิงในยุคปี ค.ศ.1950 มีรอบเอวเฉลี่ย 28 นิ้ว ขณะที่ ผู้หญิงปัจจุบัน มีรอบเอวเฉลี่ย 34 นิ้ว (ขนาดตัวของผู้หญิงตะวันตก) โดยเห็นว่าค่าเฉลี่ยเพิ่มขึ้นมา 6 นิ้ว

นักวิจัยได้กล่าวถึงสาเหตุว่า นั่นเพราะผู้หญิงสมัยนี้ไม่ต้องทำงานบ้านมากเท่าคนรุ่นปู่ย่าตายาย และยังมีเครื่องอำนวยความสะดวกในครัวเรือนที่ทันสมัย ซึ่งแม่บ้านในยุค1950 สามารถเผาผลาญได้ถึง 1,000 แคลอรี่/วัน เมื่อเปรียบเทียบกับผู้หญิงในทุกวันนี้ ที่มีวิถีชีวิตอยู่ประจำที่มากขึ้น แม้จะทำงานเต็มเวลาแต่ก็ใช้เวลาส่วนใหญ่ทั้งวันนั่งอยู่หลังโต๊ะทำงาน

นอกจากผู้หญิงในยุค 1950 จะมีโอกาสได้ทำงานบ้านมากกว่าแล้ว ยังกินน้อยกว่าอีกด้วย ที่สำคัญคือในยุคนั้นแทบจะไม่มีอาหารจานด่วนเลย โดยปกติจะบริโภคเพียง 1,818 แคลอรี่ในแต่ละวัน ขณะที่ปัจจุบันบริโภคถึง 2,178 แคลอรี่ ซึ่งค่ากลางของแคลอรี่ต่อวันคือประมาณ 2,000 แคลอรี่

ดร. รอส อัลท์มันน์ ผู้อำนวยการทั่วไปของ Saga ได้กล่าว่า หากมองย้อนกลับไปจะพบในปี 1950 ผู้หญิงส่วนใหญ่ไม่ได้มีเครื่องซักผ้า แล้วลองคิดถึงการซักผ้านวมด้วยตนเอง นั่นเป็นคำตอบที่ว่าทำไมผู้หญิงในยุคนั้นจึงสามารถเผาผลาญแคลอรี่ได้มากมาย ทั้งๆที่อยู่กับบ้าน แต่ผู้หญิงวันนี้มีตารางเวลาที่ยุ่งอยู่แล้ว การออกกำลังกายของพวกเขาต้องไปที่ยิมหรือไม่ก็อาศัยการเดิน

อาหารจานด่วนก็มีส่วน แทม ฟราย กล่าวในงานประชุมโรคอ้วนแห่งชาติ ว่าแม้โรคอ้วนจะมีผลกระทบต่อทั้งสองเพศ แต่อัตรามีแนวโน้มที่จะสูงขึ้นในกลุ่มผู้หญิง เพราะน้ำหนักจากในช่วงการตั้งครรภ์ ตัวเลขล่าสุดแสดงให้เห็นถึงอัตราการเป็นโรคอ้วนว่า ร้อยละ 23.9 เป็นผู้หญิง ส่วน ร้อยละ 22.1 เป็นผู้ชาย

อย่างไรก็ตาม “เดลินิวส์ออนไลน์” ซักถามแพทย์ในบ้านเราเพิ่มเติม สำหรับ “นพ.กฤษดา ศิรามพุช” ผู้อำนวยการศูนย์เวชศาสตร์อายุรวัฒน์นานาชาติ ให้ความเห็นว่า ที่จริงแล้ว รอบเอวของผู้ชายก็กว้างขึ้นเหมือนกัน แต่ที่ผู้หญิงเห็นชัดกว่าก็เพราะว่า…

1) อิทธิฤทธิ์ของฮอร์โมนที่ชื่อ เอสโตรเจน และ โปรเจสเตอโรน ที่รวมกันเกิดผลลัพธ์ให้สาวๆ อวบขึ้นมาง่ายกว่าชายหนุ่ม

2) สรีรวิทยาของสตรี มีไขมันมากกว่าเมื่อเทียบผู้ชาย พูดง่ายๆ ว่านิ่มนวลจากไขมันที่เยอะกว่าไม่เหมือนผู้ชายที่ดูบึกบึนเพราะมีกล้ามเนื้อ

3) ผู้หญิงมีวัยทองที่ชัดเจน แต่ผู้ชายไม่ชัด

ทั้ง 3 ปัจจัยนี้รวมกันเป็นผลลัพธ์เท่ากับรอบเอวที่ใหญ่ขึ้นและเมื่อร่วมกับสิ่งสำคัญคือ “ออกกำลังกายน้อยลง” เมื่อเทียบกับแต่ก่อนจึงทำให้ภายในเวลา เพียง 6 ทศวรรษ สาวๆจึงมีวิวัฒนาการรอบเอวที่ใหญ่ขึ้นถึงเกือบ 10 นิ้ว

ทางแก้ที่ทำได้เองและง่ายก็คือ “หาเรื่องกระชับพื้นที่รอบพุง” เช่นการหาเรื่องลดพุงด้วยวิธีนี้เป็นการสร้างแรงบันดาลใจ เหมือนกับเราตั้งเป้าไว้แต่ไม่ถึงกับจริงจังจนเครียด, “มุ่งขยับกายให้ได้ทุกอิริยาบถ” ทำให้ทุกขณะคือการออกกำลัง แล้วจะช่วยปรับฮอร์โมนกับเพิ่มกล้ามได้ เช่น จอดรถไว้ไกลกว่าเดิมแล้วขยันเดินเอา หรือลุกขึ้นจากเก้าอี้ไปคุยงานแทนการส่งไลน์ เมื่อพิมพ์งานหน้าคอมพิวเตอร์ก็นั่งหลังตรงผึ่งผายไม่นั่งจม ขณะดูโทรทัศน์ก็ต้องหาทางออกกำลังกายไปด้วย เช่น ซิทอัพหรือแกว่งแขนช่วงพักโฆษณา,

“ห้ามอดนอน” เพราะมีผลต่อน้ำหนักร่างกายและรอบเอวมาก การนอนน้อยมีผลทำให้บวมแบบไม่ตั้งใจและลดยากมาก เพราะการนอนดึกจะส่งผลให้ต่อมหมวกไตหลั่งเคมีที่เก็บไขมันเข้ามา ดังนั้นคนที่นอนดึกจึงมีสภาพเสี่ยงอ้วน, “ตอนกินให้เลี่ยงแป้ง” แป้งคือตัวที่ทำให้อ้วนได้มาก ยิ่งในสตรีที่มีไขมันในร่างกายสูงง่ายอยู่แล้ว การกินแป้งเกินเข้าไปหน่อยเดียวอาจส่งผลให้เพิ่มไขมันโดยไม่รู้ตัว เพราะแป้งสามารถเปลี่ยนเป็นไขมันได้ง่ายๆ โดยเฉพาะในสตรียุคใหม่ที่ไม่ค่อยเผาผลาญนักจากรูปแบบการทำงานแบบ ติดโต๊ะ(Sedentary work) ติดเก้าอี้ประชุม หรือติดโซฟา(Couch potato)เมื่อได้กลับมาพักที่บ้าน

และ “อย่าแกล้งฮอร์โมน” โดยการรับประทานฮอร์โมนจากภายนอกโดยไม่จำเป็น เช่น กินยาคุมเพื่อรักษาสิว,กินฮอร์โมนตอนวัยทองโดยไม่มีข้อบ่งชี้ หรือการรับประทานสมุนไพรที่มีผลกับฮอร์โมนเช่น ว่านชักมดลูก,กวาวเครือ รวมถึงการไปฉีดฮอร์โมนเสริมเพื่อชะลอวัยที่ยังไม่มีการยืนยันจากหลักฐานทางวิชาการ(Evidence based)

เมื่อได้รับทราบดังนี้แล้วไม่อยากเอวขยาย อ้วนง่ายกว่าคนสมัยก่อน ต้องรีบควบคุมอาหาร และออกกำลังกายรักษาหุ่น ซึ่ง “เดลินิวส์ออนไลน์” ได้สอบถามไปยัง “หมอหมี สมิติเวช” Dr.Carebear Samitivej คุณหมอที่ให้คำแนะนำเรื่องการลดน้ำหนัก จนมีผู้ให้ความสนใจและติดตามเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะในทวิตเตอร์ @Dr_Carebear

หมอหมี ระบุว่า การลดน้ำหนักจำเป็นต้องมีการตั้งเป้าที่ชัดเจน ตั้งใจวางแผน เน้นการปรับเปลี่ยนการทานอาหาร มีผักมากกว่าข้าวทุกมื้อ ข้าวควรเลือกข้าวกล้องไม่เกิน 1.5-2 ทัพพีต่อมื้อ ทานโปรตีนให้พอ เลี่ยงอาหารผัด ทอด มัน ของหวาน และจัดเวลาออกกำลังประจำ ไม่นอนดึกเกินไป ถ้าหากเผลอทานไม่ดี ลงโทษตัวเองด้วยการออกกำลังกายตามคำแนะนำ โดยทั้งหมดที่กล่าวมา ควรทำให้เป็นนิสัย ทั้งนี้ หากทำได้ดี จะลดน้ำหนักได้ 0.5-1 กิโลต่อสัปดาห์ ผลน้ำตาลไขมันในเลือดจะเห็นผลใน 6 สัปดาห์ สำหรับผู้ที่กำลังจะเริ่มลดน้ำหนัก สามารถศึกษาคำแนะนำของหมอหมีเพิ่มเติมได้ที่ https://t.co/CEkGlwgKEi

รู้อย่างนี้แล้ว ถือฤกษ์ปีใหม่เป็นการเริ่มต้นปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เพื่อให้ได้รูปร่างที่สมส่วน ไม่อ้วนกันเถอะ.

จิราภา ภิญญสาสน์

ที่มา : เดลินิวส์  30 ธันวาคม 2556 

.

Related Article:

.

dailymail120624_001

Women put 6 inches on waists in 60 years: And the main reason? They don’t use as much elbow grease when they do the housework 

By SOPHIE BORLAND

PUBLISHED: 14:59 GMT, 24 May 2012

 

It’s almost enough to make you put down the paper and pick up the Hoover.

Women’s waistlines have grown by six inches over the past 60 years – because they don’t do as much housework as their forebears, researchers claim.

Without the benefit of modern household appliances, 1950s housewives used to burn up to 1,000 calories a day simply by doing the chores.

By comparison, today’s women have much more sedentary lifestyles, as many work full-time and spend most of the day sitting behind a desk.

The extra elbow grease needed for cleaning, washing and sweeping in the 1950s meant that the average middle-aged woman had a 28-inch waist. Today, the average measurement is 34 inches.

The research was carried out by Saga, the over-50s group, to mark the Queen’s Diamond Jubilee. 

It surveyed 8,000 men and women on their waist sizes, calorie intake and lifestyle, then compared the results with the average statistics for adults in 1952, the year of the Queen’s accession to the throne.

As well as leading more active lives, women in the 1950s also ate slightly less, as rationing was still in place and fast food barely existed.

Typically they consumed only 1,818 calories each day, compared with 2,178 calories now. The recommended allowance is 2,000 calories.

Dr Ros Altmann, Saga’s director-general, said improved gadgets had significantly reduced the time and effort required for housework. ‘If you think back to the 1950s most women would not even have had a washing machine,’ she said.

‘They wouldn’t have had duvets so the simple task of making a bed would have demanded far more physical activity. Women would have burned a significant number of calories just keeping the house going.’

Instead, today’s women have to set aside time in their already busy schedules for exercise, she said. ‘Nowadays you have to actually go to the gym to take exercise. My mum didn’t even have a car, she would have walked everywhere.

Dr Altmann added: ‘I think there’s some element with the availability of fast food but women in the 1950s would still have eaten chips and puddings. It seems to me that the physical activity demanded by keeping a home was ensuring women were fitter and thinner than they are today.’

Tam Fry, of the National Obesity Forum, said that although obesity affects both sexes, rates tend to be higher among women because of weight gained during pregnancy.

He said many struggle to lose the extra pounds between giving birth becoming pregnant with their second child.

22N-WOMENS SHAPE GRAPHIC

The latest figures show 23.9 per cent of women are obese, compared with  22.1 per cent of men.

Saga’s survey also showed how the relationship between the generations has changed over the past six decades.

Grown-up children were once expected to subsidise the income of their parents, but today the over-50s are increasingly likely to still be supporting their offspring instead.

Attitudes towards retirement have also changed. In 1952, finishing work was seen as a chance to rest and relax. Men aged 65 had a life expectance of 12.1 years, while for women it was 15.5 years.

Nowadays, life expectancy for 65-year-olds is 21.7 years for men and 24.2 years for women. It means retirement tends to be seen as an opportunity to change direction – but also that nearly four in ten adults want to, or have to,  continue working  after retirement.

SOURCE : www.dailymail.co.uk

Advertisements

กินฟาสต์ฟู้ดเสี่ยงที่จะเป็นโรคสะเก็ดเงิน เพราะไขมันเข้าไปกดภูมิคุ้มกันโรคไว้

thairath130123_001นักวิจัยที่กำลังศึกษาแผนแบบโรคภัยของโลกกับอาหารการกิน พบว่า เด็กที่ชอบกินอาหารฟาสต์ฟู้ดมากถึงอาทิตย์ละไม่ต่ำกว่า 3 มื้อ อาจจะป่วยเป็นหืด และเป็นโรคผิวหนังสะเก็ดเงินได้ เพราะไขมันจะไปกดภูมิคุ้มกันโรค

การศึกษานิสัยการกินของเด็กตามชาติต่างๆ ไม่ต่ำกว่า 50 ชาติ จำนวนไม่ต่ำกว่า 500,000 คน ได้เค้าว่าการกินอาหารเลว ทำให้เจ็บป่วยด้วยโรค ที่มาจากอาการแพ้ต่างๆเหล่านี้สูงขึ้น เด็กที่กินอาหารสำเร็จรูป เช่น พวกแฮมเบอร์เกอร์ ซื้อเอาไปกินที่บ้าน จะอยู่ใต้อันตรายของการเป็นโรคหืด โรคสะเก็ดเงิน และคันเรื้อรัง ซึ่งควรหันมากินผลไม้มาก ๆ จึงจะป้องกันได้

พวกอาหารสำเร็จเหล่านี้ มักเต็มไปด้วยไขมันและกรดไขมันสูง ซึ่งกระเทือนกับภูมิคุ้มกันโรค ต่างกับผลไม้ที่อุดมด้วยสารต่อต้านอนุมูลอิสระและพวกสารประกอบที่ให้คุณ

พวกเขาได้พบในการศึกษาว่า เด็กวัยรุ่นต้น ๆ ที่กินอาหารเหล่านี้อาทิตย์ละไม่ต่ำกว่า 3 มื้อเสี่ยงที่จะเป็นโรคหืดรุนแรง สูงถึงร้อยละ 39 ในขณะที่เด็กวัย 6-7 ขวบ ก็จะเฉียดใกล้โรคมากขึ้นไปอีกร้อยละ 27 แต่ถ้าเปลี่ยนมากินผลไม้กันให้มากขึ้น อีกอาทิตย์ละไม่ต่ำกว่า 3 หน อาจช่วยลดความเสี่ยงให้น้อยลงได้ ระหว่างร้อยละ 11-14.

ที่มา :  ไทยรัฐ 23 มกราคม 2556

.

Related Article :

.

Fast Food Diet Linked to Asthma and Eczema Severity in Kids, Large Study Finds

Jan. 16, 2013 — Eating three or more weekly servings of fast food is linked to the severity of allergic asthma, eczema, and rhinitis among children in the developed world, indicates a large international study published online in the respiratory journal Thorax.

The findings prompt the authors to suggest that a fast food diet may be contributing to the rise in these conditions, and if proved causal, could have huge implications for public health, given the popularity of these foodstuffs.

The authors base their findings on data from more than 319,000 13-14 year olds from 107 centres in 51 countries, and more than181,000 six to seven year olds from 64 centres in 31 countries.

All the participants were involved in the International Study of Asthma and Allergies in Childhood (ISAAC), which is a collaborative research project involving more than 100 countries and nearly two million children, making it the largest study of its kind.

The teens and the children’s parents were formally quizzed on whether they had symptoms of asthma (wheeze); rhinoconjunctivitis (which produces a runny or blocked nose accompanied by itchy and watery eyes); and eczema; and their weekly diet.

Questions focused particularly on the severity of symptoms over the preceding 12 months — including frequency and interference with daily life and/or sleep patterns — and certain types of food already linked to protective or damaging effects on health

These included meat, fish, fruits and vegetables, pulses, cereals, bread and pasta, rice, butter, margarine, nuts, potatoes, milk, eggs, and fast food/burgers. Consumption was categorised as never; occasionally; once or twice a week; and three or more times a week.

After taking account of factors likely to influence the results, the analysis showed that fast food was the only food type to show the same associations across both age groups, prompting the authors to suggest that “such consistency adds some weight to the possible causality of the relationship.”

It was associated with current and severe symptoms of all three conditions among the teens — across all centres in the participating countries, irrespective of gender or levels of affluence.

The pattern among children was less clear-cut, but a fast food diet was still associated with symptoms across all centres — except for current eczema — and poorer countries — except for current and severe asthma.

And this difference might have to do with the fact that children have fewer options about their food choices, suggest the authors.

Three or more weekly servings were linked to a 39% increased risk of severe asthma among teens and a 27% increased risk among children, as well as to the severity of rhinitis and eczema, overall.

On the other hand, fruit seemed to be protective in both age groups across all centres for all three conditions among children — both current and severe — and for current and severe wheeze and rhinitis among the teens.

Eating three or more weekly portions was linked to a reduction in symptom severity of between 11% and 14% among teens and children, respectively.

The authors suggest that there are plausible explanations for the findings: fast food contains high levels of saturated and trans fatty acids, which are known to affect immunity, while fruit is rich in antioxidants and other beneficial compounds.

The authors emphasise that their results do not prove cause and effect, but they do warrant further investigation.

“If the associations between fast foods and the symptom prevalence of asthma, rhinoconjunctivitis and eczema is causal, then the findings have major public health significance owing to the rising consumption of fast foods globally,” they conclude.

Story Source:

The above story is reprinted from materials provided byBMJ-British Medical Journal.

Journal Reference:

  1. Philippa Ellwood, M Innes Asher, Luis García-Marcos, Hywel Williams, Ulrich Keil, Colin Robertson, Gabriele Nagel, the ISAAC Phase III Study Group. Do fast foods cause asthma, rhinoconjunctivitis and eczema? Global findings from the International Study of Asthma and Allergies in Childhood (ISAAC) Phase ThreeThorax, 2013; DOI: 10.1136/thoraxjnl-2012-202285

SOURCE : sciencedaily.com

เด็กกินฟาสต์ฟู้ดมีเชาวน์ปัญญาต่ำ สู้เพื่อนกินอาหารที่ปรุงขึ้นใหม่ไม่ได้

นักวิทยาศาสตร์มหาวิทยาลัยแห่งลอนดอน ศึกษาพบว่าเด็กที่โตขึ้นมาด้วยอาหารฟาสต์ฟู้ด จะมีระดับเชาวน์ปัญญาต่ำกว่าเพื่อนที่กินอาหารที่ปรุงขึ้นใหม่ไม่ได้

พวกเขาได้พบว่าโภชนาการในวัยเด็กจะมีผลต่อระดับสติปัญญาเด็กอยู่อย่างยืนนาน

นักวิจัยจะได้ศึกษาจากเด็กสกอต วัยระหว่าง 3-5 ขวบ จำนวน 4,000 คน เพื่อจะดูว่าอาหารหลักที่เด็กกินในแต่ละวันอย่างไหน ที่มีผลต่อสติปัญญาและความเติบโตของเด็ก

หัวหน้านักวิจัยกล่าวว่า “โดยสามัญสำนึก เรารู้ว่าแบบของอาหารที่กิน จะต้องมีผลกับการพัฒนาสมอง การวิจัยครั้งนี้จะหาหลักฐาน เพื่อเอามาสนับสนุนการรณรงค์ เพื่อจะให้เด็กลดการบริโภคฟาสต์ฟู้ดให้น้อยลง” และเสริมว่า การศึกษาที่แล้วมา แสดงว่าอาหารที่ปรุงใหม่และมีคุณภาพ สำคัญยิ่งกว่าสิ่งที่ทำให้แค่อิ่มได้แค่นั้น โดยเฉพาะในช่วงที่เด็กยังอ่อนและพัฒนาอยู่.

ที่มา: ไทยรัฐ 11 ตุลาคม 2555

.

Related Article

.

Lower socio-economic status was linked to more children having fast food, which led to lower intelligence

Fast food children ‘develop lower IQs’: Junk diet has a lasting effect, warn experts

  • Lower socio-economic status linked to more children having fast food, leading to lower intelligence

By LUCY OSBORNE

PUBLISHED: 23:44 GMT, 3 October 2012

Children given more fast food meals will grow up to have a lower IQ than those who regularly eat freshly-cooked meals, according to a study.

Childhood nutrition has long lasting effects on IQ, even after previous intelligence and wealth and social status are taken into account, it found.

The study examined whether the type of main meal that children ate each day had an impact on their cognitive ability and growth.

It looked at 4,000 Scottish children aged three to five years old and compared fast food with freshly-cooked food.

The study, undertaken by an academic at Goldsmiths, University of London, found that parents with a higher socio-economic status reported that they gave their children meals prepared with fresh ingredients more often, which positively affected their IQ.

Lower socio-economic status was linked to more children having fast food, which led to lower intelligence.

Dr Sophie von Stumm, from the department of psychology at Goldsmiths, said: ‘It’s common sense that the type of food we eat will affect brain development, but previous research has only looked at the effects of specific food groups on children’s IQ rather than at generic types of meals.

‘This research will go some way to providing hard evidence to support the various high-profile campaigns aimed at reducing the amount of fast food consumed by children in the UK.’

Dr von Stumm said her findings highlighted that differences in children’s meals were also a social problem. ‘Mothers and fathers from less privileged backgrounds often have less time to prepare a freshly cooked meal from scratch for their children,’ she said.

‘These children score lower on intelligence tests and often struggle in school.

‘Schools in less privileged areas must do even more to balance children’s diet, so that they can achieve their cognitive potential.

‘It shows that the freshness and quality of food matters more than just being full, in particular when children are young and developing.’

Similar discoveries were made in an Australian study published in August. It found that while eating healthily can give a boost to intelligence, toddlers on a diet of drinks and sweets were less bright as they got older.

By the age of eight the ‘junk food’ children had IQs up to two points lower than their healthy counterparts, according to the researchers from the University of Adelaide.

And an American study, published in the Journal of Epidemiology & Community Health in 2010, showed that children who consume junk food such as pizza, chips and biscuits before the age of three may end up having lower IQs than children who ate home-cooked meals with fruit and vegetables.

These children were tested five years later and had IQ scores that were as much as five points lower than their healthier-eating peers.

The researchers suspected that the negative effect of eating junk food so early in life may not be altered by future healthy habits because brain development is hindered.

SOURCE: dailymail.co.uk