‘เจ็บหน้าอก’ สัญญาณเตือนโรคหัวใจ

dailynews150201ทุกครั้งที่มีคนบ่นว่าเจ็บหน้าอก หลายคนจะนึกถึงโรคหัวใจ แต่น้อยคนนักที่จะนึกต่อได้ว่าเกิดสถานการณ์วิกฤติเข้าแล้วและต้องนำผู้ป่วยส่งโรงพยาบาลให้เร็วที่สุด อันที่จริงสาเหตุของอาการเจ็บหน้าอกอาจเป็นไปได้หลายประการแต่ความเป็นไปได้ที่ร้ายแรงที่สุด คือ ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน (Heart Attack) หรือที่เรียกกันว่า “หัวใจวาย” นั่นเอง

ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันจัดเป็นสาเหตุการเสียชีวิตที่สำคัญของประชากรทั่วโลก สำหรับประเทศไทยโรคกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันเป็น 1 ใน 3 สาเหตุของการเสียชีวิตสูงสุดใกล้เคียงกับการเสียชีวิตด้วยอุบัติเหตุ และโรคมะเร็ง แม้อัตราการเสียชีวิตจากโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ ซึ่งนำไปสู่ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันจะสูง แต่ไม่ได้หมายความว่าเมื่อเกิดอาการแล้ว ผู้ป่วยจะต้องเสียชีวิตเสมอไป สิ่งที่จะ “ชี้เป็นชี้ตาย” ในสถานการณ์วิกฤตินี้คือผู้ป่วยถึงมือแพทย์ได้เร็วเพียงใด

นพ.ปัญเกียรติ โตพิพัฒน์ อายุร แพทย์โรคหัวใจและการสวนหลอดเลือด โรงพยาบาลเวชธานี อธิบายว่า หัวใจขาดเลือด หัวใจล้มเหลว หรือหัวใจวาย หากเกิดแบบเฉียบพลัน เรียกว่า “Heart Attack” เป็น

กลุ่มอาการที่เกิดจากการมีเลือดไปเลี้ยงหัวใจไม่เพียงพอต่อความต้องการของหัวใจในขณะนั้นทำให้กล้ามเนื้อหัวใจเสียหายจากการขาดเลือด ไม่มีแรงบีบตัว หัวใจจึงสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงอวัยวะต่าง ๆ ของร่างกายไม่เพียงพอ ส่งผลให้หัวใจเต้นผิดจังหวะตามมา ผู้ป่วยอาจหายใจติดขัดและหมดสติ ถ้าไม่ได้รับการรักษาภายใน 4-5 นาที หัวใจจะหยุดเต้น และเสียชีวิต ส่งผลให้สมองขาดเลือดไปเลี้ยง ทำให้สมองตายกลายเป็นอัมพฤกษ์อัมพาตตามมา

ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน เป็นภาวะที่เกิดขึ้นอย่างปัจจุบันทันด่วนและมีสาเหตุมาจากความผิดปกติของหลอดเลือดแดงซึ่งไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจ“ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันมักจะเกิดขึ้นเมื่อหลอดเลือดแดงโคโรนารี (Coronary Artery) เกิดการอุดตันอย่างฉับพลัน จนไม่สามารถส่งผ่านเลือดไปยังกล้ามเนื้อหัวใจได้ กล้ามเนื้อหัวใจบางส่วนจะเริ่มตาย หากไม่รีบเปิดทางเดินของหลอดเลือดกล้ามเนื้อหัวใจจะถูกทำลายมากขึ้นและหัวใจก็จะหยุดทำงานในที่สุด”

“ในขั้นเริ่มแรกผู้ป่วยจะไม่มีอาการอะไรแต่เมื่อเวลาผ่านไปหลอดเลือดหัวใจตีบลงมากขึ้นผู้ป่วยอาจเริ่มมีอาการเจ็บหน้าอกโดยเฉพาะเมื่อออกแรง ออกกำลังกาย หรือทำอะไรรีบ ๆ ทั้งนี้ เป็นผลมาจากการที่หัวใจต้องทำงานหนักขึ้นเพื่อลำเลียงเลือดไปยังส่วนต่าง ๆ ให้เพียงพอนั่นเอง”

อาการบอกเหตุของผู้ป่วยกล้ามเนื้อหัวใจตายที่สามารถสังเกตได้ คือคนไข้จะมีอาการเจ็บแน่นหน้าอกเหมือนมีอะไรหนัก ๆ มากดทับ จุกแน่นหรือแสบบริเวณลิ้นปี่ หายใจสั้น หอบ อาจมีอาการเจ็บร้าวที่บริเวณแขน คอ ไหล่ และกราม เหงื่อออกท่วมตัว คลื่นไส้ หน้ามืด ใจสั่น

อาการเจ็บแน่นหน้าอกถือว่าเป็นอาการนำของภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันซึ่งโดยมากมักจะเกิดร่วมกับอาการอื่น ๆ เช่น เหงื่อออก หายใจหอบ ปวดร้าวไปที่แขนข้างเดียว หรือทั้งสองข้างไปจนถึงคอ และกราม ส่วนใหญ่อาการเหล่านี้จะเป็นอยู่ประมาณ 20-30 นาที แต่ถ้าหากมีอาการอยู่ตลอดต้องถือว่าเป็นสัญญาณวิกฤติของอาการกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน ผู้ป่วยต้องรีบไปพบแพทย์หรือเรียกรถฉุกเฉินไปโรงพยาบาลทันที

สาเหตุที่ต้องส่งผู้ป่วยให้ถึงแพทย์โดยเร็วนั้น เพื่อทำการรักษาให้เลือดไหลกลับไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจโดยเร็วที่สุดเพราะเมื่อกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด กล้ามเนื้อส่วนหนึ่งจะเริ่มตาย และเมื่อกล้ามเนื้อหัวใจตายแล้วก็ไม่สามารถฟื้นฟูหรือสร้างใหม่ได้ ดังนั้น ถ้าสามารถปกป้องกล้ามเนื้อหัวใจมิให้ถูกทำลายได้มาก โอกาสรอดชีวิตก็มีสูง สาเหตุใหญ่ที่ผู้ป่วยตัดสินใจมาโรงพยาบาลช้า มักเกิดจากความไม่แน่ใจว่าใช่อาการเตือนของโรคหัวใจหรือไม่ หรือคิดว่าเป็นโรคอื่น

นพ.ปัญเกียรติ ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันมีการตรวจวินิจฉัยโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดที่ให้ผลค่อนข้างแม่นยำ แพทย์อาจจะแนะนำการตรวจได้หลายวิธี ขึ้นกับความเหมาะสมของแต่ละบุคคล เช่น ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (EKG), การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจขณะออกกำลัง เช่น การเดินสายพาน, การตรวจภาพหัวใจด้วยคลื่นสะท้อนความถี่สูง(echocardiogram),การตรวจหัวใจด้วยเครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ความเร็วสูง (multislice CT scan), การตรวจภาพคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าหัวใจ (cardiac MRI) ในกรณีที่มีอาการมากแพทย์อาจจะตรวจเลือดว่ามีกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดหรือไม่หรืออาจจะทำการตรวจสวนหัวใจ (coronary angiography–CAG) เพื่อการวินิจฉัยที่แน่นอน

ถ้าหากผลการตรวจพบว่ามีภาวะหลอดเลือดหัวใจตีบ แพทย์จะแนะนำการรักษาซึ่งอาจจะแตกต่างไปในแต่ละบุคคลขึ้นกับความรุนแรงของโรคที่ตรวจพบและสุขภาพผู้ป่วย แต่หลักการสำคัญในการรักษาผู้ป่วย Heart Attack คือ ความรวดเร็วในการได้รับการรักษายิ่งผู้ป่วยได้รับการรักษาเร็วเท่าใดก็ยิ่งมีโอกาสรอดชีวิตสูงขึ้นเท่านั้น เนื่องจากผู้ป่วยมีโอกาสเสียชีวิตได้มากกว่า50%ถ้าได้รับการรักษาที่ถูกต้องรวดเร็วสามารถลดอัตราการเสียชีวิตได้มากกว่า 50% ดังนั้นการใช้รถ Mobile CCUจะช่วยทำให้การปฏิบัติการกู้ชีพมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น เนื่องจากในรถ Mobile CCU จะมีแพทย์โรคหัวใจและเครื่องมือพิเศษที่จำเป็นต่อการช่วยชีวิตผู้ป่วยโรคหัวใจไปกับรถด้วยและมีการประสานงานระหว่างรถ Mobile CCUกับทีมแพทย์ที่โรงพยาบาลเพื่อเตรียมเครื่องมืออุปกรณ์พร้อมให้การรักษาขั้นสูงทันทีเมื่อผู้ป่วยมาถึงโรงพยาบาล.

นพ.ปัญเกียรติ โตพิพัฒน์
อายุรแพทย์โรคหัวใจและหลอดเลือด
การสวนหลอดเลือดหัวใจทางข้อมือ
โรงพยาบาลเวชธานี

ที่มา: เดลินิวส์ 1 กุมภาพันธ์ 2558

Advertisements

งูสวัดพาเฉียดใกล้ อัมพฤกษ์อัมพาต

thairath140109_001“วารสารประสาทวิทยา” ของแพทย์สมาคมประสาทวิทยาอเมริกัน ฉบับออนไลน์ รายงานว่า มีการวิจัยพบว่าการเป็นงูสวัดที่มีผื่นขึ้นปวดแสบปวดร้อน ทำให้เฉียดใกล้กับโรคอัมพฤกษ์อัมพาต อยู่เป็นระยะเวลานานเป็นปีๆขึ้นได้ภายหลัง

โรคงูสวัด เกิดจากเชื้อไวรัสเดียวกับไข้อีสุกอีใส ผู้ที่เคยเป็นโรคนี้สมัยเด็ก เชื้อจะยังคงแฝงตัวอยู่ตามรากประสาท ในบางราย มันอาจจะแผลงฤทธิ์ขึ้นอีก หลังจากทิ้งเวลามานานตั้งหลายปีแล้ว

รายงานกล่าวว่า ผู้ที่อยู่ในวัยอายุระหว่าง 18 ถึง 40 ปี ที่เคยเป็นงูสวัด อาจจะป่วยเป็นอัมพฤกษ์ อัมพาต โรคหัวใจวาย หรือสมองขาดเลือดชั่วคราว ต่อมาภายหลังเป็นเวลาหลายปีได้มากกว่าผู้ไม่เป็นงูสวัด และผู้ที่อายุเกิน 40 ปีขึ้นไปที่เคยเป็นงูสวัด ก็อาจจะเกิดเป็นโรคหัวใจวาย หรือสมองขาดเลือดชั่วคราว แต่ไม่ถึงกับเป็นอัมพฤกษ์อัมพาตได้มากกว่าผู้ที่ไม่ได้เป็นงูสวัด

คณะนักวิจัยได้ศึกษากับผู้ที่เคยเป็นงูสวัด 106,600 คน และคนวัยไล่เลี่ยกันที่ไม่เป็นงูสวัด จำนวน 213,200 ราย.

ที่มา: ไทยรัฐ 9 มกราคม 2557

.

Related Article:

.

telegraph140102_001

Shingles increase risk of stroke and heart attack

Suffering from shingles – especially when under the age of 40 – increases the risk of suffering a stroke or heart attack in later life

By Richard Gray, Science Correspondent
02 Jan 2014

Patients who suffer from shingles are more likely to have a stroke or heart attack in later life, according to new research.

A study of almost 320,000 people has shown that the link appears to be especially pronounced in people who had shingles between the ages of 18 and 40 years old.

Those who suffered from the viral infection under the age of 40 had a 74 per cent greater chance of a stroke and 50 per cent greater risk of heart attack.

Shingles also increased the risk of transient ischemic attacks – sometimes called a “mini-stroke” – by 2.4 times compared to those who had not had the infection.

In patients over the age of 40, shingles increased the risk of heart attack by 10 per cent.

However, the numbers of those affected were low, with just 0.21 per cent of those taking part in the study who had shingles suffering a stroke.

The study was also not able to establish whether there was a direct cause for strokes or heart attacks by shingles.
Dr Judith Breuer, a virologist at University College London who led the study, said patients suffering from shingles should, however, be monitored more closely for their risk of stroke.

She added that further work was needed to see whether vaccinating against shingles could reduce the risk of heart attack and stroke in patients.
She said: “Anyone with shingles, and especially younger people, should be screened for stroke risk factors.

“The shingles vaccine has been shown to reduce the number of cases of shingles by about 50 per cent.

“Studies are needed to determine whether vaccination can also reduce the incidence of stroke and heart attack.

“However, what is also clear is that factors that increase the risk of stroke also increase the risk of shingles, so we do not know if vaccinating people can reduce the risk of stroke per se.

“Current recommendations are that anyone 60 years and older should be vaccinated. The role for vaccination in younger individuals with vascular risk factors needs to be determined.”

Shingles is caused by the chickenpox virus which can remain dormant inside the roots of nerve cells.

Years after recovering from chickenpox it can resurface and cause the condition, causing a rash that is painful to touch.

It often strikes those who are suffering from high levels of stress or have been suffering from other illnesses that suppress the immune system.

Dr Breuer and her colleagues, whose findings are published in the journal Neurology, studied data from 106,000 patients with shingles and 213,200 non sufferers.

They followed their patient records for an average of six years, and in some cases up to 24 years, after suffering with shingles.

A total of 40 people with shingles went on to experience a stroke, compared to 45 of those who had not had the condition.

Around 250,000 people a year suffer from shingles in Britain. The findings of the latest study mirror those of a smaller one from 2009.

Dr Madina Kara, a neuroscientist at the Stroke Association, said: “This new research shows that people who have had an attack of shingles may have a heightened risk of stroke.

“A stroke is a medical emergency and it is vital that those patients who have had shingles, and who are at increased risk of stroke, are closely observed.

“Time lost is brain lost and if someone is having a stroke, it is essential they receive specialist treatment urgently.”

SOURCE : www.telegraph.co.uk

นอนอย่างพอดี ลดความเสี่ยงโรคหัวใจ

dailynews131014_001การนอนหลับเป็นสิ่งสำคัญสำหรับชีวิตคนเรา เพราะจะส่งผลต่อสภาพร่างกาย สภาพจิตใจ แล้วคุณผู้อ่านรู้หรือไม่ว่า หากร่างกายไม่ได้รับการพักผ่อนที่เพียงพอ มิใช่ก่อให้เกิดโรคเพียงอย่างเดียว อาจส่งผลถึงขั้นเสียชีวิตได้ด้วย!?

ข้อมูลจากเดลิเมล์ เปิดเผยถึงการศึกษาใหม่ ที่พบว่าการนอนหลับนาน 6 – 8 ชั่วโมงต่อคืน มีส่วนในการลดความเสี่ยงของโรคหัวใจและโรคหลอดเลือดสมอง นอกจากนี้นักวิจัยยังพบว่า คนที่นอนน้อยกว่าคืนละ 8 ชั่วโมงมีความเสี่ยงถึง 2 เท่า ที่อาจจะมีอาการหัวใจวายและโรคหัวใจล้มเหลว ขณะที่คนนอนหลับเกิน 8 ชั่วโมงต่อคืน ก็มีความเสี่ยงของโรคหลอดเลือดหัวใจตีบมากกว่า 2 เท่า โดยร้อยละ 19 มีโอกาสสูงที่จะเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจ

สำหรับต้นตอของผลวิจัยข้างต้น มาจากวารสารคลินิกโรคหัวใจออนไลน์ในสหรัฐ เผยถึงการศึกษานี้ ว่า ระยะเวลาในการนอนหลับมีความสัมพันธ์กับโรคหัวใจและหลอดเลือด โดยคนที่มีระยะเวลาการนอนหลับแบบสุดขั้วหรือนอนหลับยาวกินบ้านกินเมือง มีความเสี่ยงสูงสุดของการเกิดโรค ส่วนระยะเวลาการนอนที่ดีที่สุดควรอยู่ระหว่าง 6-8 ชั่วโมง

อย่างไรก็ตาม ในสหราชอาณาจักร มีผู้ที่เสียชีวิตจากโรคหลอดเลือดหัวใจมีผู้เสียชีวิตราว 74,000 คน ส่วนโรคหลอดเลือดสมองมีผู้เสียชีวิตราว 42,000 คน โดย 1 ใน 6 ของผู้เสียชีวิตเป็นเพศชาย และ 1 ใน 9 ผู้เสียชีวิตเป็นเพศหญิง ฉะนั้นแล้วหากคุณผู้อ่านไม่อยากเป็น 1 ในสถิติดังกล่าว ก็ควรหันมาใส่ใจเรื่องของการนอนหลับ และปรับเปลี่ยนเวลาการนอนให้เหมาะสม เพื่อมีชีวิตที่ยืนยาว และห่างไกลโรค

จากการวิจัยนี้ ชี้ให้เห็นแล้วว่า ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนควรทำอย่างพอดี หากมากเกินไปก็ส่งผลเสีย น้อยเกินไปก็ยังมีโทษ.

จิราภา ภิญญสาสน์

ที่มา: เดลินิวส์ 14 ตุลาคม 2556

.

Related Article:

.

dailymail131006_001a

Sleeping for between six and eight hours a night ‘reduces risk of heart problems and strokes’

  • Fewer than six hours means you’re twice as likely to suffer heart attack
  • Sleeping for more than eight hours associated with higher angina risk
  • Study looks at sleep in relation to five different cardiovascular problems

By ROBIN YAPP

PUBLISHED: 15:58 GMT, 6 October 2013

Sleeping for between six and eight hours a night could be key to cutting the risk of heart problems and stroke, according to a new study.

Researchers found people who sleep for fewer than six hours a night were twice as likely to suffer a heart attack or stroke as those who sleep for between six and eight hours.

They also had a two-thirds higher risk of congestive heart failure, where the heart’s ability to pump blood around the body weakens with potentially damaging effects on other organs.

Sleeping for more than eight hours a night was associated with more than double the risk of angina and a 19 per cent higher likelihood of coronary artery disease.

The US authors said the study, published online in the journal Clinical Cardiology, was the first to look at sleep duration in relation to five different cardiovascular problems.

Lead author Dr Saurabh Aggarwal, of Chicago Medical School, said: ‘People whose sleep duration is at the extremes are at the highest risk of cardiovascular events, and the risk decreases as the number reaches a middle point.

‘Six to eight hours is the best period of sleep duration according to this study.’

More than 159,000 people died from cardiovascular disease in the UK in 2011, according to the British Heart Foundation.

One in six male deaths and one in nine female deaths were from coronary heart disease (CHD) – a total of nearly 74,000 deaths – and stroke caused nearly 42,000 deaths.

The new study looked at 6,538 people drawn from a nationally representative US health database who had experienced at least one cardiovascular problem.

Questionnaires filled out by the participants, who had an average age in their early 60s, showed that they slept for an average of just under seven hours a night.

Analysis of how long the subjects slept for showed the clear trends for certain types of cardiovascular problem in people who slept for fewer than six hours or more than eight hours.

Heart issues: The new study looked at 6,538 people drawn from a nationally representative US health database who had experienced at least one cardiovascular problem (file picture)

Heart issues: The new study looked at 6,538 people drawn from a nationally representative US health database who had experienced at least one cardiovascular problem (file picture)

The results were adjusted to account for other factors that influence cardiovascular risk including age, body mass index, cholesterol, smoking, blood pressure, sleep apnoea and family history of heart disease.

Dr Aggarwal and colleagues wrote that disturbed sleep patterns can have ‘far-reaching effects’ on the body’s metabolism, immune system and hormones.

Shorter sleep duration has effects including increased levels of the stress hormone cortisol, increased blood pressure, hyperactivation of the sympathetic nervous system and increased inflammation.

The reasons why sleeping for longer than average raises the risk of cardiovascular disease are unclear, the team said.

It could be a risk factor in itself that can be changed or it could be that people who sleep longer are more likely to be depressed, poor and physically inactive.

The authors said adjusting their results to account for sleep apnoea – known to be linked to cardiovascular disease – helped make them a more reliable indicator of the importance of sleep duration than other studies.

Amy Thompson, senior cardiac nurse at the British Heart Foundation, said: ‘While the results of this study suggest an association between sleep and your heart, we cannot say that how long you spend sleeping actually causes heart disease and stroke.

‘Leading an active lifestyle, with a healthy diet and plenty of exercise, should boost your mental and physical wellbeing and help you to drift off easily. If trouble sleeping is causing problems for you, talk to your doctor.’

SOURCE: www.dailymail.co.uk

บุหรี่ทำร้ายสตรี หนักยิ่งกว่าบุรุษ

thairath130506_002วารสาร “มะเร็งโรคระบาดวิทยาตัววัดความเสี่ยงและการป้องกัน” เปิดเผยว่า บุหรี่เป็นอันตรายกับผู้หญิงเสียยิ่งกว่าผู้ชาย มันทำให้ผู้หญิงเสี่ยงกับโรคมากขึ้นอีกร้อยละ 19 ในขณะที่ผู้ชายเสี่ยงร้อยละ 9

มหาวิทยาลัยโตรอนโตของแคนาดา ได้ศึกษาจากสถิติทางการแพทย์ของคนไข้ 600,000 คน พบว่าผู้หญิงที่สูบบุหรี่เสี่ยงที่จะเป็นโรคมะเร็งลำไส้สูงกว่าผู้ชายถึง 2 เท่า “ผลการศึกษาส่อให้รู้ว่าบุหรี่เป็นพิษแก่ร่างกาย ผู้หญิงหนักกว่าของผู้ชาย”

ก่อนหน้านี้ ผู้เชี่ยวชาญเคยพบมาบ้างแล้วว่าสตรีจะต้องเสี่ยงกับโรคหัวใจวายมาตั้งแต่เริ่มสูบ มากกว่าผู้ชายที่ติดบุหรี่โดยไม่อาจทราบสาเหตุได้
ทางหน่วยวิจัยโรคมะเร็งของอังกฤษเคยบอกไว้ว่า “เป็นที่รู้กันดีอยู่แล้วว่าการสูบบุหรี่ทำให้เป็นมะเร็งได้อย่างต่ำถึง 14 ชนิด รวมทั้งมะเร็งลำไส้”.

ที่มา : ไทยรัฐ 6 พฤษภาคม 2556

.

Related Article:

.

One in five UK women is a smoker

One in five UK women is a smoker

Smoking ‘poses bigger risk to women’

By Michelle Roberts
Health editor, BBC News online
1 May 2013

Smoking may pose a bigger health threat to women than men, say researchers.

Women who smoke have a higher risk of cancer than men, Norwegian investigators found.

They looked at the medical records of 600,000 patients and discovered the bowel cancer risk linked to smoking was twice as high in women than men.

Female smokers had a 19% increased risk of the disease while male smokers had a 9% increased risk, Cancer Epidemiology, Biomarkers & Prevention reports.

For men and women, the evidence is clear – being a non-smoker means you’re less likely to develop cancer, heart disease, lung disease and many other serious illnesses”

Sarah Williams of Cancer Research UK

In the study, nearly 4,000 of the participants developed bowel cancer. Women who started smoking when they were 16 or younger and those who had smoked for decades were at substantially increased risk of bowel cancer.

Biologically vulnerable?

The University of Tromso team who carried out the research say it is the first study to show women who smoke less than men still get more colon cancer.

But they were unable to take into account other factors that might affect the risk of this type of cancer, such as alcohol and diet.

The findings suggest that women may be biologically more vulnerable to the toxic effects of tobacco smoke.

Experts already know that women who start smoking increase their risk of a heart attack by more than men who take up the habit, although it is not clear why.

A new piece of research published in the Journal of Clinical Endocrinology & Metabolism suggests a possible explanation.

A team from the University of Western Australia found teenaged girls exposed to passive smoking had lower levels of the “good” form of cholesterol that reduces heart disease risk.

Second-hand smoke

Second-hand smoke did not appear to have the same impact on teenage boys, however.

The study looked at more than 1,000 adolescents living in Perth, Australia.

Lead researcher Chi Le-Ha said: “Considering cardiovascular disease is the leading cause of death in women in the Western world, this is a serious concern.”

Around one in every five men and women in the UK is a smoker.

Although smoking rates have been falling among both sexes, the decline has been less rapid in women.

In England in 2010, more than a quarter of secondary school pupils had tried smoking at least once and 5% were regular smokers. Girls were more likely to smoke than boys – 9% of girls had smoked in the last week compared with 6% of boys.

Quitting smoking cuts your risk of many diseases, including cancer.

According to research in more than one million women, those who give up smoking by the age of 30 will almost completely avoid the risks of dying early from tobacco-related diseases.

Sarah Williams of Cancer Research UK said: “It’s well established that smoking causes at least 14 different types of cancer, including bowel cancer.

“For men and women, the evidence is clear – being a non-smoker means you’re less likely to develop cancer, heart disease, lung disease and many other serious illnesses.”

June Davison, senior cardiac nurse at the British Heart Foundation, said more research was needed to understand the effects of second-hand smoke.

SOURCE : www.bbc.co.uk

 

 

อยากแข็งแรงตอนแก่ จงเลี่ยงอาหารฝรั่ง

People who ate the most fried and sweet food, processed and red meat, white bread, butter and cream doubled their risk of premature death or ill health in old age

People who ate the most fried and sweet food, processed and red meat, white bread, butter and cream doubled their risk of premature death or ill health in old age

วารสารทางวิชาการ “แพทยสมาคมอเมริกัน” กล่าวว่า ถ้าหากอยากอายุยืน ควรจะหลีกเลี่ยงการกินอาหารแบบฝรั่ง ที่ล้วนแต่มัน ๆ

รายงานผลการศึกษาระยะยาว จากชายหญิงอังกฤษ 5,350 คน การกินอาหารทอดๆ และหวาน เช่น อาหารเนื้อแดงสำเร็จ ข้าวขัดขาว ของเนยนมไขมันสูง จะทำให้ความหวังที่จะอยู่ถึงแก่เฒ่าอย่างมีสุขภาพดี ต้องลดน้อยถอยลง

หัวหน้าคณะผู้ศึกษากล่าวแจ้งว่า “การละเว้นอาหารแบบตะวันตก จะช่วยให้บรรลุความแก่แต่แข็งแรง ปราศจากโรคเรื้อรังและยังคงช่วยเหลือตัวเองได้”.

ที่มา :  ไทยรัฐ 23 เมษายน 2556

.

Related Article :

.

The research adds to evidence that Western style food is the reason why heart disease claims about 94,000 lives a year in the UK - more than any other illness

The research adds to evidence that Western style food is the reason why heart disease claims about 94,000 lives a year in the UK – more than any other illness

The Western diet really IS a killer: People who eat white bread, butter and red meat are most likely to die young 

  • Those who ate fried and unhealthy food had doubled risk of early death
  • Key culprits include red meat, white bread, butter, cream and sweet foods
  • Findings ‘help explain’ why heart disease is still the UK’s biggest killer

By ANNA HODGEKISS

PUBLISHED: 18:20 GMT, 16 April 2013

The typical Western diet, high in fat and sugar, really does lead to an early grave, new research suggests.

A study of more than 5,000 civil servants found those who ate the most fried and sweet food, processed and red meat, white bread and butter and cream doubled their risk of premature death or ill health in old age.

It adds to evidence that ‘Western style food’ is the reason why heart disease claims about 94,000 lives a year in the UK – more than any other illness.

The findings published in The American Journal of Medicine are based on a survey of British adults and suggest adherence to the diet increases the risk of premature death and disability later in life.

Lead researcher, Dr Tasnime Akbaraly, of the National Institute of Health and Medical Research in France, said: ‘The impact of diet on specific age-related diseases has been studied extensively, but few investigations have adopted a more holistic approach to determine the association of diet with overall health at older ages.’

She examined whether  diet, assessed in midlife, using dietary patterns and adherence to the Alternative Healthy Eating Index (AHEI), is associated with physical ageing 16 years later.

The AHEI is an index of diet quality, originally designed to provide dietary guidelines with the specific intention to combat major chronic conditions such as heart disease and diabetes.

Dr Akbaraly added: ‘We showed that following specific dietary recommendations such as the one provided by the AHEI may be useful in reducing the risk of unhealthy ageing, while avoidance of the “Western-type foods” might actually improve the possibility of achieving older ages free of chronic diseases.’

The researchers analysed data from the British Whitehall II cohort study and found following the AHEI can double the odds of reversing metabolic syndrome, a range of disorders known to cause heart disease and mortality.

They followed 3,775 men and 1,575 women from 1985-2009 with a mean age of 51 years.

Using a combination of hospital data, results of screenings conducted every five years, and registry data, investigators identified death rates and chronic diseases among participants.

At the follow up stage, just four per cent had achieved ‘ideal ageing’ – classed as being free of chronic conditions and having high performance in physical, mental and mental agility tests.

About 12 per cent had suffered a non-fatal cardiovascular event such as a stroke or heart attack, while almost three per cent had died from cardiovascular disease.

About three quarters were categorised as going through ‘normal ageing’.

The researchers said participants who hadn’t really stuck to the AHEI increased their risk of death, either from heart disease or another cause.

Those who followed a ‘Western-type diet’ consisting of fried and sweet food, processed food and red meat, refined grains, and high-fat dairy products, lowered their chances for ideal ageing.

SOURCE: dailymail.co.uk

คนโสดหัวใจเปราะบาง ไม่เท่าคนมีครอบครัว

Women who have tied the knot are least at risk of a fatal heart attack, according to research

Women who have tied the knot are least at risk of a fatal heart attack, according to research

วารสาร “ป้องกันโรคหัวใจแห่งยุโรป” รายงานว่า มีการศึกษาพบว่า ไม่ว่าชายหรือหญิงโสด จะเสียชีวิตด้วยโรคหัวใจวายได้ง่ายกว่าผู้ที่มีครอบครัวในหมู่ผู้ชายโสด มีโอกาสจะเสียชีวิตสูงกว่า เพื่อนที่มีเรือนระหว่างร้อยละ 58-66 ในขณะที่ฝ่ายหญิงจะเสี่ยงสูงกว่าเพื่อนที่มีคู่มากระหว่างร้อยละ 60-65 รายงานการศึกษายังอ้างว่า ทั้งชายหญิงโสดทั้งคู่มีหวังจะเสียชีวิต หลังจากที่ล้มป่วยด้วยโรคหัวใจวายภายในไม่เกิน 28 วัน

นักวิจัยกล่าวว่า สาเหตุชายหญิงโสด เสี่ยงกับโรคหัวใจวายมากกว่า มีอยู่หลายประการ คนที่มีครอบครัวมักจะรักษาสุขภาพ มีฐานะการเงินเกื้อหนุนดีกว่าคนโสด นอกจากนั้นการมีคู่ยังทำให้มีโอกาสได้รับการช่วยเหลือทางการแพทย์รวดเร็วกว่ากันด้วย แต่พวกเขาได้ปัดความเห็นที่ว่า ผู้ที่มีร่างกายไม่แข็งแรง เป็นเพราะการอยู่เป็นโสด หรือร้างคู่

การศึกษาเรื่องทำนองนี้ที่แล้วมา มักจะมุ่งศึกษาเฉพาะแต่ด้านผู้ชายเท่านั้น แต่ในการศึกษาหนนี้ได้ศึกษารวมหมดทั้งชายหญิงด้วยกัน.

 

ที่มา : ไทยรัฐ 14 กุมภาพันธ์ 2556

.

Related Article :

.

Lower levels of depression was identified at a factor that could help recovery

Lower levels of depression was identified at a factor that could help recovery

How being married cuts risk of heart attacks for women

  • Single and divorced people most at risk of fatal heart attacks, study claims
  • Better finances, health and support help married people combat risks

By JENNY HOPE

PUBLISHED: 01:56 GMT, 1 February 2013

Being married cuts your risk of having a heart attack and makes you more likely to survive cardiac arrest if it does happen – especially if you’re the wife.

A new study reveals single and divorced people have the highest risk of fatal attacks at any age, with a greater chance of dying before getting to hospital.

The study is significant as most research suggests marriage may protect the health of men more than women.

Experts say the benefits come from a positive effect on lifestyle, with married couples having more money, better health habits and social support than singles.

Unmarried people are also more likely to suffer depression, which has been shown to hamper recovery from heart attack.

The large study from Finland found the benefits occurred as early as middle age, with couples who were married and cohabiting more likely to survive heart attacks at any stage.

The study, published in the European Journal of Preventive Cardiology, looked at information on people over the age of 35 living in four geographical regions of Finland.

All fatal and non-fatal cardiac events – known as acute cardiac syndromes or ACS – were included.

The register recorded 15,330 ACS events including heart attacks over the study period of ten years, with just over half (7,703) resulting in death within 28 days.

Events occurred almost equally among men and women, but they were 58-66 per cent higher among unmarried men and 60-65 per cent higher in unmarried women, than among married men and women in all age groups.

The differences in deaths before 28-days were even greater, being 60-168 per cent higher in unmarried men and 71-175 per cent higher in unmarried women, than among married men and women.

The 28-day death rate was roughly doubled for never married, single or divorced men and women aged 65-75 years compared with those who were married.

Wives came off best, with death rates of just 20 per cent compared with 32 per cent in divorced women and 43 per cent among spinsters aged 35-64 years.

The rates for men aged 35-64 were 26 per cent for husbands, 42 per cent in divorcees and 51 per cent for bachelors.

The death rate of 35-64-year-old single men and women was higher than that of those living with one or more people.

Lead author Dr Aino Lammintausta from Turku University Hospital in Finland said previous research suggested being unmarried or living alone increased the chances of suffering and dying from a heart attack but rarely included data on women and older age groups.

She said ‘Especially among middle-aged men and women, being married and cohabiting are associated with considerably better prognosis both before hospitalisation and after reaching hospital alive.

‘Marriage seems to protect women even more than men from out-of-hospital death.

‘The lower cardiac risks of married persons may result from a protective effect of marriage.

‘For example, they may have a better financial status, better health habits, and higher levels of social support compared to the unmarried, thereby promoting their overall health.’

Higher rates of depression among singles may play a part, although it is possible that people with poorer health may be more prone to staying unmarried or getting divorced.

Having someone close to raise the alarm during a heart attack could be important, she said. ‘It may be assumed that resuscitation or calling for help was initiated faster and more often among those married or cohabiting.’

Married people also seemed to get better treatment once in hospital – including therapy to re-open blocked arteries – and after discharge when they may be more likely to take their medication long-term, said the researchers.

A US study last month found being married could lead to a longer life by improving your chances of surviving middle age.

It suggested for the first time that not having a spouse in midlife increases the risk of dying during those years, as unmarried people were almost three times as likely to die early than those who had been in a stable marriage throughout their adult life.

SOURCE : dailymail.co.uk

หมอรีบปลุกให้รู้ตัว อย่าประมาทนอนกรน เป็นภัยต่อสุขภาพตนหนักในวันข้างหน้า

Snorers are more likely to have thickening or abnormalities in the carotid artery that supplies the brain with oxygenated blood

Snorers are more likely to have thickening or abnormalities in the carotid artery that supplies the brain with oxygenated blood

นักวิจัยโรงพยาบาลเฮนรีี่ ฟอร์ดของสหรัฐฯ บอกเตือนอย่างแรงว่า อย่าไปดูถูกการนอนกรนว่า แค่เป็นการก่อความรำคาญเท่านั้น แต่ที่จริงแล้ว มันอาจก่อภัยให้กับสุขภาพในวันหน้าได้ยิ่งกว่าความอ้วน การสูบบุหรี่และมีไขมันในเลือดสูง เพราะว่ามันทำให้เส้นเลือดเลี้ยงสมองด้านหน้าหรือผิดปกติไปได้ ซึ่งการที่เยื่อบุเส้นเลือดใหญ่นำออกซิเจนไปเลี้ยงสมองหน้านั้น เท่ากับเป็นลางร้ายบอกให้รู้การมาถึงของโรคหลอดเลือดทั้งหลาย

หมอโรเบิร์ต ดีบ หมอโสตศอนาสิกวิทยา กล่าวว่า ไม่ควรประมาทการนอนกรนเป็นอันขาด ควรจะเริ่มรักษามัน เช่นเดียวกับความดันโลหิตสูง การหยุดหายใจระหว่างหลับและปัจจัยเสี่ยงของโรคหัวใจและหลอดเลือดอื่นๆ

เขาได้พบในการศึกษาว่า ผลจากการนอนกรนทำให้เส้นเลือดเลี้ยงสมองกระทบกระเทือนได้ แม้ว่าจะยังไม่ถึงหยุดหายใจระหว่างนอนหลับ อาจจะเป็นเพราะการสั่นไหวของการนอนกรน ทำให้เกิดการอักเสบขึ้น การหยุดหายใจขณะหลับเป็นพัก เป็นอาการของโรคของการนอนอย่างหนึ่ง เกิดจากท่อทางเดินหายใจอุดตัน ทำให้กรนดังและหยุดหายใจเป็นพัก รู้กันว่าเกี่ยวพันกับโรคหัวใจและหลอดเลือด รวมกับภัยต่อสุขภาพร้ายแรงอื่นๆ นานแล้ว.

ที่มา : ไทยรัฐ 6 กุมภาพันธ์ 2556

.

Related Article:

.

Snoring May Be Early Sign of Future Health Risks

 

MEDIA CONTACT:
Krista Hopson
khopson1@hfhs.org

Jan. 24, 2012

DETROIT – Here’s a wake-up call for snorers: Snoring may put you at a greater risk than those who are overweight, smoke or have high cholesterol to have thickening or abnormalities in the carotid artery, according to researchers at Henry Ford Hospital in Detroit.

The increased thickening in the lining of the two large blood vessels that supply the brain with oxygenated blood is a precursor to atherosclerosis, a hardening of the arteries responsible for many vascular diseases.

“Snoring is more than a bedtime annoyance and it shouldn’t be ignored. Patients need to seek treatment in the same way they would if they had sleep apnea, high blood pressure or other risk factors for cardiovascular disease,” says lead study author Robert Deeb, M.D., with the Department of Otolaryngology-Head & Neck Surgery at Henry Ford.

“Our study adds to the growing body of evidence suggesting that isolated snoring may not be as benign as first suspected. So instead of kicking your snoring bed partner out of the room or spending sleepless nights elbowing him or her, seek out medical treatment for the snorer.”

The study reveals changes in the carotid artery with snorers – even for those without sleep apnea – likely due to the trauma and subsequent inflammation caused by the vibrations of snoring.

Study results will be presented Friday at the 2013 Combined Sections Meeting of the Triological Society in Scottsdale, Ariz. It has been submitted to The Laryngoscope journal for publication.

Obstructive sleep apnea (OSA) – a sleep disorder that occurs due to the collapse of the airway in the throat during sleep and causes loud snoring and periodic pauses in breathing – has long been linked to cardiovascular disease, along with a host of other serious health issues.

But the risk for cardiovascular disease may actually begin with snoring, long before it becomes OSA. Until now, there was little evidence in humans to show a similar connection between snoring and cardiovascular risk.

For the Henry Ford study, Dr. Deeb and senior study author Kathleen Yaremchuk, M.D., reviewed data for 913 patients who had been evaluated by the institution’s sleep center.

Patients, ages 18-50, who had participated in a diagnostic sleep study between December 2006 and January 2012 were included in the study. None of the participants had sleep apnea.

In all, 54 patients completed the snore outcomes survey regarding their snoring habits, as well as underwent a carotid artery duplex ultrasound to measure the intima-media thickness of the carotid arteries.

Carotid intima-media thickness, a measurement of the thickness of the innermost two layers of the arterial wall, may be used to detect the presence and to track the progression of atherosclerotic disease. Intima-media thickness is the first sign of carotid artery disease.

Compared to non-snorers, snorers were found to have a significantly greater intima-media thickness of the carotid arteries, the study finds.

The study also revealed no statistically significant differences in intima-media thickness for patients with or without some of the traditional risk factors for cardiovascular disease – smoking, diabetes, hypertension or hypercholesterolemia.

“Snoring is generally regarded as a cosmetic issue by health insurance, requiring significant out-of-pocket expenses by patients. We’re hoping to change that thinking so patients can get the early treatment they need, before more serious health issues arise.”

The Henry Ford research team plans to conduct another long-term study on this topic, particularly to determine if there’s an increased incidence of cardiovascular events in patients who snore.

Along with Drs. Deeb and Yaremchuk, Henry Ford study co-authors are Paul Judge, M.D.; Ed Peterson, Ph.D.; and Judith C. Lin, M.D.

Funding: Henry Ford Hospital

SOURCE : henryford.com

=====================================================

Changes in the carotid artery are a precursor a hardening of the arteries, which can cause heart attacks and brain haemorrhages (pictured)

Changes in the carotid artery are a precursor a hardening of the arteries, which can cause heart attacks and brain haemorrhages (pictured)

Snorers ‘more at risk of heart attack than smokers or obese’

  • New connection between between ‘plain’ snoring – not  more severe sleep apnoea – and cardiovascular risk
  • Snorers more likely to have thickening or abnormalities in the carotid artery that supplies the brain with blood
  • Snorers must seek treatment in the same way as those with high blood pressure or heart disease risk factors

By SOPHIE BORLAND

PUBLISHED: 13:01 GMT, 25 January 2013

Snorers are more likely to have a heart attack than smokers or the obese, say researchers.

Far from being merely a nuisance, snoring could be the early warning sign of life-threatening health problems, they warn.

US researchers believe that the condition may cause a thickening of the arteries which can lead to  brain haemorrhages, strokes and heart attacks.

Around a quarter of women and four in ten men are frequent snorers, although nearly half of us snore occasionally. Though it can interfere with our sleep – and that of our partners – it was not thought to cause any long-term health problems until recently.

American researchers claim the condition is as serious as having high blood pressure and urge snorers to seek medical advice.

A team from the University of Detroit found that frequent snorers are far more likely  to develop a thickening of the carotid artery – which supplies oxygenated blood to  the brain.

The condition has also been linked to hardening of other arteries in the body and can lead to heart attacks, strokes and brain haemorrhages.

Dr Robert Deeb, from the Henry Ford Hospital in Detroit, who led the research said: ‘Our study adds to the growing body of evidence suggesting isolated snoring may not be as benign as first suspected.

‘So instead of kicking your snoring bed partner out of the room or spending sleepless nights elbowing him or her, seek out medical treatment for the snorer.’ Dr Deeb and his colleagues studied 54 men and women aged 18 to 50.

They had all filled in questionnaires about their snoring habits and then had ultrasound scans to look at the thickness of their carotid artery. The researchers found that the innermost layers of the artery walls were far thicker among the snorers than the other adults.

Dr Deeb added: ‘Snoring is generally regarded as a cosmetic issue by health insurance, requiring significant expenses by patients.

dailymail130125_001c

‘We are hoping to change that thinking so patients can get the early treatment they need, before more serious health issues arise.’

He said that the thickening of the artery may be caused by the constant vibrations of the snoring which results in inflammation.

The researchers now hope to carry out a larger study to see if snorers are more likely to have heart attacks and strokes. Dr Deeb, who has submitted his findings to the Laryngoscope journal for publication, said: ‘Snoring is more than a bedtime annoyance and it shouldn’t be ignored.

‘Patients need to seek treatment in the same way they would if they had sleep apnoea, high blood pressure or other risk factors for cardiovascular disease.’

Last year researchers from the University of Wisconsin, in the US, said that snorers were more likely to die from cancer.

The study of 1,500 adults found that moderate snorers were at 4.8 times greater risk of death.

SOURCE: dailymail.co.uk

ปวดหัวไมเกรน ก่อ 2 โรคร้าย

dailynews130121_002โรคไมเกรนหรือโรคปวดศีรษะชนิดหนึ่ง เกิดจากความผิดปกติของระบบประสาทที่หลอดเลือดแดงบริเวณศีรษะ ผู้ที่ป่วยคงรู้ดีว่า โรคนี้เรื้อรัง ไม่สามารถรักษาให้หายขาด แต่ก็มียาที่ใช้รักษาและป้องกันการเกิดอาการได้

อย่างไรก็ตาม มีข้อมูลที่ผู้ป่วยไมเกรนควรรู้เพื่อระวังปัญหาสุขภาพอื่นๆ ตามมา เพราะเมื่อไม่นานมานี้ สถาบันประสาทแห่งอเมริกา เผยว่า ช่วง 15 ปีที่ผ่านมา ได้ทำการติดตามภาวะสุขภาพของผู้หญิงกลุ่มตัวอย่าง 27,860 ราย ในจำนวนดังกล่าว มีผู้ที่ป่วยเป็นไมเกรน ชนิดมีอาการนำอยู่ 1,435 ราย โดยไมเกรนแบบมีอาการนำนี้หมายถึง ก่อนปวดศีรษะ 5-20 นาที จะเกิดความผิดปกติทางสายตา มีอาการตาพร่ามัว ตาลาย ภาพที่มองเห็นดูบิดเบี้ยวมีแสงวาบ

และที่สำคัญยังพบว่า จำนวนของผู้หญิงที่ป่วยไมเกรนตามข้อมูลข้างต้น ในเวลาต่อมา มี 1,030 ราย ป่วยเป็นโรคหัวใจวาย หรือไม่ก็เป็นโรคหลอดเลือดสมอง

อุบัติการณ์ดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า ไมเกรนมีส่วนก่อโรคหัวใจและหลอดเลือดสมอง ซึ่ง ดร.โทเบียส เคิร์ธ จากโรงพยาบาลหญิงบริกแฮมในบอสตัน ขยายความเพิ่มเติมว่า ไมเกรนแบบที่มีอาการนำก่อนปวดศีรษะนั้น ทำให้ผู้ป่วยมีความเสี่ยงสูงขึ้นเป็น 2 เท่า ในการป่วย 2 โรคอันตราย คือ โรคหัวใจวาย และโรคหลอดเลือดสมองในอนาคต ขณะที่ไมเกรนแบบไม่มีอาการนำก็ก่อความเสี่ยงได้เช่นกัน แต่น้อยกว่า

ความเสี่ยงที่ว่านี้ ยังถือเป็นปัจจัยเสี่ยงรองหรือปัจจัยที่ 2 เนื่องจากภาวะความดันโลหิตสูงต่างหากที่เป็นปัจจัยเสี่ยงหลักนำโรคหัวใจและหลอดเลือดสมองมาเยือน

นอกจากนี้ สถาบันประสาทแห่งอเมริกายังมีผลการศึกษาชี้ให้เห็นอีกว่า ผู้หญิงที่เป็นไมเกรนแบบมีอาการนำและใช้ฮอร์โมนคุมกำเนิด อาจทำให้เกิดลิ่มเลือดอุดตันหลอดเลือดได้

ได้รู้ข้อมูลเช่นนี้แล้ว ใครเป็นไมเกรน อย่าเพิ่งรีบด่วนสรุปว่าในอนาคตต้องป่วยโรคหัวใจวาย หรือโรคหลอดเลือดสมองเสมอไป เพราะถ้าดูแลรักษาสุขภาพตนเองให้ดีทุกด้าน โรคร้ายต่าง ๆ ก็ยากที่จะเข้ามาทำร้ายสุขภาพ.

ทีมเดลินิวส์ออนไลน์
takecareDD@gmail.com

ที่มา : เดลินิวส์  21 มกราคม 2556

.

Related Article :

.

Women who suffer from severe migraines are at an increased risk of suffering a heart attack or stroke, according to the study

Women who suffer from severe migraines are at an increased risk of suffering a heart attack or stroke, according to the study

Migraines are the second biggest risk factor for women suffering a heart attack or stroke

  • Severe migraines with visual disturbances, known as aura, are the second biggest risk factor
  • Only high blood pressure was a bigger factor
  • Findings come from 15 year study of 27,860 women

By JAMES RUSH

PUBLISHED: 06:36 GMT, 16 January 2013

 

Women who suffer from severe migraines accompanied by visual disturbances may be at an increased risk of heart attacks and stroke.

Scientists have said only high blood pressure was a bigger indicator of a stroke or heart attack than migraines with aura, as the condition is known when accompanied by vision problems including flashing lights.

The landmark 15-year study followed 27,860 women, of who 1,435 had migraine with aura.

While previous studies have suggested migraine with aura is linked to a doubling of the risk of a stroke or heart attack, never before has it been named as the second biggest factor.

Over the years there were 1,030 cases of heart attack, stroke or death from a cardiovascular ailment, according to the report from the American Academy of Neurology.

Study author Dr Tobias Kurth said: ‘After high blood pressure, migraine with aura was the second strongest single contributor to risk of heart attacks and strokes.

‘It came ahead of diabetes, current smoking, obesity, and family history of early heart disease.’

Only high blood pressure was a bigger indicator of heart attacks or strokes, the study found

Only high blood pressure was a bigger indicator of heart attacks or strokes, the study found

Dr Kurth, of the Brigham and Women’s Hospital in Boston and the French National Institute of Health, is also a fellow of the American Academy of Neurology.

He said the risk for migraine-plagued women with aura was three times greater than for those with migraines that lacked this disturbance.

A second study released by the same academy said women who had migraines with aura and took hormonal contraceptives were more likely to have blood clots.

Both studies will be presented at the academy’s annual meeting in March in San Diego, California.

SOURCE: dailymail.co.uk

ปฏิวัติวิธีการรักษาโรคความดันโลหิตสูง การผ่าตัดขนาดเล็กด้วยคลื่นวิทยุแทนยา

Credit : cardiomyopathy.org

Credit : cardiomyopathy.org

นักวิทยาศาสตร์เมืองจิงโจ้ค้นพบวิธีรักษาโรคความดันโลหิตสูงอย่างปฏิวัติ โดยใช้คลื่นวิทยุผ่าตัด ปราบเส้นประสาทแถวรอบๆไตที่วุ่นวาย ทำให้เกิดความหวังว่าจะสามารถช่วยเหลือ คนได้จำนวนเรือนล้าน

กระบวนการรักษาจะใช้การทำลายประสาทที่ก่อความวุ่นวายแถวหลอดเลือดไตลง ภายในเวลาครึ่งชั่วโมง ซึ่งหวังกันว่าจะเป็นเหตุให้การรักษาด้วยหยูกยาเป็นเรื่องล้าสมัยไปเลย

หัวหน้านักวิจัยกล่าวว่า “จะได้ศึกษาให้รู้ว่าวิธีจะรักษาโรคความดันโลหิตสูงอย่างอ่อน ทำให้ระดับความดันเลือดกลับมาปกติ โดยไม่ต้องกินยาได้หรือไม่ เพราะการทำให้ความดันโลหิตลดต่ำลงได้ จะไปลดความเสี่ยงของโรคอัมพฤกษ์อัมพาตลงได้มากถึงร้อยละ 40”

วารสารการแพทย์ “การไหลเวียนของโลหิต” รายงานเรื่องนี้ว่า ในการทดลองรักษาคนไข้กลุ่มหนึ่ง ช่วยให้คนไข้มากถึงร้อยละ 83 ความดันลดลงอย่างต่ำถึง 10 มม.ปรอท โดยคนไข้เกือบทั้งหมดสามารถรักษาระดับความดันไว้ได้มานานถึง 1 ปี.

 

ที่มา : ไทยรัฐ 21 ธันวาคม 2555

.

Related Article :

.

Radio Waves to Kidneys Lower Persistent High Blood Pressure

Dec. 17, 2012 — A minimally invasive procedure lowered blood pressure in patients whose condition failed to respond to medication. Catheter-based renal denervation was found to be safe and effective in lowering blood pressure up to one year after starting treatment, and did not show any lasting harm to the kidneys or heart. The procedure ultimately may offer a new treatment alternative for reducing high blood pressure, a global public health epidemic.

Directing short bursts of radio waves at nerves surrounding the kidneys lowered blood pressure for at least six months and up to one year among patients with hypertension that persists regardless of taking multiple medications to control it, according to a new study published in the American Heart Association journal, Circulation.

The findings could have significant public health implications in the treatment of resistant hypertension, a major risk factor for heart attack and stroke, said Murray Esler, M.B.B.S., Ph.D., Professor and Senior Director of the Baker IDI Heart and Diabetes Institute in Melbourne, Australia.

Hypertension, which is blood pressure higher than 140/90 mm Hg, affects more than 78 million adults in the United States. Among adults with high blood pressure in the United States, about 9 percent have resistant hypertension – meaning they take four or more medications to control their blood pressure, or blood pressure is still higher than 140/90 mm Hg while taking three different blood pressure medicines.

“Studies will soon determine whether this procedure can cure mild hypertension, producing permanent drug-free normalization of blood pressure,” Esler said. “Based on the blood pressure declines achieved, reduction in heart attack and stroke rates of more than 40 percent is anticipated.”

Catheter-based renal denervation is a minimally-invasive procedure in which doctors use a catheter, inserted through the femoral artery in the groin, to send radio waves that burn away nerve tissue around the kidney arteries. The goal is to destroy the nerves around the kidneys, which help control and filter salt through the body and may be overactive among patients with hypertension.

The results come from Symplicity HTN-2, an ongoing, multicenter, international study evaluating renal denervation for the treatment of hypertension. These findings build on results released in 2010, which showed that six months of treating the nerves around the kidney arteries with radio waves lowered drug-resistant high blood pressure.

Participants who began in the control group of the initial study, and did not have the procedure, were invited to “cross over” and receive renal denervation based on the positive outcomes of the patients who had already received the treatment.

A total of 35 control patients from the earlier study chose to receive renal denervation and were compared with 47 patients who had been among the first wave of patients to have it. Study participants had drug-resistant hypertension at 160 mm Hg or higher, had taken three or more anti-hypertension drugs, and some had other conditions including diabetes. All had undergone renal artery imaging to ensure the arteries around the kidney could withstand the procedure.

In the new study, Esler and his team found that more than 83 percent of the initial renal denervation treatment group experienced a drop in systolic blood pressure of at least 10 mm Hg at six months and nearly 79 percent of the group maintained such reductions at 12 months. The crossover group showed similar results with almost 63 percent reducing systolic blood pressure of 10 mm Hg or more six months after starting the treatment.

“Participants’ kidneys were not damaged or functionally impaired,” Esler said. “We also found no ill effects on long-term health from the procedure.”

Story Source:

The above story is reprinted from materials provided byAmerican Heart Association.

Journal Reference:

  1. Murray D. Esler, Henry Krum, Markus Schlaich, Roland E. Schmieder, Michael Böhm, and Paul A. Sobotka, for the Symplicity HTN-2 Investigators. Renal Sympathetic Denervation for Treatment of Drug-Resistant Hypertension: One-Year Results From the Symplicity HTN-2 Randomized, Controlled TrialCirculation, 2012; 126: 2976-2982 DOI:10.1161/CIRCULATIONAHA.112.130880

 

สูบบุหรี่ทำ ‘สมองเสื่อม’ เร็ว

thairath121128_001ผลวิจัยในอังกฤษชี้ สูบบุหรี่ทำ “สมองเสื่อม” เร็ว รองลงมาคือ ความดันโลหิตสูง และน้ำหนักตัวเกิน ทางที่ดีเลิกสูบบุหรี่…

นพ.ประกิต วาทีสาธกกิจ เลขาธิการมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ กล่าวว่า จากรายงานการวิจัยจากคิงส์คอลเลจ ลอนดอน พบว่า การสูบบุหรี่ส่งผลเสียต่อความจำ การเรียนรู้ และความสามารถการวิเคราะห์ของสมอง โดยงานวิจัยดังกล่าวตีพิมพ์ในวารสารเจอร์นอลเอจ แอนด์ เอจจิ้ง โดยการติดตามผู้ที่มีอายุมากกว่า 50 ปี 8,800 คน ด้วยการทดสอบสมรรถภาพของสมอง เช่น ความจำ การเรียนรู้คำใหม่ๆ หรือการให้บอกชื่อสัตว์ให้ได้มากที่สุด ภายในหนึ่งนาที

ทั้งนี้ ภายหลังการติดตาม 4 ปี และ 8 ปี พบว่าตัวแปรที่ทำให้สมรรถภาพของสมองลดลงอย่างมีนัยสำคัญคือ การสูบบุหรี่มีผลมากที่สุด รองลงมาคือ ความดันโลหิตสูง และน้ำหนักตัวเกิน คณะผู้วิจัยสรุปว่า ตัวแปรเหล่านี้แต่เดิมมารับรู้กันว่าไม่ดีต่อหัวใจ คือทำให้เกิดโรคหัวใจ แต่งานวิจัยนี้ชี้ให้เห็นว่าไม่ดีต่อสมองด้วย

นพ.ประกิต กล่าวอีกว่า งานวิจัยนี้ยืนยันอีกครั้งหนึ่งว่า การสูบบุหรี่ส่งผลต่อการเสื่อม หรือแก่ของอวัยวะทั่วร่างกาย โดยไม่มีข้อยกเว้น เนื่องจากสารพิษและสารแปลกปลอมนับร้อยชนิดที่มีในควันบุหรี่ จะถูกกระแสเลือดพาไปสัมผัสและทำอันตรายต่อทุกอวัยวะ ที่เห็นได้ชัดคือ ผิวหนังและใบหน้าที่เหี่ยวย่น เกิดจากการที่คอลลาเจนใต้ผิวหนังถูกทำลาย โดยอนุมูลอิสระและอวัยวะ เช่น ปอดที่ถุงลมถูกทำลายจนเป็นโรคถุงลมโป่งพอง ในขณะที่เส้นเลือดทั่วร่างกายก็เกิดการแข็งตัว และรูเส้นเลือดค่อยๆ ตีบตัน การสูบบุหรี่จึงไม่เพียงแต่ทำให้เกิดการเสื่อมของร่างกายทางกายภาพเท่านั้น งานวิจัยของคิงส์คอลเลจยังแสดงว่า พิษภัยของบุหรี่ยังทำให้ระดับสติปัญญาของสมองลดลงด้วย ทางที่ดีที่สุดจึงควรที่จะเลิกสูบบุหรี่ไม่ว่าจะมีอายุเท่าไรก็ตาม.

ที่มา: ไทยรัฐ 28 พฤศจิกายน 2555

.

Related Article:

.

Smoking ‘rots’ brain, says King’s College study

26 November 2012

Smoking “rots” the brain by damaging memory, learning and reasoning, according to researchers at King’s College London.

A study of 8,800 people over 50 showed high blood pressure and being overweight also seemed to affect the brain, but to a lesser extent.

Scientists involved said people needed to be aware that lifestyles could damage the mind as well as the body.

Their study was published in the journal Age and Ageing.

Researchers at King’s were investigating links between the likelihood of a heart attack or stroke and the state of the brain.

Data about the health and lifestyle of a group of over-50s was collected and brain tests, such as making participants learn new words or name as many animals as they could in a minute, were also performed.

They were all tested again after four and then eight years.

Decline

The results showed that the overall risk of a heart attack or stroke was “significantly associated with cognitive decline” with those at the highest risk showing the greatest decline.

It also said there was a “consistent association” between smoking and lower scores in the tests.

These results underline the importance of looking after your cardiovascular health from mid-life”

Dr Simon RidleyAlzheimer’s Research UK

One of the researchers, Dr Alex Dregan, said: “Cognitive decline becomes more common with ageing and for an increasing number of people interferes with daily functioning and well-being.

“We have identified a number of risk factors which could be associated with accelerated cognitive decline, all of which, could be modifiable.”

He added: “We need to make people aware of the need to do some lifestyle changes because of the risk of cognitive decline.”

The researchers do not know how such a decline could affect people going about their daily life. They are also unsure whether the early drop in brain function could lead to conditions such as dementia.

Heart and brain

Dr Simon Ridley, from Alzheimer’s Research UK, said: “Research has repeatedly linked smoking and high blood pressure to a greater risk of cognitive decline and dementia, and this study adds further weight to that evidence.

“Cognitive decline as we age can develop into dementia, and unravelling the factors that are linked to this decline could be crucial for finding ways to prevent the condition.

“These results underline the importance of looking after your cardiovascular health from mid-life.”

The Alzheimer’s Society said: “We all know smoking, a high blood pressure, high cholesterol levels and a high BMI [Body Mass Index] is bad for our heart. This research adds to the huge amount of evidence that also suggests they can be bad for our head too.

“One in three people over 65 will develop dementia but there are things people can do to reduce their risk.

“Eating a balanced diet, maintaining a healthy weight, exercising regularly, getting your blood pressure and cholesterol checked and not smoking can all make a difference.”

 

SOURCE: bbc.co.uk