ตรวจเพื่อก้าวต่อ

“เอดส์” กลายเป็นโรคเรื้อรังโรคหนึ่งที่รักษาได้ ต้องกินยาไปตลอดชีวิต แม้จะยังไม่สามารถรักษาให้หายขาด แต่ผู้ป่วยก็สามารถมีอายุยืนยาวเหมือนคน
ทั่วไป

ศ.กิตติคุณ นพ.ประพันธ์ ภานุภาค ผอ.ศูนย์วิจัยโรคเอดส์ สภากาชาดไทย บอกว่า ไม่เพียงแต่มียารักษา คนไทยทุกคนไม่ว่าจะรวยหรือจนก็สามารถเข้าถึงการรักษา เพราะรัฐบาลให้คนไทยทุกคนที่ติดเชื้อรักษาฟรี นายจ้างไม่ต้องจ่ายเงินสมทบเพิ่ม จึงไม่ต้องกลัวว่าใครจะรู้ แล้วจะถูกไล่ออกจากงาน เกณฑ์การเริ่มการรักษาด้วยยาต้านไวรัสเอดส์ก็ถูกปรับให้เร็วขึ้น โดยไม่ต้องรอให้คนไข้ป่วย หรือรอให้ภูมิต้านทานลดลงจนต่ำมาก เพราะการเริ่มการรักษาเร็วมีประโยชน์ทั้งต่อสุขภาพตัวเองและสังคมภายนอก ทั้งการลดการส่งต่อเชื้อเอชไอวีให้ผู้อื่น และลดการแพร่กระจายของเชื้อวัณโรคจากผู้ป่วยไปสู่คนอื่น

อุปสรรคที่สำคัญที่สุดต่อความก้าวหน้าในด้านการรักษา คือ การที่ไม่ค่อยมีผู้ติดเชื้อมาให้รักษาในขณะที่ยังไม่ป่วย หรือในขณะที่ภูมิต้านทานยังดีอยู่ เพราะไม่รู้ตัวว่าติดเชื้อ เนื่องจากไม่เคยไปตรวจ ในสหรัฐอเมริกา 20% ของคนที่ติดเชื้อไม่รู้ตัวว่าติดเชื้อ ในขณะที่เกือบครึ่งของคนไทยที่ติดเชื้อยังไม่รู้ตัว ดังนั้น การรณรงค์ให้ประชาชนทั่วไป ไม่เฉพาะกลุ่มเสี่ยงไปรับการตรวจเลือดจึงเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด เพราะถ้าบอกว่าอยู่ในกลุ่มเสี่ยงควรไปตรวจ ก็จะไม่มีใครไปตรวจ เพราะทุกคนมักเข้าข้างตัวเองว่าไม่เสี่ยง ดังนั้น ทุกคนที่มีหรือเคยมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ได้ป้องกันแม้กับสามีหรือภรรยาของตนเองควรจะไปตรวจหมด

ผู้ที่ไม่ต้องไปตรวจ คือ ผู้ที่ไม่เคยมีเพศสัมพันธ์เลยในชีวิต หรือเคยมีเพศสัมพันธ์แต่ใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้ง คนที่ไม่เคยใช้ยาเสพติดชนิดฉีด และคู่สามีภรรยาที่เคยไปตรวจพร้อม ๆ กัน และตรวจไม่เจอ หลังจากนั้นไม่มีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไปมีพฤติกรรมเสี่ยงอีก

“ตรวจเพื่อก้าวต่อ” เป็นโครงการรณรงค์ให้คนไทยตรวจเอดส์เป็นปกติวิสัย ซึ่งสภากาชาดไทยได้ร่วมกับภาครัฐและเอกชนตลอดจนภาคีเครือข่ายจัดทำขึ้น ซึ่งทุกฝ่ายจะร่วมรณรงค์ต่อไปในอีก 4 ปีข้างหน้าอันเป็นส่วนหนึ่งของการรณรงค์ทั่วโลกที่เรารู้จักกันมาระยะหนึ่งแล้ว คือ “เก็ตติ้ง ทู ซีโร่” (Getting to Zero) หรือ “เอดส์ลดลงให้เหลือศูนย์ได้”

อยากให้คนไทยมองเห็นว่าการตรวจเอดส์เป็นเรื่องธรรมดา และเป็นสิ่งจำเป็นอย่างหนึ่ง คล้ายกับการตรวจสุขภาพประจำปีไม่จำเป็นต้องลึกลับหรือนิรนามอีกต่อไป หลังจากตรวจแล้ว ชีวิตจะได้ก้าวต่อไปอย่างมั่นคง ไม่ว่าจะเป็นชีวิตเดี่ยว หรือชีวิตคู่ที่จะไม่ติดเชื้อตลอดไป หรือติดเชื้อก็มีสุขภาพที่ดีและอายุยืนยาวเหมือนคนอื่นทั่วไป

สาเหตุที่คนไทยส่วนใหญ่ไม่ไปตรวจเอดส์ มีหลายอย่าง จะยกมาทีละอย่าง พร้อมเสนอทางออกดังนี้

1. ไม่คิดว่ามีพฤติกรรมเสี่ยง เช่น มีสามีหรือภรรยาเพียงคนเดียว ตัวเองก็ไม่เคยมีเพศสัมพันธ์กับคนอื่นเลยก่อนแต่งงาน แต่เราไม่สามารถมั่นใจว่า “เขา” จะมีคนอื่นนอกจากเราหรือไม่ ดังนั้น ไปตรวจพร้อมกันสักครั้ง แล้วพูดคุยกันให้รู้เรื่อง หลังจากนั้นถ้าพลั้งเผลอก็บอกกันตรง ๆ ใส่ถุงยางป้องกันจนกว่าจะไปตรวจใหม่อีกรอบ

2. ไม่รู้ว่าตรวจไปจะมีประโยชน์อะไร ถ้าจะติดก็ติดไปแล้ว รู้เร็วก็กลุ้มใจเร็วขึ้น สู้ไม่รู้ดีกว่า รอให้มีอาการก่อนค่อยตรวจจะได้ไม่กลุ้มนาน จริง ๆ แล้ว ถึงจะมีพฤติกรรมเสี่ยง แต่ก็อาจจะยังไม่ติดเอดส์ก็ได้ ถ้ากล้าไปตรวจ ตรวจไม่เจอจะได้ป้องกันตัวเองดีขึ้น และแม้ตรวจเจอ คู่เราที่อยู่กันมา 10-20 ปี อาจจะยังไม่ติดจากเราก็ได้ จึงเป็นโอกาสที่จะป้องกันคู่ของเราไม่ให้ติดเชื้อ และการที่ตรวจเจอขณะที่ยังไม่ป่วย การดูแลรักษาแต่เนิ่น ๆ จะทำให้เราไม่ป่วยหรือเสียชีวิตจากเอดส์

3. กลัวว่าถ้ามีคนรู้ว่าไปตรวจเอดส์ เขาจะมองในแง่ไม่ดี จะกลัวไปทำไม มันเป็นชีวิตของเรา และการตรวจเอดส์เป็นหน้าที่ของทุกคน

4. กลัวจะตรวจเจอ เพราะเคยแต่รับรู้มาว่า เอดส์ไม่มีทางรักษา เอดส์เป็นแล้วตายอย่างเดียว แต่ปัจจุบัน เอดส์รักษาได้ รักษาแล้วไม่ป่วย ไม่ตาย

5. กลัวว่าตรวจเจอแล้ว จะมีคนรู้ จะถูกคนรังเกียจ และอาจถูกไล่ออกจากงาน จริง ๆ แล้ว ผู้ที่รู้ผลการตรวจก็คือเราคนเดียว คนอื่นไม่มีสิทธิรู้ การรักษาก็ไม่ต้องให้นายจ้างออกค่าใช้จ่ายเพิ่ม นายจ้างจึงไม่รู้

6. ไม่รู้ว่าไปตรวจเอดส์ได้ที่ไหน สามารถไปตรวจได้ทุกโรงพยาบาล ไม่จำเป็นต้องไปที่คลินิกนิรนามของสภากาชาดไทยแห่งเดียว

7. ไม่รู้ว่ามีสิทธิตรวจฟรี ความจริงค่าตรวจก็ไม่แพง แต่ถ้ารู้ว่ามีสิทธิตรวจฟรีได้ปีละ 2 ครั้ง ก็คงมีคนอยากใช้สิทธิกันมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นข้าราชการ สิทธิประกันสังคม สิทธิหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ไปโรงพยาบาลใดก็ได้ เพียงแต่แสดงบัตรประจำตัวประชาชนก็สามารถตรวจฟรีได้ ตัวเลข 13 หลักในบัตรประจำตัวประชาชนที่โรงพยาบาลคีย์เข้าไปจะถูกเปลี่ยนเป็นรหัสใหม่ทันที ไม่มีใครสามารถย้อนกลับมาดูว่าเป็นใครได้ ความลับของเราได้รับการปกปิดด้วยวิธีที่ดีที่สุดในโลก

8. หลายคนที่เคยไปตรวจมาแล้ว ไม่ค่อยอยากกลับไปตรวจซ้ำอีก เพราะ ใช้เวลานาน ในการรอคิว ในการรับคำปรึกษาก่อนตรวจทั้ง ๆ ที่รู้หมดแล้ว และเสียเวลาในการฟังผลเลือด สิ่งที่น่าเบื่อเหล่านี้เป็นเรื่องจริง หลายฝ่ายกำลังปรับปรุงให้สะดวกขึ้น เช่น เพิ่มเจ้าหน้าที่ให้บริการ เพิ่มสถานบริการที่สามารถไปใช้บริการได้มากแห่งขึ้น เพิ่มเวลาให้บริการช่วงเย็น และวันหยุดราชการ และการมีคลินิกเคลื่อนที่ไปให้บริการถึงที่ทำงานหรือในชุมชน พยายามย่นย่อการให้คำปรึกษาแนะนำทั้งก่อนและหลังตรวจ เพราะคนส่วนใหญ่พอมีความรู้อยู่บ้างแล้ว หรือการใช้เอกสารให้อ่าน วิดีโอให้ดู หรือการให้โทรศัพท์คุยทางสายด่วนปรึกษาเอดส์แห่งชาติ 1663 เพื่อทดแทนหรือย่นย่อการให้คำปรึกษาแบบตัวต่อตัว เป็นต้น นอกจากนี้ ได้มีความพยายามในการนำชุดทดสอบแบบรู้ผลเร็วมาใช้เพื่อให้ได้ผลการทดสอบภายใน 1 ชั่วโมง ล้วนเป็นวิธีการที่ทุกฝ่ายพยายามปรับปรุงบริการให้รวดเร็ว และสะดวกสบายมากขึ้น

9. หมอไม่เห็นแนะนำ ก็เป็นอุปสรรคที่สำคัญอย่างหนึ่ง เพราะคนไข้มักเชื่อฟังหมอ แต่หมอส่วนใหญ่เองก็ยังไม่เห็นความสำคัญของการแนะนำให้คนไข้ตรวจเอดส์เป็นปกติวิสัย บางคนก็ไม่รู้จะแนะนำอย่างไร เพราะเห็นเป็นสาวโสดหรือเห็นว่ามีอายุมากแล้ว เรื่องนี้ต้องแก้ด้วยการทำความเข้าใจและให้ความรู้กับหมอในทุกสาขาวิชาชีพ ว่าการตรวจเอดส์มีประโยชน์อย่างไร และเขามีอิทธิพลมากเพียงใดในการแนะนำคนไข้แต่ละคนให้เห็นถึงความสำคัญในการตรวจเอดส์ ถูกหมอพูดกรอกหูบ่อย ๆ ก็อาจยอมไปตรวจก็ได้

อย่างไรก็ตามอาจมีเหตุผลอื่นอีกมากมายที่ทำให้คนไม่อยากหรือไม่กล้าไปตรวจเอดส์ หวังว่าบทความนี้จะทำให้ผู้อ่านมีความเข้าใจมากขึ้นถึงประโยชน์ของการตรวจเอดส์ ซึ่งความกังวลหลายอย่างก็เป็นเรื่องจริง บางอย่างก็กลัวไปเอง หวังว่าผู้อ่านจะสามารถประเมินระดับความเสี่ยงของตัวเองแบบที่ไม่เข้าข้างตนเองมากไป รวมทั้งสามารถชั่งน้ำหนักระหว่างข้อดีกับข้อเสียของการไปตรวจเอดส์ ถ้าเห็นข้อดีมากกว่า จะได้ก้าวข้ามความกลัว ความไม่รู้ ตัดสินใจไปตรวจเอดส์โดยสมัครใจสักครั้งหนึ่ง ตรวจเพื่อก้าวต่อกันเถอะ.

นวพรรษ บุญชาญ

 

ที่มา: เดลินิวส์  24 พฤศจิกายน 2555

.

Related Articles:

.

คลีนิคนิรนาม ศูนย์วิจัยโรคเอดส์ สภากาชาดไทย มีบริการให้คำปรึกษา ให้ความรู้ และการบริการตรวจหาเชื้อเอดส์ โดยการบริการดังกล่าวท่านสามารถใช้บริการได้ฟรี ปีละ 2 ครั้ง เพียงยื่นบัตรประจำตัวประชาชน ณ โรงพยาบาลของรัฐ หรือศูนย์บริการสาธารณสุข ท่านสามารถสอบถามเพิ่มเติมที่คลีนิคนิรนาม โทร.0-22564107-9 ต่อ 200 ในวันเวลาราชการ

การตรวจเลือดหาเชื้อเอดส์ 

คลินิกให้คำปรึกษาแนะนำและตรวจเอดส์ คลีนิคนิรนาม ศูนย์วิจัยโรคเอดส์ สภากาชาดไทย วันเวลาทำการ  จ-ศ. 7.30-18.00น./ ส. 7.30-15.00น.
-ตรวจแบบทราบผล ทันที 200 บาท
-ตรวจด้วยวิธี PCR 1,500 บาท (รู้ผล 1 สัปดาห์)

“ชายเหนือชาย”ติดเอดส์พุ่ง

ตรวจหาเชื้อเอดส์ได้เองที่บ้าน

วาเลนไทน์! มาลดปัญหาเอดส์

ทีมนักวิจัยชี้ว่าการติดเชื้อแบคทีเรียบีวีในผู้หญิงเพิ่มโอกาสแพร่เชื้อเอชไอวีแก่คู่นอนมากขึ้น

โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ในปัจจุบัน

บ่าวสาว…อุ่นใจก่อนวิวาห์

Advertisements

คิดห่วงใส่ป้องกันโรคเอดส์ได้แล้ว ทดลองกับลิงใช้ได้เป็นผลสำเร็จ

นักวิทยาศาสตร์ค้นคิดทำห่วงสำหรับสตรี ใช้ป้องกันโรคเอดส์ขึ้นได้ ทดลองกับลิงตัวเมียแล้วได้รับความสำเร็จ

พวกเขาได้ประดิษฐ์เป็นห่วงพลาสติกบรรจุยา ใส่ในช่องคลอดของลิง แล้วได้ใช้เชื้อไวรัสโรคเอดส์ฉีดให้ ปรากฏผลว่า มันช่วยป้องกันโรคเอดส์ รวมทั้งกามโรคอื่นๆ เช่น เริม และเชื้อไวรัสแพ็บพิมาของคนได้อีกด้วย

นักวิจัยได้ชี้แจงว่า พวกยากินและเจลยาฆ่าเชื้อจุลซึ่งเคยแสดงว่าป้องกันการติดเชื้อโรคเอดส์ได้ มีข้อเสียจะต้องกินประจำทุกวัน เช่นเดียวกับเจลฆ่าเชื้อ ที่ต้องหมั่นใช้ประจำ จึงคิดทำห่วงสำหรับสอดใส่อยู่ได้นาน อย่างต่ำไม่น้อยกว่า 3 เดือน

นักวิทยาศาสตร์อาวุโสทอม ไซดาวสกี้ กล่าวว่า ครั้งนี้เป็นก้าวแรก ของการทำห่วงเพื่อป้องกันโรคเอดส์สำหรับสตรี แม้ว่าจะทดลองได้ผลกับสัตว์ แต่ก็ยังไม่มั่นใจว่า เมื่อใช้กับคนจะเป็นผลอย่างใด แต่นักวิจัยได้เตรียมยาสูตรใหม่ ที่สามารถจะป้องกันทั้งโรคเอดส์ และไวรัสเริมเอาไว้แล้ว โดยหวังจะได้ทดลองใช้กับมนุษย์ ภายในเวลา 2 ปีข้างหน้านี้.

 

ที่มา: ไทยรัฐ 10 กันยายน 2555

.

Related Articles:

.

Animal Study Finds Anti-HIV Vaginal Ring Can Prevent Virus Transmission

ScienceDaily (Sep. 5, 2012) — In a study published September 5 in Science Translational Medicine, Population Council scientists found that a vaginal ring releasing an anti-HIV drug can prevent the transmission of SHIV in macaques. This study provides the first efficacy data on the delivery of a microbicide from a vaginal ring, and indicates strong potential for the success of such rings in women. Microbicides are compounds that can be applied inside the vagina or rectum to protect against sexually transmitted infections (STIs), including HIV.

“This proof-of-concept study confirms that the investment in vaginal rings as a delivery system for HIV prevention is paying off,” said Naomi Rutenberg, vice president and director of the Population Council’s HIV and AIDS program. “Our findings show that rings can deliver an anti-HIV drug to prevent infection.”

In this study, Council scientists examined whether vaginal rings containing MIV-150, a proprietary non-nucleoside reverse transcriptase inhibitor, could prevent the transmission of immunodeficiency virus. Macaques received either MIV-150 vaginal rings or placebo vaginal rings and then were exposed to a single dose of SHIV, a virus combining genes from HIV and SIV (the monkey version of HIV). Testing drugs in animals is important to ensure the highest level of safety and build the evidence base for potential efficacy in humans.

The macaques received MIV-150 vaginal rings made from ethylene vinyl acetate (EVA) either two weeks or 24 hours before exposure to SHIV. The rings were removed either immediately before or two weeks after exposure to SHIV. The timing of ring insertion relative to virus exposure was varied in order to test which would provide better protection: continued presence of drug in the tissue over time or a high rate of drug release that occurs immediately after ring insertion.

MIV-150 EVA rings provided highly significant protection whether inserted two weeks or 24 hours before virus exposure. Two of 17 macaques with MIV-150 EVA rings became infected, compared to 11 of 16 with placebo rings, representing 83% protection from the virus (p=0.0013). However, the protection was lost when rings were removed just prior to virus exposure: In that scenario, 4 of 7 monkeys were infected, representing 16% protection.

“We were surprised that the rings had to remain in place after exposure to be effective,” said Tom Zydowsky, lead scientist and senior co-author on the study. “In previous studies of a Population Council gel containing MIV-150 and another drug, we found that the gel provided protection when applied 24 hours before virus challenge, but was less effective when applied only after virus challenge. We thought that the ring used in this study might only need to be present before virus challenge. We found that it is critical for the ring to also be present after exposure to the virus.”

The vaginal ring delivery system may address one hurdle that has hindered some candidate microbicides in gel form: ensuring that users adhere to the recommended dosing regimen. With a ring, women would not have to remember to use the product on a daily or coitally-dependent basis. Ultimately, the Population Council is working towards a ring that women can insert and leave in place for up to three months, which may be preferable and easier for some women to use and more effective in actual use than a gel.

“This study not only provides proof-of-concept for rings but it also expands potential microbicide options by giving us exciting new data on the efficacy of the anti-retroviral MIV-150. As we learned here, MIV-150 is highly effective at preventing infection when released from a ring,” added Melissa Robbiani, Population Council director of biomedical HIV research and a lead researcher and senior co-author on the study.

In previous research, Population Council scientists found that adding zinc acetate, a broad-spectrum antiviral agent, to a MIV-150 vaginal gel significantly broadened its protection to combat STIs like HSV-2 in addition to exhibiting increased activity against HIV. These findings also suggest that when used in combination with zinc acetate, the dose of MIV-150 can be lowered and still provide effective HIV protection for women. The Council is already testing rings that combine lower doses of MIV-150 with zinc acetate. Loading vaginal rings with additional compounds could eventually lead to an affordable vaginal ring that prevents multiple STIs — such as HIV, HPV, and HSV-2 — as well as unplanned pregnancy.

This study was supported by the United States Agency for International Development, the Swedish Ministry of Foreign Affairs, the Swedish International Development Cooperation Agency, and the National Institutes of Health.

Story Source:
The above story is reprinted from materials provided by Population Council.

Journal Reference:

  1. R. Singer, P. Mawson, N. Derby, A. Rodriguez, L. Kizima, R. Menon, D. Goldman, J. Kenney, M. Aravantinou, S. Seidor, A. Gettie, J. Blanchard, M. Piatak, J. D. Lifson, J. A. Fernandez-Romero, M. Robbiani, T. M. Zydowsky. An Intravaginal Ring That Releases the NNRTI MIV-150 Reduces SHIV Transmission in MacaquesScience Translational Medicine, 2012; 4 (150): 150ra123 DOI:10.1126/scitranslmed.3003936

SOURCES: sciencedaily.com

ทีมนักวิจัยชี้ว่าการติดเชื้อแบคทีเรียบีวีในผู้หญิงเพิ่มโอกาสแพร่เชื้อเอชไอวีแก่คู่นอนมากขึ้น

เป็นที่รู้กันดีอยู่แล้วว่าการติดเชื้อแบคทีเรียในช่องคลอด ที่เรียกว่า เชื้อ BV เพิ่มโอกาสเสี่ยงให้ผู้หญิงติดเชื้อเอดส์ แต่ผลการศึกษาล่าสุดยืนยันว่าหญิงที่เป็นผู้ติดเชื้อเอดส์และยังติดเชื้อแบคทีเรีย BV ในช่องคลอดด้วย มีโอกาสเพิ่มขึ้นสามเท่าที่จะส่งผ่านเชื้อไวรัสเอดส์แก่ชายคู่นอน 

ด็อกเตอร์เคร็ก โคเฮน หัวหน้าการวิจัยครั้งนี้กล่าวว่าการติดเชื้อแบคทีเรีย BV ในช่องคลอด เป็นอาการที่เชื้อราในอวัยวะสืบพันธุ์ของผู้หญิงชนิดปกติ ถูกทดแทนด้วยแบคทีเรียชนิดผิดปกติ และมีเชื้อแบคทีเรียหลายสายพันธุ์ที่ก่อให้เกิดอาการผิดปกตินี้

ด็อกเตอร์โคเฮนเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านสูตินารีแพทย์ และการเจริญพันธุ์ที่มหาวิทยาลัย University of California ในซานฟรานซิสโก เขากล่าวว่าผู้หญิงอาจไม่รู้ตัวว่าติดเชื้อเเบคทีเรีย BV

ด็อกเตอร์โคเฮนกล่าวว่าผู้หญิงส่วนมากอาจไม่ส่ออาการว่าติดเชื้อ BV อาการส่วนมากจากการติดเชื้อคือตกขาวมในปริมาณมากผิกปกติ บางคนอาจจะมีกลิ่้นไม่พึงประสงค์ตามมาหลังการมีเพศสัมพันธุ์ด้วย
แม้ว่าการติดเชื้อแบคทีเรีย BV จะพบได้ในหญิงทั่วไป แต่ยังไม่สามารถระบุได้ว่าทำไมจึงติดเชื้อ

ด็อกเตอร์โคเฮนกล่าวกบผู้สื่อข่าววีโอเอว่าไม่รู้ว่าอะไรทำให้ติดเชื้อ จำเป็นต้องมีการศึกษาวิจัยเพิ่มเติม เขาบอกว่าแพทย์พอจะรู้ว่าอะไรเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการติดเชื้อแบคทีเรีย BV ในช่องคลอด แมรู้ว่ามีปัจจัยเสี่ยงมากมายแต่ไม่สามารถระบุลงไปได้ว่าอะไรเป็นต้นเหตุ ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า การติดเชื้อแบคทีเรีย BV พบได้ทั่วไปในทวีปอาฟริกา ประมาณว่าูหนึ่งในสามจนถึงครึ่งหนึ่งของผู้หญิงอาฟริกาติดเชื้อนี้ จนทำให้เกิดคำถามว่านี่เป็นเรื่องปกติหรือไม่

ผู้สื่อข่าววีโอเอรายงานว่ามีการตั้งทฤษฎีและสมมุติฐานขึ้นมาหลายข้อถึงสาเหตุที่เชื้อบีวีเพิ่มความเสี่ยงให้ผู้ชายติดเชื้อเอดส์ได้ง่ายขึ้น ทฤษฎีอันหนึ่งเชื่อว่าตัวเเบคทีเรีย เมื่อผู้ชายได้รับจากการมีเพศสัมพันธุ์กับผู้หญิงที่ติดเชื้อบีวี เชื้อแบคทีเรียตัวนี้จะก่อให้เกิดอาการอักเสบในตัวผู้ชาย ทำให้เขาอ่อนแอและติดเชื้อเอชไอวีได้ง่ายขึ้น

ด็อกเตอร์โคเฮนกล่าวว่าการบำบัดเชื้อบีวีมีหลายวิธี แต่ผลการรักษายังไม่ยั่งยืน การรักษาอาการติดเชื้อแบคทีเรียบีวีลดอาการอักเสบลงได้ด้วยการใช้ยาทั้งที่ใช้กินและทาเฉพาะจุด ใช้เวลารักษาสามถึงหกเดือน แต่การติดเชื้ออาจจะหวนกลับในผู้หญิงหกสิบถึงเจ็ดสิบเปอร์เซ็นต์

ด็อกเตอร์โคเฮนกับทีมงานนักวิจัยเรียกร้องให้มีการพัฒนาวิธีการรักษาการติดเชื้อบีวี รวมทั้งการคิดค้นยาที่มีประสิทธิภาพมากกว่าเดิม และแนะนำว่าอาจจะใช้เชื้อแบคทีเรียชนิดที่มีคุณแก่ร่างกายมนุษย์เป็นวิธีรักษาที่เรียกว่า probiotics แทนการรักษาด้วยยา

ที่มา: http://www.voathai.com/content/hiv-women-infection-tk/1444026.html

.

Related Link:

.

HIV – Bacterial Vaginosis Linked To Greater Female-to-Male Transmission

Article Date: 30 Jun 2012 – 16:00 PDT

Women with bacterial vaginosis are much more likely to transmit HIV to males than other females, researchers from the University of California, San Francisco, reported in PLoS Medicine. The risk is three times greater, the authors added.

Bacterial vaginosis (BV), also known asvaginal bacteriosis, is a condition in which the vagina’s normal balance of naturally occurring microorganisms in the vaginal flora has changed, so that the ‘good’ bacteria are reduced and the harmful bacteria increase. About 50% of all females with bacterial vaginosis are asymptomatic – they have no symptoms.

If BV symptoms do appear, they may include a watery and thin vaginal discharge, the discharge can become gray or white, and it may have a strong (fishy) smell. Less commonly, some women may experience a durning sensation when urinating, and itching around the outside of the vagina.

Bacterial vaginosis raises the risk of acquiring STIs

Women with bacterial vaginosis are more susceptible to acquiring sexually transmitted infections (STIs), including HIV and have a higher risk of preterm delivery. HIV-positive women with bacterial vaginosis potentially have higher HIV levels, and their cervix and vagina may shed greater amounts of the virus.

Lead author, Craig R. Cohen, MD, MPH, professor of obstetrics, gynecology and reproductive sciences at UCSF wrote:

“Previous research has shown that bacterial vaginosis can increase a women’s risk of becoming infected with HIV as much as sixty percent. Our study is the first to show that the risk of transmitting HIV is also elevated.

Our findings point to the need for additional research to improve the diagnosis and treatment of bacterial vaginosis, which is extremely common in sub-Saharan Africa, the region of the globe with the highest burden of HIV.”

They examined the link between bacterial vaginosis and female-to-male HIV transmission risk. The prospective study involved 2,236 HIV- positive women and their uninfected male partners from seven African countries.

After the scientists had adjusted the findings for variables, such as sexual behavior, socio-demographic factors, male circumcision, sexually transmitted infections, pregnancy and HIV levels in the HIV-positive women’s blood, they discovered that bacterial vaginosis was linked to a considerably higher risk of female-to-male HIV transmission.

Cohen explained:

“We looked at the increased shedding of HIV in the genital tract, but that was not sufficient to explain the increased risk of female-to-male HIV transmission. It is also possible that bacterial vaginosis causes inflammation and that could be a factor. We don’t really understand the relationship between vaginal flora and inflammation.

We think it’s likely that the sharing of genital tract microbiota between women and men may be implicated as a cause of the transmission risk. The interrelationship of the sharing of flora remains poorly understood and is an important avenue for future research.”

Cohen concluded that more studies are required to gain a better understanding of the vaginal flora’s role. However, developing more treatments for bacterial vaginosis, such as improved drugs and probiotics would be a considerable step forward towards improving women’s health in general, but it would also be beneficial in helping to decrease the number of HIV infections and the risk of transmission.

Written by Petra Rattue
Copyright: Medical News Today

Data from: medicalnewstoday.com

โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์

โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์(1)

โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ อาจเรียกได้หลายแบบ ได้แก่ การติดเชื้อกามโรค หรือโรคกามโรค

การติดเชื้อกามโรคเป็นที่รู้จักกันดีมาหลายร้อยปีว่าเป็นโรคที่ส่งผ่านระหว่างมนุษย์ช่วงการมีเพศสัมพันธ์  ไม่ว่าจะเป็นการมีเพศสัมพันธ์ทางช่องคลอด ทางปากและทางทวารหนัก โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์บางอย่างยังสามารถส่งผ่านจากการใช้เข็มฉีดยาเสพติดร่วมกัน รวมทั้งผ่านทางการคลอดลูก หรือการให้นมบุตร นอกจากนี้โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์สามารถเป็นได้ทุกเพศทุกวัย ทุกชนชั้นแต่พบมากในหมู่วัยรุ่น

สาเหตุ  เป็นการติดเชื้อจาก

1. แบคทีเรีย ได้แก่ แผลริมอ่อน  หนองในเทียม หนองในแท้ และซิฟิลิส 

2. ไวรัส ได้แก่ โรคตับอักเสบจากเชื้อไวรัสชนิดบี  โรคเริม  โรคไวรัสภูมิคุ้มกันบกพร่อง  หรือโรคเอดส์จากเชื้อเอชไอวี (Human Immuno-
deficiency Virus : HIV) โรคหงอนไก่ นอกจากนี้ หงอนไก่จากเชื้อเอชพีวี  (HPV) การติดเชื้อไวรัสโดยทางเพศสัมพันธ์ทางน้ำลาย เลือด การปลูกถ่ายอวัยวะ ปัสสาวะ การตั้งครรภ์ การคลอดลูก และการให้นมบุตร

3. ปรสิตหรือ พยาธิ  ได้แก่ โลน หรือหิด

4. โปรโตซัว ได้แก่ โรคช่องคลอดอักเสบจากเชื้อทริโคโมแนต วาจินาลิส

มีคำถามบ่อยว่าเราสามารถติดเชื้อไวรัสเช่น โรคเริม จากการนั่งบนโถส้วมหรือไม่ ในความเป็นจริงแล้วไม่น่าจะเป็นไปได้ เพราะโรคเริมของอวัยวะเพศเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ผ่านจากการสัมผัสผิวหนังสู่ผิวหนัง ในผู้ป่วยส่วนใหญ่ ไวรัสผ่านเข้าร่างกายทางเยื่อเมือก ได้แก่ช่องปาก องคชาตหรือทวารหนัก ไวรัสผ่านเข้าร่างกายที่มีรอยแตกหรือฉีกขาด ผู้ป่วยที่เป็นโรคเริมบริเวณอวัยวะเพศมาหลายปีอาจไม่ทราบว่าตนเองเป็นโรคได้ ไวรัสสามารถแพร่กระจายถึงแม้บุคคลติดเชื้อไม่มีแผลของอวัยวะเพศ เนื่องจากไวรัสตายอย่างรวดเร็วนอกร่างกาย จึงเป็นไปไม่ได้ที่จะติดเชื้อผ่านการสัมผัสในห้องน้ำ ผ้าหรืออุปกรณ์ต่าง ๆ ที่ผู้ติดเชื้อใช้พยาธิสรีรวิทยา

โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ส่วนใหญ่ติดต่อผ่านทางเยื่อเมือกขององคชาต แคมช่องคลอด ทวารหนัก ระบบทางเดินปัสสาวะ ปาก ลำคอ  ระบบทางเดินหายใจ และดวงตา เยื่อเมือกที่มีอยู่ในช่องปากเหมือนกับอวัยวะเพศ ซึ่งทำให้เกิดโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ได้ง่ายจากการมีเพศสัมพันธ์ทางปากมากกว่าการจูบลึก  สำหรับเชื้อไวรัสเอชไอวี สารคัดหลั่งบริเวณอวัยวะเพศจะมีมากกว่าน้ำลาย  การติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์บางอย่างสามารถถ่ายทอดโดยตรงจากการสัมผัสผิวหนัง เช่น โรคเริม โรคหงอนไก่และหูดข้าวสุก นอกจากนี้ผู้ป่วยอาจสามารถแพร่กระจายการติดเชื้อถึงแม้ยังไม่มีอาการของโรค เช่นโรคเอดส์ ได้แก่ เชื้อไวรัสเอชไอวีส่งจากแม่ไปสู่ลูกทั้งระหว่างการตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร

ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพแนะนำการมีเพศสัมพันธ์อย่างปลอดภัย เช่น การใส่ถุงยางอนามัยระหว่างการมีเพศสัมพันธ์ เป็นวิธีที่น่าเชื่อถือในการลดความเสี่ยงของโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ระหว่างกิจกรรมทางเพศ.

รศ.นท.ดร.สมพล เพิ่มพงศ์โกศล

ที่มา: เดลินิวส์ 13 มิถุนายน 2555

.

โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ 2

อาการของผู้ป่วยโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ได้แก่ ปัสสาวะแสบ ขัด  มีหนอง หรือน้ำหลั่งออกทางช่องคลอดหรือท่อปัสสาวะ มีผื่น แผลหรือตุ่มน้ำ  ก้อนเนื้องอก เช่น หงอนไก่บริเวณอวัยวะเพศหรือทวารหนัก   มีอาการคันหรือปวดบริเวณอวัยวะเพศหรือทวารหนัก  มีอาการปวดท้องหรือปวดช่องเชิงกราน ปวดเวลามีเพศสัมพันธ์  ตกขาวมีกลิ่นและมีสีหรือมีมากกว่าปกติ  ปวด บวมอัณฑะ

โรคหนองในแท้ เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์บริเวณท่อปัสสาวะ ปากมดลูก  ทวารหนัก และลำคอ  อาการของหนองในแท้มักอยู่ระหว่าง 1 และ 14 วันหลังการได้รับเชื้อ แต่อาจเป็นไปได้ที่จะไม่แสดงอาการ ส่วนใหญ่ผู้ชายจะสามารถสังเกตอาการได้มากกว่าผู้หญิง   อาการประกอบด้วยความรู้สึกแสบร้อนเมื่อปัสสาวะ มีหนองสีขาวหรือเหลืองออกจากปลายองคชาต ส่วนผู้หญิงจะมีหนองออกทางช่องคลอด  มีอาการคันหรือหนองออกทางทวารหนักในกรณีทวารหนักมีอาการติดเชื้อ

หนองในเทียม เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์จากแบคทีเรียที่มีรายงานมากที่สุดโรคหนึ่ง โดยจะติดเชื้อท่อปัสสาวะ ทวารหนักและได้ทั้งที่ ตา จะมีน้ำคัดหลั่งเป็นน้ำใสไม่เป็นหนอง มีความเชื่อว่ามักเป็นรวมกับหนองในแท้

หูดหงอนไก่ หูดที่อวัยวะเพศเกิดจากเชื้อไวรัสชนิดเอชพีวี หูดสามารถเกิดได้ทุกบริเวณของผิวหนังของอวัยวะเพศ หูดไม่ทำให้เจ็บแต่อาจทำให้คัน  ทำให้มีความเสี่ยงสูงทำให้เกิดโรคมะเร็งปากมดลูก รวมทั้งบางส่วนของทางทวารหนัก อวัยวะเพศชายและมะเร็งปากช่องคลอด

หูดข้าวสุก เป็นการติดเชื้อไวรัสที่พบบ่อยซึ่งเป็นผลให้เกิดโรคของผิวหนัง มีตุ่มเล็ก ๆ ปรากฏบริเวณที่ได้รับเชื้อ เช่น หน้าขา บริเวณอวัยวะเพศและทวารหนัก อาการจะเกิดประมาณ 2-8 สัปดาห์หลังได้รับเชื้อโรคครั้งแรก ตุ่มที่เกิดเหมือนไข่มุกระหว่าง 1-5 มิลลิเมตร หูดข้าวสุกสามารถผ่านทางผิวหนังไปสู่ผิวหนังจากการสัมผัสโดยใช้เสื้อผ้าร่วมกันจากผู้ติดเชื้อ มีคำแนะนำในการรักษาโดยปล่อยไว้ให้หายเองซึ่งมักใช้เวลาประมาณ 6-18 เดือน เช่นเดียวการรักษาทางการแพทย์อาจทำให้เกิดแผลเป็น ซึ่งได้แก่ การผ่าตัดใช้ความร้อน หรือความเย็น ในผู้ป่วยโรคเอชไอวี อาจมีหูดข้าวสุกจำนวนมากซึ่งบ่งบอกว่าระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแออย่างมาก

ซิฟิลิส  เป็นการติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์ที่จะผ่านจากผู้หญิงที่ติดเชื้อไปสู่ทารกในครรภ์ได้ โรคซิฟิลิสมีหลายระยะซึ่งระยะแรกและระยะที่สองเป็นระยะที่มีการติดเชื้อรุนแรงมาก   อาการของโรคซิฟิลิสค่อนข้างยากที่จะตรวจพบและอาจใช้เวลาถึง 3 เดือนหลังการมีเพศสัมพันธ์จึงปรากฏอาการ อาการประกอบด้วยมีแผลไม่เจ็บบริเวณองคชาต ช่องคลอด ปากมดลูก ทวารหนักหรือปาก   มีก้อนที่ขาหนีบ มีผื่นไม่คัน มีไข้หรือมีอาการเป็นไข้หวัด ถ้าไม่ได้รับการรักษา โรคจะรุนแรงเป็นระยะสุดท้าย ซึ่งเรียกว่าระยะที่สามจะมีผลต่ออวัยวะต่าง ๆ อย่างรุนแรง.

รศ.นท.ดร.นพ.สมพล เพิ่มพงศ์โกศล

ที่มา: เดลินิวส์ 20 มิถุนายน 2555

.

โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์(3)

โรคเริมที่อวัยวะเพศ  เริมสามารถเกิดจากไวรัสสองสายพันธ์คือ ชนิด 1 และชนิดที่ 2   ไวรัสเริมชนิดที่ 2 เป็นการติดเชื้อที่พบบ่อยในบริเวณอวัยวะเพศและทวารหนัก ขณะที่ไวรัสชนิดที่ 1 มักพบบริเวณปากและริมฝีปาก  ดังนั้นไวรัสเริมชนิดที่สองเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์

อาการของเริมมักเกิดประมาณ 2-7 วันหลังการได้รับเชื้อไวรัส และสุดท้ายเมื่อ 2-4 สัปดาห์ ทั้งผู้ชายและผู้หญิงมักมีหลายอาการประกอบด้วย มีอาการคันหรือเจ็บแสบบริเวณอวัยวะเพศหรือทวารหนัก มีน้ำเล็กน้อยออกจากบริเวณแผลที่เจ็บ  ปวดเมื่อปัสสาวะบริเวณแผลเปิดโดยเฉพาะในผู้หญิง  ปวดศีรษะ  ปวดหลัง มีอาการเป็นไข้   หลังจากแผลครั้งแรกหายไปแล้ว ไวรัสเริมจะซ่อนอยู่ในเส้นประสาทใกล้เคียงกับบริเวณที่ติดเชื้อโดยไม่มีอาการ  อาการจะกลับมาภายหลังระหว่างที่มีความเครียดหรือเจ็บป่วย แต่มีความรุนแรงลดลงและหายเร็ว

การติดเชื้อทางช่องคลอดจากเชื้อโปรโตซัวทริโคโมแนต จะถ่ายทอดจากมีเพศสัมพันธ์ โดยจะมีการติดเชื้อในช่องคลอดและท่อปัสสาวะทั้งในผู้ชายและผู้หญิง   โรคนี้มักจะไม่มีอาการ  ถ้ามีอาการจะมีในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย อาการที่พบได้แก่การมีน้ำหรือสารคัดหลั่งออกมาทั้งผู้ชายและผู้หญิงซึ่งอาจมีกลิ่นหรือสี  มีอาการปวดหรือไม่สบายระหว่างมีเพศสัมพันธ์ ปวดเวลาปัสสาวะหรือมีการอักเสบบริเวณท่อปัสสาวะ

ไวรัสตับอักเสบ   ไวรัสตับอักเสบมีหลายชนิดเช่นชนิดเอ บี และซีเป็นที่พบบ่อย  ตับอักเสบอาจเกิดจากการรับประทานแอลกอฮอล์มากกว่าปกติเป็นเวลานาน หรือจากการใช้ยาบางชนิด

โลน   เป็นการติดเชื้อของปรสิตที่ขุดผ่านผิวหนังเพื่อดูดเลือด  และจะอยู่บริเวณที่มีขนของร่างกายโดยเฉพาะบริเวณขนบริเวณหัวเหน่าหรือบริเวรอวัยวะเพศ แต่อาจพบบริเวณอื่นๆได้เช่นกันเช่นขนรักแร้ หนวดเครา ขนคิ้ว หรือแม้แต่ที่ขนตา ขนบริเวณหน้า ขนตก โลนสามารถติดต่อง่ายระหว่างการมีเพศสัมพันธ์  รวมทั้งเสื้อผ้าหรือที่นอนใช้ร่วมกัน  อย่างไรก็ตามโลนไม่สามารถผ่านบริเวณนั่งโถส้วมหรือสระว่ายน้ำ มีอาการคันจากกิจกรรมการกินอาหารของโลน เนื่องจากการที่โลนตัวเล็กมาก เวลาที่มันอาศัยอยู่   มักจะมองไม่เห็น

โลนจะวางไข่ โดยให้ไข่เชื่อมติดกับเส้นขน โลนเพศเมีย 1 ตัว สามารถวางไข่ได้ประมาณ 30 ฟอง ขณะที่ยังมีชีวิตอยู่ และหลังจากวางไข่แล้วก็จะเจริญเป็นตัวเต็มวัยได้ภายในระยะเวลาน้อยกว่า 1 เดือน อาจกล่าวได้ว่าจะสังเกตว่ามีอาการประมาณ 5-7 วันหลังติดเชื้อ นอกจากมีอาการคันแล้ว อาจมีอาการอักเสบบริเวณที่ติดเชื้อ  อาจตรวจพบโลนและไข่ มีบริเวณเลือดออกจากการกินเลือดของโลน   ถึงแม้จะไม่มีวิธีที่มีประสิทธิภาพมากนักในการป้องกันระหว่างการมีเพศสัมพันธ์  ผู้ป่วยสามารถลดการติดโลนด้วยการทำความสะอาดที่นอน เสื้อผ้า และผ้าเช็คตัวด้วยการต้มน้ำฆ่าเชื้อปรสิต    การรักษาโลนค่อนข้างง่ายคือการใช้น้ำยาพิเศษเช่นแชมพู โลชั่นและครีมในการฆ่าตัวโลนและไข่   ไม่มีความจำเป็นที่ต้องโกนขนเพราะวิธีดังกล่าวไม่สามารถกำจัดโลนได้ทั้งหมด

หิด  มักมีอาการคันอย่างมากจากการติดเชื้อทางผิวหนังของปรสิต  อาการจะเกิด 2-6 สัปดาห์หลังจากการติดเชื้อ  หิดอาจกระจายอย่างรวดเร็วจากการสัมผัสระหว่างกัน เช่นบริเวณที่พักดูแลและฟื้นฟูผู้สูงอายุ   ถ้าทราบว่ามีการติดเชื้อควรป้องกันการแพร่กระจายด้วยการทำความสะอาดเสื้อผ้าด้วยความร้อนเพื่อฆ่าปรสิต

รศ.นท.ดร.สมพล เพิ่มพงศ์โกศล
คลินิกสุขภาพชาย โรงพยาบาลรามาธิบดี

ที่มา: เดลินิวส์ 27 มิถุนายน 2555

.

โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ (4)

ปัจจัยเสี่ยง ทุกคนที่มีเพศสัมพันธ์มีความเสี่ยงในการติดต่อโรคทางเพศสัมพันธ์ไม่มากก็น้อย ปัจจัยที่เพิ่มความเสี่ยงได้แก่

– มีเพศสัมพันธ์โดยไม่ได้ป้องกัน การสอดใส่ผ่านช่องคลอดหรือทวารหนักโดยผู้ติดเชื้อไม่ได้สวมถุงยางอนามัยจะส่งต่อโรคได้ ผู้ชายที่มีหนองในแท้มีโอกาสร้อยละ 70-80 ที่จะติดต่อโรคไปสู่คู่นอนผู้หญิงแม้การมีเพศสัมพันธ์ทางช่องคลอดเพียงครั้งเดียว

– การมีเพศสัมพันธ์กับคู่นอนที่มีหลายคน ยิ่งมีเพศสัมพันธ์มากเท่าไร โอกาสติดเชื้อก็จะมีมากขึ้น

– มีประวัติการติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์มาก่อน ถ้าเคยมีประวัติโรคเริม ซิฟิลิสหรือหนองใน และมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ได้ป้องกันกับคู่นอนที่เลือดเอชไอวีเป็นบวก โอกาสจะติดเชื้อเอชไอวีก็จะมีโอกาสมากขึ้น

– การดื่มแอลกอฮอล์หรือรับประทานยาเสพติด ทำให้การตัดสินใจไม่ดีและทำให้มีความพอใจที่จะมีเพศสัมพันธ์แบบเสี่ยง

– การฉีดยาเสพติด เข็มฉีดยาที่ใช้ร่วมกันจะเป็นสาเหตุการแพร่กระจายของโรคทั้งโรคเอชไอวีและไวรัสตับอักเสบบี

– วัยรุ่นผู้หญิง จะมีปากช่องคลอดไม่เจริญเต็มที่มีการเปลี่ยนแปลงของเซลล์อยู่เสมอ เซลล์ที่ไม่มั่นคงทำให้ช่องคลอดของเด็กวัยรุ่นผู้หญิงไวต่อการติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์

การถ่ายทอดจากมารดาสู่ทารก โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ได้แก่โรคหนองในแท้ หนองในเทียมและซิฟิลิส สามารถถ่ายทอดจากมารดาไปสู่ทารกที่อยู่ในครรภ์หรือระหว่างการคลอด โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ในทารกสามารถทำให้เกิดปัญหาอย่างรุนแรงและอาจทำให้เสียชีวิตได้ ดังนั้นผู้หญิงตั้งครรภ์ควรได้รับการคัดกรองโรคและรับการรักษาทันทีเมื่อตรวจพบโรค

การวินิจฉัยโรค การทดสอบการติดเชื้อโรคทางเพศสัมพันธ์เป็นการทดสอบการติดเชื้อสำหรับการติดเชื้อโรคชนิดเดียว หรือการทดสอบของแต่ละบุคคลสำหรับการติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์ ประกอบด้วยการทดสอบสำหรับโรคซิฟิลิส โรคช่องคลอดอักเสบจากเชื้อโปรโตซัวทริโคโมแนต วาจินาลิส หนองในแท้ หนองในเทียม โรคเริม โรคไวรัสตับอักเสบ และการทดสอบเชื้อไวรัส เอชไอวี อย่างไรก็ตามยังไม่มีการทดสอบขั้นตอนสำหรับการติดเชื้อทั้งหมด การทดสอบโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อาจถูกใช้ด้วยหลายเหตุผลได้แก่
– เป็นแบบทดสอบสำหรับการวินิจฉัย เพื่อหาสาเหตุของอาการหรือการเจ็บป่วย
– เป็นการตรวจคัดกรองเพื่อตรวจหาการติดเชื้อที่ไม่มีอาการ
– เป็นการตรวจสอบก่อนหรือระหว่างการตั้งครรภ์ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดอันตรายต่อทารก
– เป็นการตรวจสอบหลังแรกเกิดว่าทารกยังไม่ได้ติดต่อทางเพศสัมพันธ์จากมารดา
– เพื่อป้องกันการติดเชื้อจากการใช้เลือดหรืออวัยวะที่บริจาค
– เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของการตรวจเฝ้าระวังทางระบาดวิทยา.

รศ.นท.ดร.นพ.สมพล เพิ่มพงศ์โกศล

ที่มา: เดลินิวส์ 4 กรกฎาคม 2555

.

โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ (5)

 

ผู้ป่วยโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์บางคนอาจไม่ปรากฏอาการ หรือแสดงอาการทันทีหลังได้รับเชื้อโรค ในบางกรณีโรคดำเนินโดยไม่มีอาการซึ่งทำให้มีความเสี่ยงของการส่งผ่านโรคไปสู่บุคคลอื่นมากขึ้น

ทั้งนี้โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่ไม่ได้รับการรักษาอาจนำไปสู่ภาวะมีบุตรยาก อาการปวดเรื้อรังหรือแม้กระทั่งเสียชีวิต

การวินิจฉัยในระยะเริ่มต้นและผู้ป่วยได้รับการรักษาอย่างทันทีจะเป็นผลให้มีโอกาสการแพร่กระจายโรคน้อยลง และสำหรับบางเงื่อนไขผลของการรักษาอาจดีขึ้น

นอกจากนี้โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์มีระยะที่ยังตรวจไม่พบ (window period) หลังจากการติดเชื้อเริ่มต้นระหว่างที่มีการทดสอบโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์จะเป็นค่าลบ ในช่วงเวลานี้การติดเชื้ออาจถ่ายทอดได้ ระยะเวลาดังกล่าวแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับความรุนแรงของการติดเชื้อและชนิดของการทดสอบ นอกจากนี้การวินิจฉัยอาจล่าช้าออกไปเกิดจากความลังเลใจของผู้ติดเชื้อที่จะมาปรึกษาแพทย์

ถ้ามีประวัติการมีเพศสัมพันธ์และปัจจุบันมีอาการและอาการแสดงว่าเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ การตรวจห้องปฏิบัติการมีความจำเป็นเพื่อหาสาเหตุและตรวจค้นหาโรคร่วม ได้แก่

• การตรวจเลือด สามารถยืนยันการวินิจฉัยโรคไวรัสเอชไอวีหรือโรคซิฟิลิสระยะสุดท้าย

• การตรวจปัสสาวะ

• การตรวจจากสารคัดหลั่งหรือของเหลวจากร่างกาย ถ้ามีแผลบริเวณอวัยวะเพศ การตรวจของเหลวตัวอย่างจากแผลอาจช่วยในการวินิจฉัยชนิดของการติดเชื้อ การตรวจทางห้องปฏิบัติการด้วยตัวอย่างจากแผลเป็นบริเวณอวัยวะเพศหรือสารคัดหลั่งส่วนใหญ่จะใช้วินิจฉัยเชื้อแบคทีเรียหรือการติดเชื้อจากไวรัสบางชนิดในระยะเริ่มต้น
การตรวจคัดกรอง

การทดสอบสำหรับโรคในบางคนที่ไม่ปรากฏอาการจะเรียกว่าการคัดกรอง โดยทั่วไปการตรวจคัดกรองโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ไม่ได้ปฏิบัติเป็นประจำในทางการแพทย์ แต่มีข้อยกเว้นในกรณี

สำหรับทุกคน มีการตรวจคัดกรองโรคติดต่อทางเพศอย่างเดียวสำหรับทุกคนอายุระหว่าง 13-64 ปี โดยใช้เลือดหรือน้ำลายสำหรับโรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง

ผู้หญิงตั้งครรภ์ การตรวจคัดกรองสำหรับเอชไอวี โรคไวรัสตับอักเสบบี โรคหนองในเทียมและซิฟิลิส ได้ถูกใช้ตรวจทั่วไปสำหรับการตั้งครรภ์ครั้งแรก สำหรับการตรวจคัดกรองหนองในและไวรัสตับอักเสบซีจะถูกแนะนำให้ตรวจในกรณีการตั้งครรภ์ที่มีภาวะเสี่ยงสูงของการติดเชื้อ

ผู้หญิงอายุตั้งแต่ 21 ปีขึ้นไป การตรวจ pap test เพื่อดูความเปลี่ยนแปลงเกี่ยวกับปากมดลูก รวมทั้งการอักเสบ และมะเร็ง ซึ่งอาจเป็นผลจากเชื้อไวรัสเอชพีวี มีคำแนะนำให้เริ่มตรวจตั้งแต่อายุ 21 ปีและทุก 3 ปี นอกจากนี้มีคำแนะนำตามการมีเพศสัมพันธ์ก่อนอายุ 21 ปีควรตรวจภายใน3 ปีหลังจากการมีเพศสัมพันธ์ครั้งแรก.

รศ. นท. ดร. สมพล เพิ่มพงศ์โกศล
คลินิกสุขภาพชาย โรงพยาบาลรามาธิบดี

 

ที่มา: เดลินิวส์ 11 กรกฎาคม 2555

.

โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ (6)

 

อย่างที่บอกไปแล้วในสัปดาห์ก่อนว่า โดยทั่วไปการตรวจคัดกรองโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ไม่ได้ปฏิบัติเป็นประจำในทางการแพทย์ แต่มีข้อยกเว้น และได้อธิบายไปแล้ว 3 กรณี สัปดาห์นี้มาว่ากันต่อกับกรณี

ผู้หญิงอายุน้อยกว่า 25 ปีที่มีเพศสัมพันธ์เป็นประจำแล้ว ควรได้รับการตรวจเชื้อหนองในแท้และเทียม โดยตรวจจากปัสสาวะหรือของเหลวในช่องคลอด

ผู้ชายมีเพศสัมพันธ์ด้วยกัน เมื่อมีการเปรียบเทียบระหว่างกลุ่มชายรักร่วมเพศมีโอกาสเสี่ยงสูงสำหรับโรคติดต่อทางเพศ บางคนของกลุ่มนี้มีความจำเป็นต้องตรวจคัดกรองโรคติดต่อทางเพศเป็นประจำทุกปี การตรวจประจำได้แก่โรคเอชไอวี ซิฟิลิส หนองในเทียม และหนองในแท้ บางครั้งแนะนำให้ตรวจไวรัสตับอักเสบบีด้วย

ผู้ป่วยโรคเอชไอวี จะมีโอกาสเสี่ยงสูงสำหรับการติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์ ผู้มีประสบการณ์ได้แนะนำตรวจซิฟิลิส หนองในเทียม หนองในแท้ และโรคเริม สำหรับโรคเอชไอวี ผู้ป่วยหญิงเอชไอวีอาจพัฒนามีมะเร็งปากช่องคลอด ดังนั้นควรได้รับการตรวจ แปป เทสต์ (pap test) สองครั้งต่อปี

ภาวะแทรกซ้อน

การรักษาแบบทันทีช่วยป้องกันภาวะแทรกซ้อนจากโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ได้บางโรค เพราะผู้ป่วยในระยะเริ่มต้นของโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ไม่มีอาการ การตรวจคัดกรองสำหรับโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์มีความสำคัญในการป้องกันภาวะแทรกซ้อน ที่อาจพบได้คือมีแผลตามตัว มีแผลที่อวัยวะเพศเกิดขึ้นใหม่ มีผื่นขึ้นตามตัว มีอาการปวดระหว่างการมีเพศสัมพันธ์ ลูกอัณฑะปวด บวม แดง ร้อน ปวดอุ้งเชิงกราน ตาอักเสบ ข้ออักเสบ เป็นหมัน มะเร็งปากมดลูก

การรักษาและยา

โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรียสามารถรักษาได้โดยการให้ยาปฏิชีวนะ แต่สำหรับเชื้อไวรัสนั้นไม่สามารถรักษาให้หายได้แต่สามารถจัดการได้ ถ้ามีการติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์ระหว่างตั้งครรภ์ ควรเข้ารับการรักษาทันทีเพื่อป้องกันหรือลดความเสี่ยงของการติดเชื้อไปสู่ทารก

ยาปฏิชีวนะ การรักษาด้วยยาปฏิชีวนะมักจะเป็นการรับประทานครั้งเดียว สามารถรักษาโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์จากแบคทีเรียและปรสิต ได้แก่ หนองในแท้ ซิฟิลิส หนองในเทียม และการติดเชื้อทางช่องคลอด นอกจากนี้มีการรักษาหนองในแท้และหนองในเทียมในเวลาเดียวกันเพราะการติดเชื้อทั้งสองมักพบพร้อมกัน

ยาต้านไวรัส อาจเป็นโรคเริมใหม่อีกสองถึงสามครั้งเมื่อรับประทานยากดไวรัส แต่ยังคงสามารถถ่ายทอดโรคเริมไปสู่คู่นอนได้ สำหรับโรคไวรัสเอชไอวี ถ้ารับประทานยาต้านไวรัสได้เร็วเท่าใดก็ยิ่งมีประสิทธิภาพมากเพิ่มขึ้น เช่นถ้าได้รับประทานยาต้านเชื้อเอชไอวีเป็นเวลา 28 วัน เมื่อทราบว่าได้รับเชื้อมา ก็อาจมีโอกาสหลีกเลี่ยงผลเลือดเอชไอวีเป็นบวก.

รศ.นท.ดร.นพ.สมพล เพิ่มพงศ์โกศล

 

ที่มา: เดลินิวส์ 18 กรกฎาคม 2555

.

Related link:

.

โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ Siamhealth.net

โรคติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์ ภก.เชิดเกียรติ  แกล้วกสิกิจ

โรคเอดส์ หรือ AIDS (Acquired Immuno Deficiency Syndrome) สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 9 จังหวัดพิษณุโลก

สำนักโรคเอดส์ วัณโรคและโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์
กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข
88/21 ถ.ติวานนท์ ต.ตลาดขวัญ อ.เมือง จ.นนทบุรี 11000
โทร. 0-2590-3289, 0-2590-3291 โทรสาร 0-2590-3289

http://www.aidsthai.org

คลีนิคนิรนาม ศูนย์วิจัยโรคเอดส์ สภากาชาดไทย

ศูนย์วิจัยโรคเอดส์ สภากาชาดไทย
ที่อยู่ : เลขที่ 104 ถนนราชดำริ แขวงปทุมวัน เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร 10330
โทรศัพท์ : 02-2564107, 02-2564108, 02-2564109  โทรสาร : 02-2547577
อีเมล์ : aids@trcarc.org

http://www.trcarc.org/

หรือ

http://www.redcross.or.th/old/service/medical_clinicaids.php

คลีนิคนิรนาม ศูนย์วิจัยโรคเอดส์ สภากาชาดไทย มีบริการให้คำปรึกษา ให้ความรู้ และการบริการตรวจหาเชื้อเอดส์ โดยการบริการดังกล่าวท่านสามารถใช้บริการได้ฟรี ปีละ 2 ครั้ง เพียงยื่นบัตรประจำตัวประชาชน ณ โรงพยาบาลของรัฐ หรือศูนย์บริการสาธารณสุข ท่านสามารถสอบถามเพิ่มเติมที่คลีนิคนิรนาม โทร.0-22564107-9 ต่อ 200 ในวันเวลาราชการ

Sexually Transmitted Diseases (STDs) Centers for Disease Control and Prevention   1600 Clifton Rd. Atlanta, GA 30333, USA

Sexually transmitted diseases (STDs)  Mayo Foundation for Medical Education and Research

Sexually transmitted infections (STIs) NHS Choices

HIV and AIDS  NHS Choices

ภาพโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์

This slideshow requires JavaScript.