ตัดเส้นประสาท แก้ความดันโลหิต

thairath130910_002นักวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยบริสตัล แห่งอังกฤษ ค้นพบหนทางใหม่กับการรับมือกับโรคความดันโลหิตสูง ที่ถูกขนานนามให้ว่า เป็นโรคเพชฌฆาตเงียบที่สุดของโลกอย่างหนึ่ง ด้วยเหตุที่ผู้ป่วยจะไม่ค่อยรู้ตัวว่าเป็นหรือมองเห็นด้วยตาตนเอง

พวกเขาพบโดยบังเอิญในการศึกษากับหนูที่เป็นโรคความดันโลหิตสูงว่า หากตัดเส้นประสาทที่เชื่อมสมองกับเส้นเลือดที่ไปเลี้ยงสมองที่เป็นปมเล็กๆ โตขนาดเมล็ดข้าวสารติดอยู่ที่แต่ละข้างของเส้นเลือดออกเสียความดันโลหิตของหนูจะตกและลดต่ำลง การค้นพบนี้ได้รายงานไว้ในวารสาร “ธรรมชาติการสื่อสาร” ของสหรัฐฯ พร้อมกับแย้มว่า ทีมนักวิจัยยังได้ทดลองกับมนุษย์ ซึ่งคาดว่าจะทราบผลปลายปีนี้ด้วย

โรคที่ถูกขนานนามว่า โรคเพชฌฆาตเงียบนี้ พลโลกทุกๆ 1 ใน 3 คนพากันเป็นกันอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งมันอาจพาให้ป่วยเป็นอัมพาต หัวใจวายและไตพิการได้

ผู้ที่ถูกวินิจฉัยโรคว่าเป็นโรคนี้ หลายรายอาจจะต้องอาศัยยาลดความดันโลหิตช่วยไปเกือบจะตลอดชีวิต แต่แพทย์ผู้เชี่ยวชาญก็เปิดเผยว่า มีผู้ป่วยอีกมาก ประมาณ 1 ใน 50 ราย ที่การกินยาก็ไม่อาจช่วยเหลืออะไรได้.

ที่มา :  ไทยรัฐ 4 กันยายน 2556

.

Related Article:

.

telegraph130903_001

Blood pressure lowered by nerve surgery

Disabling nerves in the neck could lower blood pressure and provide an alternative to drug treatment for patients with hypertension, a study suggests.

By Nick Collins, Science Correspondent

6:58PM BST 03 Sep 2013

Cutting nerves connected to the carotid body, which is located in the neck and measures blood oxygen levels, can quickly lower blood pressure with lasting results, researchers claimed.

Patients whose high blood pressure is not controlled by drugs are currently offered “renal denervation”, an operation where nerves which connect the kidney to the brain are disabled, but experts differ over how effective the treatment is.

The new procedure, known as carotid body denervation, could provide an alternative treatment and be effective even in patients who have already had renal denervation, researchers claimed.

Doctors disable specific nerves connected to the carotid body, which continuously measures the amount of oxygen in the blood and can raise or lower blood pressure by triggering a response from the nervous system.

A study conducted on rats with high blood pressure by researchers from the University of Bristol found that the procedure reduced nervous system activity, “providing an effective antihypertensive treatment”.

Writing in the Nature Communications journal, they said their findings “could translate” to some human patients with high blood pressure.

Dr Tim Chico, an honorary Consultant Cardiologist at Sheffield Teaching Hospitals, who was not involved in the study, said: “This is an exciting and innovative approach to a major health problem.

“Current treatments for high blood pressure have serious drawbacks. No one likes taking multiple tablets and medics are often guilty of not explaining properly why treatment is needed and what benefits might be expected.”

Prof Tony Heagerty of Manchester University’s Institute of Cardiovascular Sciences, added: “If this were to be translated into humans it again would offer another possibility for interfering with nervous system traffic and lowering pressure.

“In addition, it adds to the accumulating body of evidence which suggests that many cases of hypertension are produced by this overactivity of the sympathetic nervous system which may in fact be genetically determined.”

SOURCE : www.telegraph.co.uk

Advertisements

อาหารเมดิเตอร์ฯ กันชนหลายโรค

thairath130425_001วารสารวิชาการ “แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคชรา วิทยาศาสตร์ ชีวภาพ และวิทยาศาสตร์การแพทย์” รายงานว่า มีการศึกษาพบว่าอาหาร แบบของชาวเมดิเตอร์เรเนียนจะช่วยป้องกันโรคความดันโลหิต โรคเบาหวานชนิดที่ 2 โรคข้ออักเสบ และโรคหัวใจและหลอดเลือดได้บ้าง

รายงานเปิดเผยรายละเอียดว่า อาหารแบบนี้ โดยเฉพาะช่วยลดอาการเลือดมีกรดยูริกเกิน เพราะการมีกรดยูริกสูงในเลือดเป็นสาเหตุให้เป็นโรคลงพุง ความดันโลหิตสูง โรคเบาหวานชนิดที่ 2 โรคเกาต์ โรคหัวใจ และหลอดเลือด

อาหารของชาวเมดิเตอร์เรเนียนประกอบด้วย ผัก ผลไม้ น้ำมันมะกอก ถั่วและข้าวกล้อง ไม้จำพวกมีฝัก เช่น ทองหลาง กระถิน ถั่ว เหล้าไวน์เล็กน้อย นมเนย เป็ด ไก่ ห่านที่เลี้ยงไว้กินเนื้อและกินไข่ เนื้อแดงปริมาณน้อย และครีม ล้วนแต่มีคุณสมบัติของการต่อต้านอนุมูลอิสระ และต้านการอักเสบทั้งสิ้น

การศึกษาครั้งนี้มุ่งหาความสัมพันธ์ของอาหารแบบเมดิเตอร์เรเนียนกับผู้สูงอายุและความเสี่ยงกับอาการเลือดมีกรดยูริกเกินโดยตรง.

ที่มา :  ไทยรัฐ 25 เมษายน 2556

.

Related Article :

.

Experts Examine Mediterranean Diet’s Health Effects for Older Adults

Apr. 18, 2013 — According to a study published in the Journals of Gerontology Series A: Biological Sciences and Medical Sciences, a baseline adherence to a Mediterranean diet (MeDiet) is associated with a lower risk of hyperuricemia, defined as a serum uric acid (SUA) concentration higher than 7mg/dl in men and higher than 6mg/dl in women.

Hyperuricemia has been associated with metabolic syndrome, hypertension, type 2 diabetes mellitus, chronic kidney disease, gout, and cardiovascular morbidity and mortality. The MeDiet is characterized by a high consumption of fruits, vegetables, legumes, olive oil, nuts, and whole grain; a moderate consumption of wine, dairy products, and poultry, and a low consumption of red meat, sweet beverages, creams, and pastries. Due to its antioxidant and anti-inflammatory properties, the MeDiet might play a role in decreasing SUA concentrations.

Conducted by Marta Guasch-Ferré and 11 others, this study is the first to analyze the relationship between adherence to a MeDiet in older adults and the risk of hyperuricemia. The five-year study looks at 7,447 participants assigned to one of three intervention diets (two MeDiets enriched with extra virgin olive oil or mixed nuts, or a control low-fat diet). Participants were men aged 55 to 80 years and women aged 60 to 80 years who were free of cardiovascular disease but who had either type 2 diabetes mellitus or were at risk of coronary heart disease.

The findings below demonstrate the positive health effects of a MeDiet in older adults:

  • Rates of reversion were higher among hyperuricemic participants at baseline who had greater adherence to the MeDiet.
  • Consuming less than one serving a day of red meat compared with higher intake is associated with 23 percent reduced risk of hyperuricemia.
  • Consuming fish and seafood increased the prevalence of hyperuricemia.
  • Drinking more than seven glasses of wine per week increased the prevalence of hyperuricemia.
  • Consuming legumes and sofrito sauce reduced the prevalence of hyperuricemia.
  • Reversion of hyperuricemia was achieved by adherence to the MeDiet alone, without weight loss or changes to physical activity.

Story Source:

The above story is reprinted from materials provided by The Gerontological Society of America.

Journal Reference:

  1. Marta Guasch-Ferré, Mònica Bulló, Nancy Babio, Miguel A. Martínez-González, Ramon Estruch, María-Isabel Covas, Julia Wärnberg, Fernando Arós, José Lapetra, Lluís Serra-Majem, Josep Basora, And Jordi Salas-Salvadó.Mediterranean Diet and Risk of Hyperuricemia in Elderly Participants at High Cardiovascular Risk.Journals of Gerontology Series A: Biological Sciences and Medical Sciences,, 2013 DOI: 10.1093/gerona/glt028

SOURCE : www.sciencedaily.com

มันฝรั่งสีม่วง สามารถลดความดันโลหิตสูง

naewna121209_001องค์การอนามัยโลกกำหนดไว้ในปี พ.ศ.2542 ว่าผู้ที่มีความดันโลหิตมากกว่า 140/90 มม.ปรอท ถือว่าเป็นโรคความดันโลหิตสูง ซึ่งมีโอกาสเป็นอัมพาตหัวใจล้มเหลว หลอดเลือดหัวใจตีบมากกว่าผู้ที่ไม่มีโรคความดันโลหิตสูง และพบว่าผู้ที่มีความดันโลหิตสูงหากได้รับการรักษาจนความดันโลหิตอยู่ในเกณฑ์ปกติจะสามารถลดอัตราการเกิดอัมพาต หัวใจล้มเหลวได้ มีการศึกษาพบว่า คนเป็นโรคอ้วนและน้ำหนักเกินที่มีปัญหาความดันโลหิตสูงที่รับประทานมันฝรั่งสีม่วงสองครั้งต่อวันสามารถลดความดันโลหิตอย่างมีนัยสำคัญ แต่ไม่ได้หมายความว่ามันฝรั่งทุกรูปแบบสามารถลดความดันโลหิตได้ เช่น มันฝรั่งทอด เฟรนช์ฟรายถูกจัดเป็นอาหารขยะ เนื่องจากมีโซเดียมสูงและ “ความเป็นพิษสูง” เพราะทอดโดยใช้อุณหภูมิสูงทำให้มี “สารอะคริลาไมด์-สารก่อมะเร็ง” ออกมา ในมันฝรั่งยังมี “ค่าดัชนีน้ำตาล (Glycemic Index) อยู่สูงมาก นั่นหมายถึงเปลี่ยนให้เป็นน้ำตาลภายในร่างกายได้เร็วมาก

การศึกษาของ ดร.โจ วินสัน แห่งมหาวิทยาลัยสแครนตัน รัฐเพนซิลวาเนีย ใช้มันฝรั่งสีม่วง (Purple Majesty) ที่ปรุงสุกอย่างถูกต้องในเตาอบไมโครเวฟโดยไม่ต้องใช้น้ำมันหรือเนย ในการศึกษาใช้อาสาสมัครที่มีสุขภาพดีรับประทานมันฝรั่งสีม่วงขนาดเล็กประมาณ 6 ถึง 8 ผลปรุงสุกในเตาอบไมโครเวฟ แล้วทำการตรวจเลือดและปัสสาวะของอาสาสมัครพบว่า สารต้านอนุมูลอิสระของเลือดและปัสสาวะของพวกเขาเพิ่มขึ้นตามปริมาณของมันฝรั่งที่รับประทาน หลังจากนั้นได้คัดเลือกอาสาสมัครสิบแปดคนที่มีน้ำหนักเกิน เป็นโรคอ้วนและมีความดันโลหิตสูง โดยให้อาสาสมัครครึ่งหนึ่งรับประทานมันฝรั่งสุกสีม่วงพร้อมเปลือกจำนวน 6 ถึง 8 ผลในลักษณะเดียวกันตามที่กล่าวข้างต้น จำนวน 2 ครั้งต่อวัน อาสาสมัครอีกครึ่งหนึ่งไม่มีมันฝรั่งสีม่วงเลยในอาหารของพวกเขา ผลการศึกษานี้พบว่าน้ำหนักตัวของอาสาสมัครที่รับประทานมันฝรั่งสีม่วงไม่มีการเปลี่ยนแปลง (ไม่เพิ่มขึ้นหรือลดลง) ไม่มีผลกระทบต่อระดับไขมันหรือระดับน้ำตาล มีความดันโลหิตต่ำลงได้แก่ ความดันโลหิตค่าบน คือแรงดันโลหิตขณะที่หัวใจบีบตัว (Systolic) ลดลง 3.5% และความดันโลหิตค่าล่าง (Diastolic) คือ แรงดันโลหิตขณะที่หัวใจคลายตัว ลดลง 4.3% คณะนักวิจัยของ ดร.วินสันเชื่อว่า มันฝรั่งสีขาวและสีแดงอาจให้ผลเช่นเดียวกันแต่ต้องมีการวิจัยเพื่อพิสูจน์กันต่อไป ผลวิจัยสรุปว่าการรับประทานมันฝรั่งสีม่วงสามารถลดความเสี่ยงของโรคหัวใจและการอุดตันของเส้นเลือดที่ไปเลี้ยงสมองในผู้ป่วยที่มีความดันโลหิตสูงได้ เนื่องจากมันฝรั่งสีม่วงมีพฤกษาเคมี (PhytoChemical คือ สารเคมีต่างๆ ที่มีอยู่ในผัก ผลไม้ เป็นสารที่ทำให้เกิดสี กลิ่น รสในผักผลไม้ มีประโยชน์ต่อร่างกายในการเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ) ที่ให้ผลคล้ายกับ เอซีอี อินฮิบิเตอร์ (ตัวยับยั้ง แองจิโอเทนซิน-คอนเวอร์ติง เอนไซม์ (Angiotensin-Converting Enzyme) ซึ่งเป็นกลุ่มยาที่ใช้รักษาเบื้องต้นในโรคความดันโลหิตสูง พฤกษาเคมีนี้สามารถพบในบร็อคโคลี่ ผักโขมและสเพราท์ (ผักคล้ายกะหล่ำ)นอกจากนี้การทอด ย่างมันฝรั่งจะทำลายพฤกษาเคมีเหลือไว้เฉพาะแป้งและไขมัน ดังนั้นการปรุงอาหารมันฝรั่งด้วยไมโครเวฟจึงเป็นวิธีที่ดีที่สุด

วิลาวัลย์ พงษ์พิทักษ์
ศูนย์ทดสอบและมาตรวิทยา
สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย(วว.)

ที่มา : แนวหน้า 9 ธันวาคม 2555

.

Related Link:

.

Pass the Purple Potatoes to Lower Blood Pressure

By Denise Reynolds RD on February 2, 2012

Last year, the potato almost received a death sentence in the National School Lunch program. Initially, the government had proposed to limit consumption of starchy vegetable to just one cup per student per week. But thankfully, that moved was blocked because the proposal had “no basis in nutrition science.” The potato, in fact, is a healthful vegetable and new research encourages those who are overweight with hypertension to continue having small helpings to keep blood pressure under control without fear of weight gain.

Nutritionally, potatoes are good sources of vitamin B6, vitamin C, copper, potassium, manganese and dietary fiber. They also contain a variety of phytonutrients. The George Mateljan Foundation for the World’s Healthiest Foods notes that while most of us are only familiar with two or three types of potatoes, there are actually about 100 varieties of the vegetable. A type showing up in more food stores is the purple-skinned potato called Purple Majesty which was the focus of a study funded through a Cooperative Agreement Grant from the United States Department of Agriculture (USDA).

In the Journal of Agricultural and Food Chemistry, Joe Vinson PhD with the University of Scranton in Pennsylvania and colleagues studied 18 volunteers who consumed 6 to 8 small purple potatoes (microwaved) twice a day for four weeks. Most of the study subjects were overweight and had high blood pressure for which they took anti-hypertensive drugs.

Average diastolic blood pressure (the lower number which indicates the pressure on the blood vessels at rest) dropped by 4.3 percent and systolic pressure (the top number representing pressure during each heart beat) decreased by 3.5 percent. None of the study participants gained weight.

Vinson said that other studies have identified substances in potatoes with effects in the body similar to those of the well-known ACE-inhibitor medications, a mainstay for treating high blood pressure. However, pigmented potatoes (ie: purple or red) do have high concentrations of antioxidants including phenolic acids, anthocyanins and carotenoids. These nutritional components are protective against cardiovascular disease, respiratory problems and certain cancers.

One of the phytochemicals found in potatoes is called Kukoamine. This compound, previously only known to be in an exotic herbal plant called Lycium chinense, as noted to be in potatoes as well. These compounds have been shown to lower blood pressure in studies by UK scientists at the Institute for Food Research.

The scientists do not know yet whether ordinary white potatoes have the same beneficial effects, but your basic Idaho potato is high in potassium, an important nutritional component of the “DASH” diet – or Dietary Approaches to Stop Hypertension. Potassium is crucial to heart function and plays a key role in skeletal and muscular function. Studies show that those who eat a diet high in the mineral have lower blood pressure and decreased risk of stroke. Vitamin B6, another vitamin in good supply in potatoes, is also essential for heart health.

Of course, a diet of French fries will up potato consumption, but this isn’t the recommendation for a healthy diet low in fat and rich in unprocessed produce. Roast, steam, bake or boil potatoes and add flavorful ingredients such as fresh herbs or garlic. Remember to eat the edible skin as well – dietary fiber is another important component of heart health as it can help to lower cholesterol.

Source Reference: American Chemical Society
Joe A. Vinson, Cheryil A Demkosksy, Duroy A Navarre, and Melissa A Smyda. High antioxidant potatoes: Acute in vivo antioxidant source and hypotensive agent in humans after supplementation to hypertensive subjects. Journal of Agricultural and Food Chemistry DOI: 10.1021/jf2045262 Publication Date (Web): January 5, 2012

Additional Reference: The George Mateljan Foundation for the World’s Healthiest Foods

SOURCE : emaxhealth.com

ปฏิวัติวิธีการรักษาโรคความดันโลหิตสูง การผ่าตัดขนาดเล็กด้วยคลื่นวิทยุแทนยา

Credit : cardiomyopathy.org

Credit : cardiomyopathy.org

นักวิทยาศาสตร์เมืองจิงโจ้ค้นพบวิธีรักษาโรคความดันโลหิตสูงอย่างปฏิวัติ โดยใช้คลื่นวิทยุผ่าตัด ปราบเส้นประสาทแถวรอบๆไตที่วุ่นวาย ทำให้เกิดความหวังว่าจะสามารถช่วยเหลือ คนได้จำนวนเรือนล้าน

กระบวนการรักษาจะใช้การทำลายประสาทที่ก่อความวุ่นวายแถวหลอดเลือดไตลง ภายในเวลาครึ่งชั่วโมง ซึ่งหวังกันว่าจะเป็นเหตุให้การรักษาด้วยหยูกยาเป็นเรื่องล้าสมัยไปเลย

หัวหน้านักวิจัยกล่าวว่า “จะได้ศึกษาให้รู้ว่าวิธีจะรักษาโรคความดันโลหิตสูงอย่างอ่อน ทำให้ระดับความดันเลือดกลับมาปกติ โดยไม่ต้องกินยาได้หรือไม่ เพราะการทำให้ความดันโลหิตลดต่ำลงได้ จะไปลดความเสี่ยงของโรคอัมพฤกษ์อัมพาตลงได้มากถึงร้อยละ 40”

วารสารการแพทย์ “การไหลเวียนของโลหิต” รายงานเรื่องนี้ว่า ในการทดลองรักษาคนไข้กลุ่มหนึ่ง ช่วยให้คนไข้มากถึงร้อยละ 83 ความดันลดลงอย่างต่ำถึง 10 มม.ปรอท โดยคนไข้เกือบทั้งหมดสามารถรักษาระดับความดันไว้ได้มานานถึง 1 ปี.

 

ที่มา : ไทยรัฐ 21 ธันวาคม 2555

.

Related Article :

.

Radio Waves to Kidneys Lower Persistent High Blood Pressure

Dec. 17, 2012 — A minimally invasive procedure lowered blood pressure in patients whose condition failed to respond to medication. Catheter-based renal denervation was found to be safe and effective in lowering blood pressure up to one year after starting treatment, and did not show any lasting harm to the kidneys or heart. The procedure ultimately may offer a new treatment alternative for reducing high blood pressure, a global public health epidemic.

Directing short bursts of radio waves at nerves surrounding the kidneys lowered blood pressure for at least six months and up to one year among patients with hypertension that persists regardless of taking multiple medications to control it, according to a new study published in the American Heart Association journal, Circulation.

The findings could have significant public health implications in the treatment of resistant hypertension, a major risk factor for heart attack and stroke, said Murray Esler, M.B.B.S., Ph.D., Professor and Senior Director of the Baker IDI Heart and Diabetes Institute in Melbourne, Australia.

Hypertension, which is blood pressure higher than 140/90 mm Hg, affects more than 78 million adults in the United States. Among adults with high blood pressure in the United States, about 9 percent have resistant hypertension – meaning they take four or more medications to control their blood pressure, or blood pressure is still higher than 140/90 mm Hg while taking three different blood pressure medicines.

“Studies will soon determine whether this procedure can cure mild hypertension, producing permanent drug-free normalization of blood pressure,” Esler said. “Based on the blood pressure declines achieved, reduction in heart attack and stroke rates of more than 40 percent is anticipated.”

Catheter-based renal denervation is a minimally-invasive procedure in which doctors use a catheter, inserted through the femoral artery in the groin, to send radio waves that burn away nerve tissue around the kidney arteries. The goal is to destroy the nerves around the kidneys, which help control and filter salt through the body and may be overactive among patients with hypertension.

The results come from Symplicity HTN-2, an ongoing, multicenter, international study evaluating renal denervation for the treatment of hypertension. These findings build on results released in 2010, which showed that six months of treating the nerves around the kidney arteries with radio waves lowered drug-resistant high blood pressure.

Participants who began in the control group of the initial study, and did not have the procedure, were invited to “cross over” and receive renal denervation based on the positive outcomes of the patients who had already received the treatment.

A total of 35 control patients from the earlier study chose to receive renal denervation and were compared with 47 patients who had been among the first wave of patients to have it. Study participants had drug-resistant hypertension at 160 mm Hg or higher, had taken three or more anti-hypertension drugs, and some had other conditions including diabetes. All had undergone renal artery imaging to ensure the arteries around the kidney could withstand the procedure.

In the new study, Esler and his team found that more than 83 percent of the initial renal denervation treatment group experienced a drop in systolic blood pressure of at least 10 mm Hg at six months and nearly 79 percent of the group maintained such reductions at 12 months. The crossover group showed similar results with almost 63 percent reducing systolic blood pressure of 10 mm Hg or more six months after starting the treatment.

“Participants’ kidneys were not damaged or functionally impaired,” Esler said. “We also found no ill effects on long-term health from the procedure.”

Story Source:

The above story is reprinted from materials provided byAmerican Heart Association.

Journal Reference:

  1. Murray D. Esler, Henry Krum, Markus Schlaich, Roland E. Schmieder, Michael Böhm, and Paul A. Sobotka, for the Symplicity HTN-2 Investigators. Renal Sympathetic Denervation for Treatment of Drug-Resistant Hypertension: One-Year Results From the Symplicity HTN-2 Randomized, Controlled TrialCirculation, 2012; 126: 2976-2982 DOI:10.1161/CIRCULATIONAHA.112.130880

 

เข้านอนเร็วขึ้นหนึ่งชั่วโมงในแต่ละคืนเพียงหกสัปดาห์ ช่วยลดความดันโลหิตได้

Time for bed: Going to bed an hour early could ward off high blood pressure, a study suggests

Time for bed: Going to bed an hour early could ward off high blood pressure, a study suggests

นักวิจัยพบว่าผู้ที่มีแนวโน้มความดันโลหิตสูงสามารถทำให้ความดันกลับมาปกติได้ด้วยการเข้านอนเร็วขึ้นหนึ่งชั่วโมงในแต่ละคืน

เป็นการศึกษาในผู้ที่นอนเท่ากับหรือน้อยกว่า 7 ชั่วโมงต่อคืน

 

Going to bed an hour earlier each night ‘lowers blood pressure in just six weeks’

  • Researchers found people showing early signs of high blood pressure could restore readings to healthy levels by sleeping an extra hour every night
  • The study looked at people who slept only seven hours or less who were beginning to have borderline high blood pressure readings

By PAT HAGAN

PUBLISHED: 00:57 GMT, 4 December 2012

Going to bed an hour earlier than usual could help to ward off high blood pressure, according to a new study.

Researchers found people who were showing the early signs of high blood pressure were able to restore readings to healthy levels in just six weeks if they had an extra hour in bed every night.

The study, carried out at Harvard Medical School in Boston, USA, looked at men and women who regularly slept for only seven hours or less a night and were beginning to have borderline high blood pressure readings.

High blood pressure, or hypertension, affects one in five adults in the UK and is thought to be responsible for half of all heart attacks and strokes.

But despite an array of different drugs available on the NHS, it’s estimated more than half of all patients have ‘poorly controlled’ blood pressure, which means they still have readings in the danger zone above 140mmHg/90mmHg, a measure of the amount of force inside arteries when the heart is forcing blood through them and the force when it relaxes.

Lack of sleep and a stressful lifestyle have long been associated with an increased risk of the condition.

But the latest study is one of the first to prove that blood pressure can be brought under control by simply increasing sleep duration.

Researchers recruited 22 middle aged men and women who either had prehypertension, where their readings were not excessively high but had been increasing and were on target to reach dangerous levels.

The volunteers all claimed to sleep seven hours or less a night.

Over a six week period, 13 of the group were told to extend their sleeping patterns by getting to bed an hour earlier than they normally would.

The rest were told to stick to their normal sleeping routines.

They all wore monitors to check their blood pressure round-the-clock and underwent blood and urine checks too.

The results, published in the Journal of Sleep Research, showed the extended sleep group managed to get at least 35 minutes extra in bed.

As a result, their average blood pressure readings dropped sharply by between eight and 14mmHg.

It’s thought too little sleep affects the body’s ability to deal with stress hormones that can drive up blood pressure.

In a report on their findings the researchers said extra sleep could soon be prescribed as a remedy for high blood pressure.

‘These preliminary findings have to be interpreted with caution. But future investigations should look at whether increasing sleep duration serves as an effective strategy in the treatment of hypertension.’

SOURCE: dailymail.co.uk

 

ดื่มไวน์แดงลดความดันโลหิต ต้องเป็นไวน์อย่างไร้แอลกอฮอล์

มีข่าวดีกับพวกคอไวน์แดงว่า มันมีสรรพคุณช่วยลดความดันโลหิตให้ต่ำลงได้ แต่ข่าวร้ายก็คือ จะต้องเป็นไวน์แดงที่ปราศจากแอลกอฮอล์

นักวิจัยในเมืองสู้กระทิง ศึกษาพบเป็นครั้งแรกว่า ตัวยาที่มีสรรพคุณเช่นนั้น คือสารประกอบที่เป็นสารต่อต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งช่วยบำรุงสุขภาพ ไม่ใช่ตัวแอลกอฮอล์ ตรงกันข้ามแอลกอฮอล์กลับไปฆ่าฤทธิ์ของไวน์แดง ที่ลดความดันโลหิตเสียเอง ทำให้หมดสิ้นประโยชน์ไปเลย จากการทดลองได้พบว่า ผู้ที่จวนจะเป็นโรคหัวใจ เมื่อได้กินไวน์แดงที่ไร้แอลกอฮอล์ทุกวัน นาน 1 เดือน กลับมีความดันโลหิตลดต่ำลงได้ ทั้งเหล้าไวน์แดง และไวน์แดงที่ไร้แอลกอฮอล์ต่างก็มีสารโพลีฟีนอลอันเป็นสารต้านอนูมูลอิสระ ซึ่งช่วยลดความดันโลหิตพอ ๆ กัน

โรคความดันโลหิตสูง ทำให้ผู้ป่วยมีความดันโลหิตเกินระดับ 140/90 เป็นปัจจัยเสี่ยงของโรคหัวใจและโรคลมอัมพาตใหญ่อย่างหนึ่ง นักวิจัย ดร.เกมมา ชิวา-บลันช์ มหาวิทยาลัยบาร์เซโลนากล่าวว่า “การดื่มไวน์แดงที่ไร้แอลกอฮอล์ อาจช่วยป้องกันโรคความดันโลหิต ตั้งแต่ระดับต่ำถึงปานกลางได้”.

ที่มา: ไทยรัฐ 13 กันยายน 2555

.

Related Articles:

.

Natural antioxidant compounds in red wine are good for heart health but not the alcohol

Red wine IS good for cutting blood pressure (but you need to take out the alcohol)

By JENNY HOPE

PUBLISHED: 22:04 GMT, 6 September 2012

The good news, for red wine lovers, is that it really can cut your blood pressure.

The bad news is the alcohol has to be removed first.

Drinking non-alcoholic red wine might not sound as much fun, but for people at risk of heart problems it could be a lifesaver, it is claimed.

A study shows for the first time that natural antioxidant compounds in red wine – not the alcohol – are good for your heart health.

Researchers in Spain say the alcohol weakens the ability of red wine to cut blood pressure, effectively cancelling out any benefits.

They found that men at high risk for heart disease had lower blood pressure after drinking non-alcoholic red wine every day for four weeks.

The researchers studied 67 men with diabetes or three or more cardiovascular risk factors who ate a common diet combined with different drinking habits.

They were asked to drink either 10 ounces of red wine a day – the equivalent of a couple of glasses – the same amount of non-alcoholic red wine or about three ounces of gin (a couple of drinks).

All of the men tried each combination of food and drink for four weeks.

The red wine and non-alcoholic wine contained equal amounts of polyphenols, an antioxidant that decreases blood pressure.

High blood pressure, or hypertension which is classified as more than 140/90, is a major risk factor for heart disease and stroke.

The first figure, the systolic pressure, corresponds to the ‘surge’ that occurs with each heartbeat while the diastolic reading is the pressure  in the ‘resting’ stage between beats.During the red wine phase, the men had very little reduction in blood pressure and there was no change while drinking gin.

However, after drinking non-alcoholic red wine, blood pressure decreased by about six in systolic and two in diastolic blood pressure, possibly reducing the risk  of heart disease by 14 per cent and stroke by as much as  20 per cent.

The study is published in the American Heart Association journal Circulation Research.

Researcher Dr Gemma  Chiva-Blanch from the University of Barcelona said: ‘Consumption of dealcoholised red wine might be useful in preventing low to moderate-degree hypertension.’

The charity Blood Pressure UK is running a Know your Numbers week, starting on Monday.

SOURCES: dailymail.co.uk

แม่ความดันสูงส่งผลเสียต่อลูกตลอดชีวิต

การตั้งครรภ์เป็นช่วงเวลาสำคัญของว่าที่คุณแม่ หากทุกอย่างสมบูรณ์ ลูกก็จะลืมตาดูโลกอย่างปลอดภัย สติปัญญาดี อารมณ์แจ่มใส สุขภาพร่างกายแข็งแรง

ทว่าเมื่อไม่นานมานี้ ทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยเฮลซิงกิ พบว่า การที่แม่มีความดันโลหิตสูงขณะตั้งครรภ์นั้น จะส่งผลเสียต่อลูกน้อยในครรภ์ โดยผลเสียนั้นยังติดตัวลูกไปตลอดชีวิต

สำหรับการศึกษาเป็นการวิเคราะห์จากกลุ่มตัวอย่างซึ่งเป็นคนวัยเกษียณ เน้นซักประวัติการตั้งครรภ์ของมารดา แล้วทำบททดสอบประเมินความฉลาดทางสติปัญญาหรือไอคิว ทำให้เห็นว่า กลุ่มที่เกิดมาจากแม่ความดันโลหิตสูงระหว่างอุ้มท้อง ได้คะแนนการวัดไอคิวน้อย เมื่อเปรียบเทียบกับผู้ซึ่งเกิดจากมารดาที่ไม่มีปัญหาดังกล่าว

และเพื่อให้เห็นชัดเจน ทีมวิจัยได้ศึกษากลุ่มตัวอย่างชายรวม 398 ราย การทดสอบไอคิวครั้งแรก ทำตอนพวกเขาอายุ 20 ปี ถือเป็นช่วงที่กำลังรับใช้ชาติเป็นทหารเกณฑ์ โดยผลคะแนนทดสอบไอคิวก็แสดงให้เห็นชัดว่า น้อยกว่าคนที่เกิดจากแม่ปกติ อย่างไรก็ตาม มีการวัดไอคิวอีกครั้งตอนกลุ่มตัวอย่างอยู่ในวัย 69 ปี ก็ยังได้ผลลัพธ์ในแนวทางเดิมอยู่

ด้านหัวหน้าทีมวิจัย เล่าเพิ่มเติมว่า ความดันโลหิตสูงเป็นเงื่อนไขที่มีความสัมพันธ์หรือผลกระทบต่อสภาวะในครรภ์ได้ถึงร้อยละ 10 โดยส่งผลต่อการพัฒนาโครงสร้างและการทำงานของสมองไปจนแก่เฒ่า

เมื่อผลวิจัยชี้ออกมาเช่นนี้ คณะทำงานจึงให้ข้อสรุปว่า ความดันโลหิตสูงขณะตั้งครรภ์มักทำให้ลูกที่เกิดมาฉลาดน้อยกว่าลูกที่เกิดจากแม่ไร้ปัญหาความดันสูง แต่ผลวิจัยนี้ไม่ได้พิจารณาว่าคลอดก่อนกำหนดหรือไม่ และไม่ได้ดูประวัติทางฝ่ายพ่อแต่อย่างใด.

ทีมเดลินิวส์ออนไลน์
takecareDD@gmail.com

 

ที่มา: เดลินิวส์  8 ตุลาคม 2555

.

Related Article:

.

ครรภ์เป็นพิษ (Preeclampsia) โดย พญ. กีรติ ลีละพงศ์วัฒนา

.

Mum’s hypertension ‘lowers child IQ’, study suggests

By Anna-Marie LeverHealth reporter, BBC News 
4 October 2012 

A mother’s high blood pressure during pregnancy may affect her child’s brain power throughout its life, the American Academy of Neurology journal suggests.

About 400 men had their cognitive ability tested at the age of 20 and then again at the average age of 69.

Those whose mothers had hypertension when pregnant scored lower marks at each age and also showed greater score decline over the decades.

Hypertension may alter conditions in the womb which impairs foetal growth.

Report author Katri Raikonen, from the University of Helsinki, Finland said: “High blood pressure and related conditions, such as pre-eclampsia, complicate about 10% of all pregnancies and can affect a baby’s environment in the womb.

“Our study suggests that even declines in thinking abilities in old age could have originated during the prenatal period when the majority of the development of brain structure and function occurs.”

Risks to children born to mother’s with hypertension have previously been reported, but this study is the first to show possible long lasting affects on cognitive ability.

Prof Jeremy Pearson, from the British Heart Foundation, said: “Previous work by our scientists led to the recognition that children born to mothers with raised blood pressure during pregnancy have an increased risk of heart disease and stroke when they grow up. This small study suggests high blood pressure during pregnancy has another, previously unrecognised effect.

“It further emphasises the importance of early recognition and treatment of raised blood pressure in pregnancy.”

Maths reasoning

Scientists studied men born in Finland between 1934 and 1944 whose mothers’ blood pressure had been recorded in their medical records.

The study found that men whose mothers had high blood pressure while pregnant scored on average 4.36 points lower on thinking ability tests at the age of 69 compared to those whose mothers never suffered the problem.

The same group also had lower scores at the age of 20 and their scores declined faster over the decades than those of the other men.

The men undertook the Finnish Defence Force test – a multiple choice exam including verbal, maths and visual-spatial questions. The biggest impact was on maths-related reasoning.

The researchers also looked at whether premature birth affected their findings and found no change. Whether the baby’s father was a manual labourer or office worker also did not change the results.

SOURCE: bbc.co.uk

 

 

จิตแพทย์ในนิวยอร์คผสานผสมจิตวิทยาสมัยใหม่กับการนั่งสมาธิเพื่อช่วยบำบัดคนไข้

ศาสตร์ด้านจิตวิทยาแห่งโลกตะวันตกกับเทคนิคทางด้านจิตวิญญานจากโลกตะวันออก กลายเป็นส่วนหนึ่งในวัฒนธรรมอเมริกัน แม้ว่าศาสตร์ทั้งสองจะต่างกันคนละโลก

อดัม ฟิลิปส์

2 สิงหาคม 2555

สียงเทปบทสวดของพระทิเบตที่เปิดให้คนไข้ฟังขณะนั่งรอพบจิตแพทย์ในแมนฮัตตั้น ฟังแล้วเหมือนไม่ได้อยู่ที่นิวยอร์ค  ที่นี่เป็นสำนักงานใหญ่ของสถาบันนาลันดาเพื่อศาสตร์ด้านการทำสมาธิ (Nalanda Institute for Contemplative Science) จิตแพทย์ โจเซฟ โลอิซโซ ผู้อำนวยการสถาบันและผู้ก่อตั้ง เรียนจบปริญญาเอกด้านพุทธศาสนาศึกษา หนังสือเล่มใหม่ที่เขาเขียนชื่อ Sustainable Happiness หรือ ความสุขที่ยั่งยืน เสนอข้อมูลความรู้ที่เขาใช้เวลาหลายสิบปีในการวิจัยและบำบัดคนไข้ ด้วยการผสมผสานความรู้ด้านจิตวิทยาดั้งเดิม ประสาทวิทยาสมัยใหม่ กับพุทธศาสนา 

จิตแพทย์โลอิซโซ กล่าวว่ามนุษย์เราถูกสร้างให้ปรับตัวเข้ากับชีวิตในธรรมชาติ แต่อารยธรรมที่เราสร้างขึ้นกลายเป็นกรอบกำหนดให้ชีวิตมนุษย์ไม่เป็นไปตามธรรมชาติ เขาเชื่อว่านี่เป็นสาเหตุให้คนส่วนใหญ่เกิดความเครียด เขายกตัวอย่างกรณีความเครียดที่เกิดจากการทำงาน เจ้านายสั่งให้ส่งงานตามเวลากำหนดแต่คุณกังวลว่าอาจจะทำไม่เสร็จ เกิดอาการหายใจลำบาก เหงื่อออกที่มือ เกิดความเหนื่อยล้า

ความเครียดที่เกิดขึ้น ในระยะยาว นำไปสู่อาการซึมเศร้า อาการเครียดเรื้อรัง ความดันโลหิตสูงและโรคหัวใจ จิตแพทย์โลอิซโซ กล่าวว่า นี่ทำให้เขาผสมผสานการนั่งสมาธิและแนวทางการปฏิบัติในศาสนาพุทธเข้ากับการบำบัดรักษาผู้ป่วย การจดจ่อที่ลมหายใจเข้าออกและการเรียนรู้ที่จะควบคุมความคิด ความรู้สึก และความอยาก ที่เกิดขึ้นตลอดเวลา ช่วยลดความเครียดลงได้และยังเป็นเทคนิคที่ช่วยการฝึกสมองเสียใหม่

จิตแพทย์โลอิซโซ กล่าวว่าหากเรามีสติ เราจะสามารถเข้าใจหลาย ๆ สิ่งหลาย ๆ อย่างได้ชัดเจนขึ้น ช่วยให้ตนเองกำจัดความเข้าใจผิดและควบคุมไม่ให้แสดงปฏิกริยาตอบสนองที่เกินเหตุต่อเหตุการณ์ต่างๆ เลือกที่จะมองข้ามสิ่งที่รบกวนจิตใจเหล่านั้น มองหาทางออกอย่างอื่น และพยามยามมองให้ทะลุปรุโปร่งว่ากำลังเกิดอะไรขึ้นกับตัวเอง ผู้เชี่ยวชาญคนนี้กล่าวว่า การนั่งสมาธิเป็นเทคนิคที่ช่วยสร้างความแข็งแกร่งทางจิตและสมองเพื่อช่วยให้คนเรามีความสุขและปลอดจากความเครียด

แนวทางบำบัดทางจิตแบบผสมผสานนี้ช่วยผู้ป่วยหลายคนของจิตแพทย์โลอิซโซมีอาการดีขึ้น รวมทั้งชายคนนี้ ผู้ป่วยคนนี้กล่าวกับผู้สื่อข่าววีโอเอว่า เขามีปัญหาโรคซึมเศร้า การบำบัดกับจิตแพทย์โลอิซโซช่วยให้เขาสามารถปรับตัวและเข้ากับคนอื่นรอบข้างได้ดีขึ้น

การฝึกจิตให้มีสติยังเป็นวิธีที่ได้ผลดีในการรักษาโรคอื่นๆด้วย ยกตัวอย่าง ในกลุ่มผู้ป่วยมะเร็งเต้านม ที่โรคเข้าสู่ภาวะสงบ จิตแพทย์โลอิซโซ ได้ทำโครงการทดลองฝึกทำสมาธิและการพูดคุยแบบกลุ่มนานยี่สิบสัปดาห์แก่ผู้ป่วยหญิงหกสิบคนภาย

ภายหลังการฝึก ผู้เข้าร่วมโครงการเกือบทุกคนบอกว่ารู้สึกกังวลน้อยลงและมีความหวังในชีวิตมากขึ้น

และนั่นคือเป้าหมายของการสร้างความสุขที่ยั่งยืนตามแนวคิดของจิตแพทย์โจเซฟ โลอิซโซ่ ที่ผสมผสานจิตวิทยาแบบโลกตะวันตกกับการปฏิบัติทางจิตวิญญาณจากโลกตะวันออก

ที่มา: voathai.com

.

Related Link:

.

Psychiatrist incorporates Buddhist philosophy to heal patients

by Dava Castillo, All Voices, Jul 2, 2012

Buddhist philosophy and practice is incorporated into psychotherapty by Dr. Loizzo

New York, USA — In the practice and study of Buddhism, non-duality or wholeness is a binding philosophy and critical to achieving enlightenment. All beings are equal in wanting happiness and not wanting pain; therefore one should protect others as one protects the self. This is called “the exchange of self for others,” or mindfullness.

Joseph Loizzo, founder and director of The Nalanda Institute for Contemplative Science, has written a book called Sustainable Happiness in which he shares decades of research and clinical practice using traditional psychoanalysis, neuroscience and Buddhism in the practice of achieving wholeness.

“The main problem in our human condition has to do with the fact that our natures were adapted for life in the wild, and that because of civilization, we are living in very unnatural conditions,” says Loizzo, who believes this is the primary source of stress for most people. “The stress instincts are what prepare us to fight or fly or freeze sometimes in dangerous situations. But since civilization began to sort of take over our whole lives, these stress reactions are a less and less useful part of our makeup,” according to an interview with Voice of America.

Controlling involuntary responses in stressful situations result in shortness of breath, sweating, and adrenaline surges alerting the body it is in possible danger.

“And because really what is challenging us is not a predator, but is another human being,” he says, “whom we need to cooperate with and we need to negotiate with, essentially we become maladapted.”

Buddhist practices and philosophy have long been used for conflict resolution. Dr. Loizzo says by incorporating Buddhist techniques into his medical practice using meditation and breathing techniques, one can re-train the brain to control the body responses to reduce the stress which can lead to depression, chronic anxiety, hypertension and heart disease.

“The idea is that if you’re mindful, you are able to assess things more clearly, and you are able to catch the misperceptions and over-reactions as they occur and opt out of them and choose the alternative [and] to see what is happening to you. Meditation becomes sort of a teachable simple pragmatic system for strengthening the parts of our mind and our brain that we need to be healthy and happy.”

Personal story-telling

Australian aborigines have practiced story-telling for centuries. An adolescent experiences a rite of passage in which they create their own story by going on a “walkabout.” In this practice they trace the paths, or “songlines”, that their ancestors took, and imitate, in a fashion, their heroic deeds in order to build their own life rooted in tradition.

Personal story-telling is also one of the techniques Dr. Loizzo encourages. “That’s the way our minds work. Our minds produce stories and images. And so some of the skills we teach have to do with learning to tell ourselves more constructive stories that empower us and help us to build the life that we really want to live – not the one we are trying to survive, or are afraid of being stuck in forever.”

Such methods have been life-changing for many of Loizzo’s patients.

Depression was a major problem for me,” says one patient. “And through Dr. Loizzo’s support and our interaction I’ve been able to connect myself with other people and develop a network of people who support me in more meaningful relationships, things like that. It’s been a revolution in my life the way I think about myself and think about the world. I feel like I still have a long way to go but I’ve come a long way.”

Mindfulness techniques have been effective in other settings. For example, breast cancer patients whose disease has gone into remission often report PTSD-like symptoms long after treatment ends. Western medicine offers little to ease the continued fear and anxiety.

For a pilot study, Loizzo taught 60 women in a 20-week course that included meditation instruction and group discussions. Afterwards, most reported feeling less anxious and more hopeful about their lives. “Apart from curing and treating the disease, it’s important that we improve people’s quality of life.”

Combining Western psychotherapy with Eastern philosophy is the basis for Dr. Loizzo’s book and the direction of his practice.

Like the Australian Aborigines who, by singing the songs they created in walkabout, could navigate vast distances through the deserts of Australia’s interior, Loizzo’s patients are learning to navigate or “walkabout” in their own lives through meditation and creating constructive stories to empower them through daily living as well as in crises.

Data from : allvoices.com

.

See more video

.

Ajahn Mitsuo Gavesako – Breathing Meditation

How to Meditate on the Breath, developing Mindfulness. By Ajahn Mitsuo Gavesako (Japan) of Wat Sunandavanaram, Kanchanaburi, Thailand พระอาจารย์มิตซูโอะ คเวสโก วัดสุนันทวนาราม http://www.watpahsunan.org

.

The Power of Mindfulness & Compassion – Ajahn Brahm

.

Ajahn Brahm – Retreats

According to Ajahn Brahm, everyone deserves a ‘retreat’ – to pause mentally and physically. Retreating from the busyness of life leads to moments of silence, peace and contentment. This in turns helps to instill qualities that make one’s life more meaningful and fulfilled.

To quote from Ajahn’s book, Opening The Door of Your Heart,

“Grant yourself a moment of peace
and you will understand
how foolishly you have scurried about.”

So plan for yourself a retreat today.

.

Breath meditation Ajahn Brahm