พัฒนา 3 ทักษะ สร้าง ‘ไอคิว-อีคิว’ เด็กไทย

dailynews140111_001ในปัจจุบันระดับสติปัญญา (ไอคิว) และความฉลาดทางอารมณ์ (อีคิว) ของเด็กไทย ยังเป็นเรื่องน่าห่วงอยู่ ดังนั้นถึงเวลาแล้วที่พ่อแม่ ผู้ปกครอง และครู ตลอดจนทุกภาคส่วนของสังคมต้องให้ความสนใจกับปัญหานี้

นพ.เจษฎา  โชคดำรงสุข  อธิบดีกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข  บอกว่า จากผลการสำรวจระดับไอคิวเด็กไทยในปี พ.ศ. 2554  พบว่า มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 98.59 โดยค่าเฉลี่ยปกติอยู่ระหว่าง 90-109 ถือว่าเป็นค่าระดับสติปัญญาที่อยู่ในเกณฑ์ปกติแต่ค่อนไปทางต่ำ สอดคล้องกับคะแนนการสอบประเมินผลนักเรียนนานาชาติ ในปี 2555 ที่พบว่า เด็กไทยมีทักษะทางด้านการคิดและการใช้ภาษาอยู่ในเกณฑ์ต่ำ  เห็นได้จากผลสัมฤทธิ์การเรียนคณิตศาสตร์ การอ่านและวิทยาศาสตร์มีคะแนนรวมอยู่ในอันดับที่ 50 จาก 65 ประเทศสมาชิกขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา ขณะที่ คะแนนความฉลาดทางอารมณ์ (อีคิว) เฉลี่ยในระดับประเทศก็ยังอยู่ในระดับต่ำกว่าเกณฑ์ปกติ คือ มีค่าคะแนนอยู่ที่ 45.12 จากค่าคะแนนปกติ 50-100

คนเราจะเกิดมามีความสามารถฉลาดหลักแหลมหรือเป็นคนที่ขาดความสามารถนั้น ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายๆ อย่าง แต่ปัจจัยที่สำคัญที่สุดยังคงเป็น “สมอง” ซึ่งพัฒนาการทางสมองเริ่มต้นมาตั้งแต่วัยเด็ก จึงจำเป็นต้องพัฒนาสมองของเด็กสร้างเสริมความรู้ประสบการณ์ให้เหมาะสมกับวัยเหมาะสมกับการเจริญเติบโตของสมอง พ่อแม่ ครู  ผู้ปกครอง จึงจำเป็นต้องมีความรู้และความเข้าใจในการส่งเสริมให้เด็กได้เรียนรู้และพัฒนาทักษะด้านการคิด การใช้ภาษา และอารมณ์ให้ถูกต้องตามจังหวะและเวลาที่เหมาะสม

อีกเรื่องที่น่าเป็นห่วงคือ “ความรุนแรง” ในเด็กไทย  ปัจจุบันปรากฏตามสื่อออนไลน์เยอะมาก เกรงว่าจะเป็นแบบอย่างให้กับเด็กหลาย ๆ คน ดังนั้นหากมีโครงการจิตอาสาให้เด็กเข้าไปร่วมทำกิจกรรมต่าง ๆ น่าจะมีส่วนช่วยลดความรุนแรงได้บ้าง

พญ.พรรณพิมล วิปุลากร รองอธิบดีกรมสุขภาพจิต  กล่าวว่า ในการส่งเสริมและพัฒนาไอคิวและอีคิวเด็กไทย จำเป็นต้องพัฒนาทักษะ 3 ด้าน ดังต่อไปนี้

ทักษะด้านการคิด เป็นการใช้คณิตศาสตร์เข้ามาเสริม  เช่น ความเข้าใจเรื่องจำนวน ความสามารถในการแยกสิ่งที่เหมือนกัน ต่างกัน  ความสามารถแก้โจทย์ที่เป็นตัวตั้งต้นนำไปสู่การแก้ไขปัญหา ทั้งหมดนี้ควรจะผ่านเกม หรือกิจวัตรประจำวัน ลองนึกภาพพ่อแม่กับลูกซักผ้าด้วยกันแล้วนับจำนวน แยกสี แยกกลุ่มได้ว่าอันไหนเป็นเสื้อ เป็นกางเกง ตรงนี้จะส่งผลต่อการคิดของเด็ก เพราะเขาจะเข้าใจตรรกะ เข้าใจเรื่องเหตุและผล

ทักษะการใช้ภาษา สามารถฝึกได้โดย ผ่านกระบวนการพูดคุย การอ่านหรือใช้เรื่องเล่าต่าง ๆ ว่าแต่ละสถานการณ์เด็กควรทำอย่างไร   ภาษาเป็นช่องทางนำไปสู่ความเข้าใจ ไม่ว่าจะเป็นการเล่าเรื่องของตัวเด็กเองให้คนอื่นเข้าใจ  หรือเขาสามารถคุยกับคนอื่น ไม่ว่าเพื่อนวัยเดียวกันหรือคนรอบข้าง

ทักษะด้านอารมณ์  พ่อแม่ ผู้ปกครอง ครู ผู้ดูแลเด็กในศูนย์เด็กเล็กควรสร้างสัมพันธภาพที่ดีกับเด็ก รวมทั้งส่งเสริมให้เด็กมีจิตอาสา ทำสาธารณประโยชน์ ตลอดจนสังเกตทักษะด้านอารมณ์ของเด็ก   เพราะปัจจุบันเด็กไทยมีปัญหาเรื่องความกระตือรือร้น ดังนั้นการ “มีจิตอาสา” ใช้ได้ทั้งแก้ไขปัญหา และในเชิงการส่งเสริมการเรียนรู้เรื่องอารมณ์ เราพบว่าในช่วงวัยของเด็กที่เขาอยากจะเรียนรู้ และเข้าใจคนอื่น วิธีที่ง่ายที่สุดคือการที่รู้จักทำอะไรให้กับคนอื่น  ซึ่งตรงนี้ต้องออกแบบให้เด็กรู้สึกสนุกที่อยากทำอย่างนั้น  เวลาเห็นคนอื่นมีความสุขจะทำให้เด็กอยากทำ  ในวัยเด็กไม่จำเป็นต้องทำเรื่องใหญ่โตมากมาย ควรเริ่มตั้งแต่เรื่องง่าย ๆ ในชีวิตประจำวัน ที่สามารถทำได้เลย เช่นให้เด็กช่วยทำงานบ้าน

พญ.อัมพร เบญจพลพิทักษ์ ผอ.สถาบันราชานุกูล กล่าวว่า  เด็กไทยมีปัญหาเรื่องการแสดงออกมานานแล้ว  ส่วนหนึ่งไม่กล้าแสดงออก แต่อีกส่วนแสดงออกในทางที่ไม่เหมาะสม ก้าวร้าว  พฤติกรรมดังกล่าวสัมพันธ์กับความรู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่าหรือไม่  เด็กที่รู้สึกว่ามีคุณค่าพร้อมจะแสดงออก และแสดงออกได้ดี แต่ในทางกลับกันถ้าเด็กรู้สึกว่าตัวเองไม่มีคุณค่า เขาก็ฝ่อ ไม่กล้าแสดงออก ถ้าสุดโต่งก็อาจจะเรียกร้องแสวงหา แสดงออกในลักษณะก้าวร้าว

ถ้าเด็กเติบโตอย่างไม่มีคุณค่า เขาก็ไม่มีความสุข  พอไปดูสิ่งแวดล้อม จะเห็นว่าเด็กส่วนหนึ่งถูกละเลย ไม่ได้รับการใส่ใจ แต่เด็กอีกกลุ่มหนึ่งได้รับการใส่ใจเยอะ มีทั้งได้รับการใส่ใจและกดดัน และใส่ใจแล้วตามใจเด็กมาก  ซึ่งการตามใจมาก ๆ จะทำให้เด็กไม่รู้จักพอ  อยากอยู่เสมอ ตอบสนองเฉพาะตัวเอง.

นวพรรษ บุญชาญ : รายงาน

ที่มา: เดลินิวส์ 11 มกราคม 2557

Advertisements

พบสารตะกั่วในลิปสติกจำนวนครึ่งหนึ่ง เป็นพิษกับเชาวน์ปัญญาและการเรียนรู้

Toxic kiss? A study involving 22 lipstick brands found that 55per cent contained trace amounts of lead

Toxic kiss? A study involving 22 lipstick brands found that 55per cent contained trace amounts of lead

นักวิจัยโครงงานป้องกันพิษจากตะกั่วของอเมริกาพบว่าลิปสติกตัวอย่าง 12 ชิ้น ต่างมีร่องรอยพิษของสารตะกั่วปนเปื้อนอยู่ร้อยละ 22 ซึ่งพิษของมัน แม้จะมีขนาดต่ำ อาจกระทบกระเทือนระดับเชาวน์ พฤติกรรม และความสามารถในการเรียนรู้ของเราได้

ปัจจุบันองค์การอาหารและยาสหรัฐฯ ยังไม่ได้ตั้งมาตรฐานปริมาณของระดับสำหรับลิปสติกเอาไว้ แล้วแต่บริษัทผู้ผลิตจะตัดสินใจ จากผลของการทดสอบความปลอดภัยเอาเอง “ความจริงผู้ผลิตก็ไม่ได้ตั้งใจจะให้มีตะกั่วไปปนเปื้อนในสินค้า แต่อาจจะมีอยู่ในสารสีที่ทำมาจากแร่ธาตุ”

นักวิจัยเปิดเผยว่า จากการศึกษาพบว่าลิปสติกที่มีสารตะกั่วปนเปื้อนอยู่ มีอยู่ประมาณครึ่งหนึ่ง ในขณะที่อีกครึ่งไม่มี ซึ่งแสดงให้เห็นว่า จะผลิตลิปสติกที่ปลอดจากสารตะกั่วก็ได้.

 

ที่มา: ไทยรัฐ  12 ธันวาคม 2555

.

Related Article :

.

Can your make-up harm your IQ? How 55per cent of lipstick contains traces of lead – and it could affect mental health

By SADIE WHITELOCKS

PUBLISHED: 16:06 GMT, 3 December 2012

A study involving 22 brands of lipstick found that 55per cent contained trace amounts of lead.

Underwriters Laboratories revealed that 12 of the lip products sampled tested positive for the toxic substance with the highest levels at 3.22 parts per million.

Commenting on the findings Dr Sean Palfrey, medical director for the Boston Lead Poisoning Prevention Program, warned that even low-level lead exposure poses a serious health risk and could affect mental health.

He told GMA, which commissioned the study: ‘What we know now is that even the lowest levels of lead can harm your IQ, your behavior, your ability to learn.’

Many anti-lead activists also stress the need to shield children and pregnant women.

Dr Halyna Breslawec, chief scientist for the Personal Care Products Council, added: ‘If you were serious about the public health aspects of lead poisoning you would not be looking at lipstick.

‘You would be looking at locations where children live. Do they live near hazardous waste dumps – are they chewing lead-containing paint fragments?’

Currently there are no standards set by the Food and Drug Administration limiting levels in lipstick and it is up to manufacturers to decide on the safety tests performed.

GMA declined to comment on which lipstick brands had been tested, but said that it had selected a range of colours from department stores and drugstores in the U.S.

Lead is not intentionally put in lipstick but many color additives are mineral-based and contain trace levels of lead naturally found in soil, water and air.

Janet Nudelman of the Campaign for Safe Cosmetics, highlighted: ‘Clearly the concerning part is that more than half of the lipsticks do contain lead, but half of them don’t, proving that it’s possible to manufacture a lipstick without lead.’

However the recent findings demonstrate that progress is being made.

A 2010 study by the FDA found the highest lead level in lipstick was 7 parts per million.

And another conducted earlier this year revealed that 400 shades of popular lipstick contained trace amounts of lead.

Lipsticks made by L’Oreal, Maybelline,Cover Girl, NARS and Stargazer landed in the top ten, prompting the FDA to evaluate whether it should recommend an upper limit.

SOURCE: dailymail.co.uk

 

ช็อกโกแลตทำให้ชนะรางวัลโนเบล ชาติที่กินมากยิ่งมีผู้ได้รางวัลมาก

ไม่มีผลการศึกษาที่ไหนจะยกย่องช็อกโกแลตได้เลิศลอยเท่าที่เปิดเผยอยู่ในวารสาร “การแพทย์นิวอิงแลนด์” ซึ่งอ้างว่า คนของชาติที่ชอบกินช็อกโกแลตมาก จะเป็นคนของชาติที่ได้รับรางวัลโนเบลมากกว่าเพื่อน

รายงานอ้างว่า  คนสวิสได้รับรางวัลโนเบลมากกว่าเพื่อน  ตามด้วยคนสวีเดนและเดนมาร์กติดๆกัน ส่วนอเมริกันอยู่ระหว่างหมู่คนชาติที่กินช็อกโกแลตในปริมาณปานกลาง

รายงานอ้างต่อไปว่า คนสวิสโดยเฉลี่ย ไม่ว่าจะเป็นผู้ชาย หญิง หรือเด็ก จะฟาดสิ่งที่ยกย่องกันว่าเป็น “ทองดำ” คนหนึ่งปีละ 120 แท่ง แท่งละหนัก 3 ออนซ์
ปรากฏมีนักฟิสิกส์อเมริกัน อาจารย์อีริก คอร์เมลล์ ผู้เคยร่วมรับรางวัลโนเบล เมื่อปี พ.ศ.2544 เปิดเผยว่า “ผมยอมรับอย่างไม่อาจลืมได้ว่า ความสำเร็จที่ทำให้รับรางวัล มาจากการกินช็อกโกแลตมาก ๆ โดยส่วนตัว ผมรู้สึกว่าการกินช็อกโกแลตใส่นมทำให้โง่ จึงกินแต่ช็อกโกแลตดำ”

สำหรับผู้ศึกษาวิจัยเรื่องนี้ นายเมสเซลิแห่งโรงพยาบาลเซนต์ลุครุสเวลต์ ที่นครนิวยอร์ก เปิดเผยว่า เกิดความคิดขึ้นมาเมื่อตอนศึกษาเกี่ยวกับสารฟลาโวนอยด์ อันเป็นสารต้านอนุมูลอิสระอย่างหนึ่ง ที่มีในโกโก้และไวน์ พบว่า มีส่วนทำให้ทำคะแนนในการทดสอบสติปัญญาดี จึงเริ่มศึกษาการบริโภคช็อกโกแลตในชาติต่างๆ 23 ชาติ

เคยมีการศึกษาก่อนหน้ามาเป็นลำดับว่า การกินช็อกโกแลตดำอาจช่วยบำรุงสมอง หัวใจ และพลอยช่วยลดน้ำหนักตัวได้ด้วย.

ที่มา: ไทยรัฐ 16 ตุลาคม 2555

.

Related Article:

.

Credit: foxnews

Eat More Chocolate, Win More Nobel Prizes, Study Says

It doesn’t take a genius IQ to love chocolate, but evidently geniuses are more likely to eat large quantities of the dark gold.

BY MAKINI BRICE | OCT 11, 2012 10:55 AM EDT

It doesn’t take a genius IQ to love chocolate, but evidently geniuses are more likely to eat large quantities of the dark gold. According to a paper published in the New England Journal of Medicine, countries that eat more chocolate produce more Nobel Laureates.

Franz Messerli was inspired by reading a study about flavanols, found in wine and in chocolate, which showed that consumption of the substance increased cognitive performance. Messerli wondered whether that correlation would exist in countries as well, where chocolate consumption would be linked with country-wide cognitive performance. He used Nobel Prizes as a surrogate for cognitive performance.

Messerli examined chocolate consumption per person. Because, by the very nature of the prestigious award, there are so few Laureates, he calculated the number of Nobel prizes per 100,000 people. The relationship between chocolate consumption and Nobel Prizes was even stronger when Messerli removed Sweden from the list.

Evidently, the home of the Nobel Prize is ranked much higher than it should be based on its chocolate consumption. Messerli wrote, “One cannot quite escape the notion that either the Nobel Committee in Stockholm has some inherent patriotic bias when assessing the candidates for these awards or, perhaps, that the Swedes are particularly sensitive to chocolate, and even minuscule amounts greatly enhance their cognition.”

So who’s at the top of their class? Switzerland, of course, followed by Sweden and Denmark. The Netherlands and, strangely, France and Belgium fall in the middle of the pack. China and Brazil are at the end. Though the United States has the greatest number of Nobel Laureates of any single country, the U.S. also has the largest population. For that reason, the United States is in the middle of the pack as well.

“I attribute essentially all my success to the very large amount of chocolate that I consume,” joked Eric Cornell, an American physicist who received the Nobel Prize in 2001. “Personally I feel that milk chocolate makes you stupid. Now dark chocolate is the way to go. It’s one thing if you want like a medicine or chemistry Nobel Prize…but if you want a physics Nobel Prize it pretty much has got to be dark chocolate.”

Messerli, who was born in Switzerland and who eats chocolate on a daily basis, stresses that correlation does not equal causation. He also says that the correlation could go in the other direction as well: countries that have higher cognitive performance just tend to eat more chocolate.

Apparently, the average Swiss person eats 120 3-ounce bars of chocolate per year. In order to produce just one more Nobel Laureate, the United States would have to eat 275 million pounds of chocolate per year. So get on it, Americans!

This week, the Nobel Prize Committee is announcing this year’s list of winners. The Committe has already awarded the Nobel Prize for Physiology or Medicine to Sir John B. Gurdon and Shinya Yamanaka.

SOURCE: medicaldaily.com