โรคกระดูกสันหลังอักเสบยึดติด โดย กภ.พิทยุตม์ โตขำ

กระดูกสันหลังเป็นแกนกลางของร่างกายประกอบด้วยกระดูกจำนวน 24 ชิ้นเชื่อมเป็นข้อต่อ แยกเป็น 3 ส่วนคือ ส่วนคอ, อก และเอว นอกจากนั้นกระดูกสันหลังส่วนเอวยังเชื่อมกับกระดูกเชิงกรานเป็นข้อต่อ โดยกระดูกสันหลังมีหน้าที่ป้องกันไขสันหลังซึ่งเป็นทางเดินของกระแสประสาทมายังอวัยวะส่วนอื่นให้พร้อมทำหน้าที่ และเป็นตัวรับส่งแรงในการเคลื่อนไหวส่วนที่อยู่สูงและต่ำกว่า เปรียบเสมือนส่วนลำต้นไม้ซึ่งมีท่อน้ำเลี้ยง รับอาหารมาจากส่วนรากส่งผ่านไปยังส่วนกิ่งก้านใบด้านบน ในทางกลับกันเมื่อส่วนบนมีการสังเคราะห์แสงจะส่งผ่านผลผลิตที่ได้ไปยังรากด้วย

กระดูกสันหลังมีการเคลื่อนไหวหลายทิศทางได้แก่ ก้ม – เงย, เอียงซ้าย – ขวา และหมุนซ้าย – ขวา ซึ่งเป็นการเคลื่อนไหวขั้นพื้นฐานในชีวิตประจำวัน หลังที่ดีจำเป็นต้องมีความแข็งแรงและความยืดหยุ่นที่ดีตามด้วย หากหลังมีการเคลื่อนไหวลดลง หรือแข็ง เคลื่อนไหวไม่ได้ จะเป็นอุปสรรคในการดำรงชีวิตอย่างมาก โรคกระดูกสันหลังอักเสบยึดติดมีผลให้กระดูกสันหลังที่อักเสบเชื่อมติดกัน ทำให้กระดูกสันหลังเคลื่อนไหวได้ลดลง หรืออาจเคลื่อนไหวไม่ได้อย่างถาวร

โรคกระดูกสันหลังอักเสบยึดติด หรือ Ankylosing Spondylitis มีการค้นพบตั้งแต่ยุคอียิปต์โบราณ แต่มีการค้นคว้าวิจัยมากขึ้นเมื่อประมาณ 100 กว่าปีที่แล้ว หรืออาจเรียกว่า โรค Bekhterev หรือ โรค Marie – Strümpell เป็นโรคทางพันธุกรรมที่เกี่ยวกับยีน HLA – B27 พบได้ทั้งชาวเอเชียและยุโรปแต่ชาวเอเชียพบได้น้อยกว่า ปัจจุบันยังหาสาเหตุที่แท้จริงไม่ได้ ผลของโรคทำให้เกิดการอักเสบเรื้อรังของตัวข้อต่อกระดูกสันหลัง และข้อต่ออื่น(ข้อเข่า, ข้อตะโพก, ข้อไหล่, ซี่โครง) และมีการอักเสบของเยื่อหุ้มข้อ, เอ็นยึดกระดูก ผลจากการอักเสบทำให้ร่างกายสร้างกระดูกมาแทนที่ส่วนที่อักเสบเกิดการเชื่อมติดกันของกระดูก 

หากมองจากภาพ X – ray จะเห็นกระดูกสันหลังเชื่อมติดกันเป็นปล้องไม้ไผ่ นอกจากนี้แล้วตัวโรคอาจทำให้เกิดการอักเสบของตา, หัวใจ, ปอด, ไต และทางเดินอาหารร่วมด้วย ส่วนใหญ่การอักเสบมักเริ่มต้นที่ข้อต่อเชื่อมกระดูกสันหลังกับเชิงกรานกระจายขึ้นไปตลอดแนวกลางกระดูกสันหลัง

ผลจากการเชื่อมติดกันของกระดูกและเนื้อเยื่อรอบข้อ มีผลให้ข้อต่อเคลื่อนไหวได้ลดลง จะเห็นท่าทางการเดินที่แข็งไม่เป็นธรรมชาติ, เวลามองด้านข้างต้องหันทั้งตัว, ยืนไหล่ห่องอตัว, หน้ายื่นคอยื่น, ยืนก้มแตะปลายเท้าได้น้อย เป็นต้น หากกระทบกับข้อต่อซี่โครงทำให้ปอดขยายตัวได้ลดลง ส่งผลต่อการหายใจ ทำให้มีอาการหอบเหนื่อย นอกจากการเคลื่อนไหวที่ลดลงแล้ว อาการที่สำคัญคือปวดบริเวณหลังและก้น หรือตามข้อที่มีปัญหาโดยไม่ทราบสาเหตุที่ชัดเจน อาการค่อยเป็นค่อยไป อาการจะแย่ลงหากอยู่ในท่าใดท่าหนึ่งเป็นเวลานาน แต่อาการจะดีขึ้นเมื่อมีการขยับเคลื่อนไหว ซึ่งต่างจากอาการปวดหลังธรรมดา ซึ่งมีสาเหตุจากการเคลื่อนไหวผิดท่า เช่น เอี้ยวบิดตัว, ก้มหลังเป็นเวลานาน เป็นต้น และอาการจะดีขึ้นหากได้พัก แต่จะแย่ลงหากมีการเคลื่อนไหวซ้ำ

ผู้มีความเสี่ยงเป็นโรคนี้

  • พบในเพศชายมากกว่าเพศหญิง อัตราส่วน 3 : 1
  • อายุน้อยกว่า 45 ปี
  • อาการหลังฝืดแข็งในตอนเช้าเป็นเวลามากกว่า 30 นาที
  • ต้องตื่นขึ้นมาหลังจากนอนนานมากกว่า 30 นาที เพราะอาการปวด แต่จะดีขึ้นเมื่อลุกขึ้นเปลี่ยนท่า
  • อาการปวดและฝืดแข็งจะดีขึ้นเมื่อมีการขยับเคลื่อนไหว ออกกำลังกาย แต่จะแย่ลงหากอยู่นิ่ง
  • มีอาการปวดหลังเป็นเวลามากกว่า 3 เดือน และจะต้องมีอาการก่อนอายุ 45 ปี มีประวัติครอบครัวที่เป็นโรคนี้

การรักษาในปัจจุบันไม่สามารถรักษาตัวโรคให้หายขาดได้เพียงแต่ระงับการกระตุ้นของโรคซึ่งการรักษาแบ่งเป็น 2 วิธี คือ การรักษาทางยา และการรักษาทางกายภาพบำบัด ซึ่งเป็นการรักษาควบคู่กันไป

1. การรักษาทางยา แบ่งยาเป็น 3 ชนิด คือ

  • ยาในกลุ่ม NSAIDs เพื่อลดอาการปวด และการอักเสบ
  • ยาในกลุ่ม Steroids เพื่อลดการตอบสนองต่อระบบภูมิคุ้มกัน เช่น Corticosteroids, sulfasalazine เป็นต้น
  • TNFα blocker มีประสิทธิภาพในการกดภูมิคุ้มกันสูง แต่มีราคาแพง

2. การรักษาทางกายภาพบำบัด เป็นส่วนสำคัญในการรักษาระยะยาวซึ่งมีความจำเป็นอย่างมากเพื่อลด อาการปวด คงสภาพ และเพิ่มช่วงการเคลื่อนไหวของข้อต่อต่างๆ (ข้อต่อกระดูกสันหลัง, ซี่โครง, ข้อเข่า, ข้อตะโพก และข้อไหล่) และป้องกันการผิดรูปของข้อต่อที่มีปัญหาให้น้อยที่สุด เพื่อให้มีคุณภาพชีวิตสูงสุดที่พึงมี การออกกำลังกายแบ่งเป็น 3 ชนิด คือ

2.1 การออกกำลังกายเพื่อเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อเน้นกล้ามเนื้อในการแอ่นหลังและเหยียดตะโพ เนื่องจากการทรงท่ามักอยู่ในท่างอจำเป็นต้องเพิ่มกำลังด้านหลังต้านการงอ

2.2 การออกกำลังกายเพิ่มความยืดหยุ่นเพื่อยืดและคงสภาพการเคลื่อนไหวของเนื้อเยื่อรอบข้อป้องกันการหดรั้งและการผิดรูปของข้อต่อ ยืดค้างนาน 10 วินาที ข้างละ 5 – 10 ครั้งต่อเซต ระหว่างออกกำลังกายจะรู้สึกตึงแต่ต้องไม่เจ็บ

2.3 การออกกำลังกายเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการหายใจของทรวงอกให้มีการขยายตัวอยู่เสมอ

ข้อแนะนำบางประการ

  1. หากคุณมีความเสี่ยงหรืออาการดังที่กล่าวมาควรรีบปรึกษาแพทย์ด้านอายุรศาสตร์โรคข้อและนักกายภาพบำบัด เพื่อวินิจฉัยตรวจคัดกรองและให้การรักษาเพราะหากตรวจพบได้เร็วจะเป็นผลดีกับท่านเพื่อชะลอการดำเนินโรคและป้องกันความเสียหายที่จะเกิดขึ้น
  2. การรักษาทางยาจะต้องรักษาควบคู่กับการทำกายภาพบำบัดเสมอ
  3. ผู้ที่เป็นโรคกระดูกสันหลังอักเสบยึดติดจะต้องออกกำลังกายให้เป็นกิจวัตรประจำวัน
  4. ควรเปลี่ยนท่าทุก 30 นาที ไม่ควรอยู่ท่าใดท่าหนึ่งนานเกินไป
  5. พยายามหนุนหมอนอย่าเกิน 1 ใบเท่าที่พอทำได้ และหมอนห้ามหนุนมาที่ไหล่เพราะจะทำให้ไหล่ยิ่งงุ้มมากขึ้น
  6. ท่าทางในการนั่ง, ยืน, เดิน ไม่ควรนั่งในท่าหลังค่อมไหล่ห่องอตัว แต่จะต้องยืดตัวให้ตรง เพราะหากอยู่ในท่าที่ไม่ถูกต้องเป็นเวลานานมีผลให้กล้ามเนื้ออ่อนแรงลงทำให้ไม่สามารถตั้งตัวตรงอย่างถาวร
  7. หากจำเป็นต้องขับรถยนต์ควรหาอุปกรณ์เสริมกระจกมองข้างเพื่อเห็นภาพด้านหลังชัดเจนโดยไม่จำเป็นต้องหันมองสุดตัว เพราะผู้ที่เป็นโรคกระดูกสันหลังอักเสบยึดติดจะมีปัญหาการเคลื่อนไหวคอที่จำกัดร่วมด้วย

เรียบเรียงโดย กภ.พิทยุตม์ โตขำ

เอกสารอ้างอิง

  1. อัจฉรา กุลวิสุทธิ์. เอกสารประกอบการเรียนการสอนรายวิชา PTPT 334 คณะกายภาพบำบัด มหาวิทยาลัยมหิดล เรื่อง Spondylo-arthropathy; 2551.
  2. Khan MA. ANKYLOSING SPONDYLITIS : the facts. 1st ed. London: Oxford University Press; 2002.
  3. Sieper J, Braun J. Ankylosing spondylitis in clinical practice. 1st ed. London: Springer; 2011.
  4. En.Wikipedia.org [home page on the intermet]. Ankylosing Spondylitis [updated on 2011 Nov 15; cited 2011 Nov 25]. Available from: http://en.wikipedia.org/wiki/Ankylosing_spondylitis

ที่มา: ศูนย์กายภาพบำบัด คณะกายภาพบำบัด มหาวิทยาลัยมหิดล  12 มิถุนายน 2012

.

ศูนย์กายภาพบำบัด คณะกายภาพบำบัด มหาวิทยาลัยมหิดล
999 ถนนพุทธมณฑลสาย 4 ต.ศาลายา อ.พุทธมณฑล จ.นครปฐม 73170
โทรศัพท์ : 0-2441-5450 โทรสาร : 0-2441-5454

เวลาทำการ
ในเวลาราชการ    วันจันทร์ – ศุกร์ 08.00 – 16.00 น.
นอกเวลาราชการ วันจันทร์ – ศุกร์ 16.00 – 18.00 น.
วันเสาร์ – อาทิตย์ 08.00 – 16.00 น.
***เปิดบริการ 12.00 – 13.00 น.ทุกวันทำการ***

  • กายภาพบำบัดทางระบบกล้ามเนื้อ กระดูก และข้อต่อ

ให้บริการด้านคำปรึกษา และตรวจรักษาผู้ป่วยที่มีความผิดปกติทางระบบกล้ามเนื้อ กระดูก และข้อต่อ ได้แก่ ปวดคอ หลัง ไหล่ เข่า หมอนรองกระดูกสันหลังทับเส้นประสาท ข้อเท้าแพลง นิ้วล็อก ข้อเสื่อม อาการชาตามมือ เท้า ฯลฯ โดยวิธีการตรวจประเมิน วินิจฉัย และรักษาด้วยวิธีการทางกายภาพบำบัด

  • กายภาพบำบัดทางระบบประสาท

ให้บริการด้านคำปรึกษา ตรวจรักษา และฟื้นฟูผู้ป่วยที่มีปัญหาทางระบบประสาท ได้แก่ โรคหลอดเลือดสมอง ที่ส่งผลให้เป็นอัมพฤกษ์ หรืออัมพาตครึ่งซีก ผู้ป่วยบาดเจ็บไขสันหลังจากอุบัติเหตุ ทำให้เป็นอัมพฤกษ์หรืออัมพาตครึ่งท่อน หรือทั้งแขนและขา รวมไปถึงโรคจากความเสื่อมของระบบประสาท เช่น โรคพากินสัน อัลไซเมอร์ โดยทำการฝึกให้ผู้ป่วยสามารถช่วยเหลือตนเอง ให้สามารถกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้ปกติ หรือเกือบปกติมากที่สุด ด้วยวิธีการออกกำลังกายและกระตุ้นผ่านทางระบบประสาท

  • กายภาพบำบัดทางเด็ก

ให้บริการด้านคำปรึกษา ตรวจรักษา และฟื้นฟูผู้ป่วยเด็กที่มีปัญหาจากสมองพิการ รวมไปถึงการมีพัฒนาการล่าช้า สมาธิสั้น ปัญหาด้านการปรับสภาพจิตใจ การยืน เดิน ไม่ปกติ โดยจะเป็นไปในแนวทางของการกระตุ้นพัฒนาการพร้อมๆ กับการสอนผู้ปกครองในการเข้าถึง ดูแล และปฏิบัติต่อเด็กอย่างถูกต้อง เหมาะสม

  • กายภาพบำบัดทางกีฬา

กายภาพบำบัดทางการกีฬา เป็นการบริการสำหรับนักกีฬาและประชาชนทั่วไปเรื่องการเตรียมความพร้อมของร่างกายในการเล่นกีฬา ทั้งในส่วนของการสร้างความแข็งแรง การเพิ่มความยืดหยุ่นของกล้ามเนื้อ ซึ่งเน้นให้เกิดความเหมาะสมกับการเล่นกีฬาแต่ละประเภท รวมถึงการดูแลผู้ที่ได้รับบาดเจ็บจากการเล่นกีฬา ซึ่งนอกจากได้รับการตรวจประเมิน การรักษาทางกายภาพบำบัดแล้ว จะได้รับการฝึกออกกำลังเพื่อฟื้นสภาพร่างกายให้สามารถกลับไปเล่นกีฬาได้ และป้องกันการเกิดบาดเจ็บซ้ำ

การบริการกายภาพบำบัดทางกีฬายังมีการให้บริการนอกสถานที่ ณ สนามแข่งขัน เช่นการดูแลประจำทีมนักกีฬามหาวิทยาลัยในการแข่งขันกีฬามหาวิทยาลัยทุกปี การดูแลการบาดเจ็บเบื้องต้นทางกายภาพบำบัดในการแข่งขันวิ่งครึ่งมาราธอน มาราธอน และกอล์ฟ เป็นต้น

  • กายภาพบำบัดทางด้านการยศาสตร์

ให้บริการด้านคำปรึกษา แก้ผู้ป่วย และบุคคลทั่วไป ทั้งในและนอกสถานที่ เพื่อปรับสภาพงาน วัสดุอุปกรณ์ สภาพแวดล้อมภายในที่ทำงาน รวมไปถึงท่าทางในการทำงานให้เหมาะสมกับตัวเอง และปรับการใช้ชีวิตประจำวัน เพื่อลดการบาดเจ็บ และปัจจัยที่จะนำไปสู่การบาดเจ็บนั้นๆ นอกจากนี้ยังทำให้ประสิทธิภาพการทำงานดีขึ้น

 

Advertisements

แนวทางเวชปฏิบัติการใช้ยากลุ่ม Anti- TNF Agents ใน โรคข้อกระดูกสันหลังอักเสบติดยึด AS รวมถึง โรคข้อสันหลังอักเสบที่จำแนกประเภทไม่ได้ Undifferentiated Spondyloarthropathy โดย สมาคมรูมาติสซั่มแห่งประเทศไทย

แนวทางเวชปฏิบัติการใช้ยากลุ่ม Anti- TNF Agents ใน โรคข้อกระดูกสันหลังอักเสบติดยึดรวมถึง Undifferentiated Spondyloarthropathy*

(Guideline for Anti-TNF Therapies in Ankylosing Spondylitis Including Undifferentiated Spondyloarthropathy)*

 สมาคมรูมาติสซั่มแห่งประเทศไทย

 

เป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปว่ายาในกลุ่ม anti-TNF agents มีประสิทธิภาพดีทั้งในระยะสั้น และระยะยาวในการรักษาโรค ankylosing spondylitis (AS) ที่ไม่ตอบสนองต่อการรักษาด้วยยามาตรฐาน แต่เนื่องจากยากลุ่มนี้มีราคาแพงและต้องใช้ต่อเนื่องระยะยาว แม้จะมีข้อมูลสนับสนุน ด้านความคุ้มค่าของการใช้ยากลุ่มนี้ แต่เป็นการศึกษาในประเทศที่มีรายได้มวลรวมประชาชาติสูง ดังนั้นเพื่อให้เกิดความคุ้มค่าในการใช้ยากลุ่มนี้ในประเทศไทย จึงต้องใช้ยาให้เหมาะสมตามข้อบ่งชี้ มีกระบวนการติดตามเพื่อประเมินประสิทธิภาพและผลข้างเคียงของยาในระยะยาว

โรค AS เป็นโรคที่จัดอยู่ในกลุ่ม spondyloarthropathy (SpA) เกณฑ์การวินิจฉัยโรคใน ปัจจุบันยังมีปัญหาอยู่มาก เพราะ New York Criteria เป็นเกณฑ์การวินิจฉัยโรคที่ออกแบบเพื่อ คัดเลือกผู้ป่วยเข้ามาศึกษาในงานวิจัยเกณฑ์การวินิจฉัยโรคต้องอาศัยการเปลี่ยนแปลงภาพถ่ายรังสี ซึ่งในระยะแรกอาจยังตรวจไม่พบ และผู้ป่วยบางรายมีข้ออักเสบเป็นอาการเด่นกว่าอาการปวดหลัง ทำให้การวินิจฉัยโรคมักล่าช้าไป 5-10 ปี ส่งผลถึงผลการรักษาที่ไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร ดังนั้นสมาคมรูมาติสซั่มแห่งประเทศไทยจึงเห็นชอบให้ใช้เกณฑ์การวินิจฉัยโรค AS ของ The European Spondyloarthropathy Study Group ด้วยอีกเกณฑ์หนึ่งซึ่งจะทำให้ผู้ป่วย AS ในระยะแรก (early AS) อาจได้รับการวินิจฉัยว่าเป็น undifferentiated SpA (uSpA) ซึ่งจัดอยู่ในกลุ่มโรคเดียวกัน ทั้งนี้เพื่อไม่ให้ผู้ป่วยสูญเสียโอกาสในการรักษาโรคตั้งแต่ระยะแรกเนื่องจากการรักษาโรคในระยะแรกจะให้ผลลัพธ์ของโรคดีกว่ารักษาเมื่อมีอาการรุนแรงหรือเกิดภาวะทุพพลภาพเรียบร้อยแล้ว

 วัตถุประสงค์

1. เพื่อให้การรักษาผู้ป่วย AS และ  uSpA  ด้วยยากลุ่ม anti TNF  agents  เป็นไปในแนวทางเดียวกัน

2. เพื่อให้ผู้ป่วย AS และ uSpA ได้รับประโยชน์สูงสุดจากการใช้ anti TNF agents ทั้งด้าน ประสิทธิภาพ (efficacy) และความปลอดภัย (safety)

3. เพื่อให้ความคุ้มค่า (cost-effectiveness) จากการรักษาด้วยยา anti TNF agents

กลุ่มเป้าหมาย

1. สำหรับอายุแพทย์โรคข้อและรูมาติสซั่มและแพทย์ผู้เชี่ยวชาญในการรักษาโรค AS และ uSpA เพื่อให้การใช้ยากลุ่ม anti-TNF agents เป็นไปในแนวทางเดียวกัน

2. สำหรับแพทย์ทั่วไป พยาบาลวิชาชีพชำนาญการด้านการดูแลผู้ป่วยโรคข้อ และ บุคคลากรทางการแพทย์อื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อเป็นแนวทางในการเฝ้าติดตามผลข้างเคียงจากการใช้ยา กลุ่มนี้

แนวทางปฏิบัติการใช้anti-TNF agents ในโรคข้อกระดูกสันหลังอักเสบติดยึด(ankylosing spondylitis) รวมถึงundifferentiated spondyloarthropathy*

 1.  ข้อบ่งชี้ (indication) (ตารางที่1)

ตารางที่ 1 แผนผังแสดงการใช้ยากลุ่ม Anti- TNF Agents  ใน AS และ USpA

ตารางที่ 1 แผนผังแสดงการใช้ยากลุ่ม Anti- TNF Agents ใน AS และ USpA

 ผู้ป่วยจะต้องมีคุณสมบัติครบเกณฑ์ทุกข้อดังต่อไปนี้

  •  ได้รับการวินิจฉัยโรค AS ครบถ้วนตามเกณฑ์ของ Modified New York criteria (ภาคผนวกที่14) หรือ The European Spondyloarthropathy Study Group Criteria (ภาคผนวกที่15)
  •  ได้รับการวินิจฉัยโรค undifferentiated SpA (uSpA) ครบถ้วนตามเกณฑ์ของ ESSG (ภาคผนวกที่16)
  •  อยู่ในระยะกำเริบโดยมี Bath Ankylosing Spondylitis Disease Activity Index (BASDAI) > 4 หน่วย(ภาคผนวกที่12) และมีค่า physician global assessment > 2 (ภาคผนวกที่ 10)
  • ไม่ตอบสนองต่อการรักษาด้วยยามาตรฐาน

               ในกรณีเป็น peripheral joint involvement ต้องไม่ตอบสนองต่อ NSAIDs อย่างน้อย 2 ชนิดภายใน ระยะเวลา 3 เดือน และ ไม่ตอบสนองต่อการใช้ยา DMARDs ≥ 2 ชนิด โดยแต่ละชนิดต้องใช้ใน ขนาดมาตรฐานอย่างน้อย 3 เดือน (ภาคผนวกที่17) และ ในกรณีที่เป็น oligoarthritis หรือ enthesitis จะต้องไม่ตอบสนองต่อการรักษาด้วย local steroid injection อย่างน้อย 2 ครั้ง(ถ้าไม่มีข้อห้าม) ในช่วงเวลาที่เหมาะสม และมีผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย (functional class III หรือIV) (ภาคผนวกที่11)

                กรณีเป็น axial involvement

  •  ไม่ตอบสนองต่อ NSAIDs ³  2 ชนิด (โดยใช้ทีละชนิดและแต่ละชนิดใช้ในขนาดรักษา) เป็นเวลาอย่างน้อย 3 เดือน
  •  ไม่ตอบสนองต่อยา DMARDs ³  2  ชนิด(sulphasalazine,  methotrexate,  azathioprine  –ตามข้อแนะนำของผู้เชี่ยวชาญ)เป็นเวลาอย่างน้อย 3 เดือน

 

                                                            ภาคผนวก 13

ขนาดยา DMARDs ที่ควรใช้ในการรักษาโรค AS ก่อนให้ Anti-TNF agents

Sulphasalazine    ขนาดเต็มที่    40 มก/กก/วัน แบ่งให้ 2-3 เวลา สูงสุดไม่เกิน 3 กรัม/วัน

Azathioprine    ขนาดเต็มที่    2 มก/กก/วัน แบ่งให้ 2 เวลา

Methotrexate    ขนาดเต็มที่    0.3 มก/กก/สัปดาห์  สูงสุดไม่เกิน 20 มก./สัปดาห์

Leflunomide    ขนาดเต็มที่    20 มก/วัน

 

 

2.  ข้อห้าม (contraindication) (ภาคผนวกที่4)

 

3.  การประเมินก่อนให้ยา(pretreatment screening)  (ภาคผนวกที่5 และ 6)

 

 

4.  ขนาดและวิธีการบริหารยา (dosage and administration)

  1. Etanercept (25, 50 มก./ขวด) 25 มก. ฉีดเข้าใต้ผิวหนังสัปดาห์ละ 2 ครั้ง หรือ 50 มก. ฉีด เข้าใต้ผิวหนังสัปดาห์ละ หรือให้ร่วมกับ methotrexate
  2. Infliximab (100 มก./ขวด) เริ่มให้ในขนาด 5 มก/กก./ครั้งเจือจางใน 0.9% NSS 250 มล. หยดเข้าหลอดเลือดดำช้าๆ ในเวลาไม่น้อยกว่า 2 ชั่วโมง สัปดาห์ที่ 0, 2, 6 และต่อด้วยทุก 8 สัปดาห์ หรือให้ร่วมกับ methotrexate หากการตอบสนองไม่เป็นที่น่าพอใจหลังจากรักษา ไปนาน 3 เดือน อาจพิจารณาเพิ่มขนาดยาเป็น 10 มก./กก./ครั้งหยดเข้าหลอดเลือดทุก 8 สัปดาห์

  

5.   การประเมินผลตอบสนองต่อการรักษา (evaluation of effectiveness)

 ประเมินผลในสัปดาห์ที่ 12 นับจากวันที่เริ่มให้ยา anti-TNF agents

  •                  ผู้ที่ตอบสนองต่อการรักษา(responder) หมายถึง ผู้ป่วยมีอาการดีขึ้นโดยบรรลุเกณฑ์ การประเมินดังนี้

 สำหรับผู้ป่วย peripheral involvement ถือว่าผู้ป่วยมีการตอบสนอง (responder) เมื่อบรรลุเกณฑ์ 2/3 ข้อ โดยต้องมี 5.1 หรือ 5.2 ร่วมด้วยอย่างน้อย 1 ข้อ

                 5.1  Tender joint count ลดลงร้อยละ ≥ 30

                 5.2  Swollen joint count ลดลงร้อยละ ≥ 30

                 5.3  Physician global assessment มีการเปลี่ยนแปลงดีขึ้น ≥1หน่วย

สำหรับผู้ป่วยaxial  joint  involvement  ถือว่าผู้ป่วยมีการตอบสนอง(responder)  เมื่อค่า BASDAI ลดลง ≥ 2 หน่วย  และphysician global assessment ดีขึ้น ≥ 1 หน่วย

  •                  ผลการเปลี่ยนแปลงทางรังสี: ควรส่งตรวจภาพรังสีมือ ข้อมือ และ เท้า ทุกปีอาจให้ คะแนนโดยใช้ modified total Sharp score

 

6. การให้ยาซ้ำและระยะเวลาของการให้ยา (Repeated treatment and treatment duration)

 ปัจจุบันยังไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับระยะเวลาในการให้ยา anti-TNF agents ในการรักษา ankylosing spondylitis ว่าควรให้ยานานเท่าใด แต่มีข้อเสนอแนะว่าเพื่อลดความเสี่ยงในการเกิด อาการข้างเคียงจากยาในระยะยาว ในรายที่ตอบสนองดีต่อการรักษาด้วย anti-TNF agents ให้พิจารณาปรับลดขนาดยาลงหรือหยุดยาตามความเหมาะสม โดยพิจารณาให้ยา DMARDs ต่อเนื่องระยาวเพื่อป้องกันโรคกำเริบ

7.     เกณฑ์การถอนตัวจากการรักษา (drug withdrawal criteria)

  • ให้หยุดยากลุ่ม anti-TNF agents ในกรณีต่อไปนี้
  • โรคมะเร็ง
  • เกิดผลข้างเคียงหรือพิษจากยาอย่างรุนแรง
  • ตั้งครรภ์ (ถอนตัวชั่วคราว)
  • การติดเชื้อรุนแรง (ถอนตัวชั่วคราว)
  • การผ่าตัด (ถอนตัวชั่วคราว) กรณีผ่าตัดไม่เร่งด่วนควรหยุด etanercept ล่วงหน้า 2 สัปดาห์และหยุด infliximab ล่วงหน้า8 สัปดาห์
  • ผู้ป่วยที่ไม่ตอบสนองต่อการรักษา (non-responder) หมายถึง ผู้ป่วยที่มีอาการไม่ดีขึ้น โดยไม่บรรลุตามเกณฑ์การตอบสนองต่อการรักษา (ดังที่ระบุไว้ในข้อ 5) หลังใช้ยานาน 12 สัปดาห์

8.   ผลข้างเคียง (adverse events) (ภาคผนวกที่7)

 

9.   ข้อควรปฏิบัติและการเฝ้าติดตามผลข้างเคียงระหว่างการให้ยา biologic (adverse events)

(ภาคผนวกที่8)

 

10. ระยะเวลาของการให้ยา (treatment duration)

 ปัจจุบันยังไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับระยะเวลาในการให้ยา anti-TNF agents ส าหรับผู้ป่วย AS ว่า ควรให้ยานานเท่าใดแต่มีข้อเสนอแนะว่าเพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดอาการข้างเคียงจากยาในระยะยาว ในรายที่ตอบสนองดีต่อการรักษาด้วย anti-TNF agents ให้พิจารณาปรับลดขนาดยาลงหรือหยุด ยาตามความเหมาะสม โดยพิจารณาให้ยา DMARDs ต่อเนื่องระยาวเพื่อป้องกันโรคกำเริบ

 

10. ระบบเฝ้าติดตามผลการรักษาและผลข้างเคียง (effectiveness and side effect monitoring)

 เพื่อความคุ้มค่า แพทย์ผู้รักษาควรทำการประเมินประสิทธิภาพและผลข้างเคียงจากการใช้ยาทุก 3 เดือนเพื่อปรับแผนการรักษาให้เหมาะสมกับสภาวะของโรคและอาจพิจารณาหยุดยาถ้าเป็นไปได้

อ่านข้อมูลทั้งหมดได้ที่ สมาคมรูมาติซั่มแห่งประเทศไทย

แนวทางเวชปฏิบัติการใช้สารชีวภาพในการรักษาโรครูมาติก (Guideline for Biologic Therapy in Rheumatic Diseases)

 

 

 

Unlocking the Genetics and Biology of Joint Disorder Ankylosing Spondylitis

ScienceDaily (July 10, 2011) — A study involving over 5,000 people living with the joint disorder ankylosing spondylitis has identified a series of genetic variants associated with increased susceptibility to the condition as well as providing new clues to how the condition may be treated in the future.

The study, a collaboration between the Australo-Anglo-American Spondyloarthritis Consortium and the Wellcome Trust Case Control Consortium, also provides one of the first confirmed examples of gene-gene interaction seen in humans.

Ankylosing spondylitis is an autoimmune disease that affects as many as one in 200 men and one in 500 women in the UK, typically striking people in their late teens and twenties. While it mainly affects the spine, it can also affect other joints, tendons and ligaments. More rarely, it can affect other areas, such as the eyes, lungs, bowel and heart.

Now, a study carried out in the UK, Australia and North America comparing the genomes of 3,023 cases against those of 8,779 healthy controls has identified a series of genetic regions newly implicated in the disease. The findings were confirmed in an independent cohort of 2,111 cases and 4,483 controls. The results are published in the journal Nature Genetics.

Professor Peter Donnelly from the University of Oxford, Chair of the Wellcome Trust Case Control Consortium says: “Thanks to over 5,000 people with ankylosing spondylitis who have provided DNA samples, we were able to undertake the largest study of the genetics of this painful and often disabling disease. It revealed important, and in some cases surprising, new insights into the disease.”

The study identified three regions of the genome — RUNX3, LTBR and TNFRSF1A — in which genetic variants were strongly associated with ankylosing spondylitis. In addition, they found a further four which are likely candidates: PTGER4, TBKBP1, ANTXR2 and CARD9.

As well as furthering our understanding of the genetics underlying the condition, the findings also strengthen evidence that a particular process by which signals are transmitted within cells — known as the IL-23R pathway — is involved in the disorder and could be a target for drugs.

The study also provided clues as to why a particular genetic variant known as HLA-B27 is associated with the disease. Scientists have known for almost forty years that this variant significantly increases the risk of developing the disease. Nine out of ten people with ankylosing spondylitis carry the variant. Whilst not everyone with the variant develops the condition, those who carry the variant are up to eighty times more likely to develop it than non-carriers. Yet despite this knowledge, the mechanism by which the variant causes the disease is still unknown.

The researchers found that variants of the gene ERAP1 interact with HLA-B27 to affect disease susceptibility — one of the first confirmed examples of gene-gene interaction seen in humans. For individuals who carry HLA-B27, their risk of developing ankylosing spondylitis decreases by a factor of four if they also carry two copies of the protective variants of ERAP1.

ERAP1 plays a role in breaking down proteins within the body into smaller molecules known as peptides. The gene interacts with HLA-B27 to affect how these peptides are presented to the immune system. This is an essential process for mounting an immune response to invading pathogens, but when it goes awry it can result in the immune system causing inflammation and damaging tissue. The researchers found that some variants of ERAP1 protect against the development of ankylosing spondylitis by reducing the amount of peptide available to HLA-B27 within cells. The researchers believe that inhibiting ERAP1 may help treat the condition.

The researchers also analysed the genetic make-up of individuals with ankylosing spondylitis who did not carry the HLA-B27 variant and found associations with several genetic regions, the first time that associations have been found in HLA-B27 negative individuals. These findings indicate considerable similarity between the way HLA-B27 positive and negative ankylosing spondylitis develop.

Professor Matt Brown from the University of Queensland, Australia, says: “Our work shows the great value of partnering genetics research with functional investigations to determine the basic biology which leads to common diseases such as ankylosing spondylitis, the causes of which have remained an enigma for so long.

“At the moment, whilst we have effective treatments to suppress the inflammation in ankylosing spondylitis, we have no treatment to substantially improve its long-term outcome, particularly the chronic pain, marked loss of movement and disability and that are common consequences of this disease. We must be cautious about the promise that these findings offer, but they are a promising step in the right direction.”

Professor Alan Silman, Medical Director of Arthritis Research UK , which funded the preliminary work for the genetics research said the study was important, but added that it needed to be followed up before its significance could be measured clinically. “We’re supporting further intensive work needed to investigate whether these genetic targets could offer scope for novel treatment approaches,” he said.

Debbie Cook, Director of The National Ankylosing Spondylitis Society (UK) added: “We are delighted with the results of these genetic studies in ankylosing spondylitis which will help us to understand the causes of the disease better, and hopefully to develop new ideas about its treatment. Our members have been heavily involved in these studies with scientists at the University of Oxford over the past 10 years and it is good to see the progress that has been made. It has long been recognised that there is a genetic element to the condition and that it has a tendency to run in families. The identification of 14 genes involved in this process clearly helps to understand the reasons for this.

“Over the past ten years our members have been donating blood or saliva samples so that their DNA can be analysed. It is good to see that this truly global collaboration, involving teams in Australia and USA as well as the UK has been so worthwhile. We look forward to further developments in the future towards preventing or curing this persistent and painful disease that affects about 200,000 people in the UK alone.”

The study was funded in part by Arthritis Research UK, the Wellcome Trust and the Oxford Comprehensive Biomedical Research Centre ankylosing spondylitis chronic disease cohort.

 

Journal Reference:

  1. The Australo-Anglo-American Spondyloarthritis Consortium (TASC), the Wellcome Trust Case Control Consortium 2 (WTCCC2) et al. Interaction between ERAP1 and HLA-B27 in ankylosing spondylitis implicates peptide handling in the mechanism for HLA-B27 in disease susceptibilityNature Genetics, 2011; DOI: 10.1038/ng.873

 

Data from: sciencedaily.com

โรคหลังแข็ง ตอนที่ 2 สันหลังอักเสบติดยึด รักษาได้จริงหรือ

โรคหลังแข็ง ตอนที่ 2 รักษาได้จริงหรือ

ปัญหาของผู้ป่วยโรคหลังแข็งส่วนมากจะ เป็นโรคนี้แล้วไม่รู้ตัว บางครั้งมีอาการปวดข้อ ปวดหลังก็มักจะซื้อยารับประทานเอง พอบรรเทาอาการปวด แต่ไม่หายและไม่ได้รักษาโรคบางครั้งมีอาการปวดข้อ ไปพบแพทย์ แพทย์ก็อาจไม่ได้นึก ถึงโรคนี้ ก็ให้แต่ยาแก้ปวดลดอาการอักเสบ เช่น ยากลุ่มต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ ทานยาแล้วอาการปวดลดลงบ้างแต่ไม่หาย ทำให้การรักษาล่าช้าไป เกิดความพิการ หลังแข็งไปแล้ว แก้ไขลำบาก ดังนั้นถ้าท่านสงสัยว่าจะเป็นโรคหลังแข็งหรือโรคข้อสันหลังอักเสบติดยึด ควรไปพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับโรคข้อ ที่เรียกแพทย์รูมาโตโลจิส หรือถ้าหาไม่ได้ก็ไปพบแพทย์ทางศัลยกรรมออร์โธปิดิกส์ ก็ได้ แพทย์จะให้การวินิจฉัยโรคโดยอาศัยประวัติการเจ็บป่วยและการตรวจร่างกายว่าอาการและอาการแสดงเข้าได้กับโรคนี้หรือไม่ เช่น ตรวจดูว่ามีอาการปวดบริเวณก้นกบโดยการตรวจวิธีต่าง ๆ ตรวจดูบริเวณกระดูกสันหลังว่ามีการเคลื่อนไหวเป็นปกติหรือไม่ หรือหลังแข็งไปแล้วก้มไม่ลง ก้มเอามือแตะปลายเท้าไม่ถึง เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีการประเมินกระดูกสันหลังช่วงอก โดยวัดรอบอกในขณะหายใจเข้าเต็มที่หรือประเมินกระดูกสันหลังช่วงคอโดยการให้ยืนหันหลังชิดกำแพง แล้ววัดระยะจากบริเวณท้ายทอยไปที่กำแพงดูว่าสามารถเอาท้ายทอยไปแตะกำแพงได้หรือไม่ รวมไปถึงการตรวจการเคลื่อนไหวของกระดูกสันหลังในท่าต่าง ๆ เช่น การเอียงตัวไปด้านข้างหรือการแอ่นตัว การตรวจตำแหน่งอื่น ๆ ของกระดูกก็อาจตรวจบริเวณข้อต่าง ๆ ที่มีอาการปวดหรือข้ออักเสบ รวมไปถึงการอักเสบของเส้นเอ็นและจุดเกาะของเอ็น เช่น บริเวณส้นเท้า เป็นต้น

ในกรณีที่แพทย์สงสัยว่าจะเป็นโรคหลังแข็งจริง ก็จะขอตรวจทางภาพถ่ายรังสี ที่มักพบความผิดปกติและเป็นความผิดปกติที่ใช้ยืนยันการวินิจฉัยโรคได้คือ ความผิดปกติบริเวณข้อต่อของกระดูกก้นกบกับกระดูกเชิงกราน ซึ่งส่วนมากมักพบความผิดปกติทั้ง 2 ข้างสมมาตรกัน ถ้าผลไม่ชัดเจนเนื่องจากเพิ่งเป็นในระยะ แรกอาจต้องอาศัยการตรวจด้วยเครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์เพื่อให้เห็นการเปลี่ยนแปลงได้ชัดเจนขึ้น นอกจากนี้ในกรณีที่ต้องการยืนยันการวินิจฉัยและประเมินความรุนแรงของโรค แพทย์อาจจะขอตรวจเลือดดูพันธุกรรมว่าเป็นลักษณะ HLA-B27 หรือไม่ จากการศึกษาในทางระบาดวิทยาพบว่า ผู้ป่วยโรคหลังแข็งมากกว่าร้อยละ 90 จะมีการตรวจ HLA-B27 ให้ผลบวก แต่การตรวจ HLA-B27 นี้ไม่ได้ทำในผู้ป่วยทุกราย เพราะผลที่ได้ไม่คุ้มค่า

โรคหลังแข็งหรือข้อสันหลังอักเสบติดยึด เป็นโรคเรื้อรังที่ในผู้ป่วยแต่ละรายมีความรุนแรงของโรคและการดำเนินโรคแตกต่างกัน บางรายอาการไม่รุนแรง ค่อย ๆ เป็น เป็น 10 ปี กลุ่มนี้จะมีอาการทางกระดูกสันหลังไม่มาก แต่บางรายมีอาการรุนแรง ปวดหลังมาก กระดูกสันหลังจะมีการอักเสบรุนแรง และมีการติดยึดของกระดูกสันหลังอย่างรวดเร็วในเวลาไม่กี่ปี ปัจจัยที่บ่งถึงความรุนแรงและมีการพยากรณ์โรคก็ไม่ดี ได้แก่ การมีข้อตะโพก อักเสบร่วมด้วย การมีการเคลื่อนไหวของข้อกระดูกสันหลังช่วงเอวลดลง การมีนิ้วมือนิ้วเท้าอักเสบเหมือนไส้กรอก การที่โรคเริ่มเกิดตั้งแต่อายุน้อยกว่า 16 ปี รวมถึงการไม่ตอบสนองต่อการรักษาด้วยยากลุ่มต้านการอักเสบชนิดไม่ใช่สเตียรอยด์ สำหรับผู้หญิงถ้าเริ่มโรคนี้ตอนอายุมากหน่อย มักมีอาการของโรครุนแรงน้อยกว่า

ผู้ป่วยโรคหลังแข็งบางรายอาจมีภาวะแทรกซ้อนจากโรคเกิดขึ้นได้ ที่สำคัญคือ กระดูกสันหลัง หัก เพราะถึงแม้กระดูกสันหลังจะแข็งขึ้นเพราะมีแคลเซียมมาเกาะพังผืดหุ้มกระดูกสันหลังจนแข็ง แต่กระดูกสันหลังจะเปราะขึ้น ถ้ามีการกระทบกระแทกหรืออุบัติเหตุ โดยเฉพาะบริเวณกระดูกสันหลังช่วงคอ จะทำให้มีกระดูกสันหลังหักได้ บางรายถึงกับเป็นอัมพาตจากกระดูกสันหลังหักกดไขประสาทหรือเส้นประสาทไขสันหลัง ภาวะแทรกซ้อนอื่น ๆ ที่พบได้ก็มีต่อมลูกหมากอักเสบ ลิ้นหัวใจรั่ว มีปอดอักเสบเป็นพังผืด โดยเฉพาะบริเวณปอดส่วนบน แต่ภาวะแทรกซ้อนที่สำคัญที่สุดคงเป็นปัญหาทางด้านจิตใจ เนื่องจากเป็นโรคเรื้อรังที่ส่งผลต่อการทำงานและการทำกิจวัตรประจำวันของผู้ป่วยที่ยังอยู่ใน วัยทำงาน

การรักษาโรคหลังแข็งหรือโรคข้อสันหลังอักเสบติดยึด เป็นการรักษาที่ต้องใช้ความรู้ความเข้าใจและการพินิจพิจารณาอย่างละเอียด เนื่องจากเป็นโรคเรื้อรังที่ต้องใช้เวลาในการรักษานาน และเป็นโรคที่สามารถทำให้เกิดความพิการได้ (อดีตนายกสมาคมคนพิการของไทยบางคนก็เป็นโรคหลังแข็ง) การรักษาโรคหลังแข็งจะประกอบไปด้วยการให้ความรู้ความเข้าใจแก่ผู้ป่วยว่าโรคนี้เป็นอย่างไร มีการดำเนินโรคอย่างไร แนวทางการรักษาเป็นอย่างไร เนื่องจากการรักษาที่ได้ผลจะต้องอาศัยความร่วมมือของผู้ป่วยในการดูแลรักษาตัวเอง ในการปฏิบัติตัวอย่างถูกต้อง ซึ่งรวมถึงการออกกำลังกายที่เหมาะสม ตลอดจนการเฝ้าระวังภาวะแทรกซ้อนจากโรคและจากการรักษาต่าง ๆ ยาที่ใช้รักษาโรคหลังแข็งจะประกอบไปด้วยยาแก้ปวดลดการอักเสบในกลุ่มยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่ สเตียรอยด์ ยาปรับเปลี่ยนการดำเนินโรค เช่น ยาซัลฟาซาลาซีน (sulfasalazine) หรือยาเมโธรเทรกเสต (methotrexate) ยาชีวภาพ (biologic agents) ซึ่งเป็นยาที่มีประสิทธิภาพสูงในการรักษาโรคหลังแข็ง แต่เป็นยาที่มีราคาแพง

ที่สำคัญในการรักษาโรคหลังแข็งต้องมีการรักษาด้วยการใช้วิธีการทางเวชศาสตร์ฟื้นฟูหรือการทำกายภาพบำบัดร่วมด้วย เพื่อลดอาการปวด ทำให้สามารถใช้ข้อและหลังได้อย่างถูกต้อง และป้องกันการเกิดความพิการ การรักษาด้วยการใช้วิธีการทางเวชศาสตร์ฟื้นฟู ยังรวมไปถึงการออกกำลังกายที่ถูกต้องและสม่ำเสมอ การออกกำลังกายที่ดีที่สุดสำหรับผู้ป่วยโรคหลังแข็งคือ การว่ายน้ำ นอกจากนี้ยังมีการบริหารท่าต่าง ๆ เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นของหลัง ในกรณีที่มีความจำเป็นหรือแก้ไขภาวะแทรกซ้อนก็ต้องอาศัยการรักษาด้วยการผ่าตัดร่วมด้วย

โรคหลังแข็งหรือโรคข้อสันหลังอักเสบติดยึด เป็นโรคข้ออักเสบเรื้อรังที่เกิดขึ้นในคนหนุ่มสาว ในวัยเรียนและวัยทำงาน เป็นโรคที่พบได้บ่อย และสามารถทำให้เกิดความพิการได้ถ้าไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้อง ดังนั้นถ้าท่านมีอาการปวดหลังหรือสงสัยว่าอาจจะเป็นโรคหลังแข็ง ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อตรวจ รักษาต่อไป

โรคหลังแข็ง แข็งจริง ใช่อิงแอบ
หลังไม่แนบ กำแพงได้ ให้ฉงน
แสนจะปวด หลังและข้อ ไม่รอทน
ต้องรีบสน ใจไขว่คว้า รักษาเอย

นายแพทย์สุรพงศ์ อำพันวงษ์
ข้อมูลจาก ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นายแพทย์กิตติ โตเต็มโชคชัยการ
ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี.


ที่มาจากหนังสือพิมพ์ : เดลินิวส์
วันที่ 26 กรกฎาคม 2552

 

 

การศึกษาต่อเนื่อง คณะแพทย์ศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี

http://ramaclinic.ra.mahidol.ac.th/healthnews/hnews0100.html

โรคหลังแข็ง ตอนที่ 1 สันหลังอักเสบติดยึด

โรคหลังแข็ง ตอนที่ 1 สันหลังอักเสบติดยึด

อย่าเพิ่งแปลกใจครับ คุณไม่ได้อ่านผิด หรือสำนักพิมพ์ไม่ได้สะกดคำผิด มีโรค ที่เรียกง่าย ๆ ว่า โรคหลังแข็งจริง ๆ โรคหลังแข็งหรือเรียกเต็มยศว่า โรคข้อสันหลังอักเสบ ติดยึด (Ankylosing Spondylitis) เป็นโรคข้ออักเสบเรื้อรังชนิดหนึ่งที่อยู่ในกลุ่มของโรคข้อและ ข้อสันหลังอักเสบ (spondyloarthropathy) เนื่องจากมีลักษณะอาการและอาการแสดงหลายอย่าง คล้ายกับโรคในโรคกลุ่มนี้ โรคหลังแข็งไม่ใช่โรค แปลกหรือโรคที่พบได้ยาก โรคหลังแข็งเป็นโรคที่ พบได้บ่อยพอสมควร ประมาณว่า คน 100 คน จะเป็นโรคหลังแข็ง 1 คน ซึ่งนับว่าไม่น้อยทีเดียว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คนที่เป็นโรคหลังแข็งมักจะป็นคนอายุประมาณ 15-40 ปี เรียกได้ว่าเป็นโรคของคนหนุ่มสาวที่จะเป็นกำลังสำคัญของชาติ เป็นอนาคตของประเทศ ความน่ากลัวของโรคหลังแข็งนอกจากจะทำให้เกิดอาการปวดข้อ ปวดหลัง มีข้ออักเสบเรื้อรัง เป็น ๆ หาย ๆ เป็นที่น่ารำคาญและทุกข์ทรมานแล้ว ถ้าไม่ได้รับการรักษา และปฏิบัติตัวให้ถูกต้อง

ผู้ป่วยโรคนี้มักจะมีกระดูกสันหลังเชื่อมติดกัน ทำให้ก้มตัว ก้มหลังไม่ได้ เพราะหลังแข็ง นอกจากนี้หลังยังงองุ้มเป็นลักษณะหลังค่อม กระดูกคอก็มีการเชื่อมยึดติดกัน ทำให้ ก้มคอหรือแหงนงอไม่ได้ หันคอไปทางซ้ายทาง ขวาก็ลำบาก กลายเป็นความพิการทำให้ไม่สามารถประกอบกิจการงานต่าง ๆ หรือทำกิจวัตรประจำวันต่าง ๆ ได้เหมือนคนปกติทั่วไป ผู้ป่วยบางรายยัง อายุไม่มาก อยู่ในวัยทำงานแต่ต้องมาพิการ หลังงอ หลังค่อม เสียบุคลิกอย่างมาก การป่วยเป็นโรคนี้มีผลกระทบถึงรายได้ ภาวะทางสังคม และสภาพจิตใจของผู้ป่วยอีกด้วย

โรคหลังแข็งมักจะเกิดขึ้นกับผู้ชายมากกว่าผู้หญิงด้วยอัตราส่วนประมาณ 2:1 ถึง 3:1 จาก การศึกษาพบว่าผู้ป่วยโรคหลังแข็งเป็นผู้ชายถึง ร้อยละ 65-80 โรคหลังแข็งที่เกิดขึ้นในผู้ชายมัก จะมีความรุนแรงของโรคมากกว่าผู้หญิง

มักจะเกิดความผิดปกติของกระดูกสันหลังและกระดูกเชิงกรานมากกว่าผู้หญิง ผู้หญิงที่เป็นโรคหลังแข็งมักจะมี การอักเสบของข้อเข่า ข้อเท้า หรือข้อนิ้วมือนิ้วเท้ามากกว่า อย่างไรก็ตาม ผู้ที่ป่วยเป็นโรคหลังแข็งจะ มีอาการปวดหลังร่วมด้วย อาการปวดหลังนี้อาจจะมีตั้งแต่ปวดไม่มาก จนถึงปวดทรมานมากจนทำอะไรไม่ได้ บางรายปวดไม่มากก็ไม่ได้ไปรับการรักษาปล่อยไว้จนเกิดความพิการ หลังยึดติดแข็งไปหมด ขยับก้มไม่ได้แล้วค่อยไปหาหมอ ถึงตอนนั้นก็อาจจะ สายเกินไป ไม่สามารถรักษาให้กลับเป็นสภาพเดิมได้

อาการปวดหลังโดยมากจะเป็นแบบค่อยเป็นค่อยไปช้า ๆ จะเป็นลักษณะอาการปวดแบบตื้อ ๆ มักจะปวดบริเวณก้นกบหรือเอวส่วนล่าง อาการปวดจะเป็นมากในช่วงตื่นนอนตอนเช้า โดยจะรู้สึกปวดตึงหลังขยับไม่ได้สะดวก บางรายเป็นอยู่นานเป็นชั่วโมง แต่พอมีการเคลื่อนไหวไปเรื่อย ๆ อาการปวดหลังจะดีขึ้น แต่พออยู่นิ่ง ๆ นั่งนาน ๆ จะกลับมาปวดอีก บางรายก็มีอาการปวดหลังมากจนทำอะไรไม่ได้ ปวดจนทนไม่ไหว อย่างไรก็ตาม อาการปวดหลังเรื้อรังคล้าย ๆ กับที่เล่ามา อาจจะไม่ได้เกิดจากโรคหลังแข็งเสมอไป จากการศึกษาพบว่าอาการปวดหลังที่เกิดจากการอักเสบเรื้อรัง มีเพียงร้อยละ 5 เท่านั้นที่เกิดจากโรคหลังแข็ง อาการปวดหลัง ส่วนมากมักจะเกิดจากความเปลี่ยนแปลงหรือผิดปกติของโครงสร้าง เช่น ปวดหลังจากหมอนรองกระดูก เคลื่อนหรือจากกล้ามเนื้อหลังหดเกร็งตัว ซึ่งอาจจะเกิดจากการก้มยกของหรือการนั่ง นอน ยืน เดิน ผิดท่าผิดทาง เมื่อพูดถึงอาการปวดหลัง มีคนจำนวน ไม่น้อยยังคิดว่าอาการปวดหลังมักจะเกิดจากโรคไตจริง ๆ แล้ว โรคไตที่ทำให้เกิดอาการปวดหลังมีโรคกรวยไตอักเสบจากการติดเชื้อ หรือโรคนิ่วในไต หรือท่อไต แต่โรคไตไม่ใช่สาเหตุสำคัญของอาการปวดหลังที่พบบ่อย

นอกจากอาการปวดหลังแล้ว ผู้ป่วยโรคหลังแข็งจะมีอาการปวดข้อหรือข้ออักเสบร่วมด้วย ข้อที่ปวดมักจะปวดบริเวณข้อตะโพกหรือข้อไหล่ ส่วนข้อที่อักเสบ ปวด บวม จะเป็นข้อเข่าหรือข้อเท้า แต่จะไม่เป็นพร้อมกัน มักจะเป็นทีละ ข้าง เป็น ๆ หาย ๆ นอกจากเรื่องข้อแล้ว ผู้ป่วย โรคหลังแข็ง จะมีอาการปวดหรืออักเสบบริเวณ จุดที่เส้นเอ็นไปเกาะกับกระดูก เช่น บริเวณเอ็น ร้อยหวาย หรือเอ็นฝ่าเท้า หรือมีเส้นเอ็นบริเวณ อื่น ๆ ของร่างกายอักเสบได้บ่อย บางรายมีนิ้วมือหรือนิ้วเท้าบวมทั้งนิ้ว เป็นลักษณะคล้ายไส้กรอก (sausage finger)

จากการที่โรคหลังแข็งเป็นโรคหนึ่งที่เกิดจากภูมิคุ้มกันผิดปกติ ทำให้มีอาการในระบบอื่นได้ ที่สำคัญคือ อาการทางตา อาจมีตาแดง ปวดตา เคืองตา ตาสู้แสงไม่ได้ จากเยื่อบุตาอักเสบ มักเป็นข้างเดียวมากกว่า 2 ข้าง โดยทั่วไปอาการทางตามักเกิดตามหลังอาการทางข้อ และพบในผู้ป่วยที่โรคหลังแข็งรุนแรง และต้องได้รับการรักษาอย่างถูกต้อง ถ้ารักษาช้าไปอาจทำให้ตาบอดได้ บางรายอาจมีลิ้นหัวใจผิดปกติ หรือลิ้นหัวใจรั่ว นอกจากนี้อาจมีการนำคลื่นไฟฟ้าหัวใจผิดปกติได้

ในปัจจุบันยังไม่ทราบสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคหลังแข็ง แต่มีข้อมูลว่าโรคหลังแข็งจะเกิดในคนที่มีพันธุกรรมบางชนิดที่เรียกว่า HLA-B27 ทำให้มีแนวโน้มที่จะเป็นโรคนี้มากกว่าคนที่มีพันธุกรรมแบบอื่นแต่คนที่มีพันธุกรรมแบบ HLA-B27 นี้ซึ่งมีอยู่ประมาณร้อยละ 10 ของคนในโลกนี้ ก็ไม่ใช่ว่าจะเป็นโรคหลังแข็งทุกคน คงต้องมีปัจจัยอื่น ๆ จากภายนอกมากระตุ้นให้เกิดโรคขึ้น ในขณะนี้พบว่า น่าจะมีความเกี่ยวข้องกับการติดเชื้อโรคบางชนิดที่ทำให้เกิดการอักเสบในลำไส้ ทำให้เกิดอาการท้องเดินท้องเสียหรือการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะทำให้มีท่อปัสสาวะหรือกระเพาะปัสสาวะอักเสบ แต่ในขณะที่เกิดโรคหลังแข็งขึ้น การติดเชื้อเหล่านี้จะได้รับการรักษาหรือหายไปแล้ว คาดว่าการติดเชื้อเหล่านี้อาจจะไปเปลี่ยนแปลงระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันดูเหมือนจะจำเนื้อเยื่อบริเวณข้อหรือเยื่อหุ้มกระดูกสันหลังไม่ได้ จึงมองเห็นเป็นสิ่งแปลกปลอม ระบบภูมิคุ้มกันจึงมีปฏิกิริยาต่อต้าน ทำให้เกิดการอักเสบที่บริเวณเยื่อหุ้มกระดูกสันหลังและข้อ ทำให้เกิดอาการปวด และมีการทำลายเยื่อหุ้มข้อและกระดูกจนกลายเป็นความพิการขึ้น

ปัจจัยทางเพศก็มีการศึกษาในผู้ป่วยโรคหลังแข็งหรือโรคข้อสันหลังอักเสบติดยึด เพราะดูเหมือนผู้ชายจะเป็นมากกว่าผู้หญิง แต่ยังไม่พบหลักฐานที่เกี่ยวกับปัจจัยทางพันธุกรรมทางเพศหรือฮอร์โมนเพศ โดยสรุป ปัจจุบัน ยังไม่ทราบสาเหตุที่แท้จริงของโรคหลังแข็ง แต่ปัจจัยที่น่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องได้แก่ ปัจจัยทางพันธุกรรม โดยเฉพาะ HLA-B27 ปัจจัยจากสิ่งแวดล้อม การติดเชื้อ รวมทั้งความผิดปกติของการตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกัน

นายแพทย์สุรพงศ์ อำพันวงษ
ข้อมูลจาก ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นายแพทย์ กิตติ โตเต็มโชคชัยการ
ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี.


ที่มาจากหนังสือพิมพ์ : เดลินิวส์
วันที่ 12 กรกฎาคม 2552

 

ข้อมูลจากศูนย์การศึกษาต่อเนื่อง คณะแพทย์ศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี

http://ramaclinic.ra.mahidol.ac.th/healthnews/hnews0099.html

โรคหลังแข็ง รักษาได้จริงหรือ?

โรคหลังแข็ง รักษาได้จริงหรือ?

ปัญหาของผู้ป่วยโรคหลังแข็งส่วนมากจะเป็นโรคนี้แล้วไม่รู้ตัว  บางครั้งมีอาการปวดข้อ  ปวดหลังก็มักจะซื้อยารับประทานเอง   พอบรรเทาอาการปวด แต่ไม่หายและไม่ได้รักษาโรค   บางครั้งมีอาการปวดข้อ  ไปพบแพทย์  แพทย์ก็อาจไม่ได้นึกถึงโรคนี้  ก็ให้แต่ยาแก้ปวดลดอาการอักเสบ เช่น ยากลุ่มต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์   ทานยาแล้วอาการปวดลดลงบ้างแต่ไม่หาย  ทำให้การรักษาล่าช้าไป    เกิดความพิการ  หลังแข็งไปแล้ว   แก้ไขลำบาก   ดังนั้นถ้าท่านสงสัยว่าจะเป็นโรคหลังแข็งหรือโรคข้อสันหลังอักเสบติดยึด   ควรไปพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับโรคข้อ   ที่เรียกแพทย์รูมาโตโลจิส  หรือถ้าหาไม่ได้ก็ไปพบแพทย์ทางศัลยกรรมออรโธปิดิกส์ ก็ได้

    การวินิจฉัยโรค
จะให้การวินิจฉัยโรคโดยอาศัยประวัติการเจ็บป่วยและการตรวจร่างกายว่าอาการและอาการแสดงเข้าได้กับโรคนี้หรือไม่   เช่น ตรวจดูว่ามีอาการปวดบริเวณก้นกบโดยการตรวจวิธีต่าง ๆ  ตรวจดูบริเวณกระดูกสันหลังว่ามีการเคลื่อนไหวเป็นปกติหรือไม่ หรือหลังแข็งไปแล้วก้มไม่ลง  ก้มเอามือแตะปลายเท้าไม่ถึง  เป็นต้น   นอกจากนี้ยังมีการประเมินกระดูกสันหลังช่วงอก  โดยวัดรอบอกในขณะหายใจเข้าเต็มที่หรือประเมินกระดูกสันหลังช่วงคอโดยการให้ยืนหันหลังชิดกำแพง แล้ววัดระยะจากบริเวณท้ายทอยไปที่กำแพงดูว่าสามารถเอาท้ายทอยไปแตะกำแพงได้หรือไม่   รวมไปถึงการตรวจการเคลื่อนไหวของกระดูกสันหลังในท่าต่าง ๆ   เช่น การเอียงตัวไปด่านข้างหรือการแอ่นตัว   การตรวจตำแหน่งอื่น ๆ ของกระดูกก็อาจตรวจบริเวณข้อต่าง ๆ ที่มีอาการปวดหรือข้ออักเสบ  รวมไปถึงการอักเสบของเส้นเอ็นและจุดเกาะของเอ็น เช่น บริเวณส้นเท้า  เป็นต้น  ในกรณีที่แพทย์สงสัยว่าจะเป็นโรคหลังแข็งจริง  ก็จะขอตรวจทางภาพถ่ายรังสี  ที่มักพบความผิดปกติและเป็นความผิดปกติที่ใช้ยืนยันการวินิจฉัยโรคได้คือ  ความผิดปกติบริเวณข้อต่อของกระดูก้นกบกับกระดูกเชิงกราน   ซึ่งส่วนมากมักพบความผิดปกติทั้ง 2 ข้างสมมาตรกัน  ถ้าผลไม่ชัดเจนเนื่องจากเพิ่งเป็นในระยะแรกอาจต้องอาศัยการตรวจด้วยเครื่องเอ็กซเรย์คอมพิวเตอร์เพื่อให้เห็นการเปลี่ยนแปลงได้ชัดเจนขึ้น   นอกจากนี้ในกรณีที่ต้องการยืนยันการวินิจฉัยและประเมินความรุนแรงของโรค แพทย์อาจจะขอตรวจเลือดดูพันธุกรรมว่าเป็นลักษณะ HLA-B27  หรือไม่   จากการศึกษาในทางระบาดวิทยาพบว่า  ผู้ป่วยโรคหลังแข็งมากกว่าร้อยละ 90 จะมีการตรวจ HLA-B27  ให้ผลบวก   แต่การตรวจ HLA-B27  นี้ไม่ได้ทำในผู้ป่วยทุกราย  เพราะผลที่ได้ไม่คุ้มค่า

 อาการแสดงของโรค
โรคหลังแข็งหรือข้อสันหลังอักเสบติดยึด  เป็นโรคเรื้อรังที่ในผู้ป่วยแต่ละรายมีความรุนแรงของโรคและการดำเนินโรคแตกต่างกัน บางรายอาการไม่รุนแรง  ค่อย ๆ เป็น เป็น 10 ปี กลุ่มนี้จะมีอาการทางกระดูกสันหลังไม่มาก แต่บางรายมีอาการรุนแรง ปวดหลังมาก กระดูกสันหลังจะมีการอักเสบรุนแรง  และมีการติดยึดของกระดูกสันหลังอย่างรวดเร็วในเวลาไม่กี่ปี ปัจจัยที่บ่งถึงความรุนแรงและมีการพยากรณ์โรคก็ไม่ดี ได้แก่ การมีข้อสะโพกอักเสบร่วมด้วย การมีการเคลื่อนไหวของข้อกระดูก

สันหลังช่วงเอวลดลง  การมีนิ้วมือนิ้วเท้าอักเสบเหมือนไส้กรอก การที่โรคเริ่มเกิดตั้งแต่อายุน้อยกว่า 16 ปี รวมถึงการไม่ตอบสนองต่อการรักษาด้วยยากลุ่มต้านการอักเสบชนิดไม่ใช่สเตียรอยด์  สำหรับผู้หญิงถ้าเริ่มโรคนี้ตอนอายุมากหน่อย มักมีอาการของโรครุนแรงน้อยกว่า

 ภาวะแทรกซ้อน
ผู้ป่วยโรคหลังแข็งบางรายอาจมีภาวะแทรกซ้อนจากโรคเกิดขึ้นได้  ที่สำคัญคือ กระดูกสันหลังหัก   เพราะถึงแม้กระดูกสันหลังจะแข็งขึ้นเพราะมีแคลเซียมมาเกาะพังพืดหุ้มกระดูกสันหลังจนแข็ง  แต่กระดูกสันหลังจะเปราะขึ้น  ถ้ามีการกระทบกระแทกหรืออุบัติเหตุ  โดยเฉพาะบริเวณกระดูกสันหลังช่วงคอ  จะทำให้มีกระดูกสันหลังหักได้ บางรายถึงกับเป็นอัมพาตจากกระดูกสันหลังหักกดไขประสาทหรือเส้นประสาทไขสันหลัง  ภาวะแทรกซ้อนอื่น ๆ ที่พบได้ก็มีต่อมลูกหมากอักเสบ ลิ้นหัวใจรั่ว  มีปอดอักเสบเป็นพังพืด โดยเฉพาะบริเวณปอดส่วนบน แต่ภาวะแทรกซ้อนที่สำคัญที่สุดคงเป็นปัญหาทางด้านจิตใจ เนื่องจากเป็นโรคเรื้อรังที่ส่งผลต่อการทำงานและการทำกิจวัตรประจำวันของผู้ป่วยที่ยังอยู่ในวัยทำงาน

 การรักษา
การรักษาโรคหลังแข็งหรือโรคข้อสันหลังอักเสบติดยึด   เป็นการรักษาที่ต้องใช้ความรู้ความเข้าใจและการพินิจพิจารณาอย่างละเอียด   เนื่องจากเป็นโรคเรื้อรังที่ต้องใช้เวลาในการรักษานาน  และเป็นโรคที่สามารถทำให้เกิดความพิการได้ (อดีตนายกสมาคมคนพิการของไทยบางคนก็เป็นโรคหลังแข็ง)   การรักษาโรคหลังแข็งจะประกอบไปด้วยการให้ความรู้ความเข้าใจแก่ผู้ป่วยว่าโรคนี้เป็นอย่างไร   มีการดำเนินโรคอย่างไร  แนวทางการรักษาเป็นอย่างไร   เนื่องจากการรักษาที่ได้ผลจะต้องอาศัยความร่วมมือของผู้ป่วยในการดูแลรักษาตัวเอง  ในการปฏิบัติตัวอย่างถูกต้อง  ซึ่งรวมถึงการออกกำลังกายที่เหมาะสม  ตลอดจนการเฝ้าระวังภาวะแทรกซ้อนจากโรคและจากการรักษาต่างๆ   
msk_01

ยาที่ใช้รักษาโรคหลังแข็งจะประกอบไปด้วยยาแก้ปวดลดการอักเสบในกลุ่มยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์  ยาปรับเปลี่ยนการดำเนินโรค  เช่น ยาซัลฟาซาลาซีน (sulfasalazine)  หรือยาเมโธรเทรกเสต (methotrexate) ยาชีวภาพ (biologic agents)  ซึ่งเป็นยาที่มีประสิทธิภาพสูงในการรักษาโรคหลังแข็ง  แต่เป็นยาที่มีราคาแพง  ที่สำคัญในการรักษาโรคหลังแข็งต้องมีการรักษาด้วยการใช้วิธีการทางเวชศาสตร์ฟื้นฟูหรือการทำกายภาพบำบัดร่วมด้วย   เพื่อลดอาการปวด ทำให้สามารถใช้ข้อและหลังได้อย่างถูกต้อง และป้องกันการเกิดความพิการ    การรักษาด้วยการใช้วิธีการทางเวชศาสตร์ฟื้นฟู  ยังรวมไปถึงการออกกำลังกายที่ถูกต้องและสม่ำเสมอ   การออกกำลังกายที่ดีที่สุดสำหรับผู้ป่วยโรคหลังแข็งคือ การว่ายน้ำ  นอกจากนี้ยังมีการบริหารท่าต่าง ๆ เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นของหลัง  ในกรณีที่มีความจำเป็นหรือแก้ไขภาวะแทรกซ้อนก็ต้องอาศัยการรักษาด้วยการผ่าตัดร่วมด้วย

โรคหลังแข็งหรือโรคข้อสันหลังอักเสบติดยึด เป็นโรคข้ออักเสบเรื้อรังที่เกิดขึ้นในคนหนุ่มสาว  ในวัยเรียนและวัยทำงาน  เป็นโรคที่พบได้บ่อย  และสามารถทำให้เกิดความพิการได้ถ้าไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้อง   ดังนั้นถ้าท่านมีอาการปวดหลังหรือสงสัยว่าอาจจะเป็นโรคหลังแข็ง  ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อตรวจรักษาต่อไป

โรคหลังแข็ง         แข็งจริง           ใช่อิงแอบ
หลังไม่แนบ         กำแพงได้        ให้ฉงน
แสนจะปวด         หลังและข้อ       ไม่รอทน
ต้องรีบสน            ใจไขว่คว้า        รักษาเอย

ข้อมูลจาก ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นายแพทย์กิตติ  โตเต็มโชคชัยการ
ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี
 

ที่มา : หนังสือพิมพ์บ้านเมือง ฉบับวันที่ 26-27 ส.ค. 2552

ข้อมูลจากโรงพยาบาลพญาไท

http://www.phyathai.com/phyathai/new/th/specialcenter/popup_cms_spdoctor_detail.php?cid=18&mid=SurapongCMS&subject=%E2%C3%A4%CB%C5%D1%A7%E1%A2%E7%A7%20%C3%D1%A1%C9%D2%E4%B4%E9%A8%C3%D4%A7%CB%C3%D7%CD?

โรคข้อสันหลังอักเสบติดยึด…โรคเสี่ยงที่ผู้ชายควรระวัง

โรคข้อสันหลังอักเสบติดยึด…โรคเสี่ยงที่ผู้ชายควรระวัง

อย่าเพิ่งแปลกใจครับ ท่านไม่ได้อ่านผิดหรือสำนักพิมพ์ไม่ได้สะกดคำผิด  มีโรคที่เรียกง่าย ๆ ว่าโรคหลังแข็งจริงๆ โรคหลังแข็งหรือเรียกเต็มยศว่า โรคข้อสันหลังอักเสบติดยึด (Ankylosing Spondylitis)เป็นโรคข้ออักเสบเรื้อรังชนิดหนึ่งที่อยู่ในกลุ่มของโรคข้อและข้อสันหลังอักเสบ (spondyloarthropathy) เนื่องจากมีลักษณะอาการและอาการแสดงหลายอย่างคล้ายกับโรคในโรคกลุ่มนี้  โรคหลังแข็งไม่ใช่โรคแปลกหรือโรคที่พบได้ยาก  โรคหลังแข็งเป็นโรคที่พบได้บ่อยพอสมควร  ประมาณว่า คน 100 คน จะเป็นโรคหลังแข็ง 1 คน ซึ่งนับว่าไม่น้อยทีเดียว  โดยเฉพาะอย่างยิ่ง  คนที่เป็นโรคหลังแข็งมักจะเป็นคนอายุประมาณ 15-40 ปี เรียกได้ว่าเป็นโรคของคนหนุ่มสาวที่จะเป็นกำลังสำคัญของชาติ  เป็นอนาคตของประเทศ ความน่ากลัวของโรคหลังแข็งนอกจากจะทำให้เกิดอาการปวดข้อ ปวดหลัง  มีข้ออักเสบเรื้อรัง เป็นๆ หายๆ เป็นที่น่ารำคาญและทุกข์ทรมานแล้ว  ถ้าไม่ได้รับการรักษา และปฏิบัติตัวให้ถูกต้อง  ผู้ป่วยโรคนี้มักจะมีกระดูกสันหลังเชื่อมติดกัน  ทำให้ก้มตัว ก้มหลังไม่ได้ เพราะหลังแข็ง นอกจากนี้หลังยังงองุ้มเป็นลักษณะหลังค่อม กระดูกคอก็มีการเชื่อมยึดติดกัน ทำให้ก้มคอหรือแหงนงอไม่ได้  หันคอไปทางซ้ายทางขวาก็ลำบาก กลายเป็นความพิการทำให้ไม่สามารถประกอบกิจการงานต่าง ๆ หรือทำกิจวัตรประจำวันต่างๆ ได้เหมือนคนปกติทั่วไป ผู้ป่วยบางรายยังอายุไม่มาก   อยู่ในวัยทำงานแต่ต้องมาพิการ หลังงอ หลังค่อม เสียบุคลิกอย่างมาก การป่วยเป็นโรคนี้มีผลกระทบถึงรายได้ ภาวะทางสังคม และสภาพจิตใจของผู้ป่วยอีกด้วย

 กลุ่มเสี่ยงของโรคข้อสันหลังอักเสบติดยึด
โรคหลังแข็งมักจะเกิดขึ้นกับผู้ชายมากกว่าผู้หญิงด้วยอัตราส่วนประมาณ 2:1 ถึง 3:1 จากการศึกษาพบว่าผู้ป่วยโรคหลังแข็งเป็นผู้ชายถึงร้อยละ 65-80 โรคหลังแข็งที่เกิดขึ้นในผู้ชายมักจะมีความรุนแรงของโรคมากกว่าผู้หญิง   มักจะเกิดความผิดปกติของกระดูกสันหลังและกระดูกเชิงกรานมากกว่าผู้หญิง   ผู้หญิงที่เป็นโรคหลังแข็งมักจะมีการอักเสบของข้อเข่า  ข้อเท้า  หรือข้อนิ้วมือนิ้วเท้ามากกว่า  อย่างไรก็ตามผู้ที่ป่วยเป็นโรคหลังแข็งจะมีอาการปวดหลังร่วมด้วย   อาการปวดหลังนี้อาจจะมีตั้งแต่ปวดไม่มาก จนถึงปวดทรมานมากจนทำอะไรไม่ได้  บางรายปวดไม่มากก็ไม่ได้ไปรับการรักษาปล่อยไว้จนเกิดความพิการ หลังยึดติดแข็งไปหมด ขยับก้มไม่ได้แล้วค่อยไปหาหมอ  ถึงตอนนั้นก็อาจจะสายเกินไป ไม่สามารถรักษาให้กลับเป็นสภาพเดิมได้

อาการปวดหลังโดยมากจะเป็นแบบค่อยเป็นค่อยไปช้าๆ จะเป็นลักษณะอาการปวดแบบตื้อๆ มักจะปวดบริเวณก้นกบหรือเอวส่วนล่าง  อาการปวดจะเป็นมากในช่วงตื่นนอนตอนเช้า  โดยจะรู้สึกปวดตึงหลังขยับไม่ได้สะดวก  บางรายเป็นอยู่นานเป็นชั่วโมง  แต่พอมีการเคลื่อนไหวไปเรื่อย ๆ อาการปวดหลังจะดีขึ้น แต่พออยู่นิ่งๆ นั่งนานๆ จะกลับมาปวดอีก บางรายก็มีอาการปวดหลังมากจนทำอะไรไม่ได้ ปวดจนทนไม่ไหว อย่างไรก็ตามอาการปวดหลังเรื้อรังคล้ายๆ กับที่เล่ามา อาจจะไม่ได้เกิดจากโรคหลังแข็งเสมอไป จากการศึกษาพบว่าอาการปวดหลังที่เกิดจากการอักเสบเรื้อรัง  มีเพียงร้อยละ 5 เท่านั้นที่เกิดจากโรคหลังแข็ง อาการปวดหลังส่วนมากมักจะเกิดจากความเปลี่ยนแปลงหรือผิดปกติของโครงสร้าง เช่น ปวดหลังจากหมอนรองกระดูกเคลื่อนหรือจากกล้ามเนื้อหลังหดเกร็งตัว  ซึ่งอาจจะเกิดจากการก้มยกของหรือการนั่ง นอน ยืน เดิน ผิดท่าผิดทาง  เมื่อพูดถึงอาการปวดหลัง  มีคนจำนวนไม่น้อยยังคิดว่าอาการปวดหลังมักจะเกิดจากโรคไต จริงๆ แล้ว  โรคไตที่ทำให้เกิดอาการปวดหลังมีโรคกรวยไตอักเสบจากการติดเชื้อ  หรือโรคนิ่วในไต หรือท่อไต แต่โรคไตไม่ใช่สาเหตุสำคัญของอาการปวดหลังที่พบบ่อย

 อาการแทรกซ้อนอื่นๆ
นอกจากอาการปวดหลังแล้ว ผู้ป่วยโรคหลังแข็งจะมีอาการปวดข้อหรือข้ออักเสบร่วมด้วย ข้อที่ปวดมักจะปวดบริเวณข้อสะโพกหรือข้อไหล่ ส่วนข้อที่อักเสบ  ปวด บวม จะเป็นข้อเข่าหรือข้อเท้า  แต่จะไม่เป็นพร้อมกันทั้ง ๆ ข้าง   มักจะเป็นทีละข้าง เป็นๆ หายๆ  นอกจากเรื่องข้อแล้ว ผู้ป่วยโรคหลังแข็ง จะมีอาการปวดหรืออักเสบบริเวณจุดที่เส้นเอ็นไปเกาะกับกระดูก เช่น บริเวณเอ็นร้อยหวาย หรือเอ็นฝ่าเท้า   หรือมีเส้นเอ็นบริเวณอื่น ๆ ของร่างกายอักเสบได้บ่อย บางรายมีนิ้วมือหรือนิ้วเท้าบวมทั้งนิ้ว เป็นลักษณะคล้ายไส้กรอก (sausage finger) จากการที่โรคหลังแข็งเป็นโรคหนึ่งทีเกิดจากภูมิคุ้มกันผิดปกติ ทำให้มีอาการในระบบอื่นได้ที่สำคัญคือ อาการทางตา อาจมีตาแดง ปวดตา เคืองตา ตาสู้แสงไม่ได้ จากเยื่อบุตาอักเสบ มักเป็นข้างเดียวมากกว่า 2 ข้าง  โดยทั่วไปอาการทางตามักเกิดตามหลังอาการทางข้อ  และพบในผู้ป่วยที่โรคหลังแข็งรุนแรง และต้องได้รับการรักษาอย่างถูกต้อง ถ้ารักษาช้าไปอาจทำให้ตาบอดได้ บางรายอาจมีลิ้นหัวใจผิดปกติ หรือลิ้นหัวใจรั่ว นอกจากนี้อาจมีการนำคลื่นไฟฟ้าหัวใจผิดปกติได้

article_ankylosing_01

 สาเหตุของโรคข้อสันหลังอักเสบติดยึด
ในปัจจุบันยังไม่ทราบสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคหลังแข็ง แต่มีข้อมูลว่าโรคหลังแข็งจะเกิดในคนที่มีพันธุกรรมบางชนิดที่เรียกว่า HLA-B27 ทำให้มีแนวโน้มที่จะเป็นโรคนี้มากกว่าคนที่มีพันธุกรรมแบบอื่นแต่คนที่มีพันธุกรรมแบบ HLA-B27 นี้ซึ่งมีอยู่ประมาณร้อยละ 10  ของคนในโลกนี้  ก็ไม่ใช่ว่าจะเป็นโรคหลังแข็งทุกคน คงต้องมีปัจจัยอื่น ๆ จากภายนอกมากระตุ้นให้เกิดโรคขึ้น  ในขณะนี้พบว่าน่าจะมีความเกี่ยวข้องกับการติดเชื้อโรคบางชนิดที่ทำให้เกิดการอักเสบในลำไส้ ทำให้เกิดอาการท้องเดินทางเสียหรือการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะทำให้มีท่อปัสสาวะหรือกระเพาะปัสสาวะอักเสบ แต่ในขณะที่เกิดโรคหลังแข็งขึ้น การติดเชื้อเหล่านี้จะได้รับการรักษาหรือหายไปแล้ว  คาดว่าการติดเชื้อเหล่านี้อาจจะไปเปลี่ยนแปลงระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย  ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันดูเหมือนจะจำเนื้อเยื่อบริเวณข้อหรือเยื่อหุ้มกระดูกสันหลังไม่ได้  จึงมองเห็นเป็นสิ่งแปลกปลอม ระบบภูมิคุ้มกันจึงมีปฏิกิริยาต่อต้าน ทำให้เกิดการอักเสบที่บริเวณเยื่อหุ้มกระดูกสันหลังและข้อ ทำให้เกิดอาการปวด และมีการทำลายเยื่อหุ้มข้อและกระดูกจนกลายเป็นความพิการขึ้น  ปัจจัยทางเพศก็มีการศึกษาในผู้ป่วยโรคหลังแข็งหรือโรคข้อสันหลังอักเสบติดยึด เพราะดูเหมือนผู้ชายจะเป็นมากกว่าผู้หญิง แต่ยังไม่พบหลักฐานที่เกี่ยวกับปัจจัยทางพันธุกรรมทางเพศหรือฮอร์โมนเพศ

โดยสรุป  ปัจจุบันยังไม่ทราบสาเหตุที่แท้จริงของโรคหลังแข็ง  แต่ปัจจัยที่น่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องได้แก่ ปัจจัยทางพันธุกรรม โดยเฉพาะ HLA-B27  ปัจจัยจากสิ่งแวดล้อม  การติดเชื้อ  รวมทั้งความผิดปกติของการตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกัน

ข้อมูลจาก: ผศ.นพ.กิตติ  โตเต็มโชคชัยการ
ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี

ที่มา:  www.phyathai.com

โรคข้อและข้อกระดูกสันหลังอักเสบ โดย สมาคมรูมาติสซั่มแห่งประเทศไทย

โรคข้อและข้อกระดูกสันหลังอักเสบ (Spondyloarthropathies)

โรคข้อและกระดูกสันหลังอักเสบคืออะไร
โรคข้อและกระดูกสันหลังอักเสบหมายถึงกลุ่มโรคที่มีการอักเสบของข้อกระดูกสันหลังและข้อรยางค์ (แขนและขา) ร่วมกับการอักเสบของปลายเอ็นส่วนที่ยึดติดกับกระดูก ซึ่งก่อให้เกิดอาการปวดตึงหลัง ปวดข้อของแขนหรือขา และเจ็บที่เอ็น นอกจากนี้ยังอาจมีอาการแสดงในระบบอื่นๆ เช่น ผื่นผิวหนัง ตาแดง ตามัว หรือท้องเสีย เป็นต้น

โรคที่อยู่ในกลุ่มนี้แบ่งออกเป็น 5 โรคได้แก่
1. โรคข้อกระดูกสันหลังอักเสบชนิดติดยึด (ankylosing spondylitis)
2. โรคข้ออักเสบรีแอ๊คตีฟ (reactive arthritis)
3. โรคข้ออักเสบสะเก็ดเงิน (psoriatic arthritis)
4. โรคข้ออักเสบร่วมกับโรคลำไส้อักเสบ (enteropathic spondyloarthropathy)
5. โรคข้อและกระดูกสันหลังอักเสบที่ยังไม่ทราบชนิด (undifferentiated spondyloarthropathy)

สาเหตุโรคข้อและกระดูกสันหลังอักเสบคืออะไร
สาเหตุที่แท้จริงยังไม่ทราบ อย่างไรก็ตามพบว่าสมาชิกของครอบครัวที่มีผู้ป่วยเป็นโรคข้อและกระดูกสันหลังอักเสบจะมีโอกาสเป็นโรคนี้มากขึ้น โดยมีความสัมพันธ์กับยีนชนิดหนึ่งที่เรียกว่า HLA-B27 ดังนั้นจึงเชื่อว่าปัจจัยทางพันธุกรรมหรือยีนที่ผิดปกติน่าจะเป็นสาเหตุที่สำคัญของโรคนี้

นอกจากนี้การติดเชื้อโรคบางชนิดเช่น เชื้อคลามัยเดียที่ทำให้เกิดการอักเสบของท่อปัสสาวะ หรือเชื้อโรคที่ทำให้เกิดท้องร่วงเช่น เชื้อซาโมเนลลา ก็สามารถกระตุ้นให้โรคข้ออักเสบรีแอ๊คตีฟกำเริบขึ้นได้ ดังนั้นปัจจัยทางสิ่งแวดล้อมโดยเฉพาะการติดเชื้อจึงเป็นสาเหตุที่สำคัญอีกประการหนึ่งที่มากระตุ้นให้เกิดโรคนี้ขึ้น

ใครมีโอกาสเป็นโรคข้อและกระดูกสันหลังอักเสบบ้าง
โรคข้อและกระดูกสันหลังอักเสบพบบ่อยในช่วงวัยรุ่นถึงวัยกลางคน โดยพบในผู้ชายบ่อยกว่าผู้หญิง 2-3 เท่า สมาชิกในครอบครัวของผู้ป่วยเป็นโรคนี้จะมีโอกาสเป็นโรคมากขึ้นกว่าประชากรทั่วไป
โรคนี้พบบ่อยในประชากรของประเทศแถบขั้วโลกเหนือเช่น ชาวเอสกิโม และชาวอลาสกา รวมถึงชนพื้นเมืองของทวีปอเมริกาเหนือทางตะวันตก อุบัติการณ์ในประเทศไทยยังไม่ทราบแน่ชัดแต่คาดว่าน่าจะใกล้เคียงกับประเทศทางตะวันตก

แพทย์จะวินิจฉัยโรคข้อและกระดูกสันหลังอักเสบได้อย่างไร
การวินิจฉัยโรคจะอาศัยประวัติครอบครัว ร่วมกับอาการข้อและกระดูกสันหลังอักเสบของท่าน การถ่ายภาพเอกซเรย์ของกระดูกสันหลังและกระดูกเชิงกรานจะช่วยยืนยันการวินิจฉัยโรคได้ ส่วนการตรวจหายีน HLA-B27 ก็อาจช่วยในการประเมินปัจจัยเสี่ยงของโรคแต่ก็ไม่จำเป็นต้องตรวจในผู้ป่วยทุกคน

ลักษณะอาการเด่นและมีความจำเพาะต่อโรคนี้ คืออาการปวดหรือตึงหลัง ซึ่งมักจะปวดที่บริเวณกระดูกสันหลังส่วนล่างและกระเบนเหน็บ โดยจะเป็นมากในช่วงตื่นนอนตอนเช้า อาการจะค่อยๆ ดีขึ้นในช่วงสายๆ หรือบ่ายๆ ผู้ป่วยที่เป็นโรคมานานอาจมีหินปูนเชื่อมกระดูกสันหลังให้ติดกันและทำให้ไม่สามารถก้มหรือหงายหลังได้อย่างเต็มที่

ผู้ป่วยอีกส่วนหนึ่งจะมีอาการปวดข้อและข้ออักเสบร่วมด้วย โดยพบบ่อยที่ข้อเข่า ข้อเท้า และข้อสะโพก บางรายอาจมีข้ออักเสบที่ข้อมือ ข้อศอก หรือข้อนิ้วมือ นอกจากนี้ยังอาจพบการอักเสบของปลายเอ็นตรงตำแหน่งที่ยึดเกาะกับกระดูก เช่น เอ็นร้อยหวาย และเอ็นฝ่าเท้าหรือส้นเท้า เป็นต้น
ผู้ป่วยบางรายอาจมีผื่นเป็นสะเก็ดที่ผิวหนัง เล็บผิดปกติ ท้องเสียเรื้อรัง ม่านตาอักเสบ เยื่อบุตาอักเสบ หรือลิ้นหัวใจรั่วร่วมด้วย อาการแสดงนอกข้อเหล่านี้มีประโยชน์ช่วยทำให้ทราบว่าผู้ป่วยเป็นโรคใดในกลุ่มโรคข้อและกระดูกสันหลังอักเสบนี้

โรคข้อและกระดูกสันหลังอักเสบมีวิธีการรักษาอย่างไร
การรักษาโรคในกลุ่มนี้จะมีความคล้ายคลึงกับโรคอื่นๆ ที่มีข้ออักเสบ โดยมีหลักการเบื้องต้นคือการออกกำลังกาย การทำกายภาพบำบัด และการใช้ข้ออย่างถูกวิธี ซึ่งจะช่วยให้ท่านสามารถทำกิจวัตรประจำวันได้เหมือนคนปกติ ผู้ป่วยที่มีอาการปวดข้อหรือมีอาการติดยึดของกระดูกสันหลังอย่างมากก็จำเป็นจะต้องใช้ยารักษาร่วมด้วย ส่วนการผ่าตัดมีความจำเป็นในผู้ป่วยบางรายที่มีความพิการของข้อหรือกระดูกสันหลังอย่างมากแล้ว

ยาที่ใช้รักษาโรคนี้มี 2 กลุ่มคือ

1. กลุ่มยาที่ช่วยบรรเทาอาการ ได้แก่ ยาที่มีฤทธิ์บรรเทาอาการอักเสบและเจ็บปวดที่ข้อ ได้แก่ ยาแก้ปวดและยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สารเสตียรอยด์ (non-steroidal anti-inflammatory drugs, NSAIDs)

2. กลุ่มยาที่สามารถปรับเปลี่ยนการดำเนินโรคเพื่อทำให้โรคสงบ ในผู้ป่วยที่มีอาการเรื้อรังหรือรุนแรงแพทย์จะพิจารณาใช้ยาในกลุ่มนี้ซึ่งได้แก่ ยาเม็ทโธเทรกเซท (methotrexate) และยาซัลฟาซาลาซีน (sulfasalazine) ในระยะหลังได้มีการนำยาใหม่ๆ มาใช้รักษาโรคนี้ โดยเฉพาะกลุ่มยาชีวภาพซึ่งออกฤทธิ์ต้านการทำงานของสารทีเอ็นเอฟ (anti-TNF agents) อย่างไรก็ตามยาเหล่านี้มีราคาค่อนข้างสูงและยังทำให้เกิดผลข้างเคียงที่รุนแรงหลายอย่าง การใช้ยาดังกล่าวจึงควรอยู่ในดุลพินิจของแพทย์ผู้รักษาและจะต้องมีการติดตามการรักษาอย่างใกล้ชิด


ท่านจะดูแลตนเองอย่างไรเมื่อเป็นโรคข้อและกระดูกสันหลังอักเสบ

ถึงแม้ว่าผู้ป่วยโรคนี้จะมีความเจ็บปวดจากการอักเสบของข้อ แต่ผู้ป่วยส่วนใหญ่ก็สามารถดำรงชีวิตได้เช่นคนทั่วไป การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอเป็นสิ่งจำเป็น เพราะจะช่วยเพิ่มสมรรถภาพการทำงานของร่างกายและลดความพิการของข้อและกระดูกสันหลังลงได้

ข้อควรจำ

โรคข้อและกระดูกสันหลังอักเสบเป็นโรคชนิดหนึ่งที่มีการอักเสบของข้อกระดูกสันหลังและข้อรยางค์ของแขนและขา ร่วมกับการอักเสบของปลายเอ็นส่วนที่ยึดติดกับกระดูก โดยที่ผู้ป่วยส่วนหนึ่งจะมีผื่นผิวหนัง เล็บผิดปกติ ท้องเสียเรื้อรัง ม่านตาอักเสบ เยื่อบุตาอักเสบ หรือลิ้นหัวใจรั่วร่วมด้วย

โรคนี้พบบ่อยในช่วงวัยรุ่นถึงวัยกลางคน โดยพบในผู้ชายบ่อยกว่าผู้หญิง 2-3 เท่า สมาชิกในครอบครัวของมีโอกาสเป็นโรคนี้มากขึ้นกว่าประชากรทั่วไป

การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ การทำกายภาพบำบัด และการใช้ข้ออย่างถูกวิธี ร่วมกับการใช้ยารักษาโรคจะช่วยให้ท่านสามารถทำกิจวัตรประจำวันและมีคุณภาพชีวิตดีเหมือนคนปกติ

ข้อมูลจาก: สมาคมรูมาติสซั่มแห่งประเทศไทย

http://www.thairheumatology.org/people01.php?id=119

Information specific to: Humira 40mg/0.8ml solution for injection pre-filled syringes when used in Ankylosing spondylitis

Information specific to: Humira 40mg/0.8ml solution for injection pre-filled syringes when used in Ankylosing spondylitis.

Humira (Hew-meer-rah) is a medicine which is used in ankylosing spondylitis, cervical spondylitis and ankylosing spondylitis when prevention of NSAID-induced gastric and duodenal ulceration is needed. Humira contains adalimumab. It is supplied by Abbott Laboratories Limited.

The information in this Medicine Guide for Humira varies according to the condition being treated and the particular preparation used.

Your medicine

Humira is an immunosuppressive medicine. It helps to suppress overactivity of the immune system in rheumatoid arthritis, ankylosing spondylitis, psoriatic arthritis, plaque psoriasis and Crohn’s disease. It can help to reduce pain and swelling by limiting inflammation.

Due to its effects on the immune system, people who have Humira are prone to getting infections. This includes serious infections such as tuberculosis and sepsis. It is for this reason that people who have Humira are monitored for infections.

Humira stays in the body for several months so the effects of this medicine will persist for some time after you have your last dose.

Other information about Humira:

  • in certain circumstances, such as when you are going to have your medicine regularly over a long period of time, you may be shown how to inject the medicine yourself
  • people taking this medicine should be given an alert card. You should keep it with you at all times as it can alert anyone involved in your medical care that you are having Humira. If you have any concerns or questions about having Humira you should discuss them with your prescriber

Humira needs to be injected. Your prescriber will show you how to inject this medicine yourself.

There should also be instructions on how to inject this medicine in the Patient Information Leaflet that comes with this medicine or on the pharmacy label.

The pharmacy label on your medicine tells you how much medicine you should have. It also tells you how often you should have your medicine. This is the dose that you and your prescriber have agreed you should have. You should not change the dose of your medicine unless you are told to do so by your prescriber.

Do not share your medicine with other people. It may not be suitable for them and may harm them.

If you feel that the medicine is making you unwell or you do not think it is working, then talk to your prescriber.

Whether this medicine is suitable for you

Humira is not suitable for everyone and some people should never use it. Other people should only use it with special care. It is important that the person prescribing this medicine knows your full medical history.

Your prescriber may only prescribe this medicine with special care or may not prescribe it at all if you:

  • are about to have surgery
  • are aged over 65 years
  • are allergic or sensitive to or have had a bad reaction to latex in the past
  • are allergic or sensitive to or have had a reaction to any of the ingredients in the medicine
  • are taking or have recently taken immunosuppressants
  • have a weakened immune system or are prone to infections
  • have been a heavy smoker
  • have been in close contact with somebody with tuberculosis
  • have been or are going to be vaccinated with live vaccines. For more information about vaccines, ask your prescriber, nurse or pharmacist for more advice
  • have chronic obstructive pulmonary disease
  • have demyelinating disorders
  • have heart problems
  • have hepatitis Binfection or are at risk of having hepatitis Binfection
  • have kidney problems
  • have liver problems
  • have or have had cancer
  • have or have had infections
  • have or have had lung problems
  • have or have had tuberculosis
  • have recently traveled in areas of high risk of tuberculosis or endemic mycoses

Furthermore the prescriber may only prescribe this medicine with special care or may not prescribe it at all for someone under 13 years of age.

As part of the process of assessing suitability to take this medicine a prescriber may also arrange tests:

  • to determine whether or not the medicine is suitable and whether it must be prescribed with extra care
  • to check that this medicine is not having any undesired effects

Over time it is possible that Humira can become unsuitable for some people, or they may become unsuitable for it. If at any time it appears that Humira has become unsuitable, it is important that the prescriber is contacted immediately.

Alcohol

Alcohol can interact with certain medicines.

In the case of Humira:

  • there are no known interactions between alcohol and Humira

Diet

Medicines can interact with certain foods. In some cases, this may be harmful and your prescriber may advise you to avoid certain foods.

In the case of Humira:

  • there are no specific foods that you must exclude from your diet when having Humira

Driving and operating machinery

When taking any medicine you should be aware that it might interfere with your ability to drive or operate machinery safely.

In the case of Humira:

  • this medicine could affect your ability to drive or operate machinery

You should see how this medicine affects you before you judge whether you are safe to drive or operate machinery. If you are in any doubt about whether you should drive or operate machinery, talk to your prescriber.

Family planning and pregnancy

Most medicines, in some way, can affect the development of a baby in the womb. The effect on the baby differs between medicines and also depends on the stage of pregnancy that you have reached when you take the medicine.

In the case of Humira:

  • the use of this medicine during pregnancy is not recommended
  • you must not become pregnant while you are having this medicine, and for at least five months after you stop having this medicine. If you could become pregnant, you must use effective contraception or abstain from penetrative sex. You must contact your prescriber if you become pregnant, or think you have become pregnant, while having Humira

You should discuss your personal circumstances with your doctor if you are pregnant or want to become pregnant. This is so that together you can make a decision about what treatment you may need during your pregnancy.

You should discuss whether there are any other medicines which you could take during pregnancy which would treat your condition.

Breast-feeding

Certain medicines can pass into breast milk and may reach your baby through breast-feeding.

In the case of Humira:

  • women who are breast-feeding must not have this medicine
  • do not breast-feed for at least five months after you have the last dose of Humira

Before you have your baby you should discuss breast-feeding with your doctor or midwife. They will help you decide what is best for you and your baby based on the benefits and risks associated with this medicine. If you wish to breast-feed you should discuss with your prescriber whether there are any other medicines you could take which would also allow you to breast-feed. You should not stop this medicine without taking advice from your doctor.

Taking other medicines

If you are taking more than one medicine they may interact with each other. At times your prescriber may decide to use medicines that interact, in other cases this may not be appropriate.

The decision to use medicines that interact depends on your specific circumstances. Your prescriber may decide to use medicines that interact, if it is believed that the benefits of taking the medicines together outweigh the risks. In such cases, it may be necessary to alter your dose or monitor you more closely.

Tell your prescriber the names of all the medicines that you are taking so that they can consider all possible interactions. This includes all the medicines which have been prescribed by your GP, hospital doctor, dentist, nurse, health visitor, midwife or pharmacist. You must also tell your prescriber about medicines which you have bought over the counter without prescriptions.

The following medicines may interact with Humira:

  • 6-mercaptopurine
  • abatacept
  • anakinra
  • azathioprine
  • methotrexate

The following types of medicine may interact with Humira:

  • Tumour Necrosis Factor antagonists
  • vaccines

If you are taking Humira and one of the above medicines or types of medicines, make sure your prescriber knows about it.

Complementary preparations and vitamins

Medicines can interact with complementary preparations and vitamins. In general, there is not much information available about interactions between medicines and complementary preparations or vitamins.

If you are planning to take or are already taking any complementary preparations and vitamins you should ask your prescriber whether there are any known interactions with Humira.

Your prescriber can advise whether it is appropriate for you to take combinations that are known to interact. They can also discuss with you the possible effect that the complementary preparations and vitamins may have on your condition.

If you experience any unusual effects while taking this medicine in combination with complementary preparations and vitamins, you should tell your prescriber

Ingredients of your medicine

Medicines contain active ingredients. They may also contain other, additional ingredients that help ensure the stability, safety and effectiveness of the medicine. Some may be used to prolong the life of the medicine.

Humira contains:

  • adalimumab
  • citric acid monohydrate
  • disodium phosphate dihydrate
  • mannitol
  • polysorbate 80
  • sodium chloride
  • sodium dihydrogen phosphate dihydrate
  • sodium hydroxide
  • sodiumcitrate
  • water for injections

If you are not able to take any of the ingredients in your medicine, talk to your prescriber or pharmacist to see if they can suggest an alternative medicine. If you have reacted badly to Humira before, do not have Humira. Talk to your prescriber, pharmacist or nurse as soon as possible.

How to take your medicine

This medicine needs to be injected. Your prescriber may give you your injections or you may be shown how to inject the medicine yourself. If you are injecting this medicine yourself, follow the instructions from your prescriber and the information on the pharmacy label. There should also be further information in the Patient Information Leaflet that comes with this medicine.

If you have any concerns about this medicine or about the process of having it you should talk to someone who is involved in your medical care.

When to take your medicine

Some medicines work best if they are taken at a specific time of day. If someone is giving you this injection, the person with responsibility for giving you your medicine will make sure that you have your medicine at the prescribed times.

If you are injecting this medicine yourself, make sure that you find out from your prescriber the best time to have Humira.

Taking too much of your medicine

Taking extra doses of some medicines can be harmful. In some cases even one extra dose can cause you problems.

The person who is responsible for giving you your medicine will make sure that you are given the correct dose of your medicine. If you inject the medicine yourself, make sure that you do not take any extra doses as this could cause you problems. If you take extra doses of your medicine, you must get medical advice immediately. You may need a test to assess the effect of taking extra doses. This is because the effects of taking too much medicine are very complex so it is very important that you seek medical advice.

Contact your prescriber, pharmacist, specialist clinic or NHS Direct on 0845 46 47 for advice.

Make sure you take all of your medicinecontainers with you if you are advised to go to hospital.

Stopping your medicine

Suddenly stopping your medicine may cause your original condition to return. The person in charge of your care will make the decision about whether you should stop this medicine. If you experience any problems while having this medicine talk to someone who is involved in your care. If you are injecting this medicine yourself, and are not having any problems with the medicine, do not stop having it, even if you feel better, unless advised to do so by your prescriber.

If you are in any doubt, contact your prescriber, pharmacist, specialist clinic or NHS Direct on 0845 46 47.

Looking after your medicine

If you are injecting this medicine yourself, read the pharmacy label to find out how you should look after your medicine. It is a good idea to keep your medicine in the original container. This will help to keep your medicine in the best condition and also allow you to check the instructions.

Do not use the medicine if the packaging appears to have been tampered with or if the medicine shows any signs of damage. Specific information about how to look after Humira can be found in the Patient Information Leaflet that comes with this medicine. Make sure that the medicine is out of the sight and reach of children.

In the case of Humira:

  • store in a fridge at temperatures between 2-8°C
  • you must not freeze this medicine
  • store the pre-filled pens or pre-filled syringes in the outer carton

Do not use the medicine after the expiry date shown on the packaging. If you have any unused medicine, return it to your pharmacist who will dispose of it safely.

Side-effects

A medicine is only made available to the public if the clinical trials have shown that the benefits of taking the medicine outweigh the risks.

Once a medicine has been licensed, information on the medicine’s effects, both intended and unintended, is continuously recorded and updated.

Some side-effects may be serious while others may only be a mild inconvenience.

Everyone’s reaction to a medicine is different. It is difficult to predict which side-effects you will have from taking a particular medicine, or whether you will have any side-effects at all. The important thing is to tell your prescriber or pharmacist if you are having problems with your medicine.

Very common: More than 1 in 10 people who have Humira

  • abnormal laboratory test results
  • blood and bone marrow problems – seek immediate medical advice if you get a persistent fever, become pale or have any type of bleeding or bruising
  • headaches
  • high levels of lipids in the blood
  • infections – some of the infections caused by Humira may be fatal. Seek immediate medical advice if you get any symptoms of an infection such as persistent fever; general feeling of being unwell; increased sweating; cough; or breathing problems while having Humira
  • inflammation of the nose and throat
  • injection site problems such as redness, inflammation, bleeding, itching, swelling or pain
  • muscle, bone or jointpain
  • nausea
  • pharyngitis
  • pneumonia
  • sinusitis
  • skin rash or rashes
  • stomachpain
  • vomiting

Common: More than 1 in 100 people who have Humira

  • asthma
  • autoimmune problems
  • benign tumour
  • bleeding problems
  • blood in the urine
  • breathing difficulties – seek immediate medical advice if you have difficulty breathing because this may be a sign of infection
  • changes in blood clotting time
  • chest pain
  • collection of blood under the skin
  • depression
  • dermatitis
  • difficulty sleeping
  • eczema
  • eye or eyesight problems including irritation or inflammation of the eye
  • faster heart rate
  • feeling anxious
  • flushing
  • gastrointestinal bleeding
  • gastro-oesophageal reflux
  • healing problems
  • hypersensitivity reactions or allergic reactions including anaphylactic type reactions – if these happen to you, stop having Humira and seek medical advice immediately
  • hypoaesthesia
  • increased blood sugar levels
  • indigestion
  • itching
  • kidney problems
  • metabolic problems
  • migraine
  • mood changes
  • muscle spasm
  • nail problems
  • oedema
  • paraesthesiae
  • raised blood pressure
  • sciatica
  • seasonal allergies
  • Sjögren’s syndrome
  • skin cancers
  • unexplained or easy bruising of the skin or mucous membranes
  • urticaria
  • vertigo

Uncommon: More than 1 in 1000 people who have Humira

  • breast cancer
  • deafness
  • dehydration
  • double vision
  • erectile dysfunction
  • facialoedema
  • gallbladder problems
  • heart or circulation problems
  • irregular heart rate
  • liver problems
  • lung or thyroidtumours
  • lung problems
  • lymphoma – this may be fatal
  • neurological problems
  • night sweats
  • pancreatitis
  • reactivation of infections including tuberculosis which may be fatal – seek immediate medical advice if you get a persistent cough, fever or weight loss
  • rhabdomyolysis
  • scar formation
  • swallowing difficulties
  • tinnitus
  • tremors
  • urinating more often at night
  • viral meningitis

Rare: More than 1 in 10,000 people who have Humira

  • cardiac arrest
  • circulation problems
  • lupus or lupus-like problem
  • multiple sclerosis
  • thrombophlebitis

The frequency of these side-effects is unknown

  • angioedema
  • cancer
  • collection of fluid around the lungs
  • demyelinating problems or worsening of existing demyelinating problems
  • erythema multiforme
  • feeling dizzy
  • gastrointestinal problems
  • Guillain Barré syndrome
  • hair loss
  • psoriasis or psoriasis-like rash or worsening of psoriasis
  • pulmonary embolism
  • reactivation of hepatitis B – this could be fatal
  • sarcoidosis
  • Stevens-Johnson syndrome
  • stroke
  • tiredness
  • vasculitis of the skin
  • worsening of heart problems

If you feel unwell or if you have concerns about a side-effect, you will need to seek advice. If you feel very ill, get medical help straight away. Contact your prescriber, pharmacist, nurse or call NHS Direct on 0845 46 47.

This medicine is also available as:

This medicine is also used for:

Data From: http://www.nhs.uk/Conditions/Ankylosing-spondylitis/Pages/MedicineOverview.aspx?condition=Ankylosing spondylitis&medicine=Humira&preparation=Humira 40mg/0.8ml solution for injection pre-filled syringes

Information specific to: Infliximab 100mg powder for solution for infusion vials when used in Ankylosing spondylitis

Information specific to: Infliximab 100mg powder for solution for infusion vials when used in Ankylosing spondylitis.

Infliximab (In-flix-ee-mab) is a medicine which is used in ankylosing spondylitis, cervical spondylitis and ankylosing spondylitis when prevention of NSAID-induced gastric and duodenal ulceration is needed.

The information in this Medicine Guide for Infliximab varies according to the condition being treated and the particular preparation used.

Your medicine

Infliximab is an immunosuppressant which may be given in combination with other medicines. It helps to suppress overactivity of the immune system in inflammatory conditions. It helps to reduce pain and swelling by limiting inflammation.

Due to its effects on the immune system, people who have Infliximab are prone to getting infections. This includes serious infections such as tuberculosis and sepsis. It is for this reason that people who have Infliximab are monitored for infections.

Infliximab stays in the body for up to six months, so the effects of this medicine will persist for some time after you have your last dose.

Other information about Infliximab:

  • while you are having Infliximab you may have an increased chance of getting an infection. You should speak to your prescriber for further information about how you can best avoid getting an infection
  • your prescriber will give you an alert card and a package leaflet. It contains important information about Infliximab. If you have any concerns or questions about having Infliximab you should discuss them with your prescriber
  • when changing from one biologic to another, you will be monitored continuously by your prescriber for any signs of infection

Infliximab is usually given to you by a healthcare professional. The person responsible for giving you your medicine will make sure that you get the right dose.

If you feel that the medicine is making you unwell or you do not think it is working, then talk to your prescriber or someone involved in your medical care.

Whether this medicine is suitable for you

Infliximab is not suitable for everyone and some people should never use it. Other people should only use it with special care. It is important that the person prescribing this medicine knows your full medical history.

Your prescriber may only prescribe this medicine with special care or may not prescribe it at all if you:

  • are a carrier of hepatitis Binfection
  • are about to have surgery or have had an arthroplasty
  • are aged over 65 years
  • are allergic or sensitive to or have had a bad reaction to mouse proteins in the past
  • are allergic or sensitive to or have had a reaction to any of the ingredients in the medicine
  • are immunosuppressed
  • are or have been a heavy smoker
  • have been in close contact with somebody with tuberculosis
  • have come into contact with someone who has a fungalinfection
  • have demyelinating disorders
  • have had recurrent infections
  • have heart problems
  • have infections, abscesses or infected fistulas
  • have intestinal strictures due to Crohn’s disease
  • have kidney problems
  • have liver problems
  • have or have had cancer
  • have or have had tuberculosis
  • have primary sclerosing cholangitis
  • have psoriasis and have or have had PUVA treatment for a long time
  • have recently had a vaccination or are having a vaccination soon
  • have sepsis
  • have ulcerative colitis
  • were last given Infliximab for Crohn’s disease or rheumatoid arthritis more than sixteen weeks ago

Furthermore the prescriber may only prescribe this medicine with special care or may not prescribe it at all for someone under 18 years of age.

As part of the process of assessing suitability to take this medicine a prescriber may also arrange tests:

  • to determine whether or not the medicine is suitable and whether it must be prescribed with extra care
  • to check that this medicine is not having any undesired effects

Over time it is possible that Infliximab can become unsuitable for some people, or they may become unsuitable for it. If at any time it appears that Infliximab has become unsuitable, it is important that the prescriber is contacted immediately.

Alcohol

Alcohol can interact with certain medicines.

In the case of Infliximab:

  • there are no known interactions between alcohol and Infliximab

Diet

Medicines can interact with certain foods. In some cases, this may be harmful and your prescriber may advise you to avoid certain foods.

In the case of Infliximab:

  • there are no specific foods that you must exclude from your diet when having Infliximab

Driving and operating machinery

When taking any medicine you should be aware that it might interfere with your ability to drive or operate machinery safely.

In the case of Infliximab:

  • as this medicine is only normally used in hospitals, its impact on someone driving or operating machinery may not be relevant

You should see how this medicine affects you before you judge whether you are safe to drive or operate machinery. If you are in any doubt about whether you should drive or operate machinery, talk to your prescriber.

Family planning and pregnancy

Most medicines, in some way, can affect the development of a baby in the womb. The effect on the baby differs between medicines and also depends on the stage of pregnancy that you have reached when you take the medicine.

In the case of Infliximab:

  • you must not become pregnant while you are having it and for at least six months after you have the last dose of Infliximab. If you could become pregnant, you must use effective contraception or abstain from penetrative sex. You must contact your prescriber if you become pregnant, or you think you may be pregnant, while having Infliximab
  • the use of this medicine during pregnancy is not recommended. You should only have this medicine during pregnancy if your doctor thinks that you need it

You should discuss your personal circumstances with your doctor if you are pregnant or want to become pregnant. This is so that together you can make a decision about what treatment you may need during your pregnancy.

You should discuss whether there are any other medicines which you could take during pregnancy which would treat your condition.

Breast-feeding

Certain medicines can pass into breast milk and may reach your baby through breast-feeding.

In the case of Infliximab:

  • do not breast-feed for at least six months after you have the last dose of Infliximab
  • women who are having Infliximab should not breast-feed

Before you have your baby you should discuss breast-feeding with your doctor or midwife. They will help you decide what is best for you and your baby based on the benefits and risks associated with this medicine. If you wish to breast-feed you should discuss with your prescriber whether there are any other medicines you could take which would also allow you to breast-feed. You should not stop this medicine without taking advice from your doctor.

Taking other medicines

If you are taking more than one medicine they may interact with each other. At times your prescriber may decide to use medicines that interact, in other cases this may not be appropriate.

The decision to use medicines that interact depends on your specific circumstances. Your prescriber may decide to use medicines that interact, if it is believed that the benefits of taking the medicines together outweigh the risks. In such cases, it may be necessary to alter your dose or monitor you more closely.

Tell your prescriber the names of all the medicines that you are taking so that they can consider all possible interactions. This includes all the medicines which have been prescribed by your GP, hospital doctor, dentist, nurse, health visitor, midwife or pharmacist. You must also tell your prescriber about medicines which you have bought over the counter without prescriptions.

The following medicines may interact with Infliximab:

  • 6-mercaptopurine
  • abatacept
  • anakinra
  • azathioprine
  • methotrexate

The following types of medicine may interact with Infliximab:

  • immunomodulators
  • live vaccines
  • Tumour Necrosis Factor antagonists

If you are taking Infliximab and one of the above medicines or types of medicines, make sure your prescriber knows about it.

Complementary preparations and vitamins

Medicines can interact with complementary preparations and vitamins. In general, there is not much information available about interactions between medicines and complementary preparations or vitamins.

If you are planning to take or are already taking any complementary preparations and vitamins you should ask your prescriber whether there are any known interactions with Infliximab.

Your prescriber can advise whether it is appropriate for you to take combinations that are known to interact. They can also discuss with you the possible effect that the complementary preparations and vitamins may have on your condition.

If you experience any unusual effects while taking this medicine in combination with complementary preparations and vitamins, you should tell your prescriber.

Ingredients of your medicine

Medicines contain active ingredients. They may also contain other, additional ingredients that help ensure the stability, safety and effectiveness of the medicine. They may also be used to prolong the life of the medicine.

This medicine contains infliximab.

We are unable to list all of the ingredients for your medicine here. For a full list, you should refer to the patient information leaflet that comes with this medicine or ask your prescriber. You should check that you are able to take the ingredients of your medicine, especially if you have any allergies.

If you are not able to take any of the ingredients in your medicine, talk to your prescriber or pharmacist to see if they can suggest an alternative medicine. If you have reacted badly to Infliximab before, do not take Infliximab. Talk to your prescriber, pharmacist or nurse as soon as possible.

How to take your medicine

This medicine will be given to you as an injection. If you have any concerns about this medicine or how this will be given to you, talk to someone who is involved in your medical care.

When to take your medicine

The person with responsibility for giving you your medicine will make sure that you have your medicine at the prescribed times.

Taking too much of your medicine

Having extra doses of some medicines can be harmful. In some cases even one extra dose can cause you problems.

In the case of Infliximab, the person who is responsible for giving you your medicine will make sure that you are given the correct dose.

Stopping your medicine

The person in charge of your care will make the decision about when you should stop this medicine. If you experience any problems while having this medicine, talk to someone who is involved in your medical care.

Looking after your medicine

As Infliximab will be given to you as an injection, it will usually be stored by the medical team.

Side-effects

A medicine is only made available to the public if the clinical trials have shown that the benefits of taking the medicine outweigh the risks.

Once a medicine has been licensed, information on the medicine’s effects, both intended and unintended, is continuously recorded and updated.

Some side-effects may be serious while others may only be a mild inconvenience.

Everyone’s reaction to a medicine is different. It is difficult to predict which side-effects you will have from taking a particular medicine, or whether you will have any side-effects at all. The important thing is to tell your prescriber or pharmacist if you are having problems with your medicine.

Very common: More than 1 in 10 people who have Infliximab

  • production of antibodies to Infliximab

Common: More than 1 in 100 people who have Infliximab

  • abnormal laboratory test results
  • chest pain
  • diarrhoea
  • dry skin
  • feeling dizzy
  • fever
  • flushing
  • headaches
  • indigestion
  • infusion-related reactions such as difficulty in breathing, urticaria and headache
  • itching
  • nausea
  • respiratory tractinfection such as bronchitis or pneumonia
  • serum-sickness or serum-sickness like reaction
  • sinusitis
  • skin rash or rashes
  • stomachpain
  • sweating
  • tiredness
  • urticaria
  • vertigo

Uncommon: More than 1 in 1000 people who have Infliximab

  • abscess
  • allergic reactions
  • anaphylactic reactions such as laryngeal oedema, pharyngeal oedema, bronchospasm or seizures
  • apathy
  • autoimmune problems
  • bruising
  • cellulitis
  • chills
  • collection of blood under the skin
  • confusion
  • constipation
  • cyanosis
  • demyelinating problems such as multiple sclerosis and Guillain Barré syndrome or worsening of such existing disorders
  • depression
  • difficulty sleeping
  • eye or eyesight problems
  • fainting or brief loss of consciousness
  • feeling agitated
  • feeling nervous
  • gallbladder problems
  • gastro-oesophageal reflux
  • hair loss
  • healing problems
  • heart problems or worsening of heart problems – these may be fatal
  • hot flushes
  • inflammation or cracking of the lips
  • injection site problems
  • irregular heart rate
  • irritation or inflammation of the vagina
  • kidney problems
  • liver problems – some of these liver problems may be fatal. Seek immediate medical advice if you develop jaundice
  • lowered blood pressure
  • lung problems
  • lupus or lupus-like problem
  • lymphadenopathy
  • memory problems
  • musclepain or tenderness
  • nail problems
  • nose bleed
  • oedema
  • pain including back pain or jointpain
  • palpitations
  • petechiae
  • pulmonary oedema
  • raised blood pressure
  • sarcoid-like reaction
  • sepsis
  • skin problems such as skin colour changes, boils, eczema, seborrhea, rosacea, certain types of dermatitis or thickening of the outer layer of the skin
  • sleepiness
  • slower heart rate
  • swelling around the eyes
  • thrombophlebitis
  • tuberculosis – some of the tuberculosisinfections caused by Infliximab may be fatal. Seek immediate medical advice if you get a persistent cough, fever or weight loss
  • urinary tractinfection
  • vasospasm

Rare: More than 1 in 10,000 people who have Infliximab

  • circulation problems
  • faster heart rate
  • gastrointestinal problems such as gastrointestinal bleeding
  • granulomatous lesion
  • lymphoma – this may be fatal
  • meningitis

The frequency of these side-effects is unknown

  • anaphylacticshock
  • cancer
  • changes in vision – this may happen during or within two hours of infusion
  • delayed hypersensitivity reactions – seek immediate medical advice if you get any of the following: painful muscles and joints that occur with fever and rashes, itching, swelling of the face, swelling of the hands, or swelling of the lips, swallowing difficulties, urticaria, sore throat or headache
  • erythema multiforme
  • heart attack – this may happen during or within two hours of infusion
  • hiding symptoms of infection such as fever
  • hypoaesthesia
  • inflammation of the spinal cord
  • leukaemia
  • neuropathies
  • pancreatitis
  • paraesthesiae
  • psoriasis or psoriasis-like rash or worsening of psoriasis
  • reactivation of hepatitis B – this may be fatal. You must seek medical advice if your symptoms return or if they become worse
  • reduced resistance to infection
  • seizures
  • Stevens-Johnson syndrome
  • toxic epidermal necrolysis
  • unexplained or easy bruising of the skin or mucous membranes
  • vasculitis

The following side effects have also been reported in people who have Infliximab. The reported frequency of these side-effects varies so the frequency is not included here.

  • blood and bone marrow problems – seek immediate medical advice if you develop persistent fever, bleeding, bruising or paleness
  • hypersensitivity reactions
  • infections – some of the infections caused by Infliximab may be fatal. Seek immediate medical advice if you get any symptoms of an infection whilst you are having Infliximab

If you feel unwell or if you have concerns about a side-effect, you will need to seek advice. If you feel very ill, get medical help straight away. Contact your prescriber, pharmacist, nurse or call NHS Direct on 0845 46 47.

Printable guides available for this medicine:

This medicine is also used for:

 

Data From: http://www.nhs.uk/Conditions/Ankylosing-spondylitis/Pages/MedicineOverview.aspx?condition=Ankylosing spondylitis&medicine=Infliximab&preparation=Infliximab 100mg powder for solution for infusion vials