ดื่ม”กาแฟ” ทุกวัน อาจช่วยทำให้ความจำดีขึ้น

matichon140115_001หลายคนดื่มกาแฟแต่เช้า เพราะรู้สึกว่าดื่มแล้วช่วยทำให้เราไม่ง่วงนอน ช่วยทำให้เรากระปรี้กระเปร่า อันเป็นผลมาจากคาเฟอีน แต่ผลการวิจัยล่าสุด พบว่าคาเฟอีนมีประโยชน์มากกว่าการไปกระตุ้นสมองให้ตื่น เพราะมันยังอาจจะสามารถช่วยเพิ่มความจำที่ดีขึ้นให้กับเราได้ด้วย

ผลการวิจัยของนักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยจอห์นส์ ฮอปกินส์ ในเว็บไซต์เนเจอร์ นูโรไซน์ซ เกี่ยวกับการศึกษาเกี่ยวกับผลกระทบของคาเฟอีนต่อความทรงจำ โดยไม่รวมเอาปัจจัยอื่นๆ ที่ส่งผลต่อความทรงจำมารวมเข้าด้วย ผลการวิจัยแสดงให้เห็นว่าคาเฟอีนมีผลช่วยกระตุ้นความทรงจำหลังการดื่มคาเฟอีนเข้าไปแล้วอย่างน้อย 24 ชั่วโมง

นายไมเคิล ยัสซา ผู้ช่วยศาสตราจารย์ด้านประสาทชีววิทยาและพฤติกรรมจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา กล่าวว่า ผลการวิจัยพบว่าคาเฟอีนส่งผลต่อกระบวนการในการสร้างความทรงจำของมนุษย์ให้อยู่นานยิ่งขึ้น ไม่ขี้ลืม ซึ่งถือเป็นการค้นพบครั้งใหญ่ครั้งหนึ่ง

ยัสซากล่าวว่า การศึกษาครั้งนี้ เป็นการศึกษากลุ่มตัวอย่างกว่า 100 คน ที่ไม่ได้ดื่มเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนเป็นประจำ คือ ไม่ได้ดื่มกาแฟ ชา หรือน้ำอัดลมมาก และได้คัดเลือกคนที่ดื่มเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนไม่เกิน 500 มิลลิกรัมต่อสัปดาห์ ซึ่งไม่ใช่แค่การดื่มกาแฟเท่านั้น แต่ส่วนใหญ่เป็นผู้ที่ดื่มน้ำอัดลมสัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง

โดยให้ผู้เข้าร่วมทดสอบดูภาพหลายๆ ภาพบนหน้าจอคอมพิวเตอร์ ไม่ว่าจะเป็นภาพรองเท้า เก้าอี้ เป็ดยาง เป็นต้น แล้วถามว่า สิ่งของที่เห็นนั้นเป็นสิ่งของที่อยู่ในหรือนอกบ้าน ซึ่งยัสเซอร์กล่าวว่า จริงๆ แล้ว ผู้ทำการวิจัยไม่ได้สนใจคำตอบที่ได้เท่าไหร่ แต่สิ่งที่ต้องการจริงๆ คือต้องการให้ผู้เข้าร่วมทดสอบให้ความสนใจกับสิ่งของที่เห็น แล้วเก็บสิ่งเหล่านั้นเข้าไปในสมอง

5 นาทีหลังจากผู้ร่วมทดสอบมองรูปเหล่านี้แล้ว ครึ่งหนึ่งของผู้ร่วมทดสอบจะดื่มเครื่องดื่มคาเฟอีน 200 มิลลิกรัม และอีกครึ่งหนึ่งดื่มเครื่องดื่มที่ถูกหลอกว่ามีคาเฟอีนอยู่เข้าไป แล้วกลับมาเข้าทดสอบอีกครั้งในอีก 24 ชั่วโมงต่อมา ซึ่งจะเป็นช่วงเวลาที่ไม่มีคาเฟอีนเหลืออยู่ในร่างกายแล้ว แล้วให้ดูภาพสิ่งของต่างๆ แล้วถูกถามในคำถามเดิม แต่อาจจะเป็นภาพใหม่หรือภาพเก่าที่มีการเปลี่ยนแปลงไปเล็กน้อย เช่น มุมที่ต่างๆ จากวันก่อน เป็นต้น และพบว่าผู้ที่ดื่มเครื่องดื่มคาเฟอีนเข้าไปจะสามารถตอบได้ว่าสิ่งของที่เห็นนั้นต่างไปจากวันก่อนอย่างไร ในขณะที่ผู้ที่ไม่ได้ดื่มคาเฟอีนเข้าไปจะตอบไม่ค่อยถูก

นายยัสเซอร์กล่าวว่า หากบริโภคคาเฟอีนในปริมาณที่น้อยเกินไป ก็ไม่ส่งผลทำให้ความจำดีขึ้นด้วย ดังนั้น การบริโภคคาเฟอีนในระดับหนึ่งจะช่วยทำให้ความจำดีขึ้น ไม่หลงลืมง่าย และจำได้นานขึ้น แม่นยำขึ้น

ทั้งนี้ สัดส่วนของคาเฟอีนที่อยู่ในกาแฟนั้นจะแตกต่างกันออกไป โดยเฉลี่ย 1 แก้วจะมีคาเฟอีนอยู่ราว 160 มิลลิกรัม แต่แก้วกาแฟขนาด 16 ออนซ์ของสตาร์บัคส์ จะมีคาเฟอีนอยู่ 330 มิลลิกรัม ซึ่งปริมาณของคาเฟอีนที่จะช่วยกระตุ้นความทรงจำให้ดีขึ้นได้คืออย่างน้อย 200 มิลลิกรัม

ด้าน นายแพทย์เดวิด น็อปแมน ศาสตราจารย์ด้านประสาทวิทยาจากโรงพยาบาลเมโยโรเชสเตอร์ สหรัฐอเมริกา กล่าวว่า ผลวิจัยดังกล่าวได้รับความสนใจอย่างยิ่งจากฝ่ายวิจัยด้านเภสัชศาสตร์ ถือเป็นงานวิจัยที่มีคุณค่าและน่าสนใจ เพื่อนำไปพัฒนายาเกี่ยวกับยาที่ใช้ในมนุษย์ต่อไป แต่ไม่คิดว่าผลการวิจัยที่ได้จะสามารถนำไปช่วยเหลือผู้ที่สูญเสียความทรงจำจากโรคอัลไซเมอร์ได้

นายยัสเซอร์ซึ่งก็ได้ศึกษาเรื่องดังกล่าวทั้งในผู้สูงอายุและผู้ป่วยโรคอัลไซเมอร์เช่นกัน กล่าวว่า ยังต้องทำการวิจัยเพิ่มเติมอีกเพื่อหาคำตอบให้ได้ว่าเหตุใดคาเฟอีนจึงสามารถช่วยให้ความจำดีขึ้นได้

ที่มา:มติชน 15 มกราคม 2557

.

Related Article:

.

bbc140112_001

Caffeine pill ‘could boost memory’

12 January 2014

A US study has raised the possibility that we may one day rely on caffeine to boost memory as well as to wake up.

The research, published in Nature Neuroscience, tested the memories of 160 people over 24 hours.

It found those who took caffeine tablets, rather than dummy pills, fared better on the memory tests.

But experts warned people to remember caffeine could cause negative effects, such as jitteriness and anxiety.

The Johns Hopkins University study involved people who did not regularly eat or drink caffeinated products.

Saliva samples were taken, to check base levels of caffeine, then participants were asked to look at a series of images.

Five minutes later they were given either a 200-milligram caffeine tablet – equivalent to the caffeine in a large cup of coffee, according to the researchers – or a dummy pill.

Saliva samples were taken again one, three and 24 hours later.

The next day, both groups were also tested on their ability to recognise the previous day’s images.

Altered images

Twenty-four hours may not sound like a long time, but it is in terms of memory studies. Most “forgetting” happens in the first few hours after learning something.

People were purposely shown a mixture of some of the initial tranche of images, some new – and some that were subtly different.

Being able to distinguish between similar, but not identical items, is called pattern separation and indicates a deeper level of memory retention.

More members of the caffeine group were able to correctly identify “similar” images, rather than wrongly saying they were the same.

Our study suggests that 200mg of coffee is beneficial to those who do not regularly ingest caffeine”

Prof Michael YassaJohns Hopkins University

Prof Michael Yassa, who led the study, said: “If we used a standard recognition memory task without these tricky similar items, we would have found no effect of caffeine.

“However, using these items requires the brain to make a more difficult discrimination – what we call pattern separation, which seems to be the process that is enhanced by caffeine in our case.”

Only a few previous studies have been carried out into caffeine’s effect on long-term memory, and those that have been done generally found little effect.

This study was different because people took the caffeine after, rather than before, they had seen and attempted to memorise the images.

The team now want to look at what happens in the hippocampus, the “memory centre” of the brain, so they can understand caffeine’s effect.

Moderation

But Prof Yassa said their findings do not mean people should rush out and drink lots of coffee, eat lots of chocolate – or take lots of caffeine pills.

“Everything in moderation. Our study suggests that 200mg of coffee is beneficial to those who do not regularly ingest caffeine.

“But we also show an inverted U-shape dose response suggesting that higher doses may not be as beneficial.


If you take too much caffeine there could be negative consequences for the body”

Dr Ashok JansariUniversity of East London

“Keep in mind that if you’re a regular caffeine drinker this amount may change.”

He added: “There are of course health risks to be aware of.

“Caffeine can have side effects like jitteriness and anxiety in some people. The benefits have to be weighed against the risks.”

Dr Anders Sandberg from the Future of Humanity Institute at the University of Oxford, said: “The paper demonstrates that giving caffeine after seeing images does improve recognition of them 24 hours later, supporting the idea that it helps the brain consolidate the learning.

“However, there was no straight improvement in recognition memory thanks to caffeine. Rather, the effect was a small improvement in the ability to distinguish new images that looked like old, from the real old images.”

He added: “Caffeine may still be helpful for paying attention to what you are studying and hence help your encoding, but the best way of boosting consolidation is sleep – which might be a problem in this case, if you take the caffeine too close to bedtime.

Dr Ashok Jansari, from the University of East London’s school of psychology, said caffeine appeared to “sharpen” memory, rather than actually making it better.

He said: “I would definitely not advise that people start taking in as much caffeine as possible since in terms of memory anything above 200mg may not help much and if you take too much caffeine there could be negative consequences for the body.”

SOURCE : www.bbc.co.uk

Advertisements

นอนกลางวัันจำเป็น กับสมองของเด็กเล็ก

thairath131007_002นักวิจัยมหาวิทยาลัยแมสซาชูเสตต์ แอมเฮิร์สท์ ที่อเมริกาแนะว่า ควร จะให้เด็กเล็กวัย 3–5 ขวบ นอนหลับกลางวันหลังกินอาหาร นานสัก 1 ชม. จะช่วยใน การเรียนรู้ของเขา ทำให้มีความจำติดแน่นขึ้น สามารถจำบทเรียนในชั้นอนุบาลดีขึ้น

คณะนักวิจัยได้รายงานผลการศึกษาในวารสารของ “สมาคมวิทยาศาสตร์แห่งชาติ” ว่า เราจะเห็นผลของการให้นอนได้ ตั้งแต่เด็กตื่นนอนขึ้นไปจนกระทั่งวันใหม่ รายงานอ้างว่า การนอนเป็นสิ่งที่ไม่อาจจะขาดได้ของการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพและจิตใจ ซึ่งเกิด ขึ้นมาจากการที่สมองเป็นผู้รวบรวม เรียบเรียง และเป็นการสร้างข้อมูลขึ้นมาใหม่ โดยความจำระยะสั้น จะถูกตกผลึก กลายเป็นส่วนของความจำระยะยาวหรือความจำถาวร ซึ่งการ นอนหลับจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการเปลี่ยนความจำระยะสั้นให้เป็นความจำระยะยาว

เด็กที่ได้นอน จะทำงานที่เกี่ยวกับภาพและพื้นที่ ตั้งแต่เวลานั้นไป จนถึงวันรุ่งขึ้นได้เก่งขึ้น เมื่อเทียบกับเพื่อนคนที่ไม่ได้นอนอย่างเห็นได้ชัด คุณหนูเหล่านั้นจะจำความรู้ใหม่ในวันต่อมาได้เพิ่มมากขึ้นอีกร้อยละ 10 ถ้าได้นอนกลางวัน

ดร.โรเบิร์ต สกอตต์ จัปป์ แห่งราชวิทยาลัยแพทย์กุมารเวชศาสตร์ และอนามัยเด็กของอังกฤษให้ความเห็นว่า “ในแต่ละวันเด็กเล็กๆ เหมือนกับจมอยู่ในบ่อแห่งความรู้

ยิ่งโตขึ้นก็อยากรู้อยากเห็นโลกรอบๆตัวเอง และเป็นตัวของตัวเองมากขึ้น แต่พวกเขาจะตื่นตัวเต็มที่ได้ก็ต่อเมื่อได้นอนระหว่างวันนานประมาณวันละ 11-13 ชม. เพื่อที่สมองจะได้พักและพร้อมที่จะเติมความรู้เข้าไปใหม่สำหรับวันหน้า บัดนี้เรารู้แล้วว่า การนอนตอนกลางวันก็สำคัญไม่แพ้ตอนกลางคืน หากว่าพวกเขาไม่ได้นอนก็จะหัวเสีย ขี้ลืมและไม่มีสมาธิ”.

ที่มา: ไทยรัฐ 7 ตุลาคม 2556

.

Related Article:

.

bbc130924_001

‘Afternoon naps’ aid children’s learning

24 September 2013

Getting young children to take an hour-long nap after lunch could help them with their learning by boosting brain power, a small study suggests.

A nap appeared to help three-to-five-year-olds better remember pre-school lessons, US researchers said.

University of Massachusetts Amherst researchers studied 40 youngsters and report their findings in Proceedings of the National Academy of Sciences.

The benefit persisted in the afternoon after a nap and into the next day.

The study authors say their results suggest naps are critical for memory consolidation and early learning.


This is important, because pre-school nurseries are divided on whether they should allow their children a nap”

Paediatrician Dr Robert Scott-Jupp

When the children were allowed a siesta after lunch they performed significantly better on a visual-spatial tasks in the afternoon and the next day than when they were denied a midday snooze.

Following a nap, children recalled 10% more of the information they were being tested on than they did when they had been kept awake.

Close monitoring of 14 additional youngsters who came to the researchers’ sleep lab revealed the processes at work in the brain during asleep.

As the children napped, they experienced increased activity in brain regions linked with learning and integrating new information.

Memory aid

Lead investigator Rebecca Spencer said: “Essentially we are the first to report evidence that naps are important for preschool children.

“Our study shows that naps help the kids better remember what they are learning in preschool.”

She said while older children would naturally drop their daytime sleep, younger children should be encouraged to nap.

Dr Robert Scott-Jupp, of the Royal College of Paediatrics and Child Health, said: “It’s been known for years that having a short sleep can improve the mental performance of adults, for example doctors working night shifts. Up until now, no-one has looked at the same thing in toddlers. This is important, because pre-school nurseries are divided on whether they should allow their children a nap.

“Toddlers soak up a huge amount of information everyday as they become increasingly inquisitive about the world around them and begin to gain independence.

“To be at their most alert toddlers need about 11-13 hours of sleep a day, giving their active minds a chance to wind down and re-charge, ready for the day ahead. We now know that a daytime sleep could be as important as a nighttime one. Without it, they would be tired, grumpy, forgetful and would struggle to concentrate.”

SOURCE : www.bbc.co.uk

ฮือฮา ผลวิจัยอ้าง”แปรงฟันบ่อย เป็นผลดีต่อสมอง” ป้องกัน”ความจำเสื่อม”!

Credit : virginiagarberding.authorweblog.com

Credit : virginiagarberding.authorweblog.com

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันที่ 31 กรกฎาคมว่า ผลสำรวจของมหาวิทยาลัยเซ็นทรัล แลงเคสเชียร์ อ้างว่า การแปรงฟันบ่อยจะเป็นผลดีต่อสมอง เพราะสามารถป้องกันภาวะความจำเสื่อมได้

รายงานระบุว่า การแปรงฟันให้ขาวทุกวันไม่เพียงแต่จะมีโอกาสที่จะช่วยป้องกันการเป็นมะเร็งช่องปาก, โรคหัวใจ และการเป็นเบาหวานเท่านั้น แต่ยังจะช่วยป้องกันให้คนเราไม่กลายเป็นคนความจำเสื่อม สาเหตุเพราะการแปรงฟันจะป้องกันเชื้อโรคที่ทำให้เกิดโรคปาก ไม่ให้เข้าถึงสมอง และทำลายระบบศูนย์กลางของสมอง ทำให้เกิดภาวะเซลล์สมองเสื่อม และสูญเสียความทรงจำได้ โดยผู้เชี่ยวชาญระบุว่า เชื้่อโรคในช่องปากสามารถสร้างปฏิกิริยาห่วงโซ่ในคนเราที่นำไปสู่ภาวะความจำเสื่อม ซึ่งไม่ได้หมายความว่า เชื้อโรคทำให้เกิดการเป็นอัลไซเมอร์ แต่เชื้อโรคน่าจะทำให้โรคที่เป็นอยู่แย่หนักขึ้น

นักวิทยาศาสตร์ระบุว่า ในทุกๆ วัน เชื้อโรคจะเข้าไปสู่กระแสเลือดผ่านกิจกรรมต่างๆ ของคนเรา เช่น การกิน และการเคี้ยว ขณะที่ผลวิจัยนี้มุ่งเพื่อค้นหาว่าเชื้อโรคสามารถกลายเป็น “ตัวแปร” ในการทำให้คนเราอาจกลายเป็นโรคความจำเสื่อม ผ่านการทดสอบทางเลือด เพื่อประเมินภาวะเสี่ยงที่คนเราจะพัฒนาไปสู่ภาวะอัลไซเมอร์ โดยผลสำรวจพบว่าจากการศึกษาผู้สูงวัยจำนวน 5,500 ราย ที่แปรงฟันน้อยกว่า 1 ครั้งต่อวัน มีโอกาสที่จะกลายเป็นอัลไซเมอร์มากกว่าคนที่แปรงฟัน 3 ครั้งต่อวัน ถึง 65 เปอร์เซนต์

ที่มา : มติชน 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

.

Related Article:

.

Credit : metro.co.uk Brushing your teeth regularly could stop you developing dementia (Picture: Alamy)

Credit : metro.co.uk
Brushing your teeth regularly could stop you developing dementia (Picture: Alamy)

Brushing teeth regularly ‘could help prevent dementia’

By Hayden Smith

Tuesday 30 Jul 2013

Mum really does knows best – when you were nagged to brush your teeth as a child, she was looking after your health and memory, it seems.

Cleaning your pearly whites every day and night not only may prevent cancer, heart disease and diabetes… it may also stop you from developing dementia.

That’s because bugs that cause gum disease can reach the brain and destroy neurons, leading to nerve cell damage confusion and possible memory loss, a new study shows.

Scientists discovered that brain tissue from people with dementia was infected with a bacterium – porphyromonas gingivalis – usually associated with poor oral hygiene.

Prof StJohn Crean, dean of dentistry at the University of Central Lancashire, said: ‘The bacteria could be a trigger that sets off a chain reaction in people pre-disposed to dementia. We are not saying this bacteria causes Alzheimer’s, but it is likely it could make the existing disease condition worse.’

Scientists say the bacteria enters the bloodstream through everyday activities such as eating and chewing – but especially after invasive dental treatment.

They aim to discover if the bacteria can be used as a marker – via a simple blood test – to determine a patient’s risk of developing Alzheimer’s disease.

The discovery adds to a growing body of evidence that suggests a link between gum disease and dementia.

A recent study of 5,500 elderly people found those who brushed their teeth less than once a day were 65 per cent more likely to develop dementia than those who brushed three times a day.

SOURCE : metro.co.uk

อ่าน-เขียนหนังสือ เป็นสลักยึดความจำ

thairath130712_001วารสารของแพทยสมาคมประสาทวิทยาอเมริกัน รายงานว่า งานวิจัยใหม่พบว่า การอ่านและเขียนหนังสือ รวมทั้งกิจกรรมที่เป็นการกระตุ้นสมองของคนทุกวัย จะช่วยตราตรึงความจำเอาไว้ได้

นักวิจัยของศูนย์แพทย์มหาวิทยาลัยรัชเปิดเผยว่า “เราได้พบจากการศึกษาว่า การใช้สมองมาตลอดอายุ ตั้งแต่วัยเด็กมาจนแก่ เป็นของสำคัญสำหรับสมองในวัยทอง

คณะนักวิจัยได้ติดตามศึกษาชายหญิงเกือบ 300 คน คอยทดสอบความจำและความคิดเป็นประจำปี ติดต่อกัน 6 ปี ก่อนที่พวกเขาจะถึงแก่กรรมเมื่ออายุเฉลี่ย 89 ปี พวกเขาได้บอกเป็นเสียงเดียวกันว่า ได้อ่านและเขียนหนังสือ และทำสิ่งที่เป็นการกระตุ้นสมอง อยู่ตลอดตั้งแต่เด็ก วัยรุ่น วัยกลางคน มาจนถึงอายุปัจจุบัน”

นักวิจัยยังได้ผ่าสมองตรวจดูหาร่องรอยของโรคสมองเสื่อม อย่างเช่น รอยโรค คราบจับ และอื่นๆ

พวกเขาได้สรุปความเห็นว่า ผู้ที่ได้ทำสิ่งที่กระตุ้นสมองมาตั้งแต่ต้นและปลายชีวิต ความจำจะเสื่อมช้า เมื่อเทียบกับผู้ที่ไม่ได้ปฏิบัติ “จากข้อมูลเหล่านี้ เราสามารถกล่าวได้ว่า การอ่านและเขียนหนังสือประจำ เป็นสิ่งสำคัญทั้งของลูกหลาน ของตัวเราเอง ตลอดจนพ่อแม่หรือปู่ย่าตายายของเราด้วย”.

ที่มา : เดลินิวส์ 12 กรกฎาคม 2556

.

Related Article :

.

Reading now may protect your memory later in life, a new study suggests. (Photo: Leigh Taylor, The Cincinnati Enquirer, via AP)

Reading now may protect your memory later in life, a new study suggests.
(Photo: Leigh Taylor, The Cincinnati Enquirer, via AP)

Brain stimulation at any age may slow memory decline

Cathy Payne, USA TODAY 4:57 p.m. EDT July 3, 2013
It’s never too early to start protecting your brain power, a new study suggests.

Reading, writing and participating in other brain-stimulating activities at any age may protect your memory later in life, according to the research. The study, which tracked 294 individuals, is published online in the July 3 issue of Neurology.

“Our study suggests that exercising your brain by taking part in activities such as these across a person’s lifetime, from childhood through old age, is important for brain health in old age,” said the study’s lead author, Robert Wilson.

After adjusting for signs of brain disease, higher levels of cognitive activity across the life span were associated with slower cognitive decline, the study found. Mental activity explained about 14% of the differences between people in how much their memory and thinking skills declined.

The finding supports the hypothesis of cognitive reserve, which describes the brain’s ability to cope with disease or damage. According to the hypothesis, mental activity helps delay the cognitive consequences of disease.

Neuroimaging research suggests that cognitive activity can lead to changes in brain structure and function that may enhance cognitive reserve.

“An intellectually stimulating lifestyle helps to contribute to cognitive reserve and allows you to tolerate these age-related brain pathologies better than someone who has had a less cognitively active lifestyle,” says Wilson, a neuropsychologist at Rush University Medical Center in Chicago.

He recommends that people have cognitively stimulating hobbies that they enjoy, such as photography and quilting.

Intellectually stimulating activities involve processing and using information. Examples are reading a book and then predicting what will happen next, as well as watching a movie and then comparing it with other films, says Judy Willis, a neurologist based in Santa Barbara, Calif.

Willis says doing a variety of cognitive activities appears to be more protective of the cognitive reserve than focusing on one thing, even something like playing chess. “More research is needed to look at how much time should be devoted to an activity or learning a skill and how often it should be revisited,” she adds.

Willis, who was not involved in the study, agrees that the activities should be motivated by pleasure. “Forcing yourself to do something takes a lot of mental effort,” she adds. “If you try something and don’t like it, try something else.”
SOURCE : www.usatoday.com

โยคะ 20 นาที ผลักสมองไวขึ้น

thairath130611_001ทีมนักศึกษามหาวิทยาลัยอิลลินอยส์ของสหรัฐฯ ค้นคว้าพบว่า การฝึกทำโยคะวันละ 20 นาที จะทำให้สมองไวขึ้น

พวกเขาได้พบว่า การทำโยคะนานครั้งละ 20 นาที จะทำให้ผู้เข้าร่วมสามารถทำการทดสอบความจำและการควบคุมตนเองของการทำงานของสมองที่เกี่ยวกับความสามารถในการใช้สมาธิและการรับ และเก็บรักษาข้อมูลใหม่ๆได้ดีขึ้น ผู้เข้าร่วมบางคนยังสามารถทำงานได้ผลดีกว่าการออกกำลังแบบแอโรบิกในเวลาเท่าๆกันด้วย

หัวหน้านักวิจัยกล่าวว่า “โยคะเป็นศาสตร์และวิถีชีวิตของคนอินเดียโบราณ ไม่แต่เพียงใช้การเคลื่อนไหวของร่างกายและท่าทาง หากยังใช้การควบคุมการหายใจแลการใช้สมาธิอีกด้วย”.

ที่มา : ไทยรัฐ 11 มิถุนายน 2556

.

Related Article :

.

University of Illinois graduate student Neha Gothe and her colleagues found that 20 minutes of yoga significantly improved participants’ reaction time and accuracy in tests of cognitive function. Gothe is now a professor of kinesiology at Wayne State University in Detroit. (Credit: Image courtesy of University of Illinois at Urbana-Champaign)

University of Illinois graduate student Neha Gothe and her colleagues found that 20 minutes of yoga significantly improved participants’ reaction time and accuracy in tests of cognitive function. Gothe is now a professor of kinesiology at Wayne State University in Detroit. (Credit: Image courtesy of University of Illinois at Urbana-Champaign)

A 20-Minute Bout of Yoga Stimulates Brain Function Immediately After

June 5, 2013 — Researchers report that a single, 20-minute session of Hatha yoga significantly improved participants’ speed and accuracy on tests of working memory and inhibitory control, two measures of brain function associated with the ability to maintain focus and take in, retain and use new information. Participants performed significantly better immediately after the yoga practice than after moderate to vigorous aerobic exercise for the same amount of time.

The 30 study subjects were young, female, undergraduate students. The new findings appear in the Journal of Physical Activity and Health.

“Yoga is an ancient Indian science and way of life that includes not only physical movements and postures but also regulated breathing and meditation,” said Neha Gothe, who led the study while a graduate student at the University of Illinois at Urbana-Champaign. Gothe now is a professor of kinesiology, health and sport studies at Wayne State University in Detroit. “The practice involves an active attentional or mindfulness component but its potential benefits have not been thoroughly explored.”

“Yoga is becoming an increasingly popular form of exercise in the U.S. and it is imperative to systematically examine its health benefits, especially the mental health benefits that this unique mind-body form of activity may offer,” said Illinois kinesiology and community health professor Edward McAuley, who directs the Exercise Psychology Laboratory where the study was conducted.

The yoga intervention involved a 20-minute progression of seated, standing and supine yoga postures that included isometric contraction and relaxation of different muscle groups and regulated breathing. The session concluded with a meditative posture and deep breathing.

Participants also completed an aerobic exercise session where they walked or jogged on a treadmill for 20 minutes. Each subject worked out at a suitable speed and incline of the treadmill, with the goal of maintaining 60 to 70 percent of her maximum heart rate throughout the exercise session.

“This range was chosen to replicate previous findings that have shown improved cognitive performance in response to this intensity,” the researchers reported.

Gothe and her colleagues were surprised to see that participants showed more improvement in their reaction times and accuracy on cognitive tasks after yoga practice than after the aerobic exercise session, which showed no significant improvements on the working memory and inhibitory control scores.

“It appears that following yoga practice, the participants were better able to focus their mental resources, process information quickly, more accurately and also learn, hold and update pieces of information more effectively than after performing an aerobic exercise bout,” Gothe said. “The breathing and meditative exercises aim at calming the mind and body and keeping distracting thoughts away while you focus on your body, posture or breath. Maybe these processes translate beyond yoga practice when you try to perform mental tasks or day-to-day activities.”

Many factors could explain the results, Gothe said. “Enhanced self-awareness that comes with meditational exercises is just one of the possible mechanisms. Besides, meditation and breathing exercises are known to reduce anxiety and stress, which in turn can improve scores on some cognitive tests,” she said.

“We only examined the effects of a 20-minute bout of yoga and aerobic exercise in this study among female undergraduates,” McAuley said. “However, this study is extremely timely and the results will enable yoga researchers to power and design their interventions in the future. We see similar promising findings among older adults as well. Yoga research is in its nascent stages and with its increasing popularity across the globe, researchers need to adopt rigorous systematic approaches to examine not only its cognitive but also physical health benefits across the lifespan.”

The research team included U. of I. kinesiology and community health professor Charles Hillman and Michigan State University kinesiology professor Matthew Pontifex (a U. of I. alumnus).

Story Source:

The above story is reprinted from materials provided byUniversity of Illinois at Urbana-Champaign.

ournal Reference:

  1. Gothe N, Pontefex MB, Hillman C, McAuley E. The Acute Effects of Yoga on Executive FunctionJournal of Physical Activity & Health, 2013

SOURCE : www.sciencedaily.com

ใช้กำปั้นปลุกปั้นความจำแม่นยำ

Credit: redorbit.com

Credit: redorbit.com

นักจิตวิทยาสหรัฐฯพบเคล็ดว่า หากชูกำปั้นขวา กัดฟัน จะช่วยจำความได้แม่นยำ และหากต้องการจะนึกให้ออก ก็ให้ทำซ้ำแบบเดียวกัน แต่เปลี่ยนเป็นชูกำปั้นซ้าย

หัวหน้านักวิทยาศาสตร์ ของมหาวิทยาลัยรัฐมอนต์แคลร์ เปิดเผยว่า ในการทดลองกับผู้ใหญ่เต็มตัว 50 คน ต่างสามารถจำรายการยาวๆ ได้แม่น เมื่อทำแบบนี้ คิดว่า เป็นเพราะการชูกำปั้นได้ไปกระตุ้นสมองส่วนการจดจำขึ้น

หัวหน้านักวิทยาศาสตร์ ดร.รูธ ปรอปเปอร์ กล่าวแจ้งว่า ได้ทราบจากการวิจัยว่า การเคลื่อนไหวของร่างกายง่ายๆ ก็สามารถจะกระตุ้นความจำขึ้นได้ชั่วคราว “จงชูหมัดขวา เมื่อได้เรียนรู้เรื่องใดขึ้นทันควัน และให้ชูหมัดซ้าย เมื่อจะนึกถึงเรื่องอันใดขึ้น”

เคยมีการวิจัยพบว่า การชูกำปั้นขวาเป็นการกระตุ้นสมองซีกซ้าย  ขณะเดียวกัน เมื่อชูกำปั้นซ้ายก็จะไปกระตุ้นสมองซีกขวา การทำเช่นนี้ยังเกี่ยวโยงกับอารมณ์ด้วย เช่น การชูหมัดขวา จะเกี่ยว ข้องกับอารมณ์ความสุข หรือความโกรธ ส่วนหมัดซ้ายจะเกี่ยวพันกับความเสียใจหรือกระวนกระวาย.

 

ที่มา: ไทยรัฐ 30 เมษายน 2556

.

Related Article :

.

 

Clenching the fist temporarily changes brain function

Clenching the fist temporarily changes brain function

Clenching fists ‘can improve memory’

By Helen Briggs
BBC News

Memory can be improved simply by clenching the fists, a study suggests.

Clenching the right hand for 90 seconds helps in memory formation, while the same movement in the left improves memory recall, say US psychologists.

In an experiment, 50 adults performed better at remembering words from a long list when they carried out these movements.

The researchers think clenching a fist activates specific brain regions that are associated with memory processing.


The experiment

  • 50 right-handed students were given a list of words to learn
  • They were divided into five groups
  • One group clenched their right fist for about 90 seconds before memorising the list and then did the same before recollecting the words
  • A second group carried out the same test, but with the left hand
  • Two other groups clenched one hand prior to learning the words (either the left or right hand) and the opposite hand prior to recollecting
  • A control group did not clench their fists at all
  • The group that clenched their right fist when memorising the list and then clenched the left when recollecting the words performed better than all the other hand clenching groups
  • This group also did better than the group that did not clench their fists at all, though this difference was not statistically ‘significant’.

Lead scientist Ruth Propper, of Montclair State University, Montclair, New Jersey, said the research suggests simple body movements can improve memory by temporarily changing the way the brain functions.

“Clenching your right hand immediately prior to learning information and clenching your left hand immediately before recalling it would be helpful to improve memory,” Dr Propper told BBC News.

Past research has shown that right hand clenching activates the left hemisphere of the brain, while left hand clenching activates the right hemisphere.

This has been associated with emotions – for example right hand clenching with happiness or anger, and left hand clenching with sadness or anxiety.

Memory processing is thought to use both sides of the brain – the left for encoding memories and the right for retrieving them.

Future research will examine whether hand clenching can also improve other mental processes, for example verbal or spatial abilities, and memory of pictures and places, as well as words.

However, more work needs to be done in more subjects to be certain of the results.

Prof Neil Burgess, of University College London Institute of Cognitive Neuroscience, said a larger study was needed to be certain of a specific effect on memory.

This should include brain scans to look at blood flow to the left or right hemispheres of the brain.

Commenting on the study, published in the journal PLOS ONE, he said: “Ideally replication would use a more powerful design (i.e. more people or a within-subjects design) and include fMRI (functional magnetic resonance imaging to measures brain activity) verification of the effect on blood flow.”

SOURCE : www.bbc.co.uk

กอด…ลดความดันแต่เพิ่มความจำ

Friends forever: Hugging is beneficial as long as you trust the person you embrace

Friends forever: Hugging is beneficial as long as you trust the person you embrace

การกอดคนที่คุณรักไม่เพียงเป็นวิธีการสร้างความผูกพันที่ดี แต่ผลวิจัยใหม่ยังชี้ว่ามันมีประโยชน์ต่อร่างกาย โดยช่วยลดความดันเลือดและเพิ่มพูนความจำได้อีกด้วย

นักวิทยาศาสตร์ค้นพบว่า ฮอร์โมนออกซิโตซินจะหลั่งเข้าสู่กระแสเลือดเมื่อคุณกอดเพื่อนเอาไว้แน่นๆ ซึ่งฮอร์โมนตัวนี้ช่วยลดความดันโลหิต ลดความเครียดและความกังวล รวมถึงช่วยพัฒนาความสามารถในการจำ

อย่างไรก็ตาม ตามผลการวิจัยของมหาวิทยาลัยเวียนนา คุณก็ควรเลือกคนที่คุณจะกอดสักนิด เพราะการกอดคนที่คุณไม่ได้รู้จักดีตามมารยาทอาจก่อให้เกิดผลตรงกันข้ามได้

ออกซิโตซิน คือ ฮอร์โมนที่ผลิตจากต่อมพิทูอิทารี และเป็นที่รู้จักในฐานะฮอร์โมนที่ช่วยเพิ่มความผูกพัน พฤติกรรมทางสังคม และความใกล้ชิดระหว่างพ่อ แม่ ลูก และคู่รัก ระดับฮอร์โมนออกซิโตซินที่เพิ่มสูงขึ้นสามารถพบได้ในความสัมพันธ์ที่เป็นจริง สำหรับผู้หญิง ฮอร์โมนจะถูกผลิตระหว่างการคลอดบุตรและให้นมอีกด้วย เพื่อเสริมสร้างความผูกพันระหว่างแม่และเด็ก

นอกจากนี้ การกอดยังช่วยทำให้บุคลิกภาพของคุณอ่อนโยนขึ้น นักวิจัยกล่าวว่า คนที่กอดคนที่พวกเขารักบ่อยๆ จะมีความเข้าอกเข้าใจผู้อื่นมากขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป

นักประสาทสรีรวิทยา ยูร์เกิน ซันด์คูห์เลอร์ กล่าวว่า “อย่างไรก็ตาม ผลลัพธ์ที่ดีจะเกิดขึ้นหากคนคู่นั้นไว้ใจซึ่งกันและกัน มีความรู้สึกถึงความสัมพันธ์เกิดขึ้นร่วมกัน และสัญญาณถูกส่งออกมาอย่างสอดคล้อง แต่หากพวกเขาไม่รู้จักกัน หรือพวกเขาไม่ได้อยากกอดกันจริงๆ ก็จะไม่เกิดผลดีแบบนั้นขึ้นมา”

เมื่อเราได้รับการกอดที่ไม่พึงปรารถนาจากคนแปลกหน้า หรือแม้กระทั่งคนที่เรารู้จัก ฮอร์โมนจะไม่ถูกหลั่งออกมา และระดับความกังวลจะพุ่งสูงขึ้น

ซันด์คูห์เลอร์กล่าวว่า “สิ่งนี้สามารถนำไปสู่ความเครียดอย่างแท้จริง เนื่องจากพฤติกรรมรักษาระยะห่างตามปกติของเราถูกเพิกเฉย ในสถานการณ์เหล่านี้เราจะหลั่งฮอร์โมคอร์ติซอลซึ่งเป็นฮอร์โมนของความเครียดออกมา การกอดเป็นเรื่องดี แต่ไม่ว่าจะนานหรือบ่อยแค่ไหน ความเชื่อใจคือสิ่งที่สำคัญที่สุด”

ดังนั้น ซันด์คูห์เลอร์จึงออกปากเตือนถึงโครงการที่แพร่หลายไปทั่วโลกอย่างการกอดฟรี (free hugs) ซึ่งคนคนหนึ่งจะออกมาให้คนแปลกหน้าตามที่สาธารณะกอด โดยกล่าวว่า ผู้คนจะได้รับประโยชน์ก็ต่อเมื่อทุกๆ คนที่เข้าร่วมเข้าใจตรงกันว่านี่คือความสนุกรูปแบบหนึ่งที่ไม่มีพิษภัย มิฉะนั้นมันอาจจะกลายเป็นภาระทางอารมณ์และความเครียดแทน

เขากล่าวว่า “ทุกคนคุ้นเคยกับความรู้สึกเช่นนั้นจากการใช้ชีวิตประจำวันอยู่แล้ว ตัวอย่างเช่น หากมีคนที่เราไม่รู้จักเข้าใกล้เราเกินไปโดยไม่ทราบสาเหตุ การล่วงละเมิด พฤติกรรมรักษาระยะห่างดังกล่าวย่อมถูกมองว่าน่ากระอักกระอ่วน หรือแม้กระทั่งเป็นการคุกคามอีกด้วย”.

ที่มา : ไทยโพสต์ 12 กุมภาพันธ์ 2556

.

Related Article :

.

The Duke and Duchess of Cambridge embrace after an Olympic cycling win: Hugging a loved-one reduces stress

The Duke and Duchess of Cambridge embrace after an Olympic cycling win: Hugging a loved-one reduces stress

How hugging can lower your blood pressure and boost your memory

  • Hugging a loved one releases the hormone oxytocin that gives you a physical boost
  • But effect only works if you hug someone you trust
  • Embracing someone you barely know increases stress

By CLAIRE BATES

PUBLISHED: 12:12 GMT, 22 January 2013

 

Hugging a loved one isn’t just a great way to bond – it has several physical benefits as well.

Scientists found that the hormone oxytocin was released into the blood stream when you hold a friend close. This lowers blood pressure, reduces stress and anxiety and can even improve your memory.

However, you have to be selective over who you hug. Giving a polite embrace to someone you don’t know well can have the opposite effect, according to research from the University of Vienna.

Oxytocin, a hormone produced by the pituitary gland, is primarily known for increasing bonding, social behaviour and closeness between parents, children and couples.

Increased oxytocin levels have been found, for example, in partners in functional relationships. In women, it is also produced during the childbirth process and during breastfeeding in order to increase the mother’s bond with the baby.

Hugging can also soften your personality. The researchers said someone who hugs loved ones often become more empathetic over time.

Neurophysiologist Jürgen Sandkühler, said: ‘The positive effect only occurs, however, if the people trust each other, if the associated feelings are present mutually and if the corresponding signals are sent out.

‘If people do not know each other, or if the hug is not desired by both parties, its effects are lost.’

When we receive unwanted hugs from strangers or even people we know, the hormone is not released and anxiety levels rise.

‘This can lead to pure stress because our normal distance-keeping behaviour is disregarded. In these situations, we secrete the stress hormone cortisol,’ Sandkühler said.

He added that: ‘Hugging is good, but no matter how long or how often someone hugs, it is trust that’s more important.’

 

Sandkühler therefore cautioned against the worldwide ‘free hugs’ campaign – a social movement involving individuals who offer hugs to strangers in public places.

He said people would only have a beneficial effect ‘if everyone involved is clear that it is just a harmless bit of fun.’

Otherwise, it could be perceived as an emotional burden and stress.

‘Everyone is familiar with such feelings from our everyday lives, for example, if someone we don’t know comes too close to us for no apparent reason.

‘This violation of our normal distance-keeping behaviour is then generally perceived as disconcerting or even as threatening,’ he said.

SOURCE: dailymail.co.uk

การศึกษาสมองส่วน amygdala ยืนยันว่าการฝึกสมาธิช่วยเพิ่มการควบคุมอารมณ์

การศึกษาสมองส่วน amygdala ยืนยันว่าการฝึกสมาธิช่วยเพิ่มการควบคุมอารมณ์

Meditation produces enduring changes in emotional processing in the brain, study shows

November 12, 2012 in Neuroscience

A new study has found that participating in an 8-week meditation training program can have measurable effects on how the brain functions even when someone is not actively meditating. In their report in the November issue of Frontiers in Human Neuroscience, investigators at Massachusetts General Hospital (MGH), Boston University (BU), and several other research centers also found differences in those effects based on the specific type of meditation practiced.

“The two different types of meditation training our study participants completed yielded some differences in the response of the amygdala – a part of the brain known for decades to be important for emotion – to images with emotional content,” says Gaëlle Desbordes, PhD, a research fellow at the Athinoula A. Martinos Center for Biomedical Imaging at MGH and at the BU Center for Computational Neuroscience and Neural Technology, corresponding author of the report. “This is the first time that meditation training has been shown to affect emotional processing in the brain outside of a meditative state.”

Several previous studies have supported the hypothesis that meditation training improves practitioners’ emotional regulation. While neuroimaging studies have found that meditation training appeared to decrease activation of the amygdala – a structure at the base of the brain that is known to have a role in processing memory and emotion – those changes were only observed while study participants were meditating. The current study was designed to test the hypothesis that meditation training could also produce a generalized reduction in amygdala response to emotional stimuli, measurable by functional magnetic resonance imaging (fMRI).

Participants had enrolled in a larger investigation into the effects of two forms of meditation, based at Emory University in Atlanta. Healthy adults with no experience meditating participated in 8-week courses in either mindful attention meditation – the most commonly studied form that focuses on developing attention and awareness of breathing, thoughts and emotions – and compassion meditation, a less-studied form that includes methods designed to develop loving kindness and compassion for oneself and for others. A control group participated in an 8-week health education course.

Within three weeks before beginning and three weeks after completing the training, 12 participants from each group traveled to Boston for fMRI brain imaging at the Martinos Center’s state-of-the-art imaging facilities. Brain scans were performed as the volunteers viewed a series of 216 different images – 108 per session – of people in situations with either positive, negative or neutral emotional content. Meditation was not mentioned in pre-imaging instructions to participants, and investigators confirmed afterwards that the volunteers had not meditated while in the scanner. Participants also completed assessments of symptoms of depression and anxiety before and after the training programs.

In the mindful attention group, the after-training brain scans showed a decrease in activation in the right amygdala in response to all images, supporting the hypothesis that meditation can improve emotional stability and response to stress. In the compassion meditation group, right amygdala activity also decreased in response to positive or neutral images. But among those who reported practicing compassion meditation most frequently outside of the training sessions, right amygdala activity tended to increase in response to negative images – all of which depicted some form of human suffering. No significant changes were seen in the control group or in the left amygdala of any study participants.

“We think these two forms of meditation cultivate different aspects of mind,” Desbordes explains. “Since compassion meditation is designed to enhance compassionate feelings, it makes sense that it could increase amygdala response to seeing people suffer. Increased amygdala activation was also correlated with decreased depression scores in the compassion meditation group, which suggests that having more compassion towards others may also be beneficial for oneself. Overall, these results are consistent with the overarching hypothesis that meditation may result in enduring, beneficial changes in brain function, especially in the area of emotional processing.”

Eric Schwartz, PhD, of the BU Department of Electrical and Computer Engineering and Center for Computational Neuroscience and Neural Technology, is senior author of the Frontiers in Human Neuroscience report. Additional co-authors are Lobsang T. Negi, PhD, and Thaddeus Pace, PhD, Emory University; Alan Wallace, PhD, Santa Barbara Institute for Consciousness Studies; and Charles Raison, MD, University of Arizona College of Medicine. The study was supported by grants from the National Center for Complementary and Alternative Medicine, including an American Recovery and Reinvestment Act grant to Boston University.

Journal reference: Frontiers in Human Neuroscience

Provided by Massachusetts General Hospital

SOURCE: medicalxpress.com

=================================================

amygdala เป็นส่วนของสมองที่ทำหน้าที่ในการรับรู้ความทรงจำทางด้านอารมณ์ (emotional) เป็นที่รวบรวมอารมณ์ในช่วงเวลาแห่งความสำเร็จหรือล้มเหลวความหวังและความกลัวความหดหู่ท้อถอยหรือความสับสน ซึ่งจะใช้ความทรงจำนี้ในการตรวจสอบข้อมูลที่เข้ามาใหม่ทางระบบประสาทต่างๆเพื่อประเมินถึงภาวะอันตรายหรือโอกาสอันดี โดยเปรียบเทียบกับประสบการณ์ทางอารมณ์ที่ผ่านมา

ในบางครั้งเมื่อประสบในภาวะคับขันหรือเกิดอันตราย เช่น เรามองเห็นสิ่งที่ขดอยู่ในมุมมืดดูคล้ายงูจะกระโดดหนีทันที เป็นการทำงานของ amygdala ที่เกิดขึ้นแบบลัดวงจรโดยเมื่อตามองเห็นสิ่งที่คล้ายงูจะส่งกระแสประสาทไปยังสมอง ส่วนที่เรียก thalamus (อยู่ในระบบ limbic เช่นกัน) ซึ่งจะส่งกระแสประสาทไปยัง visual cortex บริเวณสมองส่วนหลัง เพื่อแปลออกมาว่าเป็นอะไรถ้าเป็นสิ่งที่เกี่ยวพันกับอารมณ์ จะส่งกลับไปยัง amygdala ซึ่งถือว่าเป็นศูนย์รวมของความทรงจำ ทางอารมณ์ต่าง ๆ เพื่อส่งต่อไปยัง prefrontalcortex ในการสั่งการโต้ตอบที่เหมาะสมแต่ในเวลาเดียวกันจะมีเส้นใย ประสาท อีกส่วนหนึ่งลัดจาก thalamus มายัง amygdala เลยทำให้เกิดการตอบสนองทางอารมณ์ทันที ไม่ว่าจะเป็นแบบสู้ (หาไม้ตีงู) หรือหนี (กระโดดหลบ) การทำงานแบบลัดวงจรนี้พบได้มากในสัตว์ชั้นต่ำ เช่น นกหรืองูซึ่งเป็นสัญชาตญาณเพื่อการอยู่รอดการทำงานของสมองเช่นนี้ ต้องการความรวดเร็วมากกว่าความถูกต้องชัดเจน หรือเหตุผลต่อเมื่อเหตุการณ์ผ่านไป แล้ว สมองจะสั่งการทบทวนอีก เช่น ดูให้ชัดว่าเป็นงู หรือขดเชือก โดยสมองส่วน neocortex จะสั่งการที่เหมาะสมต่อไป ในบางคนจะมีการโต้ตอบแบบลัดวงจรนี้ทันทีเมื่อถูกกระตุ้นทางอารมณ์ที่เรียกกันว่าพวกที่ทำก่อนคิดหรือใช้อารมณ์อยู่เหนือ เหตุผล

จากการศึกษาผู้ป่วยที่มีอุบัติเหตุ หรือทำให้ทางเชื่อมระบบประสาทจาก amygdala ไปยัง neocortex ถูกตัดขาด จะมีชีวิตอยู่อย่างไร้อารมณ์ ความรู้สึกไม่สามารถตัดสินใจเพราะไม่รู้ถึงผลที่ตามมา ไม่รับรู้ถึงอารมณ์ของผู้อื่น ไม่รู้สึกผิด หรืออับอาย เมื่อทำอะไรผิด

ที่มา: สมชาย  จักรพันธุ์. เรื่องราว E.Q.  วารสารหมออนามัย 9(16) : 80-83

SOURCE: natres.psu.ac.th

===================================================

ต่อมอไมกดาลาขนาดเท่าเมล็ดอัลมอนด์ นอกจากจะทำหน้าที่บันทึกความกลัวไว้ให้หัวสมองแล้ว นักวิจัยยังพบว่า มันก็ทำหน้าที่ “ลบลืม” ความกลัวให้เราได้ด้วยเช้นกัน

นักวิจัยเอ็นวายยูพบ “ต่อมลืมกลัว” ในสมอง

บีบีซีนิวส์ – อาการ “กลัว” หรือผวากับสิ่งต่างๆ รอบตัว ดูเหมือนว่าจะเป็นอุปสรรคสำคัญของมนุษย์ โดยเฉพาะการ “กลัวอย่างไร้เหตุผล” ล่าสุด นักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยนิวยอร์กสามารถระบุตำแหน่งบนสมองที่ช่วยพวกเราลบ “ความกลัว” ที่มีอยู่ออกไปได้

นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยนิวยอร์ก (New York University) เปิดเผยผ่านวารสารทางด้านประสาทวิทยา “นิวโรน” (Neuron) ว่าในมนุษย์ก็มีต่อมลบอาการกลัวได้ เช่นเดียวกับสัตว์ โดยเชื่อว่าต่อมดังกล่าวอยู่ในสมองบริเวณที่เดียวกับที่เราบันทึกความกลัวลงไป

บริเวณที่ลบหรือลืมความกลัวดังกล่าวเรียกว่า “อไมกดาลา” (amygdala) พื้นที่ขนาดเท่าเมล็ดอัลมอนด์ ฝังอยู่บริเวณซีรีบรัม โดยเชื่อมต่อกับไฮโปธารามัส ซึ่งสมองตรงอไมกดาลาทำหน้าที่สำคัญในการควบคุมเหตุผลและอารมณ์

ที่สำคัญกลไกทำงานลืมความจำของ “อไมกดาลา” นี้พบอยู่ในสมองสัตว์ แต่ยังไม่เคยมีผู้ใดพบในสมองของมนุษย์มาก่อน และการค้นพบกลไกของ “อไมกดาลา” ที่ช่วยให้ลืมกลัวแบบเดียวกับสัตว์ในสมองมนุษย์นี้ จะช่วยทุ่นแรงให้บรรดาหมอๆ ทั้งหลายในการรักษาอาการจิตประสาท หรือ “โฟเบีย” ของคนไข้ได้

ดร.อลิซาเบธ เฟลปส์ และทีมงาน จากมหาวิทยาลัยนิวยอร์ก เปิดเผยว่า การค้นพบตำแหน่งลืมความกลัวนี้เป็นสิ่งที่สำคัญมาก เพราะจะเป็นโอกาสได้ศึกษาว่าอาการกลัวในมนุษย์นั้นเกิดขึ้นได้อย่างไร และเราจะดูแลมันอย่างไร แต่งานวิจัยน้อยชิ้นนักที่จะเข้าใจถึงวิธีการลดความกลัวให้น้อยลง

“ยกตัวอย่าง เด็กๆ หลายคนกลัวความมืดเมื่อตอนวัยเยาว์ แต่พอโตขึ้นพวกเขาก็จะเลิกกลัวความมืด หรืออาจจะมีแต่น้อยลง” ดร.เฟลปส์ กล่าว โดยเธอและทีมงานพยายามศึกษาหากลไกลดความกลัวในสมอง โดยนำอาสาสมัครมาทดลองสร้างและลดความกลัว พร้่อมทั้งสังเกตดูว่า สมองส่วนใด ตรงไหนที่ทำงานในขณะนั้น

ทีมงานของ ดร.เฟลปส์ใช้การสร้างภาพด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าหรือเอ็มอาร์ไอ (MRI – magnetic resonance imaging) เพื่อเข้าไปดูว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับสมองในช่วงระหว่างที่เราเริ่มเลิกกลัว สิ่งที่เคยกลัว โดยพวกเขาได้ให้อาสาสมัครดูภาพสี่เหลี่ยมจตุุรัสที่ระบายสีไว้ พร้อมทั้งช็อตด้วยกระแสไฟฟ้าอ่อนๆ จะทำให้เกิดสภาวะกลัว เหมือนๆ กับอาการจิตประสาท หรือโฟเบีย

เมื่ออาสาสมัครมองภาพสี่เหลี่ยมที่ระบายสีครั้งต่อๆ ไปจะทำให้เกิดอาการกลัวๆ กังวล จากนั้นนักวิทยาศาสตร์ทำให้เลิกกลัวด้วยการ ย้อนคือเหตุการ คือ ให้อาสาสมัครดูภาพสีเหลี่ยมระบายชุดเดิม (ที่กลัวไปแล้วเพราะโดนช็อต) พร้อมทั้งช็อตกระแสไฟเข้าไปอีกรอบในปริมาณเท่าเดิม และค่อยลดๆ ลงจนอาสาสมัครดูภาพแบบปกติโดยไม่มีกระแสไฟช็อต ก็จะทำใ้ห้อาการกลัวภาพนั้นหายไป

อย่างไรก็ดี เมื่อคณะวิจัยดูผลจากการสแกนสมองขณะอาสาสมัครถูกกระตุ้นให้กลัวจนหายกระทั่งหายกลัวแล้วพบว่า ตำแหน่งของ “อไมกดาลา” นั้นทำงานขณะที่กำลังบันทึกความกลัวเข้าสู่หัวสมอง และทำงานอีกเมื่ออาสาสมัครคลายความกลัวของพวกเขาลงไป พร้อมกับสมองอีกส่วนหนึ่ง

การค้นพบเหล่านี้สนับสนุนงานวิจัยชิ้นก่อนๆ ที่อธิบายกันมาว่าในสัตว์มีระบบการแก้ไขความวิตกกังวลหรือความกลัวอย่างผิดปกติได้ โดย ดร.เฟลปส์กล่าวว่า หากในมนุษย์ก็มีกลไกนี้เช่นกัน ก็จะง่ายต่อการหายารักษาที่ตรงจุด

“ขณะนี้พวกเราทั้งหมดเริ่มมองหาสิ่งที่แตกต่างออกไปจากเดิมเพื่อที่จะรักษาอาการกลัว ในมนุษย์พวกเราพยายามที่จะควบคุมอาการกลัว บางสถานการณ์พวกเรารู้ว่าไม่แสดงอาการกลัวออกมา แต่บางสถานการณ์กลับแสดงออกมา”

“อย่างเช่น คนทั่วไปกลัวเสือ แต่เมื่อไปดูเสือในสวนสัตว์ เราก็จะไม่กลัวมัน สิ่งนี้เป็นคำตอบว่า ร่างกายของเราจัดการกับความกลัวได้ แต่จะจัดการอย่างไร” ดร.เฟลปส์อธิบาย

ที่มา: ASTVผู้จัดการออนไลน์ 26 กันยายน 2547