วัณโรคสำคัญกว่าที่คุณคิด โดย นพ. กำพล สุวรรณพิมลกุล

Credit : healthmad.com

Credit : healthmad.com

จากข้อมูลล่าสุดพบว่าทั่วโลกมีผู้ติดเชื้อวัณโรคที่อยู่ในระยะแฝง ซึ่งไม่แสดงอาการอยู่มากถึง 1/3 ของประชากรทั่วโลก หรือเทียบเท่ากับ 2,000 ล้านคนทั่วโลก โดยผู้ป่วยที่เป็นวัณโรคปอดจากการรายงานขององค์การอนามัยโลก (World Health Organization: WHO) เมื่อปี พ.ศ.2555 พบว่า อุบัติการณ์ (incident) การเกิดโรควัณโรคสูงถึง 8.6 ล้านคนใน 1 ปี และในผู้ป่วยกลุ่มนี้พบว่าเสียชีวิตจากวัณโรคสูงถึง 1.3 ล้านคนต่อปี

ส่วนในประเทศไทยจากรายงานล่าสุดขององค์การอนามัยโลกปี พ.ศ. 2555 พบผู้ป่วยวัณโรคในประเทศไทยทั้งหมด 61,208 คนที่มีการลงทะเบียน ทั้งนี้ ยังไม่ได้นับรวมกับผู้ป่วยบางส่วนที่ไม่ได้มีการลงทะเบียนซึ่งเชื่อว่ามีอีกจำนวนมาก

เชื้อวัณโรค หรือ TB (tubercle bacillus) จัดเป็นสิ่งมีชีวิตที่อยู่ในกลุ่มเชื้อแบคทีเรียที่มีการเจริญเติบโตหรือการแบ่งตัวช้ากว่าแบคทีเรียทั่วไปชนิดอื่นๆ โดยแบคทีเรียกลุ่มนี้ชื่อว่า ไมโครแบคทีเรีย มีหลายสายพันธุ์ซึ่งก่อให้เกิดวัณโรคได้ แต่สายพันธ์ที่พบบ่อยและก่อปัญหามากที่สุดในมนุษย์คือเชื้อ Mycobacterium tuberculosis มนุษย์สามารถติดเชื้อวัณโรคได้โดยผ่านทางการหายใจเอาเชื้อที่ล่องลอยในอากาศเข้าไปภายในปอด และต่อมน้ำเหลืองที่ขั้วปอด

เชื้อในปอดหรือต่อมน้ำเหลืองที่ขั้วปอดอาจมีการแพร่กระจายทางเลือดหรือระบบน้ำเหลือง และอาจส่งผลกระทบต่ออวัยวะอื่นๆ ได้ทั่วร่างกาย เช่น ต่อมน้ำเหลืองที่คอ ตับ ม้าม กระดูก หรือ เยื่อหุ้มสมอง เป็นต้น แต่วัณโรคที่ปอดเป็นตำแหน่งที่พบบ่อยที่สุดและมีความสำคัญมากที่สุด เนื่องจากเชื้อสามารถแพร่กระจายสู่ผู้อื่นได้โดยการไอและเชื้อแขวนลอยอยู่ในอากาศ

โดยปกติเชื้อวัณโรคจะแพร่กระจาย โดยเชื้อที่แขวนลอยอยู่ในอากาศจะเข้าสู่ทางเดินหายใจและปอด ภูมิคุ้มกันในร่างกายจะมีการตอบสนองของเม็ดเลือดขาวชนิดต่างๆ ที่อยู่ที่ปอดเพื่อต่อสู้กับเชื้อวัณโรคที่เข้ามาอยู่ในร่างกาย

ผลของการตอบสนองจากระบบภูมิคุ้มกันดังกล่าวแบ่งได้เป็น 3 กลุ่ม ได้แก่

กลุ่มแรกเชื้อวัณโรคจะถูกกำจัดได้หมดโดยภูมิคุ้มกันของร่างกายทำให้ไม่มีเชื้อวัณโรคอยู่ในร่างกาย

กลุ่มที่สองเชื้อวัณโรคจะเข้ามาอยู่ในร่างกายแต่จะอยู่ในระยะแฝงของการติดเชื้อวัณโรคโดยจะมีเม็ดเลือดขาวชนิดต่างๆ โอบล้อมเชื้อวัณโรคอยู่ทำให้เชื้ออยู่ในระยะสงบหรือระยะแฝงซึ่งจะไม่ก่อโรคหรือที่เรียกว่า Latent tuberculosis ผู้ติดเชื้อจะไม่แสดงอาการใดๆ และจะไม่มีการแพร่กระจายของเชื้อ แต่เมื่อไหร่ที่ร่างกายอ่อนแอ ภูมิคุ้มกันเสื่อม เม็ดเลือดขาวที่โอบล้อมเชื้ออยู่ไม่สามารถควบคุมเชื้อได้ก็จะทำให้ผู้ติดเชื้อป่วยเป็นโรควัณโรคได้

และกลุ่มที่สามคือ กลุ่มผู้ป่วยที่กลายเป็นโรควัณโรค (active tuberculosis) หลังจากที่มีการสัมผัสเชื้อ ซึ่งผู้ป่วยกลุ่มนี้มักจะเป็นผู้ป่วยที่มีภูมิคุ้มกันที่ผิดปกติ

 

ถ้าเราอยู่ใกล้ชิดกับผู้ป่วยวัณโรค เราจะมีโอกาสติดเชื้อวัณโรคได้มากน้อยเพียงใด?

นิยามของผู้ที่สัมผัสใกล้ชิด (Close contact) คือ ผู้ที่อยู่ในสถานที่เดียวกัน เช่น บ้านเดียวกัน ห้องนอนเดียวกัน ห้องเรียนเดียวกัน มีการสัมผัสใกล้ชิดที่ต่อเนื่องตั้งแต่ 8 ชั่วโมงขึ้นไปต่อวัน ถ้าเป็นการสัมผัสไม่ต่อเนื่องให้คิดเวลารวมตลอดเดือนหากมากกว่า 120 ชั่วโมงขึ้นไปถือว่าสัมผัสใกล้ชิด

โอกาสการติดเชื้อวัณโรคจากบุคคลที่อยู่ใกล้ชิดกับผู้ป่วยวัณโรค ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น ภูมิคุ้มกันของร่างกาย ปริมาณเชื้อวัณโรคของผู้ป่วย ลักษณะการระบายอากาศของห้องที่อยู่ร่วมกัน เป็นต้น

ยกตัวอย่างพอสังเขปให้ง่ายขึ้น คือ ผู้ป่วยที่สัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วยวัณโรคปอดในห้องเดียวกัน 100 คน โดยเฉลี่ยแล้ว จะมี 70 คนที่ร่างกายจะสามารถกำจัดเชื้อไปได้หมด ส่วนที่เหลือ 30 คนจะมีเชื้อวัณโรคอยู่ในร่างกาย และ ใน 30 คนนี้ จะมีประมาณ ร้อยละ 5 ที่จะป่วยเป็นวัณโรคในระยะเฉียบพลัน ซึ่งมักพบในผู้ป่วยที่มีภูมิคุ้มกันผิดปกติ เช่น ผู้ป่วยติดเชื้อเอชไอวี ผู้ป่วยเบาหวานที่คุมน้ำตาลไม่ดี ผู้ป่วยที่ใช้ยากดภูมิคุ้มกันต่างๆ เป็นต้น

ส่วนอีกร้อยละ 95 จะติดเชื้อวัณโรคที่อยู่ในระยะแฝงที่ไม่แสดงอาการ ถ้าผู้ป่วยแข็งแรงดีเชื้อก็จะอยู่ในระยะแฝงต่อไปเรื่อยๆ โดยผู้ติดเชื้อจะไม่เป็นโรค และไม่แพร่กระจาย แต่จะป่วยเป็นโรคได้เมื่อมีภูมิต้านทานลดลง (reactivation)

การตรวจว่าเรามีเชื้อวัณโรคที่อยู่ในระยะแฝงในร่างกายเราหรือไม่อย่างไรนั้น มีวิธีการตรวจที่เรียกว่า Tuberculin skin test (TST) เป็นการทดสอบที่มีการใช้มานานกว่า 100 ปี ใช้หลักการของการตอบสนองโดยกลไกภูมิคุ้มกันของร่างกาย (delay-type hypersensitivity reaction) ที่จะสามารถให้ผลบวกได้ระหว่าง 2 ถึง 8 สัปดาห์ หลังจากที่ได้รับเชื้อวัณโรคเข้าสู่ร่างกาย โดยฉีด purified protein derivation (PPD) ขนาด 0.1 มล ซึ่งเป็นสารที่สกัดจากเชื้อวัณโรค เข้าบริเวณท้องแขนชั้น intradermal และวัดผลการตอบสนองภายใน 48 ถึง 72 ชั่วโมง อย่างไรก็ตาม ความไวและความจำเพาะของการทดสอบวิธีนี้ค่อนข้างจำกัด

อาการที่พบบ่อยของวัณโรคปอด คือ ไอเรื้อรังนานกว่า 2 สัปดาห์ ไอมีเสมหะหรือไอแห้งๆ ก็ได้ มีน้ำหนักลด รับประทานอาหารลดลง อาการไข้ เหงื่อออกมากตอนกลางคืน หรือมีอาการไอเป็นเลือด ซึ่งผู้ป่วยบางรายอาจมาด้วยอาการไอเรื้อรังนานกว่า 2 สัปดาห์ เพียงอย่างเดียวก็ได้โดยที่ไม่มีอาการอื่นๆร่วมด้วย การวินิจฉัย คือการส่งเสมหะเพื่อตรวจย้อมเชื้อวัณโรค และการส่งเพาะเชื้อวัณโรค ร่วมกับการถ่ายเอกซเรย์ปอด จะช่วยในการวินิจฉัย

วัณโรคสามารถรักษาได้หายขาด แต่จะกลับเป็นซ้ำได้ ถ้ารับประทานยาไม่ครบตามที่แพทย์สั่ง เนื่องจากเชื้อบางส่วนจะหลบซ่อนอยู่ในเซลล์ ทำให้ต้องรักษาด้วยยาร่วมกันหลายขนานในช่วง 2-3 เดือนแรก และต้องรักษานานอย่างน้อย 6 เดือนเพื่อลดโอกาสการดื้อยาและการกลับเป็นซ้ำ ถ้าเป็นวัณโรคปอด หลังจากรับประทานยาไปแล้วอาการไข้ หรือ ไอ ดีขึ้นห้ามหยุดยาโดยเด็ดขาด ถ้าหยุดยาก่อนแพทย์สั่งจะมีผลต่อการดื้อยาและการกลับเป็นซ้ำจะทำให้รักษาหายขาดได้ยากขึ้น ยกเว้นเกิดอาการข้างเคียงรุนแรงที่สงสัยว่าเป็นจากยาต้านวัณโรค เช่น คลื่นไส้อาเจียนรุนแรง มีอาการตัวเหลือง ตาเหลือง หรือ มีผื่นขึ้นรุนแรงทั่วตัว เป็นต้น ให้รีบพบแพทย์โดยด่วน

โดยทั่วไปถ้าเป็นการรักษาวัณโรคปอดที่ไม่ดื้อยา ส่วนใหญ่หากตรวจย้อมเสมหะไม่พบเชื้อวัณโรคแล้ว 2-3 ครั้งหลังทำการรักษาก็ถือว่าอยู่ในระยะปลอดภัยในการแพร่กระจายของเชื้อ แต่ถ้าวินิจฉัยวัณโรคจากอาการ และภาพเอกซเรย์ปอด โดยที่ย้อมสีเสมหะไม่พบเชื้อวัณโรคตั้งแต่แรก โดยทั่วไปแล้วเชื้อมักจะไม่แพร่กระจายหลังจากที่รักษาด้วยยาต้านวัณโรคไปแล้ว 2-3 สัปดาห์

ผู้ที่สัมผัสใกล้ชิดตามนิยามดังที่กล่าวข้างต้น กลุ่มเสี่ยงที่สุดและคุ้มค่าในการให้ยาป้องกันการเป็นวัณโรคมากที่สุดคือ เด็กที่มีอายุต่ำกว่า 5 ปี ถือว่ามีความเสี่ยงสูงสุดที่จะป่วยเป็นวัณโรค และถ้าเป็นแล้วจะมีโอกาสกระจายทั่วร่างกาย และเป็นวัณโรคในเยื่อหุ้มสมองได้สูง (การฉีดวัคซีน BCG จะช่วยลดอุบัติการณ์การเป็นวัณโรคทั่วร่างกายและวัณโรคในเยื่อหุ้มสมองได้มาประมาณร้อยละ 60)

ในทางปฏิบัติเด็กที่อายุน้อยกว่า 5 ปีที่มีประวัติสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วยวัณโรคโดยทั่วไปแล้วแนะนำให้รับประทาน ยา isoniazid เพื่อป้องกันการเป็นวัณโรค 6-9 เดือนทุกราย แต่ต้องตรวจสอบให้แน่ชัดก่อนให้ยาป้องกันว่าเด็กไม่ได้เป็นวัณโรคอยู่ก่อนแล้ว (ควรถ่ายภาพเอกซเรย์ปอดก่อนให้ยาป้องกัน) ส่วนเด็กที่อายุมากกว่าหรือเท่ากับ 5 ปีให้พิจารณาเป็นรายๆ ไปตามผลการทดสอบ Tuberculin skin test

 

สิ่งสำคัญในการปฏิบัติตนเมื่อมีผู้ป่วยวัณโรคอยู่ในบ้าน?

ควรแยกห้องกับสมาชิกในครอบครัวให้ผู้ป่วย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง 2-3 สัปดาห์แรก ภายในห้องควรเปิดหน้าต่างเพื่อให้มีอากาศถ่ายเทได้สะดวก และให้แสงแดดส่องถึงเนื่องจากแสงแดดจะทำลายเชื้อวัณโรคได้ดี หมั่นนำเครื่องนอนออกตากแดด ควรสวมหน้ากากหรือผ้าปิดจมูก และเปลี่ยนให้สม่ำเสมอเพื่อป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อ และเสมหะควรบ้วนลงภาชนะหรือกระป๋องที่มีฝาปิดมิดชิด

บทความโดย นพ.กำพล สุวรรณพิมลกุล
แพทย์ผู้เชี่ยวชาญ สาขาวิชาโรคติดเชื้อ ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย

ที่มา : กรุงเทพธุรกิจ 22 เมษายน 2557

Advertisements

จับคนไข้ให้้นอนตากแดดกลางแจ้ง รักษาวัณโรคกลับหายอย่างรวดเร็ว

หมอเมืองน้ำชากำลังเกิดความหวังว่า จะสามารถเอาแดดมาใช้รักษาโรควัณโรคได้ ซึ่งแต่ละปีโรคติดต่อเก่าแก่นี้ยังคงคร่าชีวิตผู้คนไปเกือบจะ 1.5 ล้านคน ซ้ำยังเกรงกันอยู่ว่ามันจะดื้อยาจนไม่มียาจะรักษาได้

วารสารสมาคมวิทยาศาสตร์แห่งชาติของสหรัฐฯ เปิดเผยว่า ได้มีการทดลองพบมาแล้วว่า หากรักษาโหมคนไข้ทั้งวิตามินดีและยาปฏิชีวนะจะทำให้หายเร็วขึ้น

การรักษาคนไข้วัณโรคด้วยวิตามินดี เคยใช้มาก่อนตั้งแต่ยังไม่ค้นพบยาปฏิชีวนะ โดยจะไล่คนไข้ให้ไปตากแดด ซึ่งจะทำให้ร่างกายสร้างวิตามินดีได้มากขึ้น มาเลิกไปเมื่อมีการพบยาปฏิชีวนะนี่เอง

ในการทดลองตามโรงพยาบาลแห่งต่างๆ ในกรุงลอนดอน รักษาด้วยวิตามินดีและยาปฏิชีวนะ ปรากฏว่า ทำให้คนไข้หายเร็วขึ้นเกือบ 2 อาทิตย์ ดร.เอเดรียน มาร์ติโน มหาวิทยาลัยควีน แมรี่ กล่าวว่า “ไม่ได้ใช้แทนยาปฏิชีวนะ แต่มันนับว่าเป็นอาวุธพิเศษ” และยังเผยว่า “อาจใช้รักษาโรคปอดบวมและโลหิตเป็นพิษได้อีกด้วย”.

 

ที่มา: ไทยรัฐ 7 กันยายน 2555

.

Related Articles:

.

Catching the rays: Vitamin D appears to dampen inflammatory responses

How basking in the sunshine could help treat patients with TB

  • Vitamin D appears to dampen inflammatory responses without affecting effect of antibiotics
  • Drug-resistant cases of Tuberculosis are on the rise in the UK

By DAILY MAIL REPORTER

PUBLISHED: 08:27 GMT, 4 September 2012

Vitamin D can speed up recovery in tuberculosis (TB) patients, say researchers.

It suggests that the 19th century practice of sending patients to retreats to soak up the sun’s rays could have done some good.

The latest study found patients recovered more quickly from the infection lung disease if they combined antibiotics with exposure to sunlight.

The findings, from Queen Mary University, suggest high doses of the vitamin dampen down the body’s inflammatory response to infection, reducing damage to the lungs.

Study leader Adrian Martineau, said: ‘Sometimes these inflammatory responses can cause tissue damage leading to … cavities in the lung.

‘If we can help these cavities to heal more quickly, then patients should be infectious for a shorter period of time, and they may also suffer less lung damage.’

The researchers also said they think vitamin D’s ability to dampen inflammatory responses without interfering with the action of antibiotics suggests supplements might be useful for patients taking antibiotics for diseases like pneumonia, sepsis and other lung infections.

TB, which people in wealthier parts of the world often mistakenly believe to be a thing of the past, is proving a tough disease to beat. In 2010, it infected 8.8 million people worldwide and killed 1.4 million.

Drug-resistant cases of Tuberculosis are on the rise in the UK, according to figures released in July. In 2010, there were 342 cases which could not be dealt with by traditional antibiotics, while in 2011, this figure rose to 431.

The infection destroys lung tissue, causing patients to cough up the bacteria which then spreads through the air and can be inhaled by others.

In recent years, rates of drug-resistant TB have been spreading fast across the world, causing alarm among public health officials and prompting calls for more research into new and more effective treatments.

The researchers, whose study was published by the Proceedings of the National Academy of Sciences on Monday, split 95 TB patients who were on standard antibiotic treatment into two groups. For the first eight weeks of their treatment, 44 of them were also given high dose vitamin D, while the remaining 51 got placebos.

Anna Coussens from Britain’s National Institute for Medical Research measured signs of inflammation in blood samples to see what effect the vitamin D had on immune responses.

‘We found that a large number of these inflammatory markers fell further and faster in patients receiving vitamin D,’ she said.

Human lung section with tuberculosis: The infection destroys lung tissue causing patients to cough up bacteria, spreading it

The researchers also found that Mycobacterium tuberculosis, the bacteria that cause TB, cleared from the phlegm coughed up from deep in the lungs faster in patients on vitamin D, taking an average of 23 days to become undetectable under the microscope compared to 36 days in those on placebo.

Martineau said it was too early to recommend all TB patients take high-dose vitamin D alongside antibiotics, as more research with a larger group of patients was needed first.

 

SOURCE:  dailymail.co.uk

วัณโรค ( กลับมาอีกแล้ว….โดยไม่ได้เรียกร้อง)

ในแต่ละปีทั่วโลกจะมีผู้เสียชีวิตจากวัณโรคประมาน 2-3 ล้านคน ในจำนวนนี้จะเป็นเด็กประมาณ1 แสนคน    คาดว่าในปีพ.ศ.2563 จะมีผู้ติดเชื้อวัณโรคเพิ่มขึ้นเกือบ 1 พันล้านคน    และมีผู้เสียชีวิตประมาณ 70 ล้านคน   วัณโรคเป็นโรคติดเชื้อร้ายแรงที่สามารถแพร่กระจายทางอากาศไปสู่ผู้อื่นได้ง่าย   หลังจากที่ได้มีการค้นพบยาที่ใช้รักษาได้ผลดี และมีวัคซีนฉีดป้องกันทำให้ผู้ป่วยวัณโรคลดน้อยลง   ในปี พ.ศ.2539  ประเทศไทยมีผู้ป่วยเป็นวัณโรคประมาณ 8 หมื่นคน และในปี พ.ศ.2534  ผู้ป่วยลดลงเหลือ 4 หมื่นคน ต่อมาในปี พ.ศ.2535-2536  ได้มีการระบาดของโรคติดเชื้อเอชไอวีไปทั่วประเทศ ทำให้การแทรกซ้อนของวัณโรคในผู้ป่วยกลุ่มนี้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว  จากข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุขพบว่า ขณะนี้มีผู้ป่วยวัณโรคเพิ่มขึ้นปีละ 5 หมื่นคนและครึ่งหนึ่งของจำนวนนี้เป็นผู้ป่วยที่อยู่ในระยะแพร่เชื้อผู้ป่วยวัณโรคระยะแพร่เชื้อ 1 ราย ถ้าไม่ได้รับการรักษาสามารถทำให้คนรอบข้างติดเชื้อได้ 10 -15 คนต่อปี  และวัณโรคเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ผู้ติดเชื้อเอชไอวีเสียชีวิต

 

องค์การอนามัยโลกได้จัดอันดับประเทศไทยอยู่เป็นลำดับที่ 17 จากกลุ่ม 22 ประเทศที่มีปัญหาด้านวัณโรค  ซึ่ง 3 อันดับแรกได้แก่ อินเดีย จีน และอินโดนีเซีย    จำนวนผู้ป่วยวัณโรคในไทยเพิ่มสูงขึ้นเป็นเพราะการควบคุมการแพร่ระบาดของวัณโรคไม่ถึงเป้าหมาย   ที่สำคัญคือปัญหาผู้ป่วยกินยาไม่ต่อเนื่องจนเกิดวัณโรคสายพันธุ์ดื้อยาอย่างรุนแรง หรือ Extensively drug resistant tuberculosis (XDR-TB)    ปัญหาการเพิ่มขึ้นของผู้ป่วยโรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง  และปัญหาแรงงานต่างชาติที่เป็นวัณโรคหรือเป็นพาหะของโรคเข้ามาหางานทำในเมืองไทยกันมากขึ้น

วัณโรคหรือที่ชาวบ้านเรียกว่า ฝีในท้อง  เรารู้จักกันในชื่อของทีบี (TB) ซึ่งเป็นชื่อย่อของTuberculosis  เป็นโรคติดเชื้อจากแบคทีเรียชื่อ Mycobacterium tuberculosis เข้าสู่ร่างกายผ่านทางเดินหายใจในรูปละอองเสมหะ เชื้อวัณโรคจะผ่านเข้าสู่ปอดและเริ่มแบ่งตัวแพร่ต่อไป   ส่วนใหญ่ทำให้เกิดวัณโรคปอด แต่อาจแพร่กระจายไปที่อื่นๆ ในร่างกายทำให้เกิดวัณโรคที่อวัยวะนั้นๆ เช่น ผิวหนัง ต่อมน้ำเหลือง กระดูก  ข้อ ไต และเยื่อหุ้มสมอง บุคคลที่มีโอกาสติดเชื้อง่ายได้แก่ผู้สูงอายุ  ผู้ที่เป็นโรคเบาหวาน, ติดเหล้าและภูมิคุ้มกันบกพร่อง

ในตอนแรกที่เชื้อเข้าสู่ร่างกายจะยังไม่แสดงอาการ  และไม่พบความผิดปกติในเอกซเรย์ปอด แต่ในเวลาต่อมา ซึ่งอาจนานเป็นปี เมื่อวัณโรคเริ่มเป็นมากขึ้นจะปรากฏอาการอื่นให้เห็น เช่น ไอเรื้อรังเกิน 2 สัปดาห์ บางรายไอแห้ง ๆ อาจมีเสมหะสีเหลือง เขียว หรือไอปนเลือด เจ็บแน่นหน้าอก มีไข้ต่ำ ๆ ตอนบ่ายหรือเย็น เหนื่อยหอบ อ่อนเพลีย  เบื่ออาหาร น้ำหนักลด 

วัณโรคเป็นโรคที่รักษาให้หายขาดได้  ในช่วง 2 เดือนแรกจะใช้ยาร่วมกัน 3-4 ชนิดหลังจากนั้นจึงลดยาเหลือ 2 ชนิดเป็นเวลาต่อไปทั้งหมด รวม 6-9 เดือนนิยมให้ยารับประทานรวมกันเวลาเดียวก่อนนอน ภายหลังให้การรักษาอาการต่าง ๆ ของผู้ป่วยจะค่อย ๆ ดีขึ้น ใน 2 สัปดาห์ และใกล้เคียง ปกติภายในระยะ 2 เดือน ยกเว้นผู้ป่วยที่เชื้อดื้อยาหรือเป็นโรคมานานและได้รับการรักษาช้าจะต้องทำการรักษาต่อเนื่องเป็นเวลา 1 –2 ปี

ยาวัณโรคในปัจจุบันหลัก ๆ จะมีอยู่ 4 ชนิดคือ  Isoniazid, Rifampicin ,Pyrazinamide  และ Ethambutol ผู้ป่วยควรกินยาครบตามที่แพทย์สั่ง ถ้ากิน ๆ หยุด ๆ อาจทำให้มีโอกาสเสี่ยงต่อวัณโรคดื้อยาได้ จะทำให้ระยะเวลาการรักษายาวนานและรักษายากยิ่งขึ้น  ยาที่กล่าวมาในข้างต้นนี้มีผลข้างเคียงทุกตัว จึงต้องอยู่ในการควบคุมดูแลของแพทย์และเภสัชกร   การรักษาจะได้ผลดีต่อเมื่อผู้ป่วยเข้ารับการรักษาตั้งแต่ระยะเริ่มแรก รับประทานยาอย่างสม่ำเสมอ พักผ่อนให้เพียงพอ และรับประทานอาหารที่มีประโยชน์เพื่อเพิ่มภูมิต้านทาน   หมั่นดูแลสุขภาพของตนเองและคนรอบข้าง ก็จะช่วยหยุดยั้งการแพร่กระจาย และทำให้โรคนี้หมดไปจากประเทศไทยได้      

บทความโดย :  ภญ. รศ. ม.ล. สุมาลย์ สาระยา

ภาควิชาจุลชีววิทยา  คณะเภสัชศาสตร์  มหาวิทยาลัยมหิดล

ที่มา: http://www.pharmacy.mahidol.ac.th/thai/knowledgeinfo.php?id=53

‘โรคอุบัติซ้ำ…วัณโรค (TB) ที่กลับมาใหม่’

เป็นเวลามากกว่าศตวรรษที่โรคติดต่อยังเป็นปัญหาทางสาธารณสุขที่สำคัญ โดยเฉพาะในประเทศที่กำลังพัฒนาอย่างประเทศไทย ซึ่งโรคติดต่อที่กำลังกล่าวถึงก็คือ วัณโรค ซึ่งเป็นโรคที่พบบ่อยขึ้นในยุคที่มีการระบาดของโรคเอดส์ และในปัจจุบันวัณโรคได้ทวีความรุนแรงมากขึ้น ดังจะเห็นได้จากรายงานขององค์การอนามัยโลก (WHO) ปี 2551 ได้จัดอันดับประเทศที่มีจำนวนผู้ป่วยวัณโรคสูงสุดในโลก ได้แก่ อินเดีย จีน อินโดนีเซีย ตามลำดับ สำหรับประเทศไทยถูกจัดอยู่ในอันดับที่ 18 จาก 22 ประเทศ ที่มีปัญหาวัณโรคมากที่สุดในโลก

จากการประชุมวิชาการ “การประสานความร่วมมือเพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งในการควบคุมวัณโรคในพื้นที่ กทม.” และมอบโล่เกียรติคุณ แสดงความขอบคุณเครือข่ายและแนวร่วมดำเนินการควบคุมวัณโรคอย่างเข้มข้น ให้มีขั้นตอนการปฏิบัติที่เป็นระบบและมีมาตรฐานเดียวกัน จากสถานพยาบาลในพื้นที่ กทม. รวม 165 แห่ง ในวันที่ 27 กันยายน 2554 โดยมีเป้าหมายการรักษาผู้ป่วยในระยะแพร่เชื้อให้หายอย่างน้อยร้อยละ 85 ของจำนวนผู้ป่วยวัณโรคที่ตรวจพบ สำหรับ รพ.พญาไท 2 มีประสิทธิภาพในการรักษาผู้ป่วยวัณโรคได้ผลน่าพอใจ อยู่ที่ร้อยละ 86.40

วัณโรค (Tuberculosis) หรือ TB

เป็นโรคติดต่อเรื้อรังที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรียชนิดหนึ่ง ที่มีชื่อว่าซึ่งเป็น Acid Fast Bacillus (AFB) ย้อมติดสีแดง ซึ่งจะมีอยู่ในปอดของผู้ป่วยที่ไม่ได้รับการรักษา วัณโรคสามารถเกิดที่อวัยวะใดในร่างกายก็ได้ แต่ที่พบและเป็นปัญหามากที่สุดในปัจจุบันคือ “ปอด”

การติดต่อของโรค

วัณโรคเป็นโรคติดเชื้อที่ติดต่อโดยการแพร่กระจายจากผู้ป่วย ขณะไอ จาม หรือแม้กระทั่งการพูดคุย โดยเชื้อจะออกมากับละอองเสมหะ หรือน้ำลายละอองเล็ก ๆ จะลอยอยู่ในอากาศได้เป็นเวลานาน ๆ เมื่อเราหายใจเอาเชื้อโรคเข้าไป ทำให้มีโอกาสป่วยเป็นวัณโรคได้ ถ้าเป็นผู้ที่มีร่างกายแข็งแรง ร่างกายจะสามารถควบคุมเชื้อวัณโรคไว้ได้โดยระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย ถ้าเป็นผู้ที่มีร่างกายอ่อนแอ เช่น ผู้ป่วยที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง ผู้ป่วยเอดส์ มีโอกาสป่วยเป็นวัณโรคได้สูง ซึ่งเชื้อโรคนี้มีระยะฟักตัวประมาณ 4-8 สัปดาห์ ถ้าเป็นที่อวัยวะอื่นไม่ใช่ระบบทางเดินหายใจ โอกาสแพร่กระจายแทบจะไม่มีเลย

อาการและอาการแสดง

มักจะค่อย ๆ มีอาการอ่อนเพลีย เบื่ออาหาร น้ำหนักตัวลด ตอนบ่ายเป็นไข้ต่ำ ๆ มีเหงื่อออกตอนกลางคืน ระยะแรกมีอาการไอแห้ง ๆ ต่อมาจะมีเสมหะ ไอมากเวลาเข้านอน หรือตื่นนอนตอนเช้า หรือหลังอาหาร อาการไอจะเรื้อรังเป็นแรมเดือน แต่บางคนอาจไม่มีอาการไอเลยก็ได้ ผู้ป่วยอาจรู้สึกแน่นหรือเจ็บหน้าอก โดยที่ไม่มีอาการไอ ในรายที่เป็นมากจะหอบหรือไอเป็นเลือดก้อนแดง ๆ หรือดำ ๆ แต่น้อยรายที่จะมีเลือดออกมากถึงกับช็อก ในรายที่เป็นน้อย ๆ อาจไม่มีอาการอะไรเลย และมักตรวจพบโดยบังเอิญจากการเห็น “จุด” ในปอดโดยการเอกซเรย์ บางคนอาจมีอาการเป็นไข้นานเป็นแรมเดือน โดยไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด

ถ้าเกิดในเด็กอาการมักจะรุนแรงกว่าผู้ใหญ่ เพราะมีภูมิคุ้มกันน้อย อาจแพร่กระจายไปตามกระแสเลือด เกิดเยื่อหุ้มสมองอักเสบ หรือลุกลามไปยังอวัยวะอื่น ๆ เช่น กระดูก ไต ลำไส้ ฯลฯ ในกรณีที่เป็นวัณโรคนอกปอดจะพบอาการเฉพาะที่ เช่น ต่อมน้ำเหลืองโต มีน้ำในช่องเยื่อหุ้มปอด ปวดตามข้อ ผิวหนังอักเสบเป็นตุ่มแผล เป็นต้น

การวินิจฉัย

แพทย์ทำการวินิจฉัยโรคจากการซักประวัติอาการความเจ็บป่วยและการตรวจร่างกาย ซึ่งสามารถช่วยในการวินิจฉัยได้ในระดับหนึ่ง การวินิจฉัยที่แน่นอนจะต้องพบเชื้อวัณโรคจากเสมหะ โดยตรวจดูด้วยกล้องจุลทรรศน์ หรือจากการนำเสมหะไปเพาะหาเชื้อ โดยวิธีย้อมสี Acid Fast Stain เพื่อค้นหาเชื้อวัณโรค หรือทำการทดสอบทูเบอร์คูลิน (Tuberculin test) ร่วมกับผลเอกซเรย์ปอด

การรักษา

  1. หากมีอาการน่าสงสัยหรือผิดปกติดังกล่าว ควรไปปรึกษาแพทย์
  2. ปัจจุบันรักษาโดยการใช้ยาที่มีประสิทธิภาพสูง ซึ่งรักษาหายได้เกือบ 100% หากผู้ป่วยรับประทานยาครบกำหนดและมีการรักษาต่อเนื่อง
  3. หากผู้ป่วยรักษาไม่ต่อเนื่อง เชื้อวัณโรคจะไม่ตาย ทำให้การรักษาเกิดการดื้อต่อยาวัณโรคได้
  4. ในรายที่มีอาการแทรกซ้อน เช่น ไอเป็นเลือดหรือหอบ ให้ส่งโรงพยาบาลทันที

การป้องกัน

  1. ฉีดวัคซีน BCG ในเด็กและบุคคลที่แสดงผลลบต่อการทดสอบทูเบอร์คูลิน เพื่อสร้างเสริมภูมิคุ้มกันวัณโรค ในปัจจุบันตามโรงพยาบาลต่าง ๆ จะทำการฉีดวัคซีนนี้ให้แก่เด็กตั้งแต่แรกเกิด โดยทั่วไปมักจะฉีดให้เพียงเข็มเดียว
  2. ในคนที่สัมผัสโรค โดยเฉพาะในเด็กเล็กหรือทารก แพทย์อาจให้ INH รับประทาน เพื่อป้องกันเป็นเวลา 1 ปี
  3. รักษาสุขภาพให้แข็งแรง ออกกำลังกาย เลือกรับประทานอาหารที่ดีมีประโยชน์ หลีกเลี่ยงการอยู่ใกล้ชิดกับคนที่เป็นโรค
  4. การรับประทานอาหารร่วมกับผู้อื่น ควรใช้ช้อนกลางในการตักอาหาร (ช้อน จาน ชามของผู้ป่วย ควรต้มในน้ำเดือด)
  5. ใช้ผ้าหรือกระดาษปิดปากและจมูก ขณะไอหรือจาม
  6. อยู่ในที่โล่ง อากาศถ่ายเทสะดวก หลีกเลี่ยงการเข้าไปในที่ที่มีผู้คนแออัด
  7. จัดบ้านให้อากาศถ่ายเทได้สะดวก หมั่นนำเครื่องนอนออกตากแดด
  8. ตรวจสุขภาพและเอกซเรย์ปอด ปีละ 1 ครั้ง

หากเราฝึกการป้องกันตนเองให้เป็นนิสัย เรา ๆ ท่าน ๆ และคนรอบข้าง ก็จะปลอดภัยจากโรคนี้ด้วย

ข้อมูลจาก แผนกควบคุมและป้องกันการติดเชื้อ โรงพยาบาลพญาไท 2 http://www.phyathai.com

นายแพทย์สุรพงศ์ อำพันวงษ์

ที่มา : เดลินิวส์ 18 ธันวาคม 2554