ของกินลดน้ำหนัก อยู่ในมหาสมุทร

thairath140404_001มหาวิทยาลัยนิวคาสเซิลของอังกฤษค้นพบยาลดน้ำหนักขนาน ธรรมชาติ อยู่ในสาหร่ายทะเลที่มีอยู่ทั่วไปนี่เอง

พวกเขาพบว่าสารประกอบอย่างหนึ่งในสาหร่ายทะเลมีสรรพคุณปิดกั้น ไม่ให้ลำไส้ดูดไขมันออกไปได้

วารสารวิชาการ “เคมีอาหาร” รายงานว่า พวกเขาได้พบจากการ ทดลองว่า สาหร่ายทะเลอย่างหนึ่ง ช่วยขัดขวางไม่ให้ลำไส้ดูดซึมไขมันได้ถึงร้อยละ75

หัวหน้านักวิทยาศาสตร์ศาสตราจารย์ เจฟฟ์ เพียร์สัน กล่าวแจ้งว่า ได้ทดลองใช้สาหร่ายเอาไปทำขนมปังเพื่อทดลองดูและรู้ผลในขั้นแรกแล้วว่า เป็นที่น่าพอใจอย่างยิ่ง

ทางด้านนักโภชนาการได้ให้ความเห็นว่าแม้จะประจักษ์ว่ามันได้ผลในการลดน้ำหนักจริงๆ แต่ควรใช้วิธีป้องกันด้วยการไม่กินของมันๆให้มากเสียแต่ทีแรกจะดีกว่า.

 

ที่มา : ไทยรัฐ 4 มีนาคม 2557

.

Related Article :

.

bbc140401_001

Seaweed could be key to weight loss, study suggests

 

Seaweed could be the secret ingredient to losing weight, research has suggested.

Scientists at Newcastle University said a compound found in common seaweed would stop the body absorbing fat.

Tests showed that alginate, found in sea kelp, can suppress the digestion of fat in the gut.

The findings, published in the journal Food Chemistry, showed that a four-fold increase in one type of alginate boosted anti-fat absorption by 75%.

Although not normally regarded as particularly appetising, the natural fibre found in kelp which stops the body absorbing fat could become more appealing to people trying to lose weight.

‘Extremely encouraging’

The scientists said tests on alginate extracted from the seaweed showed it could reduce the amount of fat the body absorbed.

They used it in bread during trials and found even a small amount reduced people’s fat intake by a third. Now they hope to start full clinical trials.

Lead scientist Prof Jeff Pearson, from Newcastle University’s Institute for Cell and Molecular Biosciences, said: “We have already added alginate to bread and initial taste tests have been extremely encouraging.

“Now the next step is to carry out clinical trials to find out how effective they are when eaten as part of a normal diet.”

Researchers investigated the ability of alginate to reduce fat break-down by a digestive enzyme, pancreatic lipase.

Blocking the action of the enzyme resulted in lower amounts of fat being absorbed by the body.

While they said this could help fight obesity, dieticians point out the best way to avoid absorbing too much fat is to cut the amount eaten in the first place.

SOURCE : www.bbc.co.uk

Advertisements

ทำงานกะกลางคืน ร่างกายปั่นป่วน

thairath140124_001ศูนย์วิจัยการนอนแห่งอังกฤษบอกเตือนว่า การทำงานกะกลางคืน จะเป็นเหตุให้ระบบของร่างกายรวน และก่อผลเสียหายระยะยาวขึ้นได้ ทั้งยังต้องเสี่ยงกับโรคเบาหวานชนิดที่ 2 โรคหัวใจและโรคมะเร็งด้วย

ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่า คนเรามีนาฬิกาในตัวที่คอยควบคุมให้เราหลับนอนตอนกลางคืน และทำงานตอนกลางวัน การที่ต้องอดนอนมาทำงานตอนกลางคืน ได้สร้างความเสียหายขึ้นอย่างรวดเร็วน่าประหลาด กระทบกระเทือนไปตลอดทั่วสรรพางค์กาย ส่วนต่างๆต้องรวนเรไปหมด ไม่ว่าจะเป็นระดับฮอร์โมน อุณหภูมิของร่างกาย สมรรถภาพด้านกีฬา พื้นฐานอารมณ์และการทำงานของสมอง ไปจนถึงระดับที่ลึกที่สุดของอณู

ศาสตราจารย์เดิร์กแจน ดจิก มหาวิทยาลัยเซอร์เรย์ ได้วาดภาพให้เห็นว่า “เหตุอลหม่านนี้ เทียบได้เหมือนกับอยู่ในบ้านหลังหนึ่ง ที่ทุกห้องในบ้านล้วนแต่มีนาฬิกาประจำ แต่บัดนี้นาฬิกาในห้องทุกเรือนต่างล้วนหยุดชะงักหมดแล้ว บ้านหลังนั้นจะเกิดโกลาหลสักแค่ไหน”.

ที่มา: ไทยรัฐ 24 มกราคม 2557

.

Related Article:

.

bbc140121_001

Night work ‘throws body into chaos’

By James Gallagher
Health and science reporter, BBC News
21 January 2014

Doing the night shift throws the body “into chaos” and could cause long-term damage, warn researchers.

Shift work has been linked to higher rates of type 2 diabetes, heart attacks and cancer.

Now scientists at the Sleep Research Centre in Surrey have uncovered the disruption shift work causes at the deepest molecular level.

Experts said the scale, speed and severity of damage caused by being awake at night was a surprise.

The human body has its own natural rhythm or body clock tuned to sleep at night and be active during the day.

It has profound effects on the body, altering everything from hormones and body temperature to athletic ability, mood and brain function.

The study, published in Proceedings of the National Academy of Sciences, followed 22 people as their body was shifted from a normal pattern to that of a night-shift worker.

Blood tests showed that normally 6% of genes – the instructions contained in DNA – were precisely timed to be more or less active at specific times of the day.

Once the volunteers were working through the night, that genetic fine-tuning was lost.

Chrono-chaos

“Over 97% of rhythmic genes become out of sync with mistimed sleep and this really explains why we feel so bad during jet lag, or if we have to work irregular shifts,” said Dr Simon Archer, one of the researchers at the University of Surrey.

Fellow researcher Prof Derk-Jan Dijk said every tissue in the body had its own daily rhythm, but with shifts that was lost with the heart running to a different time to the kidneys running to a different time to the brain.

He told the BBC: “It’s chrono-chaos. It’s like living in a house. There’s a clock in every room in the house and in all of those rooms those clocks are now disrupted, which of course leads to chaos in the household.”

Studies have shown that shift workers getting too little sleep at the wrong time of day may be increasing their risk of type-2 diabetes and obesity.

Others analyses suggest heart attacks are more common in night workers.

Prof Dijk added: “We of course know that shift work and jet lag is associated with negative side effects and health consequences.

“They show up after several years of shift work. We believe these changes in rhythmic patterns of gene expression are likely to be related to some of those long-term health consequences.”

Prof Hugh Piggins, a body-clock researcher from the University of Manchester, told the BBC: “The study indicated that the acute effects are quite severe.

“It is surprising how large an effect was noticed so quickly, it’s perhaps a larger disruption than might have been appreciated.”

He cautioned that it was a short-term study so any lasting changes are uncertain, but “you could imagine this would lead to a lot of health-related problems”.

SOURCE : bbc.co.uk

รอบเอวเพิ่มเพราะไม่ทำงานบ้าน

dailynews131230_001ในยุคสมัยที่ต้องใช้ชีวิตเร่งรีบ ผู้หญิงทำงานบ้านลดน้อยลง ใช้ชีวิตข้างนอกมากขึ้น นั่นเป็นสาเหตุของค่าเฉลี่ยรอบเอวที่เพิ่มขึ้น

เว็บไซต์เดลิเมล์ ได้ให้ข้อมูลไว้ว่า ผู้หญิงในยุคปี ค.ศ.1950 มีรอบเอวเฉลี่ย 28 นิ้ว ขณะที่ ผู้หญิงปัจจุบัน มีรอบเอวเฉลี่ย 34 นิ้ว (ขนาดตัวของผู้หญิงตะวันตก) โดยเห็นว่าค่าเฉลี่ยเพิ่มขึ้นมา 6 นิ้ว

นักวิจัยได้กล่าวถึงสาเหตุว่า นั่นเพราะผู้หญิงสมัยนี้ไม่ต้องทำงานบ้านมากเท่าคนรุ่นปู่ย่าตายาย และยังมีเครื่องอำนวยความสะดวกในครัวเรือนที่ทันสมัย ซึ่งแม่บ้านในยุค1950 สามารถเผาผลาญได้ถึง 1,000 แคลอรี่/วัน เมื่อเปรียบเทียบกับผู้หญิงในทุกวันนี้ ที่มีวิถีชีวิตอยู่ประจำที่มากขึ้น แม้จะทำงานเต็มเวลาแต่ก็ใช้เวลาส่วนใหญ่ทั้งวันนั่งอยู่หลังโต๊ะทำงาน

นอกจากผู้หญิงในยุค 1950 จะมีโอกาสได้ทำงานบ้านมากกว่าแล้ว ยังกินน้อยกว่าอีกด้วย ที่สำคัญคือในยุคนั้นแทบจะไม่มีอาหารจานด่วนเลย โดยปกติจะบริโภคเพียง 1,818 แคลอรี่ในแต่ละวัน ขณะที่ปัจจุบันบริโภคถึง 2,178 แคลอรี่ ซึ่งค่ากลางของแคลอรี่ต่อวันคือประมาณ 2,000 แคลอรี่

ดร. รอส อัลท์มันน์ ผู้อำนวยการทั่วไปของ Saga ได้กล่าว่า หากมองย้อนกลับไปจะพบในปี 1950 ผู้หญิงส่วนใหญ่ไม่ได้มีเครื่องซักผ้า แล้วลองคิดถึงการซักผ้านวมด้วยตนเอง นั่นเป็นคำตอบที่ว่าทำไมผู้หญิงในยุคนั้นจึงสามารถเผาผลาญแคลอรี่ได้มากมาย ทั้งๆที่อยู่กับบ้าน แต่ผู้หญิงวันนี้มีตารางเวลาที่ยุ่งอยู่แล้ว การออกกำลังกายของพวกเขาต้องไปที่ยิมหรือไม่ก็อาศัยการเดิน

อาหารจานด่วนก็มีส่วน แทม ฟราย กล่าวในงานประชุมโรคอ้วนแห่งชาติ ว่าแม้โรคอ้วนจะมีผลกระทบต่อทั้งสองเพศ แต่อัตรามีแนวโน้มที่จะสูงขึ้นในกลุ่มผู้หญิง เพราะน้ำหนักจากในช่วงการตั้งครรภ์ ตัวเลขล่าสุดแสดงให้เห็นถึงอัตราการเป็นโรคอ้วนว่า ร้อยละ 23.9 เป็นผู้หญิง ส่วน ร้อยละ 22.1 เป็นผู้ชาย

อย่างไรก็ตาม “เดลินิวส์ออนไลน์” ซักถามแพทย์ในบ้านเราเพิ่มเติม สำหรับ “นพ.กฤษดา ศิรามพุช” ผู้อำนวยการศูนย์เวชศาสตร์อายุรวัฒน์นานาชาติ ให้ความเห็นว่า ที่จริงแล้ว รอบเอวของผู้ชายก็กว้างขึ้นเหมือนกัน แต่ที่ผู้หญิงเห็นชัดกว่าก็เพราะว่า…

1) อิทธิฤทธิ์ของฮอร์โมนที่ชื่อ เอสโตรเจน และ โปรเจสเตอโรน ที่รวมกันเกิดผลลัพธ์ให้สาวๆ อวบขึ้นมาง่ายกว่าชายหนุ่ม

2) สรีรวิทยาของสตรี มีไขมันมากกว่าเมื่อเทียบผู้ชาย พูดง่ายๆ ว่านิ่มนวลจากไขมันที่เยอะกว่าไม่เหมือนผู้ชายที่ดูบึกบึนเพราะมีกล้ามเนื้อ

3) ผู้หญิงมีวัยทองที่ชัดเจน แต่ผู้ชายไม่ชัด

ทั้ง 3 ปัจจัยนี้รวมกันเป็นผลลัพธ์เท่ากับรอบเอวที่ใหญ่ขึ้นและเมื่อร่วมกับสิ่งสำคัญคือ “ออกกำลังกายน้อยลง” เมื่อเทียบกับแต่ก่อนจึงทำให้ภายในเวลา เพียง 6 ทศวรรษ สาวๆจึงมีวิวัฒนาการรอบเอวที่ใหญ่ขึ้นถึงเกือบ 10 นิ้ว

ทางแก้ที่ทำได้เองและง่ายก็คือ “หาเรื่องกระชับพื้นที่รอบพุง” เช่นการหาเรื่องลดพุงด้วยวิธีนี้เป็นการสร้างแรงบันดาลใจ เหมือนกับเราตั้งเป้าไว้แต่ไม่ถึงกับจริงจังจนเครียด, “มุ่งขยับกายให้ได้ทุกอิริยาบถ” ทำให้ทุกขณะคือการออกกำลัง แล้วจะช่วยปรับฮอร์โมนกับเพิ่มกล้ามได้ เช่น จอดรถไว้ไกลกว่าเดิมแล้วขยันเดินเอา หรือลุกขึ้นจากเก้าอี้ไปคุยงานแทนการส่งไลน์ เมื่อพิมพ์งานหน้าคอมพิวเตอร์ก็นั่งหลังตรงผึ่งผายไม่นั่งจม ขณะดูโทรทัศน์ก็ต้องหาทางออกกำลังกายไปด้วย เช่น ซิทอัพหรือแกว่งแขนช่วงพักโฆษณา,

“ห้ามอดนอน” เพราะมีผลต่อน้ำหนักร่างกายและรอบเอวมาก การนอนน้อยมีผลทำให้บวมแบบไม่ตั้งใจและลดยากมาก เพราะการนอนดึกจะส่งผลให้ต่อมหมวกไตหลั่งเคมีที่เก็บไขมันเข้ามา ดังนั้นคนที่นอนดึกจึงมีสภาพเสี่ยงอ้วน, “ตอนกินให้เลี่ยงแป้ง” แป้งคือตัวที่ทำให้อ้วนได้มาก ยิ่งในสตรีที่มีไขมันในร่างกายสูงง่ายอยู่แล้ว การกินแป้งเกินเข้าไปหน่อยเดียวอาจส่งผลให้เพิ่มไขมันโดยไม่รู้ตัว เพราะแป้งสามารถเปลี่ยนเป็นไขมันได้ง่ายๆ โดยเฉพาะในสตรียุคใหม่ที่ไม่ค่อยเผาผลาญนักจากรูปแบบการทำงานแบบ ติดโต๊ะ(Sedentary work) ติดเก้าอี้ประชุม หรือติดโซฟา(Couch potato)เมื่อได้กลับมาพักที่บ้าน

และ “อย่าแกล้งฮอร์โมน” โดยการรับประทานฮอร์โมนจากภายนอกโดยไม่จำเป็น เช่น กินยาคุมเพื่อรักษาสิว,กินฮอร์โมนตอนวัยทองโดยไม่มีข้อบ่งชี้ หรือการรับประทานสมุนไพรที่มีผลกับฮอร์โมนเช่น ว่านชักมดลูก,กวาวเครือ รวมถึงการไปฉีดฮอร์โมนเสริมเพื่อชะลอวัยที่ยังไม่มีการยืนยันจากหลักฐานทางวิชาการ(Evidence based)

เมื่อได้รับทราบดังนี้แล้วไม่อยากเอวขยาย อ้วนง่ายกว่าคนสมัยก่อน ต้องรีบควบคุมอาหาร และออกกำลังกายรักษาหุ่น ซึ่ง “เดลินิวส์ออนไลน์” ได้สอบถามไปยัง “หมอหมี สมิติเวช” Dr.Carebear Samitivej คุณหมอที่ให้คำแนะนำเรื่องการลดน้ำหนัก จนมีผู้ให้ความสนใจและติดตามเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะในทวิตเตอร์ @Dr_Carebear

หมอหมี ระบุว่า การลดน้ำหนักจำเป็นต้องมีการตั้งเป้าที่ชัดเจน ตั้งใจวางแผน เน้นการปรับเปลี่ยนการทานอาหาร มีผักมากกว่าข้าวทุกมื้อ ข้าวควรเลือกข้าวกล้องไม่เกิน 1.5-2 ทัพพีต่อมื้อ ทานโปรตีนให้พอ เลี่ยงอาหารผัด ทอด มัน ของหวาน และจัดเวลาออกกำลังประจำ ไม่นอนดึกเกินไป ถ้าหากเผลอทานไม่ดี ลงโทษตัวเองด้วยการออกกำลังกายตามคำแนะนำ โดยทั้งหมดที่กล่าวมา ควรทำให้เป็นนิสัย ทั้งนี้ หากทำได้ดี จะลดน้ำหนักได้ 0.5-1 กิโลต่อสัปดาห์ ผลน้ำตาลไขมันในเลือดจะเห็นผลใน 6 สัปดาห์ สำหรับผู้ที่กำลังจะเริ่มลดน้ำหนัก สามารถศึกษาคำแนะนำของหมอหมีเพิ่มเติมได้ที่ https://t.co/CEkGlwgKEi

รู้อย่างนี้แล้ว ถือฤกษ์ปีใหม่เป็นการเริ่มต้นปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เพื่อให้ได้รูปร่างที่สมส่วน ไม่อ้วนกันเถอะ.

จิราภา ภิญญสาสน์

ที่มา : เดลินิวส์  30 ธันวาคม 2556 

.

Related Article:

.

dailymail120624_001

Women put 6 inches on waists in 60 years: And the main reason? They don’t use as much elbow grease when they do the housework 

By SOPHIE BORLAND

PUBLISHED: 14:59 GMT, 24 May 2012

 

It’s almost enough to make you put down the paper and pick up the Hoover.

Women’s waistlines have grown by six inches over the past 60 years – because they don’t do as much housework as their forebears, researchers claim.

Without the benefit of modern household appliances, 1950s housewives used to burn up to 1,000 calories a day simply by doing the chores.

By comparison, today’s women have much more sedentary lifestyles, as many work full-time and spend most of the day sitting behind a desk.

The extra elbow grease needed for cleaning, washing and sweeping in the 1950s meant that the average middle-aged woman had a 28-inch waist. Today, the average measurement is 34 inches.

The research was carried out by Saga, the over-50s group, to mark the Queen’s Diamond Jubilee. 

It surveyed 8,000 men and women on their waist sizes, calorie intake and lifestyle, then compared the results with the average statistics for adults in 1952, the year of the Queen’s accession to the throne.

As well as leading more active lives, women in the 1950s also ate slightly less, as rationing was still in place and fast food barely existed.

Typically they consumed only 1,818 calories each day, compared with 2,178 calories now. The recommended allowance is 2,000 calories.

Dr Ros Altmann, Saga’s director-general, said improved gadgets had significantly reduced the time and effort required for housework. ‘If you think back to the 1950s most women would not even have had a washing machine,’ she said.

‘They wouldn’t have had duvets so the simple task of making a bed would have demanded far more physical activity. Women would have burned a significant number of calories just keeping the house going.’

Instead, today’s women have to set aside time in their already busy schedules for exercise, she said. ‘Nowadays you have to actually go to the gym to take exercise. My mum didn’t even have a car, she would have walked everywhere.

Dr Altmann added: ‘I think there’s some element with the availability of fast food but women in the 1950s would still have eaten chips and puddings. It seems to me that the physical activity demanded by keeping a home was ensuring women were fitter and thinner than they are today.’

Tam Fry, of the National Obesity Forum, said that although obesity affects both sexes, rates tend to be higher among women because of weight gained during pregnancy.

He said many struggle to lose the extra pounds between giving birth becoming pregnant with their second child.

22N-WOMENS SHAPE GRAPHIC

The latest figures show 23.9 per cent of women are obese, compared with  22.1 per cent of men.

Saga’s survey also showed how the relationship between the generations has changed over the past six decades.

Grown-up children were once expected to subsidise the income of their parents, but today the over-50s are increasingly likely to still be supporting their offspring instead.

Attitudes towards retirement have also changed. In 1952, finishing work was seen as a chance to rest and relax. Men aged 65 had a life expectance of 12.1 years, while for women it was 15.5 years.

Nowadays, life expectancy for 65-year-olds is 21.7 years for men and 24.2 years for women. It means retirement tends to be seen as an opportunity to change direction – but also that nearly four in ten adults want to, or have to,  continue working  after retirement.

SOURCE : www.dailymail.co.uk

นักวิจัยระบุแบคทีเรียดี-ไม่ดีในท้องคนเราอาจมีบทบาทสำคัญต่อน้ำหนักตัวและโรคอ้วน

voathai130918_001นักวิจัยเชื่อว่าการเกิดโรคอ้วนนั้นอาจมีอะไรมากกว่าปริมาณอาหารที่รับประทาน หรือปริมาณการออกกำลังกาย เพราะรายงานชิ้นล่าสุดของนักวิจัยที่ Washington University ระบุว่า แบคทีเรียที่อยู่ในท้องของเราอาจมีบทบาทสำคัญที่จะทำให้เราอ้วนหรือผอมได้ ซึ่งงานวิจัยชิ้นนี้อาจทำให้เราเข้าใจถึงการรับประทานอาหารอย่างถูกต้องและมีประโยชน์มากยิ่งขึ้น

นักวิจัยเริ่มต้นด้วยการนำหนูทดลองกลุ่มหนึ่งซึ่งถูกเลี้ยงภายใต้สภาพแวดล้อมที่ฆ่าเชื้อโรคแล้ว ทำให้ไม่มีเชื้อโรคอยู่ในท้องของหนูเหล่านั้น จากนั้นนำจุลินทรีย์ที่เติบโตในท้องของมนุษย์แฝดคู่หนึ่งมาใส่ไว้ในท้องของหนูทดลอง โดยยีนของแฝดคู่นี้เหมือนกันทุกประการ แต่คนหนึ่งเป็นโรคอ้วน ส่วนอีกคนไม่เป็น

ผลการทดลองปรากฎว่า หนูทดลองที่มีจุลินทรีย์จากท้องของแฝดที่เป็นโรคอ้วนมีน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นมากกว่าหนูตัวที่ได้รับจุลินทรีย์จากแฝดที่ไม่เป็นโรคอ้วน และพบว่าหนูที่มีจุลินทรีย์โรคอ้วนมีปัญหาที่ระบบการเผาผลาญอาหาร ซึ่งเป็นปัญหาเดียวกับที่พบในคนที่เป็นโรคอ้วน

นอกจากนี้ นักวิจัยที่ Washington University ยังพบความน่าสนใจบางอย่าง เมื่อนำหนูทดลองที่มีจุลินทรีย์โรคอ้วนกับหนูที่มีจุลินทรีย์ที่ไม่เป็นโรคอ้วย มาขังไว้ในกรงเดียวกัน โดยนักวิจัย Jeffrey Gordon บอกว่าเมื่อจุลินทรีย์ที่อยู่ในหนูทดลองตัวผอมย้ายที่อยู่เข้าไปอาศัยในท้องของหนูทดลองที่เป็นโรคอ้วน จะมีผลช่วยชะลอให้น้ำหนักตัวของหนูทดลองตัวนั้นไม่เพิ่มขึ้น

อย่างไรก็ตาม ยังต้องมีการศึกษาค้นคว้าต่อไป หากต้องการผลิตยาผสมเชื้อจุลินทรีย์ชนิดดี เพื่อช่วยควบคุมน้ำหนักและป้องกันไม่ให้เป็นโรคอ้วน ถึงกระนั้น นักวิจัยชี้ว่าสิ่งสำคัญที่สุดคือการควบคุมอาหารการกิน

งานวิจัยเรื่องบทบาทของแบคทีเรียในท้องคนเรากับการเป็นโรคอ้วนชิ้นนี้ ตีพิมพ์อยู่ในวารสาร Science

รายงานจาก Steve Baragona / เรียบเรียงโดย ทรงพจน์ สุภาผล

ที่มา : www.voathai.com

.

Related Article :

.

Dr. Jeffrey I. Gordon, left, and Vanessa K. Ridaura are two members of a scientific team whose research shows a connection between human gut bacteria and obesity.

Dr. Jeffrey I. Gordon, left, and Vanessa K. Ridaura are two members of a scientific team whose research shows a connection between human gut bacteria and obesity.

Gut Bacteria From Thin Humans Can Slim Mice Down

By GINA KOLATA
Published: September 5, 2013
The trillions of bacteria that live in the gut — helping digest foods, making some vitamins, making amino acids — may help determine if a person is fat or thin.

The evidence is from a novel experiment involving mice and humans that is part of a growing fascination with gut bacteria and their role in health and diseases like irritable bowel syndrome and Crohn’s disease. In this case, the focus was on obesity. Researchers found pairs of human twins in which one was obese and the other lean. They transferred gut bacteria from these twins into mice and watched what happened. The mice with bacteria from fat twins grew fat; those that got bacteria from lean twins stayed lean.

The study, published online Thursday by the journal Science, is “pretty striking,” said Dr. Jeffrey S. Flier, an obesity researcher and the dean of the Harvard Medical School, who was not involved with the study. “It’s a very powerful set of experiments.”

Michael Fischbach of the University of California, San Francisco, who also was not involved with the study, called it “the clearest evidence to date that gut bacteria can help cause obesity.”

“I’m very excited about this,” he added, saying the next step will be to try using gut bacteria to treat obesity by transplanting feces from thin people.

“I have little doubt that that will be the next thing that happens,” Dr. Fischbach said.

But Dr. Flier said it was far too soon for that.

“This is not a study that says humans will have a different body weight” if they get a fecal transplant, he said. “This is a scientific advance,” he added, but many questions remain.

Dr. Jeffrey I. Gordon of Washington University in St. Louis, the senior investigator for the study, also urged caution. He wants to figure out which bacteria are responsible for the effect so that, eventually, people can be given pure mixtures of bacteria instead of feces. Or, even better, learn what the bacteria produce that induces thinness and give that as a treatment.

While gut bacteria are a new hot topic in medicine, he added that human biology is complex and that obesity in particular has many contributors, including genetics and diet.

In fact, the part of the study that most surprised other experts was an experiment indicating that, with the right diet, it might be possible to change the bacteria in a fat person’s gut so that they promote leanness rather than obesity. The investigators discovered that given a chance, and in the presence of a low-fat diet, bacteria from a lean twin will take over the gut of a mouse that already had bacteria from a fat twin. The fat mouse then loses weight. But the opposite does not happen. No matter what the diet, bacteria from a fat mouse do not take over in a mouse that is thin.

Although researchers suspected that gut bacteria might play a role in human obesity, it has been difficult to get convincing evidence. While there are often differences in gut bacteria in fat and lean people, they could be a cause or an effect of obesity. And gut bacteria vary from individual to individual, making it very difficult to decide which, if any, affect body weight.

Those obstacles led Dr. Gordon and his colleagues to look for those rare sets of twins in which only one twin is fat. That allowed them to cancel out much of the effect of genetics and environment. They gave the twins’ fecal bacteria to mice that were born and reared in a sterile environment and had no bacteria of their own as a result. The mice were genetically identical, so genetic factors played no role in their weights.

Five weeks after they got human gut bacteria, the mice with bacteria from the fat twins had about 15 to 17 percent more body fat than those that had bacteria from thin twins. They also had some of the metabolic changes associated with obesity.

Next came what Dr. Gordon calls the “Battle of the Microbiota,” referring to the collection of gut microbes. The researchers put mice with gut bacteria from lean twins in the same cage as mice with gut bacteria from obese twins. Mice housed together eat one another’s droppings, so the mice in the cage naturally end up sharing gut bacteria. He also put in germ-free mice to determine which collection of gut bacteria they would get. Or would they get a mixture?

That led to the discovery that bacteria from the lean twins took over in the mice that started out with bacteria from the fat twins, resulting in weight loss and a correction of the metabolic abnormalities the mice had developed. But the mice were eating standard mouse food, which is very low in fat.

Then Dr. Gordon’s colleague Vanessa K. Ridaura had an idea. From a national survey about what Americans eat, she and her colleagues determined the diets of those eating the most fruits and vegetables and the least saturated fats and the diets of those at the opposite end of the spectrum. With that information, they created mouse food pellets of the same two compositions by cooking and drying fruits and vegetables and combining them with fats in the right proportions. They then repeated the experiment, putting fat and lean mice together in a cage and giving them one of the two types of food.

The fat mice that got food high in fat and low in fruits and vegetables kept the gut bacteria from the fat twins and remained fat. The thin twins’ gut bacteria took over only when the mice got pellets that were rich in fruits and vegetables and low in fat.

“This is all weird and wonderful,” said Robert W. Karp, a program director for genetics and genomics at the National Institute of Diabetes and Digestive and Kidney Diseases.

And it raises questions of what comes next.

Dr. Gordon’s plan to isolate the bacteria or their products responsible for leanness “could take many decades,” said Dr. Alexander Khoruts, a gastroenterologist at the University of Minnesota.

“I am not down on this approach,” Dr. Khoruts said, but added that it would be a lot quicker to try fecal transplants. They have worked in one situation: people with a terrible gut infection with the bacteria Clostridium difficile get better when given feces from healthy people.

Those were people with no other treatment options, Dr. Karp noted, but, he said, perhaps obese people who have not done well after bariatric surgery might be in the same desperate situation.

“Maybe we could try it out very, very gingerly, very, very carefully,” Dr. Karp said, noting that that was his personal opinion.

But he added that he was not sure weight loss centers would take that cautious approach.

“It would not surprise me if someone somewhere starts doing it,” Dr. Karp said.

SOURCE : www.nytimes.com

กินน้ำตาลมากฉลาดน้อยจริงหรือ?

dailynews131012_001ในสภาวะสังคมที่มีร้านอาหาร ร้านเบเกอรี่ ร้านขายขนม ร้านกาแฟอยู่มากมายรอบตัว คุณผู้อ่านเคยสังเกตบ้างไหมคะว่า ในวัน ๆ หนึ่ง เราทานอาหาร เครื่องดื่ม หรือขนมที่ไม่มีสารอาหารอันจำเป็นต่อร่างกาย มากมายขนาดไหนกัน

เราเคยได้ยินว่าการกินน้ำตาลมากเกินไปเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลายโรค ไม่ว่าจะเป็นโรคหัวใจ โรคมะเร็ง โรคอ้วน หรือแม้กระทั่งตับล้มเหลว ใครจะเชื่อว่าเมื่อ 10,000 ปีก่อน คนเรากินน้ำตาลแค่ 20 ช้อนชาต่อปี แต่ในปัจจุบันเรากินถึง 27 กิโลกรัมต่อปีต่อคน ซึ่งนับได้ว่าเป็นจำนวนมากขึ้นและมากขึ้นทุกปี

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง น้ำตาลฟรักโทสคอร์นไซรัป (หรือน้ำตาลปรุงแต่งที่ห่างไกลกับธรรมชาติ ตามชื่อที่ว่า คอร์นคือ ข้าวโพด) ถึงแม้ว่าจะมีต้นกำเนิดมาจากข้าวโพดก็จริง แต่สูตรการปรุงแต่งน้ำตาลที่ยังคงเป็นความลับทำให้ตัวน้ำตาลแทบจะไม่หลงเหลือความเป็นน้ำตาลข้าวโพดอยู่เลย

ในขณะที่น้ำตาลแดงหรือน้ำตาลซูโครส โดยทั่วไปจะมีโมเลกุลคู่ 2 ตัว นั่นคือ กลูโคสกับฟรักโทสอยู่เท่า ๆ กัน เกาะเกี่ยวเป็นเกลียว เมื่อคนเราทานเข้าไปแล้ว น้ำย่อยเราจะย่อยน้ำตาลแดงนี้ให้เป็นโมเลกุลที่เล็กที่สุดเพื่อเข้าสู่ร่างกายไปใช้เป็นพลังงานต่อไป ส่วนน้ำตาลฟรักโทสคอร์นไซรัปไม่ได้มีสัดส่วนโมเลกุลระหว่างกลูโคสกับฟรักโทสเท่า ๆ กัน ไม่ได้เรียงตัวกันเป็นแบบแผน อีกทั้งยังมีความกระจายตัวของโมเลกุลเป็นอย่างมาก ดังนั้นเมื่อเรากินน้ำตาลประเภทนี้เข้าไป น้ำตาลก็จะถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดอย่างรวดเร็ว ฟรักโทสจำนวนหนึ่งจะพุ่งตรงเข้าสู่ตับ เราจึงพบได้ว่า คนที่รับประทานน้ำตาลมากเกินไปส่วนหนึ่งจะมีภาวะไขมันพอกตับ และจะมีภาวะตับแข็งได้ ทั้งที่ไม่ได้ดื่มแอลกอฮอล์

ในขณะที่ฟรักโทสอีกส่วนหนึ่งจะไปทำให้ฮอร์โมนอินซูลินสูงขึ้น จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคอ้วน น้ำหนักเกิน โรคหัวใจ และโรคมะเร็งนั่นเองค่ะ

เมื่อกลางปีที่แล้ว ศาสตราจารย์ด้านประสาทวิทยาจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย-ลอสแอนเจลิส ได้ทำงานวิจัยที่ถูกตีพิมพ์ลงวารสารด้านสรีรวิทยาของสหรัฐ กล่าวถึงผลกระทบของน้ำตาลฟรักโทสคอร์นไซรัปที่ส่งผลทำให้สมองมีประสิทธิภาพลดลง โดยการนำหนูทดลองมาเลี้ยงให้ฝึกหาทางออกอยู่ในเขาวงกตเป็นเวลา 5 วัน ในช่วงนี้ให้หนูกินอาหารหนูและน้ำเปล่าเป็นประจำทุกวัน หลังจากนั้นอีก 6 สัปดาห์เริ่มเปลี่ยนน้ำจากน้ำเปล่าเป็นน้ำที่ผสมฟรักโทสคอร์นไซรัปขนาดความเข้มข้น 15% แล้วมาทดสอบโดยปล่อยหนูลงไปในเขาวงกตอีกครั้ง

นักวิจัยพบว่า หนูเดินช้าลงบางตัวเดินกลับไปกลับมาแทนที่จะเดินไปข้างหน้า รวมถึงใช้เวลานานกว่าเดิมในการหาทางออกได้ และเมื่อมีการสแกนสมองหนูก็พบว่า เส้นใยประสาทของสมองทำงานติดขัดรวมถึงการเชื่อมโยงของเซลล์สมองก็ช้าลงอย่างเห็นได้ชัด

จากงานวิจัยนี้ทำให้ได้ข้อสรุปว่า การกินน้ำตาลจำนวนมากทำให้สารสื่อประสาททำงานเชื่อมโยงไม่เป็นระบบ อีกทั้งยังส่งผลโดยตรงต่อการเรียนรู้ที่แย่ลงและอาจทำให้เกิดภาวะหลงลืม นอกจากนี้ยังทำให้ระดับอินซูลินในเลือดสูงขึ้น ซึ่งอินซูลินนี้ไม่เพียงเกี่ยวเนื่องกับระบบการทำงานของร่างกายโดยภาพรวม แต่ยังเกี่ยวข้องกับการทำงานของสมองส่วนที่เกี่ยวกับความจำโดยตรง อาจกล่าวได้ว่า ระดับอินซูลินที่สูงขึ้นสกัดกั้นการส่งสัญญาณของเส้นประสาทของสมอง หรือจะให้เข้าใจง่ายกว่านั้นก็คือ การกินน้ำตาลนี้จะไปกั้นการสื่อสารระหว่างเซลล์สมอง 2 เซลล์ มีผลทำให้คิดช้าและสมองประมวลผลข้อมูลได้ยากขึ้น

เรื่องนี้นักวิจัยได้สรุปในตอนท้ายว่า การทำงานของสมองจะช้าลงอย่างแน่นอนถ้ารับประทานน้ำตาลฟรักโทสคอร์นไซรัปต่อเนื่องกันเป็นระยะเวลานาน

ส่วนคำถามที่ว่าเราจะพบน้ำตาลฟรักโทสคอร์นไซรัปที่ไหนได้บ้าง คำตอบก็คือ น้ำอัดลมต่าง ๆ เครื่องปรุงอาหาร ซอสต่าง ๆ รวมถึงขนมขบเคี้ยว และที่น่าตกใจก็คือ อาหารที่เขียนว่าเด็กเล็กสามารถกินได้ก็มีน้ำตาลประเภทนี้อยู่มากเช่นเดียวกัน

สำหรับผู้ใหญ่การเลือกกินอาหารเป็นสิ่งที่จะช่วยทำให้ร่างกายทำงานได้ดีขึ้น แข็งแรงขึ้น แต่สำหรับเด็กเล็กที่สมองจำเป็นจะต้องได้รับการพัฒนาอย่างเต็มที่ การเลือกอาหารที่กินอย่างเดียวคงไม่พอ คงเป็นหน้าที่ของคุณพ่อคุณแม่ที่จะต้องหลีกเลี่ยงสารอาหารที่ไม่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายเช่นเดียวกันค่ะ.

อ.ดร.ปรียาสิริ มานะสันต์
โครงการพัฒนาศักยภาพประชากรไทย
คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล

ที่มา: เดลินิวส์ 12 ตุลาคม 2556

.

Related Article:

.

What’s Wrong With High Fructose Corn Syrup?

High fructose corn syrup, HFCS, also known as glucose/fructose in Canada, is a sweetener used in most packaged foods and soft drinks. It is cheaper to produce than refined sugar mostly due to large government subsidies.

It is good to see that more people are becoming aware of the consequences of eating food (or should I say non-food) containing HFCS.

Concerns about HFCS contributing to diabetes and obesity are real. There is an increasing amount of experimental data supporting these claims! Some companies such as Heinz, and Hunts, are bowing under pressure and running adds stating the product or drink does not contain HFCS.

Buyer beware, they are back to using sugar, trying to trick consumers into believing that sugar is much better for us!

Also, now that the public have been alerted to the dangers, the corn refiners association wants the FDA to change the name of high fructose corn syrup to corn sugar. Same product, different name.

A little background

Use of HFCS in processed foods began in the 70’s and gradually replaced cane and beet sugar in foods.
The 80’s showed a huge spike in the use of HFCS and not surprisingly this coincides with skyrocketing obesity.
85% of HFCS is made from genetically modified corn.

HFCS can be found in candies, juice, ketchup, canned fruits and vegetables, aperetifs, chocolate, frozen meals, vitamins, cough syrup, crackers, mayonnaise, salad dressing, pastry, ice cream, cookies, yogurt, yogurt drinks, gum, jam, etc.

The trouble with HFCS?

There is no level of satiation.

Here’s what happens…

Sugar, glucose and other sugars cause the pancreas to produce insulin. Fructose does not. Fructose also has no effect on the production of leptin, a hormone produced by the body’s fat cells. Both insulin and leptin signal the body to start suppressing appetite.

When soft drinks were sweetened with sugar if you drank a lot you would probably vomit. Now you can drink a few liters and the body will tolerate it. You can also consume a whole bag of cookies and want to eat more. The same holds true for any snack sweetened with HFCS.

Also, HFCS does not raise glycemic levels, it is transformed into triglycerides, which is a kind of fat, which is found in the blood and deposited in the arteries. It raises our cholesterol and is a major factor in the cause of heart disease, heart attack and other health disorders.

Sugar and HFCS have some of the same effects on the body…here are only a few

  • Immediately depresses the immune system
  • Increases acidity in the body
  • Increases free radicals
  • Can contribute to hyperactivity, anxiety and depression
  • Causes cavities

 

How to Avoid High Fructose Corn Syrup?

1. Drink pure water, kick your soft drink habit. If you have a real addiction, reduce slowly to avoid severe withdrawal symptoms, severe headaches, etc.

2. Cook more from scratch. Making your own healthy food instead of consuming processed packaged food is one way to ensure you are not consuming HFCS.

3. Read labels carefully. If you do buy packaged foods read the labels and avoid foods with HFCS.

4. If you need to use sweetener, choose a natural sweetener

Once you start making healthy eating choices and following a healthy diet it is easy to avoid foods that contain high fructose corn syrup.

The healthier you eat the more you crave healthy foods.

 

SOURCE: www.health-and-natural-healing.com

ซดโกโก้ร้อน ตอบโต้เบาหวาน

thairath130704_001นักวิทยาศาสตร์การอาหารค้นพบจากการทดลองกับหนูว่า การดื่มโกโก้ร้อนวันละ 2–3 ถ้วย จะช่วยผู้ที่มีรูปร่างอ้วน ป้องกันโรคอันเนื่องมาจากการเกิดการอักเสบอย่างเช่นเบาหวานได้

พวกเขาได้พบว่า ในฝูงหนูทดลองที่ถูกขุนด้วยอาหารไขมันสูง ตัวที่ได้กินโกโก้จำนวน 10 ช้อนโต๊ะ เทียบเท่ากับที่คนกินวันละ 4-5 ถ้วย เป็นเวลาอยู่นาน 2 เดือนครึ่ง จะไม่ค่อยเป็นโรคที่เกิดจากการอักเสบเนื่องจากความอ้วนมากเหมือนพวกที่ไม่ได้กินโกโก้ ทั้งหนูพวกนี้ยังมีสภาพเหมือนกับหนูพวกที่เลี้ยงแต่อาหารไขมันต่ำด้วย จะมีปริมาณปลาสมาอินซูลินต่ำกว่าหนูตัวที่ไม่ได้กินโกโก้ถึงร้อยละ 27 การมีอินซูลินสูงแสดงว่า เป็นโรคเบาหวาน.

ที่มา : ไทยรัฐ  4 กรกฎาคม 2556

.

Related Article :

.

A few cups of hot cocoa may not only fight off the chill of a winter's day, but they could also help obese people better control inflammation-related diseases, such as diabetes. (Credit: © Kimberly Reinick / Fotolia)

A few cups of hot cocoa may not only fight off the chill of a winter’s day, but they could also help obese people better control inflammation-related diseases, such as diabetes. (Credit: © Kimberly Reinick / Fotolia)

Cocoa May Help Fight Obesity-Related Inflammation

June 12, 2013 — A few cups of hot cocoa may not only fight off the chill of a winter’s day, but they could also help obese people better control inflammation-related diseases, such as diabetes, according to Penn State researchers.

Mice that were fed cocoa with a high-fat diet experienced less obesity-related inflammation than mice fed the same high-fat diet without the supplement, said Joshua Lambert, associate professor of food science. The mice ate the human equivalent of 10 tablespoons of cocoa powder — about four or five cups of hot cocoa — during a 10-week period.

“What surprised me was the magnitude of the effect,” Lambert said. “There wasn’t as big of an effect on the body weight as we expected, but I was surprised at the dramatic reduction of inflammation and fatty liver disease.”

The researchers reported that several indicators of inflammation and diabetes in the mice that were fed the cocoa supplement were much lower than the mice that were fed the high-fat diet without the cocoa powder and almost identical to the ones found that were fed a low-fat diet in the control group. For example, they had about 27 percent lower plasma insulin levels than the mice that were not fed cocoa. High levels of insulin can signal that a patient has diabetes.

The cocoa powder supplement also reduced the levels of liver triglycerides in mice by a little more than 32 percent, according to Lambert, who worked with Yeyi Gu, graduate student in food science, and Shan Yu, a graduate student in physiology. Elevated triglyceride levels are a sign of fatty liver disease and are related to inflammation and diabetes.

The mice also saw a slight but significant drop in the rate of body weight gain, according to the researchers, who reported their findings in the online version of the European Journal of Nutrition.

While researchers have linked obesity-related chronic inflammation to several diseases, including type 2 diabetes and fatty liver disease, the reason for the inflammation response is not completely known. Lambert said two theories on inflammation and obesity that have emerged may help explain cocoa’s role in mitigating inflammation. In one theory, Lambert said excess fat may activate a distress signal that causes immune cells to become activated and cause inflammation. The cocoa may reduce the precursors that act as a distress signal to initiate this inflammatory response.

Lambert said that another theory is that excess fat in the diet interferes with the body’s ability to keep a bacterial component called endotoxin from entering the bloodstream through gaps between cells in the digestive system — gut barrier function — and alerting an immune response. The cocoa in this case may help improve gut barrier function.

Cocoa, although commonly consumed in chocolate, actually has low-calorie content, low-fat content and high-fiber content.

“Most obesity researchers tend to steer clear of chocolate because it is high in fat, high in sugar and is usually considered an indulgence,” Lambert said. “However, cocoa powder is low in fat and low in sugar. We looked at cocoa because it contains a lot of polyphenolic compounds, so it is analogous to things like green tea and wine, which researchers have been studying for some of their health benefits.”

Lambert said he expects future research will be conducted to better identify why the cocoa powder is effective in treating inflammation, as well as determine if the treatment is suitable for humans.

The National Institutes of Health supported this work.

Story Source:

The above story is reprinted from materials provided by Penn State. The original article was written by Matthew Swayne.

SOURCE : www.sciencedaily.com

ลดเสี่ยงเบาหวาน..ง่ายนิดเดียว

dailynews130708_001มีปัจจัยอยู่ข้อหนึ่งที่เพิ่มความเสี่ยงให้ป่วยเป็นโรคเบาหวาน นั่นคือ ความอ้วน และคนเรามักจะอ้วนขึ้นเพราะขาดการออกกำลังกาย เคลื่อนไหวร่างกายน้อย

เพื่อป้องกันความอ้วน ลดความเสี่ยงโรคเบาหวานและโรคอื่นๆ การออกกำลังกาย ขยับเขยื้อนร่างกายจึงถือว่าจำเป็น แต่กระนั้น บางคนอาจรู้สึกท้อแท้ต่อการเดินทางไปออกกำลังกาย จึงพลาดโอกาสที่จะลดเสี่ยงโรคจากความอ้วนไปอย่างน่าเสียดาย

ล่าสุด นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยโอทาโกในนิวซีแลนด์ เผยวิธีใกล้ตัว ช่วยให้เกิดการเผาผลาญพลังงานร่างกาย โดยเฉพาะคนทำงานออฟฟิศที่มักจะนั่งอยู่กับที่นานๆ ต้องฟังเอาไว้ให้ดี…

ทีมนักวิจัยนิวซีแลนด์ ทำการทดลองโดยคัดเลือกผู้ใหญ่วัยทำงานที่มีสุขภาพดีมา 70 คน ในช่วงแรกก็ปล่อยให้นั่งทำงาน ลุก นั่ง เปลี่ยนอิริยาบถได้ตามอัธยาศัย แต่ก็มีการวัดระดับน้ำตาลในเลือดและอินซูลินเป็นระยะ ต่อมาการทดลองในช่วงที่สอง ทีมวิจัยเพิ่มเงื่อนไขให้อาสาสมัครทั้งหมดต้องเปลี่ยนอิริยาบถ ด้วยการลุกขึ้นแล้วเดินไปใกล้ๆ ในระยะเวลาราว 1-2 นาที โดยให้ทำเช่นนี้ทุกๆ ครึ่งชั่วโมง และยังมีการวัดระดับน้ำตาลในเลือดกับอินซูลินเป็นระยะเช่นกัน

ผลที่ทีมวิจัยพบคือ ลักษณะการปฏิบัติตัวในช่วงที่สอง ซึ่งต้องลุกจากที่นั่งเพื่อเดินในระยะสั้นๆ นั้น สามารถเพิ่มการเผาผลาญพลังงานร่างกายได้ดี และเมื่อทำอย่างต่อเนื่อง จะถือว่าดีกว่าการออกกำลังกายด้วยการเดินเร็ว 30 นาที

คนทำงานนั่งโต๊ะ เมื่อรู้อย่างนี้แล้ว อย่ามัวนั่งจมเก้าอี้ทั้งวัน ลุกขึ้นเดินเผาผลาญพลังงานร่างกายบ้าง.

ทีมเดลินิวส์ออนไลน์
takecareDD@gmail.com

ที่มา : เดลินิวส์  8 กรกฎาคม 2556

.

Related Article :

.

Taking a 'walking break' every half an hour - such as to get a glass of water - could reduce the risk of diabetes in millions of office workers

Taking a ‘walking break’ every half an hour – such as to get a glass of water – could reduce the risk of diabetes in millions of office workers

Getting up from your desk for two minutes every half an hour could slash the risk of diabetes

  • Walking for less than two minutes every half an hour could be more effective at reducing diabetes risk than taking a brisk 30-minute walk a day
  • People who take regular walks have lower blood sugar and insulin levels
  • Raised sugar and insulin readings are warning signs of type two diabetes

By PAT HAGAN

PUBLISHED: 15:51 GMT, 2 July 2013

Taking a ‘walking break’ every half an hour could reduce the risk of diabetes in millions of office workers.

Walking for less than two minutes before sitting down again was more effective than a brisk 30-minute stroll before work.

Volunteers who regularly wandered around for just one minute and 40 seconds had lower blood sugar and insulin levels, according to a report in the American Journal of Clinical Nutrition.

Raised sugar and insulin readings are warning signs that type two diabetes, a major risk factor for heart disease and strokes, could be setting in.

According to the charity Diabetes UK, at the current rate of increase, the numbers affected by type two diabetes will rise from around 2.5 million currently to four million by 2025.

The condition develops when the body loses its ability to make use of glucose, a type of sugar that is released when we eat food and turned into a source of energy for use by muscles.

Circulation starts to suffer and blood vessels in areas such as the heart, the legs, and the eyes, can be irreparably damaged.

Early symptoms, such as excess thirst and increased urination, are due to the effects of glucose accumulating in the blood.

Left untreated, type two diabetes can raise the risk of heart attacks, blindness and amputation.

Rising obesity levels and too little exercise are thought to be storing up major problems for the future.

But the latest findings, by researchers from the University of Otago in New Zealand, show brief walkabouts could be all that’s needed to lower the risks.

They recruited 70 healthy adults and, in the first part of the experiment, got them to sit for nine hours.

They had their blood glucose and insulin levels measured each time they had a meal-replacement drink after one hour, four hours and seven hours.

These so-called postprandial tests tell doctors how well the body is absorbing sugar from foods.

In part two, they were asked to walk briskly for half an hour before sitting for nine hours.

And finally, they sat for nine hours again but this time walked around for precisely one minute 40 seconds every half an hour.

Walking for less than two minutes before sitting down again is more effective at warding off diabetes than a brisk 30-minute stroll before work

Walking for less than two minutes before sitting down again is more effective at warding off diabetes than a brisk 30-minute stroll before work

The results showed postprandial blood sugar levels were lower after the brief strolls than when volunteers walked before sitting, or when they did not budge at all.

The findings back up a 2011 study which showed office workers who took lots of brief breaks had higher levels of ‘good’ cholesterol than those who remained at their desks.

In a report on the latest findings researchers said: ‘Regular activity breaks were more effective than continuous physical activity at decreasing blood sugar and insulin levels in healthy, normal-weight adults.’

SOURCE: www.dailymail.co.uk

 

น้องหมาพาคนอายุยืนหนีีรอดพ้นโรคหัวใจ

thairath130513_001แพทยสมาคมโรคหัวใจอเมริกันกล่าวแนะนำกับประชาชนตรงๆว่า ถ้าอยากอายุยืน ห่างไกลจากโรคหัวใจ ควรจะหาสัตว์เลี้ยงมาไว้ดูเล่น

ศาสตราจารย์วิชาแพทย์โรคหัวใจ วิทยาลัยแพทย์เบย์เลอร์ หมอเกล็น เลอไวน์ ระบุว่าการเลี้ยงสัตว์เลี้ยงโดยเฉพาะน้องหมา จะทำให้หนีห่างโรคหัวใจ และความอ้วน ความดันโลหิตสูงตลอดจนไขมันในเลือด เคยมีการศึกษาจากชาวอเมริกันที่เป็นผู้ใหญ่ไม่น้อยกว่า 5,200 คน พบว่าผู้ที่เลี้ยงสัตว์ล้วนแต่มีรูปร่างแข็งแรงกว่าผู้ที่ไม่ได้เลี้ยง เนื่องจากได้มีโอกาสพาพวกมันเดินเที่ยวออกกำลัง

นอกจากนั้น ยังมีผลการวิจัยแสดงให้เห็นว่าผลแห่งความรักและภักดีของพวกมันยังมีอานุภาพช่วยลดความเครียด ความวิตกกังวล ความซึมเศร้า และความว้าเหว่ให้อีกด้วย เป็นผลให้เจ้าของรู้สึกมีความผาสุกในชีวิต และความภาคภูมิใจในตนเอง เพิ่มพูนขึ้น

คนอเมริกันที่เลี้ยงน้องหมาทุกวันนี้ มีมากถึง 78.2 ล้านคน รวมทั้งที่เลี้ยงแมวอีก 86.4 ล้านคน.

ที่มา :  ไทยรัฐ  13 พฤษภาคม 2556

.

Related Article :

.

sciencedaily130509_001

Pets May Help Reduce Your Risk of Heart Disease

May 9, 2013 — Having a pet might lower your risk of heart disease, according to a new American Heart Association scientific statement.

The statement is published online in the association’s journal Circulation.

“Pet ownership, particularly dog ownership, is probably associated with a decreased risk of heart disease,” said Glenn N. Levine, M.D., professor at Baylor College of Medicine in Houston, Texas, and chair of the committee that wrote the statement after reviewing previous studies of the influence of pets.

Research shows that:

  • Pet ownership is probably associated with a reduction in heart disease risk factors and increased survival among patients. But the studies aren’t definitive and do not necessarily prove that owning a pet directly causes a reduction in heart disease risk. “It may be simply that healthier people are the ones that have pets, not that having a pet actually leads to or causes reduction in cardiovascular risk,” Levine said.
  • Dog ownership in particular may help reduce cardiovascular risk. People with dogs may engage in more physical activity because they walk them. In a study of more than 5,200 adults, dog owners engaged in more walking and physical activity than non-dog owners, and were 54 percent more likely to get the recommended level of physical activity.
  • Owning pets may be associated with lower blood pressure and cholesterol levels, and a lower incidence of obesity.
  • Pets can have a positive effect on the body’s reactions to stress.

“In essence, data suggest that there probably is an association between pet ownership and decreased cardiovascular risk,” Levine said. “What’s less clear is whether the act of adopting or acquiring a pet could lead to a reduction in cardiovascular risk in those with pre-existing disease. Further research, including better quality studies, is needed to more definitively answer this question.”

Even with a likely link, people shouldn’t adopt, rescue or buy a pet solely to reduce cardiovascular risk, Levine said.

Story Source:

The above story is reprinted from materials provided byAmerican Heart Association.

Journal Reference:

  1. Glenn N. Levine, Karen Allen, Lynne T. Braun, Hayley E. Christian, Erika Friedmann, Kathryn A. Taubert, Sue Ann Thomas, Deborah L. Wells, and Richard A. Lange. Pet Ownership and Cardiovascular Risk: A Scientific Statement From the American Heart Association.Circulation, May 9 2013 DOI:10.1161/CIR.0b013e31829201e1

SOURCE : www.sciencedaily.com

อ้วนเอวช้างอ้วนอันตราย

thairath130418_001แพทยสมาคมโรคไตอเมริกัน ศึกษาพบว่าคนอ้วนแบบที่มีรอบเอวใหญ่กว่าสะโพก มักจะป่วยเป็นโรคไตพิการร้ายแรงได้ง่าย

คนอ้วนแบบนี้ เกิดเพราะไขมันสะสมมากในช่องท้องและอวัยวะภายในที่เรียกกันว่า อ้วนแบบทรงลูกแอปเปิ้ล มักจะเจ็บป่วยด้วยความดันโลหิตในไตสูง มากยิ่งกว่าผู้ที่อ้วนแบบไขมันพอกบริเวณบั้นท้าย สะโพกและต้นขา ส่วนใหญ่ในเพศหญิง ที่เรียกกันว่าอ้วนแบบทรงลูกแพร์

หัวหน้าคณะวิจัยมหาวิทยาศูนย์แพทย์โกรนิงเกน ของเนเธอร์แลนด์ แจ้งว่า “เราพบว่าผู้ที่อ้วนแบบนี้ แม้ว่าสุขภาพทั่วไปจะแข็งแรง และความดันโลหิตปกติ แต่ความดันโลหิตในไตก็ยังสูง ยิ่งถ้าเป็นผู้ที่มีน้ำหนักเกิน หรืออ้วนเกิน ก็ยิ่งน่ากลัวหนัก” ทางโฆษกของสำนักวิจัยโรคไตของอังกฤษกล่าวให้ความเห็นว่า “เราเข้าใจว่าผู้ที่อ้วนแบบทรงลูกแอปเปิ้ลแบบนี้จะเสี่ยงกับโรคหัวใจและหลอดเลือดมากยิ่งกว่าผู้ที่อ้วนแบบทรงลูกแพร์ ทั้งเสี่ยงกับโรคไตมากกว่า”.

ที่มา : ไทยรัฐ 18 เมษายน 2556

.
Related Article :
.

Body shape is important for more than clothing style. Researchers have found exess belly fat — as seen in the apple-shaped body, as opposed to the pear-shaped body where the fat is lower down on the hips and butt — can increase risk of kidney disease. CREDIT: hatanga | Shutterstock

Body shape is important for more than clothing style. Researchers have found exess belly fat — as seen in the apple-shaped body, as opposed to the pear-shaped body where the fat is lower down on the hips and butt — can increase risk of kidney disease.
CREDIT: hatanga | Shutterstock

Shaped Like an Apple? Beware Kidney Disease

Christopher Wanjek, LiveScience Bad Medicine Columnist
Date: 12 April 2013

Are apples bad for the kidneys? The answer is yes, if you’re talking about an apple-shaped body in which fat is concentrated in the abdominal area.

Researchers in the Netherlands have found that excess abdominal or belly fat — as seen in the so-called apple-shaped body, as opposed to the pear-shaped body where the fat is lower down on the hips and buttocks — can significantly raise the risk of kidney disease even among people with a modest-size belly and who are generally not overweight.

While the connection between obesity and kidney disease has long been established, this latest study is the first to show how just a small increase in abdominal fat begins to strain the kidneys, reducing the blood flow to these organs and raising the local blood pressure within them.

The study appears today (April 11) in the Journal of the American Society of Nephrology.

The kidneys are two bean-shaped organs, just below the rib cage, that remove waste from the blood stream and send it out of the body as urine. People can function well with just one kidney. Nevertheless, chronic kidney disease is on the rise. More than 10 percent of American adults now have some form of kidney disease, according to the Centers for Disease Control and Prevention (CDC). Among diabetics, 35 percent have kidney disease.

Most forms of kidney disease have no cure, except through a kidney transplant from a healthy donor. Kidney disease is the eighth leading cause of death in the United States, according to the CDC, and approximately 90,000 Americans are waiting for a transplant.

To further investigate the known connection between obesity and kidney disease, researchers led by Arjan Kwakernaak, a medical doctor and a Ph.D. candidate at the University Medical Center Groningen in the Netherlands, analyzed kidney profiles and waist-to-hip ratios in 315 healthy individuals with an average body mass index (BMI) of about 25 kg/m2. The waist-to-hip ratio is a measure of central body fat distribution; and a BMI of 25 is considered the upper border or normal weight.

Even among healthy subjects, higher waist-to-hip ratios were directly associated with lower kidney function, lower kidney blood flow and higher blood pressure within the kidneys.

“We found that apple-shaped persons — even if totally healthy and with a normal blood pressure — have an elevated blood pressure in their kidneys,” Kwakernaak said. “When they are also overweight or obese, this is even worse.”

An apple-shaped body was associated with a twofold-increased risk of high renal blood pressure, seen in both men and women, Kwakernaak said.

The researchers don’t know why this is happening. The reason is not because fat is weighing down on kidneys, crushing them, Kwakernaak said. The researchers speculate that the cause might be from the fat triggering inflammation or insulin resistance, which can impede blood flow, or fat creating free radicals, which can damage the kidneys at a cellular level.

“Our study now provides a possible mechanism for this increased renal risk” seen in obesity, for further investigation, Kwakernaak told LiveScience.

As for anyone with a pear-shaped body, you’re not off the hook. Researchers at University of California Davis found that gluteal adipose tissue — that is, that fat around the backside, thought to be harmless, if not useful for sitting for long periods — secretes proteins associated with inflammation and insulin resistance, the latter being a precursor to diabetes. Their study was published last month in the Journal of Clinical Endocrinology and Metabolism.

No word yet, though, from researchers on the healthfulness of a starfruit-shaped body.

Christopher Wanjek is the author of a new novel, “Hey, Einstein!”, a comical nature-versus-nurture tale about raising clones of Albert Einstein in less-than-ideal settings. His column, Bad Medicine, appears regularly on LiveScience.

SOURCE : www.livescience.com

หยุดสูบบุหรี่ สงวนชีวีไว้

Credit : quitsmokingstuff.com

Credit : quitsmokingstuff.com

วารสารแพทยสมาคมอเมริกัน รายงานว่า การเลิกสูบบุหรี่อาจจะช่วยรักษาชีวิตของตนเองไว้ได้จากโรคหัวใจ  แม้ว่ามันจะทำให้อ้วนขึ้นก็ตาม

ผู้ที่หยุดสูบบุหรี่ ถ้าหากไม่ได้เป็นเบาหวานอยู่ด้วย จะเห็นผลทันตาเกือบทุกราย และแม้แต่ผู้ที่เป็นโรคเรื้อรังนี้ ก็ยังพอได้คุณอยู่บ้าง

ความอ้วนเป็นสาเหตุใหญ่ของโรคหัวใจอย่างหนึ่ง เคยมีการวิจัยมาแล้วว่า ความอ้วนได้ไปหักลบกลบทับคุณประโยชน์ของการเลิกบุหรี่ลง

รายงานผลการศึกษาความเกี่ยวพันของการสูบบุหรี่กับสุขภาพหัวใจของคน 3,000 กว่าคนพบว่า คอยาที่เลิกสูบบุหรี่มาได้นานไม่ต่ำกว่า 4 ปี จะลดความเสี่ยงกับโรคหัวใจและหลอดเลือดลงได้ร้อยละ 54 ไม่ว่าจะมีน้ำหนักตัวเพิ่มหรือไม่ก็ตาม

ดร.เจมส์ เมกส์ แห่งโรงเรียนแพทย์ฮาร์วาร์ด บอกไว้ว่า “เราสามารถพูดได้โดยไม่ต้องสงสัยเลยว่า การเลิกสูบบุหรี่จะช่วยลดความเสี่ยงกับโรคหัวใจและหลอดเลือดลง ไม่ว่าจะเป็นโรคเบาหวานหรือไม่ก็ตาม แม้มันอาจทำให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นปานกลางได้”.

ที่มา :  ไทยรัฐ 21 มีนาคม 2556

.

Related Article :

.

People are sometimes reluctant to give up smoking because of fears of gaining weight, researchers say

People are sometimes reluctant to give up smoking because of fears of gaining weight, researchers say

Quitting smoking ‘cuts heart risk despite weight gain’

BBC 13 March 2013

Stopping smoking cuts the risk of heart disease even if it leads to significant weight gain, a US study says.

Researchers writing in the Journal of the American Medical Association say the prospect of weight gain makes some smokers reluctant to stop.

But they say quitting has a “positive effect on cardiovascular risk”.

The health gains from giving up were most marked in people who did not have diabetes, but people with the condition were still said to have benefited.


If you’re keen to quit smoking but worried about putting on weight, using smoking cessation aids such as inhalators, gum, or lozenges may help you resist the temptation to reach for comfort food in the place of a cigarette”

Doireann Maddock of the British Heart Association

 

Obesity is a risk factor in heart disease, leading past research to examine whether weight gain might cancel out some of the benefits of quitting smoking.

Studies suggest people who stop smoking gain on average 6-13lb (2.7-5.9kg) over the first six months.

The JAMA research looked at the smoking habits and heart health of more than 3,000 people between 1981 and 2011.

Former smokers who had stayed away from tobacco for more than four years had a 54% lower risk of heart and artery disease than smokers.

Recent quitters who had stopped smoking for up to four years experienced almost the same benefit with a 53% lower relative risk.

This was despite recent quitters typically gaining 5-10lb over a period of four years, and long-term quitters 1-2lb.

Dr James Meigs, one of the authors of the study at Harvard Medical School, said: “We can now say without question that stopping smoking has a very positive effect on cardiovascular risk for patients with and without diabetes, even if they experience moderate weight gain.”

Doireann Maddock, senior cardiac nurse at the British Heart Foundation said weight gain should not deter smokers from quitting.

“If you’re keen to quit smoking but worried about putting on weight, using smoking cessation aids such as inhalators, gum, or lozenges may help you resist the temptation to reach for comfort food in the place of a cigarette.”

SOURCE :www.bbc.co.uk