น้ำตาลหนึ่งเข็มสามารถบรรเทาอาการปวดเข่าจากข้อเสื่อม

New solution: A sugar solution injected into the knee may be a new method of treating osteo-arthritis

New solution: A sugar solution injected into the knee may be a new method of treating osteo-arthritis

น้ำตาลหนึ่งเข็มสามารถบรรเทาอาการปวดหัวเข่าจากการปล่อยเซลล์ซ่อมแซมเอ็นที่เสียหาย

  • การบำบัดแบบ Prolotherapy เกี่ยวข้องกับการฉีดสารละลายน้ำตาลที่หัวเข่า
  • การกระตุ้นนี้ปล่อยเซลล์ที่สามารถช่วยให้เกิดกระบวนการเยียวยาข้อเสื่อม

การใช้สารละลายน้ำตาลเดกซ์โทรส 10 -25 % ฉีดเข้าไปในข้อเข่าอาจเป็นวิธีใหม่ในการรักษาโรคข้อเสื่อม โดยน้ำตาลและน้ำจะช่วยลดอาการปวดและตึงโดยการกระตุ้นกลไกการซ่อมแซมร่างกายตามธรรมชาติ

โซลูชั่นหวานทำงานโดยทำหน้าที่เป็นระคายเคืองอ่อนภายในข้อต่อวิกฤติการอักเสบในระดับต่ำ

การอักเสบนี้ไม่เพียงพอที่จะก่อให้เกิดอันตรายใด ๆ ที่รุนแรง แต่เพียงจะกระตุ้นการปล่อยเซลล์ที่สามารถช่วยในการรักษาความเสียหายบางส่วนที่เกิดจากโรค

มีการศึกษาล่าสุดที่มหาวิทยาลัยวิสคอนซินในสหรัฐอเมริกา

อ่านเพิ่มเติม

.

Sweet release: The treatment, known as prolotherapy, is thought to work by triggering the release of cells that repair damaged ligaments in the knee

Sweet release: The treatment, known as prolotherapy, is thought to work by triggering the release of cells that repair damaged ligaments in the knee

A dose of sugar can ease the pain of creaky knees by releasing cells that repair damaged ligaments

  • Prolotherapy involves injecting a sugar solution into the knee
  • This stimulates the release of cells that can help the healing process

By PAT HAGAN

PUBLISHED: 21:11 GMT, 8 July 2013

A sugar solution injected into the knee could be a new way to treat osteo-arthritis. Research suggests the sugar and water mixture reduces pain and stiffness by stimulating the body’s natural repair mechanisms.

The sweet solution works by acting as a mild irritant inside the joint, triggering low-level inflammation.

This inflammation is not enough to cause any severe harm, but is sufficient to stimulate the release of cells that can help to heal some of the damage caused by the disease.

Doctors use a solution containing water and between 10 and 25 per cent dextrose, a type of sugar.

They use dextrose because it is cheap, readily available and safe – causing only mild irritation inside the knee joint. The treatment, known as prolotherapy, is thought to work by triggering the release of fibroblasts, cells that build and maintain connective tissue such as ligaments.

The fibroblasts repair damaged ligaments in the knee, making it more stable and relieving discomfort.

In a recent study at the University of Wisconsin in the U.S., researchers recruited 90 men and women with painful knee osteoarthritis and split them into three groups.

One group received three separate sugar jabs, each one four weeks apart, and another had injections of a salt water solution.

The last group did not have any injections but instead followed an at-home exercise regimen designed to alleviate some of the pain and discomfort.

Each volunteer was monitored using a scoring  system, called the Western Ontario McMaster University Osteo-arthritis Index, to measure the severity of the condition. The 12-minute test uses a 100-point scale  and includes questions on how easy it is to use the stairs, get in and out of a car or put on a pair of socks.

The results, published in the Annals of Family Medicine, showed that one year after the treatment began, the sugar jab group had the biggest improvement in symptoms and were better able to carry out everyday activities.

On average, the sugar group improved by a total of 16 points, compared with five points for salt water jabs and seven for the exercise group. The team are unsure why salt water was not as effective as sugar.

This technique is also being tried in other conditions such as chronic back pain and tennis elbow.

Commenting on the approach, Professor Alan Silman, medical director of Arthritis Research UK, said: ‘Though some “irritant” treatments can be effective, much more work is needed before a treatment based on sugar solution could be recommended to patients.’

Meanwhile, scientists have designed a special glove that may ease the pain of hand arthritis.

Around 130 people who suffer from rheumatoid and osteoarthritis are being treated with the compression glove in a new clinical trial.

The gloves are made from a special fabric that when stretched (when it is worn) puts pressure on the hand and joints.

It’s thought that the pressure might trigger mild inflammation, which, unlike severe inflammation, eases pain although it is not clear why.

In the year-long trial, due to start in September and being  co-ordinated by the University of Salford, patients will be given the compression gloves as part of their usual care.

They will be assessed before and after for pain and stiffness.

SOURCE: www.dailymail.co.uk

Advertisements

การใช้พลาสมาในการรักษาโรคทางกล้ามเนื้อ กระดูก และข้อต่อ

dailynews130310_003นวัตกรรมในการรักษาและป้องกันโรคมีอย่างต่อเนื่อง การนำเอาพลาสมาหรือของเหลวในร่างกายมนุษย์เรามาใช้ในการรักษาโรคทางกระดูกและข้อ ก็จัดว่าเป็นความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และการแพทย์อีกอย่างหนึ่ง จึงกล่าวได้ว่าไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่แต่ประการใด เพราะความเป็นจริงมีการใช้วิธีรักษาแบบชนิดนี้มาตั้งแต่สมัยยุคโรมัน โดยเฉพาะเวลานักสู้ Gladiator ได้รับบาดเจ็บก็จะมีการใช้เข็มเข้าไปเจาะหรือทิ่มแทงยังตำแหน่งที่มีการบาดเจ็บ ซึ่งผลของการทำวิธีนี้ในสมัยโบราณนั้นให้ผลระงับการอักเสบและการปวดได้ สาเหตุทราบภายหลังว่า

กลไกการหายนั้นเกิดขึ้นจากการหลั่งสารซ่อมแซมของร่างกาย หรือสารช่วยในการสร้างเนื้อเยื่อเกี่ยวพันในบริเวณนั้นๆ ออกมา ซึ่งสารเหล่านี้จะไปกระตุ้นเซลล์ที่ทำหน้าที่หลากหลาย ตัวอย่างเช่น เซลล์ไฟโบรบลาสต์  ซึ่งทำหน้าที่สร้างเนื้อเยื่อเกี่ยวพันขึ้นมาทดแทนบริเวณเอ็นหรือกล้ามเนื้อที่ฉีกขาด รวมถึงเซลล์คอนโดรไซด์ ทำหน้าที่สร้างกระดูกผิวข้อ เป็นต้น จากนั้นวิธีการรักษาแขนงนี้ได้มีการพัฒนาเรื่อยมา โดยนำหลักการทางวิทยาศาสตร์มาช่วยผสมผสานและถูกนำมาประยุกต์ใช้ในทางคลินิกกันอย่างกว้างขวางในนานาประเทศ

ขั้นตอน ได้แก่ การนำเลือดของเราเองมาจำนวนหนึ่ง ประมาณ 10-15 ซีซี มาปั่นโดยเครื่องปั่นความเร็วสูงเพื่อทำการแยกชั้นของเหลวและนำเอาเม็ดเลือดแดงที่ไม่ต้องการใช้ออกไป ใช้แต่เฉพาะสารพลาสมาและเกล็ดเลือด ซึ่งมีคุณสมบัติช่วยในการซ่อมแซมและฟื้นฟูสภาพ (Regeneration) ของร่างกาย สารพลาสมาที่ได้มาจะมีความเข้มข้นของสารซ่อมแซมและสร้างเนื้อเยื่อเกี่ยวพันในปริมาณสูงกว่าเลือดปกติถึง 10-25 เท่า ขึ้นกับสภาพร่างกาย อายุ ความแข็งแรงของแต่ละบุคคล ยิ่งอายุของคนไข้น้อยจะยิ่งมีความเข้มข้น และมีประสิทธิภาพในการซ่อมแซมมาก วิธีการนี้มีชื่อเรียกทางการแพทย์ว่า Prolotherapy และสารพลาสมาที่นำมาใช้

ในการรักษานี้ หลังจากคัดแยกเอาส่วนที่ไม่ต้องการใช้ออกไป มีชื่อเรียกว่า PRP ย่อมาจาก Platelet Rich Plasma หรือบางครั้งถูกเรียกว่า ACP ย่อมาจาก Autologous Conditioned Plasma  หมายถึงพลาสมาของตัวคนไข้เอง

ข้อเด่นมีหลายประการ ได้แก่

1.    ปลอดภัยจากโรคติดต่อทางเลือด เพราะใช้พลาสมาของตัวเราเอง

2.    สามารถหลีกเลี่ยงการใช้ยาต้านการอักเสบที่เรียกว่า NSAIDs รวมถึงยาสเตียรอยด์  ดังนั้นจึงไม่ส่งผลกระทบต่อระบบการทำงานของกระเพาะอาหารและลำไส้ รวมถึงหน้าที่การทำงานของไต

3.    เนื่องจากไม่มีผลข้างเคียงต่อระบบการทำงานของอวัยวะที่สำคัญ จึงสามารถทำการรักษาวิธีนี้ซ้ำ ๆ ได้อีก

ข้อพึงระมัดระวังของการใช้การรักษาด้วยวิธีนี้ คือ

1.    เป็นวิธีการรักษาที่ต้องกระทำโดยการฉีดสารเข้าไป ดังนั้นสิ่งที่จะเกิดตามมาหลังการฉีดก็คือ การระบมตรงตำแหน่งที่ทำการรักษา แนะนำให้ใช้ความเย็นประคบเป็นเวลา 48 ชั่วโมง หรือประมาณ 1-2 วัน

2.    ผู้เป็นโรคเลือด, โรคเกล็ดเลือดต่ำ, โรคทางระบบอิมมูนฯ, โรคเกาต์ และผู้มีการติดเชื้อในกระแสเลือดอยู่ อาจไม่เหมาะสมในการรักษาโดยวิธีชนิดนี้

3.    จำเป็นอย่างยิ่งที่ขั้นตอนของการเตรียมต้องกระทำโดยเทคนิคปลอดเชื้อ (Aseptic techniques) เพื่อให้ปราศจากการปนเปื้อนของเชื้อโรคและมีความปลอดภัยสูงสุด

การรักษาด้วยวิธีนี้จะมีประสิทธิภาพเมื่อต้องกระทำควบคู่ไปกับการทำกายภาพบำบัด เช่น เสริมสร้างกล้ามเนื้อ การทานวิตามินบำรุงเสริม เช่น วิตามินซี, สังกะสี ร่วมด้วย จะช่วยให้ผลการรักษาเป็นที่น่าพอใจตามมา

การรักษาชนิดนี้เหมาะกับใครบ้าง

1.    นักกีฬาหรือคนไข้ที่ได้รับบาดเจ็บที่เส้นเอ็น หรือกล้ามเนื้อฉีกขาด เช่น ข้อศอกนักเทนนิส นักกอล์ฟ นักฟุตบอล เอ็นข้อเท้าฉีกขาด เอ็นข้อเข่าฉีกขาด เอ็นร้อยหวายฉีกขาด เป็นต้น

2. ผู้ที่ข้อต่อกระดูกสันหลังมีการบาดเจ็บ รวมถึงข้อต่อมีการอักเสบหรือเสื่อมสภาพ ตรงระดับคอ ระดับเอว หรือ ระดับทรวงอก ที่เรียกว่าข้อต่อฟาเซต

3. ผู้มีอาการกล้ามเนื้อและเนื้อเยื่อพังผืด หรือ โรคกล้ามเนื้อหดเกร็งที่มีอาการปวดแบบเรื้อรัง โดยเฉพาะบริเวณคอ บ่า ไหล่ เอว เป็นต้น

4. การบาดเจ็บกล้ามเนื้อแบบเรื้อรัง ที่ทำการรักษาแบบมาตรฐานแล้วยังหายไม่สมบูรณ์ มีอาการปวดเป็น ๆ หาย ๆ กลับมาเป็นซ้ำ ๆ

ผลการรักษาจะเป็นอย่างไรบ้าง

จากงานวิจัยหลากหลายพบว่า อาจทำการฉีดเพียงครั้งเดียว หรือสามารถทำการฉีดซ้ำในบริเวณที่มีอาการบาดเจ็บเป็นระยะเวลาตั้งแต่ 2-8 สัปดาห์ได้ หรือฉีดซ้ำจนกว่าอาการปวดหรืออาการอักเสบนั้นๆ หายไป ทั้งนี้เนื่องจากต้องให้ระยะเวลาของเซลล์และเนื้อเยื่อเกี่ยวพันมีเวลาในการซ่อมแซม ไม่หายเป็นปลิดทิ้งในทันทีทันใด หรืออาการหายปวดหายไปอย่างชัดเจนรวดเร็วเหมือนกับการฉีดยาต้านการอักเสบแบบสเตียรอยด์ แต่อีกมุมมองนับว่าเป็นข้อดีของการรักษานี้คือ ทำให้แพทย์สามารถลดการใช้ยาต้านการอักเสบในผู้ป่วยที่ไม่จำเป็น หรือใช้ยามากเกินความจำเป็น

วิธีการรักษาโดยพลาสมาของเราเอง หรือการให้ร่างกายซ่อมแซม สร้างเนื้อเยื่อขึ้นมาทดแทนส่วนที่สึกหรอหรือบาดเจ็บได้เองนั้น นับว่าเป็นศาสตร์ที่น่าสนใจอย่างยิ่ง นับวันจะได้รับความสนใจมากขึ้น และเป็นการรักษาอีกทางเลือกหนึ่งควบคู่ไปกับการรักษาแบบมาตรฐานทั้งนี้ต้องกระทำภายใต้การดูแลของแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญ ร่วมกับการวินิจฉัยที่ถูกต้อง

ข้อมูลจาก ผู้ช่วยศาสตราจารย์ พันเอก นายแพทย์จิระเดช  ตุงคะเศรณี ศูนย์กล้ามเนื้อ กระดูกและข้อ โรงพยาบาลพญาไท 2 / http://www.phyathai.com

นายแพทย์สุรพงศ์ อำพันวงษ์

ที่มา:  เดลินิวส์ 10 มีนาคม 2556

.

Related Article :

.