ของกินลดน้ำหนัก อยู่ในมหาสมุทร

thairath140404_001มหาวิทยาลัยนิวคาสเซิลของอังกฤษค้นพบยาลดน้ำหนักขนาน ธรรมชาติ อยู่ในสาหร่ายทะเลที่มีอยู่ทั่วไปนี่เอง

พวกเขาพบว่าสารประกอบอย่างหนึ่งในสาหร่ายทะเลมีสรรพคุณปิดกั้น ไม่ให้ลำไส้ดูดไขมันออกไปได้

วารสารวิชาการ “เคมีอาหาร” รายงานว่า พวกเขาได้พบจากการ ทดลองว่า สาหร่ายทะเลอย่างหนึ่ง ช่วยขัดขวางไม่ให้ลำไส้ดูดซึมไขมันได้ถึงร้อยละ75

หัวหน้านักวิทยาศาสตร์ศาสตราจารย์ เจฟฟ์ เพียร์สัน กล่าวแจ้งว่า ได้ทดลองใช้สาหร่ายเอาไปทำขนมปังเพื่อทดลองดูและรู้ผลในขั้นแรกแล้วว่า เป็นที่น่าพอใจอย่างยิ่ง

ทางด้านนักโภชนาการได้ให้ความเห็นว่าแม้จะประจักษ์ว่ามันได้ผลในการลดน้ำหนักจริงๆ แต่ควรใช้วิธีป้องกันด้วยการไม่กินของมันๆให้มากเสียแต่ทีแรกจะดีกว่า.

 

ที่มา : ไทยรัฐ 4 มีนาคม 2557

.

Related Article :

.

bbc140401_001

Seaweed could be key to weight loss, study suggests

 

Seaweed could be the secret ingredient to losing weight, research has suggested.

Scientists at Newcastle University said a compound found in common seaweed would stop the body absorbing fat.

Tests showed that alginate, found in sea kelp, can suppress the digestion of fat in the gut.

The findings, published in the journal Food Chemistry, showed that a four-fold increase in one type of alginate boosted anti-fat absorption by 75%.

Although not normally regarded as particularly appetising, the natural fibre found in kelp which stops the body absorbing fat could become more appealing to people trying to lose weight.

‘Extremely encouraging’

The scientists said tests on alginate extracted from the seaweed showed it could reduce the amount of fat the body absorbed.

They used it in bread during trials and found even a small amount reduced people’s fat intake by a third. Now they hope to start full clinical trials.

Lead scientist Prof Jeff Pearson, from Newcastle University’s Institute for Cell and Molecular Biosciences, said: “We have already added alginate to bread and initial taste tests have been extremely encouraging.

“Now the next step is to carry out clinical trials to find out how effective they are when eaten as part of a normal diet.”

Researchers investigated the ability of alginate to reduce fat break-down by a digestive enzyme, pancreatic lipase.

Blocking the action of the enzyme resulted in lower amounts of fat being absorbed by the body.

While they said this could help fight obesity, dieticians point out the best way to avoid absorbing too much fat is to cut the amount eaten in the first place.

SOURCE : www.bbc.co.uk

Advertisements

พบอภินิหารของสาหร่ายทะเล ช่วยป้องกันฟันผุได้เบ็ดเสร็จ

นักวิทยาศาสตร์เมืองน้ำชาพบว่า เอนไซม์จากจุลชีพของสาหร่ายทะเลจะป้องกันรักษาฟันผุได้ดีกว่า เพราะสามารถจะกำจัดคราบฟันได้อย่างหมดจด

ดร.นิค จาคูโบวิคส มหาวิทยาลัยทันตศาสตร์กล่าวว่า “คราบฟันนั้น เป็นกลุ่มก้อนของจุลินทรีย์ ที่มาจับกลุ่มกันตั้งอาณานิคมขึ้นตรงนั้น เพื่อจะขับไล่คู่แข่งไม่ให้มารุกล้ำ การใช้ยาสีฟันที่เป็นอยู่ แม้ว่าจะขัดถูคราบที่เต็มไปด้วยแบคทีเรียออก แต่ก็ไม่ค่อยจะได้ผล ด้วยเหตุนั้นแม้แต่คนที่แปรงฟันอย่างเคร่งครัดเสมอ ฟันก็ยังเป็นรูได้

อาจารย์วิชาทันตกรรม กล่าวว่า “เราอยากจะได้พลังนั้น มาใส่ในยาสีฟัน น้ำยาบ้วนปาก และน้ำยาล้างฟันปลอม แต่คงจะต้องศึกษากันต่อไป ก่อนที่จะมั่นใจว่า จะผลิตออกสู่ตลาดได้”.

ที่มา: ไทยรัฐ 9 กรกฎาคม 2555

.

Related Link:

.

The scientists used an enzyme isolated from the marine bacterium Bacillus licheniformis which they were originally researching for cleaning ships’ hulls

Brushing your teeth with bacteria from seaweed could be more effective than toothpaste

  • Bacteria enzyme can ‘cut through’ plaque on teeth
  • Originally researched for cleaning ships’ hulls

By ROB WAUGH

PUBLISHED: 09:40 GMT, 4 July 2012 | UPDATED: 09:40 GMT, 4 July 2012

Microbes found on seaweed could provide an unexpected weapon in the fight against tooth decay, scientists have said.

They used an enzyme isolated from the marine bacterium Bacillus licheniformis which they were originally researching for cleaning ships’ hulls.

Newcastle University scientists claim that the enzyme can ‘cut through’ plaque on teeth and clean hard-to-reach areas.

Instead, the Newcastle University team will tell the Society for Applied Microbiology Summer Conference that it could have a range of medical applications, including teeth cleaning.

While toothpastes are effective, there are still hard-to-reach areas between teeth where the bacteria in plaque can erode enamel, causing cavities.

Dr Nicholas Jakubovics of Newcastle University’s School of Dental Sciences believes better products offering more effective treatment can be made using the enzyme.

He said: ‘Plaque on your teeth is made up of bacteria which join together to colonise an area in a bid to push out any potential competitors.

‘Traditional toothpastes work by scrubbing off the plaque containing the bacteria – but that’s not always effective – which is why people who religiously clean their teeth can still develop cavities.

‘Work in a test tube has shown that this enzyme can cut through the plaque or layer of bacteria and we want to harness this power into a paste, mouthwash or denture cleaning solution.’

When threatened, bacteria shield themselves in a slimy protective barrier known as a biofilm.

It is made up of bacteria held together by a web of extracellular DNA which binds the bacteria to each other and to a solid surface – in this case in the plaque around the teeth and gums.

The biofilm protects the bacteria from attack by brushing, chemicals or even antibiotics.

But after studying Bacillus licheniformis, which is found on the surface of seaweed, Newcastle University scientists found that when the bacteria want to move on, they release an enzyme which breaks down the external DNA. That breaks up the biofilm and releases the bacteria from the web.

Professor Burgess, who led the research, said: ‘It’s an amazing phenomenon. The enzyme breaks up and removes the bacteria present in plaque and importantly, it can prevent the build up of plaque too.

‘When I initially began researching how to break down these layers of bacteria, I was interested in how we could keep the hulls of ships clear but we soon realised that the mechanism we had discovered had much wider uses.

‘If we can contain it within a toothpaste we would be creating a product which could prevent tooth decay.

‘This is just one of the uses we are developing for the enzyme as it has huge potential such as in helping keep clean medical implants such as artificial hips and speech valves which also suffer from biofilm infection.’

The team will now look to collaborate with industry to carry out more tests and product development.
Data from: dailymail.co.uk

“แมลง-เนื้อหลอดแก้ว” อาหารแห่งอนาคต? เราจะกินอะไรในอีก 20 ปีข้างหน้า

นักทำนายอนาคตกล่าวว่า ราคาอาหารที่ปรับขึ้นเป็นรายวัน รวมถึงประชากรที่เพิ่มขึ้นทุกวัน และประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม อาจหมายถึงว่ามนุษย์ควรกลับมาทบทวนถึงสิ่งที่เรากินใหม่อีกครั้ง สหประชาชาติ รวมถึงรัฐบาลของประเทศต่างๆ กำลังแสดงความกังวลว่า แล้วในอนาคตข้างหน้า พวกเราจะต้องกินอะไรกัน?

มอร์เกน เกย์ นักทำนายอนาคต และสมาชิกสมาคมอาหารทดลองแห่งยุโรป กล่าวว่า ประชากรในชาติตะวันตกส่วนใหญ่เติบโตมาได้ ก็เพราะรับประทานเนื้อสัตว์ซี่งมีราคาถูกและอุดมสมบูรณ์เป็นอาหารหลัก แต่เมื่อราคาอาหารเพิ่มขึ้น เราต้องเริ่มหันกลับมามองว่า เนื้อเหล่านั้นอาจกลายเป็นสิ่งที่แพงเกินความจำเป็น ผลก็คือ มนุษย์จำเป็นต้องหาวิธีเพื่อมาเติมเต็มช่องว่างดังกล่าว

แต่อาหารประเภทใดที่จะมาเติมช่องว่างและกระเพาะอาหารของมนุษย์และเราจะรับประทานมันได้อย่างไร?

“แมลง” จะกลายเป็น”อาหารหลัก”ของมนุษย์ในอนาคต

เมื่อมองด้วยเหตุผล แมลงให้สารอาหารเช่นเดียวกับเนื้อสัตว์ทั่วไป รวมถึงเป็นแหล่งโปรตีนที่สำคัญ ตามข้อมูลของมหาวิทยาลัยวาเกนิงเกน ประเทศเนเธอร์แลนด์ พบว่าค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงสัตว์จำพวกแมลง ต่ำกว่าการเลี้ยงสัตว์ใหญ่ค่อนข้างมาก พวกมันบริโภตอาหารและน้ำน้อยกว่า รวมถึงปล่อยของเสียน้อยกว่า อีกทั้งยังพบว่า แมลงที่มนุษย์สามารถนำไปบริโภคได้ยังมีกว่า 1,400 ชนิด

เกย์กล่าวว่า แมลงจำพวกจิ้งหรีดหรือตั๊กแตน สามารถนำมาแปรรูป และใช้เป็นส่วนผสมในอาหารประเภทเบอร์เกอร์ได้

รัฐบาลเนเธอร์แลนด์ ได้ศึกษาความเป็นไปได้ดังกล่าวอย่างจริงจัง และเริ่มทุ่มเงินกว่า 1 ล้านยูโร ในการวิจัยเพื่อนำแมลงมาดัดแปลงเป็นอาหารในชีวิตประจำวัน และเพื่อเตรียมออกกฎหมายในการทำฟาร์มเลี้ยงแมลง

เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ ประชากรในหลายภูมิภาคของโลกได้บริโภคแมลงกันมาช้านาน ชาวแอฟริกานิยมบริโภคด้วงและตั๊กแตนยักษ์ ตัวต่อได้รับความนิยมจากชาวญี่ปุ่น และชาวไทยก็นิยมบริโภคจิ้งหรีดกันมานาน

แต่แมลงที่ว่ามานี้ จำเป็นต้องผ่านกระบวนการการปรับโฉม เพื่อให้น่าตาดูน่าบริโภคและเหมาะกับชาวตะวันตก ที่มองว่าการบริโภคแมลงเป็นสิ่งที่น่าขยะแขยง  เกย์เชื่อว่า แมลงจะกลายเป็นเมนูที่ได้รับความนิยม จากมันถูกทำให้ดูห่างไกลจากคำว่าแมลง และใช้คำเรียกใหม่ ที่คล้ายกับคำว่า “ปศุสัตว์ขนาดเล็ก”

 เมนู “Sound of the Sea”

อาหารที่ผ่านการปรับปรุงรสชาติด้วยเสียง

มีการศึกษาหลายชิ้นที่ระบุว่ารูปลักษณ์และกลิ่นของอาหาร ส่งผลต่อพฤติกรรมการกินของมนุษย์  แต่ผลกระทบจากเสียง ที่มีต่อรสชาติอาหารยังคงมีการวิจัย ผลการศึกษาล่าสุดโดยนักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยอ็อกซ์ฟอร์ด  พบว่า โทนเสียงในระดับหนึ่งสามารถช่วยทำให้รสชาติอาหาร “หวานขึ้น” หรือ “ขมขึ้น” ได้

รัสเซล โจนส์ จากบริษัทคอนดิเมนต์ จังกี้ ที่ร่วมทำการศึกษา กล่าวว่า คนเรามักสนใจแต่รูปลักษณ์และกลิ่นของอาหาร แต่มักไม่ทราบว่าเสียงก็มีผลต่ออาหารเช่นกัน

โดยการศึกษาในหัวข้อ “The Bittersweet Study” โดยชาร์ลส์ สเปนซ์ ศาสตราจารย์ด้านจิตวิทยาการทดลอง จากมหาวิทยาลัยอ็อกซ์ฟอร์ด พบว่ารสชาติอาหารสามารถปรับเปลี่ยนได้โดยการเปลี่ยนเสียงที่เป็นแบ็คกราวด์ เขากล่าวว่า ยังไม่แน่ชัดนักว่าเกิดอะไรขึ้นในสมองของมนุษย์ แต่มีการเปลี่ยนแปลงแน่นอน

การทดลองเริ่มขึ้่นโดยให้เชฟเฮสตัน บลูเมนทัล จากร้านอาหารแฟต ดั๊ก ปรุงอาหารมาหนึ่งจาน โดยตั้งชื่อเมนูว่า “Sound of the Sea” หรือ “เสียงจากท้องทะเล” ซึ่งเสิร์ฟพร้อมกับเครื่องเล่นไอพอด ซึ่งบรรเลงเสียงบรรยากาศชายทะเล รายงานกล่าวว่า เสียงทำให้ผู้ทานรู้สึกว่าอาหารสดขึ้น

นอกจากนั้น ยังมีการทำการศึกษาเพิ่มเติมซึ่งอาจให้ผลที่น่าสนใจ โดยการใช้เสียงดนตรี เพื่อลบส่วนประกอบในอาหารที่ไม่มีประโยชน์ต่อร่างกายออกไป โดยที่ผู้ทานไม่ทันสังเกตถึงความแตกต่างในรสชาติ โจนส์กล่าวว่า การใช้เสียงที่มีความถี่ในระดับหนึ่ง จะทำให้ผู้ทานที่ไม่นิยมกินอาหารหวาน รู้สึกว่าอาหารที่ตนกำลังทานนั้น มีความหวานในระดับที่รับได้ ทั้งๆ ที่อาหารดังกล่าวมีความหวานเกินปกติ

บริษัทหลายแห่ง ยังเพิ่มการใช้ประโยชน์จากการเชื่อมโยงระหว่างอาหารและเสียงมากขึ้นโดยใช้แพ็คเกจ  บริษัทผู้ผลิตขนมขบเคี้ยวยี่ห้อหนึ่ง เปลี่ยนวัสดุที่ใช้มาทำห่อขนม ที่สร้างเสียงที่คล้ายกับความกรุบกรอบของขนม ทำให้ผู้บริโภครู้สึกว่าขนมมีความสดใหม่อยู่เสมอ นอกจากนั้น ประโยชน์จากเสียงยังถูกนำไปประยุกต์ใช้ในการผลิตเครื่องใช้ไฟ้าในบ้านขนาดใหญ่ อาทิ ตู้เย็น โดยเสียงฮัมเบา ๆ ของมันจะทำให้ผู้ใช้รู้สึกว่าอาหารที่อยู่ภายในสดใหม่อยู่เสมอ

เนื้อที่เพาะเลี้ยงในห้องแล็บ

เมื่อต้นปีนักวิทยาศาสตร์ชาวดัตช์ ประสบความสำเร็จในการผลิตเนื้อสัตว์ที่เรียกว่า “in-vitro” หรือเนื้อที่เพาะเลี้ยงในหลอดแก้ว โดยอาศัยการเพาะเลี้ยงชิ้นส่วนกล้ามเนื้อที่ได้มาจากสเต็มเซลล์ของวัว ที่มีลักษณะภายนอกคล้ายคลึงกับปลาหมึก พวกเขาหวังที่จะผลิต “เบอร์เกอร์เนื้อหลอดแก้ว” ชิ้นแรกในโลกให้ได้ภายในสิ้นปีนี้้อีกด้วย

ทั้งนี้การทดลองเพาะเลี้ยงเนื้อสัตว์ในห้องแล็บครั้งแรก ได้รับการสนับสนุนเงินวิจัยโดยนาซา เพื่อวิจัยเนื้อดังกล่าวว่าสามารถนำไปเป็นอาหารแก่นักบินอวกาศได้หรือไม่ หลังจากสิบปีผ่านไป นักวิทยาศาสตร์ที่เกี่ยวข้องต่างส่งเสริมให้มีการนำเนื้อดังกล่าวไปบริโภคได้ทั่วไป เนื่องจากมีความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากกว่าเนื้อปกติ
ผลการศึกษาล่าสุดโดยมหาวิทยาลัยอ็อกซ์ฟอร์ดพบว่าเนื้อที่เพาะเลี้ยงในห้องแล็บ ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยกว่าสัตว์ที่มีการเลี้ยงตามปกติ ปล่อยก๊าซเรือนกระจกน้อยกว่า อีกทั้งยังใช้พลังงาน พื้นที่ และน้ำน้อยกว่า อีกทั้งยังสามารถเพิ่มสารอาหารที่มีประโยชน์ได้ตามต้องการ

ศ.มาร์ก โพสต์ จากมหาวิทยาลัยมาสทริตช์ของเนเธอร์แลนด์ กล่าวว่า เขาต้องการผลิตเนื้อที่มีความคล้ายคลึงกับเนื้อจริงมากที่สุด แม้ความจริงจะทำไม่ได้เช่นนั้นก็ตาม ขณะที่ดร.นีล สตีเฟน จากมหาวิทยาลัยคาร์ดิฟฟ์ กล่าวว่า ยังคงมีการถกเถียงกันว่าเนื้อประเภทใหม่นี้ควรมีหน้าตาเช่นใด และอาจเป็นเรื่องยากที่คนทั่วไปจะยอมรับ เนื่องจากยังไม่มีใครผลิตออกมาอย่างจริงจัง

สาหร่ายทะเล

สาหร่ายทะเลอาจถูกมองว่าเป็นสิ่งที่อยู่ล่างสุดของห่วงโซ่อาหารแต่มันก็อาจเป็นทางออกต่อปัญหาที่ซับซ้อนที่สุดในโลกบางอย่าง ซึ่งรวมถึงภาวะการขาดแคลนอาหารเช่นกัน

นักวิจัยกล่าวว่า สาหร่ายสามารถนำมาเป็นอาหารทั้งในมนุษย์และสัตว์ รวมถึงยังสามารถเพาะเลี้ยงได้ในทะเล แทนที่จะเติบโตบนแผ่นดินหรือน้ำจืด ซึ่งขณะนี้กำลังร่อยหรอหรือเสื่อมสภาพลง นักวิทยาศาสตร์ยังเชื่อว่า เชื้อเพลิงชีวภาพที่ได้จากสาหร่ายทะเล ยังช่วยลดการบริโภคพลังงานจากเชื้อเพลิงจากฟอสซิล

บุคคลในวงการอุตสาหกรรมอาหารแบบยั่งยืนยังเคยทำนายว่าการทำฟาร์มสาหร่าย จะกลายเป็นอุตสาหกรรมการเกษตรที่ใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งปัจจุบันมีอยู่แล้วในญี่ปุ่นและเกาหลีใต้

ดร.เครก โรส ผู้อำนวยการมูลนิธิสาหร่ายทะเลเพื่อสุขภาพเปิดเผยว่า ในอังกฤษ ยังคงไม่มีฟาร์มเพาะสาหร่ายขนาดใหญ่ แม้สภาพภูมิประเทศและสภาพอากาศจะเป็นใจก็ตาม สาหร่ายมีอัตราการเติบโตที่รวดเร็ว หรืออาจเรียกได้ว่าเป็นพืชที่โตเร็วที่สุด

เช่นเดียวกับแมลง สาหร่ายให้คุณค่าทางอาหารเช่นเดียวกับแมลงอย่างที่เราคาดไม่ถึง นักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยเชฟฟิลด์ ฮัลลาม ใช้เมล็ดเล็ก ๆ บนใบสาหร่าย เพื่อทดแทนเกลือในการผลิตขนมปังหรือในกระบวนการผลิตอาหาร  โดยเมล็ดเล็ก ๆ ดังกล่าว จะเป็นตัวช่วยเพิ่มรสชาติ แต่ให้ความเค็มไม่มากนัก ที่ใช้แทนเกลือ ที่อาจส่งผลให้เกิดความดันเลือดสูง และเชื่อกันว่าเริ่มมีการใช้เมล็ดดังกล่าวเป็นส่วนผสมในอาหารพร้อมรับประทาน ไส้กรอก และชีส ที่วางจำหน่ายตามซูเปอร์มาร์เก็ต

มอร์เกน เกย์กล่าวว่า สาหร่ายให้ประโยชน์หลายประการ และเพิ่งมีการค้นพบไม่มากนัก และถือเป็นแหล่งอาหารขนาดใหญ่ที่เรายังเข้าถึงไม่มากนัก ด้วยจำนวนมากกว่า 10,000 ชนิด

 

ที่มา: มติชน 1 สิงหาคม  2555

.

Related Link:

.

Future foods: What will we be eating in 20 years’ time?

By Denise WintermanBBC News Magazine

Volatile food prices and a growing population mean we have to rethink what we eat, say food futurologists. So what might we be serving up in 20 years’ time?

It’s not immediately obvious what links Nasa, the price of meat and brass bands, but all three are playing a part in shaping what we will eat in the future and how we will eat it.

Rising food prices, the growing population and environmental concerns are just a few issues that have organisations – including the United Nations and the government – worrying about how we will feed ourselves in the future.

In the UK, meat prices are anticipated to have a huge impact on our diets. Some in the food industry estimate they could double in the next five to seven years, making meat a luxury item.

“In the West many of us have grown up with cheap, abundant meat,” says food futurologist Morgaine Gaye.

“Rising prices mean we are now starting to see the return of meat as a luxury. As a result we are looking for new ways to fill the meat gap.”

So what will fill such gaps and our stomachs – and how will we eat it?

 

Insects

Insects, or mini-livestock as they could become known, will become a staple of our diet, says Gaye.

It’s a win-win situation. Insects provide as much nutritional value as ordinary meat and are a great source of protein, according to researchers at Wageningen University in the Netherlands. They also cost less to raise than cattle, consume less water and do not have much of a carbon footprint. Plus, there are an estimated 1,400 species that are edible to man.

Gaye is not talking about bushtucker-style witchetty grubs arriving on a plate near you. Insect burgers and sausages are likely to resemble their meat counterparts.

“Things like crickets and grasshoppers will be ground down and used as an ingredient in things like burgers.”

The Dutch government is putting serious money into getting insects into mainstream diets. It recently invested one million euros (£783,000) into research and to prepare legislation governing insect farms.

A large chunk of the world’s population already eat insects as a regular part of their diet. Caterpillars and locusts are popular in Africa, wasps are a delicacy in Japan, crickets are eaten in Thailand.

But insects will need an image overhaul if they are to become more palatable to the squeamish Europeans and North Americans, says Gaye, who is a member of the Experimental Food Society.

“They will become popular when we get away from the word insects and use something like mini-livestock.”

 

Sonic-enhanced food

It’s well documented how the appearance of food and its smell influence what we eat, but the effect sound has on taste is an expanding area of research. A recent study by scientists at Oxford University found certain tones could make things taste sweeter or more bitter.

“No experience is a single sense experience,” says Russell Jones, from sonic branding company Condiment Junkie, who were involved in the study. “So much attention is paid to what food looks like and what it smells like, but sound is just as important.”

The Bittersweet Study, conducted by Charles Spence, a professor of experimental psychology at Oxford University, found the taste of food could be adjusted by changing the sonic properties of a background soundtrack.

“We’re not entirely sure what happens in brain as yet, but something does happen and that’s really exciting,” says Jones.

Sound and food have been experimented with by chef Heston Blumenthal. His Fat Duck restaurant has a dish called the Sound of the Sea, which is served with an iPod playing sounds of the seaside. The sounds reportedly make the food taste fresher.

But more widespread uses are developing. One that could have an important impact is the use of music to remove unhealthy ingredients without people noticing the difference in taste.

“We know what frequency makes things taste sweeter,” says Jones, also a member of the Experimental Food Society. “Potentially you could reduce the sugar in a food but use music to make it seem just as sweet to the person eating it.”

Companies are also increasingly using the link between food and sound in packaging. One crisp company changed the material it used to make packets as the crunchier sound made the crisps taste fresher to consumers. Recommended playlists could also appear on packaging to help enhance the taste of the product.

Jones says the use of sound is even being applied to white goods. Companies are looking into the hum fridges make, as a certain tone could make people think their food is fresher.

 

Lab-grown meat

Earlier this year, Dutch scientists successfully produced in-vitro meat, also known as cultured meat. They grew strips of muscle tissue using stem cells taken from cows, which were said to resemble calamari in appearance. They hope to create the world’s first “test-tube burger” by the end of the year.

The first scientific paper on lab-grown meat was funded by Nasa, says social scientist Dr Neil Stephens, based at Cardiff University’s ESRC Cesagen research centre. It investigated in-vitro meat to see if it was a food astronauts could eat in space.

Ten years on and scientists in the field are now promoting it as a more efficient and environmentally friendly way of putting meat on our plates.

A recent study by Oxford University found growing meat in a lab rather than slaughtering animals would significantly reduce greenhouse gases, along with energy and water use. Production also requires a fraction of the land needed to raise cattle. In addition it could be customised to cut the fat content and add nutrients.

Prof Mark Post, who led the Dutch team of scientists at Maastricht University, says he wants to make lab meat “indistinguishable” from the real stuff, but it could potentially look very different. Stephens, who is studying the debate over in-vitro meat, says there are on-going discussions in the field about what it should look like.

He says the idea of such a product is hard for people to take on board because nothing like it currently exists.

“We simply don’t have a category for this type of stuff in our world, we don’t know what to make of it,” he says. “It is radically different in terms of provenance and product.”

How is a hamburger made in a laboratory?

 

Algae

Algae might be at the bottom of the food chain but it could provide a solution to some the world’s most complex problems, including food shortages.

It can feed humans and animals and can be grown in the ocean, a big bonus with land and fresh water in increasingly short supply, say researchers. Many scientists also say the biofuel derived from algae could help reduce the need for fossil fuels.

Some in the sustainable food industry predict algae farming could become the world’s biggest cropping industry. It has long been a staple in Asia and countries including Japan have huge farms. Currently there is no large-scale, commercial farm in the UK, says Dr Craig Rose, executive director of the Seaweed Health Foundation.

“Such farms could easily work in the UK and be very successful. The great thing about seaweed is it grows at a phenomenal rate, it’s the fastest growing plant on earth. Its use in the UK is going to rise dramatically.”

Like insects, it could be worked into our diet without us really knowing. Scientists at Sheffield Hallam University used seaweed granules to replace salt in bread and processed foods. The granules provide a strong flavour but were low in salt, which is blamed for high blood pressure, strokes and early deaths. They believe the granules could be used to replace salt in supermarket ready meals, sausages and even cheese.

“It’s multi-functional,” says Gaye. “And many of its properties are only just being explored. It such a big resource that we really haven’t tapped into yet.”

With 10,000 types of seaweed in the world, including 630 in the UK alone, the taste of each can vary a lot, says Rose.

Data from: bbc.co.uk