เทคโนโลยีข้อมูลลายนิ้วมือช่วยปรับปรุงงานต่อต้านวัณโรคดื้อยาในอินเดีย

voathai130415_001เจ้าหน้าที่สาธารณสุขอินเดียกำลังสร้างความตื่นตัวเกี่ยวกับการระบาดของวัณโรคสายพันธุ์ดื้อยาในขณะที่มีหน่วยงานพัฒนาเอกชนหน่วยงานหนึ่งในอินเดียใช้เทคโนโลยีข้อมูลลายนิ้วมือในงานต่อต้านวัณโรค

คุณวิษณุ มายา เป็นชาวกรุงนิวเดลลี รู้สึกตัวว่าเริ่มมีอาการดีขึ้นหลังจากเข้ารับการบำบัดวัณโรคได้ไม่กี่สัปดาห์

คุณมายาเข้ารับการรักษาวัณโรคด้วยยาที่อนามัยชุมชน ภายใต้การกำกับดูแลของคุณนีมา เมทฐา เจ้าหน้าที่บำบัดแห่งหน่วยงานพัฒนาเอกชนของอินเดีย Operation Asha คุณเมทฐา ประสบความยากลำบากในการจูงใจให้ผู้ป่วยวัณโรครับประทานยาจนครบตามระยะเวลาการรักษา

เธอกล่าวกับผู้สื่อข่าววีโอเอว่าผู้ป่วยมักวิตกกังวลเมื่อรู้ว่าต้องรับประทานยาเป็นเวลานานถึงหกเดือน เจ้าหน้าที่ต้องอธิบายให้เข้าใจว่าเป็นเรื่องจำเป็นและไม่ควรกังวล ควรมารับยาให้ตรงตามเวลากำหนดและใช้ยาตามข้อแนะนำเคร่งครัด แล้วอาการจะดีขึ้น

การชักจูงใจให้ผู้ป่วยรับประทานยาให้ครบตามกำหนดมีความสำคัญมาก การเลิกรับประทานยาบำบัดวัณโรคกลางคันมีผลให้เชื้อวัณโรคกลายพันธุ์เป็นเชื้อดื้อยาแบบรุนแรงที่เรียกว่า MDR-TB และจะส่งผลให้ยาปฏิชีวนะมาตราฐานที่ใช้รักษาไม่ได้ผล การบำบัดจะทำได้ยากมากขึ้นและแพงขึ้น

ผู้เชี่ยวชาญประมาณว่ามีผู้ติดเชื้อวัณโรคสายพันธุ์ดื้อยาแบบ MDR-TB แล้วราวหนึ่งแสนคนในอินเดีย แต่ด็อกเตอร์เชลลี่ บัตรา ผู้ก่อตั้งหน่วยงาน Operation Asha เกรงว่าตัวเลขจริงๆน่าจะสูงกว่าที่ประมาณไว้เพราะยังมีผู้ป่วยอีกหลายพันคนที่ยังไม่ได้รับการวินิจฉัย

ด็อกเตอร์บัตรากล่าวกับผู้สื่อข่าววีโอเอว่าวัณโรคสายพันธุ์ดื้อยาแบบ MDR-TB มีศักยภาพที่จะกลายเป็นโรคระบาดรุนแรง คร่าชีวิตคนหลายล้านคน เธอกล่าวว่าหากไม่รีบป้องกันการลุกลามของปัญหาหรือยังไม่ยอมรับความจริงว่ามีปัญหานี้เกิดขึ้น อินเดียก็จะประสบกับปัญหาสาธารณสุขใหญ่หลวง

ด็อกเตอร์บัตราผู้ก่อตั้งหน่วยงาน Operation Asha ใช้เทคโนโลยีข้อมูลส่วนตัวประเภทไบโอเมตริกในการติดตามการบำบัดผู้ป่วยวัณโรคเพื่อยืนยันว่าผู้ป่วยเข้ารับยาอย่างต่อเนื่องจนครบตามกำหนด

หน่วยงาน Operation Asha มีศูนย์อยู่เกือบทุกมุมเมือง ทางศูนย์ทุกแห่งบันทึกข้อมูลลายนิ้วมือของผู้ป่วยและเจ้าหน้าที่ดูแลการบำบัดเพื่อเป็นหลักฐานยืนยันการรักษาแต่ละครั้งที่กำหนดไว้ หากผู้ป่วยไม่ไปรับยาตามกำหนด ทางศูนย์จะส่งข้อความไปเตือนและทำการติดตามหาตัวผู้ป่วย

ด็อกเตอร์บัตรากล่าวว่าระบบเฝ้าติดตามการรักษาแบบนี้ได้ผลช่วยลดปัญหาผู้ป่วยไม่ไปรับยารักษาวัณโรคตามกำหนดและป้องกันปัญหาโรคดื้อยาที่จะตามมา

ด็อกเตอร์บัตรากล่าวว่าการติดตามการรักษาของหน่วยงานช่วยลดอัตราการรักษาตัวไม่ครบกำหนดลงมาอยู่ที่ 3 เปอร์เซ็นต์ ส่วนระบบลายนิ้วมือช่วยลดปัญหานี้ลงได้อีก โดยอยู่ในอัตรา 1.5 เปอร์เซ็นต์ เป็นการช่วยประหยัดการสูญเสียค่ายาโดยเปล่าประโยชน์ นอกจากวัณโรคดื้อยา MDR-TB จะสร้างความทรมานแก่ผู้ป่วยแล้ว ยังทำให้เกิดการสูญเสียทางเศรษฐกิจของทั้งตัวผู้ป่วยและของประเทศด้วย

หน่วยงาน Operation Asha มีศูนย์บำบัดวัณโรคในหมู่บ้านและสลัม 3,000 พันแห่งในอินเดียและกัมพูชา ทางหน่วยงานหวังว่าความพยายามในระดับรากหญ้าที่หนุนด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่นี้จะช่วยลดปัญหาการกลายพันธุ์ของวัณโรคที่มีสาเหตุจากผู้ป่วยรักษาตัวไม่ครบตามระยะเวลาที่กำหนด

15.04.2013

ที่มา : www.voathai.com

.

Related Article :

.

In India, Fighting TB with Fingerprints

Aru Pande

February 26, 2013

NEW DELHI, INDIA — Health specialists in India are using fingerprint technology to make sure tuberculosis sufferers receive proper treatment for the deadly lung infection.

New Delhi resident Vishnu Maya has already noticed a difference in her health after a few weeks of treatment for the disease.

“I feel better. I have been feeling better for the last two to three days,” she says. “I am not in a lot of pain right now.”

Maya goes to a neighborhood health center to take her TB medication in the presence of Neema Mehta, a counselor with the Indian NGO Operation Asha.

Mehta has the difficult job of ensuring that patients do not stop their treatment for any reason.

“We have to explain to them, because they see it is a six-month dose and they get worried that they have to take it for so long,” she says. “We have to explain to them that there is no need to worry – that if you take your medication on time, you will get better.”

Tuberculosis remains a major health crisis for India, with two million people diagnosed each year.

Making sure patients complete treatment is crucial. Stopping can cause the lung infection to morph into a deadlier version called multiple drug-resistant tuberculosis (MDR-TB), which is much more difficult and costly to treat.

India is estimated to be home to 100,000 such cases. But Operation Asha founder Dr. Shelly Batra fears the number is much higher, with thousands of people who remain undiagnosed.

“MDR-TB is the next plague that has the potential to wipe out millions,” Batra says. “And if we don’t accept it now and we don’t act now by preventing drug resistance, we are going to be in very big trouble.”

Batra is using biometric technology to ensure TB patients are completing their drug regimen.

Her organization has centers in nearly every corner of the city, where the fingerprints of patients and counselors are recorded as proof of interaction. Those who do not show up to take their medication are sent reminders and tracked down.

The monitoring system has already made a difference and cut the default rate in half, according to Batra.

“We have brought it down to three percent, and with our biometric technology we have brought it down to below 1.5 percent, which I believe is a huge savings,” Batra says. “MDR-TB is not just human misery, it is a huge economic loss to the patient, to the country.”

With treatment centers in 3,000 Indian and Cambodian slums and villages, Operation Asha hopes its grass-roots effort, aided by technology, will help stem the tide of multi-drug-resistant tuberculosis.

more video :http://www.voanews.com/media/video/1611081.html

SOURCE :  www.voanews.com

Advertisements

นักวิจัยไขปริศนาเรื่องจุดที่ซ่อนของเชื้อวัณโรคในร่างกายคน

voathai130227_001เชื้อวัณโรคเป็นเชื้อแบคทีเรียที่บำบัดยากมาก ต่างจากเชื้อแบคทีเรียชนิดอื่น แม้ว่าจะมียาปฏิชีวนะออกมาใช้นานห้าสิบปีแล้ว ผู้ป่วยวัณโรคยังต้องใช้แผนการรักษาด้วยยาหลายๆตัวรวมกันนานถึงหกเดือน

นี่ทำให้ทีมนักวิจัยอเมริกันสรุปว่าเชื้อแบคทีเรียที่ทำให้เิกิดอาการอักเสบรุนแรงในปอดน่าจะแอบซ่อนตัวอยู่ในเนื้อเยื่อ ทำให้ทั้งยาปฏิชีวนะและระบบภูมิคุ้มกันร่างกายไม่สามารถกำจัดเชื้อโรคนี้ได้

นักวิจัยชี้ว่าจุดที่เชื้อวัณโรคซ่อนตัวอยู่คือ ไขกระดูก ซึ่งเป็นเนื้อเยื่อที่มีลักษณะเหมือนฟองน้ำบรรจุเซลล์ตั้งต้นที่ทำหน้าที่ผลิตเซลล์เม็ดเลือดแดง ไขกระดูกมีระบบป้องกันในตัวเองที่ไม่ให้สารเคมีแปลกปลอมใดๆเข้าไปได้ข้างในได้ รวมทั้งยาปฏิชีวนะ

แอนโตนีโอ้ แคมป์โอส นีโต้ ผู้อำนวยการศูนย์ Forsyth Center for Global Infectious Diseases ในเคมบริดจ์ รัฐแมสซาชูเซ็ทส์ เป็นหัวหน้าทีมนักวิจัยที่ภาควิชาแพทย์ศาสตร์มหาวิทยาลัยแสตนด์ฟอร์ดในรัฐแคลิฟอร์เนีย ทีมงานทำการศึกษาทดลองแบบหลอดแก้ว เพื่อดูว่าเกิดอะไรขึ้นหากผสมเซลล์จากไขกระดูกกับเชื้อวัณโรค

หัวหน้าทีมวิจัยกล่าวกับผู้สื่อข่าววีโอเอว่าการทดลองในหลอดแก้วแสดงให้เห็นชัดเจนว่าตัวเชื้อแบคทีเรียวัณโรคเข้าไปอยู่ในเซลล์ตั้งต้นในไขกระดูกอย่างง่ายดาย

คุณแคมป์โอส นีโต้ หัวหน้าทีมวิจัย กล่าวว่า การค้นพบนี้ช่วยอธิบายได้ว่าทำไมโรคปอดชนิดนี้จึงคงอยู่ในร่างกายคนได้ในสองลักษณะ อย่างแรกคือวัณโรคระยะฝังตัวที่ผู้ติดเชื้อมีเชื้ออยู่ในร่างกายนานนักสิบปีโดยไม่แสดงอาการป่วยและวัณโรคระยะออกอาการรุนแรงทำให้ผู้ป่วยป่วยหนักและหากไม่รักษาจะเสียชีวิตได้ การค้นพบนี้มีผลต่อการบำบัดวัณโรคและช่วยอธิบายได้ว่าทำไมยาปฏิชีวนะจึงไม่ได้ผลในการรักษาในผู้ป่วยทุกคนเสมอไป

หัวหน้าทีมวิจัยกล่าวว่าผู้ป่วยวัณโรคหลายคนที่ได้รับการบำบัดจนหายแล้ว อาจจะกลับไปเป็นวัณโรคอีก และเท่าที่ผ่านมาวงการแพทย์ไม่เข้าใจถ่องแท้ว่าทำไมการบำบัดวัณโรคให้หายขาดจึงทำได้ยากมาก เขากล่าวว่ามาถึงตอนนี้ผลการศึกษานี้ค้นพบความลับเเล้วว่าเชื้อวัณโรครักษายากเพราะเข้าไปแอบซ่อนตัวในไขกระดูก จุดที่ยาบำบัดเข้าไปไม่ถึง

ผู้เชี่ยวชาญประมาณว่ามีคนสองพันสองร้อยล้านคนทั่วโลกที่ติดเชื้อวัณโรคแล้วแต่ยังไม่แสดงอาการ และหากเชื้อวัณโรคเข้าสู่ขั้นก่อให้เกิดโรค จะทำให้คนเสียชีวิตปีละหนึ่งล้านเจ็ดแสนคน

คุณแคมป์โอส นีโต้ หัวหน้าทีมวิจัยอเมริกันกล่าวกับผู้สื่อข่าววีโอเอที่กรุงวอชิงตันว่านักวิจัยจำเป็นต้องเรียนรู้เกี่ยวกับโรคติดเชื้อที่ซับซ้อนชนิดนี้เพิ่มเติมเพื่อพัฒนาวิธีตรวจหาวัณโรคและวิธีบำบัดให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

ที่มา :  voathai.com 27.02.2013

.

Related Article :

.

voanews130129_001

Tuberculosis Evades Detection by Hiding in Bone Marrow

Jessica Berman

March 01, 2013

It’s been a long-standing medical mystery: how tuberculosis (TB), a potentially fatal respiratory infection, can spring to life in a patient after lying dormant for many years.  Scientists have discovered that the bacterium which causes TB hides in cells in the bone marrow, making it hard to treat with antibiotics.

Unlike other bacterial infections, tuberculosis is notoriously difficult to treat.  Despite the availability of antibiotics for 50 years, treatment for TB involves a rigorous multi-drug regimen of up to six months’ duration.

That’s led researchers to conclude that Mycobacterium tuberculosis, the pathogen that causes the deadly lung ailment, is lurking in tissue, where neither antibiotics nor the body’s protective immune system can kill it.

One potential hiding place is bone marrow, a spongy tissue inside bones containing stem cells responsible for manufacturing a variety of blood cells.  Marrow has mechanisms for keeping out foreign substances, including antibiotics.

Researcher Antonio Campos-Neto, director of the Forsyth Center for Global Infectious Diseases in Cambridge, Massachusetts, and his colleagues at Stanford University School of Medicine in California conducted test tube, or in vitro, experiments to see what happened when bone marrow cells and the TB bacterium were mixed together.

“And sure enough, you know, in vitro experiments show the microorganism could be internalized very easily inside the stem cells,” said Campos-Neto.

That finding, according to Campos-Neto, may explain why the lung disease exists in two forms — a latent phase in which individuals can be infected for decades without symptoms, and an active phase, characterized by extreme illness and, without treatment, death.

And it may have implications for the treatment of TB, explaining why antibiotics do not always rid patients of the disease.

“Many, many [TB] patients who have been successfully treated, later on in their life they can come back with tuberculosis again.  And nobody ever understood why this was so difficult, and now we start to have this firsthand [knowledge] that it’s because the TB is hiding itself in some protective niche that drugs cannot reach,” explained Campos-Neto.

An estimated 2.2 billion people around the world live symptom-free with latent tuberculosis.  Once active, the illness kills upwards of 1.7 million people every year.

Campos-Neto says researchers need to learn more about this complex disease so new diagnostic tests and effective treatments can be developed.

An article by Antonio Campos-Neto and colleagues on latent tuberculosis is published in the journal Science Translational Medicine.

SOURCE : voanews.com

จับคนไข้ให้้นอนตากแดดกลางแจ้ง รักษาวัณโรคกลับหายอย่างรวดเร็ว

หมอเมืองน้ำชากำลังเกิดความหวังว่า จะสามารถเอาแดดมาใช้รักษาโรควัณโรคได้ ซึ่งแต่ละปีโรคติดต่อเก่าแก่นี้ยังคงคร่าชีวิตผู้คนไปเกือบจะ 1.5 ล้านคน ซ้ำยังเกรงกันอยู่ว่ามันจะดื้อยาจนไม่มียาจะรักษาได้

วารสารสมาคมวิทยาศาสตร์แห่งชาติของสหรัฐฯ เปิดเผยว่า ได้มีการทดลองพบมาแล้วว่า หากรักษาโหมคนไข้ทั้งวิตามินดีและยาปฏิชีวนะจะทำให้หายเร็วขึ้น

การรักษาคนไข้วัณโรคด้วยวิตามินดี เคยใช้มาก่อนตั้งแต่ยังไม่ค้นพบยาปฏิชีวนะ โดยจะไล่คนไข้ให้ไปตากแดด ซึ่งจะทำให้ร่างกายสร้างวิตามินดีได้มากขึ้น มาเลิกไปเมื่อมีการพบยาปฏิชีวนะนี่เอง

ในการทดลองตามโรงพยาบาลแห่งต่างๆ ในกรุงลอนดอน รักษาด้วยวิตามินดีและยาปฏิชีวนะ ปรากฏว่า ทำให้คนไข้หายเร็วขึ้นเกือบ 2 อาทิตย์ ดร.เอเดรียน มาร์ติโน มหาวิทยาลัยควีน แมรี่ กล่าวว่า “ไม่ได้ใช้แทนยาปฏิชีวนะ แต่มันนับว่าเป็นอาวุธพิเศษ” และยังเผยว่า “อาจใช้รักษาโรคปอดบวมและโลหิตเป็นพิษได้อีกด้วย”.

 

ที่มา: ไทยรัฐ 7 กันยายน 2555

.

Related Articles:

.

Catching the rays: Vitamin D appears to dampen inflammatory responses

How basking in the sunshine could help treat patients with TB

  • Vitamin D appears to dampen inflammatory responses without affecting effect of antibiotics
  • Drug-resistant cases of Tuberculosis are on the rise in the UK

By DAILY MAIL REPORTER

PUBLISHED: 08:27 GMT, 4 September 2012

Vitamin D can speed up recovery in tuberculosis (TB) patients, say researchers.

It suggests that the 19th century practice of sending patients to retreats to soak up the sun’s rays could have done some good.

The latest study found patients recovered more quickly from the infection lung disease if they combined antibiotics with exposure to sunlight.

The findings, from Queen Mary University, suggest high doses of the vitamin dampen down the body’s inflammatory response to infection, reducing damage to the lungs.

Study leader Adrian Martineau, said: ‘Sometimes these inflammatory responses can cause tissue damage leading to … cavities in the lung.

‘If we can help these cavities to heal more quickly, then patients should be infectious for a shorter period of time, and they may also suffer less lung damage.’

The researchers also said they think vitamin D’s ability to dampen inflammatory responses without interfering with the action of antibiotics suggests supplements might be useful for patients taking antibiotics for diseases like pneumonia, sepsis and other lung infections.

TB, which people in wealthier parts of the world often mistakenly believe to be a thing of the past, is proving a tough disease to beat. In 2010, it infected 8.8 million people worldwide and killed 1.4 million.

Drug-resistant cases of Tuberculosis are on the rise in the UK, according to figures released in July. In 2010, there were 342 cases which could not be dealt with by traditional antibiotics, while in 2011, this figure rose to 431.

The infection destroys lung tissue, causing patients to cough up the bacteria which then spreads through the air and can be inhaled by others.

In recent years, rates of drug-resistant TB have been spreading fast across the world, causing alarm among public health officials and prompting calls for more research into new and more effective treatments.

The researchers, whose study was published by the Proceedings of the National Academy of Sciences on Monday, split 95 TB patients who were on standard antibiotic treatment into two groups. For the first eight weeks of their treatment, 44 of them were also given high dose vitamin D, while the remaining 51 got placebos.

Anna Coussens from Britain’s National Institute for Medical Research measured signs of inflammation in blood samples to see what effect the vitamin D had on immune responses.

‘We found that a large number of these inflammatory markers fell further and faster in patients receiving vitamin D,’ she said.

Human lung section with tuberculosis: The infection destroys lung tissue causing patients to cough up bacteria, spreading it

The researchers also found that Mycobacterium tuberculosis, the bacteria that cause TB, cleared from the phlegm coughed up from deep in the lungs faster in patients on vitamin D, taking an average of 23 days to become undetectable under the microscope compared to 36 days in those on placebo.

Martineau said it was too early to recommend all TB patients take high-dose vitamin D alongside antibiotics, as more research with a larger group of patients was needed first.

 

SOURCE:  dailymail.co.uk