โรคกระดูกสันหลังอักเสบยึดติด โดย กภ.พิทยุตม์ โตขำ

กระดูกสันหลังเป็นแกนกลางของร่างกายประกอบด้วยกระดูกจำนวน 24 ชิ้นเชื่อมเป็นข้อต่อ แยกเป็น 3 ส่วนคือ ส่วนคอ, อก และเอว นอกจากนั้นกระดูกสันหลังส่วนเอวยังเชื่อมกับกระดูกเชิงกรานเป็นข้อต่อ โดยกระดูกสันหลังมีหน้าที่ป้องกันไขสันหลังซึ่งเป็นทางเดินของกระแสประสาทมายังอวัยวะส่วนอื่นให้พร้อมทำหน้าที่ และเป็นตัวรับส่งแรงในการเคลื่อนไหวส่วนที่อยู่สูงและต่ำกว่า เปรียบเสมือนส่วนลำต้นไม้ซึ่งมีท่อน้ำเลี้ยง รับอาหารมาจากส่วนรากส่งผ่านไปยังส่วนกิ่งก้านใบด้านบน ในทางกลับกันเมื่อส่วนบนมีการสังเคราะห์แสงจะส่งผ่านผลผลิตที่ได้ไปยังรากด้วย

กระดูกสันหลังมีการเคลื่อนไหวหลายทิศทางได้แก่ ก้ม – เงย, เอียงซ้าย – ขวา และหมุนซ้าย – ขวา ซึ่งเป็นการเคลื่อนไหวขั้นพื้นฐานในชีวิตประจำวัน หลังที่ดีจำเป็นต้องมีความแข็งแรงและความยืดหยุ่นที่ดีตามด้วย หากหลังมีการเคลื่อนไหวลดลง หรือแข็ง เคลื่อนไหวไม่ได้ จะเป็นอุปสรรคในการดำรงชีวิตอย่างมาก โรคกระดูกสันหลังอักเสบยึดติดมีผลให้กระดูกสันหลังที่อักเสบเชื่อมติดกัน ทำให้กระดูกสันหลังเคลื่อนไหวได้ลดลง หรืออาจเคลื่อนไหวไม่ได้อย่างถาวร

โรคกระดูกสันหลังอักเสบยึดติด หรือ Ankylosing Spondylitis มีการค้นพบตั้งแต่ยุคอียิปต์โบราณ แต่มีการค้นคว้าวิจัยมากขึ้นเมื่อประมาณ 100 กว่าปีที่แล้ว หรืออาจเรียกว่า โรค Bekhterev หรือ โรค Marie – Strümpell เป็นโรคทางพันธุกรรมที่เกี่ยวกับยีน HLA – B27 พบได้ทั้งชาวเอเชียและยุโรปแต่ชาวเอเชียพบได้น้อยกว่า ปัจจุบันยังหาสาเหตุที่แท้จริงไม่ได้ ผลของโรคทำให้เกิดการอักเสบเรื้อรังของตัวข้อต่อกระดูกสันหลัง และข้อต่ออื่น(ข้อเข่า, ข้อตะโพก, ข้อไหล่, ซี่โครง) และมีการอักเสบของเยื่อหุ้มข้อ, เอ็นยึดกระดูก ผลจากการอักเสบทำให้ร่างกายสร้างกระดูกมาแทนที่ส่วนที่อักเสบเกิดการเชื่อมติดกันของกระดูก 

หากมองจากภาพ X – ray จะเห็นกระดูกสันหลังเชื่อมติดกันเป็นปล้องไม้ไผ่ นอกจากนี้แล้วตัวโรคอาจทำให้เกิดการอักเสบของตา, หัวใจ, ปอด, ไต และทางเดินอาหารร่วมด้วย ส่วนใหญ่การอักเสบมักเริ่มต้นที่ข้อต่อเชื่อมกระดูกสันหลังกับเชิงกรานกระจายขึ้นไปตลอดแนวกลางกระดูกสันหลัง

ผลจากการเชื่อมติดกันของกระดูกและเนื้อเยื่อรอบข้อ มีผลให้ข้อต่อเคลื่อนไหวได้ลดลง จะเห็นท่าทางการเดินที่แข็งไม่เป็นธรรมชาติ, เวลามองด้านข้างต้องหันทั้งตัว, ยืนไหล่ห่องอตัว, หน้ายื่นคอยื่น, ยืนก้มแตะปลายเท้าได้น้อย เป็นต้น หากกระทบกับข้อต่อซี่โครงทำให้ปอดขยายตัวได้ลดลง ส่งผลต่อการหายใจ ทำให้มีอาการหอบเหนื่อย นอกจากการเคลื่อนไหวที่ลดลงแล้ว อาการที่สำคัญคือปวดบริเวณหลังและก้น หรือตามข้อที่มีปัญหาโดยไม่ทราบสาเหตุที่ชัดเจน อาการค่อยเป็นค่อยไป อาการจะแย่ลงหากอยู่ในท่าใดท่าหนึ่งเป็นเวลานาน แต่อาการจะดีขึ้นเมื่อมีการขยับเคลื่อนไหว ซึ่งต่างจากอาการปวดหลังธรรมดา ซึ่งมีสาเหตุจากการเคลื่อนไหวผิดท่า เช่น เอี้ยวบิดตัว, ก้มหลังเป็นเวลานาน เป็นต้น และอาการจะดีขึ้นหากได้พัก แต่จะแย่ลงหากมีการเคลื่อนไหวซ้ำ

ผู้มีความเสี่ยงเป็นโรคนี้

  • พบในเพศชายมากกว่าเพศหญิง อัตราส่วน 3 : 1
  • อายุน้อยกว่า 45 ปี
  • อาการหลังฝืดแข็งในตอนเช้าเป็นเวลามากกว่า 30 นาที
  • ต้องตื่นขึ้นมาหลังจากนอนนานมากกว่า 30 นาที เพราะอาการปวด แต่จะดีขึ้นเมื่อลุกขึ้นเปลี่ยนท่า
  • อาการปวดและฝืดแข็งจะดีขึ้นเมื่อมีการขยับเคลื่อนไหว ออกกำลังกาย แต่จะแย่ลงหากอยู่นิ่ง
  • มีอาการปวดหลังเป็นเวลามากกว่า 3 เดือน และจะต้องมีอาการก่อนอายุ 45 ปี มีประวัติครอบครัวที่เป็นโรคนี้

การรักษาในปัจจุบันไม่สามารถรักษาตัวโรคให้หายขาดได้เพียงแต่ระงับการกระตุ้นของโรคซึ่งการรักษาแบ่งเป็น 2 วิธี คือ การรักษาทางยา และการรักษาทางกายภาพบำบัด ซึ่งเป็นการรักษาควบคู่กันไป

1. การรักษาทางยา แบ่งยาเป็น 3 ชนิด คือ

  • ยาในกลุ่ม NSAIDs เพื่อลดอาการปวด และการอักเสบ
  • ยาในกลุ่ม Steroids เพื่อลดการตอบสนองต่อระบบภูมิคุ้มกัน เช่น Corticosteroids, sulfasalazine เป็นต้น
  • TNFα blocker มีประสิทธิภาพในการกดภูมิคุ้มกันสูง แต่มีราคาแพง

2. การรักษาทางกายภาพบำบัด เป็นส่วนสำคัญในการรักษาระยะยาวซึ่งมีความจำเป็นอย่างมากเพื่อลด อาการปวด คงสภาพ และเพิ่มช่วงการเคลื่อนไหวของข้อต่อต่างๆ (ข้อต่อกระดูกสันหลัง, ซี่โครง, ข้อเข่า, ข้อตะโพก และข้อไหล่) และป้องกันการผิดรูปของข้อต่อที่มีปัญหาให้น้อยที่สุด เพื่อให้มีคุณภาพชีวิตสูงสุดที่พึงมี การออกกำลังกายแบ่งเป็น 3 ชนิด คือ

2.1 การออกกำลังกายเพื่อเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อเน้นกล้ามเนื้อในการแอ่นหลังและเหยียดตะโพ เนื่องจากการทรงท่ามักอยู่ในท่างอจำเป็นต้องเพิ่มกำลังด้านหลังต้านการงอ

2.2 การออกกำลังกายเพิ่มความยืดหยุ่นเพื่อยืดและคงสภาพการเคลื่อนไหวของเนื้อเยื่อรอบข้อป้องกันการหดรั้งและการผิดรูปของข้อต่อ ยืดค้างนาน 10 วินาที ข้างละ 5 – 10 ครั้งต่อเซต ระหว่างออกกำลังกายจะรู้สึกตึงแต่ต้องไม่เจ็บ

2.3 การออกกำลังกายเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการหายใจของทรวงอกให้มีการขยายตัวอยู่เสมอ

ข้อแนะนำบางประการ

  1. หากคุณมีความเสี่ยงหรืออาการดังที่กล่าวมาควรรีบปรึกษาแพทย์ด้านอายุรศาสตร์โรคข้อและนักกายภาพบำบัด เพื่อวินิจฉัยตรวจคัดกรองและให้การรักษาเพราะหากตรวจพบได้เร็วจะเป็นผลดีกับท่านเพื่อชะลอการดำเนินโรคและป้องกันความเสียหายที่จะเกิดขึ้น
  2. การรักษาทางยาจะต้องรักษาควบคู่กับการทำกายภาพบำบัดเสมอ
  3. ผู้ที่เป็นโรคกระดูกสันหลังอักเสบยึดติดจะต้องออกกำลังกายให้เป็นกิจวัตรประจำวัน
  4. ควรเปลี่ยนท่าทุก 30 นาที ไม่ควรอยู่ท่าใดท่าหนึ่งนานเกินไป
  5. พยายามหนุนหมอนอย่าเกิน 1 ใบเท่าที่พอทำได้ และหมอนห้ามหนุนมาที่ไหล่เพราะจะทำให้ไหล่ยิ่งงุ้มมากขึ้น
  6. ท่าทางในการนั่ง, ยืน, เดิน ไม่ควรนั่งในท่าหลังค่อมไหล่ห่องอตัว แต่จะต้องยืดตัวให้ตรง เพราะหากอยู่ในท่าที่ไม่ถูกต้องเป็นเวลานานมีผลให้กล้ามเนื้ออ่อนแรงลงทำให้ไม่สามารถตั้งตัวตรงอย่างถาวร
  7. หากจำเป็นต้องขับรถยนต์ควรหาอุปกรณ์เสริมกระจกมองข้างเพื่อเห็นภาพด้านหลังชัดเจนโดยไม่จำเป็นต้องหันมองสุดตัว เพราะผู้ที่เป็นโรคกระดูกสันหลังอักเสบยึดติดจะมีปัญหาการเคลื่อนไหวคอที่จำกัดร่วมด้วย

เรียบเรียงโดย กภ.พิทยุตม์ โตขำ

เอกสารอ้างอิง

  1. อัจฉรา กุลวิสุทธิ์. เอกสารประกอบการเรียนการสอนรายวิชา PTPT 334 คณะกายภาพบำบัด มหาวิทยาลัยมหิดล เรื่อง Spondylo-arthropathy; 2551.
  2. Khan MA. ANKYLOSING SPONDYLITIS : the facts. 1st ed. London: Oxford University Press; 2002.
  3. Sieper J, Braun J. Ankylosing spondylitis in clinical practice. 1st ed. London: Springer; 2011.
  4. En.Wikipedia.org [home page on the intermet]. Ankylosing Spondylitis [updated on 2011 Nov 15; cited 2011 Nov 25]. Available from: http://en.wikipedia.org/wiki/Ankylosing_spondylitis

ที่มา: ศูนย์กายภาพบำบัด คณะกายภาพบำบัด มหาวิทยาลัยมหิดล  12 มิถุนายน 2012

.

ศูนย์กายภาพบำบัด คณะกายภาพบำบัด มหาวิทยาลัยมหิดล
999 ถนนพุทธมณฑลสาย 4 ต.ศาลายา อ.พุทธมณฑล จ.นครปฐม 73170
โทรศัพท์ : 0-2441-5450 โทรสาร : 0-2441-5454

เวลาทำการ
ในเวลาราชการ    วันจันทร์ – ศุกร์ 08.00 – 16.00 น.
นอกเวลาราชการ วันจันทร์ – ศุกร์ 16.00 – 18.00 น.
วันเสาร์ – อาทิตย์ 08.00 – 16.00 น.
***เปิดบริการ 12.00 – 13.00 น.ทุกวันทำการ***

  • กายภาพบำบัดทางระบบกล้ามเนื้อ กระดูก และข้อต่อ

ให้บริการด้านคำปรึกษา และตรวจรักษาผู้ป่วยที่มีความผิดปกติทางระบบกล้ามเนื้อ กระดูก และข้อต่อ ได้แก่ ปวดคอ หลัง ไหล่ เข่า หมอนรองกระดูกสันหลังทับเส้นประสาท ข้อเท้าแพลง นิ้วล็อก ข้อเสื่อม อาการชาตามมือ เท้า ฯลฯ โดยวิธีการตรวจประเมิน วินิจฉัย และรักษาด้วยวิธีการทางกายภาพบำบัด

  • กายภาพบำบัดทางระบบประสาท

ให้บริการด้านคำปรึกษา ตรวจรักษา และฟื้นฟูผู้ป่วยที่มีปัญหาทางระบบประสาท ได้แก่ โรคหลอดเลือดสมอง ที่ส่งผลให้เป็นอัมพฤกษ์ หรืออัมพาตครึ่งซีก ผู้ป่วยบาดเจ็บไขสันหลังจากอุบัติเหตุ ทำให้เป็นอัมพฤกษ์หรืออัมพาตครึ่งท่อน หรือทั้งแขนและขา รวมไปถึงโรคจากความเสื่อมของระบบประสาท เช่น โรคพากินสัน อัลไซเมอร์ โดยทำการฝึกให้ผู้ป่วยสามารถช่วยเหลือตนเอง ให้สามารถกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้ปกติ หรือเกือบปกติมากที่สุด ด้วยวิธีการออกกำลังกายและกระตุ้นผ่านทางระบบประสาท

  • กายภาพบำบัดทางเด็ก

ให้บริการด้านคำปรึกษา ตรวจรักษา และฟื้นฟูผู้ป่วยเด็กที่มีปัญหาจากสมองพิการ รวมไปถึงการมีพัฒนาการล่าช้า สมาธิสั้น ปัญหาด้านการปรับสภาพจิตใจ การยืน เดิน ไม่ปกติ โดยจะเป็นไปในแนวทางของการกระตุ้นพัฒนาการพร้อมๆ กับการสอนผู้ปกครองในการเข้าถึง ดูแล และปฏิบัติต่อเด็กอย่างถูกต้อง เหมาะสม

  • กายภาพบำบัดทางกีฬา

กายภาพบำบัดทางการกีฬา เป็นการบริการสำหรับนักกีฬาและประชาชนทั่วไปเรื่องการเตรียมความพร้อมของร่างกายในการเล่นกีฬา ทั้งในส่วนของการสร้างความแข็งแรง การเพิ่มความยืดหยุ่นของกล้ามเนื้อ ซึ่งเน้นให้เกิดความเหมาะสมกับการเล่นกีฬาแต่ละประเภท รวมถึงการดูแลผู้ที่ได้รับบาดเจ็บจากการเล่นกีฬา ซึ่งนอกจากได้รับการตรวจประเมิน การรักษาทางกายภาพบำบัดแล้ว จะได้รับการฝึกออกกำลังเพื่อฟื้นสภาพร่างกายให้สามารถกลับไปเล่นกีฬาได้ และป้องกันการเกิดบาดเจ็บซ้ำ

การบริการกายภาพบำบัดทางกีฬายังมีการให้บริการนอกสถานที่ ณ สนามแข่งขัน เช่นการดูแลประจำทีมนักกีฬามหาวิทยาลัยในการแข่งขันกีฬามหาวิทยาลัยทุกปี การดูแลการบาดเจ็บเบื้องต้นทางกายภาพบำบัดในการแข่งขันวิ่งครึ่งมาราธอน มาราธอน และกอล์ฟ เป็นต้น

  • กายภาพบำบัดทางด้านการยศาสตร์

ให้บริการด้านคำปรึกษา แก้ผู้ป่วย และบุคคลทั่วไป ทั้งในและนอกสถานที่ เพื่อปรับสภาพงาน วัสดุอุปกรณ์ สภาพแวดล้อมภายในที่ทำงาน รวมไปถึงท่าทางในการทำงานให้เหมาะสมกับตัวเอง และปรับการใช้ชีวิตประจำวัน เพื่อลดการบาดเจ็บ และปัจจัยที่จะนำไปสู่การบาดเจ็บนั้นๆ นอกจากนี้ยังทำให้ประสิทธิภาพการทำงานดีขึ้น

 

Advertisements

First person: ‘Chronic illness doesn’t care if it’s your birthday or you’re getting married’

First person: ‘Chronic illness doesn’t care if it’s your birthday or you’re getting married’
By JULIETTE WILLS
UPDATED: 11:15 GMT, 5 March 2012

When sports journalist Juliette Wills was diagnosed with a devastating illness, her relationship and career crumbled under the strain. But despite the relentless pain and her physical limitations she is finding joy and success in new ways

Juliette at her home in Brighton. She has been battling ulcerative colitis and inflammatory arthritis for more than a decade

Yesterday I visited a friend for coffee, cleaned the bathroom and made a pie. Today I woke at dawn, swallowed some painkillers, had to be helped into the bath and was unable to leave the house. Things weren’t always this way, but for the past decade, chronic illness has decided my fate each day. I simply have no say in it. My life-changing moment came in the bathroom of a motel in France in the summer of 1999. I was covering the Formula 1 Grand Prix motor racing season for men’s magazine Loaded. I had already been to Barcelona, with trips to Monaco and Australia coming up. Between races I wrote a football column for a broadsheet. I’d just bought a flat in Brighton. I was 27 years old; happy, independent and fiercely ambitious. I certainly hadn’t expected to see blood in the toilet bowl that morning. Worried, but not panicked, I made a mental note to visit my doctor, and flushed it away.

My whole world went with it. Ulcerative colitis is a debilitating form of inflammatory bowel disease (IBD). There is no cure, but in most cases it can be managed. I cut out wheat and dairy from my diet, upped my vitamin intake to counteract the steroids I’d been ordered to take and started doing yoga. My boyfriend, a ruggedly handsome 1950s throwback, took me out dancing every weekend. I kept fit, and although I was exhausted, I wasn’t in any pain. One morning, six months after my diagnosis, I woke abruptly, engulfed in such excruciating pain around my ribcage that I was unable to catch my breath. I couldn’t bend down to dress myself without screaming as pain shot through my hips. I was sure it had nothing to do with the colitis. This went on for weeks until one evening I passed out, and woke with a raging fever and stomach cramps. I was admitted to hospital where I underwent emergency surgery to remove my large bowel as it had begun to perforate. I came round from the operation to find I had an ileostomy – a blob of small intestine protruding from my stomach, encased in a clear bag.

My hair went grey overnight; my weight fell from eight to six stone. I had tubes and needles inserted into various parts of my anatomy and a 12-inch scar from under my ribcage to my pubic bone. I was repulsed by what had become of my body. My boyfriend visited every day, but once I left hospital three weeks later, our relationship ground to a halt; I needed space, both in an emotional and literal sense. I was in a state of shock, barely speaking to my parents as they did their utmost to care for me, but the pain had gone. Nine months later I went through an eight-hour operation to give me a new internal plumbing system. The ileostomy was removed, and the colitis itself had been dealt with: I could move on and get my career back on track. But within weeks of my recovery from surgery, the same pain was back with a vengeance. It made no sense.

I doubled my prescription painkiller doses, worked when I could and just about kept my head above water. I was too proud to take up my parents’ offer of moving back home; Dad would bail me out if I needed help with a mortgage payment or gas bill. When I experienced a rare whole month of barely any pain, I flew to Las Vegas with friends for a rockabilly break, where I danced every night and rode the roller coasters, the ultimate two fingers up to my illness. Naturally, my frail body didn’t cope and I could barely walk for the last few days of the holiday and the six months that followed.

In 2004, aged 32, I was finally diagnosed with ankylosing spondylitis, a debilitating, chronic inflammatory arthritis, often triggered by IBD, in which the sacroiliac joints (which join the base of the spine to the pelvis) become inflamed. Scar tissue forms in the spaces between vertebrae and eventually they fuse together, causing limited movement of the spine and, in my case, constant, agonising pain in my spine, ribcage, shoulders, neck and hips.

Having tried every treatment to no avail, the local health authority agreed that I could trial a new injectable drug. The pain disappeared overnight then, a few months later, came back with vigour, but sporadically. I had no idea how I would feel from one day to the next; I just pushed myself to do as much as possible whenever I woke up and felt OK, from writing a book to decorating my flat. I had good weeks and bad weeks, and just rode the wave.

Juliette with Gautier on their wedding day

One night, in February 2007, I was introduced to a handsome, brooding, aloof, chain-smoking French guitarist called Gautier at a gig in London. Sparks flew. He visited me in Brighton two weeks later, proffering a typically Gallic shrug when I told him about my illness. I had been told that the effects of this drug on a growing foetus were unknown, so I mustn’t get pregnant; add all the post-surgery scar tissue and the fact that I could barely look after myself and having a child was not an option. Gautier was unfazed, while I was becoming used to having decisions made for me.
I flew to Gautier’s home town in France for his 30th birthday in March. He proposed that weekend. We married on an extraordinarily sunny day in September at Brighton’s Royal Pavilion. A cocktail of prescription painkillers enabled me to stand in my four-inch heels during the ceremony. He already thought me beautiful; it was my determination, I think, that he was beginning to admire.

We had no money for a honeymoon so, instead, we got ourselves a cat. Two summers later, with Gautier in full-time work in the computer games industry and playing in his band, I sold my flat and we bought a 1930s house with a white picket fence in the Brighton suburbs. Over the past year, the effects of my drug appear to be wearing off; I wake up each day at dawn with the pain tearing through me. Some days I manage to go to the supermarket or clean the kitchen, but most mornings I can’t reach my painkillers or get out of bed without Gautier’s help. Although I often have a glazed expression from today’s dihydrocodeine and last night’s diazepam, and walk with an awkward, twisting gait, wearing a slick of red lipstick and my leopard-print coat means I always look OK, even if I’m falling apart. Half the battle is psychological.

Chronic illness is wicked and cruel. It is debilitating, exhausting, destructive, isolating and totally unforgiving. It knows no bounds, and has no mercy. It doesn’t care that it’s your birthday or you’re getting married; it’ll still show up and ruin your day. It’s hard to have hope when you know there’s no cure; near impossible to stay positive with no light at the end of the tunnel. There is no such phrase as ‘when I’m better’, and I am constantly reminded of my own inabilities, surrounded by friends with great careers or new babies. I feel I have no purpose; I’m 39, but neither a career woman nor a mother.

Then I look at Gautier and the cat and think, ‘They’re my purpose, get on with it.’ On the odd days when my pain is manageable, I’ll head to the local RSPCA centre where I take a little dog on a walk, for as long as my hips allow. Maybe I’ll do some washing and bake a cake. If I’m OK to drive, Gautier and I might head to the seafront for brunch or to the zoo as we did on my birthday. On a good day I’ll wear Chanel No 5; on a bad day Gautier puts up with the less attractive scent of Deep Heat.

Wearing a slick of red lipstick means I look OK, even if I’m falling apart. Half the battle is psychological

If my life were a weather report, it would read ‘mostly cloudy, with a few bright spells’, but those bright spells are the moments that keep me going, despite them diminishing rapidly. Still, I have confidence at times where many fit and healthy women don’t: on the beach, despite my scars, I wear a bikini. If anyone stares, I tell them that I was mauled by a bear. When Gautier goes away with his band, I don’t sit at home fretting about what he’s up to, surrounded by free drinks and beautiful women. I trust him implicitly; he gives me no reason not to. On the other hand, I’d understand if he left me for one of them, but if I worried all day, I’d go insane. We are not destitute, but my illness has had a huge impact on my finances. My underwear and beauty products are supermarket own-brand, my Topshop jeans second-hand. I haven’t been to the hairdresser in a decade. I would love to go to New York this summer with Gautier to celebrate my 40th birthday, but we’d have to win the Lottery for that to happen. I’m hoping we can at least afford – and my illness permits – a weekend on the Isle of Wight.

If my parents are the glue that holds me together, Gautier is the Sellotape on top. He is incredibly wise; the calm to my storm. His love gives me emotional stability where there is so much uncertainty elsewhere in my life.

My closest friends, Bo, Alice and Cherry, offer me invaluable emotional support. Sara saves all her magazines for me and Amy brings me chocolates and cuts my hair. I hope that, someday, the good days will outweigh the bad. I hope I will always feel this loved, because that’s what keeps me going. As they say in the film Transformers, ‘Hope for the best, but prepare for the worst’ – because at the end of every bad day, there is always tomorrow.

HOW TO HELP A FRIEND OR RELATIVE WITH A CHRONIC ILLNESS

Chronic illness often means isolation, frustration and, above all else, boredom. While you can’t take away a person’s pain, there are ways in which you can help.
● If the sufferer says they’re too unwell to come out to meet you, don’t offer a glib, ‘Hope you feel better soon’ — pop in to see them instead. This never occurred to my friends until I told them how isolated I felt. I’m often in too much pain to go out but a cup of tea and a gossip does wonders to lift my spirits.
● I struggle with housework but never ask for help. When my parents visit, Dad will mow the lawn or clean my car while Mum runs the Hoover round. If you pop by ‘for a chat’ and just happen to do something useful while you’re there, it’ll be much appreciated.
● If you’ve finished with a book or DVD, pass it on. Chronic illness often means little money.
● Pick up the phone. Tell them you’re thinking of them. Sometimes, it really is that simple.

HOW I HELP MYSELF

● I try not to sweat the small stuff. If the kitchen and bathroom are clean, the washing’s done and there’s food in the house, it’s not the end of the world if there’s a bit of dust.
● I find it very hard to relax, and rarely get more than two to three hours of sleep a night due to pain and a stressed state of mind. Gautier runs me a bubble bath once a week, or sends me to bed early with a good book to help me wind down — for his sanity and mine.
● I remind myself of the mad things I did before I became ill, such as in 1996 when I interviewed the Spice Girls for 90 Minutes football magazine. I showed Victoria a photo of David Beckham to see if she fancied him. She did. ‘Go to Old Trafford with Mel C and buy him a drink in the players’ lounge,’ I told her. ‘I’m going to ask him out for dinner!’ she exclaimed. A few weeks later they duly met in the players’ bar and the rest is history, but I never did get a wedding invitation, despite them both telling the story in their autobiographies. Pah!
● I’m devastated that I can’t dance any more, so I found myself a new interest — working my way through The Masterchef Cookbook. I feel a real sense of achievement when I come up with something fabulous for dinner, even if it’s just for the two of us.

Juliette’s blog is at juliettewills.wordpress.com

Data from: dailymail.co.uk

Juvenile Ankylosing Spondylitis

What is juvenile ankylosing spondylitis?

Juvenile ankylosing spondylitis (JAS) is a type of arthritis that affects the spine and the sites where the muscles, tendons, and ligaments are attached to bone. “Ankylosing” means stiff or rigid, “spondyl” means spine, and “itis” refers to inflammation. The disease causes inflammation of the spine and large joints, resulting in stiffness and pain. The disease may result in erosion at the joint between the spine and the hip bone (the sacroiliac joint), and the formation of bony bridges between vertebrae in the spine, fusing those bones. In addition, bones in the chest may fuse.

JAS is considered to be a multifactorial condition. Multifactorial inheritance means that “many factors” are involved in causing a health problem. The factors are usually both genetic and environmental, where a combination of genes from both parents, in addition to unknown environmental factors, produce the trait or condition. Often one gender (either males or females) is affected more frequently than the other in multifactorial traits. Multifactorial traits do recur in families because they are partly caused by genes.

A group of genes on chromosome 6 code for HLA antigens play a major role in susceptibility and resistance to disease. Specific HLA antigens influence the development of many common disorders. Some of these disorders, such as JAS, are autoimmune related and inherited in a multifactorial manner. When a child has a specific HLA antigen type associated with the disease, he/she is thought to have an increased chance to develop the disorder. The HLA antigen associated with JAS is called B27. Children with the B27 HLA antigen are thought to have an increased chance (or “genetic susceptibility”) to develop JAS; however, it is important to understand that a child without this antigen may also develop JAS. This means HLA antigen testing is not diagnostic or accurate for prediction of the condition. Males are affected with JAS three times more often than females.

JAS is one of four disorders which are classified as spondyloarthropathies. The other disorders are psoriatic arthritis, inflammatory bowel disease, and Reiter’s syndrome. These disorders have similar features such as:

  • inflammation of the spine and sacroiliac joints
  • family history of the disease
  • similar non-arthritis symptoms
  • absence of rheumatoid factor (RF) in the blood (an antibody found in the blood of most, but not all, people who have rheumatoid arthritis, as well as other rheumatic diseases)

Who is affected by juvenile ankylosing spondylitis?

AS strikes young people, typically between ages 17 and 35, but it also may affect adolescents.  AS is thought to affect males two to three times more often than it does females.

What are the symptoms of juvenile ankylosing spondylitis?

Symptoms of JAS tend to occur and disappear over periods of time. The following are the most common symptoms of JAS. However, each child may experience symptoms differently. Symptoms may include:

  • back pain, usually most severe at night during rest
  • early morning stiffness
  • stooped posture in response to back pain (bending forward tends to relieve the pain)
  • inability to take a deep breath, if the joints between the ribs and spine are affected
  • appetite loss
  • weight loss
  • fatigue
  • fever
  • anemia
  • pain at the site of attachment of muscles, ligaments, and/or tendons to bone (enthesitis)
  • joint pain, particularly in the legs
  • vague pain, usually in the buttocks, thighs, heels, or near the shoulders
  • eye inflammation that is painful and causes redness and light sensitivity; may have frequent recurrences of eye inflammation
  • organ damage, such as the heart, lungs, and eyes

Symptoms of juvenile ankylosing spondylitis may resemble other medical conditions or problems. Always consult your child’s physician for a diagnosis.

How is juvenile ankylosing spondylitis diagnosed?

In addition to a complete medical history and physical examination, diagnostic procedures for juvenile ankylosing spondylitis may include:

  • x-rays – a diagnostic test which uses invisible electromagnetic energy beams to produce images of internal tissues, bones, and organs onto film.
  • erythrocyte sedimentation rate (ESR or sed rate) – a measurement of how quickly red blood cells fall to the bottom of a test tube. When swelling and inflammation are present, the blood’s proteins clump together and become heavier than normal. Thus, when measured, they fall and settle faster at the bottom of the test tube. Generally, the faster the blood cells fall, the more severe the inflammation. (People with JAS often have an elevated ESR.)
  • detection of (HLA-B27) antigen – HLA-B27 is an antigen (a substance that causes the body to produce antibodies to fight bacteria, viruses, and other “foreign” particles to prevent infection) whose presence may indicate the presence of some type of autoimmune disease (a condition in which the body’s own defenses begin to attack the body’s cells).

Treatment for juvenile ankylosing spondylitis:

The goal of treatment for JAS is to reduce pain and stiffness, prevent deformities, and help your child maintain as normal and active a lifestyle as possible.

Specific treatment for juvenile ankylosing spondylitis will be determined by your child’s physician based on:

  • your child’s overall health and medical history
  • extent of the condition
  • your child’s tolerance for specific medications, procedures, and therapies
  • expectation for the course of the disease
  • your opinion or preference

Treatment may include:

  • nonsteroidal anti-inflammatory medication, NSAIDs, (to reduce pain and inflammation)
  • short-term use of corticosteroids (to reduce inflammation)
  • maintain proper posture
  • regular exercise, including exercises that strengthen back muscles
  • physical therapy

data from: Lucile Packard Children’s Hospital

Children of ankylosing spondylitis systemic symptom

Children of ankylosing spondylitis systemic symptom

อาการของเด็กที่เป็นโรคข้อสันหลังอักเสบยึดติด ankylosing spondylitis

high fever symptoms are phases.Chronic disease for low heat usually takes the symptoms, significant weight loss, the whole body is fatigue, muscle atrophy, many local with serious peripheral large joints, and joint axis, hip osteoarthritis symptoms in most see more.A few children have lymph node enlargement, mild or severe anemia.

happened only history of repeated episodes of iris inflammation, can last for years, early iris inflammation can be ankylosing spondylitis only performance, performance for unilateral jealous, pain, photophobia, and black Meng etc, can have eyes, involving heavy appear alternately, duration is commonly 4-6 weeks, iris inflammation usually without sequelae.

serious aortic valve closed not all were rare, individual ankylosing spondylitis have nonspecific block lesions.

spread the chest rib joint affect respiratory function.No serious patients with spinal involvement, the general effect of thoracic range of motion and breathe without change.

and onset form: the disease in older children, male more than female, men and women ratio is about 80%-90% of cases now, other than weeks joint, or as the main symptoms of infection attachment points and general with lower limb is given priority to, have lower back pain, morning stiffness, activities such as the limited symptoms or X-ray sacrocoxitis.Affected joint usually less than 10, few joint see more than many joints, often for one or not symmetrical.

peripheral arthritis: the performance for the single arthritis, few arthritis or attachment point inflammation, sustainable or repeated attacks months and years.More than 85% lower limb joints involved, upper limbs arthritis rare, few arthritis is usually unilateral or asymmetry, many joint general symmetry, for often misdiagnosed for rheumatoid arthritis. And the following disease identification:(1) children ankylosing spondylitis and children of rheumatoid arthritis identify: children of ankylosing spondylitis early clinical performance often meet children of rheumatoid arthritis diagnosis standard. But ankylosing spondylitis always have a positive family history, HLA-B27 positive, arthritis, joint hands with lower limbs as less involvement.We experience, and close examination double sacroiliac joints, such as tenderness, 4 words experiment and often the positive results; Attachment points for both the best identify disease, especially in full, knee weeks the place such as the involvement more meaningful.If three or five years appear joint axis performance, it is not difficult to diagnosis general.

the genetic differences: children of ankylosing spondylitis often SC42 single times type and G1o-1 b dialdehyd enzyme and adult-onset phenotype, a single times for SC31 type and G1o-2 b dialdehyd enzyme phenotype.2, clinical differences: children of ankylosing spondylitis, including sufficient with peripheral joints involved more;And the adult-onset including cervical, thoracic vertebra, square change, and vertebral bone bridge and bone into the joint axis involvement at more see. Children of ankylosing spondylitis sustained or repeated attacks of hip, knee, ankle and between toes arthritis is adult see more, need to do more also hip replacement. In addition, fever, anemia, such as interleukin increased is also see more children.

do not easily identify diagnostic rheumatoid arthritis.

This article from:Disease knowledge

เป็นโรค ankylosing spondylitis เมื่ออายุถึง 40 ปี… ร่างกายจะหยุดการดำเนินโรคได้เอง !!!

ได้อ่านคอลัมน์ปัญหาวิชาการของเว็บไซต์มูลนิธิหมอชาวบ้าน หัวข้อ

โรคข้อกระดูกชนิดติดแข็ง

File Name : 288-021
วารสารคลินิก เล่ม : 288
เดือน-ปี : 12/2551
คอลัมน์ : ปัญหาวิชาการ
นักเขียนหมอชาวบ้าน : นพ.ธันย์ สุภัทรพันธุ์

ซึ่ง รองศาสตราจารย์ นพ.ธันย์ สุภัทรพันธุ์ , ภาควิชาออร์โธปิดิกส์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ได้เขียนตอบไว้น่าสนใจมาก

โรคข้อกระดูกชนิดติดแข็ง

ถาม ปัจจุบันมีการรักษาโรคข้อกระดูกชนิด ติดแข็งให้หายขาดได้หรือไม่หรือมีวิธีบรรเทาให้ข้อติดกันช้าลงอย่างไรได้บ้างครับ.

สมาชิก

ตอบ โรคข้อกระดูกชนิดติดแข็ง (ankylosing spondylitis) เป็นโรคในกลุ่มไขข้ออักเสบเรื้อรังชนิดแข็ง ซึ่งจะมีผลต่อข้อกระดูกหลังและข้อต่อกระดูกเชิงกราน เป็นโรคที่มีความสัมพันธ์กับยีนบางชนิด ดังนั้น จึงไม่หายขาด  แต่โชคดีที่โรคดังกล่าวมีการดำเนินโรคจำกัด คือ อาการเริ่มเมื่อเข้าสู่วัยรุ่น และดำเนินต่อจนอายุ 40 ปี จะหยุดการดำเนินโรค ดังนั้นถ้าในช่วงอายุ ดังกล่าวผู้ป่วยสามารถควบคุมอาการอักเสบของข้อ รักษาการเคลื่อนไหวของข้อที่สำคัญไว้ได้ เช่น ข้อสะโพก ข้อต่อกระดูกชายโครง (เพื่อการขยายตัวของปอด) ก็จะให้ผลการพยากรณ์โรคดี. โดยในระยะแรกอาจต้องใช้ยาลดอาการอักเสบช่วย ซึ่งปัจจุบันมียาดีๆ หลายขนาน แต่ที่สำคัญคือ การปฏิบัติตัวเพื่อหลีกเลี่ยงปัจจัยที่เพิ่มความเสี่ยง เช่น งดสูบบุหรี่ เพราะโรคดังกล่าวจะทำให้การขยายตัวของปอดไม่ดี การสูบบุหรี่ยิ่งทำให้ปอดทำงานลดลง หลีกเลี่ยงการอยู่ในท่าเดียวนานๆ และการออกกำลังกายสม่ำเสมอ โดยเน้นการออกกำลังกายที่ไม่รุนแรง เช่น การว่ายน้ำ การขี่จักรยาน ทั้งนี้เพื่อให้ข้อมีการเคลื่อนไหวอย่างสม่ำเสมอ และฝึกการหายใจ มีท่าออกกำลังกายเฉพาะอีกหลายชนิด ซึ่งสามารถขอคำปรึกษาได้จากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางเวชศาสตร์ฟื้นฟู.

ข้อมูลจาก www.doctor.or.th

 

related link:

Ankylosing Spondylitis (A.S.)

ตามรอยแพทย์นักบริหารดีเด่น…รศ.นพ.ธันย์ สุภัทรพันธุ์ 

Ankylosing Spondylitis- mdguidelines

Questions and Answers about Ankylosing Spondylitis : NIAMS

Ankylosing Spondylitis

<!–PDF Version of this Document       Order this publication

–>Publication Date: November 2010

Questions and Answers about Ankylosing Spondylitis

This booklet contains general information about ankylosing spondylitis (AS). It describes what ankylosing spondylitis is, its causes, and treatment options. Highlights of current research are also included. If you have further questions, you may wish to discuss them with your health care provider.

What Is Ankylosing Spondylitis?

Ankylosing spondylitis is a form of progressive arthritis due to chronic inflammation of the joints in the spine. Its name comes from the Greek words “ankylos,” meaning stiffening of a joint, and “spondylo,” meaning vertebra. Spondylitis refers to inflammation of the spine or one or more of the adjacent structures of the vertebrae.

Ankylosing spondylitis belongs to a group of disorders called seronegative spondyloarthropathies. Seronegative means an individual has tested negative for an autoantibody called rheumatoid factor. The spondyloarthropathies are a family of similar diseases that usually cause joint and spine inflammation. Other well-established syndromes in this group include psoriatic arthritis, the arthritis of inflammatory bowel disease, chronic reactive arthritis, and enthesitis-related idiopathic juvenile arthritis.

Although these disorders have similarities, they also have features that distinguish them from one another. The hallmark of ankylosing spondylitis is “sacroiliitis,” or inflammation of the sacroiliac (SI) joints, where the spine joins the pelvis.

In some people, ankylosing spondylitis can affect joints outside of the spine, like the shoulders, ribs, hips, knees, and feet. It can also affect entheses, which are sites where the tendons and ligaments attach to the bones. It is possible that it can affect other organs, such as the eyes, bowel, and—more rarely—the heart and lungs.

Although many people with ankylosing spondylitis have mild episodes of back pain that come and go, others have severe, ongoing pain accompanied by loss of flexibility of the spine. In the most severe cases, long-term inflammation leads to calcification that causes two or more bones of the spine to fuse. Fusion can also stiffen the rib cage, resulting in restricted lung capacity and function.

Who Has Ankylosing Spondylitis?

Ankylosing spondylitis typically begins in adolescents and young adults, but affects people for the rest of their lives. An estimated 80 percent of people who have the disorder develop symptoms before age 30. Only 5 percent develop symptoms after age 45. Some authorities say that it affects roughly twice as many men as women.

What Causes Ankylosing Spondylitis?

The cause of ankylosing spondylitis is unknown, but it is likely that both genes and factors in the environment play a role. The main gene associated with susceptibility to ankylosing spondylitis is called HLA-B27, but having the gene doesn’t necessarily mean you will get ankylosing spondylitis. In fact, about 8 percent of Americans have this gene, but fewer than 5 percent (1 out of 20) of those with HLA-B27 actually develop ankylosing spondylitis.

Scientists supported by the National Institute of Arthritis and Musculoskeletal and Skin Diseases (NIAMS) recently discovered two additional genes—ERAP1 (previously known as ARTS1) and IL23R—that, along with HLAB27, may represent a large portion of the genetic risk for ankylosing spondylitis. Factors such as infections or normal bacteria that live in the intestines may trigger the disease in people who are genetically susceptible.

How Is Ankylosing Spondylitis Diagnosed?

A diagnosis of ankylosing spondylitis is based largely on the findings of a medical history and physical exam. Radiologic tests and lab tests may be used to help confirm a diagnosis, but both have some limitations.

Medical History

The medical history involves answering questions, such as the following:

  • How long have you had pain?
  • Where specifically is the pain in your back or neck? Are other joints affected?
  • Is back pain better with exercise and worse after inactivity, such as when you first get up in the morning?
  • Do you have other problems, such as eye problems or fatigue?
  • Does anyone in your family have back problems or arthritis?
  • Have you recently suffered from a gastrointestinal illness?
  • Do you have any skin rashes such as psoriasis?

From your answers to these questions, your doctor can begin to get an idea of the diagnosis.

Physical Exam

During the physical exam, the doctor will look for signs and symptoms that are consistent with ankylosing spondylitis. These include pain along the spine and/or in the pelvis, sacroiliac joints, heels, and chest. Your doctor may ask you to move and bend in different directions to check the flexibility of your spine and to breathe deeply to check for any problems with chest expansion, which could be caused by inflammation in the joints where the ribs attach to the spine.

Radiologic Tests

X ray and magnetic resonance imaging (MRI) may be used in making or confirming a diagnosis of ankylosing spondylitis, but these tests have limitations. X rays may show changes in the spine and sacroiliac joints that indicate ankylosing spondylitis; however, it may take years of inflammation to cause damage that is visible on x rays. MRI may allow for earlier diagnosis, because it can show damage to soft tissues and bone before it can be seen on an x ray. However, MRI is very expensive. Both tests may also be used to monitor the progression of ankylosing spondylitis.

Lab Tests

The main blood test for ankylosing spondylitis is one to check for the HLA-B27 gene, which is present in more than 95 percent of Caucasians with ankylosing spondylitis. However, this test also has limitations. The gene is found in much lower percentages of African Americans with ankylosing spondylitis and in ankylosing spondylitis patients from some Mediterranean countries. Also, the gene is found in many people who do not have ankylosing spondylitis, and will never get it. About 8 percent of Americans have the gene, but only a small percentage of those will have ankylosing spondylitis. Still, when the gene is found in people who have symptoms of ankylosing spondylitis and/or x-ray evidence of ankylosing spondylitis, this finding helps support the ankylosing spondylitis diagnosis.

What Type of Doctor Diagnoses and Treats Ankylosing Spondylitis?

The diagnosis of ankylosing spondylitis is often made by a rheumatologist, a doctor specially trained to diagnose and treat arthritis and related conditions of the musculoskeletal system. However, because ankylosing spondylitis can affect different parts of the body, a person with the disorder may need to see several different types of doctors for treatment. In addition to a rheumatologist, there are many different specialists who treat ankylosing spondylitis. These may include:

  • An ophthalmologist, who treats eye disease.
  • A gastroenterologist, who treats bowel disease.
  • A physiatrist, a medical doctor who specializes in physical medicine and rehabilitation.
  • A physical therapist or rehabilitation specialist, who supervises stretching and exercise regimens.

Often, it is helpful to the doctors and the patient for one doctor to manage the complete treatment plan.

Can Ankylosing Spondylitis Be Cured?

There is no cure for ankylosing spondylitis, but some treatments relieve symptoms of the disorder and may possibly prevent its progression. In most cases, treatment involves a combination of medication, exercise, and selfhelp measures. In some cases, surgery may be used to repair some of the joint damage caused by the disease.

What Medications Are Used to Treat Ankylosing Spondylitis?

Several classes of medications are used to treat ankylosing spondylitis. Because there are many medication options, it’s important to work with your doctor to find the safest and most effective treatment plan for you. A treatment plan for ankylosing spondylitis will likely include one or more of the following:

Nonsteroidal Anti-Inflammatory Drugs (NSAIDs)

These drugs relieve pain and inflammation, and are commonly used to treat ankylosing spondylitis. Aspirin, ibuprofen, and naproxen are examples of NSAIDs.1 All NSAIDs work similarly by blocking substances called prostaglandins that contribute to inflammation and pain. However, each NSAID is a different chemical, and each has a slightly different effect on the body.

1 Warning: NSAIDs can cause stomach irritation or, less often, they can affect kidney function. The longer a person uses NSAIDs, the more likely he or she is to have side effects, ranging from mild to serious. Many other drugs cannot be taken when a patient is being treated with NSAIDs, because NSAIDs alter the way the body uses or eliminates these other drugs. Check with your health care provider or pharmacist before you take NSAIDs. Also, NSAIDs sometimes are associated with serious gastrointestinal problems, including ulcers, bleeding, and perforation of the stomach or intestine. People over age 65 and those with any history of ulcers or gastrointestinal bleeding should use NSAIDs with caution.

Some NSAIDs are available over the counter, but more than a dozen others, including a subclass called COX-2 inhibitors, are available only with a prescription.

All NSAIDs can have significant side effects, and for unknown reasons, some people seem to respond better to one NSAID than another. Anyone taking NSAIDs regularly should be monitored by a doctor.

Corticosteroids

These strong inflammation-fighting drugs are similar to the cortisone made by our bodies. If NSAIDs alone do not control inflammation in people with ankylosing spondylitis, doctors may inject corticosteroids directly into the affected joints to bring quick, but temporary relief. Injections may be given to the sacroiliac joint, hip joint, or knee joint, but are not given in the spine.

Disease-Modifying Antirheumatic Drugs (DMARDs)

These drugs work in different ways to control the disease process of ankylosing spondylitis. The most commonly used DMARD for ankylosing spondylitis is sulfasalazine, a drug that reduces inflammation without suppressing the immune system.

Biologic Agents

Members of this relatively new class of medications are genetically engineered to block proteins involved in the body’s inflammatory response. Four biologics— adalimumab, etanercept, golimumab, and infliximab—are approved by the Food and Drug Administration for treating ankylosing spondylitis. All four work by suppressing a protein called tumor necrosis factor-alpha (TNF-α), and are often effective for relieving symptoms when NSAIDs or other treatments are not. These drugs are taken by intravenous infusion or injection.

Will Diet and Exercise Help?

A healthy diet and exercise are good for everyone, but may be especially helpful if you have ankylosing spondylitis.

Although there is no specific diet for people with ankylosing spondylitis, maintaining a healthy weight is important for reducing stress on painful joints. In people with rheumatoid arthritis, another inflammatory joint disease, a diet high in omega-3 fatty acids (found in coldwater fish, flax seeds, and walnuts) has been shown to help in reducing joint inflammation. Although the usefulness of omega-3 fatty acids is not as well studied in people with ankylosing spondylitis, there is some evidence that omega-3 supplements could reduce disease activity in people with ankylosing spondylitis.

Exercise and stretching, when done carefully and increased gradually, may help painful, stiff joints.

  • Strengthening exercises, performed with weights or done by tightening muscles without moving the joints, build the muscles around painful joints to better support them. Exercises that don’t require joint movement can be done even when your joints are painful and inflamed.
  • Range-of-motion exercises improve movement and flexibility and reduce stiffness in the affected joint. If the spine is painful and/or inflamed, exercises to stretch and extend the back can be helpful in preventing long-term disability.

Many people with ankylosing spondylitis find it helpful to exercise in water.

Before beginning an exercise program, it’s important to speak with a health professional who can recommend appropriate exercises.

When Might Surgery Be Necessary, and How Can It Help?

If ankylosing spondylitis causes severe joint damage that makes it difficult to do your daily activities, total joint replacement may be an option. This involves removing the damaged joint and replacing it with a prosthesis made of metals, plastics, and/or ceramic materials. The most commonly replaced joints are the knee and hip.

In very rare cases, a procedure called osteotomy may be used to straighten a spine that has fused into a curved-forward position. This surgery involves cutting through the spine so that it can be realigned to a more vertical position. After the bones are realigned, hardware may be implanted to hold them in their new position while the spine heals.

Surgery to straighten the spine can only be done by a surgeon with significant experience in the procedure. Many doctors and surgeons consider the procedure high risk. This procedure is done more commonly in Europe than in the United States.

What Are Some Things I Can Do to Help Myself?

Aside from seeing your doctor regularly and following your prescribed treatment plan, staying active is probably the best thing you can do for ankylosing spondylitis. Regular exercise can help relieve pain, improve posture, and maintain flexibility. Before beginning an exercise program, speak with your doctor or physical therapist about designing a program that’s right for you.

Another important thing you can do for yourself is to practice good posture. A good test for posture is to check yourself in a mirror. First, stand with a full-length mirror to your side and, if possible, turn your head to look at your profile. Next, imagine you have dropped a weighted string from the top of your head to the soles of your feet. Where does the string fall? If your posture is good, it should pass through your earlobe, the front of your shoulder, the center of your hip, behind your kneecap, and in front of your anklebone. If you are not standing that way already, practice holding your body that way in front of a mirror until you know well how it feels. Practicing good posture can help you avoid some of the complications that can occur with ankylosing spondylitis.

What Is the Prognosis for People With Ankylosing Spondylitis?

The course of ankylosing spondylitis varies from person to person. Some people will have only mild episodes of back pain that come and go, while others will have chronic severe back pain. In almost all cases, the condition is characterized by acute, painful episodes and remissions, or periods of time where the pain lessens.

In the sacroiliac joints and spine, inflammation can cause pain and stiffness. Over time, bony outgrowths called syndesmophytes can develop that cause the vertebrae to grow together, or fuse. Fusion can also stiffen the rib cage, resulting in restricted lung capacity and restricted lung function.

A number of factors are associated with an ankylosing spondylitis prognosis. One study found that among people who had ankylosing spondylitis for at least 20 years, those who had physically demanding jobs, other health problems, or smoked had greater functional limitations from their disease. People with higher levels of education and a history of ankylosing spondylitis in the family tended to have less severe limitations from their disease.

A recent study supported by the NIAMS found that the likelihood of having severe joint damage increased with age at disease onset, and that men were twice as likely as women to be in that group. The study also found that current smokers were more than four times as likely to have severe damage as nonsmokers, and that having a genetic marker called DRB1*0801 seemed to protect against severe spine damage.

Research Highlights

In addition to the studies mentioned above, research has focused on finding the additional genes involved in the development of ankylosing spondylitis. In 2007, a large comprehensive genome-wide association scan led to the discovery of the genes ARTS1 and IL23R, which is bringing the scientific community closer to understanding ankylosing spondylitis. In addition, a 2010 study reported four genetic regions associated with ankylosing spondylitis risk, two of which encode for proteins that may play a role in ankylosing spondylitis susceptibility.

The IL23R gene plays a role in the immune system’s response to infection. ERAP1 (previously known as ARTS1) is involved in processing proteins in the cell into small “chunks” that can be seen—and fought—by the body’s immune system. Researchers believe the discovery could eventually lead to an understanding of the pathways that are involved in ankylosing spondylitis, and ways for doctors to inhibit or strengthen those pathways to better treat ankylosing spondylitis. In the near future, the finding could lead to a blood test to predict ankylosing spondylitis risk or aid in early diagnosis.

Scientists are also examining whether some of the newer drug therapies can stop the progression of this disorder and the disability that can occur. In the meantime, medication treatment and exercise are important for relieving the symptoms and enabling people to live well with the disorder.

Where Can I Find More Information About Ankylosing Spondylitis?

National Institute of Arthritis and Musculoskeletal and Skin Diseases (NIAMS)
Information Clearinghouse
National Institutes of Health

1 AMS Circle
Bethesda,  MD 20892-3675
Phone: 301-495-4484
Toll Free: 877-22-NIAMS (877-226-4267)
TTY: 301-565-2966
Fax: 301-718-6366
Email: NIAMSinfo@mail.nih.gov
Website: http://www.niams.nih.gov/

The NIAMS provides information about skin diseases; arthritis and rheumatic diseases; and bone, muscle, and joint diseases. It distributes patient and professional education materials and refers people to other sources of information. Additional information and updates can be found on the NIAMS Web site.

Other Resources

American College of Rheumatology (ACR)

Web site: http://www.rheumatology.org

Arthritis Foundation

Web site: http://www.arthritis.org

Spondylitis Association of America (SAA)

Web site: http://www.spondylitis.org

For additional contact information, visit the NIAMS Web site or call the NIAMS Information Clearinghouse.

Key Words

Biologics. A relatively new class of medications that are genetically engineered to block a protein involved in the body’s inflammatory response. Four biologics are approved by the Food and Drug Administration for treating ankylosing spondylitis. They work by blocking a protein called tumor necrosis factor-alpha (TNF-a) that helps drive inflammation.

Calcification. A process in which tissue becomes hardened as a result of calcium deposits. In ankylosing spondylitis, calcification in tissues around the spine can lead to loss of flexibility and forward curvature.

Corticosteroids. Powerful anti-inflammatory hormones made naturally in the body or manmade for use as medicine. In people with ankylosing spondylitis, corticosteroids may be injected to temporarily reduce inflammation and relieve pain.

COX-2 inhibitors. A relatively new class of nonsteroidal anti-inflammatory drugs (NSAIDs) that are formulated to relieve pain and inflammation. Currently, there is just one COX-2 inhibitor on the market: celecoxib.

Gastroenterologist. A medical doctor who specializes in diagnosing and treating diseases of the digestive tract.

Ligaments. Tough bands of connective tissue that attach bones to each other, providing stability.

Magnetic resonance imaging (MRI). A procedure that provides high-resolution computerized images of internal body tissues. MRI uses a strong magnet that passes a force through the body to create these images.

Nonsteroidal anti-inflammatory drugs (NSAIDs). A class of medications available over the counter or with a prescription that ease pain and inflammation. Commonly used NSAIDs include aspirin, ibuprofen, and naproxen sodium.

Ophthalmologist. A medical doctor specializing in diagnosing and treating diseases of the eye.

Omega-3 fatty acids. A type of fatty acid found in fish and fish oils. Omega-3s have proven beneficial for decreasing inflammation and reducing the risk of cardiovascular disease in some people.

Osteotomy. A surgical procedure that involves cutting a bone to shorten it, lengthen it, or realign it. In rare cases, the bones of the spine may be cut and realigned to help straighten a spine that has fused in a curved-forward position due to ankylosing spondylitis.

Physiatrist. A medical doctor who specializes in nonsurgical treatment for injuries and illnesses that affect movement. Also called rehabilitation physician or rehabilitation medicine specialist.

Rheumatologist. A medical doctor who specializes in arthritis and other diseases of the bones, joints, and muscles.

Syndesmophyte. A bony growth attached to a ligament. Syndesmophytes between adjacent vertebrae in ankylosing spondylitis can cause the vertebrae to grow together, or fuse.

Tendons. Tough, fibrous cords that connect muscles to bones.

X ray. A procedure in which low-level radiation is passed through the body to produce a picture called a radiograph. X rays showing damage to the sacroiliac joints are used to help diagnose ankylosing spondylitis.

Acknowledgments

NIAMS gratefully acknowledges the assistance of the following individuals in the preparation and review of this booklet: Robert Colbert, M.D., Ph.D.; Lori Guthrie, R.N.-B.C., B.S.N., C.C.R.C.; and Michael Ward, M.D.; NIAMS, NIH; and Laurie M. Savage, Executive Director, Spondylitis Association of America, Van Nuys, CA.

The mission of the National Institute of Arthritis and Musculoskeletal and Skin Diseases (NIAMS), a part of the U.S. Department of Health and Human Services’ National Institutes of Health (NIH), is to support research into the causes, treatment, and prevention of arthritis and musculoskeletal and skin diseases; the training of basic and clinical scientists to carry out this research; and the dissemination of information on research progress in these diseases. The National Institute of Arthritis and Musculoskeletal and Skin Diseases Information Clearinghouse is a public service sponsored by the NIAMS that provides health information and information sources. Additional information can be found on the NIAMS Web site at http://www.niams.nih.gov. Information on bone and its disorders can be obtained from the NIH Osteoporosis and Related Bone Diseases ~ National Resource Center by calling (toll free) 800–624–BONE (2663) or by visiting its Web site at http://www.bones.nih.gov/.

For Your Information

This booklet contains information about medications used to treat the health condition discussed here. When this booklet was printed, we included the most up-to-date (accurate) information available. Occasionally, new information on medication is released.

For updates and for any questions about any medications you are taking, please contact the U.S. Food and Drug Administration at

U.S. Food and Drug Administration

Web site: http://www.fda.gov/

For updates and questions about statistics, please contact

Centers for Disease Control and Prevention’s National Center for Health Statistics

Web site: http://www.cdc.gov/nchs

This booklet is not copyrighted. Readers are encouraged to duplicate and distribute as many copies as needed.

Additional copies of this booklet are available from:

National Institute of Arthritis and Musculoskeletal and Skin Diseases (NIAMS)
Information Clearinghouse
National Institutes of Health

1 AMS Circle
Bethesda,  MD 20892-3675
Phone: 301-495-4484
Toll Free: 877-22-NIAMS (877-226-4267)
TTY: 301-565-2966
Fax: 301-718-6366
Email: NIAMSinfo@mail.nih.gov
Website: http://www.niams.nih.gov/

NIH Publication No. 10–7609

Data from : National Institute of Arthritis and Musculoskeletal and Skin Diseases (NIAMS)
Information Clearinghouse
National Institutes of Health USA

http://www.niams.nih.gov/Health_Info/Ankylosing_Spondylitis/default.asp

โรคข้อและข้อสันหลังอักเสบ โดย น.พ.กิตติ โตเต็มโชคชัยการ ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล

โรคข้อและข้อสันหลังอักเสบ

 น.พ.กิตติ  โตเต็มโชคชัยการ
ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์
โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล

ในทางการแพทย์  สิ่งที่น่าสงสารหรือน่าเสียดายประการหนึ่งคือ การเห็นคนหนุ่มสาวที่กำลังเติบโตมีอนาคตที่ก้าวหน้าสดใสเจริญรุ่งเรืองรออยู่  ต้องมาเจ็บป่วยด้วยโรคเรื้อรังหรือต้องพิการจากการเจ็บป่วย  ถ้าไม่นับความพิการที่เกิดจากการได้รับอุบัติเหตุต่าง ๆ  โรคข้ออักเสบเรื้อรังก็เป็นกลุ่มโรคหนึ่งที่ทำให้เกิดความพิการได้ในคนหนุ่มคนสาว  และในบรรดาโรคข้ออักเสบเรื้อรังที่มีอยู่หลาย ๆ โรค  มีอยู่กลุ่มโรคหนึ่งที่มีคนหนุ่มคนสาวจำนวนไม่น้อยที่โชคร้ายต้องมาป่วยเป็นโรคกลุ่มนี้  นั่นคือ กลุ่มโรคข้อและข้อสันหลังอักเสบ   ที่ภาษาทางการแพทย์เรียกว่ากลุ่มโรค “Spondyloarthropathy”   เหตุที่ผมอยากจะเขียนถึงกลุ่มโรคนี้ 

ประการแรกเนื่องจากตามสถิติแล้วมีคนที่ป่วยเป็นโรคข้ออักเสบในกลุ่มโรคนี้รวม ๆ กันประมาณร้อยละ 1-2 ของประชากร     นั่นหมายความว่าในประเทศไทยจะมีคนที่ป่วยเป็นโรคกลุ่มนี้ประมาณร่วมล้านคนได้   ซึ่งเป็นจำนวนที่ไม่น้อยเลย

ประการที่สองดังที่ได้กล่าวไปแล้วว่า  โรคนี้มักเกิดขึ้นกับคนหนุ่มคนสาวในช่วงวัยรุ่น  วัยเรียน  ถึงช่วงเริ่มทำงาน  ซึ่งคนเหล่านี้กำลังจะเป็นกำลังสำคัญของชาติบ้านเมืองในอนาคต   ทำให้ประเทศชาติต้องเสียกำลังคนที่สำคัญไปกลุ่มใหญ่กลุ่มหนึ่ง 

ประการที่สาม  โรคกลุ่มนี้เป็นกลุ่มโรคที่มีอาการแสดงไม่เด่นชัดนักทำให้แพทย์ส่วนมากไม่ได้นึกถึงหรือไม่คุ้นเคย  ผู้ป่วยที่เป็นโรคกลุ่มนี้จึงมักจะไม่ได้รับการวินิจฉัยที่ถูกต้องตั้งแต่เนิ่น ๆ   ทำให้ได้รับการรักษาที่ถูกต้องล่าช้าไปจนบางรายได้รับความเจ็บป่วยทนทุกข์ทรมานเป็นระยะเวลานานหรือจนถึงขึ้นเกิดความพิการขึ้น 

ประการที่สี่   เนื่องจากความที่ความรุนแรงของโรคกลุ่มนี้แตกต่างกันในผู้ป่วยแต่ละราย  บางรายเป็นไม่รุนแรง  บางรายเป็นรุนแรง  แพทย์ที่ทำการรักษาจึงต้องมีประสบการณ์ในการรักษาพอสมควร  จึงจะปรับการรักษาให้เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละราย  และติดตามการรักษาได้อย่างถูกต้อง    ประกอบกับการที่เป็นโรคข้ออักเสบเรื้อรังจึงต้องมีการติดตามและปรับเปลี่ยนการรักษาให้เหมาะสมกับโรคต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน  ดังนั้นแพทย์ที่ให้การรักษาจึงควรเป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญในการรักษาโรคข้อ เช่น แพทย์ในสาขารูมาโตโลจิส  เป็นต้น

 

กลุ่มโรคข้อและข้อสันหลังอักเสบคืออะไร

การที่เรียกโรคกลุ่มนี้ซึ่งประกอบด้วยโรคหลายโรคที่มีข้ออักเสบเรื้อรังว่าโรคข้อและข้อสันหลังอักเสบ  เนื่องจากเกือบทุกโรคในกลุ่มนี้จะมีลักษณะที่คล้ายกัน  คือมีข้ออักเสบของข้อบริเวณแขนขา  ซึ่งส่วนมากจะเป็นข้อบริเวณขา  เช่น  ข้อเข่า  ข้อเท้า  มีอาการปวดบวมของข้อ  ร่วมกับการอักเสบของข้อบริเวณกระดูกสันหลัง   ทำให้มีอาการปวดหลัง   แต่บางรายก็ไม่ปวด  โรคในกลุ่มนี้มีหลายโรค เช่น โรคข้อกระดูกสันหลังอักเสบ (Ankylosing spondylitis)  ซึ่งจะมีข้อกระดูกสันหลังอักเสบเป็นหลักแต่ก็มีข้อของขาหรือแขนอักเสบร่วมด้วยได้,  โรคข้ออักเสบสะเก็ดเงิน (Psoriatic arthritis)   ที่จะเกิดในผู้ป่วยที่เป็นโรคผิวหนังสะเก็ดเงิน (psoriasis) อยู่,  โรคข้ออักเสบรีแอคตีฟ (Reactive arthritis)  ที่เกิดมีการอักเสบของข้อต่าง ๆ หลังจากที่มีการติดเชื้อ, โรคข้ออักเสบที่เกิดร่วมกับลำไส้อักเสบ (Inflammatory bowel disease)  ซึ่งพบไม่บ่อยนักในบ้านเรา,  ถ้าลักษณะของโรคไม่เข้ากับโรคต่าง ๆ ที่กล่าวมาแล้วก็จัดเป็นโรคข้อและข้อสันหลังอักเสบที่ยังแยกไม่ออก (undifferentiate spondyloarthropathy)  ซึ่งเป็นชนิดของโรคที่พบได้มากที่สุดในกลุ่มโรคนี้

 

ผู้ป่วยโรคข้อและข้อสันหลังอักเสบ จะมีอาการอย่างไร

ผู้ป่วยที่เข้าข่ายเป็นโรคในกลุ่มโรคข้อและข้อสันหลังอักเสบจะมีอาการดังนี้

  1. มีอาการปวดบวมข้อ  มักจะเป็นข้อเข่า หรือข้อเท้า  เป็น ๆ หาย ๆ  เป็นเวลานาน  มักจะเป็นข้อที่ไม่เกิดพร้อมกัน 2 ข้าง  เช่น บวมข้อเข่าซ้าย  แล้วมาปวดบวมข้อเท้าขวา  บางรายมีข้อบวมมาก มีน้ำในข้อปริมาณมากได้เนื่องจากการอักเสบ
  2. มีอาการปวดหลัง  มักจะปวดบริเวณกระดูกสันหลังส่วนล่าง ๆ แต่ถ้าเป็นมากอาจจะลุกลามขึ้นมาถึงกระดูกสันหลังส่วนบนหรือคอ  เมื่อเป็นนาน ๆ จะทำให้หลังแข็งหรือคอแข็ง  จะก้มตัวหรือขยับหันศีรษะได้ลำบาก
  3. มีเส้นเอ็นอักเสบ  มีอาการปวดบริเวณเส้นเอ็นของขาหรือเท้า เช่น เจ็บเอ็นร้อยหวายบริเวณส้นเท้าข้างใดข้างหนึ่งหรือทั้ง 2 ข้าง  จะเจ็บมากขึ้นเวลาเดินหรือเอ็นฝ่าเท้าอักเสบ  เวลาเดินจะเจ็บบริเวณส้นเท้า  เวลาตื่นนอนตอนเช้าลุกจากที่นอนลงมายืนจะเจ็บฝ่าเท้าบริเวณส้นเท้ามาก   แต่พอก้าวเดินไปเดินมากลับปวดน้อยลง
  4. ปวดหลังหรือปวดตามข้อเวลาอยู่นิ่ง ๆ หรือนั่งนิ่ง ๆ นาน ๆ  พอจะเริ่มขยับจะปวดแต่พอขยับตัวไปแล้วจะปวดน้อยลง   เวลาตื่นนอนตอนเช้ามีปวดข้อ  ข้อฝืดแข็ง  ขยับลำบาก  แต่ถ้าขยับตัวไปมาเรื่อย ๆ จะไม่ค่อยปวด
  5. อาจมีตาแดงตาอักเสบ  หรือทางเดินปัสสาวะอักเสบบ่อย ๆ ร่วมด้วยได้
  6. มีนิ้วมือหรือนิ้วเท้าปวดบวมอักเสบทั้งนิ้ว 1-2 นิ้ว  ทำให้นิ้วบวมโตคล้ายไส้กรอก

อาการที่กล่าวมานี้อาจเกิดขึ้นทีละอาการ หรือเกิดร่วมกันพร้อม ๆ กันได้  ถ้ามีอาการเหล่านี้ร่วมกับรอยโรคที่ผิวหนังเป็นโรคสะเก็ดเงิน ก็จัดเป็นโรคข้ออักเสบสะเก็ดเงิน  ถ้ามีอาการดังกล่าวนี้เกิดขึ้นภายหลังการติดเชื้อ  เช่น  ท้องเดิน  ท้องเสีย หรือเจ็บคอ  ก็จัดเป็นโรคข้ออักเสบรีแอคติฟ เป็นต้น

 

จะทราบได้อย่างไรว่าเป็นโรคกลุ่มโรคข้อและข้อสันหลังอักเสบ

ถ้าท่านมีอายุตั้งแต่เด็ก  วัยรุ่น  จนถึงวัยทำงานจนอายุประมาณ 40 ปี  ทั้งชายและหญิงแล้วมีอาการดังที่กล่าวมาแล้ว  มาเป็นระยะเวลาหนึ่ง เช่น 1-2 เดือน แล้วไปรับการรักษา กินยาแล้วอาการไม่ดีขึ้น  ให้สงสัยว่าอาจจะเป็นโรคกลุ่มนี้  ควรรีบไปพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคข้อ  แพทย์จะทำการซักถามประวัติ และตรวจร่างกาย  โดยเฉพาะตรวจข้อและข้อกระดูกสันหลังดู  ถ้าสงสัยก็จะทำการถ่ายภาพรังสี (x-ray)   บริเวณกระดูกสันหลังส่วนล่างดู  บางครั้งท่านอาจไม่มีอาการปวดหลัง  แต่การวินิจฉัยโรคกลุ่มนี้อาศัยการดูภาพถ่ายรังสีว่ามีความผิดปกติที่เข้าได้กับโรคกลุ่มนี้หรือไม่  นอกจากนี้อาจมีการตรวจเลือด  เพื่อแยกโรคข้ออื่นที่อาจมีอาการคล้ายคลึงกัน เช่น โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์  โรค เอส แอล อี  นอกจากนี้ยังอาจตรวจดูลักษณะทางพันธุกรรมที่ทำให้มีแนวโน้มสูงที่จะเป็นโรคนี้ที่เรียกการตรวจ HLA-B27  ซึ่งถ้าให้ผลบวก ก็หมายความว่าท่านมีโอกาสเป็นโรคกลุ่มนี้สูง       ในขณะเดียวกันถ้าท่านมีบุตร  บุตรของท่านก็อาจได้รับถ่ายทอดพันธุกรรมอันนี้ทำให้มีโอกาสเป็นโรคนี้ได้เช่นเดียวกัน

เนื่องจากโรคกลุ่มนี้ไม่มีการตรวจเลือดอะไรที่ระบุได้แน่ชัดว่าเป็นโรคกลุ่มนี้แน่   ดังนั้นจึงมีแพทย์จำนวนไม่น้อยที่ไม่ได้คิดถึง  และไม่ได้ให้การวินิจฉัยโรคกลุ่มนี้  ทำให้ผู้ป่วยมักจะไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้องตั้งแต่ระยะแรก ๆ  มีผู้ป่วยจำนวนไม่น้อยที่เสียเวลาและเสียเงินทองในการรักษาอาการปวดข้อ  ข้ออักเสบไปมาก     กว่าจะมาได้รับการรักษาที่ถูกต้อง  ดังนั้นขอให้คิดถึงโรคกลุ่มนี้ซึ่งเป็นโรคกลุ่มที่พบได้บ่อย  และรีบไปรับการรักษากับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคข้อ

 

โรคกลุ่มโรคข้อและข้อสันหลังอักเสบ   เกิดขึ้นได้อย่างไร

ในปัจจุบันนี้  ยังไม่ทราบแน่ชัดว่า โรคกลุ่มนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร  แต่จากการศึกษาพอจะทราบคร่าว ๆ ว่า โรคกลุ่มนี้เกิดขึ้นจากหลายปัจจัย  ประการที่สำคัญคือ ผู้ป่วยที่จะเป็นโรคนี้มักจะมีพันธุกรรมที่ทำให้มีโอกาสที่จะเกิดเป็นโรคได้  เช่น มีพันธุกรรมชนิดที่เรียก HLA-B27 ซึ่งได้รับถ่ายทอดมาแต่พ่อ แม่ หรือปู่ ย่า ตา ยายของผู้ป่วย  แต่พ่อแม่ของผู้ป่วยไม่จำเป็นต้องเป็นโรคนี้  และการมีพันธุกรรมชนิดนี้ไม่ได้ทำให้ผู้ป่วยเป็นโรคนี้เสมอ   ต้องมีปัจจัยภายนอกมากระตุ้นให้เกิดโรคซึ่งปัจจัยที่มากระตุ้นนี้ยังไม่ทราบแน่ชัด  แต่มักจะเกี่ยวข้องกับการมีการติดเชื้อโรคบางอย่าง เช่น การติดเชื้อลำไส้อักเสบจากเชื้อแบคทีเรียบางชนิด  ทำให้มีอาการท้องเดินท้องเสีย  หรือการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ  หรือแม้กระทั่งหลอดลมอักเสบ  การติดเชื้อนี้ไม่เรื้อรังเมื่อได้รับการรักษาก็หาย  แต่การติดเชื้อครั้งนั้นดูเหมือนจะไปทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงบางอย่างกับระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายผู้ป่วย  ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันของผู้ป่วยเปลี่ยนไป  คล้ายกับจะมองว่าข้อหรือเส้นเอ็นของผู้ป่วยเองเป็นสิ่งแปลกปลอม  ทำให้เกิดการอักเสบเรื้อรังกับข้อและเส้นเอ็นของผู้ป่วยจนเกิดเป็นโรคขึ้น  และมีอาการต่าง ๆ ดังที่กล่าวไปแล้ว  เหตุที่เกิดโรคนี้ในช่วงวัยรุ่นหรือวัยหนุ่มสาว  เพราะช่วงเวลานี้ของคนเราเป็นช่วงที่ภูมิคุ้มกันของร่างกายคนเราแข็งแรงที่สุด  ดังนั้นการเกิดการอักเสบจากภูมิคุ้มกันก็รุนแรงที่สุดเช่นเดียวกัน

การรักษาโรคข้อและข้อสันหลังอักเสบ  ทำได้อย่างไร

เนื่องจากผู้ป่วยโรคข้อและข้อสันหลังอักเสบ  มีอาการปวดบวมข้อและเส้นเอ็นต่าง ๆ  อาการปวดนี้บางรายไม่รุนแรง  แต่บางรายก็ปวดรุนแรงมาก  และปวดเรื้อรังเป็นเวลานานจนได้รับความทุกข์ทรมาน  ดังนั้นการรักษาที่สำคัญประการแรกคือต้องได้รับยาต้านการอักเสบ  ซึ่งส่วนมากเป็นยาในกลุ่มยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์  ที่มีประสิทธิภาพสูง  เช่นยา indomethacin  และอาจต้องใช้ต่อเนื่องกันไปเป็นระยะเวลาหนึ่ง  เนื่องจากผู้ป่วยส่วนมากเป็นคนอายุน้อย  ดังน้นผลข้างเคียงของยากลุ่มนี้ต่อผู้ป่วยอาจไม่มากนัก  แต่ก็ต้องใช้อย่างระมัดระวัง  ต่อมาเนื่องจากโรคกลุ่มนี้เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของภูมิคุ้มกัน  ดังนั้นจึงต้องมียาที่จะปรับเปลี่ยนภูมิคุ้มกัน หรือปรับเปลี่ยนตัวโรค เช่น ยาซัลฟาซาลาซีน (sulfasalazine)  หรือยาเมโธรเทรกเซต (methotrexate)  ซึ่งต้องให้ต่อเนื่องกันไปเป็นระยะเวลานานเช่นเดียวกัน  ในปัจจุบันเนื่องจากมีผู้ป่วยที่มีการตอบสนองต่อยาปรับเปลี่ยนตัวโรคไม่ดีนัก  โดยเฉพาะผู้ป่วยที่มีข้อกระดูกสันหลังอักเสบ   จึงมีการนำยาในกลุ่มยาชีวภาพ (biologic agent) มาใช้รักษาโรคกลุ่มนี้โดยเฉพาะโรคข้อกระดูกสันหลังอักเสบ (Ankylosing spondylitis)  และโรคข้ออักเสบสะเก็ดเงินอย่างได้ผล  เช่นยา กลุ่มยาต้านสาร tumor necrotic factor-TNF (anti-TNF)  ซึ่งออกฤทธิ์ต่อต้านสารจากระบบภูมิคุ้มกันที่ทำให้เกิดการอักเสบโดยตรง  ยากลุ่มนี้ถึงแม้จะมีประสิทธิภาพสูงมาก  และออกฤทธิ์เร็ว แต่เนื่องจากมีราคาแพงมาก  จึงมีการนำมาใช้ในบ้านเรา แต่ยังไม่แพร่หลายนัก

วิธีการรักษาโรคกลุ่มนี้ อีกประการหนึ่งที่สำคัญมากคือ  การทำกายภาพบำบัด  โดยเฉพาะการออกกำลังกาย เช่น การว่ายน้ำ  และการบริหารกล้ามเนื้อ  เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นของกล้ามเนื้อหลังและข้อกระดูกสันหลัง  ป้องกันไม่ให้ข้อติดยึดและพิการ  การทำกายภาพบำบัดนี้ควรทำอย่างสม่ำเสมอ  และทำควบคู่กับการรักษาด้วยยาไปตลอดการรักษา  จะช่วยให้อาการของโรคดีขึ้น และอาจใช้ยาน้อยลงหรือสามารถหยุดยาได้เร็ว  นอกจากนี้สำหรับผู้ป่วยที่มีความพิการเกิดขึ้น  อาจมีความจำเป็นต้องได้รับการรักษาด้วยการผ่าตัด เช่น ผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพก หรือผ่าตัดแก้ไขความพิการของกระดูกสันหลังที่จำเป็น

ข้อมูลจาก : ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล

http://www.ra.mahidol.ac.th/dpt/MD/know11-air-04

Cauda Equina Syndrome in Ankylosing Spondylitis

Cauda equina syndrome (CES), a rare disorder, is the neurological consequence of the compression of the spinal canal in the lower or lumbar spine.

What are the warning signs?

Ø  Bladder and/or bowel dysfunction, causing you to retain waste or be unable to hold it.

Ø Severse or progressive problems in the lower extremitis, including loss of or altered sensation between the legs, over the buttocks, inner things and back of legs (saddle area), and feet/heels 

Ø  Pain, numberness or weakness spreding to one or both legs that may cause you to stumble.

Symtoms can lead to permanent paralysis, impaired bladder and bowel control, loss of sexual sensation and other problems.

Read more: http://www.spondylitis.org/about/cauda_equina.pdf

Diagnosis

CES is usually characterised by the following so called ‘red flag’ symptoms:

Ø  Severe low back pain.
Ø  Sciatica – often bilateral but sometimes absent – especially at L5/S1 with an inferior sequestration.
Ø  Saddle and gentry sensory deficit.
Ø  Bladder, bowel and sexual dysfunction.

Read more: http://www.articlesbase.com/diseases-and-conditions-articles/what-is-cauda-equina-syndrome-a-medical-negligence-lawyer-explains-3586773.html#ixzz1M1Va5dQp

โรค คอดา อีไควนา ซินโดรม  (Cauda Equina Syndrome) เป็นอาการที่เกิดจากเส้นประสาทไขสันหลังส่วนปลายถูกกดทับ อาจมีอาการปวดหลังร่วมกับขาอ่อนแรง 2 ข้าง อาจมีอาการกลั้นปัสสาวะหรืออุจจาระไม่ได้   ซึ่งภาวะนี้เป็นภาวะฉุกเฉินที่ต้องได้รับการรักษาจากแพทย์อย่างเร่งด่วน

สัญญาณอันตรายที่อาจบ่งถึง โรคคอดา อีไควนา ซินโดรม Cauda Equina Syndrome

  • อาการปวดหลังช่วงล่าง
  • อาการชาบริเวณ saddle area
  • มีความผิดปกติของการขับถ่ายปัสสาวะ เช่น ปัสสาวะไม่ออก ถ่ายปัสสาวะบ่อย หรือ กลั้นปัสสาวะไม่อยู่ (จาก overflow incontinence)
  • มีความบกพร่องมากขึ้นเป็นอย่างมากของระบบประสาทบริเวณขา
  • เมื่อพบแพทย์ จากการตรวจเบื้องต้นจะพบว่า มีอาการ กล้ามเนื้อหูรูดทวารหนักอ่อนแรง ความรู้สึกรอบทวารหนักเสียไป ความรู้สึกทางเพศเสียไป มีการอ่อนแรงของกล้ามเนื้อหลักบริเวณขา เช่น กล้ามเนื้อเหยียดเข่า กล้ามเนื้อกระดกข้อเท้า (Plantar flexors, evertors, dorsiflexors) ส่งผู้ป่วยตรวจพิเศษ เมื่อวินิจฉัยสาเหตุได้แล้ว ผู้ป่วยก็จะได้รับการรักษาต่อไป

ผู้ป่วยโรคข้อสันหลังอักเสบยึดติด มีพยาธิสภาพข้อกระดูกสันหลังอักเสบและมีหินปูนเกาะแข็งยึดแต่เปราะ หากเกิดอุบัติเหตุ เช่น ตกจากที่สูง ลื่น หกล้ม  อุบัติเหตุจากการเดินทาง หลังถูกกระแทกอย่างแรง อาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนของ โรคคอดา อีไควนา ซินโดรม Cauda Equina Syndrome ได้

Complications of ankylosing spondylitis

Ankylosing spondylitis (AS) is a complex condition that can affect many parts of your body. It can cause complications in your day-to-day life, and lead to additional health conditions.

Some of the complications associated with ankylosing spondylitis are briefly outlined below.

Uveitis

Uveitis, also known as iritis, is a condition that is sometimes associated with ankylosing spondylitis. Uveitis is inflammation (redness and swelling) of part of the eye. It usually only affects one eye, not both. If you have uveitis, your eye will become:

  • red
  • painful
  • sensitive to light (photophobia)

Because uveitis can damage your eyesight, if you have ankylosing spondylitis and you develop pain or redness in one eye, or misty vision, you should urgently visit:

  • your GP 
  • an ophthalmologist (a medical doctor who specialises in eye disease and its treatment or surgery), or
  • an optometrist (a person who examines eyes and tests sight)

Uveitis is easily treated using eye drops. If treated quickly, uveitis usually clears up within two to three weeks. However, if uveitis is not treated quickly, it can cause the loss of some or all of your vision.

See the Health A-Z topic about Uveitis for more information about the condition.

Osteoporosis

Osteoporosis is a condition that causes your bones to become weak and brittle. In ankylosing spondylitis, osteoporosis can develop in the spine.

See the Health A-Z topic about Osteoporosis for more information about the condition.

Spinal fractures

Having ankylosing spondylitis increases your risk of developing fractures (breaks) in the vertebrae of your spine. This risk increases with the duration of your condition.

Cardiovascular disease

If you have ankylosing spondylitis, your risk of developing a cardiovascular disease (condition that affects the heart and blood flow), such as a heart attack or stroke, is slightly higher than someone who does not have the condition.

Due to the increased risk, it is important to take steps to minimise your chances of developing cardiovascular disease. Your rheumatologist will be able to advise you about lifestyle changes. You can also refer to Ankylosing spondylitis – self help for more information.

Reduced flexibility

It is estimated that 4 in 10 people with ankylosing spondylitis will eventually have severely restricted spinal flexibility. Spinal deformities are likely to take at least 10 years to develop.  

Fixed posture

In very severe cases of ankylosing spondylitis, the pain and stiffness in your lower back can also spread to the upper parts of your spine. This can decrease the mobility of your spine, making it difficult to move. As a result, your posture can become fixed in one position. This may:

  • make it difficult to look people in the eye
  • reduce your self-confidence

However, it is unlikely that this will cause severe disability unless you also have severe arthritis (inflammation of the joint and bones) in your hips.

Surgical treatment

Two types of surgical treatment are sometimes needed by people with ankylosing spondylitis:

  • joint replacement surgery
  • spinal corrective surgery

These are described in more detail below.

Joint replacement surgery

In some cases, it may be necessary to have surgery to replace a joint that has become severely damaged as a result of ankylosing spondylitis. For example, if the hip joints are affected, a hip replacement may help to:

  • relieve pain
  • improve mobility

See the Health A-Z topic about Hip replacement for more information about the procedure. 

Spinal corrective surgery

It is now rare for people with ankylosing spondylitis to need their spine straightened, but if the spine becomes badly bent this can often be corrected by an operation.

Cauda equina syndrome

Cauda equina syndrome is a very rare complication of ankylosing spondylitis that occurs when the nerves at the bottom of your spine become compressed (compacted).

Cauda equina syndrome causes:

  • pain or numbness in your lower back and buttocks
  • weakness in your legs, which can affect your ability to walk
  • urinary incontinence or bowel incontinence (when you cannot control your bladder or bowels)

See your GP as soon as possible if you have ankylosing spondylitis and you develop any of these symptoms.

Amyloidosis

In very rare cases, it is possible to develop amyloidosis as a complication of ankylosing spondylitis.

Amyloid is a protein that is produced by cells in your bone marrow (the spongy material that is found in the centres of some hollow bones). Amyloidosis is a condition where amyloid builds up in organs, such as your:

  • heart – a muscular organ that pumps blood around the body
  • kidneys – two bean-shaped organs that filter out waste products from the  blood
  • liver – the largest organ in the body; it performs many important functions, such as turning food into energy

The symptoms of amylodosis vary because the condition can affect many different areas of your body. In some cases, there may be no symptoms at all.

Employment

As ankylosing spondylitis advances, it can affect your ability to work. It is estimated that a third of people with ankylosing spondylitis may be unable to work at all. Around one in six people may need to make changes to their working life in order to continue working, such as:

  • working part-time
  • working from home
  • not taking up physically demanding occupations 

When at work, it is important to maintain a good posture when sitting or standing for long periods of time. You should get up, stretch and move around regularly. See Live Well – how to sit correctly for more information. This could mean adjusting your work station, or ensuring that you take regular breaks.

Data from: http://www.nhs.uk/Conditions/Ankylosing-spondylitis/Pages/Complications.aspx

 

Complications: How is a Person Affected?

Although ankylosing spondylitis (AS) and related diseases (SpA), sometimes collectively called spondylitis for short, are conditions primarily affecting the spine, other areas of the body can also be involved. Spondylitis does not follow the same course in everyone; even among family members. That said, there are some complications or symptoms that are more common than others. For instance, inflammation of the eye, or iritis, is very common, while neurological symptoms are very rare, and shoulder involvement appears somewhere in the middle. The chronic pain often caused from the inflammation can vary from person to person and range from mild to very severe. Click hereor on the image to the right for a full sized diagram and more details on the areas of inflammation in AS.

Enthesitis (Inflammation Where the Ligaments Attach to the Bone)
Inflammation of the enthesis, where the joint capsules, ligaments or tendons attach to the bone, is a hallmark of ankylosing spondylitis (AS). This can be felt in multiple areas of the body where your doctor can check for pain and tenderness. The sites are sometimes referred to as “hot-spots.” They can lead to swelling and tenderness along the back, pelvic bones sacroiliac joints, the chest, and the heel. The heel can be significantly affected, in which case the pain and tenderness can have a serious impact on a person’s mobility. The two areas of the foot that can be affected are the Achilles tendon at the back of the heel, and the plantar fascia at the base of the heel.

Back & Spine – What Happens in Time
It is the process of healing and repair following inflammation of the enthesis that eventually can lead to scarring of the tissues, which subsequently can lead to extra bone formation. Thus in someone with very severe disease, the process of inflammation can lead, over many years, to a bony fusion of the ligaments in the spine and sometimes in other joints as well, which is called ankylosis. This can cause an increased risk of spinal fracture because of the restricted range of movement and the fact that the bone formed during fusion is inherently weak. Not everyone will go on to this stage of the spondylitis.

The fusion of the spine can sometimes lead to a forward curvature of the spine, kyphosis, causing a forward-stooped posture. Although this can happen in the most severe cases of AS, it is now far less common given the advances in treatment.

It is important to follow your doctor’s instructions and to take your medicine on schedule so that you can maintain a daily exercise schedule which over time, will make you feel better. It is also important to pay particular attention to your posture in order to avoid kyphosis. With the advent of the newer classes of medications, specifically the biologics (anti-tumor necrosis factor alpha agents) there is reason to believe that the natural course of spondylitis may be slowed or halted. More studies are needed to confirm this.

Hips and Shoulders
The hips and shoulders are affected in about one third of people with ankylosing spondyltis (AS). The hip involvement usually comes on gradually, and although the pain often is felt in the groin area, it can sometimes be felt in other areas of the body such as the knees or the front of the thigh. When this happens it is called “referred pain” and it can be very misleading to both the doctor and affected person.

Hip involvement typically is more common in younger people when the symptoms first begin. It often carries with it a more severe prognosis (course of disease). Generally speaking, shoulder involvement is mild.

The Chest
Adults with spondylitis often have chest pain that mimics the heavy chest pain of cardiac angina or pleurisy (the pain with deep breathing that occurs when the outer lining of the lung is inflamed). Anyone experiencing symptoms should seek medical attention to rule out a more serious condition. What often happens, over time, is that the joints between the ribs and spine, and where the ribs meet the breastbone in front of the chest, develop decreased chest expansion because of long-term inflammation and scarring of the tissues. If the pain is found to be spondylitis-related and you find yourself unable to practice the critical deep breathing exercises, which help maintain chest expansion, there are things that you can do to help yourself:

  • Use ice packs on the affected areas for short periods
  • Try gentle massage of the neck and shoulder area
  • Try deep breathing exercises after a hot shower or warm bath

Talk to your doctor about trying different medications
Once your doctor has ruled out more serious problems, it might be helpful to take one or two sessions with a physical therapist or respiratory therapist who can teach you how to maximize air intake by learning a technique called “diaphragm breathing.”

The Jaw
About ten percent of people with spondylitis experienced inflammation of the jaw. This can be particularly debilitating causing difficulty in fully opening the mouth to eat.

Iritis or Anterior Uveitis (Inflammation of the eye)
About one third to 40% of people with spondylitis will experience inflammation of the eye at least once. Iritis is a serious complication which requires immediate medical attention from an eye doctor. Our March/April 2003 edition of Spondylitis Plus that can be found in our Spondylitis Plus Archive, has a detailed article on Iritis. Here is some general information:

Signs/Symptoms– Symptoms often occur in one eye at a time, and they may include redness, pain, sensitivity to light and skewed vision. An ophthalmologist can use a special slit lamp microscope to distinguish iritis from other causes of eye redness or irritation.

Treatment– Normally iritis is treated using cortcosteroid eyedrops and dilating agent eyedrops.

 

Fatigue In Ankylosing Spondylitis
As reported in our News Section on November 20, 2006.

“Fatigue has been recognized as one of the major complaints among patients with inflammatory rheumatic diseases.” State Croatian researchers in a recent study.

But what causes fatigue in spondylitis?

Fatigue can be caused by many things related to spondylitis such as loss of sleep because of physical discomfort. But it can also be a by-product of the disease itself.

Spondylitis causes inflammation. When inflammation is present, your body must use energy to deal with it. The release of cytokines(1) during the process of inflammation can produce the sensation of fatigue as well as mild to moderate anemia. Anemia may also contribute to a feeling of tiredness. Treating the inflammation caused by ankylosing spondylitis can assist in decreasing fatigue and anemia. We recommend discussing treatment options with your doctor.

Tip:Fatigue can be a big part of pain. In addition to speaking with your doctor, ask your physical therapist to teach you how to move with efficiency so that you may minimize fatigue and frustration.

The Croatian researchers conclude that, “…the intensity of fatigue should be assessed more frequently in patients with inflammatory rheumatic diseases as a marker of both disease activity and functional ability.”

How does fatigue feel? For our May / June 2004 issue of Spondylitis Plus, we asked our posters on our message board to tell us what the fatigue in ankylosing spondylitis feels like. Here are some of their responses:

“Some days it feels like wanting to blend into the sofa, so that none of my family members will notice that I am there and ask or expect me to do anything.” –Christie, Huntington Beach, CA

“I liken it to wearing a jacket containing 40 pound weights in each pocket, while slogging through a vat of molasses with suction cups glued to the bottom of your shoes.”
–Michael, NY, NY

“No amount of sleep will reduce the fatigue that makes me feel like I’m walking around all day with one of those lead aprons that they use at the dentist’s office for x-ray protection. It feels like when you experienced a BAD case of the flu – pre AS.”
— Tim, Phoenix, AZ

“I lie in bed at night and will myself to move because it hurts so much to actually do it. In addition, when I “wake up” in the morning, if I actually managed to get some sleep, I feel like I haven’t even been in bed. It’s such an overwhelming sense of exhaustion. Arms and legs feel like lead – and there is a sense of failure – even though you know this is not the case.”
— Crystal, Cleveland, OH

(1) Cytokine:A small protein released by cells that has a specific effect on the interactions between cells, on communications between cells or on the behavior of cells. The cytokines includes the interleukins, lymphokines and cell signal molecules, such as tumor necrosis factor and the interferons, which trigger inflammation and respond to infections.

Rare Complications in Disease of Long Duration
A small percentage of people with long-standing spondylitis may go on to develop rare, but serious complications. This is one of the reasons why it is important for everyone with spondylitis to be checked by a rheumatologist at least once a year. That way, any potentially threatening complications can be caught early and treated before permanent damage has occurred.

Neurological Complications – Cauda Equina Syndrome
Rarely, people with advanced (very long-term) ankylosing spondylitis (AS) may have problems resulting from the scarring of the bundle of nerves at the base of the spine. This condition can have a significant impact on a person’s quality of life, and can cause urinary retention and/or incontinence, loss of bowel control, sexual dysfunction and problems causing pain and weakness of the legs. If you have long-standing AS and are suffering with some of these symptoms, your rheumatologist will be able to refer you to neurologist for consultation. For more information, please see the following article from the July / August 2004 edition of our magazine, Spondylitis Plus: Cauda Equina Syndrome – Click Here. Remember that a subscription to our magazine comes free with SAA Membership, click here to join

The Kidneys – Amyloidosis
Some people develop problems with the kidneys due to long-term treatment with nonsteroidal anti-inflammatories or other medications. This complication has become very rare in North America.

The Heart
A small number of people with spondylitis will display signs of chronic inflammation in the base of the heart – around the aortic valve and origin of the aorta (i.e. that vessel which takes all blood from the heart to be distributed throughout the body). Years of chronic and silent inflammation at these sites can eventually lead to heart block and valve leakage, sometimes requiring surgical treatment. Although recognized, these cardiac lesions probably are seen in fewer than two percent of all patients with spondylitis, and nearly always in males. The lesions are readily detectable by the physician’s examination and when necessary, cardiac testing.

The Lungs
Poor chest wall movement may result in decreased vital capacity and a few patients develop scarring or fibrosis at the top of the lungs detected only by routine chest x-ray (recommended every five years unless there is a special need). Sometimes people have functional lung impairment which means that it can take longer for colds and other upper respiratory infections to heal. Smoking is absolutely contra-indicated in AS. Please see the Chest Involvement section above.

Data from: http://www.spondylitis.org/about/complications.aspx#