โรคกระดูกสันหลังอักเสบยึดติด หรือ Ankylosing Spondylitis

ramachannel140715_01โรคกระดูกสันหลังอักเสบยึดติด หรือ Ankylosing Spondylitis มีการค้นพบตั้งแต่ยุคอียิปต์โบราณ แต่มีการค้นคว้าวิจัยมากขึ้นเมื่อประมาณ 100 กว่าปีที่แล้ว หรืออาจเรียกว่า โรค Bekhterev หรือ โรค Marie – Strümpell เป็นโรคทางพันธุกรรมที่เกี่ยวกับยีน HLA – B27 พบได้ทั้งชาวเอเชียและยุโรปแต่ชาวเอเชียพบได้น้อยกว่า

ปัจจุบันยังหาสาเหตุที่แท้จริงไม่ได้ ผลของโรคทำให้เกิดการอักเสบเรื้อรังของตัวข้อต่อกระดูกสันหลัง และข้อต่ออื่น(ข้อเข่า, ข้อตะโพก, ข้อไหล่, ซี่โครง) และมีการอักเสบของเยื่อหุ้มข้อ, เอ็นยึดกระดูก ผลจากการอักเสบทำให้ร่างกายสร้างกระดูกมาแทนที่ส่วนที่อักเสบเกิดการเชื่อมติดกันของกระดูก หากมองจากภาพ X – ray จะเห็นกระดูกสันหลังเชื่อมติดกันเป็นปล้องไม้ไผ่ นอกจากนี้แล้วตัวโรคอาจทำให้เกิดการอักเสบของตา, หัวใจ, ปอด, ไต และทางเดินอาหารร่วมด้วย ส่วนใหญ่การอักเสบมักเริ่มต้นที่ข้อต่อเชื่อมกระดูกสันหลังกับเชิงกรานกระจายขึ้นไปตลอดแนวกลางกระดูกสันหลัง

ผลจากการเชื่อมติดกันของกระดูกและเนื้อเยื่อรอบข้อ มีผลให้ข้อต่อเคลื่อนไหวได้ลดลง จะเห็นท่าทางการเดินที่แข็งไม่เป็นธรรมชาติ, เวลามองด้านข้างต้องหันทั้งตัว, ยืนไหล่ห่องอตัว, หน้ายื่นคอยื่น, ยืนก้มแตะปลายเท้าได้น้อย เป็นต้น หากกระทบกับข้อต่อซี่โครงทำให้ปอดขยายตัวได้ลดลง ส่งผลต่อการหายใจ ทำให้มีอาการหอบเหนื่อย นอกจากการเคลื่อนไหวที่ลดลงแล้ว อาการที่สำคัญคือปวดบริเวณหลังและก้น หรือตามข้อที่มีปัญหาโดยไม่ทราบสาเหตุที่ชัดเจน อาการค่อยเป็นค่อยไป อาการจะแย่ลงหากอยู่ในท่าใดท่าหนึ่งเป็นเวลานาน แต่อาการจะดีขึ้นเมื่อมีการขยับเคลื่อนไหว ซึ่งต่างจากอาการปวดหลังธรรมดา ซึ่งมีสาเหตุจากการเคลื่อนไหวผิดท่า เช่น เอี้ยวบิดตัว, ก้มหลังเป็นเวลานาน เป็นต้น และอาการจะดีขึ้นหากได้พัก แต่จะแย่ลงหากมีการเคลื่อนไหวซ้ำ 

ramachannel140715_02

ผู้มีความเสี่ยงเป็นโรคนี้

1. พบในเพศชายมากกว่าเพศหญิง อัตราส่วน 3 : 1
2. อายุน้อยกว่า 45 ปี
3. อาการหลังฝืดแข็งในตอนเช้าเป็นเวลามากกว่า 30 นาที
4. ต้องตื่นขึ้นมาหลังจากนอนนานมากกว่า 30 นาที เพราะอาการปวด แต่จะดีขึ้นเมื่อลุกขึ้นเปลี่ยนท่า
5. อาการปวดและฝืดแข็งจะดีขึ้นเมื่อมีการขยับเคลื่อนไหว ออกกำลังกาย แต่จะแย่ลงหากอยู่นิ่ง
6. มีอาการปวดหลังเป็นเวลามากกว่า 3 เดือน และจะต้องมีอาการก่อนอายุ 45 ปี มีประวัติครอบครัวที่เป็นโรคนี้

ramachannel140715_03
การรักษาในปัจจุบันไม่สามารถรักษาตัวโรคให้หายขาดได้เพียงแต่ระงับการกระตุ้นของโรคซึ่งการรักษาแบ่งเป็น 2 วิธี คือ การรักษาทางยา และการรักษาทางกายภาพบำบัด ซึ่งเป็นการรักษาควบคู่กันไป

1. การรักษาทางยา แบ่งยาเป็น 3 ชนิด คือ

– ยาในกลุ่ม NSAIDs เพื่อลดอาการปวด และการอักเสบ
– ยาในกลุ่ม Steroids เพื่อลดการตอบสนองต่อระบบภูมิคุ้มกัน เช่น Corticosteroids, sulfasalazine เป็นต้น
– TNFα blocker มีประสิทธิภาพในการกดภูมิคุ้มกันสูง แต่มีราคาแพง

2. การรักษาทางกายภาพบำบัด เป็นส่วนสำคัญในการรักษาระยะยาวซึ่งมีความจำเป็นอย่างมากเพื่อลด อาการปวด คงสภาพ และเพิ่มช่วงการเคลื่อนไหวของข้อต่อต่างๆ (ข้อต่อกระดูกสันหลัง, ซี่โครง, ข้อเข่า, ข้อตะโพก และข้อไหล่) และป้องกันการผิดรูปของข้อต่อที่มีปัญหาให้น้อยที่สุด เพื่อให้มีคุณภาพชีวิตสูงสุดที่พึงมี การออกกำลังกายแบ่งเป็น 3 ชนิด คือ

2.1 การออกกำลังกายเพื่อเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อเน้นกล้ามเนื้อในการแอ่นหลังและเหยียดตะโพกเนื่องจากการทรงท่ามักอยู่ในท่างอจำเป็นต้องเพิ่มกำลังด้านหลังต้านการงอ

2.2 การออกกำลังกายเพิ่มความยืดหยุ่นเพื่อยืดและคงสภาพการเคลื่อนไหวของเนื้อเยื่อรอบข้อป้องกันการหดรั้งและการผิดรูปของข้อต่อ ยืดค้างนาน 10 วินาที ข้างละ 5 – 10 ครั้งต่อเซต ระหว่างออกกำลังกายจะรู้สึกตึงแต่ต้องไม่เจ็บ

2.3 การออกกำลังกายเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการหายใจของทรวงอกให้มีการขยายตัวอยู่เสมอ

(ดูภาพประกอบเพิ่มเติมได้ที่http://www.pt.mahidol.ac.th/ptclinic/index.php?option=com_content&view=article&id=300%3Amyelitis&catid=52%3A2009-03-13-03-22-32&Itemid=108&limitstart=4)

ข้อแนะนำบางประการ

1. หากคุณมีความเสี่ยงหรืออาการดังที่กล่าวมาควรรีบปรึกษาแพทย์ด้านอายุรศาสตร์โรคข้อและนักกายภาพบำบัด เพื่อวินิจฉัยตรวจคัดกรองและให้การรักษาเพราะหากตรวจพบได้เร็วจะเป็นผลดีกับท่านเพื่อชะลอการดำเนินโรคและป้องกันความเสียหายที่จะเกิดขึ้น
2. การรักษาทางยาจะต้องรักษาควบคู่กับการทำกายภาพบำบัดเสมอ
3. ผู้ที่เป็นโรคกระดูกสันหลังอักเสบยึดติดจะต้องออกกำลังกายให้เป็นกิจวัตรประจำวัน
4. ควรเปลี่ยนท่าทุก 30 นาที ไม่ควรอยู่ท่าใดท่าหนึ่งนานเกินไป
5. พยายามหนุนหมอนอย่าเกิน 1 ใบเท่าที่พอทำได้ และหมอนห้ามหนุนมาที่ไหล่เพราะจะทำให้ไหล่ยิ่งงุ้มมากขึ้น
6. ท่าทางในการนั่ง, ยืน, เดิน ไม่ควรนั่งในท่าหลังค่อมไหล่ห่องอตัว แต่จะต้องยืดตัวให้ตรง เพราะหากอยู่ในท่าที่ไม่ถูกต้องเป็นเวลานานมีผลให้กล้ามเนื้ออ่อนแรงลงทำให้ไม่สามารถตั้งตัวตรงอย่างถาวร
7. หากจำเป็นต้องขับรถยนต์ควรหาอุปกรณ์เสริมกระจกมองข้างเพื่อเห็นภาพด้านหลังชัดเจนโดยไม่จำเป็นต้องหันมองสุดตัว เพราะผู้ที่เป็นโรคกระดูกสันหลังอักเสบยึดติดจะมีปัญหาการเคลื่อนไหวคอที่จำกัดร่วมด้วย

ขอบคุณข้อมูลจาก กภ.พิทยุตม์ โตขำ ศูนย์กายภาพ คณะกายภาพ มหาวิทยาลัยมหิดล

ที่มา : https://www.facebook.com/Ramachannel

.

Related Article:

 

Advertisements

โรคกระดูกสันหลังอักเสบยึดติด โดย กภ.พิทยุตม์ โตขำ

กระดูกสันหลังเป็นแกนกลางของร่างกายประกอบด้วยกระดูกจำนวน 24 ชิ้นเชื่อมเป็นข้อต่อ แยกเป็น 3 ส่วนคือ ส่วนคอ, อก และเอว นอกจากนั้นกระดูกสันหลังส่วนเอวยังเชื่อมกับกระดูกเชิงกรานเป็นข้อต่อ โดยกระดูกสันหลังมีหน้าที่ป้องกันไขสันหลังซึ่งเป็นทางเดินของกระแสประสาทมายังอวัยวะส่วนอื่นให้พร้อมทำหน้าที่ และเป็นตัวรับส่งแรงในการเคลื่อนไหวส่วนที่อยู่สูงและต่ำกว่า เปรียบเสมือนส่วนลำต้นไม้ซึ่งมีท่อน้ำเลี้ยง รับอาหารมาจากส่วนรากส่งผ่านไปยังส่วนกิ่งก้านใบด้านบน ในทางกลับกันเมื่อส่วนบนมีการสังเคราะห์แสงจะส่งผ่านผลผลิตที่ได้ไปยังรากด้วย

กระดูกสันหลังมีการเคลื่อนไหวหลายทิศทางได้แก่ ก้ม – เงย, เอียงซ้าย – ขวา และหมุนซ้าย – ขวา ซึ่งเป็นการเคลื่อนไหวขั้นพื้นฐานในชีวิตประจำวัน หลังที่ดีจำเป็นต้องมีความแข็งแรงและความยืดหยุ่นที่ดีตามด้วย หากหลังมีการเคลื่อนไหวลดลง หรือแข็ง เคลื่อนไหวไม่ได้ จะเป็นอุปสรรคในการดำรงชีวิตอย่างมาก โรคกระดูกสันหลังอักเสบยึดติดมีผลให้กระดูกสันหลังที่อักเสบเชื่อมติดกัน ทำให้กระดูกสันหลังเคลื่อนไหวได้ลดลง หรืออาจเคลื่อนไหวไม่ได้อย่างถาวร

โรคกระดูกสันหลังอักเสบยึดติด หรือ Ankylosing Spondylitis มีการค้นพบตั้งแต่ยุคอียิปต์โบราณ แต่มีการค้นคว้าวิจัยมากขึ้นเมื่อประมาณ 100 กว่าปีที่แล้ว หรืออาจเรียกว่า โรค Bekhterev หรือ โรค Marie – Strümpell เป็นโรคทางพันธุกรรมที่เกี่ยวกับยีน HLA – B27 พบได้ทั้งชาวเอเชียและยุโรปแต่ชาวเอเชียพบได้น้อยกว่า ปัจจุบันยังหาสาเหตุที่แท้จริงไม่ได้ ผลของโรคทำให้เกิดการอักเสบเรื้อรังของตัวข้อต่อกระดูกสันหลัง และข้อต่ออื่น(ข้อเข่า, ข้อตะโพก, ข้อไหล่, ซี่โครง) และมีการอักเสบของเยื่อหุ้มข้อ, เอ็นยึดกระดูก ผลจากการอักเสบทำให้ร่างกายสร้างกระดูกมาแทนที่ส่วนที่อักเสบเกิดการเชื่อมติดกันของกระดูก 

หากมองจากภาพ X – ray จะเห็นกระดูกสันหลังเชื่อมติดกันเป็นปล้องไม้ไผ่ นอกจากนี้แล้วตัวโรคอาจทำให้เกิดการอักเสบของตา, หัวใจ, ปอด, ไต และทางเดินอาหารร่วมด้วย ส่วนใหญ่การอักเสบมักเริ่มต้นที่ข้อต่อเชื่อมกระดูกสันหลังกับเชิงกรานกระจายขึ้นไปตลอดแนวกลางกระดูกสันหลัง

ผลจากการเชื่อมติดกันของกระดูกและเนื้อเยื่อรอบข้อ มีผลให้ข้อต่อเคลื่อนไหวได้ลดลง จะเห็นท่าทางการเดินที่แข็งไม่เป็นธรรมชาติ, เวลามองด้านข้างต้องหันทั้งตัว, ยืนไหล่ห่องอตัว, หน้ายื่นคอยื่น, ยืนก้มแตะปลายเท้าได้น้อย เป็นต้น หากกระทบกับข้อต่อซี่โครงทำให้ปอดขยายตัวได้ลดลง ส่งผลต่อการหายใจ ทำให้มีอาการหอบเหนื่อย นอกจากการเคลื่อนไหวที่ลดลงแล้ว อาการที่สำคัญคือปวดบริเวณหลังและก้น หรือตามข้อที่มีปัญหาโดยไม่ทราบสาเหตุที่ชัดเจน อาการค่อยเป็นค่อยไป อาการจะแย่ลงหากอยู่ในท่าใดท่าหนึ่งเป็นเวลานาน แต่อาการจะดีขึ้นเมื่อมีการขยับเคลื่อนไหว ซึ่งต่างจากอาการปวดหลังธรรมดา ซึ่งมีสาเหตุจากการเคลื่อนไหวผิดท่า เช่น เอี้ยวบิดตัว, ก้มหลังเป็นเวลานาน เป็นต้น และอาการจะดีขึ้นหากได้พัก แต่จะแย่ลงหากมีการเคลื่อนไหวซ้ำ

ผู้มีความเสี่ยงเป็นโรคนี้

  • พบในเพศชายมากกว่าเพศหญิง อัตราส่วน 3 : 1
  • อายุน้อยกว่า 45 ปี
  • อาการหลังฝืดแข็งในตอนเช้าเป็นเวลามากกว่า 30 นาที
  • ต้องตื่นขึ้นมาหลังจากนอนนานมากกว่า 30 นาที เพราะอาการปวด แต่จะดีขึ้นเมื่อลุกขึ้นเปลี่ยนท่า
  • อาการปวดและฝืดแข็งจะดีขึ้นเมื่อมีการขยับเคลื่อนไหว ออกกำลังกาย แต่จะแย่ลงหากอยู่นิ่ง
  • มีอาการปวดหลังเป็นเวลามากกว่า 3 เดือน และจะต้องมีอาการก่อนอายุ 45 ปี มีประวัติครอบครัวที่เป็นโรคนี้

การรักษาในปัจจุบันไม่สามารถรักษาตัวโรคให้หายขาดได้เพียงแต่ระงับการกระตุ้นของโรคซึ่งการรักษาแบ่งเป็น 2 วิธี คือ การรักษาทางยา และการรักษาทางกายภาพบำบัด ซึ่งเป็นการรักษาควบคู่กันไป

1. การรักษาทางยา แบ่งยาเป็น 3 ชนิด คือ

  • ยาในกลุ่ม NSAIDs เพื่อลดอาการปวด และการอักเสบ
  • ยาในกลุ่ม Steroids เพื่อลดการตอบสนองต่อระบบภูมิคุ้มกัน เช่น Corticosteroids, sulfasalazine เป็นต้น
  • TNFα blocker มีประสิทธิภาพในการกดภูมิคุ้มกันสูง แต่มีราคาแพง

2. การรักษาทางกายภาพบำบัด เป็นส่วนสำคัญในการรักษาระยะยาวซึ่งมีความจำเป็นอย่างมากเพื่อลด อาการปวด คงสภาพ และเพิ่มช่วงการเคลื่อนไหวของข้อต่อต่างๆ (ข้อต่อกระดูกสันหลัง, ซี่โครง, ข้อเข่า, ข้อตะโพก และข้อไหล่) และป้องกันการผิดรูปของข้อต่อที่มีปัญหาให้น้อยที่สุด เพื่อให้มีคุณภาพชีวิตสูงสุดที่พึงมี การออกกำลังกายแบ่งเป็น 3 ชนิด คือ

2.1 การออกกำลังกายเพื่อเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อเน้นกล้ามเนื้อในการแอ่นหลังและเหยียดตะโพ เนื่องจากการทรงท่ามักอยู่ในท่างอจำเป็นต้องเพิ่มกำลังด้านหลังต้านการงอ

2.2 การออกกำลังกายเพิ่มความยืดหยุ่นเพื่อยืดและคงสภาพการเคลื่อนไหวของเนื้อเยื่อรอบข้อป้องกันการหดรั้งและการผิดรูปของข้อต่อ ยืดค้างนาน 10 วินาที ข้างละ 5 – 10 ครั้งต่อเซต ระหว่างออกกำลังกายจะรู้สึกตึงแต่ต้องไม่เจ็บ

2.3 การออกกำลังกายเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการหายใจของทรวงอกให้มีการขยายตัวอยู่เสมอ

ข้อแนะนำบางประการ

  1. หากคุณมีความเสี่ยงหรืออาการดังที่กล่าวมาควรรีบปรึกษาแพทย์ด้านอายุรศาสตร์โรคข้อและนักกายภาพบำบัด เพื่อวินิจฉัยตรวจคัดกรองและให้การรักษาเพราะหากตรวจพบได้เร็วจะเป็นผลดีกับท่านเพื่อชะลอการดำเนินโรคและป้องกันความเสียหายที่จะเกิดขึ้น
  2. การรักษาทางยาจะต้องรักษาควบคู่กับการทำกายภาพบำบัดเสมอ
  3. ผู้ที่เป็นโรคกระดูกสันหลังอักเสบยึดติดจะต้องออกกำลังกายให้เป็นกิจวัตรประจำวัน
  4. ควรเปลี่ยนท่าทุก 30 นาที ไม่ควรอยู่ท่าใดท่าหนึ่งนานเกินไป
  5. พยายามหนุนหมอนอย่าเกิน 1 ใบเท่าที่พอทำได้ และหมอนห้ามหนุนมาที่ไหล่เพราะจะทำให้ไหล่ยิ่งงุ้มมากขึ้น
  6. ท่าทางในการนั่ง, ยืน, เดิน ไม่ควรนั่งในท่าหลังค่อมไหล่ห่องอตัว แต่จะต้องยืดตัวให้ตรง เพราะหากอยู่ในท่าที่ไม่ถูกต้องเป็นเวลานานมีผลให้กล้ามเนื้ออ่อนแรงลงทำให้ไม่สามารถตั้งตัวตรงอย่างถาวร
  7. หากจำเป็นต้องขับรถยนต์ควรหาอุปกรณ์เสริมกระจกมองข้างเพื่อเห็นภาพด้านหลังชัดเจนโดยไม่จำเป็นต้องหันมองสุดตัว เพราะผู้ที่เป็นโรคกระดูกสันหลังอักเสบยึดติดจะมีปัญหาการเคลื่อนไหวคอที่จำกัดร่วมด้วย

เรียบเรียงโดย กภ.พิทยุตม์ โตขำ

เอกสารอ้างอิง

  1. อัจฉรา กุลวิสุทธิ์. เอกสารประกอบการเรียนการสอนรายวิชา PTPT 334 คณะกายภาพบำบัด มหาวิทยาลัยมหิดล เรื่อง Spondylo-arthropathy; 2551.
  2. Khan MA. ANKYLOSING SPONDYLITIS : the facts. 1st ed. London: Oxford University Press; 2002.
  3. Sieper J, Braun J. Ankylosing spondylitis in clinical practice. 1st ed. London: Springer; 2011.
  4. En.Wikipedia.org [home page on the intermet]. Ankylosing Spondylitis [updated on 2011 Nov 15; cited 2011 Nov 25]. Available from: http://en.wikipedia.org/wiki/Ankylosing_spondylitis

ที่มา: ศูนย์กายภาพบำบัด คณะกายภาพบำบัด มหาวิทยาลัยมหิดล  12 มิถุนายน 2012

.

ศูนย์กายภาพบำบัด คณะกายภาพบำบัด มหาวิทยาลัยมหิดล
999 ถนนพุทธมณฑลสาย 4 ต.ศาลายา อ.พุทธมณฑล จ.นครปฐม 73170
โทรศัพท์ : 0-2441-5450 โทรสาร : 0-2441-5454

เวลาทำการ
ในเวลาราชการ    วันจันทร์ – ศุกร์ 08.00 – 16.00 น.
นอกเวลาราชการ วันจันทร์ – ศุกร์ 16.00 – 18.00 น.
วันเสาร์ – อาทิตย์ 08.00 – 16.00 น.
***เปิดบริการ 12.00 – 13.00 น.ทุกวันทำการ***

  • กายภาพบำบัดทางระบบกล้ามเนื้อ กระดูก และข้อต่อ

ให้บริการด้านคำปรึกษา และตรวจรักษาผู้ป่วยที่มีความผิดปกติทางระบบกล้ามเนื้อ กระดูก และข้อต่อ ได้แก่ ปวดคอ หลัง ไหล่ เข่า หมอนรองกระดูกสันหลังทับเส้นประสาท ข้อเท้าแพลง นิ้วล็อก ข้อเสื่อม อาการชาตามมือ เท้า ฯลฯ โดยวิธีการตรวจประเมิน วินิจฉัย และรักษาด้วยวิธีการทางกายภาพบำบัด

  • กายภาพบำบัดทางระบบประสาท

ให้บริการด้านคำปรึกษา ตรวจรักษา และฟื้นฟูผู้ป่วยที่มีปัญหาทางระบบประสาท ได้แก่ โรคหลอดเลือดสมอง ที่ส่งผลให้เป็นอัมพฤกษ์ หรืออัมพาตครึ่งซีก ผู้ป่วยบาดเจ็บไขสันหลังจากอุบัติเหตุ ทำให้เป็นอัมพฤกษ์หรืออัมพาตครึ่งท่อน หรือทั้งแขนและขา รวมไปถึงโรคจากความเสื่อมของระบบประสาท เช่น โรคพากินสัน อัลไซเมอร์ โดยทำการฝึกให้ผู้ป่วยสามารถช่วยเหลือตนเอง ให้สามารถกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้ปกติ หรือเกือบปกติมากที่สุด ด้วยวิธีการออกกำลังกายและกระตุ้นผ่านทางระบบประสาท

  • กายภาพบำบัดทางเด็ก

ให้บริการด้านคำปรึกษา ตรวจรักษา และฟื้นฟูผู้ป่วยเด็กที่มีปัญหาจากสมองพิการ รวมไปถึงการมีพัฒนาการล่าช้า สมาธิสั้น ปัญหาด้านการปรับสภาพจิตใจ การยืน เดิน ไม่ปกติ โดยจะเป็นไปในแนวทางของการกระตุ้นพัฒนาการพร้อมๆ กับการสอนผู้ปกครองในการเข้าถึง ดูแล และปฏิบัติต่อเด็กอย่างถูกต้อง เหมาะสม

  • กายภาพบำบัดทางกีฬา

กายภาพบำบัดทางการกีฬา เป็นการบริการสำหรับนักกีฬาและประชาชนทั่วไปเรื่องการเตรียมความพร้อมของร่างกายในการเล่นกีฬา ทั้งในส่วนของการสร้างความแข็งแรง การเพิ่มความยืดหยุ่นของกล้ามเนื้อ ซึ่งเน้นให้เกิดความเหมาะสมกับการเล่นกีฬาแต่ละประเภท รวมถึงการดูแลผู้ที่ได้รับบาดเจ็บจากการเล่นกีฬา ซึ่งนอกจากได้รับการตรวจประเมิน การรักษาทางกายภาพบำบัดแล้ว จะได้รับการฝึกออกกำลังเพื่อฟื้นสภาพร่างกายให้สามารถกลับไปเล่นกีฬาได้ และป้องกันการเกิดบาดเจ็บซ้ำ

การบริการกายภาพบำบัดทางกีฬายังมีการให้บริการนอกสถานที่ ณ สนามแข่งขัน เช่นการดูแลประจำทีมนักกีฬามหาวิทยาลัยในการแข่งขันกีฬามหาวิทยาลัยทุกปี การดูแลการบาดเจ็บเบื้องต้นทางกายภาพบำบัดในการแข่งขันวิ่งครึ่งมาราธอน มาราธอน และกอล์ฟ เป็นต้น

  • กายภาพบำบัดทางด้านการยศาสตร์

ให้บริการด้านคำปรึกษา แก้ผู้ป่วย และบุคคลทั่วไป ทั้งในและนอกสถานที่ เพื่อปรับสภาพงาน วัสดุอุปกรณ์ สภาพแวดล้อมภายในที่ทำงาน รวมไปถึงท่าทางในการทำงานให้เหมาะสมกับตัวเอง และปรับการใช้ชีวิตประจำวัน เพื่อลดการบาดเจ็บ และปัจจัยที่จะนำไปสู่การบาดเจ็บนั้นๆ นอกจากนี้ยังทำให้ประสิทธิภาพการทำงานดีขึ้น

 

ไบโอมาร์กเกอร์อาจช่วยพยากรณ์ความเสียหายที่เกิดกับกระดูกสันหลังของผู้ป่วยโรคข้อสันหลังอักเสบยึดติด (Ankylosing Spondylitis)

ดร. เดนิส พอดดุบนี, CharitéUniversitätsmedizin เบอร์ลิน, เยอรมนี กล่าวว่า งานวิจัยนี้ จะช่วยให้เราแบ่งผู้ป่วย ankylosing spondylitis จากระดับความเสี่ยง และในอนาคตจะปูทางสู่ทางเลือกในการรักษามากขึ้น โดยมุ่งพัฒนามาร์กเกอร์เฉพาะเจาะจง

Deutsch: Kleine Andersson-Läsion bei Morbus Be...

Deutsch: Kleine Andersson-Läsion bei Morbus Bechterw. MRT T1 sagittal. (Photo credit: Wikipedia)

เมื่อเร็ว ๆ นี้ การศึกษาใหม่ได้ระบุคู่ของ ไบโอมาร์เกอร์ส์ ที่อาจคาดการณ์ความก้าวหน้าของโรคในผู้ป่วยที่ทุกข์ทรมานจากโรคข้อสันหลังอักเสบยึดติด ankylosing spondylitis (หรือเรียกสั้น ๆ ว่า: AS ), โรคภูมิคุ้มกันอัตโนมัติ เรียกอีกอย่างว่า มอร์บุส เบชทริว (Morbus Bechterew)

การศึกษากับชาวเยอรมนีอธิบายความแตกต่างระหว่างกลุ่มที่สำคัญระหว่างความแตกต่างของประเภทผู้ป่วยซึ่งอาจทำนายวิวัฒนาการความเสียหายของโครงสร้างกระดูกสันหลัง ในอนาคตการตระหนักรู้ถึงของความแตกต่างดังกล่าวจะช่วยให้แพทย์สามารถแบ่งระดับผู้ป่วยเนื่องจากความเสี่ยง  ดังนั้นผลที่ได้จากการศึกษานี้จะช่วยปูทางสู่การพัฒนาทางเลือกการรักษาที่เฉพาะเจาะจงสำหรับกลุ่มอาการภูมิคุ้มกันอัตโนมัตินี้

English: Bone Density Scan of Individual with ...

English: Bone Density Scan of Individual with Ankylosing Spondilitis. Note: The dark regions between the vertebrae in the joint areas is bone formation through calcification. (Photo credit: Wikipedia)

Read more:

.

Biomarkers may predict the progression of spinal damage in patients with ankylosing spondylitis

June 6, 2012 in Arthritis & Rheumatism

A new study presented today at EULAR 2012, the Annual Congress of the European League Against Rheumatism, has identified five biomarkers that may predict the progression of structural damage in the spine of patients with Ankylosing Spondylitis (AS) who are already at high risk of disease progression.

The German study analysed 64 patients from the German Spondyloarthritis Inception Cohort (GESPIC), due to the presence of radiographic spinal damage (syndesmophytes, the strongest predictor of further damage) and elevated blood level of c-reactive protein (CRP, a marker of systemic inflammation, another recently identified predictor of structural damage progression) at baseline. Patients were divided into two groups, Group I patients (progressors) had syndesmophytes at baseline and new syndesmophyte or syndesmophyte growth after two years. Group II patients (non-progressors) had syndesmophytes at baseline but without progression after two years.

The study found key inter-group differences between the progressors and non-progressors, who were at risk for progression due to the presence of syndesmophytes and elevated CRP at baseline. Those patients whose disease progressed had significantly higher serum levels of the biomarkersmatrix metalloproteinase 3 (MMP3), bone-morphogenetic protein (BMP) 2, procollagen type II N-propeptide (PIINP) and vascular endothelial growth factor (VEGF) and lower levels of the biomarker osteoprotegerin (OPG), indicating that these may predict the progression of structural damage. These data demonstrate that combinations of biomarkers with clinical parameters might help rheumatologists to identify AS patients with bad prognosis already at the early disease stage. Active and appropriate treatment of such patients my improve a long-term outcome and prevent or retard progression of spinal damage.

Dr. Denis Poddubnyy from Charité Universitätsmedizin Berlin, Germany and lead author of the study highlighted the importance of these results: “Knowing more about why certain patients have disease progression is hugely important. Not only will this help us stratify our patients due to risk but may, in the future, pave the way for more treatment options that target specific markers to be developed.”

Patients were assessed via radiographs of the lumbar and cervical spine performed at baseline and after two years of follow up and independently scored by two trained readers. Serum levels of the following biomarkers were examined: CRP, MMP3, sclerostin, Dickkopf 1, periostin, BMP-2, BMP-7, OPG, VEGF, procollagen type I N-propeptide (PINP), PIINP, C-terminal crosslinked telopeptide of type II, bone alkaline phosphatise soluble receptor activator of kB ligand, cartilage oligomeric matrix protein and bone sialoprotein.

AS, together with rheumatoid arthritis and psoriatic arthritis, is one of the three most common forms of inflammatory arthritis. More common in men, AS mainly affects the spine but can also affect other joints, tendons and ligaments. AS describes the condition where some or all of the joints and bones of the spine fuse together. The overall prevalence of AS is 0.5-1% of the general population.

Data from: medicalxpress.com

First person: ‘Chronic illness doesn’t care if it’s your birthday or you’re getting married’

First person: ‘Chronic illness doesn’t care if it’s your birthday or you’re getting married’
By JULIETTE WILLS
UPDATED: 11:15 GMT, 5 March 2012

When sports journalist Juliette Wills was diagnosed with a devastating illness, her relationship and career crumbled under the strain. But despite the relentless pain and her physical limitations she is finding joy and success in new ways

Juliette at her home in Brighton. She has been battling ulcerative colitis and inflammatory arthritis for more than a decade

Yesterday I visited a friend for coffee, cleaned the bathroom and made a pie. Today I woke at dawn, swallowed some painkillers, had to be helped into the bath and was unable to leave the house. Things weren’t always this way, but for the past decade, chronic illness has decided my fate each day. I simply have no say in it. My life-changing moment came in the bathroom of a motel in France in the summer of 1999. I was covering the Formula 1 Grand Prix motor racing season for men’s magazine Loaded. I had already been to Barcelona, with trips to Monaco and Australia coming up. Between races I wrote a football column for a broadsheet. I’d just bought a flat in Brighton. I was 27 years old; happy, independent and fiercely ambitious. I certainly hadn’t expected to see blood in the toilet bowl that morning. Worried, but not panicked, I made a mental note to visit my doctor, and flushed it away.

My whole world went with it. Ulcerative colitis is a debilitating form of inflammatory bowel disease (IBD). There is no cure, but in most cases it can be managed. I cut out wheat and dairy from my diet, upped my vitamin intake to counteract the steroids I’d been ordered to take and started doing yoga. My boyfriend, a ruggedly handsome 1950s throwback, took me out dancing every weekend. I kept fit, and although I was exhausted, I wasn’t in any pain. One morning, six months after my diagnosis, I woke abruptly, engulfed in such excruciating pain around my ribcage that I was unable to catch my breath. I couldn’t bend down to dress myself without screaming as pain shot through my hips. I was sure it had nothing to do with the colitis. This went on for weeks until one evening I passed out, and woke with a raging fever and stomach cramps. I was admitted to hospital where I underwent emergency surgery to remove my large bowel as it had begun to perforate. I came round from the operation to find I had an ileostomy – a blob of small intestine protruding from my stomach, encased in a clear bag.

My hair went grey overnight; my weight fell from eight to six stone. I had tubes and needles inserted into various parts of my anatomy and a 12-inch scar from under my ribcage to my pubic bone. I was repulsed by what had become of my body. My boyfriend visited every day, but once I left hospital three weeks later, our relationship ground to a halt; I needed space, both in an emotional and literal sense. I was in a state of shock, barely speaking to my parents as they did their utmost to care for me, but the pain had gone. Nine months later I went through an eight-hour operation to give me a new internal plumbing system. The ileostomy was removed, and the colitis itself had been dealt with: I could move on and get my career back on track. But within weeks of my recovery from surgery, the same pain was back with a vengeance. It made no sense.

I doubled my prescription painkiller doses, worked when I could and just about kept my head above water. I was too proud to take up my parents’ offer of moving back home; Dad would bail me out if I needed help with a mortgage payment or gas bill. When I experienced a rare whole month of barely any pain, I flew to Las Vegas with friends for a rockabilly break, where I danced every night and rode the roller coasters, the ultimate two fingers up to my illness. Naturally, my frail body didn’t cope and I could barely walk for the last few days of the holiday and the six months that followed.

In 2004, aged 32, I was finally diagnosed with ankylosing spondylitis, a debilitating, chronic inflammatory arthritis, often triggered by IBD, in which the sacroiliac joints (which join the base of the spine to the pelvis) become inflamed. Scar tissue forms in the spaces between vertebrae and eventually they fuse together, causing limited movement of the spine and, in my case, constant, agonising pain in my spine, ribcage, shoulders, neck and hips.

Having tried every treatment to no avail, the local health authority agreed that I could trial a new injectable drug. The pain disappeared overnight then, a few months later, came back with vigour, but sporadically. I had no idea how I would feel from one day to the next; I just pushed myself to do as much as possible whenever I woke up and felt OK, from writing a book to decorating my flat. I had good weeks and bad weeks, and just rode the wave.

Juliette with Gautier on their wedding day

One night, in February 2007, I was introduced to a handsome, brooding, aloof, chain-smoking French guitarist called Gautier at a gig in London. Sparks flew. He visited me in Brighton two weeks later, proffering a typically Gallic shrug when I told him about my illness. I had been told that the effects of this drug on a growing foetus were unknown, so I mustn’t get pregnant; add all the post-surgery scar tissue and the fact that I could barely look after myself and having a child was not an option. Gautier was unfazed, while I was becoming used to having decisions made for me.
I flew to Gautier’s home town in France for his 30th birthday in March. He proposed that weekend. We married on an extraordinarily sunny day in September at Brighton’s Royal Pavilion. A cocktail of prescription painkillers enabled me to stand in my four-inch heels during the ceremony. He already thought me beautiful; it was my determination, I think, that he was beginning to admire.

We had no money for a honeymoon so, instead, we got ourselves a cat. Two summers later, with Gautier in full-time work in the computer games industry and playing in his band, I sold my flat and we bought a 1930s house with a white picket fence in the Brighton suburbs. Over the past year, the effects of my drug appear to be wearing off; I wake up each day at dawn with the pain tearing through me. Some days I manage to go to the supermarket or clean the kitchen, but most mornings I can’t reach my painkillers or get out of bed without Gautier’s help. Although I often have a glazed expression from today’s dihydrocodeine and last night’s diazepam, and walk with an awkward, twisting gait, wearing a slick of red lipstick and my leopard-print coat means I always look OK, even if I’m falling apart. Half the battle is psychological.

Chronic illness is wicked and cruel. It is debilitating, exhausting, destructive, isolating and totally unforgiving. It knows no bounds, and has no mercy. It doesn’t care that it’s your birthday or you’re getting married; it’ll still show up and ruin your day. It’s hard to have hope when you know there’s no cure; near impossible to stay positive with no light at the end of the tunnel. There is no such phrase as ‘when I’m better’, and I am constantly reminded of my own inabilities, surrounded by friends with great careers or new babies. I feel I have no purpose; I’m 39, but neither a career woman nor a mother.

Then I look at Gautier and the cat and think, ‘They’re my purpose, get on with it.’ On the odd days when my pain is manageable, I’ll head to the local RSPCA centre where I take a little dog on a walk, for as long as my hips allow. Maybe I’ll do some washing and bake a cake. If I’m OK to drive, Gautier and I might head to the seafront for brunch or to the zoo as we did on my birthday. On a good day I’ll wear Chanel No 5; on a bad day Gautier puts up with the less attractive scent of Deep Heat.

Wearing a slick of red lipstick means I look OK, even if I’m falling apart. Half the battle is psychological

If my life were a weather report, it would read ‘mostly cloudy, with a few bright spells’, but those bright spells are the moments that keep me going, despite them diminishing rapidly. Still, I have confidence at times where many fit and healthy women don’t: on the beach, despite my scars, I wear a bikini. If anyone stares, I tell them that I was mauled by a bear. When Gautier goes away with his band, I don’t sit at home fretting about what he’s up to, surrounded by free drinks and beautiful women. I trust him implicitly; he gives me no reason not to. On the other hand, I’d understand if he left me for one of them, but if I worried all day, I’d go insane. We are not destitute, but my illness has had a huge impact on my finances. My underwear and beauty products are supermarket own-brand, my Topshop jeans second-hand. I haven’t been to the hairdresser in a decade. I would love to go to New York this summer with Gautier to celebrate my 40th birthday, but we’d have to win the Lottery for that to happen. I’m hoping we can at least afford – and my illness permits – a weekend on the Isle of Wight.

If my parents are the glue that holds me together, Gautier is the Sellotape on top. He is incredibly wise; the calm to my storm. His love gives me emotional stability where there is so much uncertainty elsewhere in my life.

My closest friends, Bo, Alice and Cherry, offer me invaluable emotional support. Sara saves all her magazines for me and Amy brings me chocolates and cuts my hair. I hope that, someday, the good days will outweigh the bad. I hope I will always feel this loved, because that’s what keeps me going. As they say in the film Transformers, ‘Hope for the best, but prepare for the worst’ – because at the end of every bad day, there is always tomorrow.

HOW TO HELP A FRIEND OR RELATIVE WITH A CHRONIC ILLNESS

Chronic illness often means isolation, frustration and, above all else, boredom. While you can’t take away a person’s pain, there are ways in which you can help.
● If the sufferer says they’re too unwell to come out to meet you, don’t offer a glib, ‘Hope you feel better soon’ — pop in to see them instead. This never occurred to my friends until I told them how isolated I felt. I’m often in too much pain to go out but a cup of tea and a gossip does wonders to lift my spirits.
● I struggle with housework but never ask for help. When my parents visit, Dad will mow the lawn or clean my car while Mum runs the Hoover round. If you pop by ‘for a chat’ and just happen to do something useful while you’re there, it’ll be much appreciated.
● If you’ve finished with a book or DVD, pass it on. Chronic illness often means little money.
● Pick up the phone. Tell them you’re thinking of them. Sometimes, it really is that simple.

HOW I HELP MYSELF

● I try not to sweat the small stuff. If the kitchen and bathroom are clean, the washing’s done and there’s food in the house, it’s not the end of the world if there’s a bit of dust.
● I find it very hard to relax, and rarely get more than two to three hours of sleep a night due to pain and a stressed state of mind. Gautier runs me a bubble bath once a week, or sends me to bed early with a good book to help me wind down — for his sanity and mine.
● I remind myself of the mad things I did before I became ill, such as in 1996 when I interviewed the Spice Girls for 90 Minutes football magazine. I showed Victoria a photo of David Beckham to see if she fancied him. She did. ‘Go to Old Trafford with Mel C and buy him a drink in the players’ lounge,’ I told her. ‘I’m going to ask him out for dinner!’ she exclaimed. A few weeks later they duly met in the players’ bar and the rest is history, but I never did get a wedding invitation, despite them both telling the story in their autobiographies. Pah!
● I’m devastated that I can’t dance any more, so I found myself a new interest — working my way through The Masterchef Cookbook. I feel a real sense of achievement when I come up with something fabulous for dinner, even if it’s just for the two of us.

Juliette’s blog is at juliettewills.wordpress.com

Data from: dailymail.co.uk

Juvenile Ankylosing Spondylitis

What is juvenile ankylosing spondylitis?

Juvenile ankylosing spondylitis (JAS) is a type of arthritis that affects the spine and the sites where the muscles, tendons, and ligaments are attached to bone. “Ankylosing” means stiff or rigid, “spondyl” means spine, and “itis” refers to inflammation. The disease causes inflammation of the spine and large joints, resulting in stiffness and pain. The disease may result in erosion at the joint between the spine and the hip bone (the sacroiliac joint), and the formation of bony bridges between vertebrae in the spine, fusing those bones. In addition, bones in the chest may fuse.

JAS is considered to be a multifactorial condition. Multifactorial inheritance means that “many factors” are involved in causing a health problem. The factors are usually both genetic and environmental, where a combination of genes from both parents, in addition to unknown environmental factors, produce the trait or condition. Often one gender (either males or females) is affected more frequently than the other in multifactorial traits. Multifactorial traits do recur in families because they are partly caused by genes.

A group of genes on chromosome 6 code for HLA antigens play a major role in susceptibility and resistance to disease. Specific HLA antigens influence the development of many common disorders. Some of these disorders, such as JAS, are autoimmune related and inherited in a multifactorial manner. When a child has a specific HLA antigen type associated with the disease, he/she is thought to have an increased chance to develop the disorder. The HLA antigen associated with JAS is called B27. Children with the B27 HLA antigen are thought to have an increased chance (or “genetic susceptibility”) to develop JAS; however, it is important to understand that a child without this antigen may also develop JAS. This means HLA antigen testing is not diagnostic or accurate for prediction of the condition. Males are affected with JAS three times more often than females.

JAS is one of four disorders which are classified as spondyloarthropathies. The other disorders are psoriatic arthritis, inflammatory bowel disease, and Reiter’s syndrome. These disorders have similar features such as:

  • inflammation of the spine and sacroiliac joints
  • family history of the disease
  • similar non-arthritis symptoms
  • absence of rheumatoid factor (RF) in the blood (an antibody found in the blood of most, but not all, people who have rheumatoid arthritis, as well as other rheumatic diseases)

Who is affected by juvenile ankylosing spondylitis?

AS strikes young people, typically between ages 17 and 35, but it also may affect adolescents.  AS is thought to affect males two to three times more often than it does females.

What are the symptoms of juvenile ankylosing spondylitis?

Symptoms of JAS tend to occur and disappear over periods of time. The following are the most common symptoms of JAS. However, each child may experience symptoms differently. Symptoms may include:

  • back pain, usually most severe at night during rest
  • early morning stiffness
  • stooped posture in response to back pain (bending forward tends to relieve the pain)
  • inability to take a deep breath, if the joints between the ribs and spine are affected
  • appetite loss
  • weight loss
  • fatigue
  • fever
  • anemia
  • pain at the site of attachment of muscles, ligaments, and/or tendons to bone (enthesitis)
  • joint pain, particularly in the legs
  • vague pain, usually in the buttocks, thighs, heels, or near the shoulders
  • eye inflammation that is painful and causes redness and light sensitivity; may have frequent recurrences of eye inflammation
  • organ damage, such as the heart, lungs, and eyes

Symptoms of juvenile ankylosing spondylitis may resemble other medical conditions or problems. Always consult your child’s physician for a diagnosis.

How is juvenile ankylosing spondylitis diagnosed?

In addition to a complete medical history and physical examination, diagnostic procedures for juvenile ankylosing spondylitis may include:

  • x-rays – a diagnostic test which uses invisible electromagnetic energy beams to produce images of internal tissues, bones, and organs onto film.
  • erythrocyte sedimentation rate (ESR or sed rate) – a measurement of how quickly red blood cells fall to the bottom of a test tube. When swelling and inflammation are present, the blood’s proteins clump together and become heavier than normal. Thus, when measured, they fall and settle faster at the bottom of the test tube. Generally, the faster the blood cells fall, the more severe the inflammation. (People with JAS often have an elevated ESR.)
  • detection of (HLA-B27) antigen – HLA-B27 is an antigen (a substance that causes the body to produce antibodies to fight bacteria, viruses, and other “foreign” particles to prevent infection) whose presence may indicate the presence of some type of autoimmune disease (a condition in which the body’s own defenses begin to attack the body’s cells).

Treatment for juvenile ankylosing spondylitis:

The goal of treatment for JAS is to reduce pain and stiffness, prevent deformities, and help your child maintain as normal and active a lifestyle as possible.

Specific treatment for juvenile ankylosing spondylitis will be determined by your child’s physician based on:

  • your child’s overall health and medical history
  • extent of the condition
  • your child’s tolerance for specific medications, procedures, and therapies
  • expectation for the course of the disease
  • your opinion or preference

Treatment may include:

  • nonsteroidal anti-inflammatory medication, NSAIDs, (to reduce pain and inflammation)
  • short-term use of corticosteroids (to reduce inflammation)
  • maintain proper posture
  • regular exercise, including exercises that strengthen back muscles
  • physical therapy

data from: Lucile Packard Children’s Hospital

Children of ankylosing spondylitis systemic symptom

Children of ankylosing spondylitis systemic symptom

อาการของเด็กที่เป็นโรคข้อสันหลังอักเสบยึดติด ankylosing spondylitis

high fever symptoms are phases.Chronic disease for low heat usually takes the symptoms, significant weight loss, the whole body is fatigue, muscle atrophy, many local with serious peripheral large joints, and joint axis, hip osteoarthritis symptoms in most see more.A few children have lymph node enlargement, mild or severe anemia.

happened only history of repeated episodes of iris inflammation, can last for years, early iris inflammation can be ankylosing spondylitis only performance, performance for unilateral jealous, pain, photophobia, and black Meng etc, can have eyes, involving heavy appear alternately, duration is commonly 4-6 weeks, iris inflammation usually without sequelae.

serious aortic valve closed not all were rare, individual ankylosing spondylitis have nonspecific block lesions.

spread the chest rib joint affect respiratory function.No serious patients with spinal involvement, the general effect of thoracic range of motion and breathe without change.

and onset form: the disease in older children, male more than female, men and women ratio is about 80%-90% of cases now, other than weeks joint, or as the main symptoms of infection attachment points and general with lower limb is given priority to, have lower back pain, morning stiffness, activities such as the limited symptoms or X-ray sacrocoxitis.Affected joint usually less than 10, few joint see more than many joints, often for one or not symmetrical.

peripheral arthritis: the performance for the single arthritis, few arthritis or attachment point inflammation, sustainable or repeated attacks months and years.More than 85% lower limb joints involved, upper limbs arthritis rare, few arthritis is usually unilateral or asymmetry, many joint general symmetry, for often misdiagnosed for rheumatoid arthritis. And the following disease identification:(1) children ankylosing spondylitis and children of rheumatoid arthritis identify: children of ankylosing spondylitis early clinical performance often meet children of rheumatoid arthritis diagnosis standard. But ankylosing spondylitis always have a positive family history, HLA-B27 positive, arthritis, joint hands with lower limbs as less involvement.We experience, and close examination double sacroiliac joints, such as tenderness, 4 words experiment and often the positive results; Attachment points for both the best identify disease, especially in full, knee weeks the place such as the involvement more meaningful.If three or five years appear joint axis performance, it is not difficult to diagnosis general.

the genetic differences: children of ankylosing spondylitis often SC42 single times type and G1o-1 b dialdehyd enzyme and adult-onset phenotype, a single times for SC31 type and G1o-2 b dialdehyd enzyme phenotype.2, clinical differences: children of ankylosing spondylitis, including sufficient with peripheral joints involved more;And the adult-onset including cervical, thoracic vertebra, square change, and vertebral bone bridge and bone into the joint axis involvement at more see. Children of ankylosing spondylitis sustained or repeated attacks of hip, knee, ankle and between toes arthritis is adult see more, need to do more also hip replacement. In addition, fever, anemia, such as interleukin increased is also see more children.

do not easily identify diagnostic rheumatoid arthritis.

This article from:Disease knowledge

เป็นโรค ankylosing spondylitis เมื่ออายุถึง 40 ปี… ร่างกายจะหยุดการดำเนินโรคได้เอง !!!

ได้อ่านคอลัมน์ปัญหาวิชาการของเว็บไซต์มูลนิธิหมอชาวบ้าน หัวข้อ

โรคข้อกระดูกชนิดติดแข็ง

File Name : 288-021
วารสารคลินิก เล่ม : 288
เดือน-ปี : 12/2551
คอลัมน์ : ปัญหาวิชาการ
นักเขียนหมอชาวบ้าน : นพ.ธันย์ สุภัทรพันธุ์

ซึ่ง รองศาสตราจารย์ นพ.ธันย์ สุภัทรพันธุ์ , ภาควิชาออร์โธปิดิกส์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ได้เขียนตอบไว้น่าสนใจมาก

โรคข้อกระดูกชนิดติดแข็ง

ถาม ปัจจุบันมีการรักษาโรคข้อกระดูกชนิด ติดแข็งให้หายขาดได้หรือไม่หรือมีวิธีบรรเทาให้ข้อติดกันช้าลงอย่างไรได้บ้างครับ.

สมาชิก

ตอบ โรคข้อกระดูกชนิดติดแข็ง (ankylosing spondylitis) เป็นโรคในกลุ่มไขข้ออักเสบเรื้อรังชนิดแข็ง ซึ่งจะมีผลต่อข้อกระดูกหลังและข้อต่อกระดูกเชิงกราน เป็นโรคที่มีความสัมพันธ์กับยีนบางชนิด ดังนั้น จึงไม่หายขาด  แต่โชคดีที่โรคดังกล่าวมีการดำเนินโรคจำกัด คือ อาการเริ่มเมื่อเข้าสู่วัยรุ่น และดำเนินต่อจนอายุ 40 ปี จะหยุดการดำเนินโรค ดังนั้นถ้าในช่วงอายุ ดังกล่าวผู้ป่วยสามารถควบคุมอาการอักเสบของข้อ รักษาการเคลื่อนไหวของข้อที่สำคัญไว้ได้ เช่น ข้อสะโพก ข้อต่อกระดูกชายโครง (เพื่อการขยายตัวของปอด) ก็จะให้ผลการพยากรณ์โรคดี. โดยในระยะแรกอาจต้องใช้ยาลดอาการอักเสบช่วย ซึ่งปัจจุบันมียาดีๆ หลายขนาน แต่ที่สำคัญคือ การปฏิบัติตัวเพื่อหลีกเลี่ยงปัจจัยที่เพิ่มความเสี่ยง เช่น งดสูบบุหรี่ เพราะโรคดังกล่าวจะทำให้การขยายตัวของปอดไม่ดี การสูบบุหรี่ยิ่งทำให้ปอดทำงานลดลง หลีกเลี่ยงการอยู่ในท่าเดียวนานๆ และการออกกำลังกายสม่ำเสมอ โดยเน้นการออกกำลังกายที่ไม่รุนแรง เช่น การว่ายน้ำ การขี่จักรยาน ทั้งนี้เพื่อให้ข้อมีการเคลื่อนไหวอย่างสม่ำเสมอ และฝึกการหายใจ มีท่าออกกำลังกายเฉพาะอีกหลายชนิด ซึ่งสามารถขอคำปรึกษาได้จากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางเวชศาสตร์ฟื้นฟู.

ข้อมูลจาก www.doctor.or.th

 

related link:

Ankylosing Spondylitis (A.S.)

ตามรอยแพทย์นักบริหารดีเด่น…รศ.นพ.ธันย์ สุภัทรพันธุ์ 

Ankylosing Spondylitis- mdguidelines

โรคปวดข้อในเด็ก…มีจริงหรือ?

คำกล่าวที่ว่า “เด็กไม่ใช่ผู้ใหญ่ตัวเล็ก” มักเป็นประโยคสั้น ๆ ที่ได้ใจความและทำให้เราเข้าใจในความเป็นเด็กมากขึ้น เพราะฉะนั้นเวลาที่เด็กมีอาการเจ็บป่วย เขาจะบอกเราไม่ได้ว่ารู้สึกอย่างไร คงได้แต่เกิดจากการสังเกตและคาดเดาของผู้ปกครองและคนใกล้ชิดเท่านั้น

ประวัติเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยในการวินิจฉัย ไม่แพ้กับการตรวจร่างกาย ปัญหาที่หมอมักพบบ่อย ๆ ปัญหาหนึ่งคือ “ลูกไม่ยอมเดินเอาแต่ร้องไห้ แม่ก็ไม่รู้ว่าลูกร้องเพราะจะอ้อนแม่หรือปวดขา” “บางทีลูกเป็นอะไรไม่รู้ หงุดหงิดง่าย แต่พอแม่อุ้มหรือจับขาก็ร้องไห้จ้าเลยก็มี  มารู้ทีหลังว่าที่แท้ลูกปวดข้อตะโพก หรือปวดข้อเข่า เวลาแม่อุ้มจึงร้องไห้เพราะเจ็บ” เพราะเด็กโดยเฉพาะในเด็กเล็กยากที่จะบอกว่ามีข้ออักเสบหรือไม่ ไม่เหมือนในผู้ใหญ่ซึ่งเห็นได้ชัด

หมอเป็นหมอเฉพาะทางที่ดูแลผู้ป่วยเด็กที่มาด้วยเรื่องเกี่ยวกับภูมิคุ้มกันทำร้ายตัวเอง หรือบางทีจะได้ยินคนเรียกภาวะนี้ว่า “แพ้ภูมิตัวเอง” เพราะเข้าใจง่ายกว่า แต่ในความเป็นจริงเราไม่ได้แพ้ภูมิอะไร โรคในกลุ่มนี้เกิดจากภูมิคุ้มกันเราสับสน ทำลายไม่เลือก แทนที่จะทำลายแต่เพียงเชื้อโรคหรือสิ่งแปลกปลอมที่เข้ามาในร่างกายเราก็ดันไปทำลายเนื้อเยื่อตัวเอง จึงเกิดการอักเสบตามอวัยวะต่าง ๆ ตามมา หนึ่งในนั้นคือโรคข้ออักเสบไม่ทราบสาเหตุในเด็ก (เจไอเอ) ซึ่งจะกล่าวในภายหลัง

เพราะเด็กไม่พูด ไม่สามารถอธิบายได้ เราจึงต้องอาศัยการตรวจร่างกาย เพื่อจะได้วินิจฉัยโรคได้ถูกต้อง หลายครั้งที่มีคนถามหมอว่า เด็กนี่เป็นโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ได้ด้วยเหรอ? นึกว่าเป็นแต่คนแก่ หรือไม่ก็ไม่เคยรู้เลยว่าลูกมีข้ออักเสบ มารู้อีกทีข้อติดไปหมดแล้วก็มีเด็กบางคนป่วยมาเป็นระยะเวลาหลายปี มาพบหมออีกที ตัวเล็กนิดเดียวเพราะเวลากินอะไรเข้าไปก็เอาไปใช้ซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอจากโรคหมด ไม่ได้ใช้กับการเจริญเติบโตเลย แถมข้อติดอีกต่างหาก กลายเป็นพิการตั้งแต่อายุยังน้อย

ปัจจุบันในประเทศไทยมีหมอที่เชี่ยวชาญทางด้านนี้อยู่น้อยมาก เทียบกับประชากรทั้งประเทศ จึงมีไม่น้อยเลย ที่มีเด็กป่วยด้วยโรคนี้ แต่ไม่ได้รับการรักษาแต่เนิ่น ๆ ดังนั้นนี่คงเป็นโอกาสดีที่หมอจะได้ให้ความรู้ ความเข้าใจ พร้อมวิธีสังเกตลูกๆ ของคุณพ่อคุณแม่ทั้งหลายว่า  เมื่อไรที่ควรสงสัยว่าลูกเราน่าจะมีความผิดปกติเกี่ยวกับโรคข้อและควรจะมาพบแพทย์

โรคข้ออักเสบในเด็กทั่ว ๆ ไป จะแบ่งเป็นชนิดที่เกิดขึ้นฉับพลันกับชนิดที่เป็นเรื้อรัง  โดยชนิดที่เป็นเรื้อรัง เด็กมักจะมีอาการมากกว่า 6 สัปดาห์ และมีอาการต่อเนื่องเกือบทุกวัน  ชนิดที่พบบ่อยสุดเป็นชนิดที่เกิดฉับพลัน ซึ่งเกิดได้จากหลายสาเหตุ คราวนี้มาดูกันว่า มีสาเหตุอะไรบ้างที่ทำให้เด็กมีอาการปวดแขนขา หรือข้ออักเสบ

ข้อสังเกตง่าย ๆ ให้คุณแม่ดูว่าลูกมักบ่นปวดข้อเวลาไหนเป็นหลัก ถ้าลูกเป็นข้ออักเสบไม่ทราบสาเหตุในเด็ก (เจไอเอ) ที่กล่าวไปแล้วข้างต้น  เด็กมักจะบ่นปวดตอนเช้า ๆ หลังตื่นนอน  ข้อมักจะติดแข็งขยับลำบาก เวลาขยับจะปวด แต่พอสาย ๆ อาการปวดจะทุเลาลง เริ่มขยับได้มากขึ้น ลูกจะให้ประวัติว่าพอนั่งรถถึงโรงเรียนอาการปวดข้อจะดีขึ้น เนื่องจากตอนนอนมีการหลั่งสารที่ทำให้เกิดการอักเสบออกมา พอตื่นนอนข้ออักเสบจึงกำเริบ พอขยับข้อสักพัก สารพวกนี้จะถูกดูดกลับไปในกระแสเลือด อาการเลยดีขึ้น 

โรคนี้พบได้ตั้งแต่เด็กอายุประมาณ 1 ปีขึ้นไป การประคบน้ำอุ่นจะทำให้เคลื่อนไหวข้อได้ง่ายขึ้น และลดอาการปวดได้  หากเด็กบ่นปวดข้อช่วงตอนเย็นหลังเลิกเรียน กรณีนี้พบมากและมาปรึกษาหมอบ่อย  ส่วนมากจะเป็นจากการใช้งานเยอะ ไม่ใช่โรคอะไร เพราะเด็กกลุ่มนี้จะมีกิจกรรมสูง วิ่งเล่นกันทั้งวัน  และส่วนมากเด็กกลุ่มนี้มักจะมีอาการหรือภาวะข้อหลวมร่วมด้วย

ดังนั้นหากเขาใช้ข้อไหนมากเป็นพิเศษก็จะบ่นว่าปวดข้อนั้นภายหลังจากใช้งาน เด็กกลุ่มนี้จะเติบโตปกติ จะมีประวัติการปวดมาเป็นปี ๆ แต่ก็ไม่มีข้อติดแต่อย่างใด การลดกิจกรรมที่ทำให้ใช้ข้อนั้นมากจนเกินไปลง อาการปวดข้อก็จะดีขึ้น  ส่วนเด็กที่มักมีอาการปวดขาตอนกลางคืน เกิดขึ้นได้จาก 2 สาเหตุ ซึ่งจะเป็นอย่างไรนั้น สัปดาห์หน้าหมอมีคำตอบมาฝาก พร้อมทั้งคำถามเกี่ยวกับโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ในเด็ก และการรักษา.

อ.พญ.โสมรัมชช์ วิไลยุค
ภาควิชากุมารเวชศาสตร์
คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล

ที่มา:  เดลินิวส์ 24 ธันวาคม 2554

.

Related link:

.

ภาวะปวดข้อในเด็ก ที่พ่อแม่ควรรู้

สวัสดีปีใหม่ แฟนคอลัมน์ “หมอรามาฯ ไขปัญหาสุขภาพ” ขอให้มีความสุขตลอดทั้งปี มีสุขภาพร่างกายแข็งแรง ไม่มีโรคภัย และก็ติดตามเรื่องราวสุขภาพต่าง ๆ ที่คุณหมอของ รพ.รามาธิบดี เขียนเองกับมือได้ทุกสัปดาห์เช่นเคยค่ะ

ฉบับที่แล้วนำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับโรคปวดข้อในเด็ก ที่มีการแบ่งชนิด และลักษณะอาการที่คุณพ่อคุณแม่ควรสังเกตลูก ๆ ตั้งแต่ยังเด็ก สัปดาห์นี้ยังมีเรื่องราวเกี่ยวกับโรคปวดข้อในเด็กมาฝากกันต่อ

เด็กที่มักมีอาการปวดขาตอนกลางคืน เกิดขึ้นได้จาก 2 สาเหตุ อย่างแรกที่เรียกกันว่า “โกรวอิ้ง เพนส์” ซึ่งเมื่อก่อนเชื่อว่าเป็นเพราะกระดูกยืดหรือเด็กกำลังโต แต่ในความเป็นจริงไม่เกี่ยวกับเด็กกำลังโตหรือกระดูกยืดแต่อย่างใด บางคนเชื่อว่าเกิดจากการปวดกล้ามเนื้อที่ใช้งานมามากระหว่างวัน แต่ภาวะนี้ไม่ใช่โรค และไม่ต้องรักษา มักพบในเด็กที่มีช่วงอายุ 3-8 ขวบ หรือวัยก่อนเข้าโรงเรียน ซึ่งเด็กจะตื่นมาบ่นปวดขาตอนกลางคืน ให้คุณแม่นวด แล้วก็นอนหลับได้ พอตอนเช้ามาก็วิ่งเล่นได้ตามปกติ เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ภาวะนี้จะหายไปได้เองเมื่อโตขึ้น ถ้าเด็กมีข้ออักเสบจริง ๆ เด็กจะไม่ยอมให้แม่นวดเลย เพราะจะเจ็บ

จะตรงกันข้ามกับ “โกรวอิ้ง เพนส์” ในอีกกรณีที่เด็กหลับไปแล้ว ตื่นขึ้นมาร้องปวดขามากตอนกลางคืน นวดยังไงก็ไม่หาย ลูกจะดูซึมลง น้ำหนักลด เบื่ออาหาร หรืออาจมีไข้ไม่ทราบสาเหตุร่วมด้วย กรณีนี้ต้องสงสัยภาวะมะเร็งที่ลามไปที่กระดูก ควรพาลูกไปปรึกษากุมารแพทย์โดยเร็ว  อีกภาวะหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือ การติดเชื้อในข้อ ซึ่งในกรณีนี้คุณพ่อคุณแม่จะบอกได้ชัดเจนว่าข้อลูกผิดปกติเพราะข้อจะบวมแดงร้อนชัดเจน ไข้ขึ้นสูง ขยับข้อนั้น ๆ แทบไม่ได้ คือปวดตลอดเวลา มักจะมีอาการเพียงข้อเดียว ส่วนมากเด็กที่เป็นโรคนี้มักจะมีภูมิต้านทานต่ำกว่าปกติ จึงติดเชื้อได้ง่าย

ส่วนสุดท้ายที่จะกล่าวถึงในข้ออักเสบฉับพลันคือไข้รูมาติก ซึ่งเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียชื่อ สเตร็ปโตคอคคัส เด็กมักมีอาการคออักเสบ หรือเป็นหวัดนำมาก่อนประมาณ 3 สัปดาห์ ภายหลังการติดเชื้อระบบภูมิต้านทานเราเกิดสับสนระหว่างเชื้อโรคกับเนื้อเยื่อในร่างกาย จึงเกิดการทำลายเนื้อเยื่อตัวเองขึ้น ที่กล่าวไปข้างต้นว่าเป็นการเกิดภาวะ “ภูมิคุ้มกันทำร้ายตัวเอง” ซึ่งในโรคนี้จะเกิดบริเวณข้อ หัวใจ หรือแม้แต่ในสมอง ผู้ป่วยจะมาด้วยอาการไข้สูง ปวดข้อมาก ข้ออักเสบ บวม ร้อน ขยับแล้วเจ็บมาก รวมทั้งในบางรายมีอาการลิ้นหัวใจรั่วหรือการเคลื่อนไหวที่ผิดปกติร่วมด้วย

ส่วนภาวะข้ออักเสบเรื้อรังที่มีคนถามว่า “เด็กเป็นรูมาตอยด์แบบผู้ใหญ่ได้ด้วยเหรอ” ขอตอบว่าได้ค่ะ สมัยก่อนจะเรียกกันว่า “ข้ออักเสบรูมาตอยด์ในเด็ก” ปัจจุบันเปลี่ยนใหม่แล้วเรียกว่า “ข้ออักเสบไม่ทราบสาเหตุในเด็ก” เพราะไม่ทราบสาเหตุจริง ๆ ว่าอยู่ดี ๆ ทำไมถึงเกิดขึ้น รู้แต่ว่าเกิดจากระบบภูมิต้านทานที่ทำงานผิดปกติ แทนที่ภูมิต้านทานเราจะทำร้ายสิ่งแปลกปลอมหรือเชื้อโรคที่เข้ามาในร่างกายแต่เพียงอย่างเดียว หลังจากกำจัดสิ่งแปลกปลอมและเชื้อโรคไปแล้ว มันกลับไม่หยุดทำงานและหันกลับมาทำร้ายตัวเอง และเจาะจงที่ข้อ จึงเกิดข้ออักเสบขึ้นมา ไม่มีใครบอกได้ว่าทำไมมันถึงทำงานผิดพลาดได้อย่างนี้ ลักษณะของอาการข้ออักเสบในเด็กจะแตกต่างกับรูมาตอยด์ในผู้ใหญ่หลายอย่าง นี่เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ต้องเปลี่ยนชื่อเรียกใหม่ เพราะกลัวจะสับสนกัน

ข้ออักเสบรูมาตอยด์ในผู้ใหญ่มักจะปวดตามข้อนิ้วมือ และมักเป็นเท่ากันทั้งสองข้าง ในเด็กอาการข้ออักเสบเป็นได้หลายแบบมาก ตั้งแต่ปวดข้อเข่า ข้อเท้า ข้อมือ กระดูกสันหลังบริเวณคอ บริเวณเอว สารพัดจะปวด จะเป็นทั้งสองข้างหรือข้างเดียวก็ได้ เด็กบางรายเป็นมากจนแทบจะเดินไม่ได้ ต้องหยุดโรงเรียนบ่อย ๆ มีผลกระทบทั้งครอบครัวและตัวเด็กเอง นอกจากนี้ข้ออักเสบชนิดนี้ยังถูกแยกย่อยออกได้เป็นอีกหลายชนิด ขึ้นกับการดำเนินของโรค และการรักษา บางชนิดเด็กจะมีอาการไข้สูงเรื้อรัง หาสาเหตุของไข้ยังไงก็ไม่เจอ และมีผื่นร่วมด้วย โดยเด็กจะมีไข้สูงวันละ 1-2 ครั้ง ตอนมีไข้เด็กจะปวดข้อและซึมมาก พอไข้หาย เด็กบางคนลุกขึ้นวิ่งเล่นได้เลยก็มี  ลักษณะผื่นจะเป็นสีชมพูเรื่อ ๆ เม็ดเล็ก ๆ ผื่นจะขึ้นตามไข้ ถ้าไข้ขึ้นผื่นขึ้น ไข้หายผื่นหาย ผื่นจะไม่ค่อยคัน จึงแตกต่างกับเด็กที่มีผื่นจากโรคภูมิแพ้ทั่วไป

สำหรับยาที่ใช้รักษาก็เป็นยาในกลุ่มยาต้านการอักเสบ และยากดภูมิคุ้มกัน ก็เพราะภูมิคุ้มกันมันทำงานเยอะเกินเราก็เลยต้องใช้ยากดภูมิคุ้มกันเพื่อควบคุมมันไม่ให้มาทำร้ายตัวเอง ในระยะยาวมีทั้งเด็กที่หายขาด หรือมีทั้งเป็นเรื้อรังจนกระทั่งโตเป็นผู้ใหญ่ ทั้งนี้แล้วแต่ชนิดที่เด็กคนนั้นเป็น เพราะการดำเนินโรคในแต่ละชนิดไม่เหมือนกัน แต่การรักษาตั้งแต่เนิ่น ๆ จะทำให้รักษาง่ายกว่า และลดภาวะแทรกซ้อนได้มากกว่า เพราะฉะนั้นหากลูกมีอาการดังกล่าวข้างต้น ก็ควรปรึกษาแพทย์เฉพาะทางแต่เนิ่น ๆ เพราะถ้ารักษาช้า อาจมีภาวะแทรกซ้อนตามมา เด็กไม่โตเท่าที่ควร หรือทำให้ข้อติด ข้อโดนทำลาย ทำให้ใช้งานไม่ได้ตามปกติ กลายเป็นพิการไป ทั้ง ๆ ที่รักษาได้ตั้งแต่แรก.

อ.พญ.โสมรัชช์ วิไลยุค
ภาควิชากุมารเวชศาสตร์

ที่มา:  เดลินิวส์ 7 มกราคม 2555

.

Arthritis in Children

tag: Juvenile Idiopathic Arthritis (JIA)

Good news… you don’t have to put up with that bad back

Good news… you don’t have to put up with that bad back

By ANGELA EPSTEIN
UPDATED: 22:01 GMT, 17 December 2011

Britain is a nation with a bad back. Recent research revealed that 80 per cent of Britons have one or more bouts in their lifetimes, and the condition is the single most common reason we see a doctor.

In most cases, treatment will be as simple as taking a paracetamol and trying to get on with the day. But in some instances, there could a more serious cause.

Dr Catherine Mathews, consultant  rheumatologist at The BMI Blackheath Hospital in London, says: ‘In very rare instances, back pain can be symptomatic of something sinister, such as cancer or tuberculosis. If you suffer with back pain, your first stop should always be your GP.

‘If back pain is unrelenting and there whether you rest, are active or lying down, or it disturbs your sleep, you need to get  it investigated.’

The good news is that many instances of back pain are easily treatable and need not lead to long-term misery. Here, with the help of leading experts, we find out what your back could be trying to tell you .  .  .

MY BACK HURTS WHEN I HAVE TO STAND FOR A LONG TIME 

IT COULD BE OSTEOARTHRITIS OF THE SPINE

This is a degenerative disease that affects the cartilage which coats the bones at the end of joints. Sometimes, the wear and tear of osteoarthritis also puts pressure on the nerves extending from the spinal column, causing weakness and pain in the arms or legs.

Osteoarthritis of the spine usually doesn’t happen until about the age of 45.

‘As well as causing a dull ache on standing, many sufferers feel it when they set out on a walk,’ says Professor Alan Silman, of Arthritis Research UK. ‘It may ease off after ten minutes or so. Many sufferers also find pain disappears by mid-morning but then creeps up again from mid-afternoon if they have been sitting at their desk for a long time.’

TREATMENT

‘Losing weight will help as this will ease pressure on the back,’ says Prof Silman. ‘Any exercise that stretches the back  muscles and the muscles of the abdominal wall will help. Try lying on your back with your knees pulled alternatively into your chest. Do this ten times.’

Sitting in one place for a prolonged period also puts pressure on the back.

Physiotherapist Sammy Margo says: ‘When you sit at your desk, make sure your bottom is at the back of your chair. Using a TENS machine [transcutaneous electrical nerve stimulation] such the Lloyds Pharmacy Back Pain Reliever, may also help. This works by passing harmless electrical signals into the lower back from its pads, blocking the body’s pain signals. Try to do about 20 to 30 minutes of aerobic exercise every day, such as swimming, walking or cycling to maintain flexibility.’

STABBING PAIN OR SPASM IN THE SIDE OF THE BACK

IT COULD BE A PULLED MUSCLE

This happens when the back muscles are strained or even torn, usually as a result of a single incident. Sufferers often remember the instant the pain started and relate it to a particular situation.

‘The pain is normally on one side as it will relate to a specific area, rather than emanating from the spine,’ says Margo. If the pain does come from the spine, it could have been caused by nerve irritation to the joints or ligament.

TREATMENT

You may need to rest for a day if the pain is really bad, but start moving as soon as you can, otherwise the muscles can become immobilised and the problem gets worse.

‘Use ice, an ice spray or gel for about seven minutes on the affected area, three to four times a day. Do this for the first 36 hours to reduce inflammation, then switch to heat treatment which will help relax the muscles,’ says Margo.

IT’S NOT JUST MY BACK, BUT MY LEGS THAT HURT

IT COULD BE SCIATICA

Leg pain, numbness or weakness that starts in the low back and travels down the sciatic nerve in the leg is known as sciatica. The pain is likely to be constant in one side of the buttock or leg and is made worse by sitting.

Sciatica is commonly caused by a slipped disc, when the spinal discs that act as cushions between the bones of the spine move and press on the nerves. If you have a slipped disc, it may hurt when you cough.

TREATMENT

‘Most slipped discs resolve themselves spontaneously as the disc heals itself,’ says Dr Karl Gaffney, consultant rheumatologist at The Norfolk and Norwich University Hospital. ‘It’s important to try gentle exercise such as swimming which won’t put pressure on the back but which will keep you mobile.’

Margo suggests: ‘You can alleviate leg pain at night by sleeping with a pillow between your knees. Hot packs applied to the back such as Thermacare Heat Wraps may help as these provide heat and support to the area.

‘For women, wearing tight knickers or leggings can offer support. If the condition goes on for six weeks or more, your specialist may suggest injections of steroids into the spine to reduce inflammation.’

MY BACK PAIN IS SO UNBEARABLE IT’S MAKING ME FEEL SICK

IT COULD BE KIDNEY STONES

These are tiny grains of waste products that crystallise and collect around the inside of the kidney, causing nausea and back pain. ‘The pain is always on one side and is severe if not overwhelming,’ says Dr Mathews. ‘You can identify your kidneys by putting your hands on the top of your hip bones with your thumb behind your back.’

TREATMENT

Pain from small kidney stones may last only a few hours and is likely to stop when the stone is passed into the urine. Stones that don’t pass can be treated by extracorporeal shock wave lithotripsy (ESWL) X-rays. Ultrasound is used to pinpoint the stone, then a machine sends shock waves of energy to break it into smaller pieces so it can be passed.

Aches: Certain symptoms may be other serious medical conditions such as kidney or gall stones

MY BACK AND NECK FEEL STIFF, PARTICULARLY IN THE MORNING

IT COULD BE ANKYLOSING SPONDYLITIS (AS)

This is a form of arthritis in which the spinal joints and ligaments and the joints at the base of the spine become inflamed.

‘This condition affects more men than women and usually happens in our 20s and 30s. It is also characterised by pain above the buttocks which can sometimes be on one side and sometimes on the other,’ says Dr Gaffney. ‘The pain usually gets better as the day wears on.’

The condition is also associated with  people who suffer from psoriasis, and colitis (inflammation of the colon).

TREATMENT

Stay active to improve your posture and range of spinal movement, as well as preventing your spine from becoming stiff and painful.

‘Try rotation exercises such as swivelling your hips or twisting your waist,’ says Margo. ‘And practise walking with your hands behind your back as this will make you stand tall.

‘Good posture is really important because it means that even if you stiffen up, you will be doing so in the most supportive position.’

Dr Gaffney says: ‘There is also a new class of drugs called biologics for those with severe pain which work by switching off the infection. However, this is usually a treatment of last resort as there are potentially quite severe side effects.’
Data from: dailymail.co.uk

Unlocking the Genetics and Biology of Joint Disorder Ankylosing Spondylitis

ScienceDaily (July 10, 2011) — A study involving over 5,000 people living with the joint disorder ankylosing spondylitis has identified a series of genetic variants associated with increased susceptibility to the condition as well as providing new clues to how the condition may be treated in the future.

The study, a collaboration between the Australo-Anglo-American Spondyloarthritis Consortium and the Wellcome Trust Case Control Consortium, also provides one of the first confirmed examples of gene-gene interaction seen in humans.

Ankylosing spondylitis is an autoimmune disease that affects as many as one in 200 men and one in 500 women in the UK, typically striking people in their late teens and twenties. While it mainly affects the spine, it can also affect other joints, tendons and ligaments. More rarely, it can affect other areas, such as the eyes, lungs, bowel and heart.

Now, a study carried out in the UK, Australia and North America comparing the genomes of 3,023 cases against those of 8,779 healthy controls has identified a series of genetic regions newly implicated in the disease. The findings were confirmed in an independent cohort of 2,111 cases and 4,483 controls. The results are published in the journal Nature Genetics.

Professor Peter Donnelly from the University of Oxford, Chair of the Wellcome Trust Case Control Consortium says: “Thanks to over 5,000 people with ankylosing spondylitis who have provided DNA samples, we were able to undertake the largest study of the genetics of this painful and often disabling disease. It revealed important, and in some cases surprising, new insights into the disease.”

The study identified three regions of the genome — RUNX3, LTBR and TNFRSF1A — in which genetic variants were strongly associated with ankylosing spondylitis. In addition, they found a further four which are likely candidates: PTGER4, TBKBP1, ANTXR2 and CARD9.

As well as furthering our understanding of the genetics underlying the condition, the findings also strengthen evidence that a particular process by which signals are transmitted within cells — known as the IL-23R pathway — is involved in the disorder and could be a target for drugs.

The study also provided clues as to why a particular genetic variant known as HLA-B27 is associated with the disease. Scientists have known for almost forty years that this variant significantly increases the risk of developing the disease. Nine out of ten people with ankylosing spondylitis carry the variant. Whilst not everyone with the variant develops the condition, those who carry the variant are up to eighty times more likely to develop it than non-carriers. Yet despite this knowledge, the mechanism by which the variant causes the disease is still unknown.

The researchers found that variants of the gene ERAP1 interact with HLA-B27 to affect disease susceptibility — one of the first confirmed examples of gene-gene interaction seen in humans. For individuals who carry HLA-B27, their risk of developing ankylosing spondylitis decreases by a factor of four if they also carry two copies of the protective variants of ERAP1.

ERAP1 plays a role in breaking down proteins within the body into smaller molecules known as peptides. The gene interacts with HLA-B27 to affect how these peptides are presented to the immune system. This is an essential process for mounting an immune response to invading pathogens, but when it goes awry it can result in the immune system causing inflammation and damaging tissue. The researchers found that some variants of ERAP1 protect against the development of ankylosing spondylitis by reducing the amount of peptide available to HLA-B27 within cells. The researchers believe that inhibiting ERAP1 may help treat the condition.

The researchers also analysed the genetic make-up of individuals with ankylosing spondylitis who did not carry the HLA-B27 variant and found associations with several genetic regions, the first time that associations have been found in HLA-B27 negative individuals. These findings indicate considerable similarity between the way HLA-B27 positive and negative ankylosing spondylitis develop.

Professor Matt Brown from the University of Queensland, Australia, says: “Our work shows the great value of partnering genetics research with functional investigations to determine the basic biology which leads to common diseases such as ankylosing spondylitis, the causes of which have remained an enigma for so long.

“At the moment, whilst we have effective treatments to suppress the inflammation in ankylosing spondylitis, we have no treatment to substantially improve its long-term outcome, particularly the chronic pain, marked loss of movement and disability and that are common consequences of this disease. We must be cautious about the promise that these findings offer, but they are a promising step in the right direction.”

Professor Alan Silman, Medical Director of Arthritis Research UK , which funded the preliminary work for the genetics research said the study was important, but added that it needed to be followed up before its significance could be measured clinically. “We’re supporting further intensive work needed to investigate whether these genetic targets could offer scope for novel treatment approaches,” he said.

Debbie Cook, Director of The National Ankylosing Spondylitis Society (UK) added: “We are delighted with the results of these genetic studies in ankylosing spondylitis which will help us to understand the causes of the disease better, and hopefully to develop new ideas about its treatment. Our members have been heavily involved in these studies with scientists at the University of Oxford over the past 10 years and it is good to see the progress that has been made. It has long been recognised that there is a genetic element to the condition and that it has a tendency to run in families. The identification of 14 genes involved in this process clearly helps to understand the reasons for this.

“Over the past ten years our members have been donating blood or saliva samples so that their DNA can be analysed. It is good to see that this truly global collaboration, involving teams in Australia and USA as well as the UK has been so worthwhile. We look forward to further developments in the future towards preventing or curing this persistent and painful disease that affects about 200,000 people in the UK alone.”

The study was funded in part by Arthritis Research UK, the Wellcome Trust and the Oxford Comprehensive Biomedical Research Centre ankylosing spondylitis chronic disease cohort.

 

Journal Reference:

  1. The Australo-Anglo-American Spondyloarthritis Consortium (TASC), the Wellcome Trust Case Control Consortium 2 (WTCCC2) et al. Interaction between ERAP1 and HLA-B27 in ankylosing spondylitis implicates peptide handling in the mechanism for HLA-B27 in disease susceptibilityNature Genetics, 2011; DOI: 10.1038/ng.873

 

Data from: sciencedaily.com